Category: เศรษฐกิจ

  • เริ่มแล้ว งานมหัศจรรย์ โรตารีเกษตรแฟร์ ของดีเมืองลพบุรี ครั้งที่ 7 กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค | TOPNEWS

    เริ่มแล้ว งานมหัศจรรย์ โรตารีเกษตรแฟร์ ของดีเมืองลพบุรี ครั้งที่ 7 กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 04/10/2025 16:25

    โดย ที่ บริเวณลานหน้าที่ว่าอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย ร้อยโทคมสัน เกตุถาวร นายกสโมสรโรตารีพระราเมศวรลพบุรี และมวลสมาชิกสโมสร ได้ร่วมกันเปิดงาน มหัศจรรย์งานเกษตรโรตารีแฟร์ ของดีเมืองลพบุรี ครั้งที่ 7 ประจำปี 2568 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง โดยบรรยากาศภายในงาน และสถานที่ใกล้เคียงของการจัดงาน มีการตกแต่งสถานที่ ประดับไฟแฟงสี สวยงามยิ่งใหญ่ตระการตา

    ซึ่งงานดังกล่าว สโมสรโรตารีพระราเมศวรลพบุรี และจังหวัดลพบุรี ได้ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น และเป็นการส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรได้นำผลผลิตทางการเกษตร สินค้าแปรรูทางการเกษตร รวมถึง เครื่องมือทางการเกษตร และ สินค้า OTOP มาจำหน่ายให้แก่พี่น้องประชาชน เพื่อช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ถือเป็นการกระจายรายได้ให้กับผู้ประกอบการสินค้าทางการเกษตร และสินค้า OTOP ได้มีโอกาสนำสินค้าชุมชน สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ มาวางจำหน่ายภายในงาน เป็นการฟื้นฟู และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นให้เกิดการหมุนเวียน ตลอดจนเพื่อจัดหารายได้ บำเพ็ญประโยชน์ การบริการด้านชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาความยากจน ด้วยความมุ่งมั่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ของสโมสรโรตารีพระราเมศวรลพบุรี

    สำหรับภายในงาน นอกจากจะมีการจัดจำหน่ายสินค้าต่างๆ แล้ว ยังมีการแสดงดนตรี เพื่อเป็นการผ่อนคลายความ เหน็ดเหนื่อย และความเครียดของประชาชน และการจัดหารายได้ เพื่อการกุศล” สมทบทุนในการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรม การสาธิต การต่อยอดผลิตภัณฑ์ สินค้าการเกษตร การยกระดับ สินค้าอุปโภค บริโภค ตั้งแต่ระดับ 3 ดาว ถึง 5 ดาว เพื่อให้ประชาชนที่สนใจนำไปปรับใช้ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินคาของตนเอง โดยงานดังกล่าวจะมีไปจนถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2568 นี้ เปิดให้เที่ยวชมฟรี ทุกวัน ไม่มีค่าใช้จ่าย

    ซึ่งในวันเปิดงาน และ วันปิดงาน ยังมีการแจกคูปองริสแบนด์กระดาษ ให้แก่ผู้ร่วมงาน เพื่อรับข้าวสาร ฟรี ถุงละ 5 กิโลกรัม จำนวน 600 ถุง และสิ่งของต่างๆ จาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และสมาชิกสโมสรโรตารีพระราเมศวรลพบุรี เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ยากไร้ และผู้มีรายได้น้อย เป็นการช่วยเหลือสังคม ชุมชน และประชาชนที่มาเที่ยวชมงาน อีกด้วย


    กฤษณ์ สนใจ  ผู้สื่อข่าว topnewsทั่วไทย  จ. ลพบุรี

    website

    dvdve

    “สมาคมพุทธวจนยุโรป” แฉตัวแทนโครงการฯส่อฮุบเงินบริจาค

    สืบสวน สภ.ป่าตอง จับอาวุธเถื่อน

    ฉะเชิงเทรา ร่วมพิธีสวดอภิธรรมคุณพ่อทนงศักดิ์องค์สิริสวัสดิ์

    พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงเป็นประธานงานแถลงข่าว จัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในอภิลักขิตสมัย 100 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

    ตำรวจสุพรรณบุรีเอาจริงไล่ล่าแกงค์เด็กแว้นป่วนเมือง ออกมาแข่งรถกันบนถนนเกือบ 300 คัน

    วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา จัดพิธีพุทธาภิเษกและบวงสรวงพระวิษณุกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1342664&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hrENZFrAjRLEeRk0RntOp

  • “อนุทิน” หนุนกลุ่มทุนแต่ห้ามชี้นํา ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืน ยุติธรรมรอผลตรวจฎีกาทักษิณ

    “อนุทิน” หนุนกลุ่มทุนแต่ห้ามชี้นํา ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืน ยุติธรรมรอผลตรวจฎีกาทักษิณ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    “อนุทิน” หนุนกลุ่มทุนแต่ห้ามชี้นํา ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืน ยุติธรรมรอผลตรวจฎีกาทักษิณ

    4 ต.ค. 2568 08:17 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2886146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1maVwsZHKtJr5HZcSsIQ1V

  • นักวิเคราะห์คาดการณ์เศรษฐกิจเม็กซิโกปี 2568 ยังขยายตัวได้จากแรงหนุนนโยบายทางการเงิน

    นักวิเคราะห์คาดการณ์เศรษฐกิจเม็กซิโกปี 2568 ยังขยายตัวได้จากแรงหนุนนโยบายทางการเงิน

    ผลสำรวจของธนาคารกลางเม็กซิโก (Bank of Mexico) ประจำเดือนกันยายน 2568 จากกลุ่มนักวิเคราะห์และบริษัทที่ปรึกษา จำนวน 45 แห่ง พบว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์เศรษฐกิจเม็กซิโกในปีนี้จะอยู่ที่ร้อยละ 0.53 สูงกว่าที่ประเมินไว้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา (ร้อยละ 0.46) อย่างไรก็ดี สำหรับแนวโน้มปี 2569 นักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจเม็กซิโกจะเติบโตได้ร้อยละ 1.33 ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อช่วงต้นปีซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 1.75 โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า ธนาคารกลางเม็กซิโกมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ในด้านอัตราเงินเฟ้อ ผลการสำรวจระบุว่า อัตราเงินเฟ้อสิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 3.85 ต่ำกว่าที่ธนาคารกลางคาดไว้ที่ร้อยละ 4 โดยธนาคารกลางตั้งเป้าหมายในการลดอัตราเงินเฟ้อให้ได้ร้อยละ 3 ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ที่ต่างออกไปโดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 3.80 และปี 2570 อยู่ที่ร้อยละ 3.71 ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ El Economista รายงานเพิ่มเติมว่าแนวโน้มสถานการณ์เงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวน่าจะทำให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายในการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ผลจากการประชุมคณะกรรมการบริหารของธนาคารกลาง เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารข้ามคืนลงเหลือร้อยละ 7.5 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565

