Category: เศรษฐกิจ

  • ตลาดป่าเห็วพลิกโฉม! ลำพูนชูโมเดล BCG สร้างเศรษฐกิจคนเมืองเหนือ | TOPNEWS

    ตลาดป่าเห็วพลิกโฉม! ลำพูนชูโมเดล BCG สร้างเศรษฐกิจคนเมืองเหนือ | TOPNEWS

    เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 26 กันยายน 2568 ณ ตลาดกลางผลผลิตทางการเกษตรอุตสาหกรรมเมืองลำพูน (ตลาดป่าเห็ว) ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายเธียร์สิทธิ์ ชัยเชาวรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมชน คนภาคเหนือ” พร้อมเปิดป้ายตลาดต้นแบบ BCG MODEL Green Market อย่างเป็นทางการ

    นางนรมน ใจการณ์ ผู้จัดการตลาดสาขาลำพูน ในนามผู้ดำเนินโครงการฯ กล่าวว่า องค์การตลาดมีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาตลาดให้อยู่ในมาตรฐานที่สูงขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 6 ประการ ได้แก่

    1. พัฒนาตลาดสาขาลำพูนให้เป็นตลาดต้นแบบ (BCG MODEL)
    2. ยกระดับมาตรฐานตลาด
    3. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อชุมชนและการท่องเที่ยว

    4. เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ค้าและชุมชน
    5. ส่งเสริมสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัย
    6. สร้างตลาดต้นแบบเพื่อขยายผล

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมส่งเสริมความรู้ เช่น การอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การรณรงค์ใช้ภาชนะจักสานแทนโฟม การพิมพ์ลายบนผืนผ้า และการประกวดเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ (ลดหวาน มัน เค็ม)

    นายเธียร์สิทธิ์ ชัยเชาวรินทร์ ประธานในพิธีกล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดโครงการฯ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกฝ่ายในการยกระดับตลาดสาขาลำพูนให้ได้มาตรฐาน ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านสุขอนามัยและคุณภาพอย่างรอบด้าน พร้อมผลักดันให้ตลาดแห่งนี้เป็นต้นแบบของประเทศในปี 2568”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1333373&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iP8OPX2PK_m2HW98tOSPM

  • ตลาดหุ้นไทยระส่ำ! บัวหลวงชี้รอบนี้ชะลอตามวัฏจักร ไม่ใช่วิกฤติ แต่ปัจจัยกดดันเพียบ

    ตลาดหุ้นไทยระส่ำ! บัวหลวงชี้รอบนี้ชะลอตามวัฏจักร ไม่ใช่วิกฤติ แต่ปัจจัยกดดันเพียบ

    ตลาดหุ้นไทยระส่ำ! บัวหลวงชี้รอบนี้ชะลอตามวัฏจักร ไม่ใช่วิกฤติ แต่ปัจจัยกดดันเพียบ

    ตลาดหุ้นไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” 

    ข้อมูลจากทีม Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ คาดว่าเป็นเพียงภาวะชะลอตามวัฏจักร ไม่ใช่วิกฤติการเงิน แตกต่างจากอดีตที่มักมีปัญหาเชิงสถาบันมาซ้ำเติมให้เศรษฐกิจหดตัวแรง

    ปัจจุบันระบบสถาบันการเงินสหรัฐฯ ยังมีฐานะมั่นคง โดยสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์จึงประเมินว่าภาวะชะลอตัวรอบนี้เป็น เชิงวัฏจักร มากกว่าจะลุกลามเป็นวิกฤติการเงินเหมือนในอดีต

    ภาพรวมเศรษฐกิจไทย นโยบายกระตุ้นฯ ยังเป็นความหวัง แต่ยังถูกกดดันจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยเปราะบางในประเทศ โดยมีปัจจัยบวกและลบที่น่าจับตา ดังนี้

    ปัจจัยหนุนตลาดไทย

    1. โครงการ “คนละครึ่ง”

    วงเงิน 25,000 ล้านบาทในเดือนตุลาคม 2568 (มีโอกาสขยายสูงสุดถึง 73,000 ล้านบาทจากงบกลาง) และอาจตามด้วยโครงการ Easy e-Receipt สำหรับผู้มีรายได้สูงที่อยู่ในระบบภาษีราว 4 ล้านคนในช่วงต้นปีหน้า 

    2. การท่องเที่ยวผ่านจุดต่ำสุดแล้ว 

    การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นในช่วงครึ่งหลังปี 2568 จุดต่ำสุดอยู่ในไตรมาส 2 ปี 2568 ก่อนฟื้นต่อเนื่องสู่ปี 2569 โดยมีมาตรการหนุนปลายปีนี้ ทั้งนี้คาดนักท่องเที่ยวจาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 ชะลอเป็น 33.2 ล้านคนในปี 2568 และฟื้นราว 34 ล้านคนในปี 2569

    3. การลงทุนภาคเอกชนทยอยกลับมา

    เงินลงทุนคาดเริ่มไหลเข้าตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 หนุนจากการอนุมัติ BOI ที่เร่งตัวตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยเฉพาะหมวดดาต้าเซ็นเตอร์ที่เริ่มเร่งตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2567

    4. นโยบายการเงินผ่อนคลายหนุนสินทรัพย์เสี่ยง 

    คาด Fed ลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ (ต.ค., ธ.ค.) ครั้งละ 25 basis points ไปสู่ราว 3.75% ในปี 2568 และลดอีก 1 ครั้งในม.ค. 2569 สู่ 3.50% ก่อนอาจลดเพิ่มในครึ่งหลังปี 2569–ต้นปี 2570 เพื่อเข้าใกล้ระดับระยะยาวราว 3.0% ขณะที่ คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) คาดลดอีก 1 ครั้งปีนี้ 25 basis points สู่ 1.25% และลดอีก 1 ครั้งในปีหน้า สู่ 1.00%

