Category: เศรษฐกิจ

  • จับตา ‘คลัง’ ชงครม. 7 ต.ค.นี้ เคาะ ‘คนละครึ่ง’ รัฐช่วยจ่ายวันละ 200

    จับตา ‘คลัง’ ชงครม. 7 ต.ค.นี้ เคาะ ‘คนละครึ่ง’ รัฐช่วยจ่ายวันละ 200

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เร่งเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงรัฐบาล 4 เดือนนี้ โดยวางไทม์ไลน์คลอดโครงการทุกสัปดาห์ เริ่มจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ต.ค.68 นี้ กระทรวงการคลัง นำโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเสนอโครงการคนละครึ่งพลัส กรอบวงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้น ในสัปดาห์ต่อไป ได้เตรียมเสนอโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง

    โดยก่อนหน้านี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ต.ค.68 อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัส กรอบวงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ 2569 และงบกลาง 1.9 หมื่นล้านบาท

    ทั้งนี้ ครอบคลุม 20 ล้านสิทธิ หากเป็นประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี จะได้รับคนละ 2,400 บาท ขณะที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับคนละ 2,000 บาท จะเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 20-26 ต.ค.นี้ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และจะเริ่มใช้จ่ายครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.- 31 .ค.68 ขยายวงเงินรัฐช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาท/วัน จากเดิมวันละ 150 บาท/วัน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นอกจากนี้ จะเปิดลงทะเบียนร้านค้า ตั้งแต่วันที่25 ต.ค.68 จนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ คาดว่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมมากกว่า 1 ล้านแห่ง โดยจะขยายขอบเขตร้านค้า ไปถึงนิติบุคคลขนาดเล็ก แบ่งเป็น กลุ่มนิติบุคคลจดทะเบียน 1.8 ล้านบาท และนิติบุคคลขนาด 30 ล้านบาท ที่อยู่ในระบบภาษี รวม 5,500 ราย ซึ่งครอบคลุมร้านบริการ อาหาร เครื่องดื่ม และบริการทั่วไป

    ทั้งนี้ คาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัส และการกระตุ้นใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ครม.อนุมัติเติมเงินเพิ่มเติมให้ 2 เดือน รวมเป็น 1,700 บาท นั้น จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 0.2-0.4% ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงส่งการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D7imq_qnrqWyoRsBomVMv

  • เอกนิติ เปิดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยด้วยกลยุทธ์ GDP+ESG – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เอกนิติ เปิดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยด้วยกลยุทธ์ GDP+ESG – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดวิสัยทัศน์ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ภายใต้หัวข้อ “การปรับตัวของเศรษฐกิจมหภาคในบริบทใหม่ของโลก” โดยชี้ว่าประเทศไทยต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้วเข้าสู่ยุคเลือกข้าง สังคมผู้สูงอายุ การก้าวสู่โลก AI และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

    นายเอกนิติ ระบุว่า แม้รัฐบาลมีเวลาบริหารเพียง 4 เดือน แต่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้หากผสมผสาน การเติบโต (GDP) กับความยั่งยืน (ESG) ควบคู่กัน โดยวางยุทธศาสตร์ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ภายใต้ธรรมาภิบาล ผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่

    1. กระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ลดค่าครองชีพ เสริมทักษะร้านค้า และกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง

    2. แก้โครงสร้างหนี้ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน ใช้ AMC ของรัฐรับซื้อหนี้รายย่อยเพื่อลดภาระประชาชน

    3. ช่วยเหลือ SMEs ด้วย Soft Loan, Supply Chain Financing และมาตรการภาษี “พี่ช่วยน้อง”

    4. ส่งเสริมความยั่งยืน ผลักดันการออมระยะยาวและกองทุนที่เชื่อมโยง ESG

    5. ลงทุนอนาคต เร่ง Re-Skills ด้าน BCG, Digital, Data Center และ Automation พร้อมดึง BOI หนุนงบหมื่นล้าน

    นายเอกนิติ ย้ำว่า ทุกนโยบายต้องอยู่บนฐานวินัยการคลัง โปร่งใส และมุ่งกระจายประโยชน์สู่ประชาชน–SMEs เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐ เอกชน และทุกภาคส่วนร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคโลกใหม่

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/05/583773/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lwsvhBkmbYYNmuVidNfNv

  • เวียดนามคาดการณ์เศรษฐกิจ Q3/68 โตแตะ 8.22% : อินโฟเควสท์

    เวียดนามคาดการณ์เศรษฐกิจ Q3/68 โตแตะ 8.22% : อินโฟเควสท์

    เหงียน ฟาน ถัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเวียดนามเผยเศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มว่าจะขยายตัว 8.22% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาสที่สาม ปีนี้ เนื่องจากได้แรงหนุนจากการเติบโต 10% ในภาคการผลิต

    การเติบโตในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 7.84% ถังระบุในโพสต์บนเว็บไซต์ของรัฐบาล ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 3.38% ในเดือนกันยายน ตามการประมาณการของกระทรวง

    อุตสาหกรรมเหมืองแร่ของเวียดนามฟื้นตัวและขยายตัว 9.8% ในไตรมาสที่สาม ขณะที่การเติบโตในภาคบริการปรับตัวขึ้น 8.54%

    ฝ่าม ทันห์ ฮา รองผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนา กล่าวในการแถลงข่าวว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์กำลังอยู่ในทิศทางขาลง และเรียกร้องให้ปรับลดลงเพิ่มเติม พร้อมระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกในปีนี้ยังคงผันผวน ทั้งจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ความเสี่ยงของสงครามการค้า และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ทั้งนี้ เวียดนามตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต 8.3-8.5% ในปีนี้ เร่งตัวจาก 7.09% ในปีก่อน แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะกำหนดภาษีนำเข้า 20% กับเวียดนามก็ตาม โดยการขยายตัวของสินเชื่อถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GnUGN86yBPT2wTITJpz4K

  • คนละครึ่งพลัส เวอร์ชันพรรคภูมิใจไทย ลงทะเบียนวันไหน ใช้เงินได้เมื่อไหร่

    คนละครึ่งพลัส เวอร์ชันพรรคภูมิใจไทย ลงทะเบียนวันไหน ใช้เงินได้เมื่อไหร่

    เปิดไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” เวอร์ชันพรรคภูมิใจไทย เริ่มต้นลงทะเบียนวันไหน ใช้จ่ายได้เมื่อไหร่ เงื่อนไขใหม่มีอะไรบ้าง

    ไทยรัฐออนไลน์ เกาะติดความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง หรือ คนละครึ่งพลัส หลังจากที่ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมนำโครงการคนละครึ่งพลัส เวอร์ชันพรรคภูมิใจไทย เข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า ประเดิมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบด่วนจี๋ ปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง ยุครัฐบาล “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาใช้ใหม่ แต่มีการอัปวงเงินเพิ่มเป็น 200 บาทต่อวัน จากเดิม 150 บาทต่อวัน

    “คนละครึ่งพลัส” แตกต่างจากเดิมอย่างไร



    โดยบางช่วงบางตอน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุไว้ว่า คนละครึ่งพลัส หลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้อง บิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท บิ๊กพอและเร็วด้วย เพราะเราใช้งบประมาณที่มีอยู่แล้ว คืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท รวมเป็น 44,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่มีอยู่แล้วจึงไม่ได้เพิ่มภาระทางการคลัง

    พร้อมย้ำถึงสิทธิประชาชน 20 ล้านคน จะได้ประโยชน์ในการลดค่าครองชีพ เพราะครึ่งหนึ่งรัฐบาลสมทบให้ ขณะที่ร้านค้าจะเกิดการหมุนเวียน พร้อมเน้นย้ำว่าให้เฉพาะร้านค้าขนาดเล็ก ไม่ได้ให้ร้านใหญ่ๆ ที่เป็นของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะต้องการให้เงินไปตกกับประชาชนจริงๆ รวมถึงนิติบุคคลเล็กๆ ที่อยู่ในระบบภาษีก็เข้าร่วมได้ด้วย

    เปิดไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มใช้จ่ายวันไหน

    • 15 ต.ค. 68 เปิดลงทะเบียนร้านค้า โดยเอาระบบเดิมมาใช้ ส่วนร้านที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบก็เปิดให้เข้าด้วย ประกอบด้วย 1. ร้านอาหาร-เครื่องดื่มทั่วไป 2. ผู้ประกอบการบริการ นวดสปา ทำผม ทำเล็บ 3. บริการขนส่งสาธารณะ อาทิ แท็กซี่ รถรับจ้าง ที่มีใบขับขี่รถสาธารณะ ผู้ประกอบการบริการขนส่งมวลชนสาธารณะ

    • 20-26 ต.ค. 68 ประชาชน 20 ล้านสิทธิ ลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง” เป็นระบบมีอยู่แล้ว โดยต้องทำเร็ว ทำทันที ใครเคยลงทะเบียนแล้วก็มายืนยันสิทธิเพราะมีข้อมูลอยู่แล้ว ใครยังไม่มีก็มาลงทะเบียน

    • 29 ต.ค. 68 เริ่มใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส” ได้ทันที จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 68 หากใช้ไม่ถึง 200 บาท สามารถสะสมได้

    เงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่งพลัส” ผู้มีสิทธิ์ต้องมีอายุ 16 ปี ขึ้นไป

    โดยจะแบ่งสิทธิ์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1.กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (13 ล้านคน)

    • เงินเพิ่มเติม 1,700 บาท/เดือน + ของเดิม 300 บาท/เดือน รวม 2,000 บาทต่อเดือนในงวดเดียว โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่
    • ใช้จ่ายตามวงเงินจริงที่ซื้อ

