Category: เศรษฐกิจ

  • เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    ท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในประเทศที่ตลาดทุนไทยต้องเผชิญในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้วางรากฐานการกำกับดูแลและยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและป้องกันการใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางฟอกเงิน 

    ล่าสุด ก.ล.ต. ได้เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (ปี 2569 – 2571) ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” ซึ่งถือเป็นเข็มทิศสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยให้เป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลและความยั่งยืน

    พรอนงค์ บุษราตระกูล

    นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า 5 เสาหลักของแผนยุทธศาสตร์ที่จะพลิกโฉมตลาดทุนไทย

    1. ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่น (Competitiveness & Confidence)

    เป้าหมายแรกมุ่งเน้นที่การทำให้ตลาดทุนไทยโดดเด่นในเวทีสากล โดยสนับสนุนการระดมทุนของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและกิจการที่มีคุณภาพสูง เพื่อดึงดูดนักลงทุน 

    ขณะเดียวกันได้ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล โดยการยกระดับหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายในและที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบังคับใช้กฎหมายและการจัดการเรื่องร้องเรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นด้าน Cyber Resilience เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างยั่งยืน 

    2. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและสินทรัพย์ดิจิทัล (Leveraging Digital & Technology)

    ก.ล.ต. มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่รองรับการทำ Tokenization และผลักดันให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นทางเลือกในการลงทุน (crypto as an asset class) 

    ความน่าสนใจของแผนนี้คือการเตรียมหลักเกณฑ์รองรับ crypto ETF และการศึกษาการออก crypto ETF ในรูปแบบทรัสต์ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนให้กว้างขวางและทั่วถึงยิ่งขึ้น [5]

    3. มุ่งสู่ตลาดทุนแห่งความยั่งยืน (Sustainable Capital Market) 

    ในด้านความยั่งยืน ก.ล.ต. ตั้งเป้าให้ตลาดทุนไทยเป็นผู้นำด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) ในภูมิภาค โดยจะนำมาตรฐานสากลอย่าง ISSB มาใช้ในการเปิดเผยข้อมูล พร้อมทั้งสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ เช่น Green Finance, Transition Finance และการผลักดันให้เกิดการซื้อขาย Carbon Credit ในตลาดทุนอย่างเป็นรูปธรรม 

    เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    4. เสริมสร้างสุขภาพทางการเงินและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment)

    แผนยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้มองเพียงแค่ภาพรวมตลาด แต่ยังมุ่งเน้นไปที่ประชาชนทั่วไป โดยต้องการปลูกฝังวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่านช่องทางต่างๆ เช่น “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล” และการเพิ่มประสิทธิภาพของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) สิ่งที่สำคัญคือการยกระดับความปลอดภัยผ่านโครงการ “preventive anti-scam for all” เพื่อป้องกันการหลอกลงทุนและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่นักลงทุนรายย่อย 

    5. การปฏิรูปองค์กรสู่ยุคดิจิทัล (Organization Transformation) 

    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งหมด ก.ล.ต. จำเป็นต้องยกระดับตัวเองด้วยการใช้เทคโนโลยีการกำกับดูแล หรือ SupTech และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงิน 

    นางพรอนงค์ เน้นย้ำถึงหัวใจของแผนนี้ว่าคือการสร้างสมดุลระหว่าง “การส่งเสริมพัฒนา” และ “การกำกับดูแล” ภายใต้กลยุทธ์ “Moving forward with Tie – Trends – Trust” ก.ล.ต. มุ่งมั่นที่จะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส และทำให้ตลาดทุนไทยเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/736709&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UbmN8G7It-2rsHKBDhdEM

  • รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงต่อหัวของจีนโตต่อเนื่องในปี 68 รับเศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงต่อหัวของจีนโตต่อเนื่องในปี 68 รับเศรษฐกิจฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยในวันนี้ (19 ม.ค.) ว่า รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงต่อหัว (per capita disposable income) ของจีนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    รายงานระบุว่า รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงต่อหัวของจีนในปี 2568 แตะ 43,377 หยวน (ราว 6,192 ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบรายปีในรูปตัวเงิน (Nominal Terms)

    ส่วนค่ามัธยฐานรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงต่อหัวทั่วประเทศในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ 36,231 หยวน เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบรายปี

    ข้อมูลยังแสดงให้เห็นอีกว่า รายได้ของผู้อยู่อาศัยในเขตชนบทเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบรายปีในรูปตัวเงิน ส่วนรายได้ของผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองเพิ่มขึ้น 4.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน

    ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการบริโภคต่อหัวของจีนอยู่ที่ 29,476 หยวน เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบปีต่อปีในรูปตัวเงิน ส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคด้านบริการเพิ่มขึ้น 4.5% โดยคิดเป็น 46.1% ของค่าใช้จ่ายในการบริโภคทั้งหมดในปี 2568

    นอกจากนี้ ข้อมูลของ NBS ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในปี 2568 ขยายตัว 5% เมื่อเทียบรายปี บรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ราว 5%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562294&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yJLQN7jllDeka9VOpuZPt

