Category: เศรษฐกิจ

  • ธนาคารกลาง ปรับลดดอกเบี้ยพึ้นฐานลง 0.5% สัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจลาว

    ธนาคารกลาง ปรับลดดอกเบี้ยพึ้นฐานลง 0.5% สัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจลาว

    ลงเมื่อ

    03 ตุลาคม 2568 13:00

    สคต. ณ กรุงเวียงจันทน์ (สปป.ลาว)

              จากผลการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่ง สปป.ลาว ในช่วงบ่ายของวันที่ 15 สิงหาคม 2025        โดยมีท่านนางบุนคำ วอละจิด ผู้ว่าการธนาคารแห่ง สปป.ลาว และประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยรองประธาน กรรมการ คณะผู้ว่าการ (ทหล) คณะกอง และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงในการประชุมได้มีมติให้ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการส่งเสริมเศรษฐกิจ และ การเงินภายในประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ของการประชุม เพื่อประเมินผลการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 2 ประจำปี 2025 รวมถึงประเมินผลการใช้เครื่องมือนโยบายการเงินต่างๆ และแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตของธนาคารแห่ง สปป.ลาว พร้อมกันนี้ ยังได้มีการประเมินสถานการณ์การบริหารหนี้ต่างประเทศ และวางแนวทางแผนการ และ มาตรการในการบริหารจัดการหนี้ต่างประเทศอย่างเหมาะสม         นับตั้งแต่การประชุมเมื่อ วันที่ 12 มิถุนายน 2025 จนถึงปัจจุบันผลการดำเนินตามมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน มีความคืบหน้าดังนี้ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 อยู่ที่ 10.18% เฉพาะในเดือน กรกฎาคม 2025 เงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ 5.30% จากระดับ 8.3% ในเดือนพฤษภาคม อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ (เทียบกับเดือนพฤษภาคม 2025) กีบเทียบดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง 0.11% กีบเทียบเงินบาท อ่อนค่าลง 1.19% ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคารพาณิชย์กับตลาดเสรี สำหรับกีบ/ดอลลาร์: 1.08% สำหรับกีบ/บาท: 0.90% ปริมาณเงิน M2 ขยายตัว 11.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ สามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 4.91 เดือน พร้อมกันนี้ การประชุมยังได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของ สปป.ลาว ในอนาคต โดยเห็นว่า เศรษฐกิจของ สปป.ลาว ยังจะเผชิญกับความท้าทายหลายด้านทั้งจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกความผันผวนของตลาดโลก     ซึ่งส่งผลต่อราคาทองคำและราคาน้ำมันในตลาดโลก การปรับนโยบายของประเทศต่าง ๆ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกา ประกอบกับปัจจัยภายใน โดยเฉพาะฐานการผลิตของประเทศยังไม่เข้มแข็ง และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่รายได้เงินตราต่างประเทศส่วนมากมาจากการส่งออกสินค้าเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้ตามฤดูกาลส่งผลให้บางช่วงเวลาการมีเงินตราต่างประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการ 
            นอกจากนี้ ประเทศยังเผชิญกับระดับหนี้ต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต ดังนั้น ในระยะต่อไป ธนาคารแห่ง สปป.ลาว จะยังคงดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะผสมผสานโดยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งนี้ ได้มีมติสำคัญดังต่อไปนี้ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารแห่ง สปป.ลาว สำหรับระยะ 7 วัน จากระดับ 9.5% ต่อปี เหลือ 9.0% ต่อปี ดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบอิงกลไกตลาด ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐโดยคงการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตามอ้างอิงไว้ที่ระดับ 6.5% ดำเนินนโยบายสนับสนุนด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ การรวมศูนย์บัญชีเงินฝากของรัฐบาล การพัฒนาระบบการชำระเงิน และ การบริหารจัดการหนี้สิน ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยสนับสนุนสินเชื่อแก่หน่วยธุรกิจ และศึกษาแนวทางกลยุทธ์การให้สินเชื่อในอนาคตการประชุมครั้งนี้โดยผู้เข้าร่วมได้มีการปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางส่งผลให้การประชุมประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างราบรื่น
    ที่มา : Lao economic daily
     

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/khewutf0qf67syjmfaf2e44c&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03SsQAM_LTWTYR1SN_yPSm

  • ‘ผยง ศรีวณิช’ ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    ‘ผยง ศรีวณิช’ ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย  และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมงานสัมมนา “ประเทศไทยต้องรอด  SAVE THAILAND: Restore • Reframe • Rise” จัดโดยสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า โดยนำเสนอมุมมองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้หัวข้อ  “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” 

    นายผยงกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า เผชิญความท้าทายใน 3 ด้านคือ

    1. ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยประเทศไทยยังมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชียที่ราว 48% ของ GDP ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้จำกัดและส่งเสริมการพัฒนาได้ไม่ทั่วถึง อีกทั้งหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เมื่อรวมหนี้นอกระบบ เกิน 100% ของ GDP ขณะที่ข้อมูลหนี้ในระบบไม่สมบูรณ์ บางส่วนยังไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลเครดิตของ NCB 

     2.ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เงินไทยไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน  

    3. ความท้าทายของภาครัฐ กฎระเบียบจำนวนมากถึงกว่า 100,000 ฉบับ บางส่วนล้าสมัยและซ้ำซ้อน อีกทั้ง ข้อมูลของภาครัฐยังไม่เชื่อมโยงกัน  

    'ผยง ศรีวณิช' ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่  

    ทั้งนี้ “Reinvent Thailand เน้นการมีส่วนร่วม โดยภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาครัฐสนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว โดยการทำงานของแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand เริ่มจากการมีการระบุปัญหาที่ชัดเจน เรียงลำดับความสำคัญโดยเน้นเรื่องที่มีผลลัพธ์สูง (High impact) พร้อมกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายมี Commitment ร่วมกัน ในการขับเคลื่อน สร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมครบทุกขั้นตอนแบบ End-to-End ใช้ Data-driven policy โดยอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเป็นหลัก ขณะเดียวกันยังต้องสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องภายใต้หลัก “ทำดี ได้ดี” เพื่อให้เกิดการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน และสุดท้ายต้องมุ่งเน้น Result Oriented โดยติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องด้วย KPI ที่ชัดเจน ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับ 5 อุตสาหกรรมที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจก่อให้เกิดการจ้างงานและยกระดับรายได้ครัวเรือน ประกอบด้วย อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกษตรและอาหาร ยานยนต์  Medical & Wellness และ Smart Electronic 

    'ผยง ศรีวณิช' ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    นายผยง กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยได้นำเสนอ 5 แนวทางในการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม ต่อนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในโอกาสที่ไปแลกเปลี่ยนมุมมองกับสมาคมธนาคารไทย ประกอบด้วย
      
