Category: เศรษฐกิจ

  • IMF เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจเกาหลีใต้ปีนี้เป็น 1.9% สอดคล้องคาดการณ์รัฐบาล : อินโฟเควสท์

    IMF เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจเกาหลีใต้ปีนี้เป็น 1.9% สอดคล้องคาดการณ์รัฐบาล : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุดในวันจันทร์ (19 ม.ค.) โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปี 2569 จะขยายตัว 1.9% เพิ่มขึ้น 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ จากระดับ 1.8% ที่คาดการณ์ไว้ในเดือนต.ค.

    กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังเกาหลีใต้เปิดเผยว่า IMF ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนก.ค. 2568 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดนี้ สูงกว่าการคาดการณ์การเติบโตโดยเฉลี่ยสำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งอยู่ที่ 1.8%

    นอกจากนี้ การคาดการณ์ล่าสุดของ IMF ยังสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์จากสถาบันหลักอื่น ๆ และรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของเกาหลีใต้ในปี 2569 จะอยู่ที่ 2% ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ไว้ที่ 2.1%

    ส่วนภาพรวมของเศรษฐกิจโลกนั้น IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.3% ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ จากระดับ 3.1% ที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนที่พุ่งสูงขึ้นในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าที่ผ่อนคลายลง

    อย่างไรก็ตาม IMF เตือนในรายงานล่าสุดว่า เศรษฐกิจโลกยังคงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญขาลง โดยระบุถึงปัจจัยลบที่สำคัญ ได้แก่ การกระจุกตัวของการลงทุนในบริษัท AI และเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวนไม่กี่แห่ง ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการค้าที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และระดับหนี้ที่เพิ่มขึ้นในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRCJ0IQESL2BR41M5OY70S3DNPGQK4NR&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FqiDjKDQDy301_iz8pIfv

  • การเยือนเซี่ยงไฮ้ของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ลี แจ มยอง

    การเยือนเซี่ยงไฮ้ของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ลี แจ มยอง

    การเยือนเซี่ยงไฮ้ของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ลี แจ มยอง 

    ประธานาธิบดีลี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการได้เดินทางไปเยือนเซี่ยงไฮ้ระหว่างวันที่ 6-7 มกราคม 2569 และเยี่ยมชมสถานที่ตั้งเดิมของรัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐเกาหลีในสมัยที่ญี่ปุ่นปกครอง การที่ประธานาธิบดีลี แจ-มยอง เลือกเซี่ยงไฮ้เป็นจุดหมายปลายทางในการเยือนจีนครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนั้น เป็นผลมาจากหลายปัจจัยทั้งความรู้สึกทางประวัติศาสตร์ การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับทั้งสองประเทศในการสร้างค่านิยมร่วมกัน เสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมือง และขยายความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

    ปี 2569 เป็นปีครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งสถานที่ตั้งรัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐเกาหลีในเซี่ยงไฮ้ นับตั้งแต่เปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 2536 สถานที่แห่งนี้มีผู้เข้าชมหลายล้านคน รวมถึงประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภาของเกาหลีใต้หลายพระองค์ เกาหลีใต้ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะจัดงานรำลึกในเซี่ยงไฮ้เพื่อรำลึกถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้

    image.png

    แหล่งที่มาของรูป

     https://www.sh.chinanews.com.cn/2026/0108/U580P939DT20260108204023

    นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและเกาหลีใต้ในปี 2535 การเยือนสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นประเพณีทางการทูตที่สำคัญสำหรับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในการเยือนจีน เพียงหนึ่งเดือนเศษหลังจากการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2535 ประธานาธิบดีโรห์ แท-วู และภรรยาได้เยือนสถานที่แห่งนี้ ในปี 2558 ประธานาธิบดีปาร์ค กึน-ฮเย ได้เยือนเซี่ยงไฮ้เพื่อตัดริบบิ้นเปิดนิทรรศการ “สถานที่ตั้งเดิมของรัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี” ซึ่งยิ่งเพิ่มความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ของโบราณสถานแห่งนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    เซี่ยงไฮ้เป็นมหานครระดับโลกและเป็นประตูสำคัญสำหรับเกาหลีใต้ในการขยายความร่วมมือกับจีน      จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ลี แจ-มยองและคณะเดินทางมาเยือน โดยปกติแล้ว บุคคลสำคัญจากต่างประเทศที่มาเยือนเซี่ยงไฮ้ มักนำคณะผู้แทนด้านเศรษฐกิจและการค้าขนาดใหญ่มาด้วย เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาของจีน แสดงความต้องการความร่วมมือ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลี แจ-มยองก็เช่นกัน การเยือนของเขามาพร้อมกับคณะผู้แทนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยผู้นำทางธุรกิจชาวเกาหลีใต้กว่า 200 คน

    image.png

    แหล่งที่มาของรูป

    https://www.sh.chinanews.com.cn/2026/0108/U580P939DT20260108204039.jpg

    จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้มาหลายปีติดต่อกัน และเกาหลีใต้ก็เป็นหนึ่งในคู่ค้าทางเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญที่สุดของจีนเช่นกัน จากสถิติของจีน ปริมาณการค้าระหว่างจีนและเกาหลีใต้สูงถึง 328.08 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เซี่ยงไฮ้และเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีได้รักษาความร่วมมือทางอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดกับเกาหลีใต้ และเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักสำหรับการลงทุนของเกาหลีใต้ แนวทางปฏิบัติของเซี่ยงไฮ้ในการร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนนั้น สอดคล้องกับการร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือในตลาดของประเทศที่สามที่จีนและเกาหลีใต้มีแผนจะส่งเสริม นักวิชาการชาวจีนบางคนวิเคราะห์ว่าทั้งสองฝ่ายคาดว่าจะลงนามในบันทึกความเข้าใจหลายฉบับในด้านต่างๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และปัญญาประดิษฐ์

    การเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ระยะสั้นหลังเลิกงานในวันศุกร์กลายเป็นเทรนด์ใหม่ในหมู่คนหนุ่มสาวชาวเกาหลีใต้!” ลี แจ-มยอง กล่าวในการประชุมธุรกิจจีน-เกาหลีใต้ที่ปักกิ่งเมื่อวันที่ มกราคม โดยระบุว่าการแลกเปลี่ยนระหว่างเยาวชนจีนและเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่นานมานี้ เปิดโอกาสให้พวกเขาได้สัมผัสบริการและวัฒนธรรมของกันและกันโดยตรง นับตั้งแต่จีนประกาศนโยบายยกเว้นวีซ่าสำหรับพลเมืองเกาหลีใต้ในเดือนพฤศจิกายน 2568 เซี่ยงไฮ้ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ที่ต้องการพักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์ และเป็นประตูแรกในการทำความเข้าใจประเทศจีน การรับประทานเสี่ยวหลงเปา (เกี๊ยวน้ำซุป) ที่วัดเจ้าเมือง การถ่ายรูปที่สวนหยู และการเยี่ยมชมสถานที่ตั้งเดิมของรัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องทำสำหรับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ที่มาเยือนเซี่ยงไฮ้

    เซี่ยงไฮ้มีรากฐานที่แข็งแกร่งในด้านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวระหว่างจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งให้การสนับสนุนอย่างมั่นคงในระดับรากหญ้าสำหรับการเยือนของลี แจ-มยอง และจะช่วยกระตุ้นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน 2568 ลี แจ-มยอง ได้ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีใต้มาโดยตลอด การเยือนเซี่ยงไฮ้ของเขา ซึ่งเน้นเรื่องประวัติศาสตร์และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเกาหลีใต้หวังที่จะสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มั่นคงและคาดการณ์ได้กับจีน เพื่อผลักดันความร่วมมือทวิภาคีไปสู่ระดับและคุณภาพที่สูงขึ้น                                                                   

    ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

    หากพิจาราณาจากบทความนี้จะเห็นได้ว่าการเยือนเซี่ยงไฮ้ของประธานาธิบดีลี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นว่าเซี่ยงไฮ้ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าระดับโลก แต่ยังเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการขยายความร่วมมือกับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกาหลีใต้ที่มีมูลค่าการค้ากับจีนสูงถึง 3.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และมีแนวโน้มจะขยายตัวต่อไปในด้านเซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดเซี่ยงไฮ้ ควรพิจารณาว่า เซี่ยงไฮ้มีบทบาทสำคัญในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีกำลังซื้อสูงและเปิดรับนวัตกรรม ผู้ประกอบการไทยสามารถศึกษากรณีความสำเร็จของเกาหลีใต้ในการลงทุนและสร้างห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคนี้ จากเทรนด์นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่เดินทางมาเซี่ยงไฮ้เพื่อพักผ่อนและสัมผัสวัฒนธรรม ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเสนอประสบการณ์การบริการและผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ไทยเข้ากับความทันสมัย เพื่อดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและประชากรในเมือง

    ________________________________________________________________________________

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    มกราคม 2569  

    แหล่งที่มา
    https://www.sh.chinanews.com.cn/bdrd/2026-01-08/143904.shtml

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/an1ab0qn1ypd8zxm5zqbfeok&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z0jBw9xTMJp_NZzQWhRg-

  • ไม่สงสารกองเชียร์ส้มหรือ? พิธีกรดังถามเจ็บ-ทีมศก.อ่อนแต่ไม่เสริม

    ไม่สงสารกองเชียร์ส้มหรือ? พิธีกรดังถามเจ็บ-ทีมศก.อ่อนแต่ไม่เสริม

    วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.54 น.