    ปัจจัยกดดันตลาดไทย

    1. เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอเร็วกว่าคาด
    โดยเฉพาะสหรัฐฯ หากการจ้างงานอ่อนแรงเร็ว อาจกดดันการบริโภคในประเทศ

    2. ผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ 
    ปลายไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 อาจกดดันการส่งออกไทย และทำให้ GDP ไทยไตรมาส 3 ปี 2568 ชะลอ (+1.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ) ก่อนทำจุดต่ำสุดในไตรมาส 4 ปี 2568 (+0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและ 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) จากคำสั่งซื้อล่วงหน้า (frontloaded demand) ที่เริ่มแผ่ว 

    3. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ
    ความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครน และอิสราเอล–อิหร่าน หากรุนแรงขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ

    4. ประมาณการกำไร บริษัทจดทะเบียนไทย ถูกปรับลดต่อเนื่อง

    5. หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง
    กดดันการบริโภคในประเทศ และอาจลดทอนประสิทธิผลของมาตรการภาครัฐ

    6. ความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์สถาบันการเงิน
    หนี้เสียจากสินเชื่อรถยนต์ ที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบุคคลยังสูง อาจกดดันคุณภาพสินทรัพย์และต้นทุนสำรอง

    ตารางนี้แสดงถึงการสรุปมูลค่าตลาดหุ้นรายภูมิภาค และการคาดการณ์ ที่มา : บทวิเคราะห์ Strategy ไตรมาส 4 ปี 2568 เจาะโอกาสลงทุนหุ้นไทยยุค “Next Normal” ความเปลี่ยนแปลงในฤดูกาลใหม่ ฉบับวันที่ 25 กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/731046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jUQva7NWiYRfOHrgcaYb1

  • ทรรศนะคนปราจีนฯ โครงการคนละครึ่งพลัส “นายกฯหนู” เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หวั่นภาษีภายหลังระยะยาว

    ทรรศนะคนปราจีนฯ โครงการคนละครึ่งพลัส “นายกฯหนู” เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หวั่นภาษีภายหลังระยะยาว

    วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.55 น.

    เมื่อเวลา 18.10 น.วันที่ 27 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  ได้สอบถามนานาทรรศนะของชาวบ้าน – ร้านค้ามีทรรศนะอย่างไร?   ต่อโครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัส ในรัฐบาลนายกฯ หนู  “อนุทิน”   ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนผู้มีสิทธิ์ รวมถึงผู้ประกอบการที่ว่าโครงการนี้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศชาวบ้านมีความเห็นด้วยหรือไม่กับโครงการคนละครึ่งที่จะขยายให้โมเดิร์นเทรดเข้าร่วมโครงการเพื่อให้ร้านร่วมโครงการเพิ่มขึ้น

    นางสาวฟ้าใส สมบุญ ชาวบ้าน ชาว อ.กบินทร์บุรี  กล่าวว่า ถ้าพูดถึงโครงการคนละครึ่ง   ก็เป็นสิ่งที่ดีนะคะที่ว่าได้มาเป็นเงินส่วนต่างที่เราสมควรได้ แล้วก็สามารถทำให้เราได้รู้ว่าใช้ในการสื่อสารของเรามาเป็นประโยชน์ให้กับชาวบ้านเรา

    ชาวบ้านบางคนอาจจะมองว่าปู่ย่าตายายไม่รู้  ทำให้ลูกหลานต้องลงมาช่วยปู่ย่าตายายว่าโครงการนี้มันจะต้องใช้เงินยังไง ใช้วัตถุประสงค์คือเอาไปซื้อใช้จ่ายใช้สอยในบ้านเรานี่แหละ   เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้สอยในบ้าน บางคนเงิน 100 บาทเราจะซื้ออะไร กับข้าว  บางคนไม่มีเลยแต่โครงการคนละครึ่งใช้อุดหนุนร้านค้าด้วยกัน   ร้านค้าคนไหนที่เข้าโครงการ เช่นเปิดร้านขายปลาหมึกย่างตามตลาดนัด เข้าโครงการคนละครึ่งแล้วติดป้ายโครงการอยู่แล้ว เราก็ไปสแกนใช้จ่ายได้ปกติ เรามีโครงการอยู่แล้ว

    ปกติเราจะต้องจ่าย 100 บาทเราต้องจ่ายเต็มๆ 100 บาท แต่เราจ่าย 50 บาทก็ถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับประชาชน ถ้าเอามาเข้ารวมกันนี่ก็ดี  คนที่มีสิทธิ์ใช้บัตรประชารัฐ บัตรคนจน บัตรคนพิการ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะได้เข้าร่วมโครงการ แต่ไม่ได้เข้าโครงการคนละครึ่ง แต่เราก็ได้ใช้เงินเต็มๆ โดยที่ไม่ต้องผ่านคนละครึ่ง สามารถจ่ายที่เดียวได้ถ้าคนละครึ่งเมื่อก่อน

    ด้านนางสาวรุ่งนภา ลำปางช้าง กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งดีเพราะว่าส่วนมากคนที่ว่าเขามีรายได้ไม่ถึงวันละ 300 บาท อย่างน้อยรัฐช่วยครึ่งหนึ่ง  ข้าวถังละ 300 บาทเราออก 150 บาท ไข่ขาดถาดหนึ่ง 140 บาท เขาออก 70 บาท อย่างน้อยก็ดีมาช่วยจนเจือภายในครอบครัว   ให้ความหวังแล้วก็อย่าปล่อยให้ความหวังลมๆแล้งๆก็แล้วกัน   ขอฝากถึงรัฐบาลด้วยว่า เงินหนึ่งหมื่นก็ศูนย์ไปแล้วไม่มีความหวังอะไรแล้ว ขอตรงนี้คืนก็แล้วกัน

    ขณะที่ทางร้านค้า เอสที.ที่เคยเข้าร่วมโครงการพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัสเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนซื้อสามารถมาใช้สิทธิกับทางร้านค้าได้ อยากให้ทางภาครัฐฯนำเงินมาสนับสนุนร้านค้าให้มาก

