Category: เศรษฐกิจ

  • ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยเมื่อเครื่องยนต์เก่า-คนขับแก่

    ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยเมื่อเครื่องยนต์เก่า-คนขับแก่

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤติโตต่ำ-หนี้สูง โดยมีอัตราการเติบโตของ GDP ในปีนี้คาดการณ์ไว้เพียง 1.5% ซึ่งลดลงอย่างน่ากังวลจากศักยภาพเดิมที่เคยเติบโตได้สูงถึง 5%

        “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที CEO Day จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” เปรียบเปรยเศรษฐกิจไทยในเวลานี้เป็นเหมือน “เครื่องยนต์เก่า คนขับแก่ เทคโนโลยีเดิม และกฎระเบียบที่มากเกินไป” ทำให้ประเทศไทยติดอยู่ในสภาวะเหมือนรถติดตลอดเวลา การจะหลุดพ้นจากหล่มนี้ได้ จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยรวมจาก 23% ให้กลับไปแตะระดับ 40% ของ GDP เพื่อดึงศักยภาพการเติบโตที่ระดับ 4-5% กลับคืนมาอีกครั้ง

        ความย้อนแย้งที่สำคัญในปัจจุบันคือ แม้มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่น กลุ่มดิจิทัลและ Data Center ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 17 เท่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แต่สัดส่วนการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงกลับลดลงอย่างน่าตกใจ จาก 96% ในช่วงปี 2558-2562 เหลือเพียง 45% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันมีโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาทที่ยังคงติดค้างจากอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต มาตรการ Thailand Fast Pass จึงเป็นเครื่องมือเร่งด่วนเพื่อปลดล็อกคอขวดเหล่านี้ ซึ่งตามข้อมูลของ ธปท. ระบุว่า หากเราดำเนินการได้รวดเร็วจะช่วยเพิ่มมูลค่าการลงทุนจริงได้ 1% และส่งผลบวกต่อ GDP อย่างน้อย 0.1% ต่อปี

        การขับเคลื่อน “เครื่องยนต์ใหม่” (New S-Curve) เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบ Automation และฐานข้อมูล AI จำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเรื่อง “พลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดที่นักลงทุนต่างชาติเรียกร้อง  “ดร.เอกนิติ” บอกว่า ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงต้องเร่งปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง นอกจากนี้ การลงทุนใหม่ๆ ต้องมีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยและดึง SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชน เพื่อให้การเติบโตกระจายตัวสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มทุนใหญ่เท่านั้น
        สำหรับปัญหาด้านทรัพยากรมนุษย์หรือ “คนขับแก่” รัฐบาลได้เสนอโครงการ “Skill Bridge” เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของธุรกิจ ผ่านการ Reskill และ Upskill แรงงานทุกกลุ่มรวมถึงผู้สูงอายุวัย 60 ปี ควบคู่ไปกับการใช้กลไกทางกฎหมายตามมาตรา 17 ของ พ.ร.บ. แรงงาน เพื่อดึงดูด แรงงานทักษะสูง (Skill Labor) และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ให้เข้ามาทำงานได้สะดวกขึ้น มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาประชากรวัยแรงงานที่ลดลง แต่ยังเป็นการเติมเต็มทักษะที่ตลาดต้องการและเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศอย่างเร่งด่วน
        โดยสรุป เรามองว่าความสำเร็จในการยกระดับประเทศไทยต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการเปลี่ยนจากแผนงานไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผลจริงผ่านกลยุทธ์ ที่ “ดร.เอกนิติ” เรียกว่า Quick Big Win เราเชื่อว่ามีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยกลับมาเดินหน้าด้วยเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังและพร้อมแข่งขันในเวทีโลกอีกครั้ง แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น คือ เราต้องเร่งลงมือทำแล้ว เพราะเวลานี้ดูเหมือนว่าเพื่อนบ้านกำลังจะวิ่งแซงหน้าเราไปแล้ว!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1217460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H4he2UrTxjPo-AS7bq_8E

  • โลกร้อน เศรษฐกิจซึม ธุรกิจไทยเดินทางไหนจะไปรอด ?

    โลกร้อน เศรษฐกิจซึม ธุรกิจไทยเดินทางไหนจะไปรอด ?

    สวัสดีครับ

    เริ่มศักราชใหม่ “ธีม” หรือวาระหลักของโลกเราตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้คงหนีไม่พ้นกับคำว่า “เปราะบาง” ครอบคลุมในทุกแง่มุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมสำหรับปี 2569 ซึ่งหลายสำนักวิจัยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตต่ำกว่าร้อยละ 2 เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งจะโตต่ำสุดในภูมิภาคจากทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนและความสามารถทางการแข่งขัน สำหรับภาคธุรกิจแล้ว เป้าหมายหลักของปีนี้คือจะทำอย่างไรให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ SME ที่กำลังพยายามอย่างสุดกำลังในการรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ให้ได้

    อีกหนึ่งวาระหลักของโลกที่ไม่ควรละเลยคือภัยธรรมชาติอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปในช่วงปลายปี 2568 คือน้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งวิกฤตนี้ได้สร้างความเสียหายต่อสังคม ชุมชน และธุรกิจนับแสนล้านและกว่าจะฟื้นฟูกลับมาต้องใช้เวลาหลายเดือน ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเฉพาะแง่มูลค่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และสภาพคล่องของธุรกิจในพื้นที่ ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการพลิกฟื้น

