Category: เศรษฐกิจ

  • เปิดจำนำทรัพย์ฟรีดอกเบี้ย 3 เดือน รัฐช่วยเพิ่มสภาพคล่องต้นปี

    เปิดจำนำทรัพย์ฟรีดอกเบี้ย 3 เดือน รัฐช่วยเพิ่มสภาพคล่องต้นปี

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) ในฐานะหน่วยงานภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ขานรับนโยบายของรัฐบาล มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียม 

    ขอเชิญชวนประชาชนใช้บริการจำนำทรัพย์ ฟรีดอกเบี้ย นาน 3 เดือน วงเงินจำนำ ไม่เกิน 5,000 บาท  1 คน 1 สิทธิ์ต่อ 1 รอบตั๋วจำนำ สามารถใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2569 

    ทั้งนี้ เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่อง รับต้นปีแบบสบายใจ โปร่งใส และเป็นธรรม

    “สำนักงานธนานุเคราะห์  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมดูแลประชาชนทุกคน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้บริการไดั ณ  สถานธนานุเคราะห์ทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และสาขาส่วนภูมิภาค ในพื้นที่ที่ประชาชนสะดวก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/648163&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LVqzQ6RshQKbac8_9-uzc

  • ส่องกลยุทธ์ “ธุรกิจดิ้นสู้” เปลี่ยนทางตันเป็นทางรอด เศรษฐกิจไทย “โตต่ำเรื้อรัง” ระวังใช้จ่าย

    ส่องกลยุทธ์ “ธุรกิจดิ้นสู้” เปลี่ยนทางตันเป็นทางรอด เศรษฐกิจไทย “โตต่ำเรื้อรัง” ระวังใช้จ่าย

    การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ชะลอตัวจน “เกือบหยุดนิ่ง” เพราะแต่ละปีขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย เฉลี่ยเพียง 1-2% ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง ที่สามารถขยายตัวได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 4—5%

    สวนทางกับหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดปี 2568 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เกือบแตะระดับ 90% ของ GDP ส่งผลให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงมาก จึงต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเลือกใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็นที่สุดนั้น ซึ่งทำให้เม็ดเงินที่เคยสะพัดในระบบเศรษฐกิจ หมุนเวียนอย่างฝืดเคือง

    ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพลวงตาชั่วคราว แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย และเป็นสัญญาณของ “ยุคเศรษฐกิจโตต่ำเรื้อรัง” ที่กำลังเตือนภัยไปยังผู้ประกอบการทุกขนาด ตั้งแต่รายกลางและเล็ก (SMEs) ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่

    ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องดิ้นเอาตัวรอด แข่งขันกันอย่างรุนแรง เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่มีจำกัด และผู้บริโภค “มีความอ่อนไหวต่อราคา แต่ยังคาดหวังคุณภาพ” แต่การลดราคาขายแข่งกัน ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะต้นทุนต่างๆสูงขึ้นมาก ทั้งค่าพลังงาน ค่าแรง วัตถุดิบ ฯลฯ

    “ทางรอด” ของผู้ประกอบการในยุคที่เศรษฐกิจไทย “โตต่ำเรื้อรัง” และ “กำลังซื้อไม่ฟื้น” จะเป็นอย่างไร ใครจะเป็น “ผู้รอด” ในวิกฤติครั้งนี้ “ทีมเศรษฐกิจ” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มีโอกาสสัมภาษณ์นักธุรกิจ และเจ้าของกิจการชั้นนำ ถึงกลยุทธ์ที่จะนำพาธุรกิจฝ่ามรสุมเศรษฐกิจไทยไปให้ได้ และพร้อมที่จะเติบโตครั้งใหม่เมื่อแสงสว่างปลายอุโมงค์มาถึง เชิญติดตาม