    มุมมองของนักวิเคราะห์ต่อสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน กลุ่มนักวิเคราะห์ร้อยละ 81 เห็นว่าเศรษฐกิจในปีนี้ไม่ดีขึ้นกว่าปีก่อน ทั้งนี้ ร้อยละ 16 มองว่าสภาพธุรกิจอาจแย่ลง ร้อยละ 25 คาดว่าจะดีขึ้น ขณะที่ร้อยละ 59 เห็นว่าจะทรงตัว ผลสำรวจดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของภาคเอกชนต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเม็กซิโกในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณของความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคธุรกิจ ตลอดจนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคด้วย


    สคต. ณ กรุงเม็กซิโก

    แหล่งที่มา

    -Mexico News Daily https://mexiconewsdaily.com/business/interest-rate-cuts-inflation-expectations-mexico/

    -El Economista https://www.eleconomista.com.mx/economia/especialistas-suben-expectativa-pib-mexico-moderan-inflacion-encuesta-banxico-20251001-779555.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hig0j6z69ug5alhc0pn5knwo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h1XKJJ5_Ce3BSQ99w_ZTh

  • กลุ่มธุรกิจเตือนทรัมป์ ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กลุ่มธุรกิจเตือนทรัมป์ ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กลุ่มสมาคมธุรกิจหลายแห่งเตือนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ว่า ค่าธรรมเนียมใหม่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการยื่นขอวีซ่า H-1B อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงโครงการแรงงานมีฝีมือที่จะเพิ่มภาระแก่บริษัทต่าง ๆ

    ในจดหมายที่ส่งถึงทรัมป์เมื่อวันศุกร์ (3 ต.ค.) องค์กรอุตสาหกรรมราวสิบแห่ง ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ผลิตชิป บริษัทซอฟต์แวร์ และร้านค้าปลีก ระบุว่า ค่าธรรมเนียมใหม่นี้อาจทำให้การดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือสำคัญเป็นไปได้ยาก และอาจทำให้ตำแหน่งงานสำคัญบางตำแหน่งขาดผู้ทำงาน

    กลุ่มธุรกิจยังเรียกร้องให้รัฐบาลทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อปฏิรูประบบวีซ่า H-1B อย่างจำเป็นโดยไม่เพิ่มความท้าทายสำคัญที่นายจ้างสหรัฐฯ ต้องเผชิญ ทั้งในด้านการสรรหา ฝึกอบรม และรักษาแรงงานฝีมือชั้นนำ

    จดหมายฉบับนี้ถูกส่งใน 2 สัปดาห์หลังจากทรัมป์ประกาศเกี่ยวกับวีซ่า H-1B แม้กลุ่มธุรกิจเตือนถึงผลกระทบของค่าธรรมเนียมวีซ่าดังกล่าว แต่พวกเขาก็ยังคงชื่นชมความพยายามของทรัมป์ในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่สหรัฐฯ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MkF8-zVnE3mZnzPoyH1Jy

  • SCB EIC ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ หนุนคนละครึ่ง : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 3 ต.ค.68

    SCB EIC ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ หนุนคนละครึ่ง : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 3 ต.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/KeiXpG8chAQ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VqunTr9wt4dUt91OujlTJ

  • คนละครึ่ง 2568 แลกเป็นเงินสดเอาไปซื้อของก้อนใหญ่ได้ไหม ไฟเขียวให้กลุ่มหนึ่งทำได้

    คนละครึ่ง 2568 แลกเป็นเงินสดเอาไปซื้อของก้อนใหญ่ได้ไหม ไฟเขียวให้กลุ่มหนึ่งทำได้

              คนละครึ่ง 2568 แลกเป็นเงินสดเอาไปซื้อของก้อนใหญ่ได้ไหม เพราะจำกัดแค่วันละ 200 บาท มีกลุ่มหนึ่งที่กดได้ 13 ล้านคน

    คนละครึ่ง 2568 แลกเป็นเงินสดได้ไหม

              โครงการคนละครึ่ง 2568 กำลังจะเริ่มต้นในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมพร้อมการลงทะเบียนโครงการ เพื่อให้เกิดความราบรื่นมากที่สุด โดยจะให้งบประมาณรวมทั้งสิ้นคนละ 2,000 – 2,400 บาท และสามารถใช้ได้วันละ 200 บาท ส่วนกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้เงินเพิ่ม 1,700 บาทเข้าระบบ

              วันที่ 4 ตุลาคม 2568 มีหลายคนที่สงสัยว่า คนละครึ่งพลัส สามารถแลกเป็นเงินสดเพื่อเอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้หรือไม่ กระปุกดอทคอมตรวจสอบหาคำตอบให้แล้วว่า กลุ่มคน 2 กลุ่มมีใครบ้างแลกเป็นเงินสดได้หรือไม่ได้

    1. กลุ่มถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

              เงินที่เติมเพิ่มเข้าไป 1,700 บาท สามารถถอนออกมาเป็นเงินสดได้

    2. กลุ่มคนทั่วไป 20 ล้านคน

              ไม่สามารถนำเงินจากคนละครึ่ง 2568 ไปแลกเป็นเงินสดได้ ซึ่งในโครงการคนละครึ่งรอบก่อน หากพบว่าใครทำผิด มีบทลงโทษทั้งในร้านค้าและผู้ใช้งานด้วย

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 ที่น่าสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295486.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3r6F34Aa9XmCRSqkoQ8Tsi