    ด้านเจ๊นกร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด อ.ศรีมหาโพธิ กล่าวว่า  เห็นดีด้วยในโครงการคนละครึ่ง 2568 หรือ คนละครึ่งพลัส  ช่วยเหลือคนรายได้น้อย หรือ คนเฒ่าคนแก่ให้ใช้จ่ายได้   อยากให้ประชาชนผู้มีสิทธิทำบัตรสวัสดิการของรัฐคนละครึ่งไว้สำหรับชาวบ้านที่ยังไม่มี  เจ๊นกกล่าว

    ป้าปอง ร้านค้าของชำกล่าวว่า   โครงการนี้ร้านค้าเองได้ประโยชน์ด้วยนอกจากประชาชน  ก่อนหน้าทางร้านเองก็รับบัตรคนละครึ่งอยู่แล้ว  สำหรับประชาชนที่มีสิทธิบัตรคนละครึ่งอยากให้แบ่งใช้จ่ายให้ใช้จ่ายคุ้มค่ารู้จักวางแผนซื้อเฉลี่ยกันไปให้ได้ประโยชน์ถ้วนหน้า  ป้าปองกล่าว

    ด้าน ป้าแสงดาว ชาว อ.เมืองปราจีนบุรี  กล่าวว่า  เห็นดีกับโครงการคนละครึ่ง 2568 ของรัฐบาล “อนุทิน”  เพราะกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะชาวงนี้เศรษฐกิจไม่ดี เพราะเราใช้ครึ่งหนึ่งรัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง  เคยใช้มาก่อนส่วนใหญ่แล้วใช้ซื้อของจำเป็น เช่น หมู ไข่ ข้าวสาร  และเห็นดีด้วยที่จะขยายหรือกระจายโครงการฯไปยังร้านค้าสมัยใหม่ อาทิ ร้านสะดวกซื้อห้างสรรพสินค้าเพราะประชาชนจะได้รับความสะดวกเพิ่มขึ้น

    ขณะน้องโพสต์ อ.เมืองปราจีนบุรี  กล่าวว่า  รัฐบาลช่วยเหลือก็ดีใจในโครงการฯเพราะช่วยด้านเศรษฐกิจประชาชน   และกรณีหากรัฐบาลขยายโครงการมายังร้านสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อก็เป็นผลดีแต่กังวลผลระยะยาวในการเก็บภาษีภายหลังในรูปแบบอื่นใดในภายหลังหรือไม่
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3thplFniG4IsoDw5GmX92d

  • เคราะห์ซ้ำ! เศรษฐกิจไทย โลกร้อนฉุด GDP 44%  สูญเงิน 2 แสนล้านUSD

    เคราะห์ซ้ำ! เศรษฐกิจไทย โลกร้อนฉุด GDP 44% สูญเงิน 2 แสนล้านUSD

    เคราะห์ซ้ำ! เศรษฐกิจไทย โลกร้อนฉุด GDP 44%  สูญเงิน 2 แสนล้านUSD

    รู้หรือไม่? โลกร้อนประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 44% ของจีดีพี ขณะที่ภาคการส่งออกจะกระทบประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์

    • ต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องโลกร้อน โลกรวนได้ส่งผลกระทบมายังประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทยมากพอสมควร
    • ควันหลังงาน MLF Sustainable Forum 2025 ที่จัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้หัวข้อ โดยในเวทีเสวนาหัวข้อ “วิกฤติโลก ทางออกไทย”  ชี้ โลกร้อนฉุด GDP 44%  สูญเงิน 2 แสนล้านUSD
    • ทั้งนี้คาดว่าทั่วโลกจะมีวงเงินที่จัดสรรมาให้กับ  Global climate finance จะเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยคาดว่าในปี 2030 วงเงินส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.4 – 6.3 ล้านล้านดอลลาร์

    รู้หรือไม่? โลกร้อนประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 44% ของจีดีพี ขณะที่ภาคการส่งออกจะกระทบประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์

    ปัญหาเรื่องโลกร้อน โลกรวนได้ส่งผลกระทบมายังประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทยมากพอสมควร หนึ่งในประเด็นเด็ดจากควันหลังงาน MLF Sustainable Forum 2025 ที่จัดโดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้หัวข้อ โดยในเวทีเสวนาหัวข้อ “วิกฤติโลก ทางออกไทย” ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)  เขาฉายภาพว่า ผลกระทบโลกร้อนได้ส่งผลต่อประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 44% ของจีดีพี ขณะที่ภาคการส่งออกจะกระทบประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ หรือกระทบประมาณ 45% ของมูลค่าการส่งออก ซึ่งความเสียหายในระดับนี้เป็นมูลค่าที่มหาศาลซึ่งยากที่จะมีการฟื้นฟูเศรษฐกิจขึ้นมาได้

    เขาบอกอีกว่า การป้องกันความเสียหายจาก ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ทำให้มีการพูดถึงเครื่องมือทางการเงินที่จะเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหานี้โดยภาคธนาคารทั่วโลกถือว่ามีส่วนสำคัญ โดยได้มีการใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอน หรือให้สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน

    โดยในปี 2023 นั้นทั่วโลก มีการจัดสรรเงินทุนระดับโลกที่จัดสรรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global climate finance) ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) หรือการปรับตัวเพื่อรับผลกระทบ (adaptation) ในวงเงินถึงประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 1.7% ของจีดีพีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/859953&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wUKFNOTNALuJWkr3tmBAZ

  • อัปเดต!”ราคาทองคำวันนี้”เปิดตลาดวันนี้ปรับราคาพุ่ง

    อัปเดต!”ราคาทองคำวันนี้”เปิดตลาดวันนี้ปรับราคาพุ่ง

    (27ก.ย.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำได้รายงาน”ราคาทองคำ”เปิดตลาดประกาศราคาครั้งที่ 1 เวลา 09.06 น. มีการปรับราคาขึ้น 200 บาท