    1.ผันเศรษฐกิจนอกระบบเข้าในระบบ ทำให้การเข้าสู่ระบบสะดวก ลดขั้นตอน เอกสาร และกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ซึ่งระบบของภาครัฐต้องเชื่อมโยงกัน ไม่ซ้ำซ้อน พร้อมทั้งให้แรงจูงใจ ลดความกังวลภาระภาษีย้อนหลัง และเปิดโอกาสให้เข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ 

    2.แก้ปัญหาหนี้ ผลักดันให้เจ้าหนี้ทุกรายส่งข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อสร้าง National Credit Score และแยกกลุ่มลูกหนี้ตามศักยภาพ ได้แก่ จมน้ำ ปริ่มน้ำ และพ้นน้ำ เพื่อให้การช่วยเหลือเหมาะสม รวมถึงการเพิ่มเครื่องมือ AMC ภายใต้หลักการรักษาความเป็นธรรมของข้อมูลตาม PDPA 

    3.ยกระดับรายได้ครัวเรือน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานไทยและยกระดับรายได้ผ่านการจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะ (Right Skill, Right Compensation) ควบคู่กับการปรับปรุงสวัสดิการให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม 

    'ผยง ศรีวณิช' ชู 5 แนวทาง พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยด้วยพลวัตใหม่

    4.ผลักดันการลงทุนในประเทศ ดึงดูด FDI และการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ พร้อมยกระดับ Local Content  โดยมีแรงจูงใจที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจท้องถิ่นโดยเฉพาะรายเล็ก เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย 

    5.เติมเครื่องมือช่วย SMEs ผลักดันการยกระดับ Operating Model ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยไม่จำเป็นต้องสร้างองค์กรใหม่ พร้อมสนับสนุนการใช้ PromptBiz เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967623&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y4QyeJD-Knq_I4-Kt3Qq5

  • เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    ค้าปลีกเชียงรายโตสวนกระแสเศรษฐกิจเหนือ เบื้องหลังตัวเลข “+1.7% QoQ” ในไตรมาส 2/2568 จากแรงอัดฉีดรัฐ–พลังการค้าชายแดน และบททดสอบครึ่งปีหลัง

    เชียงราย, 3 ตุลาคม 2568 — กลางบรรยากาศค้าขายคึกคักบริเวณด่านพรมแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก รถบรรทุกผลไม้และสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยผ่านเข้าออกอย่างต่อเนื่อง ร้านค้าปลีก–ค้าส่งตลอดแนวชายแดนชูโปรโมชันรับลูกค้าชาวไทย–เมียนมา–ลาว ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดภาคเหนือยังจับจ่ายระมัดระวังมากขึ้น ตัวเลข “ขายดีผิดคาด” ของเชียงรายถูกยืนยันด้วยรายงานผลสำรวจเบื้องต้นของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ว่าใน ไตรมาส 2 ปี 2568 ธุรกิจการขายปลีกสินค้าและงานบริการของจังหวัด ขยายตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อน (+1.7% QoQ)

    ตัวเลขดังกล่าวโดดเด่นด้วยสองเหตุผลสำคัญ หนึ่ง—มันสวนทางกับ “สัญญาณชะลอ” ของการบริโภคในภาคเหนือโดยรวมที่เริ่มอ่อนแรงลง และสอง—มันเผยให้เห็น “โครงสร้างแรงขับ” ที่ไม่ได้มาจากกำลังซื้อครัวเรือนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก การเร่งตัวของการใช้จ่ายภาครัฐ และ ความแข็งแกร่งของการค้าชายแดน ซึ่งทั้งสองปัจจัยสะท้อนบทบาทของเชียงรายในฐานะ “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ของล้านนาตะวันออกเฉียงเหนือที่เชื่อมลาว–เมียนมา–จีนตอนใต้

    เลนส์ตัวเลข โตจาก “รายรับรวม” ขณะ “สต็อก” ประเทศลดลง

    ข้อมูลภาพรวมจาก “การสำรวจยอดขายรายไตรมาส พ.ศ. 2568 ไตรมาส 1–2” ของ สสช. ระบุว่ามูลค่ายอดขาย/รายรับรวมของธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศ เพิ่มขึ้น 1.7% QoQ ในไตรมาส 2/2568 ขณะเดียวกัน มูลค่าสินค้าคงเหลือของธุรกิจค้าปลีกโดยรวมลดลง 2.8% QoQ สะท้อนการระบายสต็อกที่ดีขึ้นในหลายหมวด โดยเฉพาะหมวดที่ก่อนหน้าเผชิญต้นทุนและภาวะระบายสินค้าช้าจากเศรษฐกิจอ่อนแรง

    หาก “ซูม” มาที่เชียงราย รายได้ค้าปลีก/บริการที่ทยอยดีขึ้นสอดรับกับกิจกรรมเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะ กิจกรรมโลจิสติกส์–เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็น “ห่วงโซ่ตามน้ำ” ของโครงการลงทุนสาธารณะและการค้าข้ามแดน ยิ่งเมื่อประกอบกับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวไตรมาส 2 ยิ่งช่วยประคองกิจกรรมบริการให้เป็นบวก

    เบื้องหลังการเติบโต ไม่ใช่ “ฟื้นกำลังซื้อ” แต่คือ “อุปสงค์นำโดยรายจ่าย”

    เมื่อเทียบกับจังหวะเศรษฐกิจภาคเหนือที่โดยรวมยังระวังการใช้จ่าย ตัวเลขของเชียงรายจึงชวนถามว่า “พลังอะไร” ขับเคลื่อน? คำตอบอยู่ที่ แรงอัดฉีดภาครัฐ และ แรงส่งจากการค้าชายแดน ที่เด่นชัดกว่าจังหวัดอื่น

    • ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายลงทุน ข้อมูลเศรษฐกิจภูมิภาคระบุว่า รายจ่ายภาครัฐของเชียงรายพุ่งขึ้นถึง +86.9% YoY ในช่วงไตรมาส 2 โดยมาจากงานลงทุนทางชลประทาน ทางหลวงชนบท และหน่วยงานท้องถิ่นจำนวนมาก เงินลงทุนเหล่านี้ไหลเข้าระบบผ่านค่าแรง–ค่าวัสดุ–ค่าน้ำมัน–ค่าขนส่ง จนเกิด “แรงคูณ” ไปยังค้าปลีกและบริการในพื้นที่
    • การค้าชายแดนยังแข็งแรง มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนของเชียงราย ขยายตัวราว +15.0% ในไตรมาสเดียวกัน สินค้าเด่นคือ ผลไม้สด (ทุเรียน–มังคุด) ไปจีน, น้ำมันเชื้อเพลิง ไป สปป.ลาว, รวมถึง รถยนต์–ปูนซีเมนต์ ตัวเลขดังกล่าวย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะโหนดโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ร้านค้าปลีก–ปั๊มน้ำมัน–ศูนย์บริการยานยนต์–โกดังสินค้า รับอานิสงส์ตรง