    ผู้ดำเนินรายการด้านเศรษฐกิจชื่่อดัง ถามพรรคส้ม ไม่สงสารกองเชียร์บ้างหรือ ชี้ทีมศก.พรรคสู้คนอื่นไม่ได้ เตือนแล้วกลับโดนทัวร์ลงฉ่ำ

    เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 นายเฉลิมพร ตันติกาญจนากุล ผู้ดำเนินรายการด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ได้โพสต์เฟสบุ๊ค Chalermporn Tantikarnjanarkul ระบุว่า “สิ่งที่ผมไม่เข้าใจพรรคประชาชนเลยสักนิด คือเรื่องที่พรรคมองทีมเศรษฐกิจของตัวเองยังไง?

    ตั้งแต่การเลือกตั้งรอบก่อน จนรอบนี้ สิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็น แต่พรรคและกองเชียร์มองไม่เห็น คือทีมเศรษฐกิจของพรรค สู้ของคนอื่นไม่ได้เลย รอบก่อนที่ผมตั้งคำถาม ก็โดนทัวร์ลงฉ่ำ ๆ หน้าหมา เสียงานเสียการกันไป
    กลับกัน อย่างเรื่องการปฏิรูปภาครัฐ หรือกฏหมาย ทางพรรคกลับมีการเสริมทีมต่อเนื่อง ดึงคนเก่ง ๆ เข้ามา แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนชัด ๆ ดันปล่อยไว้เฉย ๆ

    เทียบกับทีมฟุตบอล ก็เหมือนเสริมแต่กองหน้า แต่กองหลังดันใช้เด็กปั้นเยาวชนของตัวเอง ทีนี้ก็รั่วกระจาย กองหน้ายิงเท่าไรก็ไม่พอ

    หน้ารถถัง หลังรถไถของแท้

    ผมไม่ได้จะบอกว่าคุณไหมไม่เก่งนะ แต่คุณไหม ไม่ใช่ All-around player แน่ ๆ คือให้ไปดีเบตเรื่องนโยบายการคลัง public finance อาจพอไหว ถ้าจะวัด ต้องวัดกับเอกนิติ สู้ได้ไหมไม่รู้ แต่คงไม่ถึงกับห่างชั้นขนาดนี้ สะสมประสบการณ์อีกหน่อย ก็คงไปได้ แต่อย่างเรื่องการค้าขาย คุณก็รู้ว่าจะต้องไปดีเบตกับคนที่ทำธุรกิจมาทั้งชีวิตอย่างคุณแต๋ม แต่พรรคก็ยังต้องส่งคุณไหมลงมา แล้วมันจะไปเหลืออะไร?

    เหนื่อยก็แต่กองเชียร์ที่ต้องหามุมมาอวย นี่เห็นบางคนยังบอกว่าดีเบตกับคุณศุภจี คุณไหมเป็นคนชนะอยู่เลย

    เหลือจะเชื่อ! คุณไม่สงสารกองเชียร์เหล่านี้บ้างหรือ?

    อย่างน้อยก็ควรเห็นใจพี่สรยุทธบ้าง!

    ผมเลยไม่แน่ใจว่าทางพรรคเขาไม่เห็นว่าเป็นปัญหา

    หรือพยายามหาตัวแทนมาแก้แล้วแต่ไม่มี

    ในขณะที่ภูมิใจไทย เขายอมรับว่าตัวเองไม่เก่งอะไร แล้วก็ไปทำ super deal ด้วยการดึงคุณศุภจีมาได้ เอาเชอรี่สวย ๆ มาวางบนก้อนเค้กช้ำ ๆ แต่ประชาชน ไม่ทำอะไรกับทีมเศรษฐกิจของตัวเองเลย

    ถ้าให้เดาคือ เบื้องหลังอาจพยายามแล้ว แต่ไม่สำเร็จเพราะแนวความคิดที่ค่อนไปทางสังคมนิยมอ่อน ๆ ก็ได้มั้ง ทำให้แนวทางด้านเศรษฐกิจมันไปกันยากกับคนที่รู้เรื่องจริง ๆ เลยชวนคนลำบาก

    โดยส่วนตัว ผมน่ะชัดเจนว่าทำใจเลือกนักการเมืองเก่า ๆ เน่า ๆ ไม่ลง เลยพยายามมองหาทางเลือกอื่น แต่เรื่องเศรษฐกิจสำหรับผม คือเรื่องหลักที่ไม่แพ้พวกการปฏิรูประบบราชการหรือการแก้คอรัปชั่นเลย แต่พี่เล่นไม่เอาเรื่องนี้สักนิด แล้วจะให้คนอย่างพวกผมทำยังไง ต้องมานั่งคิดว่าทางไหนแย่น้อยกว่ากันอย่างนี้น่ะหรือ?

    ถ้าพรรคจะมาทางนี้ ก็ออกตัวไปเลย ว่าจะมุ่งแก้คอรัปชั่น ปฏิรูปการเมืองอะไรก็ว่าไป เศรษฐกิจผมไม่ถนัด แล้วขอจับมือกับพรรคที่เก่งทางนี้ ก็ยังเข้าท่ากว่า แต่คนนั้นพี่ก็ไม่เอา คนนี้พี่ก็ไม่เอา อันนี้ก็ไม่เข้าใจจริง ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/941531&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw125LUdBJtokzXFEhmJV47t

  • ปชน.โชว์วิชั่นเศรษฐกิจ กางแผนพัฒนาอุตสาหกรรม-ฟื้นการส่งออก

    ปชน.โชว์วิชั่นเศรษฐกิจ กางแผนพัฒนาอุตสาหกรรม-ฟื้นการส่งออก

    เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมรัฐบาลประชาชน พร้อมเชิญบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมของพรรคประชาชน

    • “พิจารณ์” กางแผนรัฐบาลประชาชนพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    โดยช่วงหนึ่งของการบรรยาย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชนและแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ ได้เป็นหนึ่งในผู้บรรยายหัวข้อ “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” โดยระบุว่าตั้งแต่ปี 2004 ถึง 2024 ตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศทั่วโลกเติบโตจาก 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็น 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสที่จะเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานนี้ได้

    ที่ผ่านมางบประมาณกระทรวงกลาโหม 2 แสนล้านบาท เป็นงบประมาณลงทุนประมาณ 50,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เอาไว้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และซ่อมแซมประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาทในแต่ละปี โดยเป็นสินค้านำเข้าที่ไม่ได้ผลิตในประเทศเป็นสัดส่วนสูงถึง 98%

    ปชน.โชว์วิชั่นเศรษฐกิจ กางแผนพัฒนาอุตสาหกรรม-ฟื้นการส่งออก

    พิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า ศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอยู่ในระดับที่ทำให้ดีและสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก ไม่ว่าจะเป็นยานเกราะล้อยางที่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไปได้ถึง 46 ประเทศ ในด้านเรือตรวจการก็มีผู้ประกอบการที่สามารถสร้างและส่งออกไปหลายประเทศเช่นเดียวกัน และยังมีผู้ประกอบการที่พัฒนาซอฟต์แวร์โดรน กระทรวงกลาโหมมีโรงงานอยู่ถึง 42 แห่งภายใต้ส่วนราชการต่างๆ ซึ่งมีขีดความสามารถในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ถูกเอาเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเอกชน และรัฐไม่ได้เอาเอกชนเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของตัวเองมากพอ สำหรับเอกชนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความแน่นอนและชัดเจน ถ้าเอกชนไม่เข้าใจรัฐอย่างชัดเจนว่าจะมีทิศทางในการลงทุนและเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างไร ความกล้าที่จะลงทุนก็จะไม่เกิดขึ้น

    ปัจจุบันแต่ละเหล่าทัพและหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหมมีสิ่งที่เรียกว่า “สมุดปกขาว” ซึ่งแต่ละส่วนก็ทำรายละเอียดได้ดี ว่ามีแนวทางในการพัฒนาความพร้อมและมีแนวทางที่จะซื้อยุทโธปกรณ์อย่างไร แต่ปัญหาคือไม่ได้ถูกรวมศูนย์ให้เป็นเล่มเดียว เพื่อจัดลำดับความสำคัญจึงเกิดความไม่แน่นอนว่าในแต่ละปีงบประมาณใครจะได้เงินเท่าไหร่ พรรคประชาชนจึงเห็นว่ามีความจำเป็นต้องมีการรวมศูนย์ให้มีสมุดปกขาวเพียงเล่มเดียว เริ่มจากการวิเคราะห์ภัยคุกคามของประเทศไทยว่ามีอะไรบ้าง จะมาจากชายแดนด้านไหน ต้องให้ความสำคัญกับด้านไหนก่อน เพื่อให้บ่งชี้ได้ว่าต้องเตรียมกำลังรบอย่างไร จนออกมาเป็นสมุดปกขาว แล้วให้การจัดซื้อไปรวมศูนย์อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