    นาวา จันทนสุรคน
    รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    เริ่มต้นจาก “นาวา” ที่มองว่า ในปี 2569 ภาคธุรกิจไทยยังจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพราะมีปัจจัยกดดันธุรกิจ จากการเติบโตของ GDP เพียง 1.5-1.8% ต่ำที่สุดในรอบหลายปี ตลอดจนปัญหาใหญ่ทางเศรษฐกิจหลายประการ ทั้งหนี้ครัวเรือนสูงระดับวิกฤติถึง 87—88% ของ GDP ที่ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศต่ำ สงครามการค้าโลกที่ผันผวนสูง และการทุ่มตลาดรุนแรงจากสินค้าต่างชาติ

    “ภาคธุรกิจไทยจึงต้องปรับตัวจาก “การขยายธุรกิจ” เป็น “การอยู่รอดอย่างยั่งยืน” รักษาผลประกอบการให้ผ่านพ้นความปั่นป่วน ด้วยการปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับธุรกิจและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการร่วมมือกับภาครัฐขับเคลื่อนกลไกต่างๆรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรง”

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีจุดอ่อนสำคัญ คือ ความล่าช้าเชิงนโยบาย และการขาดความต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียนทั้งมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเดินเกมเร็วกว่า โดยเฉพาะการรับมือจากการแข่งขันของสินค้าผิดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สินค้านำเข้าทุ่มตลาด และการย้ายฐานของโรงงานทุนเทา ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยเดิม โดยเฉพาะ SMEs ทำให้เกิดการแข่งขันแบบไม่เสรี และไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังเป็นการทำลายตลาด จนผู้ประกอบการที่ทำตามกฎหมายถูกบีบให้ออกจากระบบ

    นอกจากนี้ ไทยยังมีคอร์รัปชันที่ฝังลึกในระบบ มีนักการเมืองและข้าราชการบางกลุ่มรับสินบนจากทุนเทา เปิดทางให้สินค้าไร้มาตรฐาน สินค้าหนีภาษี เข้ามาเอาเปรียบผู้ประกอบการไทย และกัดกินประเทศ

    “ประเทศไทยยังเอาชนะอุปสรรคทางเศรษฐกิจได้ แต่จะพังเพราะคอร์รัปชันที่ฝังลึก หากยังปล่อยให้การเมืองสีเทาและคอร์รัปชันกัดกินประเทศ ดังนั้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดือน ก.พ.2569 เรียกร้องให้ประชาชนร่วมกับคณะทำงาน “Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน” ส่งเสริมคนดี ราวีคนเลว อย่าเลือกพรรคการเมือง นักการเมืองที่หากินกับทุนเทา บ่อนทำลายเศรษฐกิจชาติ เลือกคนดี ปกป้องอนาคตประเทศชาติของคนไทยทุกคน”

    ณัฐ วงศ์พานิช
    กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล เรสเตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)

    ขณะที่ “ณัฐ” กรรมการผู้จัดการ CRG ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่ ให้ความเห็นเช่นเดียวกันว่า เศรษฐกิจปี 2569 เต็มไปด้วยความท้าทาย สถาบันการเงินหลายแห่งคาดการณ์ว่า GDP อาจชะลอลงเหลือเติบโตราว 1.6% จากกว่า 2% ในปี 2568 กำลังซื้อถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ขณะที่ต้นทุนธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งค่าแรง วัตถุดิบ และพลังงาน อีกทั้งยังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้เล่นต่างชาติ โดยเฉพาะแบรนด์จากจีน รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกและมาตรการภาษีสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อมองเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร แม้เศรษฐกิจไม่เอื้อ แต่ “การไม่เติบโตไม่ใช่ทางเลือก” องค์กรจึงต้องปรับตัวเชิงโครงสร้าง โดยวางกลยุทธ์หลัก 5 ด้าน เพื่อรับมือปี 2569 และระยะถัดไป ประกอบด้วย