    กล่าวอีกทางหนึ่ง การเติบโตของเชียงรายในไตรมาส 2/2568 เป็นการโตแบบ “Expenditure-led” คือขับโดยรายจ่ายลงทุนและการค้า ไม่ใช่ “Income-led” ที่เกิดจากรายได้ครัวเรือนขยายฐาน กรอบคิดนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดเชียงรายจึง “ตัดขาด” จากภาพรวมภาคเหนือบางส่วน และทำไมตัวเลข +1.7% QoQ จึงยืนได้แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในภูมิภาคไม่ฟื้นชัด

    ภาพภาคบริการ โรงแรม–อาหาร–เดินทาง ช่วยพยุงโมเมนตัม

    ฝั่งบริการ ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ขยับดีขึ้นตามฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 2 และกิจกรรมประชุม–สัมมนา–งานอีเวนต์ของหน่วยงานรัฐ–เอกชนที่มากขึ้น โรงแรมในเมือง–ใกล้สนามบินแม่ฟ้าหลวง–บริเวณแม่สาย–เชียงแสน รายงานอัตราเข้าพักคงที่ถึงดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบไตรมาสก่อน ขณะที่ธุรกิจเดินทางและซ่อมบำรุงยานยนต์ได้ “แรงเสริม” จากปริมาณรถบรรทุก–รถตู้รับส่งตามแนวชายแดน

    อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องจับตา “ฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ” โดยเฉพาะตลาดจีนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศที่อาจกดดันการตัดสินใจเดินทาง หากฐานต่างชาติไม่ฟื้นแรง รายได้ฝั่งบริการอาจต้องพึ่งพาตลาดในประเทศและกลุ่มอาเซียน–เกาหลีใต้มากขึ้น

    มองลึกพฤติกรรมค้าปลีก ใครได้ประโยชน์มากสุด?

    เมื่อลอง “แยกชั้น” ภูมิทัศน์ค้าปลีกในเชียงราย จะพบสัญญาณสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

    1. ค้าปลีกเชิงพาณิชย์–โครงสร้างพื้นฐาน ได้อานิสงส์ตรงจากงานรัฐและการค้า ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์โลจิสติกส์ อะไหล่–บริการยานยนต์ หมวดเหล่านี้หมุนเงินไว กำไรต่อหน่วยไม่สูง แต่ยอดรวมขับดันรายรับทั้งจังหวัด
    2. ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป โตแบบค่อยเป็นค่อยไปและแข่งขันสูง การขยายสาขาของผู้เล่นรายใหญ่ในจังหวัดยิ่งกระตุ้น “การแข่งขันด้านราคา–ต้นทุน” ผู้ค้ารายย่อยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเรื่องบริหารสต็อก–ช่องทางดิจิทัล–ความเชี่ยวชาญเฉพาะ (niche) เพื่อรักษาฐานลูกค้าในย่านชุมชน

    ในภาพรวมจึงเห็น “แนวโน้มควบรวมตลาดเงียบ ๆ” (market consolidation) ที่ยอดขายรวมขยับขึ้น แต่สัดส่วนกลับไหลไปหาผู้ประกอบการที่บริหารต้นทุนและซัพพลายเชนได้มีประสิทธิภาพกว่า

    สัญญาณเตือนครึ่งปีหลัง แรงส่งงบลงทุนเริ่มบาง กำลังซื้อพื้นฐานชะลอ

    แม้ Q2 จะ “สวย” แต่ H2/2568 ของเชียงรายมีโจทย์ยากอยู่ 3 ประการ

    1. แรงอัดฉีดภาครัฐมีแนวโน้มกลับสู่ระดับปกติ — การเบิกจ่ายระดับ +86.9% YoY เป็นจังหวะเร่งพิเศษ หากเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล ไตรมาสถัดไปกิจกรรมตามน้ำ (เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ขนส่ง) อาจชะลอตัวตาม
    2. กำลังซื้อพื้นฐานอ่อนแรง — ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนในภาคเหนือชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนการระวังใช้จ่ายของครัวเรือนและรายได้ภาคเกษตรที่ไม่สดใส หากไม่มีมาตรการกระตุ้นใหม่ รายจ่ายครัวเรือนด้านสินค้าฟุ่มเฟือยอาจถูกเลื่อนออก
    3. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์–ท่องเที่ยวต่างชาติ — ข่าวเชิงลบด้านความปลอดภัย/เสถียรภาพส่งผลต่อการรับรู้ต่างชาติ หากตลาดจีนชะลอยืดเยื้อ รายได้ฝั่งบริการจะถูกท้าทายมากขึ้น

    เมื่อตัวเลขยอดขายรวมเติบโตจาก “อุปสงค์ภายนอก” มากกว่า “รายได้ครัวเรือน” จึงต้องระวัง ความเสี่ยงสต็อกล้น ในหมวดอุปโภคบริโภค หากผู้ค้า “สั่งของตามความรู้สึกว่าขายดี” แต่ฐานลูกค้าจริงยังย่อส่วน

    เมื่อข้อมูลประเทศชี้ “ลดลง 2.8%” ธุรกิจเชียงรายควรอ่านอย่างไร

    ข้อมูล สสช. ระบุว่า มูลค่าสินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศลดลง 2.8% QoQ หมายถึงหลายธุรกิจเลือก “เบาเหมาะ–เร็วพอ” ในการตุนสินค้า กระแสนี้ควรถูกนำมาใช้ที่เชียงรายด้วยหลัก 3 ข้อ

    1. อ่านจังหวะโครงการรัฐ/งานชายแดนให้ขาด — สินค้าตามน้ำ เช่น วัสดุก่อสร้าง–เชื้อเพลิง–อุปกรณ์โลจิสติกส์ ควร “รีสต็อกแบบหมุนไว” ผูกโยงกับแผนงานภาครัฐ–เทศบาล–รัฐวิสาหกิจ และตารางส่งออกผลไม้ผ่านแดน เพื่อหลีกเลี่ยงการตุนเกินจำเป็น
    2. แยกหมวดฟุ่มเฟือย–จำเป็น — หมวดจำเป็น (อาหาร–ยา–ของใช้ประจำ) ปรับสต็อกแบบปลอดภัย แต่หมวดฟุ่มเฟือย (ไฟฟ้าบางชนิด–ของใช้เพื่อไลฟ์สไตล์) ควร “รอคำสั่งซื้อ” มากกว่า “สั่งตุน” เพื่อรักษาเงินสด
    3. ใช้ข้อมูลดิจิทัลบริหารสต็อก — เชื่อมข้อมูล POS/ออนไลน์–ออฟไลน์ ให้เห็นรอบหมุนสินค้า (inventory turns) รายวัน/สัปดาห์ ลดดีมานด์ฟอร์แคสต์แบบเดาใจลูกค้า

    เพื่อให้การเติบโต 1.7% “ต่อยอด” ไม่ใช่ “ชั่วคราว”

    สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก–บริการ

    • บริหารสภาพคล่อง–สต็อกแบบอนุรักษ์นิยม ใน Q3–Q4/2568 โฟกัสหมวดที่ขายเร็ว เกี่ยวข้องโครงการรัฐ–ชายแดน พร้อมแผนระบายสต็อก (promotion playbook) หากกำลังซื้อสะดุด
    • เสริมช่องทางดิจิทัล–ข้ามแดน ปรับสัดส่วนยอดขายไปยังอีคอมเมิร์ซ B2B/B2C และพาร์ตเนอร์โลจิสติกส์ชายแดน ขายยกลัง/สัญญาระยะสั้นแทนหน้าร้านอย่างเดียว
    • ลงทุน “ความต่าง” สินค้าเฉพาะถิ่น–สุขภาพ–เกษตรปลอดภัย–ของฝากคุณภาพ ช่วยกันแรงกดดันด้านราคา และจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่พักค้าง
    • บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เจรจาซัพพลายเออร์–รวมคำสั่งซื้อ–ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดแรงบีบกำไรขั้นต้นในช่วงแข่งขันราคา

    สำหรับหน่วยงานรัฐในจังหวัด

    • คงความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐาน–จุดผ่านแดน ดูแลความคล่องตัวด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ เพิ่มประสิทธิภาพพิธีการศุลกากร–โลจิสติกส์
    • สื่อสารความปลอดภัย–ความสงบ บริหารความเชื่อมั่นเชิงรุก โดยจับมือ ททท.–หอการค้า–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สร้างแคมเปญเจาะตลาดที่ยืดหยุ่น เช่น เกาหลีใต้–มาเลเซีย พร้อมฟื้นภาพลักษณ์ตลาดจีนอย่างมีแผน
    • ข้อมูล–อินไซท์เข้าถึงได้ สนับสนุนแดชบอร์ดข้อมูลค้าปลีก–ชายแดน–นักท่องเที่ยวรายเดือน เพื่อให้เอกชนวางสต็อก–โปรโมชันตรงจังหวะ
    • ยกระดับทักษะดิจิทัล–โลจิสติกส์ สำหรับ SMEs ท้องถิ่น เช่น โปรแกรมย่อส่วน “E-commerce Export Readiness” และการเงินหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยเป็นธรรม

    เสียงจากพื้นที่ ภาคเอกชนมอง “ชัด–เฉียบ–เชื่อม”

    ผู้ประกอบการค้าปลีกย่านแม่สายสะท้อนคล้ายกันว่า “ลูกค้าดีขึ้นจากรถสินค้าข้ามแดน–แรงงานงานก่อสร้างในพื้นที่ แต่รายจ่ายครัวเรือนทั่วไปยังบีบ” ขณะที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในเชียงของมองการค้าผ่านแดนไปจีนตอนใต้ “ทรงตัวถึงขยายเล็กน้อย” หากด่านลื่นไหล–เอกสารดิจิทัลเชื่อมกันได้มากขึ้น “รอบหมุน” จะดีต่อเนื่องและส่งผ่านมายังค้าปลีกปลายทาง

     “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ที่ต้องรักษาสมดุล

    ตัวเลข +1.7% QoQ ของเชียงรายคือ “การพิสูจน์ศักยภาพของเมืองชายแดน” ว่าเมื่อรัฐเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานและด่านการค้าทำงานคล่อง เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถ “ต้านแรงเฉื่อย” ของวัฏจักรบริโภคภูมิภาคได้ อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนของโมเมนตัมนี้ขึ้นอยู่กับ สามสมดุล ที่ต้องรักษาให้ได้พร้อมกัน

    1. สมดุลรายได้–รายจ่าย จากโตด้วยรายจ่ายรัฐ สู่โตด้วยรายได้ครัวเรือน—ต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ–ทักษะ–งานบริการคุณภาพ เพื่อให้กำลังซื้อฐานรากฟื้นจริง
    2. สมดุลค้าปลีก–ชุมชน การขยายของผู้เล่นรายใหญ่ควรเดินคู่การยกระดับร้านชุมชน ให้มีดิจิทัล–โลจิสติกส์–สินค้าคุณภาพ สร้างระบบนิเวศที่อยู่ร่วมกันได้
    3. สมดุลชายแดน–ภาพลักษณ์ ความคล่องตัวด่านและความปลอดภัยท่องเที่ยวคือ “สองคานงัด” ที่ต้องแข็งพร้อมกัน เพื่อให้เชียงรายรักษาฐานค้าชายแดนและดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    หากทุกฟันเฟืองหมุนสอดประสาน เชียงราย จะไม่เพียง “โตสวนทาง” ชั่วคราว แต่สามารถยืนระยะในฐานะ ศูนย์กลางค้าปลีก–บริการชายแดน ของภาคเหนือ ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอให้ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ยั่งยืน

    ไฮไลต์ตัวเลขที่ต้องจำ

    • ค้าปลีก/บริการเชียงราย Q2/2568 +1.7% QoQ (รายรับรวม)
    • สินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศ Q2/2568 –2.8% QoQ
    • รายจ่ายภาครัฐเชียงราย เร่งตัว +86.9% YoY (หนุนกิจกรรมตามน้ำ)
    • มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนเชียงราย ขยาย ประมาณ +15.0%
    • ความท้าทาย H2/2568 แรงส่งงบลงทุน “จาง”; การบริโภคพื้นฐาน “อ่อน”; ความเสี่ยงภาพลักษณ์ท่องเที่ยว “ยังมี”

    ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ (Actionable)

    ผู้ประกอบการ

    • ปรับสต็อกให้ “หมุนไว–เสี่ยงต่ำ” โฟกัสสินค้าตามน้ำโครงการรัฐ–ชายแดน
    • เร่ง “อีคอมเมิร์ซ–B2B ชายแดน” และสร้างสินค้าเฉพาะถิ่นเพิ่มมูลค่า
    • ทำ “ต้นทุนแจ่ม–ข้อมูลชัด” ใช้แดชบอร์ดขายรายสัปดาห์ตัดสินใจโปรโมชัน

    ภาครัฐจังหวัด

    • คงความลื่นไหลด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ และระบบเอกสารดิจิทัล
    • สื่อสารความปลอดภัยเชิงรุก ร่วม ททท.–ผู้ประกอบการ
    • เปิดข้อมูลเชิงลึกค้าปลีก–ท่องเที่ยวรายเดือน ให้เอกชนใช้วางแผนสต็อก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-retail-growth-border-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EHinXd0aj6K13d4F7qHCl

  • นายกฯ อนุทิน ยืนยันเงินเยียวยาถึงมือประชาชนทุกคนอาทิตย์หน้าแน่นอน ขอให้ความมั่นใจ ความมั่นคง-เศรษฐกิจ จะดีขึ้น

    นายกฯ อนุทิน ยืนยันเงินเยียวยาถึงมือประชาชนทุกคนอาทิตย์หน้าแน่นอน ขอให้ความมั่นใจ ความมั่นคง-เศรษฐกิจ จะดีขึ้น

    นายกฯ อนุทิน ยืนยันเงินเยียวยาถึงมือประชาชนทุกคนอาทิตย์หน้าแน่นอน ขอให้ความมั่นใจ ความมั่นคง-เศรษฐกิจ จะดีขึ้น