    โดย”ราคาทองคำ“ประกาศครั้งที่ 1 เวลา 09.06 น.(+200)

    ทองแท่ง 

    • รับซื้อ บาทละ 57,300.00 บาท 
    • ขายออก บาทละ 57,400.00 บาท 

    ทองรูปพรรณ 

    • รับซื้อ บาทละ 56,152.64 บาท 
    • ขายออก บาทละ 58,200.00 บาท

    กราฟิกราคาทองคำวันนี้ 27 ก.ย. 68

    ที่มา : สมาคมค้าทองคำ

    ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NrdBXgoYR&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FHywhIYy6NR7iZ1zxc-MP

  • เปิดเบื้องหลังดอกเบี้ยไทย ต่ำสุดในภูมิภาคกับผลกระทบเศรษฐกิจ

    เปิดเบื้องหลังดอกเบี้ยไทย ต่ำสุดในภูมิภาคกับผลกระทบเศรษฐกิจ

    เปิดเบื้องหลังดอกเบี้ยไทย ต่ำสุดในภูมิภาคกับผลกระทบเศรษฐกิจ

    ในช่วงที่หลายประเทศเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้น ไทยกลับยังรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศสำคัญ ทั้งออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และแม้แต่ญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องนโยบายการเงินผ่อนคลาย สถานการณ์ดังกล่าวจุดคำถามสำคัญว่า เหตุใดไทยจึงมีต้นทุนการเงินต่ำ และผลลัพธ์ต่อระบบเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร

    ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่ได้อธิบายได้ด้วย “อัตราการออมต่อ GDP” เพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเปรียบเทียบ ไทยมีสัดส่วนการออม 24% ใกล้เคียงมาเลเซีย แต่กลับมีดอกเบี้ยต่ำกว่าอย่างชัดเจน ความจริงแล้ว โครงสร้างทางการเงินของประเทศ รวมถึงฐานะดุลการชำระเงิน มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อระดับดอกเบี้ย

    ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม

    สำหรับประเทศไทย หลังวิกฤติปี 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามามาก ทำให้ต้องออกพันธบัตรเพื่อดูดซับสภาพคล่อง ส่งผลให้ระบบการเงินไทยมีฐานเงินและปริมาณเงิน (M1) ที่เชื่อมโยงใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าปริมาณเงินส่วนใหญ่เกิดจากฐานเงินโดยตรง ไม่ได้พึ่งพาเงินทุนต่างประเทศมากนัก

    เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นจะเห็นภาพแตกต่างชัดเจน เช่น สิงคโปร์ที่แม้เกินดุลการค้าและการเงินต่อเนื่อง แต่กลับบริหารสภาพคล่องด้วยการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ ปริมาณเงินจึงเกิดจากเอกชนมากกว่าฐานเงินของธนาคารกลาง ขณะที่ออสเตรเลียพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ปริมาณเงินขึ้นกับการกู้ยืมและการลงทุนโดยตรง จึงมีดอกเบี้ยสูงกว่าไทยหลายเท่าตัว

    ญี่ปุ่นเป็นอีกกรณีที่ต่างออกไป แม้มีดุลบัญชีเดินสะพัดบวกมหาศาล แต่ธนาคารกลางกลับสร้างปริมาณเงินจากการถือพันธบัตรและหุ้นเอกชนโดยตรง โครงสร้างแบบนี้ทำให้ญี่ปุ่นมีดอกเบี้ยต่ำสุดในโลก แต่ไทยยังคงรักษาระดับต่ำกว่าหลายประเทศแม้ไม่ได้สุดโต่งแบบญี่ปุ่น

    ข้อมูลจากตลาดพันธบัตรยังตอกย้ำข้อเท็จจริงนี้ ญี่ปุ่นมีตลาดพันธบัตรมูลค่ากว่า 11 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยมีเพียง 0.5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มีสัดส่วนการถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติ 25% ต่ำกว่าออสเตรเลียและมาเลเซียที่สูงถึง 60% การพึ่งพาต่างชาติน้อยกว่า ทำให้ตลาดไทยไม่เสี่ยงต่อแรงกดดันจากเงินทุนไหลออกมากนัก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

    เปิดเบื้องหลังดอกเบี้ยไทย ต่ำสุดในภูมิภาคกับผลกระทบเศรษฐกิจ

    สิ่งนี้กลายเป็น “ข้อดีเชิงต้นทุน” ต่อภาคธุรกิจและการลงทุนในประเทศ เพราะต้นทุนทางการเงินถูกกดให้อยู่ในระดับต่ำ ธุรกิจสามารถออกพันธบัตรได้ที่ส่วนต่างเพียง 0.5% เหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบาย ต่างจากออสเตรเลียที่บริษัทเครดิตชั้นดีต้องจ่ายสูงกว่า 3%

    อย่างไรก็ดี สภาพคล่องที่สูงในระบบเงินตราไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากโครงสร้างที่ไทยสะสมมาในระยะยาว ทั้งการบริหารเงินสำรอง การดูดซับสภาพคล่อง และการเชื่อมโยงกับตลาดทุนโลก โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรที่มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยรายเดือนพุ่งจาก 2.3 แสนล้านบาทในปี 2005 สู่กว่า 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2025 หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 8.5%

    ผลลัพธ์คือ อัตราดอกเบี้ยไทยแม้สูงกว่าญี่ปุ่นเล็กน้อย แต่ยังต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค และทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนต้นทุนต่ำที่เหมาะสมต่อการลงทุนในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนความเปราะบาง หากไทยเผชิญแรงกดดันจากการขาดดุลบัญชีการเงินบ่อยครั้งขึ้น แม้ปัจจุบันมูลค่ายังต่ำมาก แต่หากทวีความรุนแรงอาจบั่นทอนเสถียรภาพระบบการเงิน