    ปชน.โชว์วิชั่นเศรษฐกิจ กางแผนพัฒนาอุตสาหกรรม-ฟื้นการส่งออก

    พิจารณ์ กล่าวอีกว่า เมื่อประเทศไทยไม่ได้จัดสรรงบประมาณอย่างข้างต้น หลายสิบปีที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจึงถูกจัดในลักษณะโควตา แต่สมุุดปกขาวรวมเล่มจะทำให้การเสนองบประมาณมาจากการบ่งชี้ว่าภัยคุกคามคืออะไร และต้องเตรียมกำลังรบแบบไหน การจัดสรรงบประมาณก็จะเรียงลำดับตามความสำคัญ

    เมื่อทราบถึงความชัดเจนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในประเทศ โดยนโยบาย Offset Policy คือการนำเอาการจัดซื้อจัดหาของภาครัฐ ไม่ใช่เพียงยุทโธปกรณ์ แต่รวมถึงสินค้าอื่นที่มีมูลค่าและมีเทคโนโลยีสูง มาทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้บริษัทต่างประเทศที่เป็นผู้ส่งมอบ สามารถส่งมอบให้ได้มากกว่าแค่สินค้า แต่รวมถึงเทคโนโลยีด้วย

    พิจารณ์ กล่าวต่อไปว่า Offset Policy จะมีกติกาและหลักเกณฑ์คือ มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ซื้อจากต่างประเทศแล้วสูงกว่า 1,000 ล้านบาท ต้องใช้มาตรการ Offset Policy ในการจัดซื้อ มีการจัดทำเป้าหมายว่าเทคโนโลยีอะไรที่ประเทศไทยต้องการ และต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบไหนต่อ สัดส่วนการลงทุนชดเชยเวลาที่มีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ต้องมีสัดส่วนที่รัฐลงทุนเพิ่มเข้าไป เช่น สมมุติว่าเรือรบหนึ่งลำราคา 10,000 ล้านบาท รัฐอาจลงทุนเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท รวมเป็น 12,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการหาเรือรบ โดย 2,000 ล้านบาทรัฐจะเป็นผู้กำหนดว่าต้องการได้โครงการอะไรบ้าง ภายใต้โครงการจัดหาจะมีสัญญาอยู่หลายฉบับ เพื่อเป็นการควบคุมให้มั่นใจได้ว่าผู้ประกอบการต่างประเทศจะส่งมอบให้ได้

    อีกส่วนที่สำคัญคือรัฐมีหน้าที่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยมี 4 ส่วนด้วยกันคือ

    1) ทำอย่างไรให้รัฐซื้อจากผู้ประกอบการไทยมากกว่านี้ ทุกวันนี้บัญชีนวัตกรรมกฎหมายระบุไว้ว่าจะต้องจัดหา 30% จากงบประมาณของสินค้าที่อยู่ในบัญชี ซึ่งพรรคประชาชนคิดว่าสามารถปรับเพิ่มขึ้นมาได้เป็น 40% ส่วนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมีแต้มต่ออยู่ 5% สามารถปรับขึ้นได้ให้เป็น 10% ซึ่งจะสามารถทำให้การจัดซื้อจัดหาของภาครัฐมุ่งเน้นมาที่ผู้ประกอบการในประเทศได้มากขึ้น

    2) การสนับสนุนในการลงทุนด้านงานวิจัย ซึ่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้ แต่ทุกวันนี้งานวิจัยหลายชิ้นที่ขึ้นหิ้งหรือยังไม่ตอบโจทย์และตรงจุด ผู้ประกอบการไทยอาจยังไม่มีความกล้าที่จะลงทุนในงบประมาณวิจัยและพัฒนาเท่าที่ควร รัฐจึงควรทำหน้าที่ลงทุนในงานวิจัย ร่วมกับความต้องการของกองทัพ และพูดคุยกับเอกชนเพื่อให้การลงทุนและการวิจัยของภาครัฐสามารถเข้าสู่สายการผลิตของภาคเอกชนได้

    3) การปฏิรูปกฎหมาย ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศประสบปัญหากันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าที่ผลิตในประเทศแต่นำเข้าชิ้นส่วนมา มีภาษีนำเข้าสูงกว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แล้ว หรือจะเป็นเรื่องการขออนุญาตส่งออกที่ใช้เวลานาน รวมทั้งมาตรฐานยุทโธปกรณ์ที่ทุกวันนี้ไม่มีมาตรฐานเดียวกันภายในส่วนราชการในกระทรวงกลาโหม บางครั้งกองทัพเรือใช้มาตรฐานหนึ่ง กองทัพบกก็ใช้อีกมาตรฐานหนึ่ง ทั้งที่เป็นยุทธภัณฑ์เดียวกัน ซึ่งถ้าพรรคประชาชนได้ไปรัฐบาลจะเข้าไปแก้ไขกฎหมายทลายอุปสรรคเหล่านี้

    4) การสนับสนุนการส่งออก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ภาครัฐยังมีบทบาทได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะผ่านทูตทหารที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้มีบทบาทในการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อการส่งออกมากเท่าไหร่นัก

    พิจารณ์ กล่าวด้วยว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนมักถูกตั้งคำถามในเรื่องการด้อยค่าทหาร แต่ตนเรียนว่าถ้าได้ฟังสิ่งที่ตนพูดมาทั้งหมด พรรคประชาชนมีแต่ความปรารถนาดีต่อประเทศและกองทัพ และต้องการสร้างกองทัพที่เข้มแข็งทันสมัย ซึ่งพรรคประชาชนมีการคิดนโยบายด้านนี้อย่างเป็นระบบมากที่สุดแล้ว

    ปชน.โชว์วิชั่นเศรษฐกิจ กางแผนพัฒนาอุตสาหกรรม-ฟื้นการส่งออก

    • “นัยวุฒิ” ห่วงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยก้าวไม่ทันเพื่อนบ้าน

    ต่อมา นัยวุฒิ วงษ์โคเมท ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่ปรึกษาทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านเศรษฐกิจ เป็นหนึ่งในผู้บรรยายหัวข้อ “ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยด้วยเซมิคอนดักเตอร์” โดยระบุว่าตัวเลขส่งออกของปี 2568 ดูเผินเผินเหมือนจะเป็นข่าวดี ว่าการส่งออกของประเทศไทยโต 13% แต่ถ้าเข้าไปดูไส้ในจะเริ่มเห็นปัญหา ปกติแล้วเวลาที่การส่งออกเพิ่มขึ้น การผลิตในประเทศควรต้องเพิ่มขึ้นด้วย แต่หากการส่งออกสูงกว่าการผลิต นั่นแปลว่าผลิตภาพของประเทศดีขึ้นมาก หรือไม่ก็ได้เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ

    การส่งออกของประเทศไทยไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นมากและเพิ่มในส่วนที่ไม่เสียภาษี ในมุมหนึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจจะแปลว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็นฐานของการส่งออก ที่ประเทศอื่นมาใช้ประโยชน์จากการที่ประเทศไทยไม่โดนข้อจำกัดด้านภาษี ตัวเลขส่งออกที่เพิ่มขึ้นมีโอกาสที่จะเป็นการส่งออกของประเทศอื่น ที่มาใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านสูงมาก

    นัยวุฒิ กล่าวว่า ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ของโลกเติบโตอยู่ประมาณ 10% ต่อปี ตัวเลขการส่งออกของประเทศไทยปี 2568 จบที่ประมาณ 11 ล้านล้านบาท ในนั้น 40% เป็นสินค้าที่มีเซมิคอนดักเตอร์หรือไมโครชิพเป็นส่วนประกอบ ขณะที่เพื่อนบ้านของไทยออกแผนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์หมดแล้ว ประเทศไทยยังอยู่ในระหว่างการอนุมัติแผนอยู่

    และถ้าดูตัวเลข ประเทศไทยมีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ประมาณอันดับที่ 11 ของโลก แต่ปีที่แล้วมีรายงานฉบับสำคัญที่พูดถึงประเทศไทยเพียงหนึ่งจุด คือการบอกว่าตอนนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนของการประกอบ ทดสอบ และบรรจุ (Assembly, testing, and packaging: ATP) อยู่เพียง 2% และในอีกประมาณ 7 ปี สัดส่วนของประเทศไทยจะอยู่ประมาณ 1% แปลว่าเขามองไม่เห็นแผนใดๆ ของประเทศไทยและมองว่าสัดส่วนของประเทศไทยจะเล็กลงเรื่อยๆ

    นัยวุฒิ กล่าวอีกว่า ไมโครชิพคือสิ่งที่สนับสนุนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน อีวี อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการเกษตรสมัยใหม่ มาจนถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างน้ำและสิ่งแวดล้อม ตนมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าที่ผ่านมาเอกชนเดินได้แทบจะด้วยตัวเอง สิ่งเดียวที่ได้รับจากรัฐคือสิทธิประโยชน์ด้านภาษี แต่ถ้ามีการจัดกลุ่มใหม่ หน่วยงานรัฐช่วยเดินเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เข้าใจธุรกิจเอกชน ช่วยในการเปิดตลาด สร้างศูนย์บ่มเพาะเลี้ยง มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย จะเป็นสิ่งที่สามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ไปข้างหน้าได้อีก

