Category: เศรษฐกิจ

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบ จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน-ข้อพิพาทกรีนแลนด์ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบ จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน-ข้อพิพาทกรีนแลนด์ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบเป็นส่วนใหญ่ในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนประเมินสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจาก 8 ประเทศของยุโรป จากประเด็นความขัดแย้งเกี่ยวกับกรีนแลนด์

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญหลายรายการของจีนในช่วงเช้าวันนี้ ได้แก่ ดัชนีราคาบ้านเดือนธ.ค., ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค., ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค.,การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนธ.ค. และอัตราว่างงานเดือนธ.ค.

    ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 53,390.05 จุด ลดลง 546.12 จุด หรือ -1.01%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,641.60 จุด ลดลง 203.36 จุด หรือ -0.76% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,090.72 จุด ลดลง 11.19 จุด หรือ -0.27%

    ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียเปิดลบ 0.19% ส่วนดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ดีดตัวขึ้น 0.18%

    ปธน.ทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) ว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับสินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ เพื่อกดดันในประเด็นกรีนแลนด์ โดยระบุว่าอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป หากยังไม่มีข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าซื้อดินแดนดังกล่าว

    โพสต์ดังกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ สร้างความไม่พอใจไปทั่วยุโรป โดยเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และอันโตนิโอ กอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ร่วมกันว่า “มาตรการภาษีนี้จะทำลายความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดวงจรความขัดแย้งที่อันตราย”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562098&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IgqqZw1qxpdQevVS4y_OB

  • ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

    การส่งออกนั้นคิดเป็นสัดส่วนสูงกว่า 50% ของจีดีพี จึงมีความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โครงสร้างการส่งออกกับการนำเข้าของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

    หลังจากการระบาดของโควิด 19 สิ้นสุดลง (กราฟ Post-Covid surge in Thai exports to US and Thai imports from China)

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

    จะเห็นได้ว่าอาเซียนยังเป็นตลาดหลักของไทย (แต่บางส่วนของการส่งออกดังกล่าว น่าจะเป็นการส่งวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ที่จะถูกนำไปแปรรูป หรือผลิตในประเทศอาเซียนอื่น เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อส่งออกไปยังตลาดที่ 3) แต่ที่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากคือ

    การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นจาก 24,000 ล้านเหรียญในปี 2014 มาเป็น 71,300 ล้านเหรียญในปี 2025 ทำให้การเกินดุลการค้ากับสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 9,300 ล้านเหรียญในปี 2014 มาเป็น ประมาณ 50,500 ล้านเหรียญในปี 2025 

    การเกินดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น 5 เท่าตัวย่อมจะเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะยอมรับได้ยาก แต่พรรคการเมืองไทยก็ไม่ได้นำเสนอนโยบายที่จะปรับดุลการค้าดังกล่าวกับสหรัฐ เพราะย่อมจะเป็นเรื่องยากมากที่จะหาตลาดอื่นมาทดแทนตลาดส่งออกสหรัฐ แต่เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่านับล้านล้านบาทเป็นเดิมพัน

    ในอีกด้านหนึ่งคือ การขาดดุลการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะการนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 38,500 ล้านเหรียญ ในปี 2014 มาเป็น 106,100 ล้านเหรียญในปี 2025 ในขณะที่การส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นน้อยกว่ามากจาก 25,000 ล้านเหรียญไปเป็น 40,000 ล้านเหรียญ ในช่วงเดียวกัน

    ดังนั้น การขาดดุลการค้ากับจีนจึงเพิ่มขึ้นจาก 15,000 ล้านเหรียญในปี 2014 มา เป็น 67,100 ล้านเหรียญในปี 2025 เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 52,100 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก แต่ก็ไม่มีพรรคการเมืองใดกล่าวถึงปัญหานี้แต่อย่างใด (กราฟ Thailand’s unbalanced trade with rival superpowers)

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

    ตรงนี้ก็เป็นที่รับรู้กันว่า ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการสวมสิทธิ์สินค้าจากจีนเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา และอีกส่วนหนึ่งคือการทะลักเข้ามาของสินค้าอุตสาหกรรมของจีนที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งที่พรรคการเมืองก็ไม่ได้นำเสนอทางออกแต่อย่างใด

    เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจีนแสดงความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะยังเร่งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งของสินค้าจีนในตลาดโลกต่อไปอีกในอนาคต

    เห็นได้จากบทวิเคราะห์ของ Financial Times (วันที่ 2 January 2026) “Why China is doubling down on its export-led growth model. The country plans to reinforce its dominance of global manufacturing, despite persistent deflation at home and rising tensions abroad”

    ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ว่า จีนต้องการเป็นเจ้าตลาดทั้ง อุตสาหกรรมดั้งเดิม (เช่น เหล็กกล้าและของเล่นเด็ก) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (เช่น หุ่นยนต์และเอไอ)

    อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญคือ “ค่าเงิน” ซึ่งเราจะเห็นแนวโน้มที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเงิน หยวนของจีนและเงินบาทของไทย ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหลังจากการฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด 19 ค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลง 15.69% เทียบกับเงินสกุลของประเทศคู่ค้า (trade-weighted terms) (ช่วงกรกฎาคม ปี 2022 ถึงปัจจุบัน)

    ในขณะที่ประเทศไทยนั้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันได้ปล่อยให้เงินบาทเทียบกับเงินสกุลของประเทศคู่ค้าแข็งค่าขึ้นไป 13.91% (กราฟ Yuan depreciation vs. Baht appreciation (2022-2025))

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

    เจอแบบนี้ อุตสาหกรรมไทยจึงประสบปัญหาอย่างรุนแรง แต่พรรคการเมืองต่างๆ ก็ไม่ได้มีคำตอบให้กับปัญหานี้ ส่วนหนึ่งเพราะว่ารัฐบาลไทยมีบทบาทน้อยมากในการควบคุมการบริหารจัดการนโยบายการเงินที่ส่งผลกระทบกับทั้งอัตราเงินเฟ้อในประเทศไทย (ที่ต่ำกว่าเป้ามานานนับ 10 ปี) และกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นตลอดมา

    นอกจากนั้นก็ยังคงไม่มีใครกล้าที่จะออกมาพูดว่า อาจจะต้องหาแนวทางที่จะจำกัดการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศจีน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะบางประเทศ เช่นสหภาพยุโรปและแคนาดา ก็ได้มีมาตรการ จำกัดการนำเข้าสินค้าจากจีน หลังจากสหรัฐตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน อย่างเต็มรูปแบบในปีที่แล้ว

    เมื่อในปี 2025 มีการประเมินว่า การส่งออกของจีนโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ทำให้จีนเกินดุลการค้าสูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับปี 2024 ที่เกินดุล 992,000 ล้านเหรียญ โดยการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญของจีนประมาณการณ์ความเปลี่ยนแปลง ดังนี้ 

    – ไปสหรัฐลดลง 20-25%

    – ไปแอฟริกาเพิ่มขึ้น 25-27%

    – ไปสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 7-8%

    – ไปอาเซียนเพิ่มขึ้น 13-15%

    – มาไทยเพิ่มขึ้น 30% (การนำเข้ารวมของไทยจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 12.5%)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IsCwfGwzoLy6B7pXi5-0l

  • บพท.ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ด้วยกลไกกลาง ‘SIE CLUSTER

    บพท.ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ด้วยกลไกกลาง ‘SIE CLUSTER

    วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา มีการจัดงานการสัมมนา “เครือข่ายพลังคลัสเตอร์ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากขยายตลาดภายใน เปิดตลาดใหม่ต่างประเทศ” โดยมี ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการพัฒนาระดับพื้นที่เป็นประธานกล่าวเปิดงาน มี ผศ.ดร.อัสมัน แตอาลี ผู้อำนวยการสถาบันฮาลาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติร่วมพิธีเปิดงาน

    งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ “โครงการเครือข่ายภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยในงานได้มีการจัดกิจกรรมนำเสนอสินค้าจากโครงการคลัสเตอร์ พร้อมไปกับกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดของสินค้า SIE และจังหวัดแก้จน ( SRA ) ในภาคใต้ ในรูปการส่งเสริมการตลาดสินค้ารูปแบบ Onsite Marketingและ Online Marketing

    ภายในงานมีการบรรยายและเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองในเรื่องการเชื่อมต่อกลไกการผลิตและการค้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากโดยผู้บริหารและผู้แทนจากองค์กร หน่วยงาน ธุรกิจชุมชน คณาจารย์จากมหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิ จากหน่วยงานต่างๆ ผู้เข้ามาร่วมงานยังจะได้เลือกชมสินค้าซึ่งเป็นผลผลิตคุณภาพจาก โครงการคลัสเตอร์ และผลิตภัณฑ์ชุมชนในงานแสดงสินค้า OTOP City &SME to Songkhla จัดระหว่างวันที่ 16 ถึง 25 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติ 60 มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลาด้วย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/941428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MMSKSm0WaZVDeOiqXsAyg

