Category: เศรษฐกิจ

  • กลุ่มหุ้นวัสดุพื้นฐานและสินค้าอุปโภคบริโภค จ่อเป็นผู้นำตลาดหุ้นอินโดนีเซียในปี 2026

    กลุ่มหุ้นวัสดุพื้นฐานและสินค้าอุปโภคบริโภค จ่อเป็นผู้นำตลาดหุ้นอินโดนีเซียในปี 2026

    ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (IDX) ปิดฉากปี 2025 อย่างโดดเด่น โดยดัชนีอ้างอิง IDX Composite พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ 8,710.7 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ก่อนจะปิดสิ้นปีอย่างแข็งแกร่งที่ 8,646.9 การปรับตัวขึ้น 22.1% นับตั้งแต่ต้นปี ทำให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรองเพียงเวียดนามและสิงคโปร์ ซึ่งดัชนีหลักเพิ่มขึ้น 39.2% และ 22.9% ตามลำดับ

    นักวิเคราะห์มองว่า ในปี 2026 นี้หุ้นกลุ่มวัสดุพื้นฐานและกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจะเป็นกลุ่มที่โดดเด่น โดยได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง และการบริโภคภายในประเทศที่ยังคงมีความยืดหยุ่น รายงาน Asia Pacific Equity Research ของธนาคารเพื่อการลงทุนสหรัฐฯ J.P. Morgan ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2025 ระบุให้หุ้นกลุ่มวัสดุพื้นฐาน สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น และสินค้าอุปโภคบริโภคฟุ่มเฟือยในตลาด IDX อยู่ในระดับ น้ำหนักมากกว่าตลาด” (overweight) ในปี 2026 จากคาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้น และปัจจัยพื้นฐานด้านสินค้าโภคภัณฑ์ที่เอื้ออำนวย

    รายได้ของกลุ่มวัสดุพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมเคมี ปูนซีเมนต์ และโลหะ คาดว่าจะเติบโตประมาณ 40% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่กำไรของกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นและฟุ่มเฟือย คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15% และ 14% ตามลำดับ ทำให้ทั้งสามกลุ่มเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของตลาดในปีนี้

    ในบรรดาหุ้นขนาดใหญ่ J.P. Morgan เลือก Bank Central Asia (BCA), Astra International, Indofood CBP Sukses Makmur ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, GoTo Gojek Tokopedia และบริษัทเหมืองแร่ของรัฐ Aneka Tambang (Antam) เป็นหุ้นเด่นสำหรับปี 2026 โดยรายงานระบุว่า กลุ่มวัสดุพื้นฐานได้รับแรงสนับสนุนจากราคาทองคำและทองแดงที่แข็งแกร่ง และผู้กลั่นทองคำอาจได้รับประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีส่งออกทองคำที่เพิ่งประกาศใช้

    รายงานยังระบุว่า Antam เป็นหุ้นที่น่าสนใจ เนื่องจากแรงกดดันด้านอุปทานทองคำอาจคลี่คลายลงจากการกลับมาผลิตบางส่วนของ Freeport รวมถึงมาตรการภาษีส่งออกใหม่ ขณะที่ราคาพรีเมียมของแร่นิกเกิลยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ J.P. Morgan ยังมองเห็นโอกาสขาขึ้นจากการควบรวมกิจการเพิ่มเติมในภาคอินเทอร์เน็ตของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะเมื่อแรงกดดันด้านการแข่งขันกับคู่แข่งระดับภูมิภาคอย่าง Grab เริ่มผ่อนคลายลง และบริษัทต่าง ๆ หันมาให้ความสำคัญกับการทำกำไรมากขึ้น

    ธนาคารยังมองว่าการเสนอขายหุ้น IPO ของ Superbank ซึ่ง Grab และ Elang Mahkota Teknologi (Emtek) ถือหุ้นร่วมกัน อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นทั้งด้านมูลค่าและความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ โดย Emtek ยังมีปัจจัยบวกอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น การนำ Superbank และ Vidio เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น รวมถึงความเป็นไปได้ในการจ่ายเงินปันผลพิเศษจากกำไรการลงทุน

    แนวโน้มดังกล่าวสนับสนุนประมาณการกรณีฐานของ J.P. Morgan ที่คาดว่าดัชนี Jakarta Composite Index (JCI) จะปรับขึ้นสู่ระดับ 9,100 จุด ภายในสิ้นปี 2026 หรือมีอัพไซด์ราว 7% จากระดับปัจจุบัน ขณะที่ในกรณีเชิงบวกมากขึ้น หากการบริโภคภายในฟื้นตัวแรง เงินทุนต่างชาติไหลกลับ และกองทุนการลงทุนของรัฐ Danantara ใช้เงินลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดัชนีอาจปรับขึ้นแตะระดับ 10,000 จุด หรือมีอัพไซด์ประมาณ 17%

    ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่า 5% กำไรบริษัทจดทะเบียนซบเซา และค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ดัชนี IDX Composite อาจปรับลดลงสู่ราว 7,800 จุด ภายในสิ้นปี 2026 โดย J.P. Morgan ระบุว่าปี 2026 จะเป็นปีสำคัญในการวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า

    ความชัดเจนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น และนโยบายเศรษฐกิจเชิงมวลชนของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เช่น โครงการอาหารกลางวันโภชนาการ (MBG) และโครงการสหกรณ์ แดงขาว” (KMP) คาดว่าจะช่วยหนุนการใช้จ่ายภาครัฐและการฟื้นตัวของการบริโภค แม้ยังมีความกังวลด้านการบริหารงบประมาณและข้อจำกัดด้านรายได้ภาครัฐ

    ด้านบริษัทหลักทรัพย์ Mirae Asset Sekuritas Indonesia มองว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียในปี 2026 ยังคงมีความแข็งแกร่ง จากอุปสงค์ที่ค่อนข้างมั่นคงต่อสินค้าโภคภัณฑ์หลัก เช่น ทองคำ ถ่านหิน และเฟอร์โรอัลลอย นักวิเคราะห์อาวุโสของบริษัทระบุว่า ปีนี้จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนของทิศทางสินค้าโภคภัณฑ์ โดยทองคำยังถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เด่น ราคาอาจทรงตัวเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากธนาคารกลางทั่วโลก

    นอกเหนือจากสินค้าโภคภัณฑ์ Mirae Asset ยังมองบวกต่อหุ้นกลุ่มผู้บริโภค โทรคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จากการขยายโครงการอาหารฟรี และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงซึ่งอาจช่วยหนุนการประเมินมูลค่าหุ้น 

    ในเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรม นาย Nafan Aji นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของบริษัทระบุว่าสภาพคล่องที่ผ่อนคลายมากขึ้น จากความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย จะช่วยสนับสนุนความต้องการในกลุ่มพลังงานและวัสดุพื้นฐาน ขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงอาจกระตุ้นความต้องการสินเชื่อ และเสริมความสามารถในการทำกำไรของภาคธนาคาร โดยยังคงสามารถได้รับประโยชน์จากการบริโภคที่แข็งแกร่งและแรงหนุนตามฤดูกาลในไตรมาสแรกได้ต่อไป

    ความเห็นสำนักงาน

    ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียปิดปี 2025 อย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนี IDX Composite ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 22% ทำสถิติสูงสุดใหม่ และติดอันดับตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แนวโน้มปี 2026 นักวิเคราะห์สถาบันชั้นนำอย่าง J.P. Morgan และ Mirae Asset มองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มวัสดุพื้นฐานและสินค้าอุปโภคบริโภค จากแรงหนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ การบริโภคภายในประเทศ และการใช้จ่ายภาครัฐ โดยคาดว่าดัชนี JCI มีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับ 9,100–10,000 จุดในกรณีฐานถึงเชิงบวก ขณะที่ความเสี่ยงยังอยู่ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าคาด ค่าเงินรูเปียห์ และเสถียรภาพด้านการคลัง ทั้งนี้ ปี 2026 นักวิเคราะห์มองว่าเป็นปีสำคัญในการวางรากฐานการเติบโตระยะกลางของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดทุนและเศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2026 สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่ออุปสงค์ภายในประเทศและภาคสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอินโดนีเซีย การขยายตัวดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เข้าขยายตลาดและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในอินโดนีเซียได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการควรติดตามความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาค ค่าเงิน และนโยบายภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การค้าและการลงทุนให้สอดคล้องกับบริบทตลาดที่ยังมีความผันผวนในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/diobghr866kl5w3v0lcdv7bn&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OsCsfk6vlbsRFzeWfHULU

  • ส.อ.ท.ประเมินปี 2569 เศรษฐกิจไทยเปราะบาง เผชิญ “Perfect Storm”

    ส.อ.ท.ประเมินปี 2569 เศรษฐกิจไทยเปราะบาง เผชิญ “Perfect Storm”

    วันนี้ (5 ม.ค.2569) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก

    ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

    ด้าน ภาคการส่งออก กกร. คาดว่าในปี 2569 อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร

    อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท จากกว่า 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศกว่า 9.8 แสนล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย

    นายเกรียงไกร ระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในเชิงนโยบาย ภาครัฐควรเร่งใช้มาตรการสนับสนุน R&D การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนา SMEs การจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนบังคับใช้มาตรการทางการค้าอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