      2.กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษี (11 ล้านคน) สิทธิ์ 60:40

    • รัฐบาลสมทบ 2,400 บาท
    • ประชาชนเติมเงิน 2,000 บาท
    • ใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท (ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง)

      3.กลุ่มผู้อยู่นอกระบบภาษี (9 ล้านคน) สิทธิ์ 50:50

    • รัฐบาลสมทบ 2,000 บาท
    • ประชาชนเติมเงิน 2,000 บาท
    • ใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท (ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง)

      เริ่มใช้จ่าย พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568

      อย่างไรก็ตามโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อยู่ภายใต้แนวคิดปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ซึ่งยังต้องรอรายละเอียดจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าอย่างไร “ไทยรัฐออนไลน์” จะรีบรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2887037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I1vLkjZo3sL40ZXHz6p5d

  • เก็บตกจากเวที OECD แนะ 4 ข้อสำคัญ ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    เก็บตกจากเวที OECD แนะ 4 ข้อสำคัญ ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    05 ต.ค. 2025 เวลา 7:20 น.

     ประเทศไทยได้รับคำแนะนำสำคัญ 4 ประเด็นหลักจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

    • OECD แนะ 4 ข้อสำคัญปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น โดยให้ไทยเสริมสร้างวินัยการคลัง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และปรับปรุงการใช้จ่ายงบประมาณให้ตรงเป้าหมาย
    • ยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการส่งเสริมการลงทุน การค้า และเร่งพัฒนาทุนมนุษย์โดยเฉพาะคุณภาพการศึกษาอาชีวศึกษา
    • เตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพัฒนาระบบเตือนภัย โครงสร้างพื้นฐาน และมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
    • ปฏิรูปเศรษฐกิจนอกระบบเพื่อสร้างงานที่มั่นคง ผ่านการพัฒนาทักษะแรงงาน ปรับปรุงระบบประกันสังคม และส่งเสริมให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบมากขึ้น

    เมื่อเร็วๆนี้นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนางสาวอานันท์ชนก สกนธวัฒน์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค และคณะเจ้าหน้าที่จากกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค และกองพัฒนาข้อมูลและตัวชี้วัดสังคม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจและการพัฒนา (Economic and Development Review Committee: EDRC) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือ “OECD” เพื่อพิจารณารายงานการสำรวจเเละประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 (Economic Survey of Thailand 2025) ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยได้รับเกียรติจากนายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และเจ้าหน้าที่สถานทูตเข้าร่วมในการประชุมดังกล่าวด้วย

    ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

    1. เสริมแกร่งวินัยการคลัง เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ OECD เน้นย้ำความสำคัญของการเพิ่มศักยภาพทางการคลังทั้งระยะสั้นและปานกลาง โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมปรับปรุงการใช้จ่ายงบประมาณให้คุ้มค่าและตรงเป้าหมายมากขึ้น เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงรองรับการพัฒนาในระยะยาว

     2. ยกระดับผลิตภาพ เพิ่มขีดแข่งขัน ประเด็นนี้ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การส่งเสริมการลงทุนและอำนวยความสะดวกทางการค้า การเพิ่มบทบาทรัฐวิสาหกิจ การพัฒนากฎหมายแข่งขัน ไปจนถึงการปรับปรุงกฎระเบียบที่ซับซ้อนและแก้ไขปัญหาคอรัปชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OECD แนะนำให้ไทยเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวศึกษา ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างแรงงานฝีมือรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่

     3.รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ สร้างความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง คณะกรรมการฯ แนะนำให้ไทยพัฒนาขีดความสามารถบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการดำเนินการสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ นอกจากนี้ ยังเน้นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างมาตรการจูงใจสนับสนุนการปรับตัวของภาคเกษตร ประมง และท่องเที่ยว พร้อมลดมลพิษและปรับปรุงระบบรีไซเคิล

    และ 4.ปฏิรูปเศรษฐกิจนอกระบบ สร้างงานมั่นคง OECD มองว่าการลดสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบเป็นวาระสำคัญ โดยเสนอแนวทางครอบคลุม 3 ด้าน คือ การพัฒนาการศึกษาและทักษะแรงงานเพื่อสร้างงานที่มั่นคงโดยเน้นคุณภาพอาชีวศึกษา การปรับปรุงระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมและสร้างแรงจูงใจทำงานในระบบ และการส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินการในระบบผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบ ลดความซับซ้อนในการจัดเก็บภาษีสำหรับ SMEs และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

    การจัดทำรายงานการสำรวจและประเมินสถานะทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญภายใต้เส้นทางการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ของไทย ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ไทยเข้าถึงองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีจากประเทศสมาชิก นำไปสู่การกำหนดนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

