Category: เศรษฐกิจ

  • ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยกระดับบทบาทเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก ในการประชุม World Economic Forum ประจำปี 2569 ณ เมืองดาวอส

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยกระดับบทบาทเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก ในการประชุม World Economic Forum ประจำปี 2569 ณ เมืองดาวอส

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยกระดับบทบาทเศรษฐกิจไทยบนเวทีโลก ในการประชุม World Economic Forum ประจำปี 2569 ณ เมืองดาวอส


    20/01/2569 | 144 |

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) Annual Meeting 2026 ระหว่างวันที่ 19–23 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในการ ยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและภาคธุรกิจนานาชาติ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ซึ่งจะจัดขึ้นในประเทศไทยในเดือนตุลาคมนี้

    เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประชุมหารือกับ นาย Rajiv Shesh ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ (Chief Revenue Officer) และคณะผู้บริหาร HCL Technologies โดยมีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเทคโนโลยี AI และโอกาสในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยในหลากหลายมิติ โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต การพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดรับกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ (GovTech) และการใช้ AI เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ โดยได้มีการทาบทามให้ HCL Technologies เพื่อให้พิจารณาร่วมจัดกิจกรรมหรือการประชุมย่อยภาคธุรกิจ ในช่วงที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ในช่วงเดือนตุลาคม 2569 ด้วย

    การหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจแห่งอนาคต
     


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/467562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OdVYHI5h8gXJD_pft9v3I

  • Geoeconomics คืออะไร คีย์เวิร์ดใหม่ของปีนี้จาก World Economic Forum 2026

    Geoeconomics คืออะไร คีย์เวิร์ดใหม่ของปีนี้จาก World Economic Forum 2026

    เรากำลังก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงบีบคั้นจาก 2 ขั้วอำนาจใหญ่ คือ การแตกกระจายทางภูมิเศรษฐศาสตร์ และ นวัตกรรมที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ กรอบความร่วมมือทางการทูตและเศรษฐกิจแบบเดิมที่เราคุ้นเคยกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก การจะกลับมาสร้างโมเมนตัมให้โลกเดินหน้าต่อได้ จำเป็นต้องอาศัยการเจรจา จินตนาการ และจิตวิญญาณของผู้ประกอบการที่มากกว่าเดิม เพราะในขณะที่เทคโนโลยีถูกนำมาใช้ด้วยความเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน บทบาทของภาคธุรกิจก็กำลังทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะแยกไม่ออกจากการเมืองระหว่างประเทศ

    Mirek Dusek จาก World Economic Forum (WEF) ได้พูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังพลิกโฉมการทำธุรกิจข้ามพรมแดนไว้ว่า ในด้านหนึ่งเราเห็นการกลับมาของรัฐบาลที่พยายามทวงคืนบทบาทการเป็นผู้เล่นหลักทางเศรษฐกิจ รัฐบาลหลายประเทศกำลังขีดเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจใหม่ สร้างกลุ่มก้อนพันธมิตรผ่านนโยบายอุตสาหกรรม การตั้งกำแพงภาษี และการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่ออุ้มชูบริษัทในประเทศ ในอีกด้านหนึ่ง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่าง AI ก็กำลังสร้างโอกาสมหาศาลและเปลี่ยนนิยามของคำว่า ‘การแข่งขัน’ ไปอย่างสิ้นเชิง

    ความผันผวนนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว เมื่อภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีผูกโยงกันเป็นเนื้อเดียว ผู้นำองค์กรไม่สามารถบริหารธุรกิจโดยรอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างการมองการณ์ไกล เข้าไปในโมเดลธุรกิจ และต้องแยกแยะ ‘สัญญาณที่แท้จริง’ ออกจาก ‘เสียงรบกวน’ ให้ได้ ความสำเร็จในยุคนี้จึงขึ้นอยู่กับการผนวกเอาสองแรงขับเคลื่อนนี้ ภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามาเป็นเสาหลักของกลยุทธ์ธุรกิจ ไม่ใช่แค่ส่วนเสริมอีกต่อไป

    Geoeconomics is the new Geopolitics เมื่อเศรษฐกิจคือการเมือง

    ระบบการค้าโลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกำลังวาดแผนที่การค้าและการลงทุนใหม่ สมมติฐานเดิมๆ เกี่ยวกับความมั่นคง อธิปไตย และผลกระทบทางธุรกิจ กำลังถูกท้าทายแบบ Real-time นักเศรษฐศาสตร์จากองค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่า การเติบโตของการค้าสินค้าทั่วโลกชะลอตัวลงเล็กน้อยเหลือ 2.4% ในปีที่ผ่านมา และภาคบริการส่งออกโตอยู่ที่ 4.6%

    แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูประคองตัวได้ แต่ธรรมชาติของความร่วมมือนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เรากำลังเห็นเศรษฐกิจกว่า 100 แห่งพิจารณาข้อตกลงแบบพหุภาคี (Plurilateral deals) ที่เน้นเฉพาะเจาะจงเรื่องการค้าดิจิทัลและการอำนวยความสะดวกการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รวมถึงข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค (Mega-regional deals) ที่กำลังเกิดขึ้นจริง อย่างเช่นข้อตกลงหุ้นส่วนระหว่าง EU-Mercosur ที่คาดว่าจะลงนามกันในเดือนนี้

    เมื่อกระแสการค้าเปลี่ยนทิศ รัฐบาลจำเป็นต้องลดขั้นตอนเพื่อเชื่อมต่อกับ Global Value Chains สายใหม่ ส่วนภาคเอกชนต้องมีความคล่องตัวสูงเพื่อคว้าโอกาส ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Digital Trade ที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 12% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น เซมิคอนดักเตอร์ กลายเป็นพระเอกที่ขับเคลื่อนการเติบโตของสินค้าโภคภัณฑ์ถึงเกือบ 43% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญของการค้าโลกยุคใหม่

    จาก AI สู่ยุค ‘AI Super Systems’

    ท่ามกลางความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ AI กำลังวิวัฒนาการไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘AI Super System’ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของซอฟต์แวร์ แต่คือโครงข่ายขนาดมหึมาที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่าง ระบบพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เงินทุน และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจจาก AI จะขยายตัวได้มากแค่ไหน ในเฟสนี้ ความได้เปรียบไม่ได้วัดกันที่เทคโนโลยีเดี่ยวๆ แต่วัดกันที่ว่าองค์ประกอบของระบบส่งเสริมกันและกันได้ดีแค่ไหน พลังประมวลผลต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าและกริดพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานต้องการเงินทุนระยะยาว และการตัดสินใจทางการเงินจะเป็นตัวกำหนดว่าสินทรัพย์จะถูกสร้างขึ้นที่ไหน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมและข้ามพรมแดน

    สิ่งนี้จุดชนวนสิ่งที่เรียกว่า ‘Geoeconomic Arms Race’ หรือการแข่งขันสะสมอาวุธทางเศรษฐกิจรอบใหม่ เพื่อชิงความเป็นเจ้าในด้านข้อมูลและนวัตกรรม เพราะอธิปไตยทางเทคโนโลยีแปลความหมายได้เท่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่ยั่งยืน ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุด โดยรายจ่ายลงทุน (CAPEX) ทั่วโลกในภาคส่วน AI แตะระดับ 4 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดว่าจะพุ่งทะลุ 7.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 แม้การลงทุนนี้จะมาพร้อมต้นทุนพลังงานมหาศาล แต่มันก็ช่วยผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะคว้าเค้กก้อนใหญ่จากมูลค่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ AI จะเพิ่มให้กับ GDP โลกภายในปี 2030

    นั่นหมายความว่า บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ของ AI ตั้งแต่ผู้สร้างโมเดล LLM ไปจนถึงผู้จัดหาวัตถุดิบ กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่รัฐบาลทั่วโลกจะเข้ามาสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้น หรือแม้แต่เข้ามาควบคุมดูแลภายใต้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ บริบทนี้ยังรวมถึงภาคส่วนอื่นๆ อย่าง พลังงาน โลจิสติกส์ และโดยเฉพาะแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งตอนนี้มีบทบาทเทียบเท่ากับน้ำมันในยุคอดีต การเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้จะเป็นจุดเปราะบางที่ธุรกิจต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

    3 กลยุทธ์สำหรับธุรกิจ เมื่อต้องเล่นเกมรุกในยุค Geoeconomics

    เมื่อเผชิญกับความซับซ้อนนี้ ภาคธุรกิจต้องปรับตัวด้วย 3 กลยุทธ์หลักเพื่อความอยู่รอดและการเติบโต กลยุทธ์แรกคือการ “อัปเดตอยู่เสมอ” (Stay up to date) ในเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีพลวัตสูง ธุรกิจต้องยอมรับความจริงว่าองค์ความรู้ที่จำเป็นในการนำทางนั้นยังถูกสร้างขึ้นไม่เสร็จ ดังนั้นผู้นำต้องพร้อมที่จะทำงานใหม่ๆ และปรับปรุงมันซ้ำๆ ร่วมกับพันธมิตรในวงการอยู่เสมอ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์

    กลยุทธ์ที่สองคือการ “มองภาพเชื่อมโยงทั้งระบบ” (Systems-wide View) ผู้บริหารต้องยึดมุมมองแบบองค์รวม เพราะภาคส่วนต่างๆ เชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย การเปลี่ยนแปลงในนโยบายพลังงานหรือภูมิรัฐศาสตร์ในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึง Supply Chain หรือต้นทุนของธุรกิจคุณได้ทันที การมองแยกส่วนจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