    การสนับสนุนอุตสาหกรรมมี 3 ส่วนประกอบหลักคือ คน เงิน และโอกาส สิ่งที่รัฐทำอยู่ตอนนี้คือเรื่องของคนและเงิน ซึ่งรัฐสามารถทำได้ดีมากกว่านี้ ในเรื่องของ “คน” รัฐเน้นเรื่องการผลิตจำนวนมากจนเกินไป ต้องถอยกลับมาเริ่มที่คุณภาพก่อน นอกจากคนที่จบมหาวิทยาลัยแล้ว สิ่งที่ถูกละเลยมาตลอดก็คือช่างเทคนิค ส่วนเรื่องของ “เงิน” รัฐที่ผ่านมาสนับสนุนการวิจัยน้อย ที่ลงนามสัญญาไว้แล้วว่าจะให้เงินปีต่อไปก็หายได้ ซึ่งการสร้างอุตสาหกรรมต้องใช้เวลาและใช้เงินมากกว่านั้นมาก เอกชนไม่สามารถทำได้เอง เงินของรัฐต้องมาในลักษณะที่มีระเบียบแบบแผนและมีความต่อเนื่อง

    นัยวุฒิ กล่าวด้วยว่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของ “โอกาส” การทำผลิตภัณฑ์หรือสร้างธุรกิจใหม่เปรียบเสมือนการขึ้นภูเขา การให้คนก็เหมือนให้ลูกหาบ การให้เงินก็เหมือนการให้อุปกรณ์หรืออาหาร แต่ภูเขายังคงสูงเหมือนเดิม สิ่งที่รัฐช่วยได้มากกว่านี้คือให้โอกาส 2 ด้าน คือในลักษณะของการจัดซื้อภาครัฐ และการให้แรงจูงใจเพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนที่ออกแบบหรือผลิตโดยคนไทย แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน การสนับสนุนของภาครัฐควรจะต้องมาในลักษณะที่มีระเบียบแบบแผน และมั่นใจได้ว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์เหล่านั้นจะต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งตัวชี้วัดหนึ่งก็คือสินค้านั้นจะต้องมีความสามารถในการแข่งขัน สามารถส่งออกได้ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ได้รับสิทธิประโยชน์ของรัฐไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง อาจจะเริ่มด้วยการซื้อผสมกับทำเอง แต่สุดท้ายต้องทำจนสามารถส่งออกได้

    ปชน.โชว์วิชั่นเศรษฐกิจ กางแผนพัฒนาอุตสาหกรรม-ฟื้นการส่งออก

    • “วีระยุทธ” เปิด 6 แนวทางฟื้นขีดความสามารถแข่งขันไทย ให้กลับมาทันโลกอีกคร้ัง

    ขณที่ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวเปิดงานภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Industrial Strategy: ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่ของรัฐบาลประชาชน”ว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยตกลงมาถึง 5 อันดับ ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และถดถอยลงใกล้เคียงกันในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของรัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และด้านโครงสร้างพื้นฐาน การถดถอยเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าการจะเปลี่ยนอุตสาหกรรมของประเทศไม่สามารถทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ พรรคประชาชนจึงได้เสนอ “12 วาระเปลี่ยนประเทศไทย” ที่จำเป็นต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน.สำหรับนโยบายเฉพาะด้านอุตสาหกรรม วีระยุทธเสนอ “6 แนวทางตั้งหลักใหม่อุตสาหกรรมไทย” ได้แก่

    1. การมีนโยบายอุตสาหกรรมและ “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ไม่ได้แปลว่าส่วนอื่นจะถูกทอดทิ้ง.ในอดีตที่ผ่านมาเวลาพูดถึงการทำนโยบายอุตสาหกรรม มักจะนำไปสู่การมีอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมากเกินไป เช่น 10+2 เพราะเซกเตอร์ต่างๆ กลัวจะรู้สึกถูกทอดทิ้ง เราจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าการมีนโยบายอุตสาหกรรมไม่ได้แปลว่าอุตสาหกรรมอื่นจะไม่ได้รับการดูแล เพียงแต่ประเทศต้องมีโฟกัสสำหรับการเดินหน้าสู่อนาคตอย่างมียุทธศาสตร์

    2. การปฏิรูปราชการ กิโยตินกฎหมาย ยกระดับโลจิสติกส์ จะเป็นประโยชน์กับทุกธุรกิจ.การปฏิรูประบบราชการ การปรับปรุงกระบวนงานกฎหมาย และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เป็นสามองค์ประกอบสำคัญที่อยู่ในนโยบายของพรรคประชาชน ทั้งหมดนี้จะช่วยผู้ประกอบการไทยทุกธุรกิจและทุกบริษัทโดยทั่วหน้า

    3. เปลี่ยนจาก Made in Thailand เป็น Made with Thailand ค้นหาจุดแข็งของไทยในห่วงโซ่อุปทานที่ทำให้โลกขาดเราไม่ได้.การสนับสนุนผู้ประกอบการต่างชาติหรือแม้แต่ผู้ประกอบการไทยในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องให้เกิดการผลิตทั้งซัพพลายเชนในประเทศ แต่ขอให้เลือกชิ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่จะเติบโตต่อไปได้ โดยตั้งเป้าหมายให้มีมาตรฐานสากลพร้อมแข่งกับโลกได้ตั้งแต่เริ่มต้น

    4. การออกแบบนโยบายต้องสร้าง “ระบบนิเวศไฮเทค” ให้เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ.บทเรียนสำคัญข้อหนึ่งจากนโยบายอุตสาหกรรมรยนต์อีวีที่ผ่านมาคือ เราเน้นใช้เงินหลายหมื่นล้านอุดหนุนด้านดีมานด์ แต่ไม่ได้เตรียมพร้อมด้านซัพพลายอย่างทักษะแรงงานหรือศูนย์ทดสอบและโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ เป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมในปัจจุบันควรอยู่ที่การสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นและเติบโตไปได้ตามตลาดโลก

    5. การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ภายใต้การแข่งขันและมาตรฐานสากล.เราควรใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างอุตสาหกรรมภายในให้แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องออกแบบให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีการแข่งขันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อป้องกันการผูกขาดหรือเสือนอนกิน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องกำหนดมาตรฐานของสินค้าและบริการให้มีมาตรฐานสากลไว้ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อโอกาสในการเติบโตสู่ตลาดโลก

    6. เดินหน้าการต่างประเทศเชิงรุกเพื่อหาพันธมิตรเทคโนโลยี โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก.การสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในไม่ได้แปลว่าต้องปิดความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ตรงกันข้าม เราควรเดินหน้าหาพันธมิตรที่พร้อมลงทุนและแบ่งปันผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งสามารถเริ่มต้นจากบริษัทและประเทศที่มีการลงทุนในไทยสูงอยู่แล้ว เช่นเอเชียตะวันออก

    วีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียอาจกลายเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน หากเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นกลับมาในห้าปีข้างหน้า อย่างไรก็ดี พรรคประชาชนเชื่อว่าประเทศไทยยังเต็มเปี่ยมด้วยศักยภาพ แต่จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อย่างจริงจัง  โดยในอดีตที่ไทยไม่สามารถเป็นเสือตัวที่ 5 ได้ เป็นเพราะเราพึ่งพาประเทศอื่นมากเกินไป แต่ไม่ได้ลงทุนและไม่มียุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1217307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C-Suex0PPL7eOTkPsahR1

  • ธนาธร ชี้เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น ต้มยำกบ ซึมยาว-ความสามารถในการแข่งขันลดลง

    ธนาธร ชี้เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็น ต้มยำกบ ซึมยาว-ความสามารถในการแข่งขันลดลง

    วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม รัฐบาลประชาชน พร้อมเชิญบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรม ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมของพรรคประชาชน

    โดยช่วงหนึ่งของการบรรยาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้เป็นหนึ่งในผู้บรรยายในหัวข้อ Orange Megaprojects: แนวทางการลงทุนเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลประชาชน โดยธนาธรระบุว่าเป็นที่น่าเสียใจที่ที่ผ่านมาคนจำนวนหนึ่งมองเศรษฐกิจไทยแล้วบอกว่าควรมีการเน้นไปที่ภาคบริการและภาคการเงินเป็นหลัก แต่ถ้าทำเช่นนั้นสิ่งที่ประเทศไทยจะเจอก็คือการถอนคันเร่งจากภาคอุตสาหกรรมเร็วเกินไป

    การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย 30 ปีที่ผ่านมา ในทศวรรษ 2530 ประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.3% ทศวรรษที่ 2540 เติบโตเฉลี่ย 5.3% ทศวรรษ 2550 เติบโตเฉลี่ย 3.2% และปัจจุบัน 2% การมีวิกฤติเศรษฐกิจเป็นครั้งๆ แก้ง่ายกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 วิกฤตซับไพรม์ หรือโควิดที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเจอกับต้มยำกุ้งมาแล้ว แต่สิ่งที่เป็นอยู่แบบนี้คือ “ต้มยำกบ” ซึมยาวและความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง

    ธนาธรกล่าวต่อไปว่าจากตัวเลขล่าสุดที่อยู่บนฐานข้อมูลของรัฐ เดือนพฤศจิกายน 2568 อัตราการใช้กำลังการผลิตของประเทศไทยต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ตั้งแต่โควิดมาไม่มีช่วงไหนต่ำมากกว่านี้อีกแล้วคืออยู่ที่ 56% นักอุตสาหกรรมอย่างเรารู้กันดีว่าถ้าอัตราการใช้กำลังการผลิตวิ่งไม่ถึง 60-75% ไม่มีทางที่เราจะซื้อเครื่องจักรใหม่หรือลงทุนใหม่ได้ และต่อให้อัดภาคการบริโภคเข้าไปก็ไม่ใช่ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น การอัดการบริโภคเข้าไปในระบบไม่เท่ากับการใช้เครื่องจักรมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรม

    พรรคประชาชนจึงเสนอว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทบทวนบทบาทของเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของรัฐ นั่นคือการใช้จ่ายภาครัฐ ในภาวะที่ประเทศมีปัญหาทางการคลัง ไม่ได้มีเงินเยอะเหมือนเมื่อก่อน หมายความว่าต้องยิงให้แม่น งบประมาณรัฐตอนนี้ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้แล้ว บทบาทใหม่ที่พรรคประชาชนคิดถึงคือ 1) ต้องเพิ่มคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาสังคมได้ 2) ต้องสร้างงานที่มีคุณภาพได้ 3) ต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ มีเทคโนโลยีของไทยเอง และ 4) ทำให้ประเทศไทยพร้อมรับมือความท้าทายของอนาคต

    ธนาธรกล่าวต่อไปว่ารัฐบาลประชาชนจึงคิดเมกะโปรเกจตก์ 6.27 แสนล้านบาท ภายใน 8 ปี ที่จะเป็นการใช้งบประมาณที่จะแก้ปัญหาสังคมได้ ขณะเดียวกันจะได้การพัฒนางานและเทคโนโลยีที่เป็นของคนไทยเองด้วย ทั้งเรื่องระบบบำบัดน้ำเสีย 6 หมื่นล้านบาท น้ำประปาดื่มได้ 7.5 หมื่นล้านบาท ขนส่งสาธารณะ 3.7 หมื่นล้านบาท การจัดการขยะ 1.83 แสนล้านบาท โรงเรียน 5 หมื่นล้านบาท โรงพยาบาล 3 หมื่นล้านบาท โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 1.92 แสนล้านบาท เป้าหมายของพรรคประชาชนคือการทำให้บริการสาธารณะต่างๆ เหล่านี้เป็นแบบประเทศโลกที่หนึ่งภายใน 8 ปี

    เช่น บ่อขยะในประเทศไทยปัจจุบันมีเพียง 1% ที่ได้มาตรฐานของกรมอนามัย อีก 99% ผิดมาตรฐานของกรมอนามัย ถ้าอยากยกระดับคุณภาพชีวิตไม่ให้มีสารเคมีและมลพิษปนเปื้อนเข้าไปในดินและน้ำของประเทศ ประเทศไทยต้องกลับมาฟื้นฟูกระบวนการจัดการขยะใหม่ และการจัดการขยะนี้จะนำไปสู่การสร้างงานและเทคโนโลยีในการจัดการขยะ 

    ธนาธรกล่าวต่อไปว่าโครงการเหล่านี้จะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศจากนักอุตสาหกรรมได้ เช่น เรื่องของสมาร์ทกริด ลักษณะกริดของประเทศไทยปัจจุบัน มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นผู้ดูแลโครงข่ายแรงสูงและผู้ผลิต โดยมีลักษณะที่เรียกว่า Single Buyer หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเจ้าเดียวเป็นผู้ซื้อ ผู้ผลิตเอกชนทั้งหมดขายให้ที่เดียว มีการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดูแลสายส่งแรงต่ำและการขายปลีกไฟฟ้า 

    อนาคตที่พรรคประชาชนมองเห็นและออกแบบไว้คือรัฐทำหน้าที่เป็นคนดูแลสายส่งและระบบ สร้างตลาดกลางพลังงานขึ้นมา เปิดให้มีการแข่งขันในฝ่ายผลิต และเปิดให้มีการแข่งขันในการค้าปลีก ประชาชนมีตัวเลือกในการซื้อแพ็กเกจไฟฟ้าเหมือนเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ ผู้ขายสามารถเลือกขายแพ็คเกจไฟได้ตามแต่รสนิยมของผู้บริโภค เคาะราคากันในตลาดพลังงาน ส่วนขาการผลิต เปิดให้มีการผลิตโดยแพร่หลาย ให้เกิดการแข่งขันไม่ให้ผูกขาด

    แต่ถ้าจะทำแบบนี้ หมายความว่ากริดของประเทศไทยต้องสมาร์ทมากขึ้น หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมาร์ทกริดคือระบบที่จะทำให้รถไฟฟ้าของทุกคนจะไม่ใช่เป็นแค่ยานพาหนะ แต่จะเป็นแหล่งเก็บพลังงานด้วย ถ้าขับรถกลับจากที่ทำงานแล้วแบตเตอรี่ยังมีพลังเหลืออยู่ ตอนเย็นช่วงหัวค่ำไฟแพงอาจจะขายไฟจากรถเข้าสู่กริด แล้วไปเสียบเติมไฟอีกทีตอนตีหนึ่งที่ไฟราคาถูกกว่าได้ ไม่ว่าอย่างไรประเทศไทยก็ต้องเดินไปสู่การมีสมาร์ทกริด ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะในอนาคตทุกคนจะเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตพลังงาน ถ้าทุกคนติดโซลาร์ ไฟที่ใช้ไม่หมดก็ขายกลับเข้ากริดได้ มิเตอร์ไฟฟ้าจะต้องหมุนถอยหลังได้ ระบบกริดของประเทศไทยจะต้องมีตัวแปลงไฟจากสูงไปต่ำและต่ำไปสูงระหว่างเอซีกับดีซีตลอดเวลา

    ธนาธรกล่าวต่อไปว่าการเปลี่ยนกริดของประเทศให้เป็นสมาร์ทกริดไม่เกินศักยภาพของคนไทยในการทำ และไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปซื้อจากจีน และชิ้นส่วนทุกอย่างจะทำให้เกิดงานทั้งหมด จากเม็ดพลาสติกไปจนถึงปิโตรเคมี ทองแดง พีซีบี โดยไม่จำเป็นที่จะต้องผลิตทุกอย่างในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงแรก หลายชิ้นส่วนเป็นเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งประเทศไทยยังทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ซื้อเข้ามาก่อนเพื่อให้อย่างน้อยที่สุดเกิดโลคอลคอนเทนต์ให้ได้เยอะที่สุด

    อีกนโยบายหนึ่งคือการทำขนส่งสาธารณะ ซึ่งพรรคประชาชนจะจัดให้มีการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะโดยรถเมล์อีวีปีละ 10,000 ล้านบาท ตลอด 4 ปี เพื่อให้ทุกจังหวัดมีขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะนำมาซึ่งงานและอุตสาหกรรม รัฐบาลประชาชนจะส่งเสริมผู้ผลิตรถไฟฟ้าของไทย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานวิ่งไปให้ลึกที่สุดจนถึงการแปรรูปวัตถุดิบในช่วงต้น

    ธนาธรกล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมามีอุตสาหกรรมบางส่วนที่รัฐไทยได้เดินไปบ้างแล้ว ที่มีศักยภาพมากก็เช่นเครื่องมือแพทย์ รถไฟ ป้องกันประเทศ และเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งพรรคประชาชนต้องการให้งบประมาณที่รัฐใช้ ถูกจ่ายไปให้อุตสาหกรรมไทย หลายอย่างสามารถผลิตได้ในประเทศไทย เริ่มต้นได้ทันที แม้ว่ากว่าจะพัฒนาเสร็จให้ได้มาตรฐานระดับโลกอาจจะต้องใช้เวลา 2-4 ปี แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้

    ในด้านเกษตร ตั้งแต่เป็นอดีตพรรคอนาคตใหม่ อดีตพรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน เราไม่เคยบอกว่าจะให้ราคายางกิโลละเท่าไหร่ ข้าวตันละเท่าไหร่ เพราะการอุดหนุนที่ราคาไม่ได้ช่วยผลิตภาพในระยะสั้น แต่ต้องอัดด้านอุปสงค์เข้าไปพยุงเศรษฐกิจให้เอสเอ็มอียังประกอบการได้ คนไม่ตกงาน แต่ระยะยาวเวลาพูดถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่การทำดีมานด์แต่คือการจัดการด้านซัพพลายของประเทศไทยทั้งระบบ ต้องเข้มแข็งเพื่อให้แข่งขันกับโลกได้

    นโยบายเกษตรของพรรคประชาชนจึงจะเป็นการเชื่อมระหว่างเกษตรกับอุตสาหกรรม รัฐเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ส่งเสริมผ่านคูปองเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร เป็นการอุดหนุนที่ไม่ใช่ด้านราคา แต่เป็นการอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขให้ตรงกับเกษตรกร แน่นอนว่ากองทุนเพื่อเสถียรภาพราคาพืชผลการเกษตรยังต้องมีอยู่ แต่ไม่ได้ไปอุดหนุนราคาตรงๆ ต้องเอาเงินก้อนนั้นกลับมาเปลี่ยนเป็นการส่งเสริม ยกตัวอย่างเรื่องของการตากข้าว ที่ยังคงเกิดขึ้นในประเทศไทย เกษตรกรสามารถนำคูปองไปจ้างผู้ให้บริการอบข้าวแทนได้ เมื่อผู้ให้บริการได้รับคูปองมา ให้บริการแล้วก็เอาคูปองไปขึ้นเงินสดได้ เมื่อมีดีมานด์มากขึ้น มีการลงทุนมากขึ้น ก็จะนำมาสู่การสั่งอุปกรณ์เครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น 