  • อิหร่านรัสเซียย้ำ: การไร้ความชอบธรรมของสามประเทศยุโรปในการรื้อฟื้นมติคว่ำบาตร

    อิหร่านรัสเซียย้ำ: การไร้ความชอบธรรมของสามประเทศยุโรปในการรื้อฟื้นมติคว่ำบาตร

    อิหร่านรัสเซียย้ำ: การไร้ความชอบธรรมของสามประเทศยุโรปในการรื้อฟื้นมติคว่ำบาตร

    🔹กาซิม ญาลาลี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำรัสเซีย ได้พบปะหารือกับเซอร์เกย์ ริยาบคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งดูแลด้านความสัมพันธ์กับประเทศในอเมริกาเหนือและใต้ ความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS และความมั่นคงระหว่างประเทศ

    ในการพบปะครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหพันธรัฐรัสเซียในเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงภายในกรอบของกลุ่ม BRICS

    🔹ญาลาลีได้กล่าวว่า การกระทำที่ผิดกฎหมายของสามประเทศยุโรปซึ่งใช้กลไกระหว่างประเทศในทางที่ผิดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ พร้อมชี้ว่า การไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) ของยุโรปเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงพหุภาคีนี้ และเมื่อพวกเขาเปลี่ยนกลไกสแน็ปแบ็ก ให้กลายเป็นเครื่องมือในการให้รางวัลแก่ผู้ละเมิดข้อตกลงรายแรกคือสหรัฐอเมริกา ก็ยิ่งตอกย้ำถึงการผิดสัญญาต่อประชาชนอิหร่านและเผยให้เห็นถึงความอ่อนแอของสถานะยุโรปในเวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

  • ปักธง ‘คนละครึ่ง พลัส’ ดีลใหญ่ฟื้นเศรษฐกิจ รัฐเดิมพันปลุกกำลัง เดินเกมเข็นจีดีพีQ4/68โตพ้นหล่ม

    ปักธง ‘คนละครึ่ง พลัส’ ดีลใหญ่ฟื้นเศรษฐกิจ รัฐเดิมพันปลุกกำลัง เดินเกมเข็นจีดีพีQ4/68โตพ้นหล่ม

    ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยได้เร่งดำเนินนโยบายเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยหนึ่งในนโยบายเด่นที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งเดิมที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้กลับมามีรายได้อย่างต่อเนื่อง

    โครงการคนละครึ่ง พลัส ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น ในลักษณะ ‘มาตรการร่วมจ่าย (Co-Pay)’ โดยรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายของประชาชนในอัตรา 50% ต่อรายการ ภายใต้เงื่อนไขและวงเงินที่กำหนด ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว ยังช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เกิดการกระจายรายได้ในระดับรากหญ้า และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    นับตั้งแต่เปิดตัว โครงการคนละครึ่ง พลัส ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยและร้านอาหารที่มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ต่างรู้สึกว่าโครงการนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง ทั้งยังมองว่า รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจในระดับฐานราก ไม่ใช่เพียงการออกนโยบายเชิงมหภาคเพียงอย่างเดียว

    ดังนั้น การดำเนิน โครงการคนละครึ่ง พลัส จึงไม่เพียงเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังถือเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่า รัฐบาลมีความตั้งใจและพร้อมจะเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

    กางนโยบายทำงาน4เดือน

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กางนโยบายในการทำงานช่วง 4 เดือนของรัฐบาลอย่างชัดเจน โดยปักหมุดเร่งดำเนินการในด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าโดยสารและค่าผ่านทาง รวมถึงการแก้หนี้ภาคประชาชน รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพิ่มสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนผ่านสลากเพื่อการออม รวมถึงจะฟื้นความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว และเร่งแก้ปัญหาผลกระทบสงครามการค้า

    2. ด้านความมั่นคง โดยเร่งแก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ด้วยแนวทางสันติวิธี รักษาอธิปไตยและเขตแดน รวมถึงทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจต่อการยกเลิก MOU ระหว่างไทย-กัมพูชา และเร่งแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ 3.ด้านสังคมรัฐบาล จะไม่สนับสนุน Entertainment Complex ที่มีธุรกิจพนัน โดยจะแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพนัน และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบ

    4. ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัย และพัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติในพื้นที่ความเสี่ยงสูง ส่งเสริมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต และ 5. ด้านการปฏิรูปกฎหมายการบริหารภาครัฐ โดยร่างกฎหมายเพื่อยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย เร่งปฏิรูป และยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค สร้างภาระไม่จำเป็นให้กับประชาชน

    สำหรับ โครงการคนละครึ่ง พลัส นั้น เตรียมจะถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ต.ค. 2568 ภายใต้วงเงินดำเนินการรวม 6.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การดำเนินการผ่านการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านราย วงเงิน 2.2 หมื่นล้านบาท และอีกส่วนสำหรับประชาชนทั่วไป 20 ล้านคน ซึ่งมีวงเงินในการดำเนินการอีก 4.4 หมื่นล้านบาท โดยในส่วนนี้จะใช้เม็ดเงินจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท และงบกลางอีก 1.9 หมื่นล้านบาท

    เศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่ม

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุถึงเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างเร่งด่วนในช่วง 4 เดือนนี้ ว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้เปรียบเสมือน ‘รถติดหล่ม’ เครื่องยนต์แรก คือ ‘การส่งออก’ กำลังแผ่วและจะค่อย ๆ ดับ ขณะที่ตัวชี้วัดการบริโภคภาคเอกชนได้ส่งสัญญาณติดลบครั้งแรกในเดือน ก.ค. 2568 ส่วนการลงทุนภาคเอกชนยังชะลอ อีกทั้งปัจจุบันอัตราส่วนการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังไม่ถึง 60% ดังนั้นขณะนี้เศรษฐกิจไทยจึงเหลือเครื่องยนเพียงตัวเดียว นั่นคือ การใช้จ่ายรัฐบาล

    ทั้งนี้ ตัวเลขล่าสุดที่หน่วยงานเศรษฐกิจคาดการณ์ พบว่า ตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.7% ขณะที่ไตรมาส 4/2568 มีการประเมินว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจจะเหลืออยู่เพียง 0.3% เท่านั้น นั่นเป็นคำถามว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ ที่ยังมีข้อห่วงใยถึงเรื่องวินัยทางการคลังอีกด้วย