    พร้อมกันนี้ ควรเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel), เคมีชีวภาพ (Biochemical), ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma), อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ (Functional Food และ Novel Foods), เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics), เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ รวมถึงเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ

    นอกจากนี้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยต้องเร่ง Upskill–Reskill–New Skill ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะทักษะด้าน STEM ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา

    ปี 2569 จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ 1) Competitiveness การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐานสากล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2) Resilience การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว ด้วยการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และกลไกรองรับความผันผวน 3) Sustainability การขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ONE Thailand” เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงของโลก ให้เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างการเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน ให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ล็อกตัวนายกฯ เปิด “ปัจจัย” ทำให้เป็น

    พรุ่งนี้ ตร.เปิดคลิป “ตรวจค้น-สอบปากคำ” บุคคลโยง คดี “บิ๊กโจ๊ก” ติดสินบนทองคำ

    ทอ.เปิดตาราง “แอร์โชว์” วันเด็กแห่งชาติ 10 ม.ค.นี้ ที่ บน.6 ดอนเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500782&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eGa-rdsKLDwKJ1RQHXutF

  • ส.อ.ท.ชำแหละเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัญหารุมเร้า ส่งออกหดเหลือ-1.5ถึง-0.5%

    ส.อ.ท.ชำแหละเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัญหารุมเร้า ส่งออกหดเหลือ-1.5ถึง-0.5%

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก

    โดยปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน 

    และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% โดยต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม

    ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

    ส.อ.ท.ชำแหละเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัญหารุมเร้า ส่งออกหดเหลือ-1.5ถึง-0.5%

    ด้านการส่งออก กกร. คาดว่าในปี 69 อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน  (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร

    อย่างไรก็ตาม ปี 69 ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท จากกว่า 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศกว่า 9.8 แสนล้านบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิตจากการรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในเชิงนโยบาย ภาครัฐควรเร่งใช้มาตรการสนับสนุน R&D การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนา SMEs การจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนบังคับใช้มาตรการทางการค้าอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

    ส.อ.ท.ชำแหละเศรษฐกิจไทยปี 69 ปัญหารุมเร้า ส่งออกหดเหลือ-1.5ถึง-0.5%

    นอกจากนี้ ยังควรเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel), เคมีชีวภาพ (Biochemical), ชีวเภสัชกรรม (Bio-Pharma), อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ (Functional Food และ Novel Foods), เส้นใยชีวภาพ (Biofabrics), เครื่องสำอาง (Cosmetics) และปุ๋ยชีวภาพ (Biofertilizer) ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ รวมถึงเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ

    “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยต้องเร่ง Upskill–Reskill–New Skill ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะทักษะด้าน STEM ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา”

    นายเกรียงไกร กล่าวต่ออีกว่า ปี 69 จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่

    • Competitiveness การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐานสากล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 
    • Resilience การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัว ด้วยการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และกลไกรองรับความผันผวน 
    • Sustainability การขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ผนึกกำลังทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด ONE Thailand เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงของโลก ให้เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างการเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน ให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    “ปี 69 ไทยยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมาอย่างยาวนาน เปรียบเสมือนการเผชิญกับพายุเศรษฐกิจหรือ Perfect Storm ที่ท้าทายขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมีนัยสำคัญ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/648224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MDb7f4-vIQgm0PFye0kx5

  • “พิชัย” คาดเศรษฐกิจปี 69 ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ แนะเลือกพรรคที่แก้ปัญหาหนี้ ส่งเสริมลงทุนภาคอุตสาหกรรม

    “พิชัย” คาดเศรษฐกิจปี 69 ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ แนะเลือกพรรคที่แก้ปัญหาหนี้ ส่งเสริมลงทุนภาคอุตสาหกรรม

    “พิชัย” คาดการณ์ เศรษฐกิจปี 69 “ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ” ชี้การส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว เป็นตัวตัดสิน แนะเลือกพรรคที่แก้ไขปัญหาหนี้ ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต แก้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

    วันที่ 5 มกราคม 2569 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจในปี 2569 น่าจะย่ำแย่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำ หลายสำนักทำนายว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% กว่าเท่านั้น และบางสำนักถึงกับบอกว่าน่าจะแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 โดยการส่งออกปี 2567 ขยายได้ 5.4% และการส่งออกปี 2568 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12% แต่การส่งออกในปี 2569 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้

    นอกจากนี้ การลงทุนในปี 67 มีการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.14 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบหลายปี และมีการลงทุนจริงเกือบทั้งหมด ในปี 2568 มีการขอการส่งเสริมการลงทุน 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก แต่การลงทุนจริงยังชะลอ นักลงทุนน่าจะรอการเลือกตั้งที่จะมาถึง และการท่องเที่ยว ที่นักลงทุนเริ่มเข้ามามากขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้วและหวังว่าปีนี้ทั้งปีนักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น