    1.Productivity (ประสิทธิภาพการดำเนินงาน) เป็นหัวใจในภาวะต้นทุนสูง ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน บริษัทจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการเพิ่ม Productivity ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการในร้าน การบริหารต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และแรงงาน ไปจนถึงนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย ควบคู่กับการ “ปรับ Portfolio แบรนด์” โดยแบรนด์ใดไม่ทำกำไร หรือไม่สอดคล้องกับตลาดจะลดบทบาทลง ส่วนแบรนด์ที่แข็งแรงและตอบโจทย์ผู้บริโภคจะขยายเพิ่มเติม

    “โดยมีเป้าหมาย คือ การทำให้องค์กร “Lean” หรือทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยทรัพยากรเท่าที่จำเป็นมากขึ้น และมีความ “Agile” หรือความคล่องตัวเพื่อปรับตัวได้รวดเร็วในสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน”

    2.Value Innovation (สร้างคุณค่าใหม่ควบคู่นวัตกรรม) ต้องคุ้มค่า แต่ไม่ลดคุณภาพ เพราะลูกค้าไม่ได้มองหา “ราคาถูก” อย่างเดียว แต่ต้องการ “ความคุ้มค่า” ที่สะท้อนคุณภาพ ปริมาณ และประสบการณ์ แม้กำลังซื้ออ่อนไหว แต่คนไทยยังกินข้าวนอกบ้านเป็นประจำ บริษัทจึงใช้กลยุทธ์สำคัญ คือ ออกแบบเมนูอาหารให้เข้าถึงได้ง่าย ราคาเหมาะสม มีขนาดเสิร์ฟที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น เมนูสำหรับลูกค้าที่มาคนเดียว เพิ่มความคุ้มค่าในรายละเอียด อย่างข้าว หรือเครื่องเคียงบางรายการ รวมถึงทำโปรโมชันที่สอดคล้องกับพฤติกรรมจริง

    3.สร้างการเติบโตจากช่องทางใหม่ ไม่พึ่ง Dine-in (การรับประทานอาหารที่ร้าน) อย่างเดียว จึงเร่งขยายผ่านช่องทางดิจิทัลและดีลิเวอรี ทั้ง Grab, LINE MAN และ Shopee เป็นต้น โดยใช้จุดแข็งจำนวนสาขาที่ครอบคลุม ทำให้การทำแคมเปญสร้างยอดขายในระดับ Volume ได้ และยังต่อยอดสู่ CRM (การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า) และ Personalized Menu ใช้ข้อมูลลูกค้านำเสนอเมนูเฉพาะบุคคล รวมถึงขยายไปสู่ Retail (ค้าปลีก) ผ่าน Tops และร้านสะดวกซื้อ พร้อมทดลองโมเดลร้านขนาดเล็ก เช่น คีออส เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นการขยายสาขา

    4.แบรนด์จีนเป็นทั้งคู่แข่งและพันธมิตร เมื่อการแข่งขันจากร้านอาหารแบรนด์จีน “หลีกเลี่ยงไม่ได้” บริษัทจึงใช้แนวทางผสมผสาน ทั้งการแข่งขันและความร่วมมือ โดยนำเทคโนโลยีโนว์ฮาว และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากต่างชาติมาปรับใช้กับธุรกิจ ขณะเดียวกัน ก็เปิดรับการร่วมมือกับแบรนด์ต่างประเทศที่มีศักยภาพ

    5.Growth Engine ใหม่ ทั้งแบรนด์ สุขภาพ เทคโนโลยี และคน การเอาตัวรอดอย่างเดียวไม่พอ ต้องขยายไปพร้อมกัน บริษัทจึงมองหา Growth Engine ใหม่ ที่จะสร้างการเติบโต ทั้งการสร้างแบรนด์ใหม่ การเข้าซื้อกิจการ โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพและแบรนด์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ การลงทุนระบบข้อมูล ระบบครัว และเทคโนโลยีหลังบ้าน รวมถึงขยายสู่ต่างประเทศในระยะยาว

    “อีกหัวใจสำคัญคือ “คน” จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่หลากหลาย และการดึง Talent ใหม่ เพราะเชื่อว่า ยุคดิจิทัลและ AI คนจำนวนน้อยลงสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสม ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานกว่า 15,000–16,000 คน ทั้งพนักงานประจำและพาร์ตไทม์ โดยเป็นคนรุ่นใหม่ Gen Z เพิ่มขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของแรงงานในอุตสาหกรรมร้านอาหาร”