    รัฐบาลต้องเร่งเดินหน้าเพื่อผลักดันให้รถยนต์เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่ม ไม่ตกเหว โดยยืนยันว่าทุกฝ่ายเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องนี้ และจะร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันดำเนินการอย่างเต็มที่ ภายใต้การรักษาเสถียรภาพทางการคลังอย่างเข้มข้น โดยยืนยันว่าหลังจากนี้รัฐบาลจะมีแผนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศออกมาอย่างต่อเนื่องทุกอาทิตย์ ทุกเดือน และภายในเดือน ธ.ค. 2568 แผนทั้งหมดจะต้องออกมา ขณะที่ภายในเดือน ม.ค. 2569 จะต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตจากแผนที่ได้วางเอาไว้

    ทั้งนี้ นอกจาก โครงการคนละครึ่ง พลัส แล้ว กระทรวงการคลังยังเตรียมที่จะเสนอ ครม. ในวันที่ 14 ต.ค. นี้ เพื่อพิจารณาเห็นชองโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยเฉพาะเมืองรอง โดยจะให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองรองมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา อีกทั้งจะเร่งกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณผ่านการประชุม สัมมนา เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง เนื่องจากพบว่าส่วนราชการมีงบในส่วนนี้ราว 3-4 พันล้านบาท ขณะที่รัฐวิสาหกิจอีก 3-4 พันล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าหากสามารถผลักดันในส่วนนี้ได้ก็จะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้

    เอกนิติ ประเมินว่า จากการเร่งผลักดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการกระตุ้นการบริโภค โดยเฉพาะ โครงการคนละครึ่ง พลัส และการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4/2568 ขยายตัวเป็นบวกเพิ่มอีก 0.2-0.4% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.3% ขณะเดียวกันยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษณฐกิจอื่น ๆ ทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง การเร่งรัดเบิกจ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และท้องถิ่น เชื่อว่าจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ใกล้เคียงอีก 0.7% ดังนั้น จึงมั่นใจว่าเมื่อรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 จะเติบโตได้เกิน 1% แน่นอน

    เปิดไทม์ไลน์ ‘คนละครึ่ง พลัส’

    สำหรับกำหนดระยะเวลาการลงทะเบียนและเริ่มใช้สิทธิ์ใน โครงการคนละครึ่ง พลัส เริ่มจาก วันที่ 15 ต.ค. 2568 เปิดลงทะเบียนร้านค้าที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะมีการเพิ่มกลุ่มร้านค้านิติบุคคลที่เป็น Micro เอสเอ็มอี ที่อยู่ในระบบของกรมสรรพากร กว่า 5 พันร้านค้า โดยสามารถลงทะเบียนได้จนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ

    และวันที่ 20-26 ต.ค. 2568 จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปราว 20 ล้านคน โดยแบ่งเป็น ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี 9 ล้านคน และผู้ที่อยู่ในระบบภาษี 11 ล้านคน ลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ โดยในส่วนนี้จะมีระบบในการตรวจสอบผู้ที่อยู่และไม่ได้อยู่ในระบบภาษี และในวันที่ 29 ต.ค. 2568 เป็นวันแรกที่จะเริ่มใช้จ่ายเงินตามสิทธิ์ โดยมีระยะเวลา 2 เดือน จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค. 2568

    สำหรับสิทธิ์ใน โครงการคนละครึ่ง พลัส ในส่วนของผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้วงเงิน 2,400 บาท โดยรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% (60:40) กำหนดให้ใช้จ่ายได้วันละไม่เกิน 200 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี จะได้วงเงิน 2,000 บาท โดยรัฐช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่าย 50% (50:50) กำหนดให้ใช้จ่ายได้วันละไม่เกิน 200 บาท

    หนุน ‘คนละครึ่ง พลัส’ เต็มสูบ

    ต้องยอมรับว่าโครงการนี้เรียกความเชื่อมั่นจากทั้งภาคประชาชน และเอกชนได้เป็นอย่างดี โดย ณัฐ วงศ์พาณิชย์ ประธานสมาคมค้าปลีกไทย ระบุว่า เชื่อมั่นว่ารัฐบาลและทีมงานมีศักยภาพ มีความพร้อมกำหนดแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง และเห็นว่ามาตรการที่จะเกิดผลจริงต้องครอบคลุม ตรงเป้า และเห็นผลชัดเจน ไม่เพียงช่วยผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนเอสเอ็มอี เกษตรกร แรงงานและธุรกิจทุกระดับ เพื่อสร้างงาน เพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ

    สำหรับ โครงการคนละครึ่ง พลัส นั้น เชื่อว่าจะเป็น ‘ยาแรง’ ที่ช่วยอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง และเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน โดยสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน และกระจายรายได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งยังสนับสนุนให้เดินหน้า โครงการ Easy e-Receipt เฟส2 ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไฮซีซั่น สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ โดยจำกัดวงเงินสูงสุดที่ 100,000 บาทต่อคน และมีระยะเวลาโครงการ 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.) และปรับเงื่อนไขให้เข้าร่วมสะดวกขึ้น ครอบคลุมหมวดสินค้าทั่วไป สินค้า OTOP และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวนี้จะช่วยสร้างเม็ดเงินให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้ร้านค้า และส่งเสริมให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีและระบบดิจิทัล ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยในภาพรวมด้วย

    ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้มุมมองเกี่ยวกับ โครงการคนละครึ่ง พลัส ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส และการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีเม็ดเงินรวมกันกว่า 6.6 หมื่นล้านบาทนั้น ในแง่เม็ดเงินคาดว่าจะมีผลประมาณ 0.4% ของจีดีพี แต่อาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจไม่มากนัก หรือมีผลไม่เกิน 0.2% ของจีดีพี

    ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธปท. ระบุว่า ทั้ง 2 มาตรการไม่ได้เป็นมาตรการกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน แต่เป็นการกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งอาจจะมีเรื่องของสินค้าต่างประเทศรวมด้วย อย่างไรก็ดี หากสามารถกระตุ้นผู้ที่มีรายได้ระดับสูง อาจจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

    ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์ ภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล เมื่อวันที่ 29-30 ก.ย. 2568 โดยมาตรการระยะสั้น Quick Win จะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยคาดว่าจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นและประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4/2568 สำหรับ โครงการคนละครึ่ง พลัส ที่จะเริ่มในช่วงเดือน พ.ย.- ธ.ค. 2568 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ได้บ้าง