    นอกจากนี้ คณะผู้แทนจาก สศช. ยังได้เข้าร่วมในการประชุมกับคณะทำงานของ OECD ในการปรับแก้ร่างรายงานการสำรวจและประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมติที่ประชุมและความเห็นของคณะกรรมการเศรษฐกิจและการพัฒนา รวมถึงการหารือเพื่อเตรียมการการประชุมเผยแพร่รายงานฯ ดังกล่าวต่อไป โดยการจัดทำรายงานการสำรวจและประเมินสถานะทางเศรษฐกิจ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสำคัญภายใต้กระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งสร้างความร่วมมือในการศึกษาและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน โดยจะสามารถช่วยผลักดันให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้เข้าถึงองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศสมาชิกของ OECD และนำไปสู่การกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pAtwR8WN9wApyOl1c_oSk

  • ฝาก “รัฐบาลอนุทิน” คลอดแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก 69

    ฝาก “รัฐบาลอนุทิน” คลอดแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก 69

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความพิเศษ “Quick Big Winคนละครึ่งพลัสกระตุ้นบริโภค นโยบายเฉพาะหน้ารับมือเศรษฐกิจทรุดตัว มีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า เศรษฐกิจไทยช่วงก่อนและไตรมาสสุดท้ายปีพ.ศ.2568 ออกอาการนิ่งจากสถานการณ์ต่างๆ ที่ประดังกันเข้ามา ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ซึมกระทบส่งออกและท่องเที่ยว การบริโภคที่อ่อนแอ วิกฤตขัดแย้งกัมพูชา 

    นายกรัฐมนตรีถูกศาลให้พ้นจากตำแหน่ง นำมาสู่รัฐบาลเสียงข้างน้อย “หนูติดปีก” เข้ามาบริหารประเทศแบบเฉพาะกิจ 4 เดือนยุบสภา ประเทศไทยเผชิญการเมืองย้อนยุค 3 ก๊กเต็มรูปแบบ กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น 

    ขณะที่เศรษฐกิจโลก ที่ออกอาการอ่อนแอ เริ่มส่งผลกระทบภาคส่งออกอย่างชัดเจน ก่อนหน้าขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 14.4 แต่เดือนสิงหาคม (USD) ขยายตัวเหลือร้อยละ 5.79 เชิงเงินบาทขยายตัวติดลบร้อยละ -5.53 ส่งออกช่วงจากนี้มีแนวโน้มลดลง ด้านการบริโภคในประเทศซบเซาอัตราการขยายตัวต่ำกว่าประมาณการณ์

    กระทรวงการคลังคาดการณ์ GDP ไตรมาสสุดท้ายของปีอาจขยายตัวเพียงร้อยละ 0.3 ทั้งปีอาจขยายตัวได้ร้อยละ 1.8 – 2.0 รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คนละครึ่งพลัส) วงเงินประมาณ 6.2 – 6.4 หมื่นล้านบาทประชาชนเข้าถึงประมาณ 33 ล้านคน มีทั้งแบบจ่ายงวดเดียว 1,700 บาท (ของเดิมได้อยู่แล้ว 300 บาท) และโครงการคนละครึ่งรัฐสมทบ 2,000 – 2,400 บาท (กลุ่มยื่นแบบภาษีได้ 60 : 40) คาดว่ากลางเดือนตุลาคมนี้คงได้ใช้เงินแน่ 

    เงินเท่านี้อาจเป็นเพียงแค่น้ำจิ้มกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณร้อยละ 0.2 – 0.3 แต่คงดีกว่าไม่ได้ ในความเห็นควรมีอีก 2 เฟส ปลายธันวาคมเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่นำเงินไปใช้จ่ายต่างจังหวัด เพื่อกระจายเม็ดเงินให้ทั่วถึง

    อีกงวดให้ครม. อนุมัติให้เสร็จก่อนยุบสภา ซึ่งเข้าใจว่าอาจปลายมกราคมปีหน้า เพราะหลังจากนั้นรัฐบาลรักษาการอาจทำไม่ได้ นัยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสุญญากาศทางการเมืองคงมุ่งหาเสียง อาจไม่มีคนดูแลเศรษฐกิจ

    ฝากดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 69

    ประเด็นที่อยากฝาก “รัฐบาลอนุทิน” ซึ่งช่วงหลังฟอร์มดีคะแนนนิยมของนิด้าโพลระบุว่าดีวันดีคืน อยากให้ทีมเศรษฐกิจผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแพ็คเกจรองรับเศรษฐกิจอย่างน้อยครึ่งปีแรกของปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกออกอาการอ่อนแอ

    อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนรุนแรง ช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายสิงหาคม เงินสกุลเหรียญสหรัฐ (USD) อ่อนค่าประมาณร้อยละ 13.625 ส่งผลกระทบเงินสกุลต่าง ๆ กรณีประเทศไทยเงินบาทแข็งค่าในช่วงเดียวกัน 1.843 บาท/USD หรือแข็งค่าร้อยละ 5.378 เปรียบเทียบกับเงินดอลล่าร์สิงคโปร์ แข็งค่าร้อยละ 5.396 และเงินริงกิตของมาเลเซีย แข็งค่าร้อยละ 6.031แสดงให้เห็นว่า เงินบาทของไทยไม่ได้แข็งค่าสุดโต่งประเทศเดียว 

    ขณะที่ราคาทองคำแท่งตลาดโลกปรับตัวสูงมาโดยตลอดจากราคา ณ ต้นมกราคมอยู่ที่ 2,636 USD/ออนซ์ (1 ออนซ์เท่ากับทองหนัก 2 บาท) ล่าสุดราคาปรับตัวสูงทำลายสถิติ 3,868 USD/ออนซ์ (2 ต.ค.68) สูงขึ้นถึงร้อยละ 46.54 สำหรับทองคำแท่ง (99.99) ราคาในประเทศน้ำหนักหนึ่งบาทราคา 61,440 บาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน 

    สวนทางราคาน้ำมันโลกร่วงต่อเนื่องจากอุปสงค์ความต้องการที่ลดลง ราคาน้ำมันดิบ WTI ตลาดนิวยอร์กช่วง 8 เดือนแรกราคาลดลงประมาณร้อยละ 13.24 เทียบกับราคาน้ำมันเบนซิน E20 ลดลงร้อยละ 10.83 

    ข้อมูลเหล่านี้ เพื่อให้เห็นฉากทัศน์ความผันผวนของเศรษกิจโลกที่แสดงออกในรูปของความไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งจากเศรษฐกิจภายในที่อ่อนแอ บวกกับมาตรการภาษีโต้ตอบทางการค้าและภาวะวิกฤตทางการคลัง “Government Shutdown” กระทบต่อการอ่อนค่าของเงินสกุลเหรียญสหรัฐ ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันโลกร่วงต่อเนื่อง

    อีกทั้งความไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจโลก อาจทรุดตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ ทำให้มีการโยกเงินเปลี่ยนไปถือทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

    จับตาส่งออกยังน่าห่วง

    ความท้าทายของทีมเศรษฐกิจนอกจากประเด็นที่กล่าวถึง ไทยยังเผชิญกับความไม่แน่นอนของภาคส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจออกอาการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด 

    กล่าวคือ เดือนสิงหาคมส่งออก ขยายตัวเชิงเหรียญสหรัฐร้อยละ 5.79 แต่เงินบาทแข็งค่า ทำให้ขยายตัวเชิงเงินบาทหดตัว -5.53 จากค่าเฉลี่ยขยายตัวร้อยละ 4.72 เป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำสุดในช่วง 8 เดือน ประเทศคู่ค้าหลักส่งออกชะลอตัว เช่น สหรัฐอเมริกาขยายตัวเพียงร้อยละ 12.76 จากค่าเฉลี่ย (ม.ค. – ก.ค.) ร้อยละ 30.07 เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งการนำเข้าให้ทันการปรับภาษีของทรัมป์ (Reciprocal Tariff) 

    ขณะเดียวกันส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นลูกค้าอันดับ 2 ขยายตัวเพียงร้อยละ 5.87 ต่ำสุดจากค่าเฉลี่ยในช่วงเดียวกัน ขยายตัวร้อยละ 19.42 ส่งออกไปฮ่องกง ขยายตัวร้อยละ 0.9 และญี่ปุ่น หดตัวร้อยละ -5.26 

    ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากส่งออกชะลอตัว แฝงมากับเงินบาทแข็งค่าคือ สินค้าเกษตรกรรม หดตัวเชิงเงินบาท ร้อยละ 22.8 สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร หดตัวร้อยละ 17.09 ขณะที่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมการผลิต หดตัวร้อยละ 0.69 ที่น่ากังวลคือเกษตรกรชาวนา (ข้าว) ในเชิงปริมาณส่งออก 8 เดือนแรกส่งออก ลดลงร้อยละ 24 ในเชิงมูลค่าเงินบาท หดตัวร้อยละ 35.63 

    ชำแหละนโยบาย Quick Big Win

    การที่รัฐบาลออกนโยบายแก้เศรษฐกิจระยะสั้น Quick Big Win ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนละครึ่งพลัส งบประมาณก้อนแรก 6.4 หมื่นล้านบาท อาจแทบไม่มีผลต่อ GDP แต่เม็ดเงินเหล่านั้นจะมีส่วนสำคัญต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ราคาสินค้าตกต่ำซึ่งแนะนำว่าจะต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เฟส

    ขณะเดียวกันเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เก็บเกิบภาษีจริง ซึ่งรมว.คลังระบุว่ามีเม็ดเงินประมาณ 1.5 แสนล้านบาท พร้อมที่จะคืนให้กับภาคเอกชนให้เร่งดำเนินการ ซึ่งจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อม 

    ด้านมาตรการสร้างความเชื่อมั่นจากความไม่แน่นอนของรัฐบาล ซึ่งพอรับตำแหน่งวันแรกประกาศจะยุบสภาล่วงหน้าภายใน 4 เดือน ต่างชาติอาจไม่เข้าใจวัฒนธรรมและจารีตการเมืองแบบไทยๆ อาจลังเลที่จะนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุน แต่ภาพรวมการนำเข้าสินค้าทุน-เครื่องจักรช่วงตั้งแต่ต้นปี ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 22.15 เทียบกับปีที่แล้ว ขยายตัวร้อยละ 9.16 และการนำเข้าวัตถุดิบ-สินค้ากึ่งสำเร็จรูป ขยายตัวร้อยละ 11.83 

    สะท้อนการลงทุนเอกชนและการผลิตยังเดินหน้า โดยหวังรองรับการส่งออกจะยังขยายตัวได้ในปีหน้า ประเด็นที่ต้องติดตามส่งออกช่วงที่เหลือของปีและปีพ.ศ. 2569 จะกลับมาฟื้นตัวหรือไม่ เนื่องจากการพึ่งพาการบริโภคในประเทศซึ่งกำลังซื้ออ่อนแอ จะทำให้กำลังการผลิตเดินไม่เต็มตามศักยภาพ และมีสินค้าคงคลังสูง ทำให้มีปัญหาสภาพคล่องตามมา 

    ดึงนักท่องเที่ยวของต่างชาติเข้าประเทศ

    มาตรการที่รัฐบาลต้องเร่งแก้คือ การท่องเที่ยวของต่างชาติ ลดลงอย่างเป็นนัยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดจีน นักท่องเที่ยวเดือนสิงหาคมหายไปถึง ร้อยละ 35 – 40 จะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวไปจนถึงอาจหดตัว กระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงร้านค้าแผงลอย ร้านอาหาร ภัตตาคารและโรงแรมตามแหล่งท่องเที่ยว จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการด่วนรองรับการท่องเที่ยวในช่วงไฮท์ซีซั่น

    รัฐบาลอนุทินที่เข้ามาในจังหวะนี้เป็นทั้ง “ความท้าทาย” จะไปรอดจากภาวะการเมืองแปรปรวน เศรษฐกิจไม่เอื้อ ปัญหาขัดแย้งกัมพูชายกระดับเป็นความคลั่งชาติรอวันปะทุ อาจเป็น “โอกาส” หากสามารถแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น 

    จุดแข็งของรัฐบาลคือตัวท่านนายกรัฐมนตรีมาจากเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่และเป็นมืออาชีพ-เก๋าทางการเมือง รวมทั้งมีการดึง “Economic Team” จากคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงาน โดยให้เร่งแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนปากท้องของประชาชน 

    การแก้หนี้รายย่อย ปัญหาการส่งออกและขัดแย้งกัมพูชา เนื่องจากมีเวลาไม่มากไม่มีเวลาฮันนีมูนหรือยิ้มสวยๆ ซึ่งแก้ปัญหาไม่ได้ต้องแก้ให้ตรงจุด ตรงประเด็น มาตรการที่ดูเท่แต่เห็นผลระยะยาว ขอให้เก็บไว้ก่อน หากปีหน้าเลือกตั้งจบสามารถกลับมาเป็นรัฐบาลค่อยว่ากันใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw240jquGA3m5FCfc6YRcfhm

  • ราคาทอง 4 ต.ค. เปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 250  บาท

    ราคาทอง 4 ต.ค. เปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 250  บาท

    ราคาทอง 4 ต.ค. เปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 250  บาท

    สมาคมค้าทองคำ เผย ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค.)  เปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 250  บาท  ขายทองแท่ง 59,450 บาท รูปพรรณ 60,250 บาท

    สมาคมค้าทองคำ รายงาน ราคาทองคำประจำวันที่ 4 ตุลาคม เปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 250  บาท  ราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 59,350  ขายออกบาทละ 59,450 ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 58,168.92 ขายออกบาท 60,250 บาท

    TAGS: #ราคาทอง #ราคาทองคำ #ราคาทองวันนี้ #ทองคำ #สมาคมค้าทองคำ #ทองแท่ง #ทองรูปพรรณ

    Share this content :

    306

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/36134&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32UdfPDQNsONEIYZt75u-L

  • WTI ปิดบวก 0.66% หลังร่วงหนักทั้งสัปดาห์ 8.1% เหตุคาดโอเปกพลัสเพิ่มกำลังผลิต

    WTI ปิดบวก 0.66% หลังร่วงหนักทั้งสัปดาห์ 8.1% เหตุคาดโอเปกพลัสเพิ่มกำลังผลิต

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/101419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ADE_1Ntu1jDJ5Ec_x6e6z