    นายพิชัย ระบุว่า ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ โดยขอเสนอแนวทางดังนี้

    1. การบริโภคภายในประเทศ ปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วย นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    2. การส่งออก การส่งออกที่ดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1% กว่าเท่านั้น แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ ทั้งนี้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยหลักในการที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากการเป็นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยการที่ประเทศเวียดนามมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี ก็มาจากการส่งออกนี้ ที่ขยายตัวอย่างมากจนการส่งออกเวียดนามแซงประเทศไทยมาหลายปีแล้ว ทั้งนี้ เมื่อตอนกลางปี ตนเองได้คาดการณ์ว่าปี 68 ที่ผ่านมานี้ การส่งออกจะขยายตัวเกิน 10% และจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย ปรากฏว่ามีหลายคน รวมถึงนักวิชาการ สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ บางท่าน หัวเราะ และไม่เชื่อ แถมยังบอกว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะติดลบ สุดท้ายก็เป็นจริงตามที่ตนคาดการณ์ว่าการส่งออกขยายได้ประมาณ 11-12% ดังนั้นการที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกอย่างมาก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นอีกมาก และการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดหายมาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และเมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    3. การลงทุน การลงทุนในประเทศไทยหดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด และปี 68 การขอส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรกและน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และรอการเลือกตั้ง ทั้งนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, AI, พลังงานสะอาดฯลฯ ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก และต้องให้เครดิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลออกมาดี และล่าสุดมีแผนงาน FastPass เพื่อช่วยเร่งให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    4. การเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศ (FTA) มีความสำคัญต่อการค้าและการลงทุนของไทยอย่างมาก ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้าเสรีกับประเทศหลักได้เลยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนปลายปี 67 วันที่ 30 พฤศจิกายน ประเทศไทยสามารถตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่ม EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และเซ็นสัญญาในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม WEF นับเป็นสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแรกของไทยในทวีปยุโรป ซึ่งทำให้ประเทศไทยกลับสู่แผนที่โลกได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมากและเป็นสาเหตุที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้มาก และต่อมา ประเทศไทย เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศ ภูฏาน ในวันที่ 3 เมษายน 2568 ระหว่างการประชุม Bimstec ที่ กรุงเทพฯ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาเขตการค้ากับ สหภาพยุโรป (EU) ภายในปลายปี 2568 แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่สามารถเจรจาให้จบตามกำหนดได้ นอกจากนี้ยังมีการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และ UAE ด้วย ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2568 แต่ก็ยังไม่เสร็จ ทั้งนี้การที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งมาจากที่ประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่าไทยมาก เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการที่ประเทศไทยต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ตนเองขอยืนยันและขอชื่นชมว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และกรมเจรจาการค้า มีความรู้ความสามารถสูงและสามารถเจรจาให้เกิดผลสำเร็จได้

    5. การเจรจาการค้ากับสหรัฐ สหรัฐเป็นตลาดสินค้าของไทยที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และสินค้าก็จะเป็นคนละประเภทกับที่ผลิตให้สหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมสินค้า Supply Chain ที่ส่งให้ประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งสหรัฐอีกจำนวนมากด้วย ดังนั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว. พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

    6. ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่ผลิตจะต้องมีความต้องการของตลาดชัดเจน การปลูกต้องมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และน่าจะต้องเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิมีความพิเศษเฉพาะตัว ทำให้ราคาไม่ตกแถมราคาน่าจะขึ้นไปได้ในอนาคต ในขณะที่ข้าวขาวปกติราคาจะไม่ดีนักเพราะต้องแข่งกับอินเดีย และเวียดนามที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก แถมอินเดียยังมีสต๊อกเหลืออยู่หลายสิบล้านตันที่พร้อมทุ่มขาย ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต ล่าสุดแม้จีนแจ้งว่าจะซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน แต่จนถึงสิ้นปีแล้ว กลับยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวเลย

    7. การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทยและปัญหานอมินี เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดยบริษัท SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยตนเองได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    นายพิชัย ระบุว่า นี่เป็นบางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาเร่งดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวหน้าไปได้ ประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขยายตัวต่ำอย่างถาวรได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vn9PwE0n-V_oZ7ztDkt2Q

  • เศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงไทย’ เร็วสุด ‘ภายในปี 2026 นี้’

    เศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงไทย’ เร็วสุด ‘ภายในปี 2026 นี้’

    เศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงไทย’ เร็วสุด ‘ภายในปี 2026 นี้’