    โดยในเบื้องต้นหากวงเงินอยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านบาท (รวมการให้เงินประชาชนทั่วไปในโครงการคนละครึ่ง 20 ล้านคน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน) คาดว่าจะมีเม็ดเงินใช้จ่ายเพิ่มเติม คิดเป็นราว 0.15% ของจีดีพี ท่ามกลาง Marginal Propensity to Consume (MPC) ที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ จากกำลังซื้อที่อ่อนแรง อย่างไรก็ดี ยังคงต้องรอความชัดเจนเรื่องงบประมาณ เงื่อนไขการใช้จ่าย และสิทธิประโยชน์ที่กำหนด ขณะที่แรงหนุนเพิ่มเติมต่อจีดีพีในปีนี้อาจมีไม่มากนัก เนื่องจากวงเงินดังกล่าวถูกจัดสรรไว้ในงบประมาณเดิมอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ดี ในระยะถัดไป ด้วยข้อจำกัดของ พื้นที่การคลัง (Fiscal Space) รวมถึงข้อกังวลสถานะการคลังจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) การดำเนินนโยบายทางการคลังต้องเน้นประสิทธิภาพทั้งฝั่งรายได้และรายจ่าย อีกทั้ง ต้องเข้มงวดกับกรอบวินัยทางการคลังมากขึ้น โดยต้องมีแผนเพิ่มศักยภาพทางการคลัง (Fiscal Consolidation Plan) ที่ชัดเจนในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มฐานการจัดเก็บรายได้ภาษี และการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลยังมีความท้าทายจากกรอบเวลาบริหารราชการในระยะสั้น ๆ ที่ต้องให้ยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากวันที่ 1 ต.ค. 2568 อีกทั้ง การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจส่งผลต่อการผลักดันนโยบายหลัก และการเบิกจ่ายงบประมาณตลอดช่วงการดำรงตำแหน่งรัฐบาลและช่วงรัฐบาลรักษาการซึ่งคาดว่าจะมีระยะเวลาทั้งสิ้นราว 8 เดือน

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้กรอบเวลาสั้นๆ รัฐบาลมีอีกเครื่องมือในการประคองเศรษฐกิจโดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะงบลงทุน โดยการเบิกจ่ายในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 (มิ.ย. – ก.ย.) ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเกิดจากช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ส่งผลให้ ณ วันที่ 26 ก.ย. 2568 การเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ 60% ต่ำกว่าปีงบประมาณ 2567 ซึ่งอยู่ที่ 65% ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 มีแนวโน้มจะต่ำกว่าปีก่อนจากปัจจัยฐานสูงจากความต่อเนื่องของการเร่งรัดการเบิกจ่ายหลังงบประมาณปี 2567 อนุมัติล่าช้า

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/873119/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xfTpyiuQeu9Bf2JZCrlOa

  • พาณิชย์เดินเครื่องลดค่ายากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท/ปี ด้วย 7 นโยบาย Quick Big Win

    พาณิชย์เดินเครื่องลดค่ายากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท/ปี ด้วย 7 นโยบาย Quick Big Win

    ศุภจี” คลายปมเศรษฐกิจด้วย 7 นโยบายพาณิชย์ เดินเครื่อง “Quick Big Win” ลดภาระประชาชน–หนุนส่งออก–อุดช่องโหว่การค้า ดึงเอกชนสุขภาพร่วมลดค่ายากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท/ปี

    กรุงเทพฯ, 2 ตุลาคม 2568 — ใเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการจากส่วนกลาง พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์จากกว่า 50 แห่งทั่วโลก “เสียงสัญญาณ” ของการเปลี่ยนเกียร์เศรษฐกิจดังชัด เมื่อ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศ 7 นโยบายสำคัญ ที่จะเดินหน้าแบบ “Quick Big Win”—ทำสั้น ให้ได้ผล และกระจายประโยชน์เร็ว—โดยไม่ละทิ้งเป้าหมายการวาง “รากฐานยั่งยืน” สำหรับเศรษฐกิจไทยระยะยาว

    สารตั้งต้นของนโยบายชุดนี้มีสองชั้นความหมายที่ขนานกันเดิน ชั้นแรกคือ การคลี่คลายปมเร่งด่วน—ภาษี การค้าชายแดน ค่าครองชีพ เกษตร—เพื่อบรรเทาความเปราะบางของครัวเรือนและผู้ประกอบการ หลังเผชิญความผันผวนต่อเนื่องหลายปี ชั้นที่สองคือ การวางรางวิ่งใหม่ ผ่าน FTA ดิจิทัลเทรด และการใช้ AI กับกฎระเบียบ เพื่อให้เศรษฐกิจไทย ก้าวจากการตามให้ทัน ไปสู่การนำบางสมรภูมิ

    1) ภาษีสหรัฐฯ–ข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน (ART) และ “ดิจิทัล C/O” ปิดช่องทุจริต–เร่ง AD ด้วย AI

    กระทรวงพาณิชย์วางหมุดวันที่ ธันวาคม 2568 สำหรับการสรุป Agreement of Reciprocal Tax (ART) กับสหรัฐฯ เดินคู่กับการยกระดับ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (C/O) สู่ ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งผลลัพธ์เริ่มชัด—จาก “หลักร้อยกรณี/ปี” ของเอกสารปลอม เหลือ 5 กรณีในปี 2567 และ ไม่พบในปี 2568

    อีกด้านหนึ่ง กระบวนการ ตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping AD) ที่เคยกินเวลายาว 12–18 เดือน จะถูก บีบเหลือ 9 เดือน ด้วยการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล และพิสูจน์หลักฐาน เพื่อ คุ้มครองผู้ประกอบการไทยเร็วขึ้น ลดความเสียหายจากการแข่งขันไม่เป็นธรรมในตลาดโลก

    สัญญาณต่อผู้ส่งออก ชัดเจนว่าไทยกำลัง “ปัดฝุ่นเครื่องมือ” ให้เข้ายุค—โปร่งใส คล่องตัว และเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานได้จริง ซึ่งจะสะท้อนเป็นความเชื่อมั่นจากคู่ค้า และลดความเสี่ยงจากปัญหาสินค้าสวมสิทธิที่บั่นทอนเครดิตประเทศ

    2) การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ช่วยคน–ช่วยร้านเล็ก–เร่งหาตลาดทดแทน