    และกลยุทธ์สุดท้ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดคือการ “เปิดเกมรุก ไม่ใช่แค่ตั้งรับ” (Playing Offense) สำหรับธุรกิจในทุกเซกเตอร์ ความซับซ้อนของระเบียบโลกใหม่เรียกร้องให้เราต้องเชี่ยวชาญในการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แค่ความยืดหยุ่น หรือความคล่องตัว เพื่อความอยู่รอดนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องบูรณาการความเปลี่ยนแปลงเข้ากับการดำเนินงานปกติ สร้างระบบที่พร้อมจะวิวัฒนาการได้ตลอดเวลาแทนที่จะแค่ตอบสนองเมื่อเกิดวิกฤต ในโลกที่แบ่งเป็นฝักฝ่ายและเต็มไปด้วยความเสี่ยง ความแข็งแกร่งไม่ได้เกิดจากการมองหาความมั่นคง แต่เกิดจากการเรียนรู้ที่จะดำเนินงานอย่างมั่นใจท่ามกลางความไม่มั่นคง

    เมื่อความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี ผลักดันให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำธุรกิจต้องก้าวข้ามเส้นแบ่งเดิมๆ รัฐบาลกลายเป็นผู้เล่นทางเศรษฐกิจ และธุรกิจต้องคิดเรื่องความมั่นคง ความจำเป็นในการร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์จึงชัดเจนยิ่งขึ้น ในบริบทนี้ แพลตฟอร์มกลางที่เป็นกลางสำหรับการเจรจาระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างเช่นในเวที World Economic Forum Annual Meeting 2026 ภายใต้ธีม ‘A Spirit of Dialogue’ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำทางโลกผ่านยุคสมัยใหม่ ทั้งในแง่ของการคว้าโอกาสและการบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

    ที่มา: Fortune

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/wef-geoeconomics-business-strategy-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ASUmwmxjRuW2aSz8KDrD2

  • “สว.เปรมศักดิ์” จี้สอบคริปโต-USDT ตัวการเงินบาทแข็ง ซัดระบบการเงินไทยเสี่ยงพังเงียบ

    “สว.เปรมศักดิ์” จี้สอบคริปโต-USDT ตัวการเงินบาทแข็ง ซัดระบบการเงินไทยเสี่ยงพังเงียบ

    “หมอเปรม” ยื่นญัตติถก กมธ.เศรษฐกิจ ตั้งคำถาม ธปท. ไร้ข้อมูลคริปโต แต่ ก.ล.ต. พบซื้อขายทะลุแสนล้านต่อเดือน USDT ครองตลาดกว่าครึ่ง หวั่นเป็นช่องฟอกเงิน ดันเงินบาทแข็งผิดปกติ ฉุดส่งออก-ท่องเที่ยว

    วันที่ 19 มกราคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยที่รัฐสภา ว่า ตนได้ยื่นญัตติต่อ นายกำพล สุภาแพ่ง สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เพื่อให้กรรมาธิการ พิจารณาประเด็นค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ ซึ่งนายกำพลเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงจะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวในวันที่ 20 มกราคมนี้ ในการประชุมกรรมาธิการ โดยได้เชิญตนเข้าไปร่วมประชุมด้วยในฐานะผู้เสนอญัตติดังกล่าว

    ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีนักวิชาการในตลาดทุนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่มีข้อมูลการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ แต่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กลับมีข้อมูลว่า การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศมีมูลค่าสูงเฉลี่ยเดือนละกว่า 1 แสนล้านบาท โดยรูปแบบการซื้อขายไม่ได้เป็นไปตามพฤติกรรมการเก็งกำไรปกติ เหรียญที่มีความผันผวนสูงอย่างบิตคอยน์ (Bitcoin) กลับมีสัดส่วนการซื้อขายเป็นอันดับ 2 ไม่ถึงร้อยละ 20 ต่อวัน

    ขณะที่เหรียญ USDT ซึ่งเป็น Stablecoin ที่เคลื่อนไหวใกล้เคียงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด และข้อมูลล่าสุดจากรายงานของ ก.ล.ต. ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า USDT มีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึงร้อยละ 52 ขณะที่ Bitcoin อยู่เพียงร้อยละ 19 เท่านั้น สอดคล้องกับความเชื่อในแวดวงตลาดทุนว่า กระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยอาจถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มสแกมเมอร์ บ่อนพนันออนไลน์ และธุรกิจสีเทา โดยนำเงินผิดกฎหมายมาแปลงเป็น USDT ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากนั้นจึงแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทและโอนออกนอกประเทศได้โดยสะดวก

    นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า กระบวนการดังกล่าวทำให้มีเงินทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ โดยที่แหล่งที่มาของเงินไม่ชัดเจน มีการเรียกร้องให้ ธปท. เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว และจัดทำระบบการรายงานเงินเข้า-ออกในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนและรัดกุมตามมาตรฐานที่ธนาคารกลางในหลายประเทศใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศถูกบ่อนทำลาย

    นอกจากนี้ ผลกระทบของเงินบาทแข็ง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ทำให้ต้นทุนของประเทศไทยแพงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง อย่างเวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น ส่งผลให้ภาคส่งออก ภาคเกษตร และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันซ้ำเติม ด้วยเหตุผลดังกล่าวตนจึงขอเสนอญัตติเพื่อให้กรรมาธิการพิจารณาประเด็นค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง พร้อมทั้งเชิญธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด มาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2908793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04FDZTr6Am7rsFzIPmXVqu

  • จีนประกาศจะใช้มาตรการขั้น “เด็ดขาด”ตามแผนปี 2030 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

    จีนประกาศจะใช้มาตรการขั้น “เด็ดขาด”ตามแผนปี 2030 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

    จีนให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการ “เด็ดขาด” เพื่อกระตุ้นความต้องการในระบบเศรษฐกิจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยได้วางแผนที่จะบรรเทาภาวะการใช้จ่ายภายในประเทศที่ซบเซา ซึ่งเลวร้ายลงยิ่งขึ้นจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์และแรงกดดันด้านประชากร

    จีน ซึ่งมีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ปรากฏว่ามีอัตราเติบโต 5% ในปีที่แล้ว ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่ทำลายสถิติและบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นทางการของรัฐบาล

    แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เตือนว่า อัตราการเติบโตดังกล่าว ซึ่งอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ได้บดบังความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอมายาวนานในจีน ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัว

    “แผนห้าปี” ฉบับใหม่ล่าสุดของจีนสำหรับปี 2026-2030 ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติในเดือนมีนาคม จะนำนโยบายมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญนี้ เจ้าหน้าที่กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร

    หวังฉางหลิน รองประธานคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานสูงสุดด้านการวางแผนเศรษฐกิจของประเทศ กล่าวว่า “เศรษฐกิจในปัจจุบันเผชิญกับปัญหาอุปทานสูงแต่ความต้องการต่ำ”

    หวังกล่าวว่า NDRC จะ “ศึกษาและจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขยายความต้องการภายในประเทศตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2030” โดยให้คำมั่นว่าจะ “สร้างความต้องการใหม่ผ่านอุปทานใหม่และดำเนินมาตรการเชิงนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง”

    วิกฤตหนี้สินที่ยืดเยื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของจีนได้ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านลังเลที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บรักษาความมั่งคั่งที่สำคัญมาอย่างยาวนาน

    สิ่งที่ทำให้ความท้าทายซับซ้อนยิ่งขึ้นคือแนวโน้มด้านประชากรศาสตร์ โดยประชากรที่ลดลงและสูงวัยขึ้นทำให้แนวโน้มการใช้จ่ายที่เฟื่องฟูในอนาคตอ่อนแอลง

    ตัวเลขล่าสุดได้เน้นให้เห็นถึงอุปสรรคที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเผชิญในการกระตุ้นการใช้จ่าย

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์แสดงให้เห็นว่า ยอดขายปลีกเติบโตเพียง 0.9% เมื่อเทียบกับปีต่อปีในเดือนธันวาคม

    นี่ถือเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่สิ้นปี 2022 เมื่อมาตรการควบคุมโควิดอย่างเข้มงวดของประเทศถูกยกเลิกไป

    Agence France-Presse

    Photo – หญิงคนหนึ่งจุดธูปและสวดมนต์ที่ยงเหอกง หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดลามะ ในวันแรกของปีใหม่ที่ปักกิ่ง เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026  (Photo by WANG Zhao / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/39572&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Isg5aKpuk8ID-CT3F-puF

  • หาดใหญ่ | หาดใหญ่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ ยอดจองที่พักลดฮวบเหลือแค่ 10% หลายกิจการยังจอดนิ่ง

    หาดใหญ่ | หาดใหญ่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ ยอดจองที่พักลดฮวบเหลือแค่ 10% หลายกิจการยังจอดนิ่ง

    ดร.อ๋อง สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ เปิดเผยว่า หลังน้ำท่วมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น อัตราเข้าพักโรงแรมลดฮวบหนักที่สุด หลายกิจการยังจอด  แต่รัฐบาลลืมหาดใหญ่