    หรือการเผาในพื้นที่เกษตร รัฐบาลสามารถจัดคูปองให้เกษตรกรเอาไปจ้างผู้ให้บริการอัดฟางได้ เมื่อเกษตรกรใช้บริการ มีความต้องการเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการสั่งซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น นี่คือกระบวนการผลักดันความต้องการให้กลับมาสู่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยที่รัฐไม่ได้สนับสนุนแค่ฝั่งเกษตรกร แต่เป็นการสนับสนุนฝั่งอุตสาหกรรมด้วย เพื่อให้เกิดผู้ประกอบการของไทยที่สามารถออกแบบและผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทยเองได้

    ธนาธรกล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมาไม่ว่าตนไปคุยกับภาคอุตสาหกรรมไหน ทุกคนต่างรู้สึกเหี่ยวเฉากันหมด ถึงเวลาแล้วที่ต้องชุบชีวิต จุดไฟให้อุตสาหกรรมไทย ให้กลับมาโชติช่วงชัชวาลอีกครั้ง รัฐบาลประชาชนจะทำให้นักอุตสาหกรรมไทยกล้าลงทุน อย่างแรกที่สุดคือดีมานด์ต้องชัด ตลาดในระยะยาวมีความเสมอต้นเสมอปลาย เช่น เรื่องของสมาร์ทมิเตอร์ ถ้าจะทำให้เสร็จภายใน 15 ปี ปีละ 2,000,000 ชิ้น นักอุตสาหกรรมย่อมมองเห็นแล้วว่ามีดีมานด์ปีละ 2,000,000 ชิ้น เห็นแล้วว่ารัฐจะจัดซื้อทุกปีจนครบ 30,000,000 ชิ้นภายใน 15 ปี มูลค่านี้ต้องเป็นยอดขายของอุตสาหกรรมไทย และอนาคตต้องผลักดันให้นำไปสู่การส่งออกด้วย เมื่ออุตสาหกรรมไทยเก่งพอแล้วก็ต้องเอาไปต่อยอด เอาสินค้าส่งไปขายในโลก ไปดึงมูลค่าเพิ่มจากตลาดโลกมาแบ่งในประเทศไทย

    ในเรื่องของทักษะแรงงาน รัฐบาลประชาชนมีโครงการเกี่ยวกับการเพิ่มทักษะในภาคอุตสาหกรรมหลายนโยบาย โดยใช้เครื่องมือที่รัฐมีอยู่แล้ว นำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ ประมาณ 10,000 ล้านบาท การพัฒนาซัพพลายให้แข่งขันกับโลกได้ ใช้เงินน้อยแต่ใช้ความพยายามสูง ถ้าเอาไปอัดฝั่งดีมานด์ย่อมอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้าเอามาพัฒนาซัพพลายจะทำให้นักอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ นำหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของรัฐมาช่วยในการทดสอบ นำมหาวิทยาลัยของรัฐมาร่วมพัฒนา ทำให้ครบทั้งซัพพลายเชน

    ธนาธรกล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยไม่สามารถเจริญและก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ถ้าไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะถอนคันเร่งออกจากภาคอุตสาหกรรม วันนี้อินโดนีเซียสร้างรถไฟเองได้แล้ว อินเดียพัฒนาอุตสาหกรรมหลังประเทศไทยก็สร้างรถไฟเองได้แล้ว เพราะฉะนั้นเราคนไทยต้องอย่าเพิ่งหมดหวังและหมดกำลังใจในการส่งเสริมมภาคอุตสาหกรรมไทย

    ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/politics/36626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uCaqT8EvC6cb2-HryEirX

  • เศรษฐกิจของมาเลเซียมีแนวโน้มที่จะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นในปี 2026  จากมาตรการด้านนโยบายและการคลัง

    เศรษฐกิจของมาเลเซียมีแนวโน้มที่จะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นในปี 2026 จากมาตรการด้านนโยบายและการคลัง

    ที่มา : สำนักข่าว New Straits Times (NST)

    ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและการตลาดระดับโลกของ UOB ระบุว่า เศรษฐกิจมาเลเซียมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องและมีแรงส่งเพิ่มขึ้นในปี 2569 หลังจากนายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ เซรี อันวาร์ อิบราฮิม ประกาศมาตรการเศรษฐกิจหลายประการ โดยมาตรการดังกล่าวได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากภาคธุรกิจ และช่วยเสริมความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ พร้อมสนับสนุนกิจกรรมด้านการบริโภค การก่อสร้าง และภาคบริการบางสาขา

    มาตรการที่ประกาศครอบคลุมการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสถาบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าครองชีพ ลดต้นทุนของภาคธุรกิจ และยกระดับธรรมาภิบาลภายใต้รัฐบาลมาดานี มาตรการสำคัญที่ช่วยภาคธุรกิจ ได้แก่ การลดอัตราภาษีบริการสำหรับค่าเช่าของ SMEs การให้ระยะเปลี่ยนผ่านการใช้ระบบ e-invoicing โดยไม่คิดค่าปรับเป็นเวลา 1 ปี และการคืนภาษีส่วนเกินสำหรับปีประเมิน 2566–2567  อย่างครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มสภาพคล่อง และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

    ในด้านการกระตุ้นการบริโภคและการก่อสร้าง รัฐบาลจะเร่งการจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม และเร่งดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กทั่วประเทศ

    ด้านธรรมาภิบาล รัฐบาลมีแผนเสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับต่อรัฐสภาในปีนี้ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปสถาบัน เสริมความเข้มแข็งของกรอบกำกับดูแล และเพิ่มความโปร่งใส

    UOB ระบุว่า เมื่อรวมกับมาตรการงบประมาณปี 2569 โครงการ Visit Malaysia Year 2026 และความเสี่ยงด้านการค้าโลกที่ผ่อนคลายลงจะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะเติบโตที่ร้อยละ 4.5 ในปี 2569 ซึ่งอยู่ในระดับบนของกรอบเป้าหมายรัฐบาลที่ร้อยละ 4.0–4.5

    นอกจากนี้ UOB คาดว่า ธนาคารกลางมาเลเซียจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OPR) ไว้ที่ร้อยละ 2.75 จากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและการสนับสนุนด้านการคลังอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับทิศทางของธนาคารกลางหลักทั่วโลกที่เริ่มสิ้นสุดวงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 22 มกราคม 2569

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2569 สะท้อนถึงทิศทางเชิงบวกของเศรษฐกิจมาเลเซียภายใต้นโยบาย  ของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ เซรี อันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างการลดภาระต้นทุนภาครายงานของฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและการตลาดระดับโลกของธนาคาร UOB ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจมาเลเซียมีแนวโน้มธุรกิจ และการยกระดับธรรมาภิบาล โดยปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ในหลายมิติ ดังนี้

    1. การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความสามารถแข่งขันของมาเลเซีย

    มาตรการลดภาษีบริการสำหรับค่าเช่าของ SMEs การผ่อนผันการบังคับใช้ระบบ e-invoicing และการคืนภาษีส่วนเกิน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจมาเลเซีย ส่งผลให้ภาคเอกชนมีศักยภาพในการขยายการลงทุนและการผลิตมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้มาเลเซียมีความสามารถแข่งขันสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย โดยเฉพาะในภาคบริการ การค้าปลีก อุตสาหกรรมสนับสนุน และ SMEs ที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ

    2. ผลต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

    การเติบโตของเศรษฐกิจมาเลเซียที่คาดว่าจะอยู่ในระดับร้อยละ 4.5 ในปี 2569 ประกอบกับการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำที่ร้อยละ 2.75 จะเอื้อต่อการลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคบริการ การก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก ซึ่งอาจดึงดูดเงินลงทุนบางส่วนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับไทย อย่างไรก็ตาม การขยายตัวดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ไทยเข้าไปมีบทบาทในฐานะคู่ค้าและผู้ร่วมลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบ วัสดุก่อสร้าง และบริการที่เกี่ยวเนื่อง

    3. การบริโภค การท่องเที่ยว และโอกาสของผู้ประกอบการไทย

    มาตรการเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชน โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กและโครงการ Visit Malaysia Year 2026 จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศและภาคบริการของมาเลเซีย ส่งผลดีต่อความต้องการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และบริการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และผู้ส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพในการเจาะตลาดมาเลเซีย

    4. มิติด้านธรรมาภิบาลและบรรยากาศการลงทุน

    แผนการเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปสถาบัน 4 ฉบับ เพื่อเสริมความโปร่งใสและความเข้มแข็งของกรอบกำกับดูแล จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะกลางถึงยาว และอาจทำให้มาเลเซียเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนสำคัญในอาเซียน ซึ่งไทยจำเป็นต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

    ความคิดเห็น สคต.