    ดังนั้น ภาพรวมดอกเบี้ยไทยต่ำไม่ได้เป็นเพียง “ผลพลอยได้” ของอัตราการออม แต่คือผลสะสมจากโครงสร้างระบบการเงินและดุลชำระเงิน ที่ทำให้ตลาดทุนและตลาดเงินไทยมีสภาพคล่องสูงกว่าหลายประเทศ และยังเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังความเสี่ยงใหม่ ๆ บนเวทีเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/639988&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PvQqtKHkknHEOF0tXa07D

  • คนละครึ่ง 2568 ล่าสุดกลุ่มไหน ได้สิทธิ ได้เงินกี่บาท เช็กที่นี่

    คนละครึ่ง 2568 ล่าสุดกลุ่มไหน ได้สิทธิ ได้เงินกี่บาท เช็กที่นี่

    คนละครึ่ง 2568 ล่าสุด หรือ “คนละครึ่ง พลัส”  เริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการะทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่ง 2568 จะนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา ในกลางเดือนตุลาคม 2568 โดยกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้ใช้จ่ายคนละครึ่ง 2568 เป็นกลุ่มแรกภายในเดือนตุลาคม หรือ ช้าสุดเดือนพฤศจิกายน 2568

    คนละครึ่ง 2568 ล่าสุด ใครบ้างได้สิทธิ

    ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล จะดำเนินการ 2 เฟสดังนี้ เฟสแรกใช้งบประมาณดำเนินการประมาณ 6 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณปี 2568 และปี 2569 จะให้สิทธิ 33 ล้านคน แบ่งเป็น

    • ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13 ล้านคน รัฐบาลจะเติมเงินให้อีก 1,700 บาท จากเดิมให้อยู่แล้ว 300 บาท รวมเป็น 2,000 บาท โดยจะเติมให้ครั้งเดียวและใช้ได้ 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 โดยกลุ่มจะใช้จ่ายตามวงเงินที่ซื้อจริง ไม่ได้สิทธิ 50:50

    • ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี จำนวน 9 ล้านคน รัฐจ่ายให้คนละ 2,000 บาท ใช้จ่ายใน 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 โดยใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน
    • ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี จำนวน 11 ล้านคน จะได้เงินคนละ 2,400 บาท ใช้จ่ายใน 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 โดยใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ซึ่งกลุ่มนี้เพราะเป็นผู้เสียภาษี รัฐจึงจ่ายท็อปอัพให้มากกว่าประชาชนทั่วไป จาก 2,000 บาท เป็น 2,400 บาท แต่ใช้จ่าย 50:50 เหมือนกลุ่มประชาชนทั่วไป เพียงแต่เวลาลงทะเบียนต้องระบุว่าเป็นผู้เสียภาษี

    คนละครึ่ง 2568

    คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ

    • จากเดิมกำหนดอายุ 18 ปีบริบูรณ์ มีแผนขยายอายุลงมาเหลือ 16 ปีบริบูรณ์
    • สัญชาติไทย

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งอนุทิน

    • รายใหม่ลงทะเบียนบนเว็บไซต์คนละครึ่งเวอร์ชั่น 2.0 (รอรายละเอียดอย่างเป็นทางการจะใช้ชื่อเว็บไซต์อะไรให้ประชาชนลงทะเบียน) 
    • จำนวน 5 ล้านราย ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 5
    • รายเก่า กดยืนยันตัวตนบนแอปเป๋าตัง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MU637ehHEnfQoAO-s0HHi

  • เปิดงานโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมขน คนภาคเหนือ”

    เปิดงานโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมขน คนภาคเหนือ”

    ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เปิดงานโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมขน คนภาคเหนือ” พร้อมทั้งเปิดป้ายตลาดต้นแบบ BCG MODEL Green Market

    นายเธียร์สิทธิ์ ชัยเชาวรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เปิดงานโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมขน คนภาคเหนือ ” พร้อมทั้งเปิดป้ายตลาดต้นแบบ BCG MODEL Green Market ณ ตลาดกลางผลผลิตทางการเกษตรอุตสาหกรรมเมืองลำพูน(ตลาดป่าเห็ว) ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เมื่อเวลา 17 นาฬิกา วันที่ 26 กันยายน 2568

    นางนรมน ใจการณ์ ผู้จัดการตลาดสาขาลำพูน ในนามของผู้ดำเนินโครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมชน คนภาคเหนือ” กล่าวว่า องค์การตลาด มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาตลาดในการกำกับดูแลตลาด เพื่อยกระดับตลาดให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยผลักดันและส่งเสริมตลาด มาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าเกษตร และอาหารที่จำหน่ายภายในตลาด โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

    1. พัฒนาตลาดสาขาลำพูนให้เป็นตลาดต้นแบบ(BCG MODEL)
    2. ยกระดับมาตรฐานตลาด
    3. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อชุมชนและการท่องเที่ยว
    4. เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ค้าและชุมชน
    5. ส่งเสริมสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัย
    6. สร้างตลาดต้นแบบเพื่อขยายผล

    อีกทั้ง ส่งเสริมกิจกรรม อบรมส่งเสริมความรู้กับอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน(อสม.)/อบรมการนำภาชนะจักรสานทดแทนการใช้โฟม/อบรมการพิมพ์ลายบนฝืนผ้า และการ
    ประกวดเมนูใส่ใจสุขภาพ(ลด หวาน มัน เค็ม)ในร่างกาย..