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ โดมโรงเรียนพนมดงรักวิทยา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจติดตามการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และพบปะประชาชน หัวหน้าส่วน นายอำเภอ นายกองค์การ บริหารส่วนตำบล และกำนันในพื้นที่ โดยมีพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วม

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงได้เข้าทักทายถามไถ่เหล่าทหารผ่านศึกและประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นกันเองและอบอุ่น พร้อมกล่าวว่า วันนี้ได้นำรัฐมนตรีหลายคนมา ด้วยความตั้งใจเดินทางมาเยี่ยมพี่น้องประชาชนจังหวัดสุรินทร์ ด้วยความเป็นห่วงและนำกำลังใจอย่างเปี่ยมล้นมาให้กับประชาชน รวมไปถึงทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทุกคน โดยย้ำว่ารัฐมนตรีจะมาช่วยเหลือประชาชนและทำให้เรื่องต่าง ๆ ดีขึ้น ทั้งความมั่นคง การฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    นายกรัฐมนตรียังใช้โอกาสนี้ย้ำความพร้อมที่จะมาทำงานแก้ไขปัญหา โดยยืนยันว่า เงินเยียวยาจะถึงมือประชาชนทุกคน “บ่ต้องห่วงนะ เงินเยียวยาอาทิตย์หน้าเข้ากระเป๋าประชาชนทุกคน” ทุกอย่างได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว รวมถึงการสร้างบังเกอร์หลุมหลบภัย ขอไม่ต้องกังวล

    “ที่มาวันนี้ด้วยความตั้งใจ และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน วันนี้จะต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน ไม่ใช่เฉพาะคนสุรินทร์ แต่รวมถึงประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทุกจังหวัดด้วย พร้อมทำตามความต้องการของพี่น้องประชาชน แต่ขณะเดียวกันเราก็จะใช้การทูตเจรจาให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดและไม่เสียเปรียบ ด้วยการดำเนินการผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ เพื่อให้สถานการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติให้ดีที่สุด” นายกรัฐมนตรีย้ำ

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า จะกลับไปดูเรื่องการเยียวยา เรื่องความปลอดภัย รวมถึงเรื่องหนี้สิน ราคาสินค้าเกษตร และสวัสดิการฟอกไตฟรี จะรีบดูแลให้โดยเร็ว ฝากความห่วงใย ขออวยพรให้สุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยจากภัยอันตราย

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบชุดเครื่องแบบชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ให้แก่ 3 ตัวแทนจากอำเภอพนมดงรัก อำเภอบัวเชด และอำเภอสังขะ และได้มอบถุงยังชีพให้กับประชาชน ร่วมกับคณะรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58420&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uldtObGAJDfQkiC293mc4

  • ป้องกันเต็มที่! อยุธยาสร้างแนวคันกั้นน้ำ 900 ม. ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ โบราณสถาน | เดลินิวส์

    ป้องกันเต็มที่! อยุธยาสร้างแนวคันกั้นน้ำ 900 ม. ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ โบราณสถาน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หลังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มที่จะเพิ่มการระบายน้ำอีก ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงแม่น้ำน้อยและคลองสาขาต่างๆ ที่รับน้ำจากแม่น้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

    สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานสถานการณ์พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำท่วมแล้ว 11 อำเภอ 139 ตำบล 795 หมู่บ้านประชาชนได้รับความเดือดร้อน 41,551 ครัวเรือน วัด ถูกน้ำท่วม 38 วัด มัสยิด 2 แห่ง โรงเรียน 33 แห่ง สถานที่ราชการ 8 แห่ง และถนนในหมู่บ้านอีก 34 สาย มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

    ที่ถนนอู่ทองบริเวณพระเจดีย์สุริโยทัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของพื้นที่เกาะเมือง พื้นที่เศรษฐกิจ ที่ตั้งสถานที่ราชการ โรงพยาบาลศูนย์พระนครศรีอยุธยา พื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ เจ้าหน้าที่ของเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา นักศึกษาวิชาทหารเร่งติดตั้งแบริเออร์สร้างแนวป้องกันน้ำล้นตลิ่ง พร้อมวางแนวกระสอบทรายเพื่อความแข็งแรงคลุมทับด้วยผ้าใบอีกชั้น ระยะทางกว่า 900 เมตร สูงจากแนวตลิ่ง 2 เมตร

    ดาบตำรวจสุรินทร์ ผดุงเพียร รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จุดดังกล่าวถือเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสุดของเกาะเมือง หากน้ำล้นตลิ่ง แนวคันสามารถเสริมความแข็งแรงได้อีกด้วยการเพิ่มกระสอบทราย โดยมีการสั่งการจากว่าที่ร้อยตรี ดร.สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา ให้รองนายกแต่ละคนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมประสานจังหวัดใกล้เคียงติดตามปริมาณน้ำ เพื่อเตรียมรับมืออย่างทันท่วงที

    ที่ชุมชนเกาะลอย หมู่ 12 ต.บ้านเลน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีบ้านเรือนกว่า 100 หลังคาเรือน ถูกน้ำเอ่อล้นตลิ่งท่วมสูงเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร ติดต่อกันนานกว่า 1 เดือน ถนนในชุมชนถูกน้ำท่วม ต้องใช้เรือสัญจรเข้าออกและต้องพายเรือฝ่ากระแสน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ออกมาจากเกาะ

    นางนงเยาว์ อายุ 70 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ปีนี้น้ำท่วมสูงกว่าปีที่ผ่านมา และมากกว่าปี 2554 ทำให้การใช้ชีวิตลำบาก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ต้องสวมเสื้อชูชีพพายเรือไปโรงเรียน บางคนไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือก็ต้องเสี่ยงอันตราย ชาวบ้านยอมรับว่าแม้จะคุ้นชินกับการใช้เรือเพราะเป็นเกาะ แต่ทุกครั้งที่น้ำท่วมก็ได้รับผลกระทบ จึงอยากให้หน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ และหาทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5169326/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gzepFgk9C0U3cAw3AbQxQ

  • “

    “อนุทิน” ปาฐกถาพิเศษ A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ย้ำ “ความยั่งยืนเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก” และรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนด้วยคำว่า “โอกาส” ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เพื่อประโยชน์ที่ยั่งยืนของประชาชน


    3/10/2568 | 80 |

    วันนี้ (3 ต.ค. 68) เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง A Call for Adaptation The Sustainability in Trade & Industry ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่นกรุ๊ป นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม

    นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในยุคที่ได้ยินคำว่า Sustanability (ความยั่งยืน) บ่อยครั้ง และองค์การสหประชาชาติ ก็ใช้คำว่า SDGs เป็นตัวผลักดันกติกาใหม่ของโลก ซึ่งแท้จริงแล้ว Sustanability เป็นคำที่จะอยู่ในอุดมคติของเราที่ต้องมอง คิด และทำให้เกิดความยั่งยืน เฉกเช่นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มีทั้ง Quick Wins เร่งด่วนในช่วง 4 เดือน และนโยบายในระยะยาวที่ต้องวางรากฐานเพื่อให้เกิด Sustainable ให้รัฐบาลต่อไปสามารถนำไปต่อยอดและดำเนินการต่อไป เฉกเช่นงาน SX2025 ที่ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและความร่วมแรงร่วมใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในเรื่องการค้าและอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยของเรากำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งจากภัยสงคราม ภัยการค้า การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    สิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องพัฒนาประเทศไทยของเราอย่างยั่งยืน ในลักษณะที่ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด” เพราะคำว่ายั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่เรามาทำโลกสีเขียว ทำแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม มันยังไม่ครบทุกมิติ คำว่า “ความยั่งยืน” คือการทำให้ 3 สิ่งนี้ก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ทั้งเศรษฐกิจมั่นคง สังคมมั่นคง และสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรและมีความมั่นคง ด้วยการหาโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดี มีสุข มีรายได้ มีเงินใช้ มีเงินออม และรักษาสังคม รักษาโลกให้ลูกหลานของเราอยู่ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดีต่อไป ทำให้คนเรียนรู้ที่จะดูแลตนเองโดยลดการพึ่งพาผู้อื่น

    ทุกวันนี้มีหลากหลายมิติที่ทำให้สังคมไทยเราต้อง Adaptation หรือ “ปรับเปลี่ยน” เพื่อให้เรามีความอยู่รอดอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เพราะถ้าเรามีอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้นถึง 90 ปี ก็ต้องมีระบบหรือแนวทางในการรองรับ อาทิ การขยายเวลาเกษียณอายุราชการมากกว่า 60 ปี และขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เตรียมการดูแลด้านสุขภาพและสุขภาวะของพี่น้องประชาชน ตามหลัก Health Sercurity ด้วยการมีเงินทุนเพื่อดูแลสุขภาพคนไทยจากการส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้ประกอบธุรกิจอย่างสะดวก ส่งเสริมทุกวิถีทางให้มีรายได้เข้าประเทศให้มากที่สุด ทั้งภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต

    สิ่งเหล่านี้เป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือก จึงเป็นเหตุที่เราจะต้องมีการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพประเทศของเรา ทั้งนี้ เราต้องไม่มองแค่ในประเทศ แต่เราต้องมองในระดับภูมิภาค คืออาเซียน ซึ่งเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่เป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง จุดที่สามารถเดินทางไปภาคภูมิต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และเราเป็นประเทศที่มีภูเขา ทะเล มีทางออกทั้งทางบก ทางน้ำ เชื่อมถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก หรือ EWEC (East-West Economic Corridor) ดังนั้นเราต้องทำให้ประเทศไทยของเราไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เราต้องเป็นประเทศที่ผู้ที่ผ่านไปมาต้องแวะ ต้องพัก ต้องจับจ่ายใช้สอย ด้วยต้นทุนทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคสินค้าและบริการ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนภาคเอกชนและกำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกในด้านการค้าและการลงทุน ทำให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่เป็นเสือนอนกินที่ไม่มีการพัฒนา เราจะต้องปรับตัวให้มีความเป็นสากล ความเป็นธรรมาภิบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสังคมภายในและภายนอกประเทศ อาทิ ด้านสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ผลกระทบจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ Geopolitics ต่าง ๆ

    เราจึงต้อง Adaptation คือ การปรับเปลี่ยนโลก สร้างโอกาสทั้งหลายเพื่อเศรษฐกิจ เพื่อโอกาส เพื่ออุตสาหกรรม เพื่อปากท้องของประชาชน และขณะเดียวกัน ในด้านการปรับตัว เรามีการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตลอดจนถึงทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญของ “สังคมสีเขียว” พลังงานสะอาด การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลมุ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้ง Solar ชุมชน Solar มวลชน เช่น การรวมกลุ่มเป็นเศรษฐกิจชุมชนจากการขายขยะ ขายคาร์บอนเครดิต ขายปุ๋ยหมัก แปลงผัก โคก หนอง นา ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจชุมชน

    นอกจากนี้ เราจะใช้โอกาสนี้ก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ Health Rehabilitation (การฟื้นฟูสุขภาพ) ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเป็น Choice เดียวของคนต่างชาติที่จะเข้ามาฟื้นฟูสุขภาพและรักษาพยาบาลในประเทศไทย เฉกเช่นโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่มีลักษณะพรีเมี่ยมคลินิก สำหรับผู้ที่ประสงค์จะได้รับการดูแลแบบพรีเมี่ยม ซึ่งเงินทองเหล่านั้นถูกใช้เป็นเงินกองทุนและเงินบำรุงไปยังโรงพยาบาลศิริราชที่เป็นโรงพยาบาลดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วไป ซึ่งเป็นโมเดลที่ดีมาก และโรงพยาบาลของรัฐอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ อันจะทำให้แม้เป็นผู้ป่วยก็ยังมีความสุข เพราะเงินที่เราจ่ายให้โรงพยาบาลพรีเมี่ยมได้ทำบุญด้วย ส่วนที่เป็นกำไรก็จะถูกนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลคู่ขนานที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าการที่เราต้องดูแลรักษาสุขภาพของเราให้ดีที่สุด

    ท้ายสุดนี้ หากประเทศไทยแข็งแรง สังคมดี เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ในตอนนี้เราอาจจะกำลังชะงักงันในเรื่องการเมือง แต่ถ้าเราดูกันจริง ๆ ความสามัคคีของคนในชาติจะทำให้ภาคการเมืองมีความสามัคคี ไม่ขัดแย้งกัน ด้วยเพราะเราจะเป็นผู้นำนักการเมือง ไม่ใช่การเมืองมานำเรา และรัฐบาลมุ่งมั่นในการส่งเสริมทั้งภาคการค้าและอุตสาหกรรมในทุกมิติ โดยผู้ประกอบการไทยต้องเชื่อว่า ความยั่งยืนจะเป็นโอกาส ทั้งโอกาสที่จะเปิดตลาดใหม่ โอกาสที่จะเพิ่มรายได้ และเป็นการสร้างโอกาสให้เรามีสิ่งแวดล้อม มีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติของเราให้จงได้

    กองสารนิเทศ สป.มท.

