Category: เศรษฐกิจ

  • กระทรวงอุตฯรุกกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือกว่า 200 ล้านบาท

    กระทรวงอุตฯรุกกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือกว่า 200 ล้านบาท

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท โดยเป็นการดำเนินงานผ่านกิจกรรมอุตสาหกรรมแฟร์ 2025 ช้อปเพลิน เดินฟิน เช็คอินลำปาง

    โดยเป็นการดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทยศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ ซึ่งจะมีมหกรรมสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด ลดค่าครองชีพ และสินค้าอื่น ๆ จากเครือสหพัฒน์และผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ 

    รวมถึง Mind Motorshow รถที่ใช่ดีลที่ชอบ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน และสามารถเพิ่มยอดจองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ภายในงานกว่า 100 คัน ระหว่างวันที่ 2 – 6 ต.ค. 2568

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการรวมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพและยกระดับจาก ดีพร้อม ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการตามนโยบายดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้ผ่านกลยุทธ์ 4 ให้ 1 ปฏิรูป 

    กระทรวงอุตฯรุกกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือกว่า 200 ล้านบาท

    โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยคุณภาพ นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือในการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

    และเป็นสร้างโอกาสทางการค้า ทั้งในรูปแบบของยอดขายภายในงาน ข้อตกลงทางธุรกิจ และการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งเน้นการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาทักษะคนและชุมชน ให้พร้อมสู่อนาคต และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ให้กับ SME ไทย 

    “เป้าหมายสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ 200 ล้านบาทนั้น จะเป็นการเชื่อมโยงจากการจัดงานดังกล่าวไปยังการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดลำปางและกลุ่มภาคเหนือ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ อุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น รวมไปถึงการสนับสนุนการท่องเที่ยว ภาคบริการ ร้านค้า โรงแรม”

    กระทรวงอุตฯรุกกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเหนือกว่า 200 ล้านบาท

    นางสาวณัฏฐิญา กล่างอีกว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงานยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรม เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม 

    “เชื่อมั่นว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับให้ไทย เป็นศูนย์กลางพัฒนาวัสดุอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nRD5pc8r5z7G4nh1aqlWJ

  • เอกนิติ ชู 5 เสาหลักนำเศรษฐกิจไทย รับมือ 4 บริบทโลกใหม่สู่ความยั่งยืน | เดลินิวส์

    เอกนิติ ชู 5 เสาหลักนำเศรษฐกิจไทย รับมือ 4 บริบทโลกใหม่สู่ความยั่งยืน | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง  เปิดเผย ปาฐกถาพิเศษ ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) โดยระบุว่า ทุกวันนี้บริบทโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากในการปรับตัวให้ก้าวทันโลก โดยเฉพาะในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวทันตามบริบทใหม่ของโลก ซึ่งในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไป โดยจัดแบ่งได้เป็น 4 เรื่องหลักๆ

    1. บริบทเศรษฐกิจโลก โดยหลังสงครามโลกทำให้เกิดโลกแห่งการค้าเสรี ใครผลิตได้ดีได้เก่ง ก็จะได้เปรียบ ซึ่งไทยก็เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนนั้น เช่น มีการตั้งอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนทำให้การลงทุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมหาศาล อย่างไรก็ตาม วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนอย่างรุนแรง จากโลกเสรีเป็นโลกแห่งการเลือกข้าง ค้าขายเฉพาะพวกของตนเอง และเกิดการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น
    2. บริบทสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องของคน จากยุคเบบี้บูมเมอร์ไปสู่โอลเดอร์ บูมเมอร์ ทั่วโลกก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย คนเกิดน้อยคนแก่เยอะ ขาดแรงงาน แต่ไทยน่าห่วงกว่า เพราะ มีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่า 20% ของประชาชน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 15% แต่ขณะเดียวกันระบบสวัสดิการสังคมยังดูแลไม่ทั่วถึง เพราะประกันสังคมมีสมาชิกแค่ 12 ล้านคน และอยู่ในระบบข้าราชการ 2-3 ล้านคน ซึ่งต่อไปรัฐบาลจะต้องมีภาระงบประมาณ ค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่ม หนี้สาธารณะมากขึ้น สวนทางกับการจัดเก็บรายได้ลด กำลังซื้อน้อยลง แต่รัฐบาลยังพอมองว่าไทยยังมีโอกาส ในการทำธุรกิจทั้งภาคบริการ อาหาร และสุขภาพ ดูแลรองรับคนสูงวัยจากทั่วโลกให้มาพำนัก ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศจำนวนมากมาดูแลคนที่เดือดร้อนต่อไป
    3. เรื่องความเหลื่อมล้ำ  ซึ่งประเทศพบว่ามีความเหลื่อมล้ำมาก คนไทยจนก่อนแก่ โดยหากกางรายได้พบว่าคนที่รวยสุด 20% ของประชากร มีสัดส่วนรายได้รวมกัน 55% ของจีดีพี ขณะที่คนจนที่สุด 20% กลับมีรายได้รวมกันเพียง 6% แตกต่างกันลิบลับ และถ้าดูแลไม่ดีจะกลายเป็นปัญหาสังคมมากยิ่งขึ้น ยิ่งการก้าวของโลกจากยุคอนาล็อคไปสู่ยุคดิจิตอล และกำลังก้าวไปเร็วมากสู่ยุคเอไอ ถ้าเราไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์อาจทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำมากขึ้น เพราะตอนนี้คนไทยเข้าใช้โซเชียลมีเดียเยอะ แต่ยังไม่นำมาใช้ต่อยอดทางธุรกิจเท่าที่ควร
    4. เทรนด์สิ่งแวดล้อม ก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนแปลงของปัญหาสิ่งแวดล้อม จากปัญหาโลกร้อนไปสู่โลกสีเขียว ใครไม่อยู่ในเทรนด์นี้ โอกาสการทำธุรกิจจะยากขึ้น

    ทั้งนี้ จากเทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยนไปใน 4 เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องปรับตัวเข้า ขณะที่ในมุมเศรษฐกิจมหภาค มุมของรัฐบาลแม้จะอยู่เพียง  4 เดือนแต่ก็ต้องทำให้ได้ โดยสิ่งที่รัฐบาลทำ คือ การทำ ESG Plus  คือ เศรษฐกิจประเทศต้องเติบโตมากขึ้น ควบคู่กับการดูแลธรรมาภิบาล และสิ่งแวดล้อม