    จากข้อมูลเชิงประจักษ์ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ความถี่ของภัยพิบัติในช่วงปี 2554-2565 เฉลี่ยจากเดิมอยู่ที่ 4.4 ครั้งต่อปี แต่นับตั้งแต่ปี 2564-2567 ความถี่นี้กลับเพิ่มขึ้นเป็น 6.8 ครั้งต่อปี นอกจากนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังเปิดเผยข้อมูลดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Index: CRI) ในปี 2569 ว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่ความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วสูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก พุ่งขึ้นจากอันดับที่ 72 ในปี 2565 สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านการหยุดชะงักของธุรกิจกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เพื่อนบ้านเราอย่าง ฟิลิปปินส์ เมียนมา และเวียดนามต้องเจอกับความเสี่ยงไม่แพ้กันเพราะได้รับการจัดให้อยู่ในลำดับที่ 7, 9 และ 10 ตามลำดับ

    ไม่เพียงแต่เฉพาะภาคเอกชนเท่านั้น ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อภาครัฐด้วย เนื่องจากรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาภัยธรรมชาติสูงถึง 5-6 หมื่นล้านบาทต่อปี คงจะเป็นการดีไม่น้อยถ้าประเทศไทยสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล หรือนำไปลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว อันจะลดความเปราะบางเชิงโครงสร้าง และทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน

    ทางออกหนึ่งของประเทศไทยท่ามกลางแรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและภัยจากโลกร้อน คือแนวคิด “Reinvent Thailand” หรือแพลตฟอร์มความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน กล่าวง่ายๆ คือ เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพลิกโฉมให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หัวใจของ Reinvent Thailand เป็นการยกระดับความแกร่งของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ดีขึ้น

    ในมิติของภาคการเงิน ธนาคารพาณิชย์กำลังพลิกบทบาทจากเดิมที่เป็น “ผู้ให้เงินทุน” มาเป็น “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” ของผู้ประกอบการมากขึ้น โดยภาคการเงินสามารถออกแบบเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ SME มีสภาพคล่องเพียงพอในยามวิกฤต พร้อมยื่นมือสนับสนุนการลงทุนเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ปัจจุบัน เราได้เห็นโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่ออกแบบมาเฉพาะจุด ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงประคองให้รอดเท่านั้น แต่ต้องช่วยยกระดับธุรกิจให้แข็งแรงกว่าเดิม ซึ่งในอนาคตอาจมีโครงการลักษณะเช่นนี้ออกมาอีก

    เมื่อภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าวได้ จะเปิดโอกาสให้นำเงินไปใช้ยกระดับศักยภาพในหลายมิติ อาทิ การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้ทันสมัยมากขึ้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลดต้นทุนผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการลงทุนในระบบบริหารความเสี่ยงที่มีความเป็นระบบและแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) และการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการวางแผนเชิงสถานการณ์ (Scenario Planning) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า

    ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องกลับมาให้ความสำคัญกับแผนงานเพื่อการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่แนวปฏิบัติที่คำนึงถึงความยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างความเติบโต อาทิ การท่องเที่ยว เกษตรกรรมและการแปรรูปอาหาร การแพทย์และสุขภาพ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้าปลีกและการค้าส่ง เมื่อธุรกิจมีแผนงานที่ชัดเจน โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนย่อมมีมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการเชื่อมต่อกับตลาดใหม่ๆ  

    ดังนั้นปี 2569 อาจไม่ใช่ปีของการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นปีแห่งการประคองตัวเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง โลกใบนี้อาจยังเต็มไปด้วยเมฆหมอกและพายุหลายลูก แต่ด้วยแนวทางสนับสนุนจากภาครัฐที่จะชัดเจนขึ้นหลังการเลือกตั้งใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เชื่อได้ว่าภาคธุรกิจไทยจะสามารถเดินหน้าผ่านเส้นทางอันขรุขระนี้ พร้อมใช้เป็นจุดตั้งต้นของการเติบโตระลอกใหม่ได้อย่างมั่นคง เมื่อภาคธุรกิจแข็งแรง ประเทศไทยย่อมเข้มแข็งครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/investment/1217467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02SFl-vcuA919VJGT3WYKV

  • CEO บริษัท ทีไอดีซีฯ เตรียมให้ปากคำ DSI ปมนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา แลกเหรียญ Worldcoin | เดลินิวส์

    CEO บริษัท ทีไอดีซีฯ เตรียมให้ปากคำ DSI ปมนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา แลกเหรียญ Worldcoin | เดลินิวส์

    จากกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงประเด็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งเป็นภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งในขณะนั้น) มีนายเบน สมิธ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ซึ่งนายไชยชนก ได้มีการขอให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่อง MOU บริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore โดยด่วนที่สุด พร้อมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พ.ย.68 ยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ดังกล่าว หลังจากพบเส้นทางเชื่อมโยงขบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก

    แต่ใน MOU ได้ระบุว่า จะร่วมกันจัดทำโครงการศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC) ทำให้นายไชยชนก จึงได้ประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับสำนักงาน ปปง. ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้ นายไชยชนก ยังพบข้อพิรุธในหลายเรื่อง อาทิ การจัดทำ MOU ดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.67 และมีการลงนามใน MOU วันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วัน และพบว่าเกี่ยวโยงกับการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 เพื่อตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin และได้มีการเชิญนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) นายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) และนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อสอบปากคำพยานเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์