  • จับตา กนง. คงดอกเบี้ย 1.50% พ่วงรอดูทิศทางการเงินยุคผู้ว่าแบงก์ชาติ “วิทัย”

    จับตา กนง. คงดอกเบี้ย 1.50% พ่วงรอดูทิศทางการเงินยุคผู้ว่าแบงก์ชาติ “วิทัย”

    เดือนตุลาคม ว่ากันว่าเป็นเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงของปี ทั้งฤดูกาล อุณหภูมิ รวมถึงจังหวะการทำงานของภาครัฐและเอกชน ที่เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปีเศรษฐกิจ

    ปีนี้ “การเปลี่ยนผ่าน” เกิดขึ้นทั้งในเชิงบุคคลและนโยบาย เมื่อ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ “วิทัย รัตนากร” เข้ารับตำแหน่ง

    พิธีส่งมอบตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้แก่นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท. ลำดับที่ 25

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โคจรมาถึงรอบพอดิบพอดี ผู้ว่า “วิทัย” พร้อมคณะกรรมการใหม่ 2 ท่าน “สุวรรณี เจษฎาศักดิ์” และ “เชาว์ เก่งชน” เตรียมเข้าประชุมนัดแรกในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ ท่ามกลางความคาดหวังว่า การดำเนินนโยบายการเงินควบคู่การคลังยุคใหม่ จะประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้สมดุล ก่อนประเทศเข้าสู่ปีเลือกตั้ง 2569 ได้หรือไม่

    นับหนึ่ง ชุดนโยบายการเงินใหม่

    ในการแถลงวันเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ผู้ว่า “วิทัย” กล่าวถึงภารกิจเร่งด่วนของธนาคารกลางว่า “ปัญหาระยะสั้นมีหลายประการที่ต้องเร่งเข้าไปดูแล… แต่แน่นอนเราต้องยึดภารกิจหลักของเรา เรื่องเสถียรภาพและมีความเป็นอิสระ”

    ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนจุดยืนชัดเจนของธนาคารกลางในยุคใหม่ ที่ยังคงรักษาความเป็นอิสระทางนโยบาย ขณะเดียวกันก็พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เพื่อดูแลเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของปี

    สัญญาณจากนักวิเคราะห์ “คงก่อน ลดปลายปี”

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) มองว่า กนง. อาจลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในไตรมาส 4 (ลงเหลือราว 1.25%) เพื่อช่วยให้ภาวะการเงิน “คลายตัว” มากขึ้นในช่วงท้ายปี เหตุผลหลักคือ เศรษฐกิจไทยชะลอตัว เงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง และเงินบาทแข็ง ซึ่งกดดันทั้งภาคส่งออกและฐานะของภาคธุรกิจ-ครัวเรือน

    ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (TISCO) ปรับเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2568 เป็น 1,334 จุด เชื่อว่าแรงหนุนจากรัฐบาลใหม่ และแนวโน้มนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในช่วงปลายปี จะช่วยพยุงตลาดหุ้นไทย โดยมองว่า กนง. อาจทยอยลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรักษาสมดุลทางนโยบายและรองรับแรงกดดันเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

    ทั้ง SCB EIC และ TISCO เห็นพ้องว่า โอกาส “คงดอกเบี้ย” ในการประชุม 8 ตุลาคมนี้ มีน้ำหนักมากกว่า เพราะการลดทันที อาจ “เร็วเกินไป” โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ หลายสถาบันเน้นว่า “จังหวะเวลา” คือหัวใจสำคัญ กนง. ชุดใหม่อาจเลือกให้สัญญาณช้าแต่มั่นคง มากกว่าการเร่งรีบ

    ปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตา ได้แก่ สถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาทที่แข็ง–อ่อนผันผวน ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ในแต่ละวัน

    ตลาดเงิน-ตลาดหุ้นรอผล กนง.

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ที่ประชุม กนง. นัดนี้จะมีมติ “ไม่เป็นเอกฉันท์” คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% หลังจากปรับลดลง 0.25% เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อรอดูผลของมาตรการจากรัฐบาลใหม่ที่ทยอยส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริง พร้อมประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 0.25% ในเดือนธันวาคม และอาจผ่อนคลายต่อเนื่องในครึ่งแรกปี 2569 หากแรงฟื้นตัวยังจำกัด

    บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (6-10 ต.ค.) จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,270-1,315 จุด โดยมีแนวรับที่ 1,270 และ 1,245 จุด และแนวต้านที่ 1,300 และ 1,315 จุด ตามลำดับ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ทั้งผลการประชุม กนง. วันที่ 8 ตุลาคม, ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายน, สถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ, ถ้อยแถลงของประธานเฟด และเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงบันทึกการประชุมเฟด (FOMC Minutes) ซึ่งทั้งหมดอาจส่งผลต่อทิศทางกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และจังหวะการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในระยะสั้น