    ครั้งที่ 726/2568

    วันที่ 3 ต.ค. 2568


    image รูปภาพ

    image


    image วิดีโอ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/428899&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lVEuihMrho-cj2JWVMYRa

  • ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 ลงทะเบียนเมื่อไหร่ เริ่มใช้สิทธิวันไหน ใครได้บ้าง

    ไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 ลงทะเบียนเมื่อไหร่ เริ่มใช้สิทธิวันไหน ใครได้บ้าง

    เปิดไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” 2568 อัปเดตเงื่อนไขล่าสุด เช็กชัดๆ ลงทะเบียนเมื่อไหร่ เริ่มใช้สิทธิวันไหน ใครได้บ้าง

    โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568

    ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เผยถึง “โครงการคนละครึ่งพลัส” ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไป และอุดหนุนงบในบัตรสวัสดิการ คาดว่าโครงการนี้จะใช้เม็ดเงินรวมกันกว่า 44,000 ล้านบาท โดยงบประมาณจะมาจาก 2 ส่วน คือ งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 25,000 ล้านบาท และงบกลางปี 2569 จำนวน 19,000 ล้านบาท

    “คนละครึ่ง” สู่ “คนละครึ่งพลัส”

    คนละครึ่งหลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้องบิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท บิ๊กพอและเร็วด้วย เพราะเราใช้งบประมาณที่มีอยู่แล้ว คืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท รวมเป็น 44,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่มีอยู่แล้วจึงไม่ได้เพิ่มภาระทางการคลัง

    ส่วนเรื่องของ Win คือ สิทธิประชาชน 20 ล้านคน จะได้ประโยชน์ในการลดค่าครองชีพ เพราะครึ่งหนึ่งรัฐบาลสมทบให้ ขณะที่ร้านค้าจะเกิดการหมุนเวียน พร้อมเน้นย้ำว่าให้เฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก ไม่ได้ให้ร้านใหญ่ๆ ที่เป็นของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะต้องการให้เงินไปตกกับประชาชนจริงๆ รวมถึงนิติบุคคลเล็กๆ ที่อยู่ในระบบภาษีก็เข้าร่วมได้ด้วย สำหรับสิทธิที่ต่างจากเดิม ช่วงอายุผู้เข้าร่วมโครงการเริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปี (เดิม 18 ปี) โดยให้ร้านค้าเล็กๆ SME เล็กๆ เข้าร่วมได้ด้วย

    “คนละครึ่งพลัส” อัปเดตคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิ

    นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า คนละครึ่งหลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้องบิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท สำหรับสิทธิที่ต่างจากเดิม ช่วงอายุผู้เข้าร่วมโครงการเริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปี (เดิม 18 ปี) โดยให้ร้านค้าเล็กๆ SME เล็กๆ เข้าร่วมได้ด้วย

    สรุปเงื่อนไข “คนละครึ่ง 2568” ดังนี้

    • อายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (จากเดิมอายุ 18 ปี)
    • มีสัญชาติไทย
    • ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ไทม์ไลน์ล่าสุด “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนวันไหน

    15 ตุลาคม 2568 : เปิดลงทะเบียนร้านค้า

    • โดยเอาระบบเดิมมาใช้ ส่วนร้านที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบก็เปิดให้เข้าด้วย ประกอบด้วย

    1. ร้านอาหาร-เครื่องดื่มทั่วไป

    2. ผู้ประกอบการบริการ นวดสปา ทำผม ทำเล็บ

    3. บริการขนส่งสาธารณะ อาทิ แท็กซี่ รถรับจ้าง ที่มีใบขับขี่รถสาธารณะ ผู้ประกอบการบริการขนส่งมวลชนสาธารณะ

    20-26 ตุลาคม 2568 : เปิดลงทะเบียนสำหรับประชาชนทั่วไป

    • ประชาชน 20 ล้านสิทธิ ลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง”
    • เป็นระบบมีอยู่แล้ว โดยต้องทำเร็ว ทำทันที ใครเคยลงทะเบียนแล้วก็มายืนยันสิทธิเพราะมีข้อมูลอยู่แล้ว ใครยังไม่มีก็มาลงทะเบียน

    29 ตุลาคม 2568 : เริ่มใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส”

    • เริ่มใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส” ได้ทันที จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
    • หากใช้ไม่ถึง 200 บาท สามารถสะสมได้

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งพลัส หรือ คนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมหลังจากการประชุม ครม. หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2886801&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fm55yZsixRMTAzaCuUAxp

  • ขุนคลังอินเดียมั่นใจรับมือวิกฤตโลก หวังศก.โต 8% ผงาดเป็นประเทศพัฒนาแล้ว : อินโฟเควสท์

    ขุนคลังอินเดียมั่นใจรับมือวิกฤตโลก หวังศก.โต 8% ผงาดเป็นประเทศพัฒนาแล้ว : อินโฟเควสท์

    นีรมาลา สิธารามาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินเดีย แสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจอินเดียมีความยืดหยุ่นเนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจอินเดียสามารถรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้

    รมว.คลังอินเดียกล่าวในการประชุม Kautilya Economic Conclave ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงนิวเดลีในวันนี้ว่า แม้กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทั่วโลกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เศรษฐกิจอินเดียมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ พร้อมกับกล่าวว่า การเติบโตของอินเดียส่วนใหญ่พึ่งพาปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในต่างประเทศได้

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีคลังอินเดียกล่าวว่า อินเดียต้องการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตโดยเฉลี่ยที่ 8% เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2590 โดยการแสดงความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังจากธนาคารกลางอินเดียได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมี.ค. สู่ระดับ 6.8% จากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 6.5% ซึ่งสอดคล้องกับที่รัฐบาลประมาณการไว้ที่ 6.3% – 6.8% สำหรับช่วงเวลาดังกล่าว

    รัฐบาลอินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากอินเดียในอัตรา 50% ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย นอกจากนี้ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงอีกเมื่อปธน.ทรัมป์ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าประเภท H-1B ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคบริการ อันเป็นภาคส่วนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินเดียถึง 60%

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และเพื่อเป็นการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ รัฐบาลอินเดียได้ปรับลดภาษีสินค้าและบริการ (GST) สำหรับสินค้าในชีวิตประจำวันและสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 5.5% ในการประชุมเมื่อวันที่ 1 ต.ค. โดยระบุถึงความไม่แน่นอนทั่วโลก และความจำเป็นในการประเมินว่าการปรับลดภาษี GST จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออย่างไร

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B7IDT__ebGEHCe3gw2B3X

  • คนที่เคยได้คนละครึ่ง เฟส 5 อาจมีถึง 7 ล้านคนที่ชวดคนละครึ่ง 2568 เพราะอะไร ?

    คนที่เคยได้คนละครึ่ง เฟส 5 อาจมีถึง 7 ล้านคนที่ชวดคนละครึ่ง 2568 เพราะอะไร ?