    นายเอกนิติ ฉายภาพเศรษฐกิจไทยด้วยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงดิ่งเหว โดยครึ่งปีแรกโต 3% แต่ครึ่งปีหลังโต 1% โดยเฉพาะไตรมาสสี่อาจโตเหลือ 0.3% เป็นโจทย์ของรัฐบาลว่าจะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ดังนั้นรัฐบาลจึงวางหลักคิดการทำงานดูแลเศรษฐกิจ ภายใต้ ควิก บิ๊ก วิน หรือกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว ต้องช่วยคนตัวเล็กให้อยู่ได้ลดความเหลื่อมล้ำ ให้มีธรรมาภิบาล ภายใต้การมีวินัยทางการคลัง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่

    1.การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคและการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลเข้าไปส่งเสริม ผ่านการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการ 1,700 บาท เพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย ขณะที่คนชั้นกลางจะให้คนละครึ่งพลัส เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและสร้างการกระจายตัวเม็ดเงินไปให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย และรอบนี้ยังมีความพิเศษด้วยการสนับสนุนคนอยู่ในระบบภาษีให้ได้เงินมากขึ้นเป็น 2,400 บาท ขณะที่คนไม่อยู่ในระบบภาษีจะได้ 2,000 บาท นอกจากนี้ จะมีการอัพสกิลพ่อค้าแม่ค้าคนตัวเล็ก ผ่านแอพฯ ถุงเงิน 3  ด้าน ได้แก่ 1.ช่วยเปิดโอกาสให้ค้าขายผ่านทางออนไลน์ได้ 2.สอนให้ทำบัญชีดิจิทัลช่วยให้เป็นข้อมูลรู้รายรับรายจ่าย และนำไปกู้เงินได้ด้วย และ 3.สามารถใช้เอไอแบบง่ายๆ ได้

    ขณะที่ด้านท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบเยอะจากนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป ได้มีนโยบายสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ จากปกติจะมีการเบิกจ่ายเดินทางไปสัมมนาช่วงปลายปีงบประมาณ ให้ย้ายมาทำตั้งแต่ช่วงต้นปีงบ โดยเน้น กระตุ้นเมืองรอง พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเมืองรองลงทุนปรับปรุงห้องพัก โดยนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ซ่อมแซม ตกแต่งมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

    2. การแก้ปัญหาหนี้ประชาชน รัฐบาลมีแนวทางการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซีภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ไข โดยซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินมาบริหาร ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณ แต่นำเงินจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่เหลือจากโครงการคุณสู้เราช่วย 26,000 ล้านบาท มาบริหารจัดการ เพื่อต่อลมหายใจและพัฒนาผู้ที่เคยเป็นหนี้เสียให้กลับเข้าสู่ในระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง

    3.การช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยช่วยเหลือเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ และหาช่องทางสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้ พร้อมกับจะมีมาตรการภาษีพี่ช่วยน้อง ให้บริษัทใหญ่เข้าไปช่วยเหลือบริษัทเล็ก หรือที่เป็นซัพพลายเชน จะได้ลดหย่อนภาษี 1.5 ถึง 2 เท่า รวมถึงการเร่งคืนภาษีให้ไวขึ้น และมีสินเชื่อสนับสนุนการปรับปรุงธุรกิจซัพพลายเชนให้ปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่

    4.การส่งเสริมการออม รัฐบาลกำลังสนับสนุนการออมโดยนำพฤติกรรมคนไทยที่ชอบซื้อสลากมาช่วยออม ซึ่งต่อไปใครซื้อสลากดิจิทัลของสำนักงานสลากฯ จะมีการแบ่งค่าบริหารจัดการบางส่วนเอาไปให้บัญชีผู้ซื้อในกรณีไม่ถูกรางวัล เพื่อใช้เป็นหลักประกัน สามารถเบิกถอนเป็นเงินสดไปใช้ได้หลังอายุ 55 ปี และนำไปเป็นหลักประกันการกู้เงินได้ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย

    5.การลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเน้นการรีสกิล เพราะไทยมีหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสามารถเดินหน้าไปสู่อนาคตได้ เช่น บีซีจีเรามีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมเยอะและสามารถส่งต่อซัพพลายเชนไปยังเอสเอ็มอี นอกจากนี้ รัฐบาลจะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะตัวเลขยอดขอการลงทุนบีโอไอ มีเงินลงทุนที่ขอมาแล้วแต่ยังไม่ลงทุนถึง 400,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเข้าไปอำนวยความสะดวกให้ เช่น เพิ่มความสะดวกในการอนุญาต เช่น ขอน้ำ ขอไฟ  ให้ง่ายขึ้น

    ขณะเดียวกันยังมีนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาด รวมถึงให้บีโอไอ นำเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 10,000 ล้านบาท มาใช้ใน 2 เรื่อง คือ การช่วยรีสกิล พัฒนาทักษะแรงงานไทย โดยร่วมกับเอกชนและสถาบันการศึกษา อีกเรื่องคือ เข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีความสามารถและปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

    “จากแนวทาง 5 เสาหลักทั้งหมดของรัฐบาล จะต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ต้องตรวจสอบได้ โดยชี้แจงที่มาที่ไปของเงินงบประมาณ ให้มีธรรมาภิบาล มีเป้าหมาย และตัวชี้วัดการใช้จ่ายอย่างชัดเจน และนี่คือเป้าหมายที่จะทำให้เศรษฐกิจของไทยปรับตัวไปสู่บริบทโลกใหม่ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5172564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OOFwFf0-1hEb2vnCAWWt3

  • ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่าน 3 ช่องทาง ก่อนเริ่มใช้สิทธิ 29 ตุลาคม 2568

    ลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่าน 3 ช่องทาง ก่อนเริ่มใช้สิทธิ 29 ตุลาคม 2568

    ช่องทางการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” 2568 อย่าลืมเช็กคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ ก่อนเริ่มใช้วันที่ 29 ตุลาคม 2568

    โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ล่าสุด “กระทรวงการคลัง” เตรียมเสนอโครงการเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ “คนละครึ่งพลัส”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เผยถึง “โครงการคนละครึ่งพลัส” ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไป และอุดหนุนงบในบัตรสวัสดิการ คาดว่าโครงการนี้จะใช้เม็ดเงินรวมกันกว่า 44,000 ล้านบาท โดยงบประมาณจะมาจาก 2 ส่วน คือ งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 25,000 ล้านบาท และงบกลางปี 2569 จำนวน 19,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง หลักการคล้ายเดิม คือ ประชาชนไปซื้อของ รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง เดิมวันละ 150 บาท แต่ด้วยวันนี้เศรษฐกิจแย่มากมันต้องบิ๊กพอที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจว่าจะใช้ 200 บาท คือ รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนมี 200 บาท

    สำหรับสิทธิที่ต่างจากเดิม คือช่วงอายุผู้เข้าร่วมโครงการ เริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป (เดิมอายุ 18 ปี) โดยให้ร้านค้าเล็กๆ SME เล็กๆ เข้าร่วมได้ด้วย

    พลัสที่ 1 คนในระบบภาษีจะได้ 60% หรือ 2,400 บาท จากเดิม 50% แต่ประชาชนที่ไม่อยู่ในระบบภาษีจะได้ 2,000 บาท เพื่อสะท้อนให้กับเรตติ้งเอเจนซี่รู้ว่าเราคำนึงถึงวินัยการคลัง

    พลัสที่ 2 กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว เราจะเพิ่มทักษะการขายของออนไลน์ให้พ่อค้าแม่ค้า จากเคยขายของเพียงในตลาด จะสามารถขยายตลาดออนไลน์ได้ ทำให้มีรายได้อย่างยั่งยืน และจะทำระบบบัญชีแบบง่ายๆ เหมือนบัญชีครัวเรือน ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังกำลังประสานกับธนาคารเพื่อให้ปล่อยสินเชื่อได้โดยตรง ถ้าทำบัญชีถูกต้องธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อ จึงเป็นการได้ผลยาวที่ครบวงจร แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ในระยะยาว

    ใครต้องลงทะเบียนคนละครึ่ง รอบใหม่บ้าง

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า สำหรับคนที่เคยได้รับสิทธิคนละครึ่งเฟส 5 มาก่อน แล้วต้องการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถเข้าไปที่แอปฯ เป๋าตัง เพื่อยืนยันตัวตน จะถือว่าเสร็จเรียบร้อย แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในโครงการคนละครึ่งเฟส 5 มาก่อน ต้องไปลงทะเบียนใหม่ ซึ่งจะไปลงทะเบียนทางไหนก็ได้

    ช่องทางลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”

    • แอปฯ “เป๋าตัง”
    • เว็บไซต์คนละครึ่ง
    • ธนาคารกรุงไทย

    ทั้งนี้ เมื่อลงทะเบียนสำเร็จ ระบบจะแจ้งว่าเราอยู่ในกลุ่มไหน ได้สิทธิเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ทางกระทรวงการคลังเป็นผู้ทำเองทั้งหมด ซึ่งมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว

    ใครได้สิทธิคนละครึ่งพลัสบ้าง

    • กลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี : ได้สิทธิรวม 2,000 บาท
    • กลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี : ได้สิทธิรวม 2,400 บาท

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งพลัส หรือ คนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมหลังจากการประชุม ครม. หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2886893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Nia8hBw26esLxcVByMyGM

  • วุฒิสภาสหรัฐประชุมคืนนี้ โหวตรอบที่ 3 งบประมาณ คาดยังไม่ผ่าน ชัตดาวน์ต่อ

    วุฒิสภาสหรัฐประชุมคืนนี้ โหวตรอบที่ 3 งบประมาณ คาดยังไม่ผ่าน ชัตดาวน์ต่อ

    03 ตุลาคม 2568, 20:39น.

             วุฒิสภาสหรัฐเตรียมลงมติต่อร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวครั้งใหม่ในวันนี้ หลังจากที่พักการประชุมวานนี้ เนื่องในวัน Yom Kippur หรือ “วันแห่งการชดใช้บาป” (Day of Atonement) ซึ่งเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของศาสนายิว

              การลงมติในวันนี้ หลายฝ่ายยังคงคาดว่าวุฒิสภาสหรัฐจะไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน หลังจากที่แต่ละฝ่ายต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกันว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการชัตดาวน์

              การชัตดาวน์ส่งผลให้กระทรวงแรงงานสหรัฐไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในวันที่ 2 ต.ค., ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันที่ 3 ต.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันที่ 15 ต.ค. ซึ่งล้วนเป็นตัวเลขสำคัญต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อนจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 28-29 ต.ค.

              ขณะนี้ ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการชัตดาวน์ในรอบนี้จะกินเวลานานเพียงใด หลังจากที่ปธน.ทรัมป์เคยสร้างสถิติชัตดาวน์นานถึง 35 วันในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ซึ่งเป็นระยะเวลาชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งเกี่ยวกับการสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนระหว่างสหรัฐและเม็กซิโก ซึ่งจบลงด้วยการที่สภาคองเกรสยอมผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว โดยแลกกับการที่งบประมาณฉบับดังกล่าวไม่มีการตั้งวงเงินสำหรับการสร้างกำแพงตามที่ปธน.ทรัมป์เรียกร้อง

              การลงมติ 2 ครั้งก่อนหน้านี้ในวันที่ 30 ก.ย.และ 1 ต.ค. ที่ประชุมวุฒิสภาให้การอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวด้วยคะแนนเสียงเพียง 55 เสียง ขณะที่คัดค้าน 45 เสียง โดยพรรครีพับลิกันยังคงไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนมากถึง 60 เสียงตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ร่างงบประมาณดังกล่าวตกไป และทำให้สหรัฐยังคงอยู่ในภาวะชัตดาวน์

    #ลงมติร่างงบประมาณ

    #สหรัฐ 

    แฟ้มภาพ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MRYg43_MAS8yIpgxdbyiw

  • กระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการดำเนินงานรอบปี 2568 เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ พัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนไทย

    กระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการดำเนินงานรอบปี 2568 เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ พัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนไทย

    วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

    กระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการดำเนินงานรอบปี 2568 เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ พัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนไทย โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญสรุป ดังนี้