    สำนักงานฯ เห็นว่า แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของมาเลเซียในปี 2569 ภายใต้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลของรัฐบาลมาดานีจะส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทของมาเลเซียในฐานะศูนย์กลางด้านบริการ การก่อสร้าง และการท่องเที่ยว ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันระหว่างประเทศในภูมิภาคมีความเข้มข้นมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศมาเลเซียและการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ยังเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับไทยในการขยายการส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนร่วมกับภาคเอกชนมาเลเซีย

    สำนักงานฯ จึงเห็นควรให้ไทยติดตามทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการเงินของมาเลเซียอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับทวิภาคี เพื่อรักษาและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคการค้าไทยในตลาดมาเลเซียและในภูมิภาคอาเซียนโดยรวม

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/urydhk3eqdilmetaplyqgte4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UKvYedc3_kXeN3Qz0fU4z

  • มาเลเซียทำสถิติการส่งออกดิจิทัล 6.8 พันล้านริงกิต ระหว่างปี 2567 ถึงครึ่งแรกของปี 2568

    มาเลเซียทำสถิติการส่งออกดิจิทัล 6.8 พันล้านริงกิต ระหว่างปี 2567 ถึงครึ่งแรกของปี 2568

    ที่มา : สำนักข่าว BernamaBiz

    การเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งมาเลเซีย (MDEC) รายงานว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการดิจิทัลของมาเลเซีย อยู่ที่ 6.8 พันล้านริงกิต ในช่วงปี 2567 จนถึงครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ   

    MDEC ระบุว่า ผลการส่งออกที่แข็งแกร่งนี้ได้รับแรงหนุนจากโครงการต่าง ๆ เช่น Founders Centre of Excellence และโปรแกรม Gateway, Amplify, Invest และ Nurture ที่ช่วยสนับสนุนบริษัทดิจิทัลของมาเลเซียให้เติบโตในระดับนานาชาติ, เข้าถึงเงินทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในปี 2567 มาเลเซียสามารถทำรายได้จากการส่งออกดิจิทัลได้ 4.2 พันล้านริงกิต โดยมีบริษัทกว่า 325 แห่ง ดำเนินงานใน 27 ประเทศ ส่วนในช่วง ครึ่งแรกของปี 2568 การส่งออกดิจิทัลอยู่ที่ 2.6 พันล้านริงกิต โดยมีบริษัท 350 แห่ง ขยายธุรกิจไปยัง 39 ตลาดทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 50 ของยอดการส่งออกดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เติบโตของมาเลเซียในเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง   

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล โกบินด์ ซิงห์ เดโอ กล่าวว่า ผลลัพธ์อันแข็งแกร่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า มาเลเซียพร้อมที่จะเป็นผู้นำในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก โดยมีนโยบายที่ชัดเจน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อนโยบาย,ทักษะบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ   

    ขณะที่ นายอนูอาร์ ฟาริซ ฟัดซิล ซีอีโอของ MDEC กล่าวว่าผลลัพธ์นี้สะท้อนการพัฒนาองค์กรตลอด 3 ทศวรรษจากผู้สร้างระบบนิเวศไปสู่ผู้สนับสนุนการเติบโตระดับโลก ทำให้มาเลเซียมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลในภูมิภาค

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    การที่มาเลเซียสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกด้านเศรษฐกิจดิจิทัลได้สูงถึง 6.8 พันล้านริงกิตในช่วงปี 2567 ถึงครึ่งแรกของปี 2568 สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของมาเลเซียในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งอาจส่งผลต่อประเทศไทยและภูมิภาคในหลายมิติ ดังนี้

    1. การแข่งขันด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน

    การเติบโตของการส่งออกบริการดิจิทัลของมาเลเซีย โดยเฉพาะในสาขา AI ซอฟต์แวร์ และบริการดิจิทัลขั้นสูง จะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของมาเลเซียในตลาดโลก และอาจทำให้ประเทศในอาเซียน รวมถึงไทย ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในการดึงดูดลูกค้า นักลงทุน และบุคลากรด้านเทคโนโลยี ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าแบบดั้งเดิมอาจเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมมากขึ้น

    2. ผลต่อการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล

    ความสำเร็จของมาเลเซียสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของนโยบายรัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัลและสตาร์ทอัพ ซึ่งอาจดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้าสู่ภาคเทคโนโลยีมากขึ้นส่งผลให้มาเลเซียมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลของอาเซียน ทั้งนี้ ไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนและทรัพยากรบุคคลไปยังประเทศที่มีระบบนิเวศดิจิทัลที่เอื้อต่อการเติบโตมากกว่า

    3. โอกาสด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค

    แม้การแข่งขันจะเพิ่มขึ้น แต่การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลมาเลเซียยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มดิจิทัล การค้าบริการข้ามพรมแดน และการพัฒนาทักษะแรงงานดิจิทัลร่วมกัน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของภูมิภาคโดยรวม

    ความคิดเห็น สคต.

    สำนักงานฯ เห็นว่า การขยายตัวของการส่งออกด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียสะท้อนถึงทิศทางเศรษฐกิจใหม่ของอาเซียนที่มุ่งสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวอาจทำให้การแข่งขันในภาคบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงทวีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยกำลังผลักดัน เช่น ดิจิทัลคอนเทนต์ ซอฟต์แวร์ บริการ IT และเทคโนโลยีอัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของมาเลเซียยังถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับไทยในการแสวงหาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการขยายตลาดบริการดิจิทัลไปยังประเทศที่สาม

    สำนักงานฯ จึงเห็นควรให้ไทยติดตามพัฒนาการด้านนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมความร่วมมือ
    ระดับทวิภาคีและอาเซียน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคการค้าและบริการของไทยในระยะยาว

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/d40hvk324dbj18x3fboie7bv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wmKv24Y3xIcAuqun1u762

  • เดือดจัดกลางเวทีดีเบตเดลินิวส์! ‘ไหม ศิริกัญญา-มาร์ค อภิสิทธิ์’ กร้าวไม่เอา ‘กล้าธรรม’ | เดลินิวส์

    เดือดจัดกลางเวทีดีเบตเดลินิวส์! ‘ไหม ศิริกัญญา-มาร์ค อภิสิทธิ์’ กร้าวไม่เอา ‘กล้าธรรม’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่สำนักงานเดลินิวส์ มีการจัดดีเบตนโยบายพรรคการเมือง เศรษฐกิจ อํานาจและการปฏิรูป (Power & Reform) “ศึกเปลี่ยนประเทศ” ปฏิรูปเศรษฐกิจยกร่าง ล้างบางหรือแค่บริหารต่อ? โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก 6 พรรคการเมือง ประกอบด้วย นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร พรรคไทยสร้างไทย ร่วมดีเบต และมีนายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารเดลินิวส์ น.ส.นลิน รุจิรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตลาด (EVP) เดลินิวส์ นายนต รุจิรวงศ์ เลขานุการคณะกรรมการบริหาร และ นายนนท์ รุจิรวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและจัดจำหน่าย ร่วมต้อนรับ

    โดยช่วงดีเบต มีบางช่วงที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องรัฐประหาร ถ้าถามในแง่กฎหมายก็เป็นปัญหาโลกแตกว่ารัฐธรรมนูญเมื่อถูกฉีกไปแล้วจะทำอย่างไร หนทางเดียวที่จะพอเป็นไปได้อยู่ที่ตุลาการว่าพร้อมจะวินิจฉัยหรือไม่ ว่าการกระทำและออกกฎหมายโดยผู้รัฐประหารให้เป็นโมฆะเนื่องจากขัดกับรัฐธรรมนูญที่เคยมีอยู่ก่อน ซึ่งอยู่กับว่าเรื่องนี้การทำรัฐประหารจะไปถึงตุลาการหรือไม่ ส่วนการจับขั้วตั้งรัฐบาลนั้นตนเคยพูดไปแล้วว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งที่เราจะไม่ร่วมงานจัดตั้งรัฐบาลเด็ดขาด

    “ผมพูดชัดเจนไปแล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เราผลักดันเรื่องที่มาของ สว.และการทำองค์กรอิสระให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ส.ส.ร.เลือกตั้งโดยตรงไม่ได้ ก็ต้องไปแก้ 256 ควบคู่การทำประชามติ มีคนแอบห่วงกังวลเรื่องการยกร่างใหม่จะกระทบหมวด 1 หมวด 2 จนกระทั่งเสียงส่วนใหญ่ของสภามติก็ยอมรับกันแล้วว่าอย่าไปแตะหมวด 1 และ 2 จะได้สบายใจ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่างจากหมวด 3 ขึ้นไปก็เดินไปได้ และให้คนลงประชามติ หมวด 1 และ 2 ใครจะแก้ก็ไปเสนอแก้ทีหลัง ผมคิดว่านี่คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะเดินหน้าในเรื่องการแก้ไขรายมาตราหรือจะแก้ไขทั้งฉบับ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การรัฐประหาร นายอภิสิทธิ์ ระบุชัดว่า มีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าถือเป็นกบฏร้ายแรง และมีโทษร้ายแรง แต่สุดท้ายการรัฐประหารทุกครั้งก็ตามมาด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญอยู่ดี ดังนั้นตนเห็นด้วยเรื่องการสร้างสำนึกประชาธิปไตย เราอยากเป็นเหมือนเกาหลีใต้ แค่ประธานาธิบดีออกกฎอัยการศึกประชาชนก็ไม่ยอมแล้ว เราต้องไม่ยอมรับจุดนี้ เพราะถ้าบอกว่าทุกครั้งที่มีการทุจริตคอร์รัปชันแล้วต้องรัฐประหาร ก็คงต้องทำทุกวัน แต่ทุกครั้งที่รัฐประหารไม่เคยแก้ปัญหาให้เราได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