              คนได้คนละครึ่ง เฟส 5 จะมีถึง 7 ล้านคนที่ชวดคนละครึ่ง 2568 เนื่องจากอะไร งานนี้ต้องรีบลงทะเบียนคนละครึ่ง เอ้อระเหยไม่ได้

    คนละครึ่ง 2568

              โครงการคนละครึ่ง 2568 กำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนการลงทะเบียนวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เบื้องต้น แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มที่จะได้รับเงิน ดังนี้

              1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

              2. กลุ่มคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี 9 ล้านคน ได้เงินคนละ 2,000 บาท

              3. กลุ่มคนทั่วไปที่อยู่ในระบบภาษี 11 ล้านคน ได้เงินคนละ 2,400 บาท

              ทั้งนี้ การลงทะเบียนคนละครึ่ง หากเคยเป็นคนเคยเข้าคนละครึ่ง เฟส 5 จำนวน 27 ล้านคน จะมีโอกาสยืนยันตัวตนได้เร็วกว่า เนื่องจากระบบรัฐบาลมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว

    คนละครึ่ง 2568

    7 ล้านคนที่หายไป

              วันที่ 3 ตุลาคม 2568 กระปุกดอทคอม มีการตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า คนละครึ่ง เฟส 5 มีคนเข้าร่วมโครงการถึง 27 ล้านคน (คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไม่ได้) แต่คนละครึ่งพลัส ที่กำลังจะเกิดขึ้น บุคคลทั่วไป รวมกันแล้วมีประมาณ 20 ล้านคน เท่ากับว่า อาจจะมีคน 7 ล้านคนที่เคยได้คนละครึ่งเฟส 5 ไม่สามารถลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสได้ เป็นส่วนต่างที่น่าสงสัยว่า หายไปไหน

              อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวอาจมีความคลาดเคลื่อนได้จากสัดส่วนจำนวนประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากคนละครึ่งเฟส 5 เป็นสถิติที่เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 ที่น่าสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295457.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OShoCGj7nJQmbc1mPoA8d

  • CIMBT จับมือบลจ.พรินซิเพิล ส่งกองทุนตราสารหนี้มาเลเซีย ขายถึง 10 ต.ค.รับยีลต์สม่ำเสมอ : อินโฟเควสท์

    CIMBT จับมือบลจ.พรินซิเพิล ส่งกองทุนตราสารหนี้มาเลเซีย ขายถึง 10 ต.ค.รับยีลต์สม่ำเสมอ : อินโฟเควสท์

    ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย [CIMBT] ผนึกกำลัง บลจ.พรินซิเพิล เปิดตัวกองทุนเปิด พรินซิเพิล มาเลเซียน ฟิกซ์ อินคัม อันเฮดจ์ Principal Malaysian Fixed Income Fund Unhedged (PRINCIPAL MYRFIUH) ที่จะมาช่วยเสริมพอร์ตลงทุนให้แข็งแกร่ง โดยเสนอขายครั้งแรก (IPO) 29 กันยายน – 10 ตุลาคม 2568 ผ่านธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ทุกสาขา และแอป CIMB THAI

    นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head, Affluent & Wealth Segment ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวในงานเปิดตัวกองทุนว่า PRINCIPAL MYRFIUH เป็นกองทุนแรกในประเทศไทยที่ลงทุนในตราสารหนี้ประเทศมาเลเซีย ธนาคารได้คัดสรรกองทุนนี้เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังตลาดตราสารหนี้ที่มีเสถียรภาพ และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ ภายใต้สภาพแวดล้อมด้านอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้มาเลเซียที่เอื้อต่อการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว

    ธนาคารเล็งเห็นว่า มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน และยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันชั้นนำระดับโลก อาทิ Moody’s ให้อันดับเครดิตของพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียที่ระดับ A3 และ S&P ที่ระดับ A- ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว กองทุน PRINCIPAL MYRFIUH เน้นลงทุนเน้นตราสารหนี้มาเลเซียคุณภาพดี กองทุนไม่เคยเกิดการผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่จัดตั้งมาเกือบ 30 ปี บริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญประสบการณ์สูง ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยไทยมีแนวโน้มปรับลดลง การลงทุนในตราสารหนี้มาเลเซียคุณภาพดีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุน พร้อมสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมออย่างต่อเนื่องให้ลูกค้า

    นายอมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียปีนี้จะเติบโต 4.2-4.3% และมีสัญญาณว่าเศรษฐกิจจะโตเหนือ 4% ต่อปีในระยะ 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจมีศักยภาพสูงจากโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว อีกทั้งปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชน รายได้และค่าจ้างมีอัตราเติบโต ภาคอุตสาหกรรมมีการลงทุนและก่อสร้าง สำคัญคือผู้บริโภคมีความเชื่อมั่น กล้าใช้จ่าย การเมืองมีเสถียรภาพ มีการลงทุนจากต่างชาติต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจมาเลเซียอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามการค้า แต่ด้วยสินค้าส่งออกมีคุณภาพสูง ทำให้มาเลเซียมีศักยภาพในการแข่งขัน ด้านการลงทุนในตราสารหนี้ รัฐบาลมาเลเซียมีวินัยทางการเงินและการคลัง มุ่งลดการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ทำให้อันดับความน่าเชื่อถือเครดิตเรตติ้งของพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียอยู่ในระดับสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเติบโตได้

    นายศุภกร ตุลยธัญ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ. พรินซิเพิล กล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้ของมาเลเซียอาจไม่คุ้นเคยในหมู่นักลงทุนไทย แต่กลับมีศักยภาพที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ผลตอบแทน ความมีเสถียรภาพด้านเครดิต อัตราเงินเฟ้อระดับต่ำ และนโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลาย ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ บลจ.พรินซิเพิล จึงเปิดตัวกองทุนเปิด PRINCIPAL MYRFIUH กองทุนแรกในประเทศไทยที่เน้นลงทุนตราสารหนี้มาเลเซีย ลงทุนในกองทุนหลัก Principal Lifetime Bond Fund ภายใต้การบริหารจัดการโดย Principal Asset Management Berhad เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Principal Financial Group สถาบันการเงินระดับโลกที่ได้รับการจัดอันดับใน FORTUNE 500® โดยกองทุนมีประวัติยาวนานเกือบ 30 ปี ตราสารที่ลงทุนไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ และสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอด้วยกระบวนการลงทุนที่เข้มข้นและทีมงานมืออาชีพ จากที่กล่าวมาข้างต้น บลจ.พรินซิเพิลหวังว่า กองทุนนี้จะเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีให้แก่นักลงทุนไทย และเป็นหนึ่งในพอร์ตการลงทุนของทุกท่าน

    นายศุภจักร เอิบประสาทสุข รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ. พรินซิเพิล เปิดเผยว่า กองทุนเปิด PRINCIPAL MYRFIUH ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันกองทุนลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียวคือ Principal Lifetime Bond Fund (กองทุนหลัก) Share Class MYR โดยเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชนมาเลเซียคุณภาพสูงระดับ Investment Grade (เครดิตเฉลี่ย AAA-AA1) ให้อัตราผลตอบแทน (Yield to Maturity) ราว 3.8% และ อายุตราสารเฉลี่ยของพอร์ต (Duration) ประมาณ 4.4 ปี พร้อมการันตีคุณภาพด้วย Morningstar 4 ดาว ผลตอบแทนกองทุนโดดเด่น YTD (Jan-Aug 25) 4.3% และเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี 5.4% ต่อปี ที่สำคัญ กองทุนนี้มีนโยบายเปิดรับความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged) ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยง และยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มจากแนวโน้มค่าเงินบาทเทียบมาเลเซียริงกิตที่คาดว่าอ่อนค่าในระยะข้างหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534383&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BGp_9xTwvpEDw4kMZHk63