    บรรเทาค่าครองชีพประชาชน ผ่านโครงการธงเขียวและธงฟ้าราคาประหยัด ลดต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตรกว่า 3.45 ล้านบาท และลดค่าครองชีพประชาชนกว่า 111 ล้านบาท

    แก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เช่น มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว การจัดงานผลไม้ Thailand Fruit Festival 2025 เชื่อมโยงการตลาดกว่า 58,000 ตัน และลงนาม MOU การส่งออกกล้วยหอมทองไปญี่ปุ่น รวมทั้งเจรจาซื้อขายมันสำปะหลังกว่า 1.48 ล้านตัน มูลค่า 10,876 ล้านบาท

    ผลักดันสินค้าไทยสู่สากล ทั้งการยกระดับสินค้า GI สู่ร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่ง การสร้างมูลค่าทางการค้ากาแฟไทยกว่า 15 ล้านบาท การจัดงานอัตลักษณ์แห่งสยามมูลค่า 23 ล้านบาท และยกระดับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สู่แบรนด์ระดับโลก

    ขยายตลาดการค้าใหม่ สร้างมูลค่าเจรจาการค้ากว่า 3,600 ล้านบาท โดยรุกตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา

    เสริมความแข็งแกร่ง SMEs ผ่านงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair 2025) ที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจทันที 150 ล้านบาท การสนับสนุนแฟรนไชส์มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท และการจัดงานแสดงสินค้าในภูมิภาคสร้างมูลค่ารวมกว่า 900 ล้านบาท พร้อมจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำร่วมกับ EXIM Bank

    ส่งเสริมการค้าออนไลน์ โดยร่วมมือกับ Amazon เปิดร้าน TOPTHAI มีแบรนด์ไทยกว่า 20 แบรนด์ เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดโลก

    พัฒนาระบบบริการประชาชน เปิดช่องทาง “MOC Fondue” ผ่าน Line app ให้ประชาชนแจ้งปัญหาและติดตามผลการแก้ไขแบบ Real-time

    กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าจะเดินหน้านโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับศักยภาพเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชน สู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/918525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l5gu54a9E21UP5YK4E3U5

  • ย้อนรอย ครม.เศรษฐกิจ จากอดีตถึงปัจจุบัน   อนุทิน ฟื้นกลไก ตอบโจทย์ ‘Quick Big Win’

    ย้อนรอย ครม.เศรษฐกิจ จากอดีตถึงปัจจุบัน  อนุทิน ฟื้นกลไก ตอบโจทย์ ‘Quick Big Win’

    รัฐบาลอนุทินนำกลไก “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ การฟื้น ครม.เศรษฐกิจ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันนโยบาย “Quick Big Win”ทำงานที่จำกัด

    • รัฐบาลอนุทินนำกลไก “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
    • การฟื้น ครม.เศรษฐกิจ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันนโยบาย “Quick Big Win” ให้เกิดผลอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมภายในกรอบเวลาการทำงานที่จำกัด
    • ครม.เศรษฐกิจเป็นกลไกที่เคยถูกใช้ในรัฐบาลหลายยุคสมัย เพื่อรวมศูนย์การตัดสินใจและประสานงานนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสถานการณ์เร่งด่วนหรือภาวะวิกฤต
    • นายกรัฐมนตรีอนุทินกำหนดให้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เป็นประจำทุกบ่ายวันจันทร์ เพื่อกลั่นกรองเรื่องสำคัญก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่

    เริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมาสำหรับการทำงานของ ’รัฐบาลอนุทิน’ ที่ประกาศจะเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศในช่วงเวลา 4 เดือน ก่อนจะยุบสภาคืออำนาจให้ประชาชนในเดือน ม.ค.2569  

    หนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลประกาศว่ามุ่งมั่นจะแก้ไขคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่นำโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ประกาศนโยบาย “Quick Big Win”การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและสร้างผลกระทบระยะยาว

    ด้วยระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลที่จำกัด กลไกในการที่จะแปลงแนวคิดและนโยบายไปสู่การปฏิบัติจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งนอกจากการทำงานของทีมเศรษฐกิจที่มาจากโควต้า “คนนอก” ยังต้องมีการทำงานร่วมกันของกระทรวงอื่นๆที่ขับเคลื่อนโดย “นักการเมือง” เข้ามาทำงานควบคู่กันเพื่อให้เป้าหมายการทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงมีแนวคิดให้มีการนำเอากลไกการจัดประชุม “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” หรือ “ครม.เศรษฐกิจ” กลับมาอีกครั้ง โดยระบุว่าจะจัดขึ้นเป็นประจำในทุกวันจันทร์ ที่ทำเนียบรัฐบาลก่อนที่ในวันอังคารจะมีการประชุม ครม.เต็มคณะเพื่อพิจารณาเห็นชอบเรื่องต่างๆตามวาระต่อไป

    หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทย “ครม.เศรษฐกิจ” เกิดขึ้นมาแล้วในรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย เป็นกลไกสำคัญในการบริหาร และกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งในภาวะปกติเพื่อผลักดันวาระสำคัญ และในภาวะวิกฤติเพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาเร่งด่วน

    ในรายงานสรุปสาระสำคัญของโครงการวิจัย การบริหารเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เขียนโดย ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิต ที่ ได้ระบุว่าคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2526 โดยนโยบายเศรษฐกิจแห่งชาติ เมื่อปลายปี 2523 คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ หรือ รศก. เกิดจากความจำเป็นทางการบริหารนโยบาย และการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเมือง

    ทั้งนี้เพื่อให้มิติการเมืองเข้ามามี บทบาทสำคัญในการบริหารเศรษฐกิจมากขึ้น ให้ทำหน้าที่ตั้งรับและประสานความขัดแย้ง อันเนื่องจากการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมือง หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นแกนกลางที่จะประสานนโยบายเศรษฐกิจ ด้านต่างๆ ให้สอดคล้องสัมพันธ์กับแผนพัฒนาของประเทศ

    คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ปฏิบัติงานในกรอบการประนีประนอมระหว่างฝ่ายต่างๆ โดย มีฝ่ายเลขานุการทำหน้าที่เลือกสรร จัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณา โดยในการพิจารณา นั้น นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ประสาน ประนีประนอม ลดความขัดแย้ง และเลี่ยงการตกลงต่อรองทางการ เมือง เมื่อมีมติก็แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ จึงเท่ากับคณะกรรมการชุดนี้ตัดสินนโยบายทางเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้บทบาทสำคัญขึ้นกับภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี โดยได้รับการสนับสนุนบทบาทเพิ่มขึ้นในการกำกับและบริหารนโยบายเศรษฐกิจด้วยจากกลุ่มเทคโนแครท และกลุ่มนักวิชาการในการเตรียมพร้อมและป้อนข้อมูล รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการของคระกรรมการก็จะมีบทบาทสำคัญในการทำวาระการประชุม 

    ขณะเดียวกันยังมีบางแหล่งข้อมูลที่ระบุว่า ครม.เศรษฐกิจมีรูปแบบมาจากในประเทศอังกฤษอันเป็นผลจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงทศวรรษ 1970 กลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่คล้ายกับ “คณะรัฐมนตรีวงใน” (inner cabinet) ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันในสหราชอาณาจักร

    ที่ใช้เรียก “กลุ่มรัฐมนตรีชั้นใน” ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีจำนวนไม่มาก และจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมหารือในประเด็นสำคัญเป็นพิเศษ ถือเป็นกลไกภายในของ Cabinet system ที่อังกฤษพัฒนาขึ้นมา โดย Cabinet คือคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่ Inner Cabinet คือวงเล็กที่ใกล้ชิดนายกฯ และมีอิทธิพลจริงในการตัดสินใจ เพื่อช่วยในการบริหาร และติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของชาติ

    ย้อนรอย ครม.เศรษฐกิจในประทเศไทย 

    สำหรับในประเทศไทย โครงสร้างและบทบาทของ ครม.เศรษฐกิจได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีในแต่ละสมัย ดังนี้ 

    1.ในสมัยยุครัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มีการจัดตั้ง ครม.เศรษฐกิจขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเอง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการจัดการและประสานงานนโยบายเศรษฐกิจของชาติ เพื่อแก้ปัญหาสำคัญเช่น วิกฤตการณ์นํ้ามันครั้งที่ 2 ทำให้ทั่วโลกเกิดเงินเฟ้อหนัก หลังจากนั้นเศรษฐกิจตกตํ่า รวมทั้งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบ ทำให้ขาดเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง ขาดดุลการค้า ดุลการชำระเงิน และดุลงบประมาณ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ประเทศล้มละลาย จากนั้นเริ่มมีนโยบายพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือ Eastern Sea Board (ESB) เข้าสู่ยุค “โชติช่วง ชัชวาล”

    ทีมเศรษฐกิจบ้านพิษณุโลก

    ขณะที่ในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีการระดมที่ปรึกษาเศรษฐกิจเข้ามาในนาม “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก จนเกิดเป็นนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” จุดแข็งของรัฐบาล “น้าชาติ ซึ่งทีม “มันสมองบ้านพิษณุโลก” ในขณะนั้นทำงานร่วมกันกับรัฐบาลเหมือน ครม.เศรษฐกิจสามารถวางกรอบยุทธศาสตร์ที่ทำให้การบริหารในยุคนั้นถูกจดจำในฐานะหนึ่งในรัฐบาลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้สำเร็จ

    ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คือหนึ่งในโมเดลพิเศษของการบริหารเศรษฐกิจ เมื่อ “ครม.เศรษฐกิจ” ไม่ได้มีนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ แต่เป็นการมอบหมายให้ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธาน ผ่านกลไก คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม (คศร.) ที่ดึงหน่วยงานเทคนิคและกฎหมายเข้าร่วมครบชุด ไม่ว่าจะเป็น สำนักงบประมาณ เลขาธิการกฤษฎีกา ผู้ว่าการธนาคารแห่งประทเศไทย (สศค.) ไปจนถึงคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มาทำงานร่วมกัน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและนักวิชาการ ตัวท็อปทั้ง ประธานหอการค้า–สภาอุตฯ–สมาคมธนาคาร โดยมีภารกิจหลักคือ “สแกนเศรษฐกิจ” ทั้งใน–นอกประเทศ แล้วรายงานตรงต่อนายกฯ

    รศก.ครม.เศรษฐกิจยุคอภิสิทธิ์ 

    ขณะที่ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ” หรือ “รศก.” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเร่งรัดติดตาม แก้ไขปัญหา และกำหนดมาตรการ โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะเร่งด่วน โดยกำหนดให้มีการประชุมเป็นประจำ “ทุกวันพุธ”

    ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร: มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ โดยมอบหมายให้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ในขณะนั้นคือกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ การกำกับดูแลราคาสินค้า และการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

    ยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ” เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และเสนอแนะมาตรการเชิงรุกก่อนนำเสนอ ครม. โดยในปี 2563 -2564 มีการจัดตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือ ศบศ. เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากโควิด-19 และการวางแผนฟื้นเศรษฐกิจอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีตัวแทนจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำงานกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

    เศรษฐาเรียก ครม.เศรษฐกิจรับ GDP ติดลบ 

    ต่อมาในยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการเรียกประชุม ครม.เศรษฐกิจด่วน เนื่องจากตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ปี 67 ขยายตัวต่ำเพียง 1.5% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในอาเซียน. นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้มีการประชุมในวันจันทร์แต่มีการประชุมไม่กี่ครั้งก็ยกเลิกไป

    ขณะที่ในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ใช้กลไก ครม.เศรษฐกิจ มีแค่การเนียกประชุมเป็นวาระในเรื่องสำคัญ เช่น การรับมือกับมาตรการภาษีสหรัฐ

    สำหรับการบริหารงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า เตรียมจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ “ทุกบ่ายวันจันทร์” ซึ่งจะเริ่มครั้งแรกในวันจันทร์นี้

    ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยอยู่ในขั้นวิกฤติ นายเอกนิติ เปรียบเสมือนรถที่ติดหล่มและกำลังดิ่งลงเหว เนื่องจากเครื่องยนต์หลักๆ เช่น การส่งออก การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน. ดังนั้น ครม.เศรษฐกิจจึงเป็นกลไกสำคัญในการข้บเคลื่อนเศรษฐกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการ สร้างความเชื่อมั่น: โจทย์ใหญ่ของ ครม.เศรษฐกิจคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยให้กับประชาชนและภาคเอกชน โดยผลลัพธ์จากการประชุมต้องเป็นรูปธรรมและจับต้องได้.

    การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน ทีม ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน ซึ่งได้รับการคาดหวังว่าเป็น “ดรีมทีมเศรษฐกิจ”  ได้กำหนดแผนเร่งด่วน “Quick Big Win” ภายในระยะเวลา 4 เดือน.

    “อนุทิน” ดัน ครม.เศรษฐกิจ ทำ Quick Big Win 

    การมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาปากท้อง: โดยกระทรวงการคลัง ภายใต้การนำของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกฯและ รมว. คลัง) มุ่งเน้นการกระตุ้นสั้น ได้ยาว และกระจายตัว ผ่าน 5 เสาหลัก เช่น โครงการ คนละครึ่งพลัส, มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้เสียที่มีมูลค่ารวม 123,000 ล้านบาท, การเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการรายย่อย (SME), และการเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี. เป้าหมายคือการดัน GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ให้ขยายตัวมากกว่า 0.3% และลดหนี้ครัวเรือนให้ต่ำกว่า 87% ของ GDP.

    ส่วนกระทรวงพลังงาน ภายใต้แผน “QUICK BIG WIN” ของ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว. พลังงาน  มุ่งผลักดันโซลาร์ภาคประชาชนและการลงทุนพลังงานสะอาด โดยถูกคาดหวังอย่างมากในการลดค่าพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน

    เช่นเดียวกับกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว. พาณิชย์ มุ่งเร่งเจรจาการค้า เช่น FTA ไทย-ยุโรป และไทย-เกาหลีใต้ พร้อมทั้งมาตรการลดค่าครองชีพด้วยโครงการธงฟ้าและการควบคุมราคาเวชภัณฑ์.

    จะเห็นได้ว่า การนำ ครม.เศรษฐกิจกลับมาใช้อีกครั้งในปัจจุบันจึงสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการรวมอำนาจการตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญไว้ที่ศูนย์กลาง เพื่อให้เกิดการประสานงานที่รวดเร็ว (Quick Win) และสามารถตอบสนองต่อปัญหาเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24_IDeVB-dQ9Er8DISh2kN

  • ทองวันนี้! ร่วงลง 300 บาท -ปรับฐาน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ชัตดาวน์อเมริกัน

    ทองวันนี้! ร่วงลง 300 บาท -ปรับฐาน ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ชัตดาวน์อเมริกัน

    03 ตุลาคม 2568, 11:56น.

              เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 32.45 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวอ่อน ค่าจากปิดตลาดเย็นวานนี้ที่ระดับ 32.37 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากรัฐบาล สหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะชัตดาวน์ ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจ เช่น ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่ต้องประกาศเมื่อคืนนี้ยังไม่ประกาศออก มาในระยะใกล้ ส่วนผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าภาวะชัตดาวน์จะขยายวงกว้างและยืดเยื้อนานเพียงใด

              ส่วนราคาทองคำประจำวันนี้ (3 ต.ค. 2568) เมื่อเวลา 11.25 น.ปรับตัวลดลง 300 บาทตามประกาศครั้งที่ 6  เมื่อเทียบกับราคาปิดวานนี้ 

    +++ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้ออยู่ที่บาทละ 59,000 บาท ขายออกที่ราคาบาทละ 59,100 บาท

    +++ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้ออยู่ที่บาทละ 57,820.24 บาท และขายออกที่ราคา 59,900 บาท

    +++ราคาทองคำโลก (Gold Spot) อยู่ที่ระดับ 3,847.00 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์

              ราคาทองโลกปรับตัวลงระยะสั้น จากการที่ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้มีการฟื้นตัวขึ้นในวันพฤหัสบดีหลังจากปรับตัวลง 4 วันติดต่อกัน สืบเนื่องมาจากนางลอรี โลแกน ประธานเฟดสาขาดัลลัส ได้กล่าวว่า คณะกรรมการเฟดควรใช้ความระมัดระวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของเฟดเป็นเวลานานกว่า 4 ปี

    #ทองวันนี้

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mHurEOUljGoMwdRZv27ss

  • ‘คลัง’ ย้ำเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ ชูธงวินัยการคลัง เร่งฟื้นเชื่อมั่น

    ‘คลัง’ ย้ำเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ ชูธงวินัยการคลัง เร่งฟื้นเชื่อมั่น

    เศรษฐกิจ

    ‘คลัง’ ย้ำเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ ชูธงวินัยการคลัง เร่งฟื้นเชื่อมั่น

    04 ต.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    กระทรวงการคลังจะเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ในเดือนพ.ย.นี้

    • กระทรวงการคลังจะเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ในเดือนพ.ย.นี้
    • การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างเสถียรภาพระยะยาว
    • คลังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีในส่วนที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย เช่น การพิจารณาปรับปรุงพิกัดสินค้าบางรายการ

    สิ่งแรกที่รัฐบาลใหม่มุ่งเน้นคือนโยบายที่ช่วยประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ “กติกาใหญ่” ที่กำหนดขอบเขตการใช้จ่ายของรัฐและมักถูกมองข้ามไป คือ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญในฐานะรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ คือ การเตรียมทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ในช่วงเดือนพ.ย.นี้ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

    นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า การดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะตั้งอยู่บนหลักการของการมีธรรมาภิบาลและวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ด้วยการเปิดเผยข้อมูลทุกนโยบายที่ดำเนินการอย่างชัดเจน โดยระบุถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับและต้นทุนทางการคลังที่ประเทศต้องจ่าย

    ด้านการบริหารงบประมาณ นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลจะเริ่มใช้งบประมาณภายใต้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาฯ ไปแล้ว โดยมีการวางรากฐานและกำหนดทิศทางด้านรายจ่ายให้สอดคล้องกับกรอบวินัยการคลัง