    วิโรจน์ ชัยเทอดเกียรติ
    ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.นำวิวัฒน์เมดิคอล คอร์ปอเรชั่น

    ส่วนในฝั่งของผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าจากต่างปะเทศเข้ามาขายในตลาดไทย “วิโรจน์” ให้ความเห็นว่า ในฐานะผู้นำเข้าอุปกรณ์การแพทย์ แม้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีอัตราการเติบโต แต่ก็เติบโตในอัตราต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ถือว่าได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับหลายๆธุรกิจ จากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทั้งจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัยรุมเร้า โดยเฉพาะสถานการณ์การเมือง ที่รัฐบาลขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการ มีผลต่อเนื่องถึงนโยบายที่ยังไม่ชัดเจน ภาคเอกชนจึงต้องรอดูสถานการณ์ และชะลอการลงทุน

    สำหรับการปรับตัวของธุรกิจในปีนี้ ด้วยการจัดทำกลยุทธ์การบริหารงานใหม่ นำปัจจัยที่เกิดขึ้นมาประกอบการพิจารณาอย่างจริงจัง ทั้งความขัดแย้งทางชายแดนไทยกับเพื่อนบ้าน ปัจจัยการเมือง มาตรการภาษีสหรัฐฯ ภัยธรรมชาติ ซึ่งทำให้ต้องลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์มาใช้ให้มากขึ้น และอาจต้องชะลอการลงทุนไว้ก่อน เพราะต้องรอดูสถานการณ์การเมือง สงครามชายแดน พร้อมทั้งต้องบริหารจัดการโครงการต่างๆที่มีอยู่ให้มีกำไรเท่าเดิม จากรายได้ที่ลดลง

    “ผมเชื่อว่าทุกองค์กร รายได้ลดลงแน่นอน แต่ต้องบริหารธุรกิจ ปรับกลยุทธ์ เพื่อไม่ให้กำไรลดลง หรือกำไรเท่าเดิม ดังนั้น ต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือการลีนค่าใช้จ่าย (Lean Cost) เพื่อลดต้นทุนโดยรวมไว้ รอวันที่เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง”

    นอกจากนี้ ยังต้องมองหาโอกาสทางธุรกิจด้วย เพราะเชื่อว่า “ในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ” แม้เศรษฐกิจไทยซบเซาต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจหลายๆประเทศ ยังคงเติบโตได้ อาทิ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ที่เติบโตกว่าไทย จึงเป็นโอกาสของผู้ส่งออก และกรณีภาษีสหรัฐฯ หากมีการศึกษารายละเอียด อาจมีโอกาสส่งออกสินค้าบางชนิดเพิ่มขึ้นได้

    “ผู้ประกอบการต้องมองหาช่องทางต่างๆเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้มีรายได้และกำไรให้องค์กรอยู่รอดอย่างยั่งยืน”

    ฤดีมาศ สกุลพงศ์ไพศาล
    ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Endless Holiday

    ด้านผู้ประกอบการเสื้อผ้าแฟชั่นอย่าง “ฤดีมาศ” กรรมการผู้จัดการบริษัท ฮอลิเดย์ เอฟเวอรี่แวร์ จำกัด (HOLIDAY EVERY WEAR) เจ้าของแบรนด์ “Endless Holiday” ระบุว่า เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่อาจโตในระดับต่ำหรืออาจไม่โตเลยในปี 2569 การทำธุรกิจ ต้องมีความรอบคอบ ระมัดระวังมากขึ้นแน่นอนและในฐานะเจ้าของกิจการ ย่อมต้องทำการบ้านให้มากขึ้น ใช้กระสุน (เงิน) ที่มีอยู่เล็งเป้าให้แม่นยำ เพื่อทำให้มั่นใจจริงๆว่า สินค้าเรา จะขายได้ และบริหารสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพ

    ในฐานะแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น แม้เน้นขายออนไลน์เป็นหลัก มีคอลเลกชันที่สั่งจองแบบพรีออเดอร์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสต๊อก แต่การขายแบบพรีออเดอร์ มีจุดอ่อนตรงที่ลูกค้ามักไม่อยากรอนาน ไม่ว่าจะ 1 สัปดาห์หรือ 1 เดือน ขณะที่การเปิดตัวคอลเลกชันที่มีสินค้าในสต๊อก รอส่งมอบได้เลย คือ การปิดจบการขายได้เบ็ดเสร็จ

    ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ เล็งเป้าให้แม่นกว่าเดิม อธิบายให้เห็นภาพชัดๆ คือ ก่อนหน้านี้ บางทีเราทำเสื้อแบบเดียวกัน 4 สี เพราะความอยาก อาจลดเหลือ 2 สี เอาที่แน่ว่าจะโดนใจลูกค้า เทสต์ตลาดหลายๆรอบ, ลดแบบการผลิตหรือแบบที่ใกล้เคียงกัน, เพิ่มเสื้อผ้าแนวเบสิก ซื้อง่าย ใส่ง่ายมากขึ้น ฉีกจากสไตล์ปกติของ Endless Holiday ที่เน้นออกแบบให้เตะตา ดีเทลแน่น

    “ปี 2568 Endless Holiday ปิดยอดขายได้ประมาณ 180 ล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท แต่จากภาวะเศรษฐกิจที่เห็น ปี 2569 เป็นธรรมดาของคนทำธุรกิจ ยังอยากเห็นยอดขายโตต่อ แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องรักษาให้ใกล้เคียงระดับเดิม”

    เนื่องจากเน้นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปอยู่แล้ว Endless Holiday จึงจะเดินตามแผนธุรกิจปี 2569 ที่วางไว้ โดยเปิดคอลเลกชันใหม่ ซึ่งจะร่วมทำกับดารา และเซเลบริตี้มากขึ้น, เปิดช็อปร้านแรกแถวซอยอารีย์ จากเดิมที่ขายออนไลน์เป็นหลัก โดยการลงทุนเปิดร้านแห่งแรก เป็นการลงทุนในสเกลที่ปลอดภัย ไม่ได้ใหญ่โตเกินตัว

    Endless Holiday ยังมีแผนขยายทีมงานเพิ่ม จากปัจจุบัน 10 คน แม้เศรษฐกิจไม่เอื้อ เพราะการเพิ่มกำลังเสริม ช่วยแบ่งเบาภาระของทีมงานปัจจุบัน ไม่ให้โหลดเกินไป “นี่คือสิ่งที่จำเป็น จะไม่ให้เศรษฐกิจมาเป็นอุปสรรค” และยังจะริเริ่มโปรแกรมดูแลลูกค้า ให้ความสำคัญกับลูกค้าที่อยู่กันมานาน สั่งซื้อสินค้าต่อเนื่อง ยอดต่อบิลสูง ลูกค้ากลุ่มนี้จะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ระบบสะสมแต้ม “เราอยากสร้างคอมมูนิตี้ Endless Holiday ขึ้นมา เกาะเกี่ยวฐานลูกค้ากลุ่มนี้เอาไว้ให้แน่น”

    “ทำธุรกิจเข้าปีที่ 10 แล้ว ต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาด Endless Holiday จึงจะฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปีนี้ไปได้”.