  • ถึงโลกหลงไหลแต่คนไทยไม่หลงทาง ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง (19/01/69)

    ถึงโลกหลงไหลแต่คนไทยไม่หลงทาง ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง (19/01/69)

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/ZxaY5UXoRps&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZkytF3oROguyS7uyIba2M

  • หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อค’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

    หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อค’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

    “กรุงเทพธุรกิจ” จัดงานงาน CEO Day 2025 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2569 เพื่อมอบรางวัล CEO Awards 2025 ให้กับนักธุรกิจรวม 5 รางวัล พร้อมทั้งมีการเสวนาหัวข้อ Economic Outlook 2026 : Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ต้องยอมรับศักยภาพการเติบโตของไทยลดลงต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตได้ถึง 5% ในช่วงหลังปี 2540 ลดลงมาเหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน และอาจมีอัตราการเติบโตจริงของ GDP ในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1.5% เท่านั้น ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการแก้ไขอย่างจริงจัง

    “เศรษฐกิจไทยวันนี้ เปรียบเสมือน เครื่องยนต์เก่า คนขับแก่ เทคโนโลยีเดิม และกฎระเบียบที่มากเกินไปทำเหมือนเผชิญปัญหารถติดอยู่ตลอดเวลา” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจกลับไปเติบโตที่ระดับ 4-5% ได้นั้นไทยต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยรวมให้กลับไปใกล้เคียงอดีตที่ระดับ 40% ของ GDP ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง 23% 

    ขณะนี้มีโครงการที่รอการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 480,000 ล้านบาท ซึ่งหากสามารถปลดล็อคผ่านโครงการที่รัฐบาลได้มีการตั้งไว้คือโครงการ BOI Fast Track ได้ จะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้มากกว่า 1.5% อย่างแน่นอน

    สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ (New S-Curve) ประกอบด้วยการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Agriculture) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบ Automation, Data Center เพื่อเป็นฐานของ AI, และอุตสาหกรรม Wellness และการแพทย์ครบวงจร, โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยและดึง SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชน

    หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อค’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า อนาคตไทยต้องแก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่เปรียบเสมือน “คนขับแก่ ด้วยการทำนโยบาย Skill Bridge และดึงชาวต่างชาติที่เป็น Talent ต่างชาติด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยโครงการ “Skill Bridge” เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยเน้นการ Reskill และ Upskill แรงงานทุกกลุ่ม รวมถึงผู้สูงอายุวัย 60 ปี ให้มีทักษะใหม่ที่ตลาดต้องการ

    นอกจากนี้ เตรียมใช้กลไกทางกฎหมายตาม มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.แรงงาน เพื่อมอบสิทธิพิเศษในการดึงตัวแรงงานทักษะสูง (Skill Labor) หรือผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาทำงานในไทยได้ง่ายขึ้น เพื่อแก้ปัญหาประชากรวัยแรงงานลดลงและเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ

    เร่งลงทุนพลังงานหมุนเวียน

    นายเอกนิติ กล่าววว่า ต้องเร่งผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด โดยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติเรียกร้อง ซึ่งต้องเร่งปลดล็อคให้ซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง และเสนอใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund – TFF) เป็นกลไกระดมทุนเพื่อลงทุนระบบสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนี้สาธารณะ

    สำหรับการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคจะใช้แนวทาง Fast Track เพื่อปลดล็อคปัญหาระยะสั้น ก่อนส่งต่อให้แก้กฎหมายถาวรเพื่อให้การทำธุรกิจคล่องตัว โดยย้ำว่าความสำเร็จในการยกระดับประเทศต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีความสามารถในการแข่งขันอีกครั้ง

    “วันนี้ไทยต้องช่วยกันทุกด้าน ที่ผ่านมา 3 เดือนที่ทำงานอาศัยความร่วมมือจึงเคลื่อนต่อไปได้ โครงการ Quick Big Win นั้นผ่านไปกว่า 99% เหลือแค่เรื่อง TISA ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางภาษี ผมขอย้ำกับภาคเอกชนว่าตอนนี้เราต้องเคลื่อนประเทศ ด้วยกันที่จะไปมีความร่วมมือกันทั้งรัฐและเอกชน เพื่อให้ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้”นายเอกนิติ กล่าว

    คุมค่าเงินบาทไม่ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธปท.ได้มีการดำเนินการเชิงรุกผ่านการปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อควบคุมต้นตอของความผันผวน โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ

    ตนได้ลงนามแก้ไขประกาศกระทรวงการคลังเพื่อให้อำนาจผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) สามารถใช้อำนาจตามพ.ร.บ. ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินในการสั่งการให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายต่อธปท.ได้ โดยการแก้ประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลธุรกรรมการเทรดทองคำผ่านแอปพลิเคชันที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาทโดยตรง

    ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก จากปัจจัยหลายเรื่องทั้งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ปัจจัยภายนอกอย่างการดำเนินนโยบายสหรัฐรวมถึงปัจจัยพิเศษอย่างธุรกรรมทองคำซึ่งซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำเพียง 1.5-2% ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นที่ 2.7%