  • เลือกตั้งปี 69 พรรคการเมืองไหน  จะพาเศรษฐกิจไทยหลุดพ้น ‘ภาวะโตต่ำ’

    เลือกตั้งปี 69 พรรคการเมืองไหน จะพาเศรษฐกิจไทยหลุดพ้น ‘ภาวะโตต่ำ’

    การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยมี “โจทย์ใหญ่” และ “โจทย์ใหม่” ให้แก้ปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความร้อนแรงมาตั้งแต่ต้นปี ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ปัญหาภัยธรรมชาติที่รุนแรง และ ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรังมานาน ทั้งหมดถือเป็นโจทย์สำคัญในการทำงานของรัฐบาลเช่นกัน

    โจทย์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถือเป็นโจทย์ที่พรรคการเมืองหลายพรรคพูดถึงว่าจะต้องมีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ตัวเลข GDP ปีนี้ที่มีการคาดการณ์จากธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ว่าจะขยายตัวแค่ 1.5% ต่ำลงจากปี 2568 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2.2% ถือเป็นสัญญาณอันตรายของประเทศไทย เพราะเห็นชัดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมาลดลงจากระดับ 5% มาอยู่ที่การเติบโตไม่ถึง 2% จนมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของเวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทยได้ภายในปีนี้

    การเติบโตของ GDP ที่สาละวันเตี้ยลงของประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานะการคลังของประเทศไทยมีความสุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยหนี้สาธารณะกำลังจะปรับเพิ่มจาก 65% ต่อ GDP ไปสู่ระดับปริ่มเพดานที่ 70% ของ GDP โดยเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2570 หนี้สาธารณะจะขยับไปอยู่ที่ประมาณ 69.36% ต่อ GDP ที่สำคัญตัวเลขการขาดดุลทางการคลังยังอยู่ในระดับสูงกว่า 3% ต่อ GDP ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อยู่ในสายตาของบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง(Credit RatingAgency)ระดับโลก ที่อาจจะปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศไทยลงในปีนี้ได้เมื่อเห็นตัวเลขเศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

    ปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากการที่เศรษฐกิจโตต่ำจึงส่งผลต่อทั้งข้อจำกัดทางการคลัง และส่งผลต่อระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆนั้นต่างรู้ปัญหานี้จึงได้มีการตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว โดยมีการกำหนดเป็นนโยบายว่าจะให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับ 3.5 – 5% โดยพรรคประชาชนนั้นตั้งเป้าที่ 3.5% ซึ่งมองว่าเป็นศักยภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยตั้งเป้าให้ GDP กลับไปโตได้ในระดับ 5% ส่วนพรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% (3%+) ภายในระยะเวลา 4 ปี

    จากการที่ได้มีโอกาสไปนั่งคุยกับทีมเศรษฐกิจของหลายพรรคการเมืองแต่ละพรรคการเมืองมองเห็นปัญหาเดียวกันคือการเติบโตของ GDP บนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่“กินบุญเก่า”นั้นไม่สามารถจะทำได้อีกแล้ว แม้จะสามารถเติบโตได้สูงบางปี แต่จะเป็นการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน

    ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่จะสร้างเม็ดเงิน และขับเคลื่อนการลงทุนใหม่ๆของประเทศ ต้องทำทั้งในส่วนที่ประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมเดิม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร และอาหารแปรรูป ส่วนอุตสาหกรรมไฮเทค นั้นหลายพรรคนั้นมองตรงกันที่ไทยต้องดึงอุตสาหกรรมชิปขั้นสูงเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อต่อยอดสู่การผลิตในอนาคต

    ที่น่าสนใจคือทุกพรรคเห็นตรงกันว่าปัญหาคอร์รัปชันเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาเศรษฐกิจโดยมีการประเมินว่าเม็ดเงินที่รั่วไหลจากการคอร์รัปชันสูงกว่าปีละ 3 แสนล้านบาท

    ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะโตต่ำ ต้องแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันควบคู่กันไปด้วยจึงจะสำเร็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1216929&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oiJD51mbr2hGXoBicG8wa

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (19 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (19 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (19 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 50 สตางค์ต่อลิตร

    และราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (19 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/649252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33iDDNLTjfoCTlVSaAv0q6