    ภายใต้สถานการณ์ชายแดนที่ผู้ค้าหลายพื้นที่ รายได้สะดุด กระทรวงพาณิชย์จัดชุดมาตรการตรงจุด—ตั้งแต่ มหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ, สนับสนุนค่าขนส่งฟรี 100 บาท/ชิ้น ร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย เพื่อพยุง ผู้ประกอบการรายย่อย, จัดช่องทางตลาดใหม่ทดแทน พร้อมสั่งการ พาณิชย์จังหวัด ใน 7 จังหวัดชายแดน ให้ อยู่หน้างาน ประสานงานใกล้ชิดประชาชนและผู้ค้า

    มาตรการชุดนี้มี จุดเน้นเชิงคุณภาพ คือรักษา “ชีพจรกิจกรรมเศรษฐกิจ” ไม่ให้สะดุด—เมื่อชายแดนฝั่งหนึ่งชะลอ ก็ เลี้ยวหาตลาดใหม่ ให้ร้านเล็กอยู่รอดได้ระหว่างรอการฟื้นตัว

    3) FTA และบุกตลาดใหม่ จับชีพจรโลก–ต่อท่อโอกาส

    บนเข็มนาฬิกาการค้าโลก ไทยพุ่งเป้าหลายแนวรบพร้อมกัน

    • FTA ไทย–เอฟตา (EFTA) ตั้งใจให้ มีผลบังคับใช้ในครึ่งแรกปี 2569
    • FTA ไทย–อียู พยายาม ได้ข้อสรุปสำคัญภายในไตรมาส 1/2569
    • FTA ไทย–เกาหลีใต้ ตั้งใจ ปิดดีลภายในปี 2568

    ควบคู่กันคือการใช้เครือข่าย ทูตพาณิชย์กว่า 50 แห่ง “บุกตลาดใหม่” ที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ ตะวันออกกลาง (ซาอุดีอาระเบีย–ยูเออี), แอฟริกาใต้, เอเชียใต้ (อินเดีย) และ อาเซียน (เวียดนาม) โดยใช้รูปแบบ จับคู่ผู้ซื้อ–ผู้ขาย (B2B Matching) และกิจกรรมเจรจา เชิงรุก–เฉพาะสินค้า เพื่อดึงดีมานด์ที่สอดคล้องกับ โครงสร้างการผลิตไทย มากกว่าเกมปริมาณ

    ตัวเลขคาดการณ์ กระทรวงพาณิชย์ตั้งความหวังต่อภาพรวมการส่งออก ปีนี้โต 6–7% สูงกว่าเป้าเดิม—ตัวเลขที่สะท้อนความเชื่อว่าการเปิดตลาดใหม่และเครื่องมือ FTA จะกลบแรงต้านจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เต็มแรง

    4) ดูแลค่าครองชีพ ธงฟ้า 1,300 ครั้ง/ปี + จับมือโรงพยาบาลเอกชน เปิดราคายาเปิดทางเลือกซื้อยานอก รพ.

    ด้าน ค่าครองชีพ—หัวใจของเศรษฐกิจครัวเรือน—กระทรวงพาณิชย์ประกาศเดินหน้า มหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้ง/ปี เป้าหมาย ลดภาระประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาท/ปี พร้อม “ดีลใหญ่” ในภาคสุขภาพ MOU กับ โรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง ให้ เปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน และ เปิดทางเลือกให้ซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล ซึ่ง คาดลดรายจ่ายประชาชนได้ราว 32,400 ล้านบาท/ปี ทั้งยังช่วย ลดความแออัดโรงพยาบาลรัฐ และเสริมให้โรงพยาบาลเอกชนมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นด้วยความเชื่อมั่นใน ความโปร่งใสของราคา

    เสียงสะท้อนจากเอกชนสุขภาพ นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ระบุสมาคมฯ ยินดีร่วมมือ ชี้หลายโรงพยาบาลประกาศราคาและส่งข้อมูลดิจิทัลให้กระทรวงอยู่แล้ว และพร้อมยกระดับให้ “เห็นชัด ประกอบการตัดสินใจได้จริง” โดยในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 จะมีการประชุมหารือรายละเอียดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์

    ภาพใหญ่ของมาตรการนี้สอดคล้องกับบริบทตลาด ttb analytics ที่ประเมินว่า รายได้รวมภาคโรงพยาบาลเอกชนปี 2567 แตะ 3.22 แสนล้านบาท โตต่อเนื่องจากโครงสร้างประชากรและความต้องการบริการสุขภาพ—จังหวะนโยบายจึงมุ่ง เพิ่มทางเลือกและความโปร่งใส เพื่อลดภาระประชาชน โดยไม่บั่นทอนมาตรฐานการให้บริการของเอกชน

    5) รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โฟกัส “ข้าว” และการเชื่อมส่งออก

    สำหรับภาคเกษตร—กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจฐานราก—กระทรวงวาง แพ็กเกจเสถียรภาพราคา โดยเฉพาะ ข้าว ที่คาดผลผลิตปีนี้ 21.8 ล้านตัน และมี สต๊อก 3.5 ล้านตัน มาตรการประกอบด้วย สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อชะลอการขาย, บทบาทสหกรณ์รับสต๊อก, ช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ครอบคลุมกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน ขณะเดียวกัน เครื่องยนต์ส่งออก จะเร่งการขายทั้ง จีทูจีกับจีน (ขึ้นจาก 280,000 ตัน 500,000 ตัน) และการทำ MOU กับญี่ปุ่น–สิงคโปร์ เพื่อรักษาโควตา

    เหนือมาตรการเชิงปริมาณ กระทรวงยังผลักดัน การปรับตัวสู่พืชคุณภาพสูง—เช่นสินค้าที่มี GI หรือพืชที่ตลาดเฉพาะต้องการ—เพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันราคาต่ำและความผันผวนสภาพอากาศ ซึ่งจะยกระดับ รายได้ต่อไร่ มากกว่าการยึดติดแต่ปริมาณผลผลิต

    6) เสริมแกร่ง SMEs เปิดตลาดยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการค้า