    “เราถึงคุยกันว่า ต้องทำทุกวิถีทางทั้งเครื่องมือการเงินและการคลังเพื่อดูแลค่าเงินบาท ยังไงก็แล้วแต่หากค่าบาทแข็งเกินศักยภาพจะยิ่งทำร้ายเศรษฐกิจไทย”

    สกัดเส้นทางเงินป้องกันทุนสีเทา

    นอกจากการคุมเข้มทองคำ ยังได้เป็นประธานคณะทำงาน “Connect the Dots” ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), คณะกรรมการกำกับกลัหทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), คณะกรรมการป้องกันปและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาคมธนาคารไทย เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย 

    รวมทั้งเน้นการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่มักถูกใช้เป็นช่องทางของอาชญากรและแฮกเกอร์เคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อค่าเงินบาท

    รวมทั้ง การติดตามทุนเทาซึ่งยอมรับว่าปัญหาเงินผิดปกติหรือทุนเทามีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าเงินบาท โดยอาชญากรอาจนำดอลลาร์มาแลกเป็นบาทเพื่อฟอกเงินผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์ รถหรู หรือทองคำโดยคณะทำงานได้มีการจัดตั้ง Data Bureau เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถเห็นเส้นทางเงินที่ผิดปกติได้ทันที แทนที่จะต่างคนต่างทำเหมือนในอดีต

    หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อค’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

    ธปท.ชี้เศรษฐกิจปีนี้พึ่งต้องเอกชน

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจไทยเป็นปีที่เศรษฐกิจต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้การประเมินลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดย ธปท.คาดจีดีพีปีนี้ อยู่ที่ 1.5% ซึ่งอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบศักยภาพและความจำเป็นของเศรษฐกิจไทยระยะยาว

    หนึ่งในปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ คือ ภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจากสหรัฐชัดเจนขึ้นปีนี้

    นอกจากนี้มิติภาครัฐมีความล่าช้าจัดทำและเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากการจัดการเลือกตั้งที่จะกระทบจีดีพี 1.5%

    ดังนั้น จีดีพีปีนี้จะพึ่งพาภาคเอกชนเป็นหลัก ทั้งในด้านการบริโภคและการลงทุน ขณะที่บทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนจีดีพี จะมีค่อนข้างจำกัด และอาจใกล้เคียงกับศูนย์ในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    ห่วงภาคการบริโภคเริ่มอ่อนแรง

    ส่วนการบริโภคภาคเอกชน แม้ยังเป็นแรงพยุงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เครื่องยนต์อื่นอ่อนแรง แต่ยอมรับว่าแนวโน้มการเติบโตของการบริโภคกำลังชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยขยายตัวระดับ 4-5% ต่อปี ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 3% และคาดการณ์ว่าปีนี้ การบริโภคภาคเอกชนอาจขยายตัวเพียง 1.9% สะท้อนถึงกำลังซื้อประชาชนเริ่มอ่อนแรงลงจากภาระหนี้และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้ปีนี้จะมีการฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35 ล้านคน ดังนั้นภาคท่องเที่ยวจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อมองในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจแล้ว ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการอ่อนแรงของเครื่องยนต์หลักอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคการส่งออกและการลงทุนภาครัฐ

    “GDP เต็มศักยภาพเป็นการคำนวณจากการนำทรัพยากรทั้งหมดที่ประเทศมีอยู่มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ทุน และเทคโนโลยีในระดับปัจจุบัน แต่ข้อมูลที่สะท้อนออกมาถือว่าน่ากังวล เนื่องจากศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.7% เท่านั้น ลดลงอย่างต่อเนื่องจากในอดีตที่เคยอยู่ในระดับ 4% และ 3%”

    ดังนั้น หากไทยต้องการให้ GDP เติบโตได้ใกล้เคียงหรือสูงกว่าระดับศักยภาพดังกล่าวต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการลงทุนใหม่ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในภาคการผลิตและบริการ รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    3 ปัจจัยเงินบาทแข็งค่าเร็ว

    ในประเด็นค่าเงินบาทแข็งค่า มีปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาทสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 

    1.ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ 

    2.กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ทั้งในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รวมถึงธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก 

    3.การเข้าแทรกแซงของ ธปท.เพื่อดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนรุนแรงเกินไป

    ทั้งนี้ขอบเขตของการเข้าแทรกแซงตลาดค่าเงินมีข้อจำกัด เนื่องจากไทยมีข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าสำคัญกว่า 20 ประเทศ รวมถึงสหรัฐ เกี่ยวกับการไม่แทรกแซงค่าเงินในลักษณะบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวในทางการค้าและอาจนำไปสู่มาตรการทางภาษีได้ หากถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนค่าเงินโดยเจตนา

    “เวลาที่เงินบาทแข็งค่าผิดปกติ เช่นเงินบาทแข็งค่าจากระดับ 31.8 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 31.4 บาท ภายในเวลาเพียง 3 วันทำการในช่วงปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เรา พบว่า แรงขายดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าวถึง 45% มาจากธุรกรรมทองคำ และในบางช่วงเวลา เช่น เดือน ส.ค.สัดส่วนเพิ่มสูงถึง 62% สะท้อนถึงบทบาทของตลาดทองคำที่มีอิทธิพลต่อค่าเงินบาทอย่างมากในปัจจุบัน”