    ซึ่งได้มีการเชิญกรรมการสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ สงขลา ประชุมด่วนเพื่อหารือมาตการต่างๆ หลังรัฐบาลยังไม่มีการตอบรับตามที่เอกชนได้เสนอไป  ทำให้การฟื้นฟูเมืองหลังน้ำท่วมเป็นไปอย่างล่าช้า โรงแรมที่กลับมาเปิด หลายๆแห่งมีอัตราการเข้าพักในช่วงสุดสัปดาห์เฉลี่ย 10-20% ลดลงไปหลายเท่า ธุรกิจจะอยู่อย่างไร มันสะท้อนให้เห็นแล้วว่าสภาพการท่องเที่ยวเรายังทรุด ขืนยังปล่อยสภาพนี้ หาดใหญ่คงจะไม่ฟื้น ต้องมีหลายกิจการจากไปและมีหลายคนที่ต้องตกงาน

    ทางคณะกรรมการฯ ได้เสนอความเห็นที่ต้องหาทางพยุงธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อด้วยการลงเงินทุนทำมาตการกันทำกันเอง (ทั้งๆที่หลายแห่งก็เจ็บตัวมาก่อนหน้านี้) พร้อมเตรียมหารือ Online Travel Agency และ Influrencer มาเลเซีย ร่วมฟื้นการท่องเที่ยวเมืองหาดใหญ่เร็วๆนี้

     เราก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะกลับมาให้ความสำคัญกับการฟื้นเมืองหาดใหญ่บ้าง มีบ้างที่รู้สึกสองมาตรฐานที่รัฐบาลไม่ได้เอ่ยถึงหาดใหญ่เลย พูดถึงแต่ชายแดนเขมร จนลืมไปแล้วว่ามีหาดใหญ่ที่ก็รอการช่วยเหลืออยู่เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/30171/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BKjHF5o1AueRUD7_qNqFB

  • เปิดแฟ้ม ครม. 20 ม.ค. พาณิชย์เสนอความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-สิงคโปร์

    เปิดแฟ้ม ครม. 20 ม.ค. พาณิชย์เสนอความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-สิงคโปร์

    เปิดแฟ้ม ครม. 20 ม.ค. กระทรวงพาณิชย์เสนอความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-สิงคโปร์ พร้อมรับทราบกฎกระทรวงหลายฉบับ หลังกฤษฎีกาให้ความเห็นนำเข้า ครม.ได้ ไม่ขัด รธน.

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (20 ม.ค. 2569) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน โดยในที่ประชุมมีวาระ ที่กระทรวงต่างๆเสนอ ครม.เพื่อรับทราบ โดยในส่วนที่เป็นร่างกฎหมายต่างๆสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้สอบถามจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ให้นำเสนอ ครม.รักษาการได้ โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 (1) 
    กระทรวงพาณิชย์ เสนอผลการประชุมกรอบความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสิงคโปร์ (STEER) ครั้งที่ 7 พร้อมรายงานสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนพฤศจิกายน และช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 รวมถึงสรุปภาพรวมดัชนีเศรษฐกิจการค้าประจำเดือนพฤศจิกายน 2568

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน รวมถึงร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา ของเขื่อนลำแชะ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน 

    นอกจากนี้ยังเสนอร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการขออนุญาตและการอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ …) และขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการทบทวนระบบบริหารจัดการนมโรงเรียน 

    นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯจะรายงานผลการเดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

    สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เสนอร่างกฎกระทรวงการนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน การชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด และการรับชำระหนี้จากทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการ

    กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอผลการพิจารณาศึกษาเรื่องปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและแนวทางแก้ไขอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา

    กระทรวงยุติธรรม เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

    กระทรวงมหาดไทย เสนอสรุปผลการดำเนินการตามข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของวุฒิสภา กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568

    กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รายงานผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ประจำปี 2567

    สำนักนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงบประมาณ รายงานผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ สิ้นไตรมาสที่ 4

    นอกจากนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เสนอโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ (โครงการสำคัญ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217323&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FkY6JTkQWVwybByR84AiQ

  • เวียดนามตั้งเป้า เศรษฐกิจโตปีละ 10% ไปจนถึงปี 2030

    เวียดนามตั้งเป้า เศรษฐกิจโตปีละ 10% ไปจนถึงปี 2030

    วันที่ 20 ม.ค. โต แลม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม กล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้แทนในการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ โดยให้คำมั่นว่า จะรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า 10% ต่อปีไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้ แม้จะเผชิญกับความปั่นป่วนในระดับโลก

    การประชุมซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมาและจะดำเนินไปตลอดสัปดาห์ จะมีการเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศ และกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจจนถึงปี 2030