    ขนาดเศรษฐกิจเวียดนามจ่อ ‘แซงหน้าไทย’ ภายในปีนี้ ขณะที่ไทยกลับเผชิญภาวะชะงักงันทั้งจากปัญหาภายใน ความตึงเครียดตามแนวชายแดน และแรงกดดันเชิงโครงสร้าง จนเสี่ยงเสียตำแหน่งทางเศรษฐกิจในอาเซียน

    เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า เวียดนามกำลังมีแนวโน้มจะ “แซงหน้าไทย” ในด้านขนาดเศรษฐกิจที่วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ได้เร็วที่สุด “ภายในปีนี้” โดยแรงหนุนหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด

    ภูมิทัศน์เศรษฐกิจของอาเซียนกำลังเปลี่ยนไป เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศและความขัดแย้งตามแนวชายแดนกับกัมพูชา ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง

    จีดีพีที่แท้จริง (Real GDP) ของเวียดนามในปี 2025 คาดว่าจะขยายตัว “ราว 8%” และรัฐบาลฮานอยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโต “มากกว่า 10%” ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป แม้บางฝ่ายจะมองว่าเป้าหมายดังกล่าวทะเยอทะยานเกินไป แต่นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งย้ำว่า “การเติบโตระดับสองหลักเป็นสิ่งที่ทำได้” ในงานเศรษฐกิจเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

    หากการเติบโตเร่งตัวได้ตามแผน ตัวเลข Nominal GDP ของเวียดนามอาจแตะระดับกลาง 500,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือ 2027 ซึ่งจะแซงหน้าไทย และอาจก้าวขึ้นเป็น “เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” รองจากอินโดนีเซีย

    ขณะที่ GDP ต่อหัวจะสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับระดับของอินโดนีเซีย

    แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ โดยแผนการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นราว 26% ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามการประเมินของ คาน วัน ลัก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการลงทุนและพัฒนาแห่งเวียดนาม (BIDV) ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ

    เห็นได้จากสนามบินแห่งใหม่ใกล้เมืองโฮจิมินห์มีกำหนดเปิดใช้งานในปี 2026 ขณะที่โครงการรถไฟทางตอนเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน ก็เริ่มก่อสร้างแล้ว

    อย่างไรก็ดี การปฏิรูปกฎหมายและการลดขั้นตอนทางราชการ ยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งเสริมการลงทุนในระยะต่อไป โดยมีโครงการลงทุนมากกว่า 2,000 โครงการที่ยังติดขัดปัญหาบางประการ ตามที่คาน วัน ลักระบุ

    ในขณะเดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดว่า GDP ที่แท้จริงของไทยจะขยายตัว “เพียง 1.5%” ในปี 2026 ลดลง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ จากปีก่อนหน้า

    ไม่เพียงเท่านั้น ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงกำลังกดดันการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้ช้า และเมื่อภาษีนำเข้าของสหรัฐกดดันภาคการผลิต ไทยจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกแซงหน้าไม่เพียงแค่โดยเวียดนามเท่านั้น แต่รวมถึงฟิลิปปินส์ด้วย

    เมื่อปีที่แล้ว ซูซูกิ มอเตอร์ ถอนตัวจากการผลิตรถยนต์สี่ล้อในประเทศไทย ขณะที่ ฮอนด้า มอเตอร์ ก็ลดขนาดการผลิตลง

    ก่อนหน้านั้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีประชากรราว 700 ล้านคน เคยถูกมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก แต่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาได้ทวีความรุนแรง และปะทุเป็นการสู้รบหนักในเดือนธันวาคม ส่งผลให้การค้าระหว่างสองประเทศชะลอลง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

    คัง วู นักวิชาการรับเชิญจากมหาวิทยาลัยบอสตันคอลเลจ ระบุว่า เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเตือนว่าความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติลังเล และอาจดึงภูมิภาคนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนในภาพใหญ่

    อ้างอิง: nikkei

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1215121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZvMCXLzMTd9XYf74OI_xw

  • คลัง-พลังงาน สั่งจับตาราคาน้ำมัน หลังสหรัฐฯโจมตีเวเนซุเอลา หวั่นกระทบศก.ทางอ้อม

    คลัง-พลังงาน สั่งจับตาราคาน้ำมัน หลังสหรัฐฯโจมตีเวเนซุเอลา หวั่นกระทบศก.ทางอ้อม

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงสถานการณ์ภายหลังสหรัฐฯ เข้าปฏิบัติการทางทหาร และประกาศจะเข้าไปบริหารจัดการแหล่งน้ำมันดิบในเวเนซุเอลาว่า ผลกระทบที่ต้องจับตาในทางเศรษฐกิจ คือ เรื่องของน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าผลกระทบทางตรงกับประเทศไทยอาจจะมีไม่มากนัก แต่ถ้าจะมีผลกระทบก็เป็นผลกระทบทางอ้อมในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของทิศทางราคาน้ำมัน โดยเรื่องนี้ได้ประสานไปยังรมว.พลังงานให้ดูแลในส่วนนี้แล้ว