    ดังนั้น เมื่อราคาทองคำในตลาดโลกสูงขึ้น ประชาชนจำนวนมากจะขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมี 15 แอปพลิเคชัน จากนั้นร้านทองจะนำทองคำที่รับซื้อมาขายต่อในตลาดโลกเพื่อรับเงินดอลลาร์ ก่อนนำดอลลาร์ดังกล่าวกลับมาขายเพื่อแลกเป็นเงินบาท 

    สำหรับกระบวนการนี้ก่อให้เกิดแรงขายดอลลาร์ในปริมาณมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากดูการเทรดทองคำในแต่ละวันพบว่ามากกว่าการซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งทำให้ตลาดทองคำกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา

    ธปท.ประสาน “คลัง” คุมเข้มเส้นทางเงิน

    นายวิทัย กล่าวต่อว่า ธปท.ประสานงานกระทรวงการคลัง เพื่อขอขยายอำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ใช้เงินบาทเป็นสื่อกลาง โดย ธปท.ไม่เข้าไปกำกับดูแลธุรกิจทองคำทั้งระบบ แต่ดูแลเฉพาะธุรกรรมที่กระทบต่อการแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อจำกัดความผันผวนของค่าเงินบาทจากการเก็งกำไร

    นอกจากนี้ การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติที่เกี่ยวกับประเด็นทุนเทา พบว่าการขายดอลลาร์ในปริมาณมากผิดปกติในไทย ซึ่งจตรวจสอบพบว่า 50% ของธุรกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวข้องกับการซื้อขาย USDT และกว่า 40% ของผู้ขายเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถามถึงที่มาของเงินและเหตุผลในการเลือกทำธุรกรรมในประเทศไทย

    ปัจจุบัน ธปท.จึงขยายบทบาทการตรวจสอบเส้นทางเงิน โดยอาศัยการตีความกฎหมายใหม่เพื่อใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วแต่ไม่เคยถูกนำมาใช้อย่างจริงจังมาก่อน นั่นคือการติดตามเส้นทางเงินของธุรกรรมที่มีความผิดปกติ โดยจะกำหนดนิยามของธุรกรรมที่ต้องสงสัย และติดตามการเคลื่อนไหวของเงินในกรณีที่มีการขาย USDT หรือทองคำในปริมาณสูงผิดปกติ

    นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ออกหนังสือขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้รายงานธุรกรรมการแลกเงินที่มีมูลค่าสูงหรือมีลักษณะผิดปกติเป็นรายวัน เพื่อควบคุมและติดตามการใช้เงินสดที่ไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

    สำหรับนโยบายอัตราดอกเบี้ย ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 1.25% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น 

    ขณะที่ประเทศอื่นส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 4-5% ซึ่งการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะช่วยให้ลูกหนี้สามารถนำเงินที่ผ่อนชำระไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น และช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือนในระยะยาว แต่ยอมรับว่าอีกด้านมีจำเป็นต้องรักษาช่องว่างดังกล่าวไว้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคต

    สุดท้ายแล้วมองว่าบทบาทใหม่ ธปท.ไม่เพียงดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคหรือการใช้นโยบายดอกเบี้ยเท่านั้น แต่จะขยายบทบาทเข้าไปเป็น “ผู้นำ”ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ซึ่งฃสะท้อนผ่านค่านิยมองค์กร 4 คำ คือ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” โดยเฉพาะในระยะหลัง จะให้น้ำหนักกับการ “ยื่นมือ” และ “ติดดิน” เพื่อเข้าไปใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น

    หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อค’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217235&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VNPQkbP1caToDpTHf5G1O

  • ‘กมธ.เศรษฐกิจ’ รับสอบ ปมเงินบาทแข็งค่า กระทบศก.ไทย พรุ่งนี้

    ‘กมธ.เศรษฐกิจ’ รับสอบ ปมเงินบาทแข็งค่า กระทบศก.ไทย พรุ่งนี้

    “เปรมศักดิ์” เผย กมธ.เศรษฐกิจ รับสอบปมเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ พรุ่งนี้ พร้อมเชิญ ธปท.- ก.ล.ต.-ปปง.-เอกชน เข้าหารือ ชี้เป็นความผิดปกติกระทบเศรษฐกิจวงกว้าง

    ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นญัตติต่อนายกัมพล สุภาแพ่ง  สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เพื่อให้ กมธ. พิจารณาประเด็นค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ซึ่งนายกัมพลเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจึงจะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวในวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.) พร้อมทั้งเชิญธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.) สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  (ก.ล.ต.) สํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จํากัดมาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