    SMEs ไทยเป็นทั้ง ผู้จ้างงานหลัก และ ต้นทางนวัตกรรมท้องถิ่น นโยบายจึงมุ่งสามแนว

    1. เข้าถึงตลาดใหม่—เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา—ผ่านเครื่องมือทูตพาณิชย์และโครงการเจรจาเฉพาะภูมิภาค
    2. ยกระดับคุณภาพความน่าเชื่อถือ ด้วยตรารับรองอย่าง Thailand Trust Mark และ Thai SELECT เพื่อให้ “แบรนด์ไทย” ข้ามพรมแดนได้ง่าย
    3. เครื่องมือดิจิทัลของรัฐ ผ่านแพลตฟอร์ม “MOC+” เป็น One-Stop ให้ SMEs เข้าถึงข้อมูลสิทธิประโยชน์คำปรึกษาสินเชื่อได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนเวลาในการทำธุรกรรมกับรัฐ

    7) ปรับกฎระเบียบและใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์อุปสงค์อุปทาน และดัน e-Commerce ท้องถิ่นสู่สากล

    บนสนามกฎระเบียบ กระทรวงตั้งเป้า ไล่เคลียร์อุปสรรค ที่ขัดการทำธุรกิจ และนำ AI มาช่วย เก็บวิเคราะห์ข้อมูลอุปสงค์–อุปทาน เพื่อออกมาตรการเท่าทันสถานการณ์อย่าง แม่นเร็วตรงจุด ควบคู่กับการขยาย ช่องทาง e-Commerce ให้ สินค้าท้องถิ่น เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ—จาก OTOP สู่ “Global Niche Brand” ที่ขายเรื่องราวและมาตรฐานมากกว่าราคาต่อชิ้น

    “Quick Big Win” ที่ไม่ใช่แค่คำ จากตัวชี้วัดสู่ผลลัพธ์ครัวเรือน

    คำว่า Quick Big Win จะเป็นแค่วาทกรรมไม่ได้—กระทรวงจึงชูตัวชี้วัดที่ เห็นผลในชีวิตจริง

    • ยาและเวชภัณฑ์  หาก MOU กับเอกชนเดินเต็มรูปแบบ การเปิดเผยราคาและทางเลือกซื้อยานอก จะ ลดรายจ่ายได้กว่า 3.2–3.4 หมื่นล้านบาท/ปี ตามกรอบที่ประกาศ พร้อมช่วย ลดแออัด รพ.รัฐ
    • ทุจริตเอกสารการค้า  ดิจิทัล C/O ทำให้คดียุบจาก หลักร้อย 5 → 0 ในสองปี—คือการฟื้น เครดิตการค้าไทย ด้วยข้อมูลจริง
    • AD เร็วขึ้น  จาก 12–18 เดือน เหลือ 9 เดือน—คือการลด ความเสียหาย ผู้ประกอบการในโลกการแข่งขันกดดันสูง
    • ธงฟ้า 1,300 ครั้ง ลด ภาระค่าครองชีพ 5,000 ล้านบาท/ปี—ตัวเลขที่สะท้อนการส่งแรงช่วยตรงถึงกระเป๋าประชาชน

    หากย้อนมองจาก “เชียงราย” เมืองชายแดนเกษตรท่องเที่ยว

    สำหรับ เชียงราย และกลุ่มจังหวัด ล้านนาตะวันออก นโยบายชุดนี้มีผลที่จับต้องได้หลายมิติ

    1. การค้าชายแดน การรักษาช่องทางค้าข้ามแดน—ทั้งทดแทนและเพิ่มเติม—สำคัญต่อเศรษฐกิจชายแดนอย่างเชียงของ–แม่สาย การบุกตลาดตะวันออกกลางเอเชียใต้ เชื่อมกับ โลจิสติกส์ระบบราง ที่กำลังเปิดหน้าใหม่ จะต่อท่อโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมากขึ้น
    2. เกษตร เชียงรายเป็น “ฐานข้าว–พืชคุณภาพ–กาแฟ–ชา” มาตรการชะลอขาย–สหกรณ์–ผลักดัน GI/พรีเมียม จะช่วยให้ ราคาหน้าฟาร์มมีเสถียรภาพ และยก มูลค่าเพิ่ม ในสินค้าที่มีเรื่องเล่าและแหล่งกำเนิดชัด
    3. SMEs–ท่องเที่ยว ตรารับรองแพลตฟอร์ม MOC+ และ e-Commerce จะช่วยให้แบรนด์ท้องถิ่นเข้าถึงลูกค้าไกลกว่าตลาดเดิม ขณะที่แพ็กเกจ FTA/ตลาดใหม่ สามารถกลายเป็น “รันเวย์สู่ต่างประเทศ” ของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ในเมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงราย
    4. ค่าครองชีพ–สุขภาพ ทางเลือกซื้อยานอกโรงพยาบาลเอกชน—เมื่อขยายครอบคลุมจังหวัดท่องเที่ยว–ชายแดน—จะช่วย ลดค่าใช้จ่ายฉับพลัน ให้ครัวเรือน โดยไม่ต้องรอคิวในระบบรัฐในกรณีโรคทั่วไป

    เสียงสะท้อนและโจทย์ต่อไป

    แม้สมาคมโรงพยาบาลเอกชนจะ ยินดีร่วมมือ แต่ก็สะท้อนความจริงว่า ต้นทุนโรงพยาบาลเอกชนต่างจากร้านยาภายนอก (เภสัชกร มาตรฐานเก็บรักษา ระบบควบคุมคุณภาพ) จึงต้องออกแบบมาตรการให้ สมดุล—โปร่งใส—แข่งขันเป็นธรรม เพื่อให้คุณภาพการรักษาไม่ถดถอย ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐจำเป็นต้อง สื่อสารข้อมูลราคา ให้ประชาชนเข้าใจบริบทต้นทุน เพื่อการตัดสินใจที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    ด้าน FTA แม้เป็น รันเวย์ระยะยาว แต่ความสำเร็จขึ้นกับ ศักยภาพแข่งขัน ภายในประเทศ—ตั้งแต่ กฎระเบียบอำนวยความสะดวก, โลจิสติกส์–ดิจิทัล, ไปจนถึง ทักษะแรงงาน ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ถ้าการเปิดตลาดเร็วกว่า ยกระดับขีดความสามารถ ไทยอาจเจอ “การบ้านในบ้าน” ที่หนักหน่วงพอกัน

    เมื่อ Quick Win ต้องวางคู่กับ “ฐานยั่งยืน”

    ท้ายที่สุด ศุภจี สรุปทิศทางว่า “สิ่งที่ขับเคลื่อนวันนี้ ไม่ใช่แค่ Quick Win แต่คือการ วางรากฐาน ที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน”—คำกล่าวที่วางกรอบการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในบทบาท ตัวเชื่อม” ระหว่างครัวเรือนไทย–ผู้ประกอบการ–ตลาดโลก