    อีกทั้งเมื่อวันที่ 8 ม.ค.69 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 1.บริษัท ทีไอดีซี โฮลดิ้งส์ จำกัด ที่อยู่เลขที่ 18 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 2.บริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด 3.บริษัท ทีไอดีซี จำกัด 4.บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5.บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านลดาวัลย์ พระราม 2 ซึ่งเป็นบ้านของนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด วัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน พยานเอกสารเอกสาร และพยานวัตถุอย่างเครื่องสแกนม่านตาที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียง 4 ชุด ก่อนตรวจยึดเพื่อนำไปขยายผลตรวจสอบถึงแหล่งฐานข้อมูลการจัดเก็บอัตลักษณ์บุคคลภายในระบบ ก่อนพิจารณาว่าอาจมีการกระทำใด ๆ เข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

    ความคืบหน้าวันที่ 20 ม.ค. คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เปิดเผยว่า สำหรับการออกหมายเรียก นายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ให้เข้ามาให้ข้อมูลในฐานะพยานในวันที่ 20 ม.ค. นั้น คณะพนักงานสอบสวนมีความประสงค์ขอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา ว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องมาจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัท ไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 หรือไม่ อย่างไร รวมถึงการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาโดยบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ TIDC ว่ามีวิธีการ ขั้นตอน วัตถุประสงค์การนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาเพื่อการใด และบริษัทฯ มีการดำเนินงานอย่างไรบ้าง ซึ่งล่าสุดได้รับแจ้งว่านายโอภาส ต้องเดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ตด้วยการขับรถยนต์ คาดว่าจะถึงกองคดีฯ ในช่วงเย็นวันนี้ ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนก็ได้จัดเตรียมทีมรอพบนายโอภาสไว้แล้ว ทั้งนี้ บทบาทความเกี่ยวข้องของนายโอภาสกับเครื่องสแกนม่านตา เนื่องด้วยเจ้าตัวเป็นกรรมการของทั้งบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และบริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) จึงต้องหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของทั้งสองบริษัท

    คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยอีกว่า บริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด ค่อนข้างจะมีความเกี่ยวข้องกับตัว MOU โดยตรง แต่ด้วยความที่บริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด ก่อนที่นายโอภาส จะเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทนั้น เคยมีกรรมการบริษัทเป็นชาวต่างชาติมาก่อน ซึ่งก็ได้มีการซื้อขายหุ้นกันตามปกติ จนทำให้นายโอภาส ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทฯ ดังนั้น กระบวนการสอบปากคำพยานของคณะพนักงานสอบสวนจึงค่อนข้างมีจำนวนเยอะ แต่เราก็พยายามไล่เรียงสอบปากคำพยานให้ครบถ้วนที่สุด ล่าสุดสามารถสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้วมากกว่า 20 ปาก มีทั้งข้าราชการประจำ ข้าราชการฝ่ายการเมืองในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามที่ปรากฏเป็นข่าว (นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายวัลลภ รุจิรากร ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

    ส่วนกรณีว่าจะมีการเชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ที่ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU มาให้ปากคำในฐานะพยานหรือไม่นั้น เราก็จะพิจารณาเชิญมาให้ข้อมูลเช่นเดียวกัน แต่ในตอนนี้เราจะโฟกัสไปที่การสอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเอกสาร MOU ก่อน

    คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยต่อว่า สำหรับการเตรียมผ่าเครื่องสแกนม่านตาทั้ง 4 ชุด ที่คณะพนักงานสอบสวนตรวจยึดมาได้จากการเข้าตรวจค้นในพื้นที่บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) คณะพนักงานสอบสวนได้มีการประสานงานกับตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แต่อย่างไรเราจะต้องรอฟังข้อมูลและขอความยินยอมจากนายโอภาส เฉิดพันธุ์ ให้เสร็จสิ้นก่อน เพราะนายโอภาสถือเป็นเจ้าของครอบครอง หรือก็ต้องสอบถามด้วยว่าใครเป็นเจ้าของเครื่องสแกนม่านตาที่แท้จริง

    “เครื่องสแกนม่านตา ตามข้อมูลการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีการนำเข้าเครื่องจากต่างประเทศ โดยมีการเซตระบบไว้เรียบร้อยแล้ว” คณะพนักงานสอบสวน ระบุ

    คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยด้วยว่า สำหรับฐานความผิดที่ดีเอสไอพิจารณาในตอนนี้จากการทำงานของเครื่องสแกนม่านตา คือ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เนื่องจากพฤติการณ์ทางคดี สอบสวนสืบสวนพบว่า ในการแจ้งความประสงค์ให้ประชาชนใช้บริการเครื่องสแกนม่านตา บอกเพียงว่าเป็นการยืนยันความเป็นมนุษย์ และเมื่อสแกนม่านตาก็จะได้เหรียญดิจิทัล เพื่อไปแลกเป็นเงิน แต่ในข้อเท็จจริงเรากลับพบว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงโค้ด และบันทึกข้อมูลม่านตาของประชาชนคนไทยผู้ใช้บริการ ไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ตามที่กล่าวอ้าง แต่มันกลับบอกได้ว่าเป็นมนุษย์คนไหน จึงเหมือนเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงบางส่วนจากทั้งหมดที่แจ้งต่อผู้ใช้บริการ ส่วนกรณีฐานความผิดตามกฎหมายของ ก.ล.ต. หรือ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ทางผู้แทนของ ก.ล.ต. ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้เบื้องต้น 5 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ตั้งโต๊ะรับแลกเหรียญเถื่อน หรือนายหน้าเถื่อน โดยในส่วนนี้ทาง ก.ล.ต. ก็เปิดโอกาสให้บุคคลทั้ง 5 ราย ได้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง

    คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตา เผยว่า ส่วนกรณีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยนายไชยชนก ชิดชอบ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่อง MOU ดังกล่าว ซึ่งถ้าหากทางคณะกรรมการฯ มีความประสงค์ขอข้อมูลการสอบสวนส่วนใดของดีเอสไอ เราก็สามารถดำเนินการให้ประสานข้อมูลในส่วนนั้นได้ ซึ่งเป็นการทำงานสอดประสานกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยานไปแล้วมากกว่า 20 ราย มีทั้งข้าราชการประจำกระทรวงดิจิทัลฯ ข้าราชการฝ่ายการเมือง เจ้าหน้าที่พนักงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลไอที และคนไทยที่เคยใช้บริการเครื่องสแกนม่านตา เป็นต้น

    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้ (20 ม.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ห้องกองคดียาเสพติด ศูนย์ราชการฯ อาคารเอ ชั้น 7 ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ คดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin ได้นัดหมายสอบปากคำ “นายโอภาส เฉิดพันธุ์” กรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ในฐานะพยาน เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา ว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องมาจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัท ไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 หรือไม่ รวมถึงการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาโดยบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ TIDC ว่ามีวิธีการ ขั้นตอน วัตถุประสงค์การนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาเพื่อการใด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5518139/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lp0LcwZnjdyOEcwus880V

  • ‘๓ คนนี้’ แรงแซงทุกโค้ง

    ‘๓ คนนี้’ แรงแซงทุกโค้ง

    จะสังเกตเห็นนะครับ การเลือกตั้ง ๘ กุมภาพันธ์ มีกระแสความนิยมบางอย่าง ที่ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งหลายๆ ครั้งที่ผ่านๆ มา

    พอนึกภาพออกมั้ยครับ

    ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งมาหลายหน แต่ไม่มีครั้งไหน ที่พรรคการเมืองบางพรรคเตรียมบุคลากรที่ให้ความหวังเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากเท่าครั้งนี้

    ที่สำคัญมีการรับรู้ของประชาชนอยู่ในระดับที่มากเป็นประวัติการณ์

    ลองนึกภาพสิครับ เคยมีการเลือกตั้งครั้งไหนบ้าง ที่ให้ความสำคัญกับทีมเศรษฐกิจ และทีมต่างประเทศมากเท่าการเลือกตั้งครั้งนี้

     เคยมั้ยครับที่ประชาชนบอกก่อนการเลือกตั้งว่า คนนี้ต้องเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ คนนี้ต้องว่าการคลัง คนนั้นต้องเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ

    แทบนับครั้งได้ครับ

    ขนาดหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งใหม่ๆ ประชาชนยังงงอยู่เลยครับว่า จะเดินต่อไปอย่างไรดี เพราะพรรคการเมืองไม่ใช่ความหวัง

    สุดท้ายประชาชนติดกับดักนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย

    การเลือกตั้งหลังจากนั้น พรรคการเมืองแข่งกันด้วยนโยบายประชานิยม อย่างบ้าคลั่ง

    ครั้งนี้ก็เช่นกัน

    เน้นแจกล่อใจ

    แจกตั้งแต่เด็กยันแก่

    ตั้งแต่เกิดยันตาย

    ถามว่าเอาเงินมาจากไหน

    แทบไม่มีพรรคการเมืองที่บอกกับประชาชนถึงสถานการณ์ทางการเงินการคลังของประเทศที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร และต้องหาเงินอย่างไร

    มีก็น้อยเต็มทน!

    ในสถานการณ์ที่พรรคการเมืองแข่งกันโปรยนโยบายประชานิยม ลดแลกแจกแถมจนไม่รู้จะเอาเงินงบประมาณจากไหนมาถม แต่ประชาชนกลับเงี่ยหูฟังว่า พรรคไหนจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องมากกว่า เพราะมันไม่ไหวจริงๆครับ

    หนักกว่าหลังโควิดเสียอีก!

    ใช่แล้วครับ ประชาชนต้องการ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มากอบกู้เศรษฐกิจระยะยาวมากกว่านโยบายลดแลกแจกแถมที่หวังผลระยะสั้น

    สำคัญไปกว่านั้น พรรคการเมืองหาเสียงเป็นร้อยๆนโยบายแต่เมื่อได้เป็นรัฐบาล ทำได้แค่ไม่กี่นโยบาย

    บางนโยบายกลายเป็นการผลาญเงินชาติ เช่นกรณีแจกเงินหมื่นของพรรคเพื่อไทย

    ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจว่าทำไม “กระแสศุภจี” ถึงได้แรงแซงทุกโค้ง

    ขณะที่พรรคส้มทยอยเปิดตัวเทคโนแครต ว่าที่รัฐมนตรีด้านต่างๆ รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ

    เปิดแล้วหาย…

    นี่คือการส่งสัญญาณไปถึงพรรคส้ม อย่าดูถูกโหวตเตอร์ที่ยังลังเล หรือยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ซึ่งมีอยู่มหาศาล คนกลุ่มนี้จะสั่งสอนพรรคส้ม หากยังมีพฤติกรรมการหาเสียงที่ดูถูกดูแคลนผู้อื่น            

    เพราะสุดท้ายแล้ว บุคลากรในพรรคส้มล้วนไม่เหมาะกับงาน บางคนฉลาดแต่คิดไม่เป็น บางคนดูเหมือนถูกกดรีโมตคอนโทรล รับคำสั่งหันซ้าย หันขวา เดินหน้า ถอยหลัง ไม่อาจพลิกแพลง

    ดูกรณี “หัวหน้าเท้ง” พูดถึงความรับผิดชอบกรณีพรรคเรามีเทาในการดีเบตเป็นตัวอย่าง ไปอบรมจริยธรรมการเมืองคนอื่นเขา

    เจอ “จตุพร บุรุษพัฒน์” สวนกลับ ผู้รับผิดชอบสูงสุดเรื่องจริยธรรมคือหัวหน้าพรรค ถ้าลูกพรรคมันเฮงซวย หัวหน้าพรรคก็ต้องรับผิดชอบด้วย

    ต้องลาออก!