    นพ.เปรมศักดิ์ ระบุต่อว่า กรณีเงินบาทแข็งค่าผิดปกตินั้น เนื่องจากมีนักวิชาการในตลาดทุนตังข้อสังเกตว่า เหตุใดธปท.ไม่มีข้อมูลการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ แต่ก.ล.ต.กลับมีข้อมูลว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศมีมูลค่าสูงเฉลี่ยเดือนละกว่าแสนล้านบาท โดยรูปแบบการซื้อขายไม่ได้เป็นไปตามพฤติกรรมการเก็งกําไรปกติ เหรียญที่มีความผันผวนสูงอย่าง บิทคอยน์ กลับมีสัดส่วนการซื้อขายเป็นอันดับสอง ไม่ถึง 20% ต่อวัน

    “กระบวนการดังกล่าวทําให้มีเงินทุนจํานวนมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ โดยที่แหล่งที่มาของเงินไม่ชัดเจน มีการเรียกร้องให้ ธปท. เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวและจัดทําระบบการรายงานเงินเข้า – ออกในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนและรัดกุมตามมาตรฐานที่ธนาคารกลางในหลายประเทศใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศถูกบ่อนทําลาย” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1217252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Mnb6-x3pM5llhZ_2Jx-_F

  • สงครามภาษีสหรัฐฯ-ยุโรป ปั่นโลก! 9 หุ้นไทย ‘นิคมฯ-ส่งออก-อาหาร’ รับทรัพย์

    สงครามภาษีสหรัฐฯ-ยุโรป ปั่นโลก! 9 หุ้นไทย ‘นิคมฯ-ส่งออก-อาหาร’ รับทรัพย์

    ความตึงเครียดของสงครามการค้ากลับมาก่อตัว ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรง โดยล่าสุดทรัมป์ระบุว่าจะเริ่มเก็บภาษี 10% กับสินค้าจากยุโรป 8 ประเทศ เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์ ตั้งแต่ 1 ก.พ.69

    และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือน มิ.ย.69 หากไม่ยอมเปิดทางให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก

    ขณะที่ EU กำลังพิจารณาเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 93 พันล้านยูโร ราว 108 พันล้านดอลลาร์ หากทรัมป์เดินหน้าตามคำขู่ นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือป้องกันการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ (ANTI-COERCION INSTRUMENT) เปิดทางให้ EU จำกัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในวงกว้าง

    และอาจสร้างรอยร้าวระหว่างพันธมิตร NATO และเนื่องจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจาก EU สูงสุด มีสัดส่วนราว 20.2%อาจทำให้กลุ่มสินค้าชิ้นส่วนฯ,รถยนต์, ยา, น้ำมัน มีราคาสูงขึ้น กดดันทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ

    ล่าสุดที่ 2.7% ลดลงได้ยาก รวมถึงมีโอกาสกดดัน GDP โลก เพราะ TOTAL TRADE ของสหรัฐฯ ไปยุโรปคิดเป็น 18% ของทั้งหมด ยุโรปไปสหรัฐฯ 7% ของทั้งโลก

    สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ผลที่ตามมาทำให้การใช้นโยบายการคลังและการเงินค่อนข้างตึงตัว ทั้งการทุ่มงบประมาณทหารมหาศาลไปกับการป้องกันประเทศ ปี 2567 พุ่งสู่ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) สูงสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น

    รวมทั้งการเดินหน้าปรับลดดอกเบี้ยยากขึ้น หากแนวโน้มเงินเฟ้อไม่ชะลอตัวลงสู่กรอบเป้าหมาย สังเกตจาก BOND YIELD 10 ปี สหรัฐสูงสุดในรอบเกือบ 4 เดือน 4.23% ส่วนราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม

    ประเทศไทยได้อะไร? หากสหรัฐฯ-ยุโรปทะเลาะกัน

    เอเซีย พลัส ระบุว่า หากสหรัฐฯและยุโรป ขัดแย้งกัน เช่น สงครามการค้า หรือการกีดกันทางภาษี สินค้าจากยุโรปจะเข้าอเมริกาแพงขึ้น และสินค้าอเมริกาจะเข้ายุโรปยากขึ้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ที่ราคาถูกกว่าและไม่ถูกกำแพงภาษี

    ไทยซึ่งมีฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, อาหารแปรรูป จะกลายเป็นตัวเลือกหลักในการส่งออกสินค้าไปทดแทน จากภาพจะเห็นตัวเลขมูลค่าการค้าของไทยกับ 2 ประเทศ

    • สหรัฐฯ (UNITED STATES) : มูลค่าประมาณ 83,019.50 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 12.90%
    • สหภาพยุโรป (EUROPEAN UNION) : มูลค่าประมาณ 49,070.60 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 7.63%

    เมื่อรวมกันแล้ว ตลาดสหรัฐฯ และยุโรป มีสัดส่วนประมาณ 20.5% ของการค้าไทย มูลค่ารวมกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าจีนที่เป็นคู่ค้าไทยอันดับ 1 เสียอีก

    ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์จากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) เพราะฝ่ายวิเคราะห์มีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีกับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโตและต้นทุนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