    โต แลม กล่าวว่า “การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความยากลำบากและความท้าทายที่ซ้อนทับกันหลายประการ ตั้งแต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ พายุ และน้ำท่วม ไปจนถึงโรคระบาด ความเสี่ยงด้านความมั่นคง การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ที่ดุเดือด และการหยุดชะงักครั้งใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานพลังงานและอาหาร”

    เขาได้ให้คำมั่นว่า จะปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป หลังจากที่เขาได้ริเริ่มการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค

    เอกสารของพรรคที่ยื่นต่อรัฐสภาและได้รับการตรวจสอบโดยรอยเตอร์ระบุว่า เวียดนามมีเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีไม่ต่ำกว่า 10% จนถึงปี 2030 สูงกว่าเป้าหมาย 6.5%-7.0% สำหรับครึ่งแรกของทศวรรษที่ผ่านมา

    โต แลม กล่าวว่า เวียดนามมุ่งมั่นที่จะลดขั้นตอนทางราชการและขยายการค้าโลกเพื่อให้มั่นใจว่าเอกราชและผลประโยชน์ของชาติได้รับการปกป้อง

    ทั้งนี้ ภาษี 20% ที่รัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บจากเวียดนามไม่ได้ขัดขวางการส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐฯ ที่เติบโตขึ้น และเวียดนามมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ เป็นประวัติการณ์

    อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังพยายามที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับพันธมิตรอื่น ๆ เนื่องจากผลกระทบจากภาษีทรัมป์อาจจะเริ่มส่งผลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

    โต แลม ยังให้คำมั่นว่า จะสานต่อการต่อสู้กับการทุจริต แม้ว่าที่ผ่านมา การรณรงค์ต่อต้านสินบนได้ลดลง เนื่องจากเขาพยายามเร่งการอนุมัติโครงการเพื่อกระตุ้นการเติบโต

    โต แลม กล่าวเพิ่มเติมว่า “ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างการเชื่อมต่อที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค ระหว่างภูมิภาค และระดับโลก”

    เขาได้เป็นประธานในการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการฮั้วกันและการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองด้วย

    เรียบเรียงจาก Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/266484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L7SHoUBPYZ65ALoIG9KYa

  • เงินเฟ้อสหรัฐฯ ทรงตัว แต่ชาวอเมริกันยังกังวลเรื่องค่าครองชีพ

    เงินเฟ้อสหรัฐฯ ทรงตัว แต่ชาวอเมริกันยังกังวลเรื่องค่าครองชีพ

    กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ (U.S. Department of Labor) รายงานเมื่อวันอังคารที่ 13 มกราคม 2026 ว่าดัชนี ราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวอเมริกัน ประจำเดือนธันวาคม 2025 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบเป็นรายเดือน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 เมื่อเทียบ กับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ และเป็นการปิดท้ายปี 2025 ด้วยสถิติเงินเฟ้อที่ค่อยๆ ชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดที่ร้อยละ 3.0 ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา แม้ตัวเลข จะยังสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 2 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แต่ถือเป็นระดับที่นักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจ กำลังเข้าสู่สภาวะสมดุล ขณะเดียวกันดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานที่ มีความผันผวน ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 ในเดือนธันวาคม และเมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ร้อยละ 2.6 โดยจากข้อมูลระบุว่าอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัวนี้เกิดจากแรงหนุนในหมวดที่พักอาศัย ( Shelter) ที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    image.png

    ความเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าในหมวดหมู่ที่สำคัญ

    1. หมวดอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverages): ดัชนีราคาสินค้าในหมวดอาหารโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ3.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในรายการสินค้า ดังนี้:

    สินค้าที่มีราคาสูงขึ้น: ราคาอาหารปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 ภายในเดือนเดียว นำโดยกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ พุ่งสูงถึงร้อยละ  5.1 นอกจากนี้สินค้าในชีวิตประจำวันยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาได้แก่ กาแฟ (+19.8%), เนื้อบด (+15.5%), ผลิตภัณฑ์นม (+0.9%), ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ (+0.6%) และกล้วย (+5.9%)

    image.png

    สินค้าที่มีราคาลดลง: ไข่ไก่เป็นสินค้าเพียงไม่กี่รายการที่ราคาปรับลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยลดลงร้อยละ 8.2 ใน เดือนธันวาคม และหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาลดลงถึงร้อยละ 20.9 ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ของผู้บริโภคได้บางส่วน

    2. หมวดพลังงาน (Energy): สถานการณ์ราคาพลังงานมีความแตกต่างกันในแต่ละประเภท ดังนี้ ราคาน้ำมันขายปลีก (Gasoline): ปรับตัวลดลงร้อยละ 5.3 ในเดือนธันวาคม ตามทิศทางราคาน้ำมันโลก ช่วยลด ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้บริโภค

    image.png

    ค่าสาธารณูปโภค: ในรอบปีที่ผ่านมาราคาก๊าซหุงต้มและไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูง โดยปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 และ 6.7 ตามลำดับ