    นายเธียร์สิทธิ์ ชัยเขาวรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิ จาก สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวตอบโดยมีใจความว่า กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โครงการ “ตลาดต้นแบบ เพิ่มคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมชน คนภาคเหนือ” ในครั้งนี้ จากคำกล่าวรายงานของ นางนรมฯ จัดงานในครั้งนี้ ได้แสดงถึงเจตนารมดี มุ่งมั่น ทั้งมั่น ตั้งใจ เพื่อยกระดับตลาดสาขาลำพูน ให้มีมาตรฐานสูงยิ่งขึ้น และส่งเสริมตลาดให้ได้มาตรฐานตามหลักเกณฑ์การประเมินตลาดต้นแบบ ให้ผ่านเกณฑ์การประเมิน ผ่านการตรวจสอบด้านสุขอนามัย เกณฑ์การประเมินพื้นฐานทั้ง 5 ด้าน และเกณฑ์การประเมินเพิ่มเติม ทำให้ตลาดสาขาลำพูนผ่านเกณฑ์จากคณะกรรมการตรวจประเมิน ด้วยคะแนนดีเยี่ยม

    กระผมขอขอบคุณรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน(นายโยธิน ประสงค์ความดี), หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดลำพูน, ภาคีเครือข่าย, โรงพยาบาลลำพูน, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน/เทศบาลตำบล(ทต.)อุโมงค์, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพสต.)อุโมงค์, อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน(อสม.) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีส่วนร่วมให้โครงการนี้ สำเร็จลุล่วงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การตลาค อีกทั้ง คณะกรรมการในการตรวจประเมิน ที่ได้เสียสละกำลังกายกำลังความคิด แสดงถึงความตั้งใจที่จะช่วยผลักดัน ให้ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดต้นแบบในปีพุทธศักราช 2568

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/lamphun/3779839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x-HmXCgsXBOPIYGe8Fw5H

  • ทุบสถิติใหม่อีก! วันนี้ทองไทยพุ่งไป 58,200 บาท | เดลินิวส์

    ทุบสถิติใหม่อีก! วันนี้ทองไทยพุ่งไป 58,200 บาท | เดลินิวส์

    ราคาทองวันนี้ 27 ก.ย. 68 ประกาศครั้งเดียว เมื่อเวลา 09.06 น. ปรับตัวขึ้นพรวดเดียว 200 บาท สู่บริเวณ 57,400 บาท เมื่อเทียบกับประกาศราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายของเมื่อวาน (ศุกร์) ที่ระหว่างวันมีการประกาศราคาทองทั้งหมด 7 ครั้ง ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่บริเวณ 57,200 บาท

    ส่งผลให้ ราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 57,300 บาท ขายออกบาทละ 57,400 บาท และทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 56,152.64 บาท ขายออกบาทละ 58,200 บาท 

    ราคาทองคำ Spot ช่วงแรกดีดตัวขึ้นแรง All-Time high บริเวณแถวๆ 3,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หลังจากนั้นร่วงกลับลงมาปิดตลาดการซื้อขายในสัปดาห์นี้บริเวณแถวๆ 2,761 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    ขณะที่ราคาทองคำโคเม็กซ์สหรัฐปิดตลาดเมื่อคืนผ่านมาพุ่งขึ้นแรง 37.90 ดอลลาร์ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่บริเวณ 3,809 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องมาจากได้รับปัจจัยหนุนหลังการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อดัชนี PCE ของสหรัฐ ที่เป็นไปตามคาด ซึ่งได้สร้างความเชื่อมั่นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปอีก 2 ครั้งในปีนี้ ทั้งในการประชุมเดือนตุลาคม และครั้งสุดท้ายในเดือนธันวาคม หลังจากเฟดได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของปี ในการประชุมเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5150849/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18-Z91tZsW_4hUCINamfuD

  • ดร. ศุภวุฒิ ชี้ 5 ปัญหาฝังลึก ‘โครงสร้างที่บิดเบี้ยว-สถาบันอ่อนแอ-ประสิทธิภาพภาครัฐ’ ดิ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี ตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย

    ดร. ศุภวุฒิ ชี้ 5 ปัญหาฝังลึก ‘โครงสร้างที่บิดเบี้ยว-สถาบันอ่อนแอ-ประสิทธิภาพภาครัฐ’ ดิ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี ตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดการประชุมประจำปี 2568 ของ สศช. ภายใต้หัวข้อ ‘ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย (Thailand Institutional Reform)’ เพื่อเล่าถึงปัญหาโครงสร้างที่ฝังลึกซึ่งเกิดจาก ‘โครงสร้างที่บิดเบี้ยวและสถาบันที่อ่อนแอ’ พร้อมแนวทางในการออกจากปัญหานี้

    ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือประธานสภาพัฒน์ กล่าวเปิดงานการประชุมในงานนี้ได้ระบุเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องหันกลับมามองลงไปถึงรากฐานและโครงสร้างของประเทศว่ากลไกใดที่หยุดชะงัก และสาเหตุอะไรที่ส่งผลกระทบให้ประเทศไทยไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

    ไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง-ศักยภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ดร. ศุภวุฒิ กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก ด้วยการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค มีทำเลที่ตั้งที่ดี ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อุตสาหกรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน รวมถึงมีทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ซึ่งประเทศไทยควรจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้

    อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงประเทศไทยกำลังประสบปัญหาและความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ดังต่อไปนี้

    • เศรษฐกิจไทยเติบโต หรือ GDP ต่ำกว่า 5% อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (2550-2554) การเติบโตดังกล่าวนั้น ไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
    • ความสามารถในการแข่งขันตกต่ำ โดยความสามารถในการแข่งขันของประเทศดูเหมือนว่าจะลดลงไปเรื่อย ๆ โดยการจัดลำดับของ International Institute for Management Development (IMD) ในปีล่าสุด พบว่า ประเทศไทยตกอันดับไปอยู่ที่ 30 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งลดลงถึง 5 อันดับจากปีที่ผ่านมา
    • ประสิทธิภาพภาครัฐดิ่งลงมากที่สุดใน 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ที่ปรับตัวลดลงถึง 8 อันดับ ไปอยู่ที่อันดับ 32 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 10 ปี

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ที่ฉุดทั้งศักยภาพในการเติบโต และลดทอนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชน

    ชี้ 5 ปัญหาโครงสร้างหลัก ระบบบิดเบี้ยว-สถาบันอ่อนแอ

    ดร. ศุภวุฒิ ระบุว่า สิ่งที่เราต้องยอมรับคือ ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปได้อีกหากยังคงมี ‘โครงสร้างที่บิดเบี้ยวและสถาบันที่อ่อนแอ’ ปัญหาหลักที่ฝังลึกและเป็นโครงสร้างที่ฉุดรั้งประเทศ ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือมองข้ามไปได้อีกต่อไป มีอย่างน้อย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

    1. ระบบระเบียบกฎหมาย ที่มีจำนวนมาก ล้าสมัย และไม่เอื้อต่อการแข่งขัน
    1. หลักนิติธรรมที่ไม่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่เพิ่มความไม่แน่นอน เพิ่มต้นทุนที่ไม่จำเป็น และลดทอนความน่าเชื่อถือของประเทศ
    1. ทุจริตคอร์รัปชัน ที่บิดเบือนโครงสร้างแรงจูงใจ และลดทอนความเชื่อมั่นของประเทศในภาพรวม
    1. ประชาธิปไตยที่ยังไม่มั่นคง ซึ่งไม่สามารถสร้างกติกาที่เปิดกว้างและเป็นธรรมได้ การขาดกติกาที่เป็นธรรมนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างการผูกขาดทางการค้า ซึ่งจะลดเสถียรภาพของเศรษฐกิจทั้งระบบ
    1. ประสิทธิภาพของภาครัฐ ที่มีขนาดใหญ่เทอะทะและมีต้นทุนสูง รวมถึงปัญหาการทำงานที่แยกส่วน ขาดการบูรณาการ ระบบงบประมาณที่ไม่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ และปัญหาช่องว่างทางการคลังที่แคบลง

    ภาพ : ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 

    จุดเริ่มต้นของการ ‘ยกเครื่อง’ สู่แผนพัฒนา ฉบับที่ 14

    ดร ศุภวุฒิย้ำว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้คือ เงื่อนไขสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องยกเครื่อง เพื่อให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และสร้างศักยภาพใหม่ในการรับมือกับโลกที่มีความซับซ้อนและไม่แน่นอนมากขึ้น

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนที่ช่วยกำหนดทิศทางใหม่ ทั้งเพื่อปรับปรุงการขับเคลื่อนแผนพัฒนา ฉบับที่ 13 ในช่วงเวลาที่เหลือ และเพื่อปูรากฐานสู่แผนพัฒนาฉบับที่ 14 ซึ่งจะเริ่มต้นในปี 2571-2575 ให้เป็นแผนที่เกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

    “ผมหวังว่าการประชุมในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทยอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สร้างโอกาส และความหวังให้กับประชาชน และเพื่อปลดล็อกศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืนของประเทศต่อไป” ดร. ศุภวุฒิกล่าวทิ้งท้าย

    เลขาฯ สภาพัฒน์ ชี้ ภาวะชะงักงันของการพัฒนาของการพัฒนาประเทศแล้ว

    ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้กล่าวถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ โดยระบุว่า ปัญหาการปรับโครงสร้างทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และการศึกษา ได้มีการพูดถึงมานาน แต่ประเทศกลับไม่สามารถเดินหน้าไปได้ตามที่คาดหวัง

    ทบทวน 2 ปีครึ่งของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ยังห่างไกลเป้าหมาย

    เลขาธิการ สศช. ได้ทบทวนการขับเคลื่อน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (ปี 2566 – 2570) ซึ่งมี 5 เป้าหมายหลัก เช่น การปรับโครงสร้างการผลิตและบริการ, การพัฒนาคน, การสร้างสังคมที่เป็นธรรม

    ในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2566 พบว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกับแผนฯ เฉลี่ยประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ครอบคลุมโครงการประมาณ 9,000 โครงการ และแผนปฏิบัติการระดับ 3 อีกกว่า 1,200 แผน

    อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมายังไม่เป็นไปตามที่ต้องการ สะท้อนจากข้อมูลต่อไปนี้

    •  รายได้ประชาชาติ (GNI) ตัวชี้วัดที่ 1 กำหนดเป้าหมายไว้ที่ 9,300 ดอลลาร์ต่อปี ณ สิ้นปี 2570 แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 7,400 ดอลลาร์ต่อปี ทำให้การขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง
    • ดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ประเทศตั้งเป้าให้อยู่ที่ประมาณ 0.7 แต่ปรากฏว่าในข้อมูลปี 2567 และ 2566 ได้ถอยหลังลงจากปี 2565 ซึ่งเกี่ยวข้องกับศักยภาพคนและคุณภาพชีวิต การไปให้ถึงเป้าหมายในปี 2570 ถือเป็นความท้าทายที่รุนแรงมาก
    •  ความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างการใช้จ่ายระหว่างกลุ่มคนรวย 10% บน กับ 40% ล่าง อยู่ที่ประมาณ 5.22 เท่า ซึ่งใกล้เคียงเป้าหมายที่ต้องการให้ต่ำกว่า 5 เท่า แต่ก็ยังเป็นเรื่องท้าทายในการบีบช่องว่างนี้ให้แคบลง

    งบประมาณ 1 ล้านล้านไปไหน ส่วนใหญ่คือ ‘งานปกติ’

    ดนุชา ตั้งคำถามว่า งบเงินเฉลี่ย 1 ล้านล้านบาทที่ลงไปเพื่อขับเคลื่อนแผนฯ นั้น ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง

    • กว่า 50% เป็นค่าใช้จ่ายด้านการประกันสุขภาพถ้วนหน้า การรักษาพยาบาล สวัสดิการสังคม และการศึกษา เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
    • ประมาณ 18% เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่คือ ถนน (ถือเป็นงานรูทีนปกติ)
    •  ประมาณ 10% เป็นงบประมาณในภาคเกษตร (ประมาณแสนล้านต่อปี) ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการจัดการด้านอุปทาน (Supply) เช่น การขุดลอกอ่างเก็บน้ำ หรือการแจกเมล็ดพันธุ์