    ดังนั้นหุ้นที่คาดได้ SENTIMENT เชิงบวกจากประเด็นดังกล่าว คือ 

    • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA 
    • กลุ่มชิ้นส่วนฯ: บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA 
    • กลุ่มยานยนต์: บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT, บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH 
    • กลุ่มอาหารแปรรูป: บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF,บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU, บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC, บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG เป็นต้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/736683&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38HHQRMAd3hD-1VPtSnMGk

  • “กัณวีร์” นำทีมพรรคพลวัตลงพื้นที่สุไหงโก-ลก ชี้สันติภาพคือกุญแจฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้

    “กัณวีร์” นำทีมพรรคพลวัตลงพื้นที่สุไหงโก-ลก ชี้สันติภาพคือกุญแจฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้

    19 ม.ค. 69 – “กัณวีร์” นำทีมพรรคพลวัตลงพื้นที่สุไหงโก-ลก ชี้สันติภาพคือกุญแจฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ ด้านประชาชนสะท้อนความต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

    วันที่ 18 ม.ค. 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์และนโยบาย พรรคพลวัต และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ รวมถึง นายอุสมาน ดาโอะ ผู้สมัคร สส.นราธิวาส เขต 2 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและรับฟังปัญหาในเขตอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

    ช่วงเช้า คณะได้เดินหาเสียงในพื้นที่ตลาดเช้า ซึ่งมีบรรยากาศคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น หลายคนเข้ามาพูดคุยและขอถ่ายภาพ ซึ่งพื้นที่สุไหงโก-ลก เป็นอำเภอชายแดนติดประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ตลาดมีความคึกคักจากการค้าขายข้ามแดน อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่สะท้อนถึงความต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่ต้องการเผชิญกับปัญหาเดิมซ้ำ ๆ

    แม่ค้ารายหนึ่ง ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจในสุไหงโก-ลก ขณะนี้ย่ำแย่กว่าที่เคยเป็นมา นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียแทบไม่เดินทางเข้ามา ส่งผล กระทบต่อการค้าขายอย่างหนัก

    นายกัณวีร์ กล่าวว่า ปัญหาที่เห็นได้ชัดในพื้นที่ชายแดนใต้คือปัญหาความไม่สงบ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ก็ยากที่จะคาดหวังการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ยังคงมีความกังวลด้านความปลอดภัย

    “ถ้าจะส่งเสริมเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยว แต่ยังไม่แก้ปัญหาสันติภาพ มันก็เดินต่อได้ยาก สิ่งแรกที่ต้องทำคือการถอดกระดุมเม็ดแรก ปัญหาที่คาราคาซังมากว่า 22 ปี พรรคพลวัตอาสาเข้าไปแก้ปัญหาชายแดนใต้ในทุกมิติ เพื่อทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เมื่อสันติภาพเกิด เศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมของประชาชนก็จะตามมา และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” นายกัณวีร์ กล่าว

    นายอุสมาน ดาโอะ ผู้สมัคร สส.นราธิวาส เขต 2 ระบุว่า การตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ เพราะต้องการเข้ามาแก้ไขและเปลี่ยนแปลงปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเฉพาะเขต 2 ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด พร้อมย้ำว่าพรรคพลวัตมีจุดยืนชัดเจนในการแก้ปัญหาสันติภาพ และเชื่อว่าจะเป็นรากฐานให้เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้นในอนาคต

    ขณะที่ นางฮายาตี ดาโอะ ผู้ช่วยหาเสียงในเขต 2 นราธิวาส กล่าวว่า พื้นที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงจากคนรุ่นใหม่ และไม่อาจทนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ต่อไปได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนออกมาเลือกพรรคของคนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงเขต 2 นราธิวาสให้ดีขึ้นนายกัณวีร์ ได้ขอประชาชนให้การสนับสนุนพรรคพลวัต ทั้ง 2 ใบ บัตรสีชมพู กาเบอร์ 7 สำหรับผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ บัตรสีเขียว สำหรับผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต เขต 2 นายอุสมาน ดาโอะ เบอร์ 8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/272183&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X2agUd0adwlKRnsWNqXuC

  • หุ้นวันนี้  ติดตาม Fund Flow และ กรีนแลนด์ยังจับตาทางเทคนิค เป็นบวก

    หุ้นวันนี้ ติดตาม Fund Flow และ กรีนแลนด์ยังจับตาทางเทคนิค เป็นบวก

    InnovestX เปิดเผยว่า คาดตลาดไซด์เวย์ เงินไหลเข้าคาดเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดช่วงนี้ หลังนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในระดับ 2-3 พันล้านบาทต่อเนื่องก่อนเลือกตั้ง

    ขณะที่ วันนี้ติดตามการรายงาน ไตรมาส 4/68 GDP จีน เบื้องต้นคาดจะต่ำเทียบครั้งก่อนที่ 4.8% และตลาดคาด 4.4% หากต่ำอาจหนุนให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นตัวแปรที่มีผลต่อกลุ่ม China Play หลังมีแรงซื้อตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน ส่วนประเด็นกรีนแลนด์ ยังจับตาทางเทคนิค เป็นบวกหลังยืน 1255/1250 ได้ มีแนวต้านหลักถัดไป 1290/1300