    ถูกสอนมวยจนคิดไม่ทัน เอาแต่นั่งหน้าจืด หน้าเจื่อน 

    แค่นี้ก็ไปไม่เป็น

    ก็ไม่แปลกหรอกครับที่ในโซเชียลถึงได้ลงความเห็นแทบจะเป็นเอกฉันท์ว่า “หัวหน้าเท้ง” ยังไม่พร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี

    เพราะความรู้ความสามารถ ปฏิภาณ ไหวพริบ ยังไม่ถึง

    ความฉลาดยังมีไม่พอ

    เรื่องที่โพลสำรวจกี่รอบต่อกี่รอบ ส้มก็มา ก็รับฟังไว้เป็นข้อมูล แต่ของจริงอยู่ในตลาดสด!

    พ่อค้าแม่ค้าว่าไงก็ตามนั้นแหละครับ

    เพราะคนกลุ่มนี้คือดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน

    เลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนรับรู้แล้วว่าหากได้เป็นรัฐบาลต่อ พรรคภูมิใจไทยเลือก “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์                            

    หาเงินเข้าประเทศ ปลุกชีพเศรษฐกิจที่หายใจรวยริน

      ให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” คุมการเงินการคลังของประเทศ

    ให้ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ดูแลงานต่างประเทศ กอบกู้ศักดิ์ศรีของไทย ในยามที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตการเมืองและความมั่นคง

    ทุกคนมาถูกที่ถูกเวลา

    นี่คือกระแสที่พรรคภูมิใจไทยได้เปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างมาก

    และนับวันจะยิ่งชัดถึงความห่างชั้น

    กลับกัน พรรคส้ม ที่ชนะทุกโพล ยังง่วนอยู่กับการแก้ปัญหาของตัวเอง

    บุคลากรไม่เด่น กระแสตก คือสถานการณ์ที่แท้จริงของพรรคส้ม

    มีกูรูออกมาฟันธงว่า พรรคภูมิใจไทยน่าจะชนะแบบแลนด์สไลด์ เกิน ๒๐๐ เสียง

    ฟังหูไว้หู

    อาจสะดุดหัวแม่ตีนตัวเองในโค้งสุดท้ายก็ได้ เพราะในยุค เอไอ ที่ทำได้ทุกเรื่องเช่นนี้ใครจะไปรู้

    อย่างที่จั่วหัวไว้ ผลเลือกตั้งอาจสร้างความตกตะลึงครั้งใหญ่

    ประชาชนไม่ได้อยากแก้รัฐธรรมนูญ ไม่อยากแก้ ม.๑๑๒ ไม่อยากด่าทหาร เบื่อพรรคการเมืองที่รังเกียจเทา แต่มีเทาถึงดำเต็มพรรค

    เพราะประชาชนรู้ดีว่าการเมืองสลัดเทาออกยาก แต่การมีนักการเมืองที่รู้ปัญหาและพร้อมแก้ปัญหานั้นยากกว่า จำต้องล็อกตัวไว้ 

    ของจริงอยู่ที่มือประชาชนในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์

    ที่แน่ๆ พรรคอันดับ ๑ กับพรรคอันดับ ๒ ไม่มีคำว่าสูสี

    มีแต่ห่างเป็นทุ่ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/934463/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bVlO1jzcxrF_CCfiNUhsQ

  • จีน ให้คำมั่นเพิ่มการนำเข้าสินค้า สร้างภาพลักษณ์พันธมิตรที่เชื่อถือได้

    จีน ให้คำมั่นเพิ่มการนำเข้าสินค้า สร้างภาพลักษณ์พันธมิตรที่เชื่อถือได้

    จีน ให้คำมั่นเพิ่มการนำเข้าสินค้า สร้างภาพลักษณ์พันธมิตรที่เชื่อถือได้

    วันนี้, 01:23น.

              ในการประชุมเวิล์ด อิโคโนมิก ฟอรั่ม ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ นายเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีของจีนกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมยืนยันว่า จีนคือประเทศคู่ค้ากับทุกประเทศ และยินดีที่จะใช้ประโยชน์จากการเป็นตลาดขนาดใหญ่ของโลก เพิ่มการนำเข้ามากขึ้น เขากล่าวว่า จีนมีความเต็มใจที่จะเป็นโรงงานของโลก และมีความกระตือรือร้นที่จะเป็นตลาดของโลกอีกด้วย ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ ของการเป็นพันธมิตรที่สามารถพึ่งพาได้ ตรงข้ามกับท่าทีของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา

              รองนายกรัฐมนตรีจีน กล่าวด้วยว่า การกระทำ และข้อตกลงทางการค้าเพียงฝ่ายเดียวของบางประเทศนั้นละเมิดหลักการและกฎพื้นฐานขององค์การ การค้าโลกอย่างชัดเจน บ่อนทำลายระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

              ในปีที่แล้ว (2568) ความต้องการสินค้าที่ผลิตในจีนยังคงแข็งแกร่ง ช่วยให้เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกสามารถรับมือกับความท้าทายจากนโยบายการค้าที่ไม่แน่นอนของประธานาธิบดีทรัมป์ และลดผลกระทบจากยอดขายที่ชะลอตัวในประเทศได้ แต่การพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป ก่อให้เกิดภาวะกำลังการผลิตล้น และทำให้เสี่ยงที่จะถูกต่อต้านจากประเทศต่างๆ ที่ต้องการปกป้องภาคการผลิตของตนเอง

              เศรษฐกิจของจีนบรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างเป็นทางการที่ประมาณร้อยละ 5 ในปี 2568 แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีในไตรมาสที่ 4 ซึ่งนายเหอกล่าวว่า ในปีนี้ (2569) จีนให้ความสำคัญกับการขยายอุปสงค์ภายในประเทศเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งเชิญชวนบริษัททั่วโลก “คว้าโอกาสนี้ไว้”

    ….