    เอกชนดิ้นพลิกตำราฝ่าวิกฤตินำพา “ธุรกิจต้องรอด”

    สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ
    ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย)

    ส่วน “สัณหวุฒิ” ผู้ประกอบการรถยนต์ ตลาดสินค้าที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด มองว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำต่อเนื่อง และตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตจีน ที่เน้นความได้เปรียบด้านต้นทุนและราคา

    ทำให้ภาคธุรกิจไม่สามารถตอบโจทย์ด้วยการลดราคาเพียงอย่างเดียวได้ เพราะจะนำไปสู่การแข่งขันที่บั่นทอนความยั่งยืนในระยะยาว

    แต่มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC–ASIA มองว่า EV จากจีน และแบรนด์พรีเมียมไม่ได้อยู่ในสนามแข่งขันเดียวกันโดยตรง ผู้เล่นจีนตอบโจทย์การขยายตลาดในวงกว้าง ขณะที่ MGC–ASIA เลือก

    โฟกัสกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และประสบการณ์ในระยะยาว มากกว่าราคาซื้อเริ่มต้น

    “กลยุทธ์ของเรา คือ ยกระดับ EV จาก “สินค้า” สู่ “Premium Mobility Experience” ผ่านระบบนิเวศที่ครบวงจร ตั้งแต่การคัดสรรแบรนด์ระดับโลก บริการหลังการขายมาตรฐานสูงและครอบคลุม ผ่านโซลูชันทางการเงิน ไปจนถึงการดูแลตลอดอายุการใช้งาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

    ขณะเดียวกัน ได้นำระบบดิจิทัลและข้อมูลลูกค้า (Digital & Data) มาวิเคราะห์ เพื่อเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก และออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์พรีเมียม สามารถสร้างความแตกต่างได้เหนือการแข่งขันด้านราคา เพราะในโลกที่กำลังซื้อชะลอตัว ลูกค้ากลุ่มพรีเมียมจะเลือกแบรนด์ที่ “ไว้ใจได้ในระยะยาว” มากกว่า นี่คือเหตุผลที่ MGC-ASIA ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า

    “สุดท้ายเชื่อว่า MGC–ASIA สามารถผสมผสานเทคโนโลยี EV เข้ากับ Mobility, Digital และ Premium Service ผ่านระบบนิเวศขององค์กรได้อย่างสมดุล ส่งผลให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่สามารถดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว ตลอดช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านของทั้งอุตสาหกรรม”

    ไพรัตน์ เอื้อชูยศ
    ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด

    ปิดท้ายที่ “ไพรัตน์” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัท สตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศแบรนด์ไทย “Star Aire” มากกว่า 35 ปี มียอดขายหลัก

    หมื่นล้านบาท ซึ่งยืนยันแนวคิดที่ใช้เป็นหลักในการบริหารธุรกิจในวันที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง และมีปัจจัยเสี่ยงสารพัด ว่า “เราเป็นนักชกที่ไม่หยุดนิ่ง ไม่เคยหยุดซ้อมและพร้อมขึ้นชกบนเวทีตลอดเวลา ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เราปรับตัวได้เสมอ”

     แม้กำลังซื้อในประเทศตกลง แต่เราพยายามหาช่องทางการขายเพิ่มขึ้น ทั้งทางออนไลน์ และออฟไลน์ เข้าร่วมประมูลงานโครงการของทั้งภาครัฐและเอกชน ที่สำคัญเรามั่นใจในศักยภาพและจุดแข็งของสินค้าที่ทัดเทียมและเหนือกว่าคู่แข่ง แต่ราคาสมเหตุสมผล และมีบริการที่ดี จึงได้รับผลกระทบไม่มาก

    ต่างจากฝั่งผู้รับจ้างผลิต (OEM) ให้แบรนด์ต่างประเทศที่ส่งออกไปทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯในช่วงแรก ทำให้การส่งออกต้องชะงักหรือชะลอลง แต่เราได้ติดต่อลูกค้า เจรจาเพื่อหาทางออกตลอดเวลา และในที่สุดเราก็สามารถหาทางออกได้ คำสั่งซื้อกลับมาเพิ่มขึ้น ตอนนี้เราส่งออกได้เพิ่มขึ้นมาก

    นอกจากนี้ การที่เรามีความใกล้ชิดกับลูกค้า และซัพพลายเออร์ มีการแลกเปลี่ยนและรับฟังความเห็น ทำให้รับรู้ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า และสามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่ละแบรนด์ และที่สำคัญเรามั่นใจในผลิตภัณฑ์ว่า เป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ สุดท้ายลูกค้าก็กลับมาหาเรา และแนะนำลูกค้าอื่นให้เราเพิ่มด้วย