    InnovestX
    InnovestX  ติดตาม Fund Flow และ กรีนแลนด์ ยังจับตา ทางเทคนิค เป็นบวกหลังยืน 1255/1250 ได้ มีแนวต้านหลักถัดไป 1290/1300

    ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวในกรอบ 1220–1300 จุด 

    โดยปัจจัยในประเทศ

    • ติดตามการประกาศงบ ไตรมาส 4/68 ของกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ซึ่งจะออกมาครบในสัปดาห์หน้านี้
    • นโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองซึ่งจะมีผลต่ออุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้อง 

    ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตาม ได้แก่ 

    • ความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกลาง (เวเนซุเอลา, อิหร่าน, รัสเซีย-ยูเครน) ซึ่งจะมีผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงาน
    • ความคืบหน้าการเจรจาทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น  GDP ไตรมาส 4/68 และยอดค้าปลีกของจีน, PCE พ.ย. และ GDP 3Q68 (รายงานครั้งสุดท้าย) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ 

    ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลักและ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

    1.หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร ไตรมาส 4/68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ ADVANC BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM TRUE 

    2.หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น

    • หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO
    • หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI TLI 

    3.Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ

    • หุ้นธนาคารที่คาดรายงานกำไร ไตรมาส 4/68 จะออกมาเติบโตดีหรือยังทรงตัว YoY ตามคาด พร้อมยังมีแนวโน้มจ่ายปันผลสูงจากกระแสเงินสดแข็งแกร่ง แนะนำ KTB BBL KBANK KKP
    • หุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์จาก Election Rally เพราะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อาทิ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CPN TNP) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (GFPT CBG OSP) และกลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL ERW) และ 3) หุ้นที่คาดจะได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนที่สูงของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT

    Daily Top Picks

    ADVANC: ปัจจัยกระตุ้นจากโมเมนตัมกำไร ไตรมาส 4/68 ที่คาดจะเติบโต YoY และ QoQ แรงหนุนจาก ARPU ที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจหลัก (โทรศัพท์เคลื่อนที่และ FBB) มีการคุมต้นทุนที่ดี ค่าใช้จ่ายการตลาดที่มีแนวโน้มลดลง และการรับรู้ประโยชน์การประหยัดต้นทุนหลังการประมูลคลื่นความถี่เต็มไตรมาส เป้าหมายระยะสั้น 348 บาท

    BDMS: ปัจจัยหนุนระยะสั้นจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประกันสุขภาพแบบ Co-payment และการกำหนดเครือข่ายโรงพยาบาลที่ชัดเจนโดยบริษัทประกันช่วยสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืน ปี 2568 คาดกำไรปกติเติบโต 3%YoY และเติบโตต่อ 8%YoY ในปี 2569 อัตราผลตอบแทนปันผลน่าสนใจช่วยลดความเสี่ยงขาลง เป้าหมายระยะสั้น 19.20 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/266374&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hnhnnPC2L2CpFIfHZu__a

  • “พิพัฒน์”ลุยหาเสียงหาดใหญ่ ทวงคืนโอกาส 30 ปี ฟื้นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์”ลุยหาเสียงหาดใหญ่ ทวงคืนโอกาส 30 ปี ฟื้นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์” ปักธงหาดใหญ่ ลุยเวทีเขต 2 หนุน “ศาสตรา” คนร่วมกว่า 1,200 ชี้ถึงเวลาทวงคืนโอกาส 30 ปี ดันโครงการถนนวงแหวนรอบหาดใหญ่-รถไฟรางคู่-แก้น้ำท่วม ฟื้นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้

    วันที่ 19 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเมืองในเขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คึกคักอย่างต่อเนื่อง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำ แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ขึ้นเวทีปราศรัยช่วย นายศาสตรา ศรีปาน ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 3 พรรคภูมิใจไทย เป็นเวทีย่อยครั้งที่ 10 ท่ามกลางประชาชนกว่า 1,200 คน สะท้อนการสู้ศึกเลือกตั้งที่เข้มข้น และการยึดพื้นที่หาดใหญ่อย่างต่อเนื่องของพรรคภูมิใจไทย เพื่อนำไปสู่การจัดเวทีใหญ่ในพื้นที่อีกครั้ง

    นายพิพัฒน์ กล่าวปราศรัยว่า ตนเกิดและเติบโตที่อำเภอหาดใหญ่ โดยเฉพาะย่านตลาดกิมหยง ซึ่งในอดีตถือเป็นศูนย์กลางการค้าการท่องเที่ยวของภาคใต้ ผู้คนจากทุกพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้านเดินทางมาจับจ่ายใช้สอย แต่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา หาดใหญ่กลับหยุดชะงัก ขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ จนถึงวันนี้ถือว่า “พอแล้ว” กับการปล่อยให้เมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ถอยหลัง