    #เศรษฐกิจโลก

    #จีน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158604&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1udcrDmvyzrKfV7zZFTXiC

  • คนไทย 50% น้ำหนักเกิน รพ.บำรุงราษฎร์ ชี้วิกฤติ “โรคอ้วน” กระทบเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้าน

    คนไทย 50% น้ำหนักเกิน รพ.บำรุงราษฎร์ ชี้วิกฤติ “โรคอ้วน” กระทบเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้าน

    โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จัดงานแถลงข่าว “A Fresh Start From a Fit Body” เปิดข้อเท็จจริง ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล! พบเกือบ 50% ของคนไทยมีน้ำหนักเกิน สะท้อนภาพคนไทยกำลังก้าวสู่สังคมอ้วนเร็วและแรงกว่าที่คิด! คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการลดน้ำหนัก เผยแนวทางป้องกันโรคจากความอ้วนได้แท้จริง คือการคุมน้ำหนักที่ปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ พร้อมปรับวิถีชีวิต โภชนาการ การออกกำลังกาย การใช้ยา และหัตถการขั้นสูง

    ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า จากรายงานของ World Obesity Federation (WOF) ระบุว่า ปี 2568 ประชากรทั่วโลกมากกว่า 800 ล้านคน ประสบปัญหาโรคอ้วน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2573 ขณะที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพในระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด

    ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ยังทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าในปี 2019 (พ.ศ. 2562) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2562 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน

    รายงานคาดการณ์ของ WOF ชี้ว่า หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้หรือแนวโน้มยังไม่ถูกชะลอ ภายในปี 2060 (พ.ศ. 2603) หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต โดยมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 2562 โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรง

    ดร.อาทิรัตน์ กล่าวต่อว่า “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และตระหนักถึงปัญหาของผู้มีน้ำหนักไม่สมดุล โดยโรงพยาบาลฯ ให้การดูแลรักษาเพื่อควบคุมน้ำหนักในมิติที่หลากหลาย ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาปัจจัยทางด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้ยา จนถึงการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน”

    คุณนภัส เปาโรหิตย์ Chief Marketing Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า จุดประสงค์ของการจัดงานวันนี้ เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้เรื่องโรคอ้วน และการทำ Weight Management แบบถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันพบว่าเริ่มมีปัญหาจากการใช้ปากกาลดน้ำหนักปลอมมากขึ้น ดังนั้นการควบคุมดูแลน้ำหนักตัวดีที่สุดคือการรับคำปรึกษาจากแพทย์

    พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ให้เห็นว่า Weight Management คือการควบคุมดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนในระยะยาว

    การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในบางกรณีที่การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคร่วมแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จและยั่งยืน

    รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์, FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง โรคอ้วนก่อให้เกิด “ภัยเงียบ” หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งหลายชนิด

    สำหรับผู้ป่วยที่การปรับพฤติกรรมและการใช้ยาไม่ได้ผลตามเป้าหมาย การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่ได้รับการยอมรับ โดยเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 หรือ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ร่วมกับโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% ภายใน 1-2 ปี ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้การรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก

    นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก ได้แก่ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 และการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีขนาดเล็กลง (Roux-en-Y Gastric Bypass) สำหรับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 ซึ่งช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารน้อยลง และส่งผลให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังการรักษา

    พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมว่า การควบคุมน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างถาวร โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่การสร้างความตระหนักรู้ การปรับสภาพแวดล้อม การตั้งเป้าหมายที่สมจริง และการสร้างแรงจูงใจจากภายใน ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือการมีมวลไขมันสูงแม้ว่า BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม

    แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ “การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม” เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) แนวทางอย่าง Intermittent Fasting (IF), Ketogenic Diet (KETO) หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย หากใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการมีนักโภชนาการช่วยวางแผนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและรักษาสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2908995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HwrcnBf7YCuhF9O2S2Imf

  • ความล้มเหลว

    ความล้มเหลว

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist02/watch/DZlzv0fjtc0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w12WqKxlJU3oFqDtjG8Vf

  • เปิดอายุจริง ‘เบิร์ด ธงไชย’ หน้าสวนทางตัวเลข หลังแฟนคลับแห่ห่วงชอตลิ้นแข็งพูดไม่ชัด | เดลินิวส์

    เปิดอายุจริง ‘เบิร์ด ธงไชย’ หน้าสวนทางตัวเลข หลังแฟนคลับแห่ห่วงชอตลิ้นแข็งพูดไม่ชัด | เดลินิวส์

    กลายเป็นประเด็นที่ทำเอาแฟนเพลงทั่วประเทศนั่งไม่ติด หลังจากซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่ง “เบิร์ด ธงไชย” ออกมาอัดคลิปขอบคุณของขวัญ “ลาบูบู้” จากแฟนคลับ แต่กลับถูกหลุดโฟกัสเพราะอาการพูดที่ดูผิดปกติคล้ายลิ้นแข็ง จนชาวเน็ตแห่คอมเมนต์แสดงความเป็นห่วงสุขภาพ