    ฝั่งการคลังเตรียมรับแรงสั่นสะเทือนโลก

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ว่า หากสถานการณ์ ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ” ลุกลาม รัฐบาลไทยควรเตรียมยุทธศาสตร์รองรับ โดยเสนอแนวทางหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1. ดูแลเสถียรภาพค่าเงิน ธปท. ควรพร้อมใช้เครื่องมือดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งเกินไปจนกระทบต่อภาคส่งออก-นำเข้า 2. บริหารความเสี่ยงด้านส่งออก หาตลาดเสริม เช่น จีน อาเซียน และตะวันออกกลาง พร้อมประสานทูตพาณิชย์กับสหรัฐฯ หากเกิดอุปสรรคด้านศุลกากร และ 3. จัดมาตรการช่วยภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SMEs และมาตรการ FX hedging สำหรับผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ

    ตุลาคมปีนี้จึงไม่ใช่เพียงเดือนแห่งฤดูกาลที่เปลี่ยน แต่ยังเป็นเดือนที่ ธนาคารกลางไทยเริ่มปักหมุดทิศทางนโยบายใหม่ ภายใต้ผู้ว่า “วิทัย รัตนากร” ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุดร่วมที่อาจช่วยให้การประสานนโยบายการเงิน-การคลัง เดินไปในทิศทางเดียวกันได้ราบรื่นมากขึ้น

    เดือนตุลาคมนี้ จึงเป็น “เดือนของการจับตา”

    ไม่ใช่เพื่อรอ “งัดไม้เด็ด”

    แต่เพื่อดูว่า “แนวทางที่มั่นคง” ของนโยบายการเงินไทยจะเริ่มต้นอย่างไร ในยุคใหม่ที่ทุกสายตากำลังเฝ้ามอง

    บทความที่เกี่ยวข้อง :

    โจทย์หินรอท้าทาย! “ผู้ว่าแบงก์ชาติ” คนใหม่ ต้องแม่นเกมเงิน-สื่อสารอย่างมีศิลป์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/787026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NSs3HvizzM2b-ucXUVtg0

  • ผู้ว่าโคราชจัดโครงการ “วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย” ส่งเสริมการออกกำลังกายและท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ผู้ว่าโคราชจัดโครงการ “วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย” ส่งเสริมการออกกำลังกายและท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ผู้ว่าโคราชจัดโครงการ “วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย” ส่งเสริมการออกกำลังกายและท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ

    • เผยแพร่ : 04/10/2025 14:48

    พ่อเมือง-แม่เมือง โคราช จัดกิจกรรมรณรงค์โครงการ วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 เชิญชวนชาวโคราช-นทท.ดูแลสุขภาพกายใจ หนุนการออกกำลังกายพร้อมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันที่ 2 ต.ค. 2568 นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุมประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครราชสีมา นำคณะสมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกิจกรรมรณรงค์โครงการ “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี 2568” ของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายและดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พร้อมทั้งส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวภายในจังหวัดนครราชสีมา

    โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  ผ่านการจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมบรรยากาศที่สวยงามตามสถานที่สำคัญและแลนมาร์คของจังหวัดนครราชสีมา  อาทิ ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และสวนน้ำบุ่งตาหลั่ว เฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นสถานที่ออกกำลังกายยอดฮิตของนักท่องเที่ยวและประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา

    อย่างไรก็ตามขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย”  แล้วแชร์ภาพความประทับใจผ่าน Facebook ของทุกท่าน พร้อมติดแฮดแท็ก #วิ่งไปเที่ยวไปกับแม่บ้านมหาดไทย เพื่อร่วมกันสร้างเสริมสุขภาพและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมาต่อไป.

    ภาพ/ข่าว กัญศลักษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าว topnews ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    website

    รมว.พม. ลงพื้นที่เยี่ยมและให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมมอบของขวัญและติดตามการฟื้นฟูหลังพายุ “บัวลอย”

    แม่ฮ่องสอน เครือข่ายสหกรณ์สายใต้ร่วมกับกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 และ 4 ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมน้ำป่าไหลหลาก อ.แม่สะเรียง

    สังขยามะพร้าวน้ำหอมวัดปราโมทย์ 1ปี มีครั้งเดียวพลาดปีนี้ต้องรอปีหน้า

    สุโขทัย สีขาวฝ่ายปกครองอำเภอเมืองสุโขทัยปฏิบัติการกวาดล้างสิ่งเสพติด

    “สมาคมพุทธวจนยุโรป” แฉตัวแทนโครงการฯส่อฮุบเงินบริจาค

    สืบสวน สภ.ป่าตอง จับอาวุธเถื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1342494&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YJ98dienqn6tcN1imYNG3