  • เทศบาลตำบลแม่เมาะ จัดกิจกรรม “ปั่นกับพี่ เที่ยวกับน้อง ปีที่ 9

    เทศบาลตำบลแม่เมาะ จัดกิจกรรม “ปั่นกับพี่ เที่ยวกับน้อง ปีที่ 9

    เทศบาลตำบลแม่เมาะ จัดกิจกรรม “ปั่นกับพี่ เที่ยวกับน้อง ปีที่ 9″Maemoh Touring Bike 2026″ ปีที่ 9 ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น


    18/01/2569 | 21 |

            นายธรรมการ ชุมศรี นายกเทศมนตรีตำบลแม่เมาะ เปิดเผยว่า เทศบาลตำบลแม่เมาะ ผนึกกำลัง กฟผ.แม่เมาะ และภาคเอกชน เปิดกิจกรรม “ปั่นกับพี่ เที่ยวกับน้อง ปีที่ 9” (Maemoh Touring Bike 2026) เพื่อส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพให้ยั่งยืน โดยมี นายพนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ เป็นประธานเปิดงาน ในปีนี้ได้รับความสนใจจากนักปั่นทั่วสารทิศรวม 230 คน เข้าร่วมพิชิตเส้นทางรวม 49 กิโลเมตร
            ไฮไลต์สำคัญของงานเริ่มต้นด้วยการลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นและชมรมจักรยานในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนปล่อยตัวนักปั่นมุ่งหน้าสู่เส้นทางธรรมชาติผ่านชุมชนต่างๆ แวะเช็กอินรับลมหนาวที่เขื่อนแม่ขาม สัมผัสวิถีชีวิตและทัศนียภาพอันงดงามของอำเภอแม่เมาะ
         การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังเป็นการขานรับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันการท่องเที่ยวระดับชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอำเภอแม่เมาะในฐานะจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    บรรหาร สุยะ สวท.ลำปาง รายงาน/////
     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1970/iid/466834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QnwvS3cWnfoQk-g0DHufq

  • กรมพัฒนาธุรกิจฯ ย้ำงานแฟรนไชส์ฯ ณ เซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ ย้ำงานแฟรนไชส์ฯ ณ เซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ครั้งที่ 2 ณ เซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่ สร้างอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค

    เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้เป็นประธานเปิดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ครั้งที่ 2 ณ เซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสสร้างอาชีพและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนไทยในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญและมีศักยภาพในการเติบโตสูง

    เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจจากส่วนกลางสู่ภูมิภาคสนับสนุนให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดท้องถิ่น นำแฟรนไชส์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม บริการและความงาม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้เลือกสรรแฟรนไชส์ที่เหมาะสมกับความสนใจและศักยภาพของตนเอง พร้อมเจรจาซื้อขายธุรกิจได้โดยตรงกับเจ้าของแฟรนไชส์ (Business Matching) พร้อมโปรโมชันส่วนลดแพ็กเกจแฟรนไชส์สูงสุด 30 % เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานและผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง สามารถเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่มาร่วมออกบูธให้คำแนะนำและสนับสนุนเงินทุน พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน โปรโมชันและส่วนลดแฟรนไชส์ราคาพิเศษเฉพาะภายในงานอีกด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันมีแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 4,149 แบรนด์ โดยเป็นแฟรนไชส์ไทยจำนวน 686 แบรนด์และธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ รวมทั้งสิ้น 571 แบรนด์ ผลการเจรจาธุรกิจซื้อแพ็กเกจภายใน 1 ปียอด 114,203,673 บาท สั่งซื้อแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 4,313,900 บาท ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สายด่วน 1570 โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953 อีเมล franchisedbd@gmail.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2908613&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S2HPmlK06wmeeZguTbvPp

  • โซเชียลแห่ชื่นชม! ‘ตำรวจช่าง’ แก้เหตุระทึก ช่วยหยุดรถเมล์เบรกไม่อยู่ไว้ได้ในเสี้ยววินาที | เดลินิวส์

    โซเชียลแห่ชื่นชม! ‘ตำรวจช่าง’ แก้เหตุระทึก ช่วยหยุดรถเมล์เบรกไม่อยู่ไว้ได้ในเสี้ยววินาที | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 69 สมาชิกผู้ใช้แอปพลิเคชันติ๊กต็อก bikerridert3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ระทึกขณะเข้าช่วยเหลือรถโดยสารประจำทางที่เกิดปัญหาเบรกขัดข้อง พร้อมระบุแคปชันว่า “เมื่อรถเมล์เบรกไม่อยู่ แต่ตำรวจช่างเอาอยู่ เมื่อรถเมล์เบรกไม่อยู่ ตำรวจช่างช่วยได้! ติดตามเหตุการณ์เมื่อรถเมล์เบรกไม่อยู่ แต่ตำรวจช่างเข้ามาจัดการอย่างมืออาชีพ! #ตำรวจช่าง #จราจรโครงการพระราชดำริ”

    ในคลิปปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจช่างจราจรโครงการพระราชดำริ พยายามช่วยกันควบคุมสถานการณ์และหาทางหยุดรถเมล์คันดังกล่าว แม้ระหว่างปฏิบัติการสลิงที่ใช้ลากรถจะขาด แต่เจ้าหน้าที่ยังคงทำงานอย่างมีสติและประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ก่อนจะสามารถพารถเมล์เข้าจอดชิดข้างทางได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความเสียหายร้ายแรง

    ภายหลังคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจช่างจราจรโครงการพระราชดำริ ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ ความเสียสละ และการตัดสินใจที่รวดเร็วในสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมยกย่องว่าเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนการทำงานของตำรวจที่ยืนหยัดดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง.

    @bikerridert3 เกือบไปแล้ว สลิงรถลากหลุด รถเมล์ไม่มีเบรกแล้ว #ตำรวจช่าง #ตํารวจจราจรโครงการพระราชดําริ ♬ เสียงต้นฉบับ – Biker rider T

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5513642/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MVHauBBVccHOnLpBnTgT1

  • ทะลุเป้า ประชาชนแห่ช้อปคึกคักในงานแฟรนไชส์ เชียงใหม่  กระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ท้องถิ่น สร้างงาน สร้างอาชีพ

    ทะลุเป้า ประชาชนแห่ช้อปคึกคักในงานแฟรนไชส์ เชียงใหม่  กระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ท้องถิ่น สร้างงาน สร้างอาชีพ

    ทะลุเป้า ประชาชนแห่ช้อปคึกคักในงานแฟรนไชส์ เชียงใหม่  กระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ท้องถิ่น สร้างงาน สร้างอาชีพ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ปักหมุดจังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรม     แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 2 ยกขบวนผู้ประกอบการแฟรนไชส์กว่า 40 แบรนด์ชั้นนำพบปะ   นักลงทุนและผู้ที่กำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจ หวังเปลี่ยน ‘คนว่างงาน’ เป็น ‘เจ้าของกิจการ’ พร้อมอัดโปรโมชันพิเศษและแหล่งเงินทุนครบวงจร พบกันได้ที่งานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 2 @ เซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่
    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า  พร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาส       สร้างอาชีพ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนไทยในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่   ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญและมีศักยภาพในการเติบโตสูง
    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจจากส่วนกลาง          สู่ภูมิภาค และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดท้องถิ่น โดยยกขบวนแฟรนไชส์ชั้นนำธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และความงามฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้เลือกสรรแฟรนไชส์ที่เหมาะสม       กับความสนใจและศักยภาพของตนเอง พร้อมเจรจาซื้อขายธุรกิจได้โดยตรงกับเจ้าของแฟรนไชส์ (Business Matching) พร้อมโปรโมชันส่วนลดแพ็กเกจแฟรนไชส์สูงสุด 30 % เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานและผู้ที่ต้องการ        มีธุรกิจเป็นของตนเอง สามารถเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่มาร่วมออกบูธให้คำแนะนำและสนับสนุนเงินทุน พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน โปรโมชั่นและส่วนลดแฟรนไชส์ราคาพิเศษเฉพาะภายในงานอีกด้วย
    “โอกาสนี้ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์และประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่        และพื้นที่ใกล้เคียงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” อธิบดีพูนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย
    ปัจจุบัน มีแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 4,149 แบรนด์ โดยเป็นแฟรนไชส์ไทย จำนวน 686 แบรนด์ และธุรกิจ   แฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ รวมทั้งสิ้น 571 แบรนด์
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : [email protected]
    #SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/933505/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DGd9uQO4Mtx-zFIm_PcZr

  • คบ.นฤบดินทรจินดา ร่วมเปิดเทศกาล “นฤบดินทรฯ กินปลา ชมเขื่อน” ครั้งที่ 2 หนุนเศรษฐกิจชุมชนปราจีนบุรี

    คบ.นฤบดินทรจินดา ร่วมเปิดเทศกาล “นฤบดินทรฯ กินปลา ชมเขื่อน” ครั้งที่ 2 หนุนเศรษฐกิจชุมชนปราจีนบุรี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/123761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-IymNTbqiRytl1TIVbCNq