    นายพิพัฒน์ ระบุว่า หาดใหญ่มีศักยภาพครบถ้วน ทั้งระบบถนน รถไฟ และการบิน เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ของภาคใต้ เชื่อมโยงไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ แต่กลับเผชิญปัญหาการจราจรติดขัดอย่างรุนแรง โครงการถนนวงแหวนรอบหาดใหญ่ถูกคิดตั้งแต่ปี 2542 รวมระยะทางกว่า 65 กิโลเมตร แต่จนถึงปัจจุบันกลับได้รับงบประมาณก่อสร้างจริงเพียง 7 กิโลเมตรเท่านั้น

    “คำถามคือ ส่วนที่เหลือจะเสร็จในยุคที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมภาคใต้ถึงต้องทวงคืนโอกาสที่หายไปกว่า 30 ปี”

    ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นายพิพัฒน์ ชี้ว่าการพัฒนาภาคใต้ไม่อาจพึ่งพาเพียงถนนอย่างเดียว โดยเฉพาะระบบรถไฟรางคู่ ซึ่งปัจจุบันจากกรุงเทพฯ มาหยุดเพียงจังหวัดชุมพร ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังขาดทางเลือกด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ พรรคภูมิใจไทยจึงมีนโยบาย ผลักดันการขยายรถไฟรางคู่ลงสู่ภาคใต้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจและลดต้นทุนการเดินทาง

    นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยระบุว่า ได้หารือร่วมกับหน่วยงานด้านคมนาคมหลายหน่วย ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหา ทั้งการพัฒนาโครงข่ายถนนคู่ขนาน การแก้คอขวดจราจร และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

    ด้าน นายศาสตรา ศรีปาน ผู้สมัคร สส. เขต 2 กล่าวเสริมถึงการทำงานร่วมกับภาควิชาการ โดยเฉพาะการศึกษาการแก้ปัญหาน้ำท่วมร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมเสนอแนวนโยบายจัดตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าการเยียวยาครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม “ครั้งละ 100,000 บาท” ลดภาระความเดือดร้อนของประชาชนในยามวิกฤต

    การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของชาวหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ในการเลือกผู้แทนที่เข้าใจพื้นที่ กล้าตั้งคำถามในสภา และสามารถดึงงบประมาณมาพัฒนาบ้านเกิดได้จริง พร้อมยืนยันว่าจะปักหลักทำงานในพื้นที่หาดใหญ่อย่างต่อเนื่องตลอดสองวัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อม “ปักธงหาดใหญ่” และขับเคลื่อนการพัฒนาภาคใต้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2908648&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xBIvG4j2B_BCC__P44skM

  • ขุนคลังสหรัฐฯ มองศาลฎีกาไม่น่าคว่ำภาษีทรัมป์ ชี้เป็นนโยบายเศรษฐกิจหลัก : อินโฟเควสท์

    ขุนคลังสหรัฐฯ มองศาลฎีกาไม่น่าคว่ำภาษีทรัมป์ ชี้เป็นนโยบายเศรษฐกิจหลัก : อินโฟเควสท์

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ศาลฎีกาจะกลับคำตัดสินและยับยั้งการใช้อำนาจฉุกเฉินของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้า ขณะที่คำวินิจฉัยของศาลคาดว่าออกมาได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้

    เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวานนี้ (18 ม.ค.) ว่า ศาลฎีกาไม่น่าจะเข้าไปล้มล้างนโยบายเศรษฐกิจหลักของฝ่ายบริหาร พร้อมยกตัวอย่างว่า ศาลฯ ไม่เคยมีคำวินิจฉัยคว่ำกฎหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ACA) หรือ โอบามาแคร์ (Obamacare) และเชื่อว่าศาลฯ ไม่ต้องการสร้างความปั่นป่วน

    ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์อาจเผชิญความเป็นไปได้ที่จะต้องคืนเงินภาษีศุลกากรมากกว่า 1.33 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้นำเข้า หากศาลฎีกาตัดสินว่ามาตรการภาษีที่ปธน.ทรัมป์บังคับใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีความเป็นไปได้ที่คำตัดสินจะมีขึ้นภายในสัปดาห์นี้

    ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมิ.ย. ศาลฎีกาสหรัฐฯ เคยมีคำวินิจฉัยยืนตามบทบัญญัติสำคัญของกฎหมาย ACA ที่กำหนดให้จัดตั้งคณะกรรมการแนะนำบริการด้านการป้องกันโรค ซึ่งบริษัทประกันต้องให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันโดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย

    ถ้อยแถลงของเบสเซนต์มีขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่าจะเดินหน้าเก็บภาษีชาติพันธมิตรยุโรปเพิ่มจนกว่าสหรัฐฯ จะซื้อกรีนแลนด์ได้สำเร็จ

    ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า มาตรการภาษีในอัตรา 10% จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับสินค้าจากประเทศเดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเตือนว่าอัตราภาษีดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน และจะคงอยู่เช่นนั้นจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งเขาให้เหตุผลว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของโลก

    อย่างไรก็ดี เบสเซนต์ย้ำว่า มาตรการภาษีล่าสุดที่เชื่อมโยงกับยุโรปและประเด็นกรีนแลนด์ เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านความมั่นคง โดยเป็นการใช้พลังทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปสู่ความขัดแย้งทางทหาร

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562144&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WvYN7o4lc8Na__wrXFBSr