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในเวเนซุเอลา ในระยะสั้นต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบต่อไป

    ส่วนที่ต้องจับตามองในระยะต่อไปคือ ประเด็นความกังวลเรื่องอุปทานของน้ำมันในตลาดโลกว่าจะมีเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการได้ดี จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศเวเนซุเอลาเป็นแหล่งที่มีปริมาณสำรองน้ำมันในระดับสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/121085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw002jrgb89vhcthpEvbl9RJ

  • ‘พลังประชารัฐ’ ชู ‘หมู่บ้านเงินล้าน’ ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ยั่งยืน  | เดลินิวส์

    ‘พลังประชารัฐ’ ชู ‘หมู่บ้านเงินล้าน’ ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ยั่งยืน  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 69 ที่วิลล่า เดอบัว ถนนเทพรักษ์ เขตบางเขน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงจุดยืนของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคยืนยันไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงไม่แก้รัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริต โดยพรรคยืนหยัดคุ้มครองหลักการพื้นฐานของรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์ ควบคู่กับการรักษากลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจให้เข้มแข็ง ไม่ลดอำนาจองค์กรอิสระ และไม่ลดมาตรฐานคุณสมบัติและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ โดยยังคงหลักนิติรัฐและกลไกปราบปรามการทุจริต เพื่อให้การใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

    ด้านนายยุทธนา ศรีตะบุตร ผู้สมัคร สส.หนองคาย เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึง นโยบายภายใต้เสาหลัก “ฟื้นฟู” ที่มีผลต่อประชาชนอย่างชัดเจน คือโครงการหมู่บ้านเงินล้าน หรือชุมชนประชารัฐ ซึ่งโครงการดังกล่าวแตกต่างจากกองทุนหมู่บ้านเดิม เนื่องจากดำเนินการภายใต้แนวคิด “รัฐออกทุน ประชาชนร่วมลงแรง” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การแจกเงินใช้ครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการให้ทุนทำกินเพื่อสร้างรายได้จริงในชุมชน

    นายยุทธนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคยังมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งแต่การยกระดับเอกสารสิทธิ ปุ๋ยคนละครึ่ง การขายได้ก่อนปลูก และการพัฒนาตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนสูงและความไม่แน่นอนด้านราคา เปลี่ยนระบบเกษตรไทยให้มีหลักประกันรายได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มเพาะปลูก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5471572/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EqnTcAbWHHMH0B10AXwuJ

  • ถอดบทเรียน! ‘เวเนซุเอลา’ พึ่งเศรษฐกิจด้านเดียว ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม-ไม่ใช้นวัตกรรม

    ถอดบทเรียน! ‘เวเนซุเอลา’ พึ่งเศรษฐกิจด้านเดียว ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม-ไม่ใช้นวัตกรรม

    • เงินเฟ้อขั้นวิกฤต

    รัฐบาลแก้ปัญหาขาดงบด้วยการ “พิมพ์เงิน” ค่าเงินโบลิวาร์จึงแทบไร้ค่าเงินเฟ้อพุ่งเป็นหลักล้านเปอร์เซ็นต์เงินเดือนใช้ซื้ออาหารไม่ได้ภายในไม่กี่วัน

    • คอร์รัปชันและขาดความโปร่งใส

    รายได้จากน้ำมันจำนวนมหาศาลไม่ถูกใช้พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนแต่รั่วไหลผ่านการทุจริตและผลประโยชน์ทางการเมืองทำให้โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข และการศึกษาเสื่อมถอย

    • มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

    ภายหลังความขัดแย้งทางการเมืองเวเนซุเอลาถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และพันธมิตรยิ่งทำให้ส่งออกน้ำมันยาก เงินทุนไหลเข้าไม่ได้ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตามแม้เวเนซุเอลาจะมีน้ำมันสำรองมากที่สุดอันดับต้นๆของโลก และมีแร่เหล็ก ทองคำ บอกไซต์ โคลแทน และแร่อื่นๆอีกจำนวนมากแต่สิ่งที่ประเทศนี้ทำมาตลอดคือ ขายวัตถุดิบดิบๆแทบทั้งหมด จึงทำให้เกิดปัญหาหลักคืออะไร