    “ตลอด 7 ปี ที่เป็น สส. เราพยายามแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรามาตลอด มีแค่ครั้งเดียวที่แก้ได้ (แก้ระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียวเป็นสองใบ) แต่ก็เพื่อประโยชน์นักการเมือง ลดจำนวนสส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพิ่มสส.เขต แต่ไม่เคยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบจริงจัง หลายเรื่องที่เราพยายามทำก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เรื่องที่มาขององค์กรอิสระ เรื่อง สว.มีที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งได้ ทั้งยังมีสิทธิเลือก และถอดถอนองค์กรอิสระออกจากตำแหน่งได้อีกด้วย จนทุกวันนี้ทนได้อย่างไรกับการมีกรรมการ ป.ป.ช. รับทองคำเป็นสินบน กลับไม่มีการถอดถอน ส่วนการร่วมรัฐบาลขอย้ำว่า ไม่ร่วมกับกล้าธรรม”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ได้สอบถาม น.ส.ศิริกัญญา บนเวที ว่า เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญสะดุด เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีความร่วมมือกันวางเงื่อนไขให้ทุกคนสบายใจ เพื่อให้ทุกคนสบายใจในการประชามติรอบแรก เปิดทางให้สามารถเดินต่อไปได้ น.ส.ศิริกัญญา ตอบเรื่องนี้ว่า ทางเราต้องยืนยันว่า ถ้านำไปสู่การแก้ใหม่ทั้งฉบับ หากจะวางเงื่อนไขก็ไม่ติด แต่ควรมีหลักการควรต้องเปิดกว้างให้ในที่สุดอาจจะมีการแก้ไขถ้อยคำต่างๆ ได้ ถ้าไปปิดล็อกไว้ตนกังวลว่าสุดท้ายจะแก้ไม่ได้ อะไรที่ประชาชนไม่เข้าใจ ก็ต้องรณรงค์ให้เข้าใจร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5517095/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Tcec8b6MaFXLIRpfKnV6_

  • ยกระดับนิคมฯไทย วางหมากให้ยั่งยืน

    ยกระดับนิคมฯไทย วางหมากให้ยั่งยืน

    ความสำเร็จของโครงการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสู่มาตรฐาน SDGs I.E. และการประเมิน Eco-Efficiency ประจำปีงบประมาณ 2568 ชี้ให้เห็นว่า กนอ.กำลังเดินเกมเชิงรุกมากกว่าตั้งรับต่อกระแสโลก โดยไม่ได้เพียงปรับตามข้อกำหนดสากล แต่พยายามกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับระบบนิคมอุตสาหกรรมไทยเอง การขยับจากกรอบ Eco I.E. เดิม ไปสู่ SDGs I.E. ทำให้การพัฒนาไม่ได้จำกัดแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเชิงกายภาพ แต่ครอบคลุมมิติการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการน้ำ พลังงาน การจ้างงาน เศรษฐกิจ นวัตกรรม การผลิตที่รับผิดชอบ ไปจนถึงการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ กนอ.ไม่ได้พูดถึงความยั่งยืนในเชิงอุดมคติ แต่แปลงเป็นตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น การที่นิคมฯ 21 แห่งสามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 11 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และนิคมฯ 28 แห่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ตามเป้าหมาย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จเชิงสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ เพราะช่วยลดต้นทุนทรัพยากร ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมไทยในสายตานักลงทุนและคู่ค้าระดับโลก

    โครงสร้างเกณฑ์ SDGs I.E. ที่ กนอ.พัฒนาขึ้น ตั้งแต่เกณฑ์พื้นฐาน กลุ่มเป้าหมายหลัก 6 SDGs ไปจนถึงกลุ่มเป้าหมายรองอีก 9 เป้าหมาย สะท้อนความพยายามสร้างระบบมาตรฐานที่เป็นขั้นบันได ไม่ใช่กระโดดข้ามความจริงของภาคอุตสาหกรรม การออกแบบเช่นนี้ช่วยให้นิคมฯ แต่ละแห่งสามารถยกระดับตัวเองได้ตามศักยภาพ ขณะเดียวกันก็สร้าง “สนามแข่งขันเดียวกัน” ให้กับอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ

    อีกจุดที่มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ คือ การปรับวิธีประเมิน Eco-Efficiency ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยผสานมุมมองด้านคุณค่าทางเศรษฐกิจเข้ากับผลกระทบด้านก๊าซเรือนกระจก ทำให้การประเมินไม่ใช่แค่ดูว่าปล่อยคาร์บอนเท่าไร แต่ดูว่าสร้างคุณค่าเท่าไรต่อหนึ่งหน่วยคาร์บอนที่ปล่อยออกมา แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจสีเขียวของโลก และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับมือกับมาตรการการค้าอย่าง CBAM รวมถึงแรงกดดันด้าน Net Zero จากคู่ค้าระดับสากล

    แผนขยายผล SDGs I.E. ในช่วงปี 2571-2575 ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของ กนอ. ที่ต้องการให้ทุกนิคมฯ เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่เพียงพื้นที่ผลิตแบบเส้นตรง แต่เป็นระบบที่ทรัพยากรถูกใช้ซ้ำหมุนเวียน และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างจริงจัง

    ความเคลื่อนไหวของ กนอ.ในครั้งนี้จึงควรถูกมองว่าเป็นมากกว่าความสำเร็จเชิงโครงสร้าง หากเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ การทำให้นิคมอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่ที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือเงื่อนไขใหม่ของการแข่งขันระดับโลก หาก กนอ.สามารถผลักดันวิสัยทัศน์นี้ให้เกิดผลจริงในทุกนิคมฯ ภายในปี 2575 ไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นประเทศฐานการผลิตที่ทั้งแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและมีความรับผิดชอบต่อโลกอย่างแท้จริง

    จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความมุ่งมั่นของ กนอ.ในการขยายผลโครงการสู่มาตรฐาน SDGs I.E. เต็มรูปแบบ คือ การวางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหัวใจหลัก.

    ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/934011/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ye6LGrsqHUaq8D6UhgpR-

  • ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชนเปิดแนวทางใหม่ปลุกอุตสาหกรรมไทยให้ทันโลก

    ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชนเปิดแนวทางใหม่ปลุกอุตสาหกรรมไทยให้ทันโลก

    เปิดยุทธศาสตร์แนวทางตั้งหลักใหม่ของพรรคประชาชน ปลุกอุตสาหกรรมไทย ทันโลก ทันสมัย ไม่ผูกขาด

    วันที่ 19 มกราคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาชน เปิดโรดแมปฉบับละเอียดเพื่อแก้โจทย์วิกฤตความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ตกลงถึง 5 อันดับในปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าไทยกำลังติดกับดักการพึ่งพาต่างชาติโดยไม่สร้างเทคโนโลยีเอง จนเสี่ยงจะกลายเป็น “เสือในตำนาน” ที่ไม่มีวันตื่น หากไม่เริ่มปฏิรูปใน 5 ปีนี้

    นายวีรยุทธกล่าวต่อว่า ปัญหาเดิมคือการตั้งอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่มากเกินไปจนไร้โฟกัส แต่หลักใหม่ประเทศต้องกล้าเลือกอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงสุดเพื่อเป็นธงนำ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หรือ อวกาศ โดยที่อุตสาหกรรมอื่นยังได้รับการดูแลผ่านการอำนวยความสะดวกด้านกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่การละเลยแต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญทางการเงิน

    นอกจากนี้ต้องมุ่งเน้นการใช้ระบบดิจิทัลปฏิรูประบบราชการเพื่อลดค่าใช้จ่ายแฝง หรือต้นทุนใต้โต๊ะ และลดขั้นตอนขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนเพื่อให้ SME และสตาร์ทอัพเริ่มต้นธุรกิจได้เร็วขึ้น พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมต่อไร้รอยต่อเพื่อลดต้นทุนการส่งออกจาก “Made in Thailand” สู่ “Made with Thailand”

    นายวีระยุทธกล่าวอีกว่า ไทยไม่ต้องพยายามทำทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ต้องค้นหาเป้าหมายที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ และทำให้โลกขาดเราไม่ได้ในซัพพลายเชนโลก เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเวทีภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งสร้างระบบนิเวศไฮเทค แทนการอุดหนุนแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และรัฐต้องลงทุนในแรงงานทักษะสูงและห้องแล็บวิจัยมาตรฐานสากล เพื่อให้บริษัทไทยเติบโตได้เองโดยไม่ต้องรอเงินอุดหนุนตลอดไป ที่สำคัญต้องมีการแข่งขันที่โปร่งใสเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเงินของ “เสือนอนกิน” หรือกลุ่มทุนผูกขาด และสินค้าต้องมีมาตรฐานสากลพร้อมส่งออกขายทั่วโลกได้ทันที ทั้งนี้การเป็นเสือตัวที่ 5 อาจเหลือเพียงนิทานพื้นบ้าน หากเราไม่หยุดพึ่งพิงต่างชาติแล้วหันมาลงทุนในเทคโนโลยีของตัวเองอย่างมียุทธศาสตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2908809&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LjRYcEdforbQRO9X9A_Zo