    ‘เบิร์ด ธงไชย’ พูดไม่ชัด-อาการน่าห่วง แฟนๆวอนตรวจเช็กสุขภาพ หวั่นเส้นเลือดสมองตีบ

    วันนี้ “บันเทิงเดลินิวส์” จะพาทุกคนไปส่องอายุจริงและย้อนตำนานชายผู้เป็นหัวใจของคนไทย ที่บอกเลยว่าตัวเลขทำอะไรเขาไม่ได้จริงๆ

    หลายคนเห็นหน้าใสๆ พลังล้นเหลือแบบนี้อาจจะไม่เชื่อสายตา เพราะ “พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์” เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ปัจจุบัน พี่เบิร์ดมีอายุครบ 67 ปีเต็ม และกำลังจะย่างเข้าสู่ปีที่ 68 ในเดือนธันวาคมนี้ แม้จะมีดราม่าชาวเน็ตทักเรื่องการพูดที่ดูเปลี่ยนไปจนอยากให้ไปตรวจสุขภาพอย่างละเอียด แต่หลายส่วนก็มองว่าด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างเป็นธรรมดาตามสัจธรรม

    หากย้อนกลับไป พี่เบิร์ดเริ่มต้นชีวิตที่ย่านสลัมบางแค ก่อนจะถูกชักชวนเข้าวงการโดย “ไก่ วรายุฑ” และสร้างชื่อจากละคร “น้ำตาลไหม้” จนก้าวเข้าสู่เส้นทางสายดนตรีจากการประกวดสยามกลการ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “เต๋อ เรวัต” ผู้ก่อตั้งแกรมมี่ มองเห็นประกายแสงและคว้าตัวมาปั้นจนกลายเป็นศิลปินเบอร์หนึ่ง

    @kai_varayuth น้ำตาลไหม้ 2526(ช่อง3) ผลงานการแสดงครั้งแรกของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้แสดงสมทบชายยอดเยี่ยมรางวัลเมขลา ผู้จัด วรายุฑ มิลินทจินดา #ไก่วรายุฑ #ช่อง3กด33 #ดาวล้านดวง #ผู้จัดละคร #fyp #ธงไชยแมคอินไตย์ #เบิร์ดธงไชย #ละคร @ไก่ วรายุฑ @ไก่ วรายุฑ @ไก่ วรายุฑ ♬ เสียงต้นฉบับ – ไก่ วรายุฑ

    7 ปรากฏการณ์ที่โลกต้องจดจำชื่อ “ธงไชย”

    1.พิธีกร 7 สีคอนเสิร์ต: คู่ขวัญ “ตั๊ก มยุรา” ที่ทำให้คนไทยหลงรักทั่วประเทศ

    2.โกอินเตอร์ยุคแรก: เพลง “สบาย สบาย” ดังไกลจนถูกแปลเป็นภาษาจีนและฝรั่งเศส

    3.คู่กรรมฟีเวอร์: สร้างสถิติเรตติ้งสูงสุดตลอดกาลในบท “โกโบริ”

    4.ล้านตลับสู้เศรษฐกิจ: ยุคต้มยำกุ้งก็ฉุดไม่อยู่ อัลบั้ม “สไมล์คลับ-เซอร์วิส” ยอดขายถล่มทลาย

    5.ชุดรับแขก 5 ล้านชุด: สร้างประวัติศาสตร์ยอดขายซีดีที่ไม่มีใครทำลายได้จากเพลง “แฟนจ๋า”

    6.ขนนกและดอกไม้: โปรเจกต์พิเศษที่รวมตัวแม่วงการเพลงไว้มากที่สุด

    7.คอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด: สถิติคนดูหลักแสนที่จัดกี่รอบก็เต็มทุกที่นั่ง

    ด้วยผลงานเทิดพระเกียรติมากมายและการวางตัวที่เป็นแบบอย่างที่ดีตลอดหลายสิบปี ทำให้พี่เบิร์ดไม่ใช่แค่ “นักร้อง” แต่คือ “สมบัติของชาติ” ที่คนไทยหวงแหนที่สุด จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเพียงแค่คลิปสั้นๆ ที่พี่เบิร์ดพูดไม่ชัดถึงกลายเป็นกระแสร้อนที่ทุกคนห่วงใย งานนี้แฟนคลับต่างส่งใจให้พี่เบิร์ดรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่ออยู่เป็นรอยยิ้มให้กับคนไทยไปอีกนานแสนนาน

    ขอบคุณภาพจาก: Bird Thongchai

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5519329/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16mzboeGTmcAzZCuq5dGuF

  • กรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 19 ม.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 20 ม.ค. 2569

    | 21 view

    เมื่อวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “Thailand’s Official Development Assistance” ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมี นางอรุณี ไฮม์ม รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ และนาย Guillaume Delalande ตำแหน่ง Advisor ของ OECD Development Finance and Engagement, Development Cooperation Directorate (DCD) ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิด ซึ่งมีผู้แทนจากหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 90 คน จาก 30 หน่วยงาน

    การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการภายใต้กรอบความร่วมมือ Thailand – OECD Country Programme ระยะที่ 2 โดยต่อยอดจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ “TICA – OECD Training Course on Development Finance Statistics” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรไทยในการรายงานข้อมูลความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ ให้มีความแม่นยำ โปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแบ่งกลุ่มตามหน่วยงานเพื่อร่วมกันฝึกปฏิบัติในการจัดเก็บข้อมูลความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาตามมาตรฐานของ OECD การฝึกอบรมครั้งนี้ช่วยยกระดับระบบฐานข้อมูลความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของไทยให้มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงสะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในการแสดงบทบาทเชิงรุกในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาบนเวทีโลก ในฐานะประเทศผู้ให้รายใหม่ของ OECD เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/tica-and-oecd-organized-workshop-on-oda%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3d815e39c306002aac5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fR_hqQkLcTWkUMQv1qO0H