    3. หมวดบริการและสินค้าอุปโภค (Services & Retail):

    ภาคบริการ: ค่าบริการทางการแพทย์และค่าขนส่งมวลชนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจาก สภาวะค่าจ้างแรงงานที่ขยายตัว

    กลุ่มสินค้านำเข้าที่ถูกเก็บภาษี (Tariffed Items): เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มสินค้านี้ เนื่องจาก ราคาสินค้าที่ควรจะปรับสูงขึ้นตามมาตรการภาษี เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (วิดีโอ/เครื่องเสียง) กลับมีราคาคงที่หรือลดลง นักเศรษฐศาสตร์จาก ING วิเคราะห์ว่าผู้ค้าปลีกในสหรัฐฯ ยอมแบก รับต้นทุนโดยการลดอัตรากำไรของตนเองลงเพื่อตรึงราคาสินค้าไว้ ไม่ให้กระทบต่อยอดขายท่ามกลางสภาวะ เศรษฐกิจที่อ่อนไหว

    image.png

    สำหรับทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์และการตอบรับของตลาดต่อสถานการณ์ปัจจุบัน นักวิเคราะห์จาก Bloomberg และนายออสตัน กูลสบี ประธานเฟดสาขาชิคาโก มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ข้อมูลดัชนี ราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่กรอบเป้าหมายอย่าง ช้าๆ ซึ่งช่วยให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นในการพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม วันที่ 27-28 มกราคม 2026 นี้ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 95 คาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับร้อยละ 3.5 – 3.75 เพื่อเฝ้าสังเกตความชัดเจนของสภาวะเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกอย่างใกล้ชิด ในส่วนของกลยุทธ์ภาคค้าปลีกต่อนโยบายภาษีนำเข้านั้น นักเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการภาษีของรัฐบาลทรัมป์ยังไม่ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงรุนแรงอย่างที่กังวลในตอนแรก เนื่องจากผู้ค้าปลีกตัดสินใจแบกรับต้นทุนภาษีไว้เองบางส่วนเพื่อรักษาปริมาณการขายในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง  แทนการผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปสู่ผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก CBS MoneyWatch ชี้ให้เห็นว่าแม้เงินเฟ้อรายปีจะชะลอตัวลง แต่ผลกระทบสะสมด้านราคายังคงรุนแรง โดยราคาสินค้าอาหารในปัจจุบันยังคงสูงกว่าระดับราคาในปี 2022 ถึงร้อย ละ 18.6 ส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่หนักหน่วงเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีก่อนหน้า 

    สำหรับปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังในระยะต่อไป ผลสำรวจจาก New York Fed ระบุว่าผู้บริโภคยังคงมีความกังวลว่าเงินเฟ้อในระยะสั้นอาจพุ่งสูงถึงร้อยละ 3.4 และเริ่มขาดความเชื่อมั่นในความสามารถในการชำระหนี้ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ยังเตือนถึงความคลาดเคลื่อนของข้อมูลทางสถิติในเดือนนี้ที่อาจได้รับ ผลกระทบจากการหยุดชะงักในช่วงที่หน่วยงานรัฐปิดทำการ ตลอดจนความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจากภาษีนำเข้าฉบับใหม่ในปี 2026 และการตรวจสอบความเป็นอิสระของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยกระทรวงยุติธรรมซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในอนาคตได้

    ข้อเสนอแนะจากสคต.นิวยอร์ก

    การทรงตัวของอัตราเงินเฟ้อในระดับนี้ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรติดตามข่าวสารเรื่องต้นทุนการขนส่งและปัจจัยด้านภาษีนำเข้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหมวดสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในสหรัฐฯ ยังมีอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขีด ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

    ข้อมูลอ้างอิง   https://www.cbsnews.com/news/cpi-report-today-inflation-december-2025-tariffs/
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zrtt9n76elfrjd8mksd0o3ia&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sZfBjfSjRmr8KOv-UEDFH

  • “ธนาธร” ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องเมกะโปรเจกท์ 6.2 แสนล้าน หนี “ต้มยำกบ” ซึมยาว

    “ธนาธร” ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องเมกะโปรเจกท์ 6.2 แสนล้าน หนี “ต้มยำกบ” ซึมยาว

    “ธนาธร” เตือนเศรษฐกิจไทยติดหล่ม “ต้มยำกบ” ซึมยาว-เร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์ 6.2 แสนล้าน ปั้นอุตสาหกรรมไฮเทคสัญชาติไทย