    ขณะเดียวกัน ในมิติของการจัดการรายได้ แม้ในระหว่างการทำงานของรัฐบาลจะยังไม่สามารถแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติได้ แต่ก็จะมีการดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย ซึ่งเบื้องต้น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมธนารักษ์ ได้เตรียมการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ทั้งหมดแล้ว อาทิ การพิจารณาดำเนินการกับแนวคิดที่เคยมีการศึกษาไว้ เช่น การจัดการ พิกัดสินค้าบางตัว ที่ยังไม่เต็มเพดาน หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีต่างๆ

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ถือเป็นเข็มทิศสำคัญที่กำกับให้การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ป้องกันไม่ให้นโยบายประชานิยมระยะสั้นเข้ามาทำลายเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว ซึ่งการวางกรอบการคลังที่ชัดเจนนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจโดยรวม

    นายวรภัค เน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ โดยมีหัวใจสำคัญดังนี้

    “การคลังของประเทศจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ต้องไม่หลุดกรอบไปตามแรงกดดันทางการเมือง” 

    นายวรภัค กล่าวต่อว่า ครม. เศรษฐกิจให้ความสำคัญ การดำเนินนโยบายภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ได้แก่

    1.แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Plan) ถือเป็นแผนแม่บทที่ทุกหน่วยงานต้องยึดเป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณ การทบทวนแผนดังกล่าวจึงเป็นภารกิจแรกๆ เพื่อให้ทิศทางการคลังของประเทศมีความต่อเนื่องและไม่บิดเบือน

    2.การตั้งงบประมาณ สำหรับการเตรียมการงบประมาณปี 2569 จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เช่น งบลงทุน ต้องไม่ต่ำกว่า 20% ของงบประมาณทั้งหมดและต้องไม่ต่ำกว่าวงเงินขาดดุลงบประมาณ ขณะที่ งบกลาง จะต้องตั้งไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินและจำเป็นจริงๆ ไม่ใช่เพื่อเป็นงบสำรองตามความสะดวก

    3.โครงการผูกพันงบประมาณ ทุกโครงการที่สร้างภาระผูกพันต่องบประมาณในอนาคต จะต้องมีการคำนวณภาระหนี้ รายจ่าย และชี้แจงแหล่งเงินทุนอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็น “ระเบิดเวลา” ทางการคลังในภายภาคหน้า

    4.การบริหารหนี้สาธารณะ ต้องบริหารจัดการหนี้ให้อยู่ภายใต้กรอบที่กำหนด เช่น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP หากมีแนวโน้มจะทะลุกรอบ จะต้องมีการรายงานและเสนอแนวทางแก้ไขต่อคณะรัฐมนตรีโดยทันที

    นายวรภัค กล่าวว่า การเมืองมักถูกท้าทายด้วยความเร่งด่วน ต้องเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ต้องเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ดังนั้นการตัดสินใจด้านงบประมาณเปรียบเสมือนการเดินบนสะพานเชือกที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประชาชน กับความเชื่อมั่นของตลาดการเงินและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว 

    ทั้งนี้ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง จึงไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นราวจับที่ช่วยให้รัฐบาลก้าวเดินได้อย่างมั่นคง และเป็น “กรอบป้องกัน” ที่ทำให้การบริหารการคลังอยู่บนเส้นทางที่ยั่งยืน เพื่อให้ทุกนโยบายสามารถตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นในการช่วยเหลือประชาชน และระยะยาวในการรักษาเสถียรภาพของประเทศไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1201703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oQwYXCm5pIjw5OrHuPzNf

  • ลดค่าครองชีพ-กระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสสร้างศรัทธา‘รัฐบาลอนุทิน’

    ลดค่าครองชีพ-กระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสสร้างศรัทธา‘รัฐบาลอนุทิน’

    ลดค่าครองชีพ-กระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสสร้างศรัทธา‘รัฐบาลอนุทิน’

    วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นับหนึ่ง 120 วัน หรือ 4 เดือนภายใต้กรอบการทำงานที่จำกัดของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ที่ล่าสุดเตรียมลุยฟื้นเศรษฐกิจ ตอบโจทย์นโยบาย “Quick Big Win” เน้นรวดเร็ว-สร้างผลกระทบสูง พร้อมตั้งเป้า ลดขาดดุลระยะยาวกลับสู่ 3% โดยการบูรณาการร่วมกัน ระหว่าง รัฐบาล หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชน พร้อมยกระดับธรรมาภิบาลการคลัง รักษาวินัยการคลัง ที่ยั่งยืน   

    แม้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและอำนาจการบริหาร แต่โจทย์ใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้าของรัฐบาลอนุทิน คือการ “แก้ปัญหาปากท้อง” อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับการวางหมุดหมายทางเศรษฐกิจ เพื่อปูทางสู่ความมั่นคงในระยะยาว

    ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างเปราะบางจากผลกระทบของเงินเฟ้อ ค่าแรงไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และการบริโภคภาคครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น อาทิ โครงการ “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ การลดค่าผ่านทางด่วน รถเมล์ รถไฟฟ้า  จึงกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยอย่างมีความหวัง รวมถึง รถไฟฟ้า 20 บาท สายสีแดงและสายสีม่วง ที่ได้ใจอย่างแรงจากการขยายอายุให้ประชาชนลดค่าครองชีพต่อไปได้อีก 2 เดือน  

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องไม่ละเลยการเร่งรัด โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) เช่น รถไฟฟ้าสายใหม่ ทางด่วนเชื่อมเมือง และ การลงทุนใน EEC ที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงาน และเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ  

    หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณที่จำกัดอย่างรัดกุม โปร่งใส และ ทำให้ประชาชนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ในระยะสั้น สิ่งนี้จะไม่เพียงแต่บรรเทาปัญหาในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการวางรากฐานความไว้วางใจ ซึ่งมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อ “สมรภูมิการเลือกตั้ง” ที่จะมาถึงในไม่ช้า 

    อย่างไรก็ดี ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในอนาคตไม่ได้จำกัดแค่ปากท้อง หากยังรวมถึงการปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนเร็ว เช่น ความผันผวนของราคาพลังงาน, เทคโนโลยี AI ที่กระทบแรงงานดั้งเดิม, และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน รัฐบาลเฉพาะกิจต้องเตรียมวางแนวนโยบายเบื้องต้นเพื่อส่งต่อให้รัฐบาลถาวรอย่างไม่สะดุด 