    ในห้วงเวลาที่ครัวเรือนเผชิญค่าครองชีพสูง—ตั้งแต่ตะกร้าสินค้าจนถึงค่ายา—นโยบายที่ ลดรายจ่ายทันที ควบคู่กับการ ต่อท่อรายได้ใหม่ จาก FTA และตลาดเกิดใหม่ คือสูตรที่ รักษาลมหายใจระยะสั้น และ บ่มเพาะความแข็งแรงระยะยาว ไปพร้อมกัน

    หาก ตัวเลขคดี C/O ปลอมเหลือศูนย์, AD เร็วขึ้นเป็น 9 เดือน, ธงฟ้าลดค่าใช้จ่ายได้ตามเป้า, และ MOU ด้านยาสุขภาพ ขยายครอบคลุมจนประชาชนรู้สึกได้จริง—“Quick Big Win” จะกลายเป็นมากกว่าวลีในสไลด์ แต่เป็น การเปลี่ยนสมการชีวิตของผู้คน ที่ปลายทางของนโยบาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/commerce-minister-7-policies-quick-win-drug-cost/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ciTRcV468RuJRLh1FGQV2

  • “พิษณุโลก” เร่งระบายน้ำมุดท่อเข้าเขตเศรษฐกิจ- 2 เขื่อนใหญ่ระบายน้ำเพิ่ม

    “พิษณุโลก” เร่งระบายน้ำมุดท่อเข้าเขตเศรษฐกิจ- 2 เขื่อนใหญ่ระบายน้ำเพิ่ม

    ระดับน้ำแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้นเกินจุดวิกฤต เมื่อคืนที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ระดับน้ำเริ่มลดลง แต่น้ำแม่น้ำน่านมุดท่อระบายน้ำ เข้าท่วมบ้านเรือนริมตลิ่ง ถนนในศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก

    วันนี้ (4 ต.ค.2568) ในช่วงเช้า สถานการณ์แม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น ช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองพิษณุโลก จากรายงานของสถานีวัดน้ำ เชิงสะพานเอกาทศรถ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ระดับน้ำเพิ่มสูงสุด เวลาประมาณ 06.00 น. อยู่ที่ 10.42 เมตร ต่อมาเวลา 09.00 น.ระดับน้ำเริ่มลดลงเหลือ 10.39 เมตร ซึ่งสูงกว่าจุดวิกฤต 10.37 เมตร 2 เซนติเมตร

    อย่างไรก็ตาม เวลา 20.00 น.คืนที่ผ่านมา น้ำในแม่น้ำน่าน เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนในบางจุด เช่นที่ชุมชนเลียบแม่น้ำน่าน ถ.พุทธบูชา น้ำจากแม่น้ำน่าน เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้านหลายหลัง

    เจ้าของบ้านที่ถูกน้ำท่วมบอกว่า ปีนี้น้ำท่วมขึ้นสูงภายในวันเดียว เบื้องต้นได้ขนย้ายเฉพาะทรัพย์สินมีค่าบางส่วน ที่สามารถขนย้ายได้ขึ้นที่สูง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนระดับน้ำท่วมบ้านในปีนี้ หากเทียบกับปี พ.ศ.2554 ยังสูงไม่เท่ากัน แต่ระดับน้ำเริ่มลดระดับลงบ้านแล้ว

    ล่าสุดเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน และประชาชน ช่วยกันนำเอากระสอบทราย มาวางป้องกันน้ำเอ่อล้นตลิ่ง และน้ำมุดท่อ เนื่องจากช่วงเช้าที่ผ่านมา พบว่า มีน้ำมุดท่อเข้าท่วม ถ.บรมไตรโลกนารถ ถ.สังฆบูชา และ ถ.โดยรอบ ที่ว่าการอำเภอเมืองพิษณุโลก และศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก รวมถึงเขตโบราณสถานพระราชวังจันทน์

    ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังเดินเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่กว่า 20 เครื่อง เร่งสูบน้ำออกจากตัวเมืองลงสู่แม่น้ำน่าน จนกว่าจะลดต่ำลง และเข้าสู่สภาวะปกติ เนื่องจากมีการเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จึงต้องเร่งวางแนวกระสอบทราย

    ถนนเลียบแม่น้ำขาด ทะลักเข้าท่วมพื้นที่ อ.สวรรคโลก

    วันนี้ (4 ต.ค.2568) เวลาประมาณ 07.00 น. สถานการณ์น้ำในแม่น้ำยมที่กัดเซาะคันดินริมถนนเลียบแม่น้ำยม ในพื้นที่หมู่ 7 ต.ท่าทอง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ล่าสุดน้ำยังไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนของประชาชนและสวนผลไม้ อย่างต่อเนื่อง จนชาวบ้านต้องอาศัยอยู่บนเตียงภายในบ้าน เนื่องจากกระแสน้ำยังไหลแรงและท่วมภายในบ้าน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่บริเวณดังกล่าว

    นางจำปี เขียวฤทธิ์ อายุ 68 ปี ชาวบ้านหมู่ 7 ต.ท่าทอง เปิดเผยว่า ปีนี้น้ำในแม่น้ำยมได้ไหลแรง จนกัดเซาะคันดินริมถนนเลียบแม่น้ำยม ซึ่งกำลังก่อสร้างผิวถนนใหม่ ทำให้น้ำไหลหลากจากจุดที่ถนนขาดเข้าท่วมบ้านซึ่งอยู่ในสวนละมุด ชาวบ้านต้องอาศัยอยู่แต่ในบ้านไม่สามารถออกไปด้านนอกได้ เนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลเข้าท่วม ไหลแรงมากเกรงว่าจะเกิดอันตรายได้

    อ่านข่าว : กองทัพภาค 2 เชิญคณะ IOT ดูจุดทหารเขมรวางทุ่นระเบิดทหารไทยบาดเจ็บ

    สั่งทุบแล้ว! “อาคาร สน.สามเสน” หวั่นทรุดตัว เสี่ยงถล่ม

    รฟม.เร่งเคลียร์จุดถนนทรุด คาดคืนผิวจราจร ถ.สามเสน ได้ 9 ต.ค.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V3hJiZ1dHZvxtFlUJqtV6