    • พึ่งพาการขายน้ำมันและแร่แบบไม่แปรรูป
    • ไม่ได้พัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ปิโตรเคมี เหล็กกล้า อิเล็กทรอนิกส์
    • รายได้เลยผันผวนหนักตามราคาตลาดโลก
    • รัฐผูกขาด ไม่เปิดให้เอกชนแข่งขัน
    • ภาคเหมืองและพลังงานอยู่ในมือรัฐ
    • ขาดนวัตกรรม เทคโนโลยี และประสิทธิภาพการผลิต
    • ไม่ลงทุนในคนและเทคโนโลยี
    • รายได้จากทรัพยากรถูกนำไปอุดหนุนประชานิยม
    • มากกว่าสร้างโรงงาน ความรู้ และทักษะแรงงาน
    • คอร์รัปชัน + บริหารจัดการล้มเหลว
    • เงินจากทรัพยากรรั่วไหล
    • โครงสร้างพื้นฐานและโรงงานเสื่อมโทรม

    ดังนั้นจึงทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ

    • เศรษฐกิจไม่หลากหลาย
    • เมื่อราคาน้ำมันตก ประเทศทรุดทันที
    • ขาดเงินนำเข้าอาหาร ยา และเทคโนโลยี
    • เงินเฟ้อรุนแรง ประชาชนยากจน แม้ “อยู่บนกองทรัพยากร”

    ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น คือ บทเรียนราคาแพงของเวเนซุเอลา ที่ไทยควรศึกษาว่าไม่ควรพึ่งพาเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวด้านใดต้านหนึ่ง และจะต้องต่อยอด สร้างมูลค้าเพิ่ม พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงระบบบริหารประเทศต้องโปร่งใส

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_QJ7JJxNDakk1b2hnnGfk

  • ‘พิชัย’ ประเมิน ศก.ไทย 69 เสี่ยงตกต่ำ ชง7ข้อให้ ‘รัฐบาล’ เร่งทำ

    ‘พิชัย’ ประเมิน ศก.ไทย 69 เสี่ยงตกต่ำ ชง7ข้อให้ ‘รัฐบาล’ เร่งทำ

    Politics

    05 ม.ค. 2026 เวลา 9:48 น.

    'พิชัย' ประเมิน ศก.ไทย 69 เสี่ยงตกต่ำ ชง7ข้อให้ 'รัฐบาล' เร่งทำ

    “พิชัย” ห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยปี69 เสี่ยงตกต่ำ ย่ำแย่ ชง7 ข้อเสนอให้ “รัฐบาลใหม่” เร่งทำ เน้นการแก้ปัญหาหนี้ประชาชน-การส่งออก-นำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพ

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวคาดการณ์ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะตกต่ำ และย่ำแย่ หลังหลายสำนักทำนายการขยายตัวทางเศรษฐกิจว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% นอกจากนั้นแล้วเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 โดยการส่งออกปี 2567 ขยายได้ 5.4% และ การส่งออกปี 2568 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12%  แต่การส่งออกในปี 2569 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้  ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งตนมีข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ให้เร่งดำเนินการ ได้แก่  

     1.ด้านการบริโภคภายในประเทศ แก้ปัญหาหนี้ของประชาชน รวมถึงแก้หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจ อีกทั้งต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝากให้แคบลง  ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง 

    2.ด้านการส่งออก  ต้องขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า และเพิ่มการเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ   

    3.ด้านการลงทุน จำเป็นต้องงลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอเลคโทรนิค  รถยนต์ไฟฟ้า  ดาต้าเซนเตอร์ เอไอ พลังงานสะอาดให้มากขึ้น

    4. สนับสนุนและส่งเสริมการเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) ต้องเร่งเจรจาสานต่อให้สำเร็จ

    5. ด้านการเจรจาการค้ากับสหรัฐ  จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว. พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซูเอล่าและภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

    6.ด้านราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ  การจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต  

    7.ด้านการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี ที่กระทบต่อกลุ่มเอสเอ็มอีอย่างมากเพราะไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นต้องเร่งนโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1215120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JWmlJKtllpAgKeGSE3sRi

  • โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจปี “ม้าไฟ” ลุ้นรัฐบาลมีฝีมือพาคนไทยรอด | เดลินิวส์

    โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจปี “ม้าไฟ” ลุ้นรัฐบาลมีฝีมือพาคนไทยรอด | เดลินิวส์

    ว่ากันว่า…เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะมีอาการสาหัสสากรรจ์ โดยเชื่อว่าจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี หรือในรอบ 3 ทศวรรษ

    หลายสำนักวิจัยประเมินว่าจีดีพีไทยในปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 2% หรือคาดว่าเติบโตได้เพียงแค่ 1.5-1.6% เท่านั้น ด้วยเพราะมีสารพัดปัจจัยที่เข้ามากดดัน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลักที่ 60-70% แต่เมื่อถูกแรงกดดันจากภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”