    บทพิสูจน์ของรัฐบาลอนุทินในช่วงเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่การ “ประคองสถานการณ์” แต่คือ การส่งสัญญาณความพร้อม ความจริงใจ และ ประสิทธิภาพ ที่จะเป็นปัจจัยชี้วัดความเชื่อมั่นจากประชาชน ในวันที่ต้องหวนกลับสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง

    บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,137 วันที่ 5 – 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/editorial/640558&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d7oRHrRcIkspv3lv_g5Gs

  • พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบายธนู 4 ดอก พลิกโฉมการศึกษา เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และค่านิยมใหม่

    พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบายธนู 4 ดอก พลิกโฉมการศึกษา เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และค่านิยมใหม่


    พรรคไทยก้าวใหม่ ภายใต้การนำของ “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ทรู ดิจิทัลพาร์ค พร้อมชูนโยบาย ธนู 4 ดอก เพื่อปฏิรูปการศึกษา เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และค่านิยมไทย ให้ประเทศกลับมาสตรอง

    เวลา 10.00 น. ที่ทรูดิจิทัลพาร์ค กทม.ได้มีงานเปิดตัว “พรรคไทยก้าวใหม่ “โดยนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคฯ นอกจากนั้นยังมีบรรดากลุ่มนักธุรกิจ การศึกษา นักวิชาการ ที่เคยทำงานร่วมกับนายสุชัชวีร์และคุณหญิงกัลยา มาร่วมงานเปิดตัวพรรคในครั้งนี้ด้วยนอกจากนี้ยังมีนายนิวัติไชย เกษมมงคล อดีตเลขาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) นายวัลลภ สุวรรณดี อดีตรองผู้ว่ากทม.สมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่ากทม.มาร่วมงานด้วย

    ต่อมา 11.00น. นายสุชัชวีร์ กล่าวเปิดตัว พรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ นำทีมประกาศวิสัยทัศน์ ก้าวสู่การเมืองยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญพลังของความรู้เดินหน้าพาประเทศไทยหลุดพ้นจากสภาพสิ้นหวังและหลุมดำทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าพลิกโฉมการศึกษาแก้จน แก้ปัญหาปากท้อง พร้อมชูนโยบาย “ธนู 4 ดอก” ปฏิรูปประเทศให้ สตรอง

    นายสุชัชวีร์ กล่าวด้วยว่า พรรคไทยก้าวใหม่ ตั้งใจชูนโยบายธนู 4 ดอก คือ ธนูดอกที่หนึ่งสร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษาไทยเพราะเด็กไทยทุกคน อาทิ การศึกษาฟรีจริงๆ ถึงระดับปริญญา,ปลดล็อกโรงเรียนให้มีอิสระ ปลดล็อกครูจากงานธุรการ ,ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่สองเพิ่มความสามารถให้เด็กไทยแข่งขันได้ไม่แพ้ชาติใดในโลก และขจัดปัญหายาเสพติดในโรงเรียนและชุมชน

    ธนูดอกที่สอง สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อนอาทิ ลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ,สนับสนุนให้คนไทยจากผู้ซื้อเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี ,ปฏิรูปกฎหมายเพื่อเอื้อต่องานสร้างสรรค์และงานนวัตกรรมของคนไทย

    ธนูดอกที่สาม สร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทย ปลอดภัย สุขภาพดี มีความสุข ผลักดันกฎหมายเพื่อความปลอดภัยสาธารณะเพื่อมีเจ้าภาพคนกลาง หยุดปัญหาภัยพิบัติสะพานพัง ตึกถล่ม ถนนยุบ คนผิดต้องรับผิดชอบ เปิดเผยต้นตอสาเหตุอย่างโปร่งใส,แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง-น้ำทะเลหนุนนอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการรวมศูนย์เทคโนโลยีไม่ให้เกิดการซื้อที่ซ้ำซากการบริหารซ้ำซ้อน,รักษาแผ่นดินของชาติและสิ่งแวดล้อม

    ด้วย AIและเทคโนโลยีอวกาศและสนับสนุนการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อการบริการประชาชน

    และธนูดอกที่สี่ สร้างค่านิยมใหม่ คนดีต้องมีที่ยืน เพราะคนดี สังคมดี เทคโนโลยี ลดโอกาสคอร์รัปชัน ปลูกฝังค่านิยมใหม่ด้วยการศึกษาเด็กไทยมีวินัยยึดผลประโยชน์ของชาติ ไม่โกง ไม่คอร์รัปชัน, ป้องกันการคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบดิจิทัล Blockchain และ Al ,สร้างระบบราชการอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ

    ทุกขั้นตอนต้องผ่านระบบออนไลน์ ปิดช่องทางทุจริตคอร์รัปชันไม่มีทิศทางไม่รู้อนาคต

    นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ทั้งนี้สัญลักษณ์พรรคฯเป็นลูกศร สีเหลืองเลม่อน ชี้ขึ้นทางขวา โดยสีเหลืองเลมอน แสดงถึงพลังงาน ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์และความหวัง สีกรมท่าหมายถึง ความมั่นคงสุขุมและความเป็นมืออาชีพ โลโก้ไทยก้าวใหม่สื่อสารการก้าวใหม่ การพัฒนาด้วยพลังความรู้ความคิดสร้างสรรค์บนรากฐานที่มั่นคง และความเป็นอาชีพ เราจะเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเปิดพื้นที่ให้คนมีใจคนมืออาชีพคนมีฝีมือและคนไทยทุกคนได้เข้ามาทำงานการเมือง อย่างสร้างสรรค์และพร้อมทำงานกับทุกฝ่าย รับฟังเสียงของประชาชนพรรคไทยก้าวใหม่เกิดขึ้นมาเพื่อไม่ทำแบบเดิม ไม่สร้างความขัดแย้ง แต่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเชื่อว่าหากพรรคการเมืองขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญ พลังความรู้ให้ไทยสามารถเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีกว่าแล้วกลับมาสตรองได้

    จากนั้นเปิดตัวผู้บริหารพรรคฯ นายวราวิชญ์ กำภู ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรค อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมัยนายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ , นายคเณศ วังส์ไพจิตรหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ทยอยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการด้านเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd), นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคฯ , พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1 )เป็นรองหัวหน้าพรรค
     
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/36123&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Usl6JS52h6BfPMA39huBr