    วันที่ 19 มกราคม 2569 พรรคประชาชนจัดงานใหญ่เปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ณ โรงแรมแมนดาริน โดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ขึ้นบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Orange Megaprojects” ชี้ทางรอดประเทศไทยต้องเลิกหวังพึ่งแค่ภาคบริการ แต่ต้องกำจัดวิกฤตเศรษฐกิจแบบซึมลึกที่เจ้าตัวเรียกว่าวิกฤต “ต้มยำกบ”

    นายธนาธรระบุว่าเศรษฐกิจไทยปัจจุบันน่ากังวลกว่าปี 2540 เพราะเป็นการถดถอยเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงเรื่อยๆ โดยเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่เพียง 56% ซึ่งในทางอุตสาหกรรมหากไม่ถึง 60-75% จะไม่มีการลงทุนเครื่องจักรใหม่เกิดขึ้นแน่นอน และการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

    พรรคประชาชนเสนอให้รัฐเปลี่ยนบทบาทจากการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย มาเป็นการลงทุนที่ยิงตรงจุดเพื่อสร้างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของคนไทยเอง ผ่านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 7 ด้านหลัก โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid): 1.92 แสนล้านบาท การจัดการขยะมาตรฐานโลก: 1.83 แสนล้านบาท ระบบน้ำประปาดื่มได้: 7.5 หมื่นล้านบาท ระบบบำบัดน้ำเสีย: 6 หมื่นล้านบาท โรงเรียน & โรงพยาบาล: 8 หมื่นล้านบาท ขนส่งสาธารณะ (รถเมล์ EV): 3.7 หมื่นล้านบาท

    นายธนาธรกล่าวต่อว่า ไฮไลต์สำคัญคือการเปลี่ยนระบบไฟฟ้าจาก “ผู้ซื้อรายเดียว” (Single Buyer) ไปสู่ “ตลาดเสรีพลังงาน” ที่ประชาชนสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจไฟฟ้าได้เหมือนเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ และใช้ระบบ Smart Grid ที่รองรับการขายไฟคืนจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาหรือแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (V2G) เข้าสู่โครงข่าย ซึ่งจะสร้างความต้องการมหาศาลให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ในไทย

    นายธนาธรย้ำจุดยืนไม่เน้นการพยุงราคาพืชผล แต่จะใช้ “คูปองเพิ่มผลผลิต” ให้เกษตรกรนำไปจ้างผู้ให้บริการอบข้าวหรือเครื่องอัดฟาง เพื่อเปลี่ยนงบอุดหนุนเป็นการสร้าง “อุปสงค์” ให้เกิดการสั่งซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรฝีมือคนไทย เป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรและนักอุตสาหกรรม ประเทศไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงไม่ได้ถ้าไม่มีเทคโนโลยีของตัวเอง วันนี้อินโดนีเซียและอินเดียสร้างรถไฟเองได้แล้ว คนไทยต้องอย่าเพิ่งหมดหวัง เราต้องเริ่มสร้างอุตสาหกรรมตั้งแต่วันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2908813&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw168oBKQb-A1kmXQXccRREu

  • ภราดร ชูจุดแข็งทำไมต้องเลือก ภูมิใจไทย ผู้นำปกป้องอธิปไตย ขอโอกาสสานต่อ

    ภราดร ชูจุดแข็งทำไมต้องเลือก ภูมิใจไทย ผู้นำปกป้องอธิปไตย ขอโอกาสสานต่อ

    วันนี้ (19 มกราคม) ภราดร ปริศนานันทกุล ผู้สมัคร สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีว่าทำไมประชาชนต้องเลือกพรรคภูมิใจไทยว่า ในช่วง 2 เดือนกว่า พรรคภูมิใจไทยได้แสดงให้เห็นศักยภาพการทำงานแล้วว่าสามารถทำได้มากขนาดไหน เราขอโอกาสจากประชาชนในอีก 4 ปีข้างหน้า และจะเข้ามาสานต่อสิ่งที่ได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ภัยสังคม การต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ และกาสิโน

    “ผมชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราไว้ใจประเทศเพื่อนบ้านได้มากน้อยแค่ไหน แล้วผู้นำแบบไหนที่ประชาชนจะไว้ใจให้มาบริหารประเทศบนสถานการณ์ที่เราไม่ไว้วางใจเพื่อนบ้านแบบนี้ เราได้เห็นสภาวะความเป็นผู้นำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่พร้อมทำทุกอย่างปกป้องอธิปไตยของประเทศ ขอโอกาสจากคนไทยทุกคนให้พรรคภูมิใจไทยทำงานบริหารประเทศอีก 4 ปี เข้าคูหากาเบอร์ 37” ภราดร กล่าว


    เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/paradorn-bhumjaithai-protects-sovereignty-4-years/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xilz4N35ihEDvCAAHWVZv