    บรรดาผู้ส่งออก ต่างเร่งส่งออกในปีที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อยอีก 19%  จนทำให้การส่งออกในช่วง 11 เดือนของปีที่แล้ว พุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์

    มูลค่าการส่งออกมีมากกว่า 10.207 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 12.6% ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่มีการส่งออกสินค้า

    ไม่ใช่เรื่องแปลก!! ที่ผู้ส่งออก ภาคเอกชน ก็ต้องป้องกันความเสี่ยงเพื่อปกป้องธุรกิจไม่ให้เจ๊งระเนระนาด ต้อง…แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปก่อน

    แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกัน ในเมื่อเร่งส่งออกเกินความจริงไปมากมายขนาดนั้น ผลลัพธ์ที่ตามมา ออเดอร์ใหม่จะมีเข้ามาได้แค่ไหน นี่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่

    หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจ ประเมินกันว่า ในปี 2569 นี้ การส่งออกไทยจะไม่ขยายตัว หรือ เผลอ ๆ อาจติดลบไปด้วยซ้ำ

    ไม่ใช่แค่เพียงการใช้นโยบายภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ เท่านั้นที่กดดันเศรษฐกิจไทย เพราะยังมีปัจจัยเรื่องการค้าโลก เศรษฐกิจโลก ที่มีปัญหา

    ด้วยเหตุนี้… การหวังพึ่ง “การท่องเที่ยว” ที่เป็นพระเอกสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ไม่เป็นไปตามที่คาด

    เพราะล่าสุด รายได้จากการท่องเที่ยวในปีที่ผ่านมาก็ติดลบมากถึง 4.71%  โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพียง 33 ล้านคน ลดลงมากถึง 7%  ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย มาเป็นอันดับ 1 ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน ที่เคยเป็นซูเปอร์สตาร์ ก็หล่นไปอยู่อันดับสอง ที่ 4.47 ล้านคน

    ดังนั้น… โอกาสของการนำเรื่องของการท่องเที่ยว มาช่วยสนับสนุนรายได้ของประเทศในปีนี้ ก็เป็นเรื่องที่ยาก ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานกันอย่างหนัก

    อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของคนไทย ที่ถือว่าเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไม่น้อย ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการเป็น “หนี้” ที่พบว่าหนี้ครัวเรือนไทยได้พุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยอยู่ที่ประมาณครัวเรือนละ 7 แสนบาท

    ในเมื่อครัวเรือนยังเป็นหนี้ในอัตราที่สูง ความสามารถในการบริโภค การจับจ่ายใช้สอยก็ย่อมต้องลดน้อยหดตามไปด้วย ท่ามกลายรายได้ที่เพิ่มไม่ทันกับรายจ่าย นั่น…ย่อมกดให้การบริโภคภาคเอชนถดถอยตามไปด้วยเช่นกัน

    เครื่องจักรใหญ่ในปี 2569 ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ จึงหนีไม่พ้นเรื่องของ “การลงทุน” ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน

    แต่ก็อีกนั่นแหล่ะในเมื่อการเมืองไทยยังอยู่ระหว่าง “คาบลูกคาบดอก” ว่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนเดิมอย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หรือไม่ ยังตอบไม่ได้?

    ความไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมือง จึงกลายเป็นอีกหนึ่งที่เข้ามาปัจจัยกดดันเศรษฐกิจเช่นกัน ต่อให้เอกชนจะชาชินกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

    แต่!! ก็ปฎิเสธไม่ได้เช่นกัน ว่า “นโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง” ก็มีผลกระทบต่อการทำมาหากินของภาคธุรกิจไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่าเมื่อลงทุนไปแล้วจะอยู่รอดหรือไม่? หากรัฐบาลไม่สนับสนุน

    ขณะที่การลงทุนภาครัฐ ที่ย่อมต้องได้รับผลกระทบแน่นอนจากนโยบายของรัฐบาล เพราะย่อมต้องขึ้นอยู่กับว่าพรรคใด ค่ายใด ที่จะเข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาล

    เช่นเดียวกับเรื่องของการล่าช้าในการผลักดัน “งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570”  ที่ต้องล่าช้าออกไป จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่

    สารพัดสารพันปัญหาเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นใน “ปีม้าไฟ” จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้ทีมบริหารเศรษฐกิจที่ “มีฝีมือ” ที่ “ทำเป็น” เพื่อพาคนไทยทั้งประเทศให้อยู่รอด!!

    ……………………………………….
    คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
    โดย “ช่อชมพู”

    อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5468759/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C9sSxeiUHS1BJTFaVG9HW