  • “พลวัต” ลุย มข.เจาะนิวโหวต ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์-ชุมชน มั่นใจคนรุ่นใหม่เข้าใจการเมือง

    “พลวัต” ลุย มข.เจาะนิวโหวต ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์-ชุมชน มั่นใจคนรุ่นใหม่เข้าใจการเมือง

    วันที่ 20 ม.ค.2569 ที่ตลาดมอดินแดง ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น เขตเทศบาลนครขอนแก่น นายวิบูลย์ สุรวิทย์ธรรมะรองผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคพลวัต พร้อมด้วย นายเกริกเกียรติ วิทยวรนันท์รองผู้อำนวยการเลือกตั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนายกชพล จิตต์มั่นกลาง  ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 6 หมายเลข 10 พรรคพลวัต นำคณะทำงานและผู้ช่วยหาเสียงพรรคพลวัต ลงพื้นที่หาเสียงกับกลุ่มนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าภายในตลาดมอดินแดง ด้วยการแจกเอกสารแนะนำพรรค นโยบายพรรคและการพบปะพูดคุยกับนักศึกษาโดยเฉพาะกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกและกลุ่มที่ยังคไม่ตัดสินใจเลือกใครเพื่อเสนอตัวเป็นทางเลือกมงในการตัดสินใจเลือกพรรคพลวัตในบัตรเลือกตั้งสีชมพู เนื่องจากพรรคไม่มีผู้สมัคร สส.เขตในพื้นที่ จ.ขอนแก่นแม้แต่คนเดียว

    นายวิบูลย์ สุรวิทย์ธรรมะ รองผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคพลวัต กล่าวว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคได้ส่งผู้สมัครรับการเลือกตั้ง ในแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด 24 คนและ สส.เขต 63 คน ซึ่งในพื้นที่ภาคอีสานส่งผู้สมัครทั้งหมด 7 คนประกอบด้วย จ.อุดรธานี เขต 4,จ.ร้อยเอ็ด เขต 2,4 และ 8 จ.อุบลราชธานี เขต 1 ,จ.สกลนครเขต 5 และ จ.กาฬสินธุ์ เขต 6 โดยที่ จ.ขอนแก่น นั้นมี 11 เขตเลือกตั้งพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัคร เนื่องจากระยะเวลาที่กระชั้นชิด ดังนั้นการลงพื้นที่หาเสียงวันนี้จะเน้นไปในกลุ่มนิวโหวต นักเรียนและนักศึกษา ที่ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกใคร และพรรคการเมืองใด พรรคพลวัต บัตรสีชมพู เบอร์ 7 จึงมาแนะนำตนเองและขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้เลือกบุคลากรของพรรคเข้าไปทำหย้าที่ในสภา ด้วยนโยบายในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจชุมขน การแก้ไขปัญหาชายแดนที่ตรงจุด การผลักดันให้จังหวัดจัดการตนเอง ด้วยการกระจายอำนาจ และการเติบโตที่ตรงจุดที่สำคัญคือการสร้างระบบไม่รวมศูนย์ กระจายพลัง จากชุมชนที่เข้มแข็ง สู่ประเทศที่ยั่งยืน

    ด้านนายเกริกเกียรติ วิทยวรนันท์รองผู้อำนวยการเลือกตั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พรรคพลวัต กล่าวว่า เส้นทางการหาเสียงตลอดทั้งสัปดาห์นี้เราเริ่มต้นจาก จ.สระบุรี ผ่านนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานีและหนองคาย ซึ่งได้รับการตอบรับจากทุกพื้นที่ที่เราลงไปพบปะไปพูดคุยและนำเสนอนโยบายของพรรค เพราะด้วยการทำงานและภาพของคุณกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต ที่ทกท่านทราบอยู่แล้วว่าทำงานเพื่อประชาชน ทำงานเพื่อประชาธิปไตย ทำงานด้านสิทธิมนุษยธรรมและการทำงานร่วมหับนานาประเทศในด้านสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด จึงทำให้เข้าใจและรูเถึงแนวทางในการแก้ปัญหาดูได้จากพื้นที่เป้าหมายที่พรรคลงพื้นที่จะไปในกลุ่มนักเรียน นักศึกษาและกลุ่มเปราะบางยากไร้ จึงทำให้ใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคพลวัตจะได้รับความไว้วางใจได้รับเลือกทั้ง สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อจำนวนมาก

    ขณะที่ นายกชพล จิตต์มั่นกลาง  ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 6 หมายเลข 10 พรรคพลวัต กล่าวว่า แม้ว่าพรรคจะก่อตั้งมาได้ไม่นานแต่คณะทำงานทุกคนนั้นเข้าใจและรับทราบถึงการดำเนินงานทางการเมือง และรักในความเป็นประชาธิปไตยที่ถ่องแท้ วันนี้ยังคงมีกลุ่มนิวโหวตหรือผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกและกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกใครอีกกว่า 14-15 ล้านคน นโยบายของพรรคที่นำมาเสนอในการหาเสียงครั้งนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนนั้นได้ตัดสินใจเลือกพรรคพลวัต อย่างแน่นอน

    ภูมิภาค-48

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/124190&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z_8NCgXjoabjDDos61eyV