    “เราพร้อมปรับตัวตลอดเวลา สำรวจตัวเองว่าอะไรเป็นจุดอ่อน และต้องเร่งแก้ ทำให้ดี ให้แข่งขันได้ อะไรที่เป็นจุดแข็งก็ทำให้ดีขึ้น และนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการผลิตให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ปฏิวัติการทำงาน แก้ปัญหาให้เร็ว และลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น พร้อมมองหาโอกาสธุรกิจ หรือต่อยอดพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ลูกค้าต้องการ การไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ทำให้เราเสมือนเป็น “นักมวยที่ไม่เคยหยุดซ้อมและพร้อมขึ้นชกตลอดเวลา” ไม่ว่าเศรษฐกิจจะโตต่ำมาต่อเนื่อง และทุกที่มีปัญหา แต่เราได้รับผลกระทบไม่มาก และอยู่รอดได้”.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2905740&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hL3K45Ld-sm4wJjZrcmeE

  • “นิโคลัส มาดูโร” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กับเงินเดือนสุดอึ้ง

    “นิโคลัส มาดูโร” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กับเงินเดือนสุดอึ้ง

    นายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเอเนซุเอลา กับเงินเดือนประจำตำแหน่งสุดอึ้ง กับทรัพย์สินที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

    กลายเป็นข่าวอึกทึกครึกโครมตั้งแต่ต้นปี 2569 กันเลยทีเดียว เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการจับกุมตัว นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา โดนถูกคุมขังอยู่ที่ศูนย์กักกันในบรูคลิน เพื่อเตรียมขึ้นศาลในข้อหาร้ายแรงด้วยการสมคบคิดก่อการร้ายด้วยยาเสพติด

    ในขณะที่นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้มุมมองว่าการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้มีผลประโยชน์เรื่อง “น้ำมัน” เป็นที่ตั้ง หรือนี่อาจจะเป็นสัญญาณกระตุกหนวดหมีขาว พี่ใหญ่อย่างรัสเซียหรือไม่ เพราะว่าก่อนหน้านี้ เวเนซุเอลา กระชับพันธมิตรแนบแน่นกับรัสเซีย ด้วยการลงมติรับรอง “สนธิสัญญายุทธศาสตร์” ที่มีระยะเวลา 10 ปี ที่ครอบคลุมความร่วมมือหลายด้าน ทั้งพลังงาน, การพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซใหม่ ความมั่นคง และเทคนิคทางทหาร รวมถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์รัสเซียให้กับเวเนซุเอลา แต่ถึงอย่างไรเราคงต้องติดตามข้อสรุปเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ นายนิโคลัส มาดูโร ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเวเนซุเอลา 13 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลานี้เขาได้รับค่าตอบแทนในการบริหารประเทศเท่าไหร่ และมีทรัพย์สินมากขนาดไหน Sanook Money มีข้อมูลดีๆ มาฝากกัน

    เว็บไซต์ latinpost เคยเปิดเผยเงินเดือนรายเดือนของประธานาธิบดีประเทศในลาตินอเมริกาปี 2017 โดยระบุว่า เงินเดือนของประธานาธิบดีเวเนซุเอลาอยู่ที่ 4,068 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 128,101.29 บาท (เทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ 90 ดอลลาร์สหรัฐ)

    นอกจากนี้ เว็บไซต์ timesofindia เคยรายงานถึงทรัพย์สินของนายนิโคลัส มาดูโร ไว้ว่าทรัพย์สินสุทธิของมาดูโร และภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ยังไม่ชัดเจนเนื่องจากข้อมูลที่เปิดเผยมีจำกัด แต่ตามรายงานเคยระบุมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของมาดูโรอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยราว 62,979,986.22 บาท ในขณะที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของฟลอเรสอยู่ระหว่าง 2 ล้านถึง 5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 62,979,986.22-157,449,965.55 บาท การประเมินเหล่านี้อิงจากเงินเดือนจากการรับราชการและทรัพย์สินที่บันทึกไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/946352/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bkhZq21CpEqsInpNZpCDp

  • ส่งออกพุ่งแต่โรงงานไทยเงียบ!