    ปัญหาสำคัญคือ งบประมาณส่วนใหญ่ไม่ได้เน้นการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าหรือสร้างการเติบโตใหม่ โดยขาดการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตร การนำเทคโนโลยีมาใช้ การแปรรูปสู่สินค้ามูลค่าสูง (Agri-industry) หรือการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น MedTech หรือ Medical Industry

    “ทั้งหมดทั้งปวงเนี่ย มันเป็นข้อสรุปที่ว่า การทำงานที่ผ่านมาเนี่ย มันเป็นการทำงานในลักษณะที่เป็นงานปกติ ไม่ได้เป็นการทำในเรื่องใหม่ ๆ ที่มันจะสามารถที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศเราเนี่ย ก้าวขึ้นมาอยู่จุดที่สามารถจะสร้างอัตราการไหลตัวเศรษฐกิจให้สูงขึ้นได้” ดนุชากล่าว

    สถาบันที่เป็นอุปสรรค ตัวฉุดความสามารถในการแข่งขัน

    เลขาธิการ สศช. เน้นย้ำว่า การพัฒนาของไทยอาจจะชะงักงันมานานแล้ว เนื่องจากเราทำเรื่องเดิม ๆ และไม่ได้แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 5% มาโดยตลอดนั้น ไม่เพียงพอ ที่จะพาไทยขึ้นสู่ประเทศรายได้สูงได้ นับตั้งแต่ปี 2552 เศรษฐกิจไทยก็ไม่สามารถกลับมาเติบโตสู่จุดเดิมได้เลยหลังเกิดวิกฤต

    ปัจจัยที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของไทยอย่างมากคือ 2 เรื่องหลัก ดังนี้

    1. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) แม้โครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ เช่น ถนน, รถไฟ, สนามบิน จะอยู่ในอันดับดี ประมาณอันดับ 20-22 แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาและเทคโนโลยี กลับอยู่ในลำดับที่ต่ำมาก (50 กว่า) ทำให้ภาพรวมถูกดึงลงมา
    1. ประสิทธิภาพภาครัฐ (Government Efficiency) ลำดับล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 32 ปัญหาภายในคือ การบริหารสถาบัน กฎระเบียบทางธุรกิจ และธรรมาภิบาลทางสังคม

    โดยปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำ โดยรายได้ระหว่างคนรวย 10% บน กับกลุ่มเปราะบาง 10% ล่าง แตกต่างกันประมาณ 10 กว่าเท่า และมีแนวโน้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

    ดนุชาชี้ว่า ปัญหาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่เป็นที่ระบบอยู่มานาน ซึ่งเป็นผลจากการบริหารในเชิงสถาบันที่ทำให้การทำงานด้านการพัฒนามีความล่าช้าและถดถอย

    ภาพ : ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 

    5 ปัญหาเชิงสถาบัน ที่ต้อง ‘กล้า’ ปรับเปลี่ยน

    ปัญหาสำคัญในเชิงสถาบันของไทย ณ วันนี้มีอยู่ 5 ด้าน ซึ่งส่งผลต่อ Trust, Confidence, และ Accountability ที่ต้องแก้ไข ดังนี้

    1. กฎหมายและกฎระเบียบ หากเป็นอุปสรรคหรือทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ย่อมจำกัดโอกาสในการสร้างธุรกิจ และลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน
    1. การทุจริต เป็นต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ต่อหัวของคนในประเทศ
    1. หลักนิติธรรม กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าเกินกว่าที่คาดหวัง (ยกตัวอย่างคดีในตลาดทุนที่ต่างประเทศใช้เวลาเพียง 4-5 เดือน) ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น
    1. ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความไม่แน่นอนในระบอบประชาธิปไตยส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าหวังคือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่เพิ่มขึ้น อาจช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ถูกแทรกแซงด้วยวิธีการอื่น และช่วยให้การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่อง
    1. การจัดการภาครัฐ ระบบราชการมีขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยกฎระเบียบ การทำงานมีลักษณะ ควบคุม (Control) มากกว่า อำนวยความสะดวก (Facilitate) ระบบระเบียบเหล่านี้ทำให้ข้าราชการเองก็ไม่กล้าสร้างนวัตกรรมในการบริหารงาน เพราะเกรงจะมีปัญหาทางกฎหมาย ทำให้ระบบไม่สามารถตอบสนองต่อการพัฒนาภาพใหญ่ได้จริง

    ปัญหาฉุกเฉินกับ 5 โจทย์ที่ต้องรีบแก้เร่งด่วน

    ดนุชาสรุปว่า หากประเทศไม่ปรับปรุงเรื่อง Trust, Confidence และ Accountability เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ช้าลงเรื่อย ๆ และผลประโยชน์จากการพัฒนาจะกระจุกตัวอยู่แค่บางกลุ่ม พร้อมทั้งเตือนว่าอนาคตไทยจะเผชิญปัญหาที่รุนแรงขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์โลก (Political Global Landscape, Aging Society, Geopolitics)

    เลขาธิการ สศช. ระบุว่า แม้สำนักงานฯ ยังไม่มีคำตอบทั้งหมด แต่ขอฝาก 5 เรื่องที่ต้องกล้าทำ หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง มีดังนี้

    1. ความมุ่งมั่นและแน่วแน่ ต้องลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่พูด
    1. ร่วมมือกันลงมือทำ (Action Together) ต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่ทำคนเดียว
    1. สร้างแรงกดดัน (Pressure) หากมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ภาคเอกชนต้องช่วยกันกดดันอย่างหนัก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ
    1. สร้างสถาบันและกติกาใหม่ ต้องมีกรอบและกติกาใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เร็วขึ้น
    1. ถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน (Emergency) เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ ต้องทำทันที

    “ถ้าเรากล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เราก็จะได้ประเทศไทยในฝันของเรากลับมา” ดนุชา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-problems-government-efficiency-low/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oUpMHHaMXacsriTd1LDkE