    ส่งออกพุ่งแต่โรงงานไทยเงียบ!

    KKP Research ชวนสำรวจคำถามสำคัญว่า ‘การส่งออก’ ของไทยที่ยังเติบโตถึงสองหลัก ยังเป็นเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ดีเหมือนในอดีตอยู่หรือไม่? เริ่มจาก ทำไมการส่งออกไทยเติบโตได้ดีในปี 2568? พบว่า มูลค่าการส่งออกไทยในปี 2568 ในหลายเดือนทำสถิติสูงที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกตัวเลขมา KKP Research ประเมินว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกไทยขยายตัวได้ดี คือ ความผันผวนของตัวเลขการส่งออกรายเดือนจากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำและเครื่องประดับ การส่งออกที่เติบโตดีในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากราคาทองคำที่สูงขึ้นในปีนี้ แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตทองคำ ทำให้ไม่ได้มีกิจกรรมในภาคการผลิตทองคำโดยตรงและมีการนำเข้าสุทธิในหมวดทองคำ ยิ่งมูลค่าของการส่งออกทองคำเริ่มสูงขึ้นเทียบกับการส่งออกทั้งหมดจะทำให้ตัวเลขการส่งออกโดยรวมเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้ว่าภาคการผลิตจะไม่ได้เติบโตขึ้นตามไปด้วย

    อีกปัจจัย คือ การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐที่เร่งเติบโตกว่า 29% ในปี 2568 แม้ว่าสหรัฐจะประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสูงขึ้นต่อสินค้าไทย โดยการส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือน ส.ค.และ ก.ย. แม้จะมีการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าแล้ว ข้อมูลการส่งออกแสดงให้เห็นว่าหมวดสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งคิดเป็น 35-40% ของส่งออกไทยไปยังสหรัฐ ในปี 2567 ยังขยายตัวสูงกว่าระดับปกติ ในขณะที่กลุ่มสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นและต้องจ่ายภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้น ขยายตัวช้ากว่า สะท้อนว่าการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่องมีแนวโน้มเป็นการเร่งส่งออกชั่วคราว

    อีกคำถามคือ ความเสี่ยงของภาคการผลิตคือการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้น โดยนอกจากมูลค่าเพิ่มของสินค้าส่งออกไทยที่ลดลง ประเด็นที่น่ากังวลคือ การนำเข้าเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 เพิ่มสูงขึ้นกว่า 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ข้อมูลจะสะท้อนว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากจะเป็นวัตถุดิบหรือสินค้าทุนที่ใช้เพื่อการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ KKP research ประเมินว่า หลายสินค้าที่การนำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นสินค้าที่ใช้บริโภคในประเทศเช่นกัน สะท้อนว่าสินค้าจากต่างประเทศกำลังเข้ามาตีตลาดในประเทศมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าราคาถูกของจีน สะท้อนจากสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจีนต่อสินค้าทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น และส่วนหนึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศในหลายกลุ่มสินค้า และในระยะถัดไปสถานการณ์นี้ยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

     “สถานการณ์ในจีนปัจจุบัน ภาคการผลิตยังมีอุปทานส่วนเกินค้างในระดับสูงเนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัว แต่ยังมีการขยายการลงทุนในภาคการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดต่างประเทศต้องเป็นตลาดที่รับกำลังการผลิตส่วนเกินนี้ ซึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญกับสินค้าจีนทะลักก็คือประเทศไทย”

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นแรงกดดันที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหากกำลังการผลิตในไทยปรับลดลงถึงจุดที่โรงงานขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้โรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อและต้องปิดตัวลงมากขึ้นในอนาคต ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบด้านลบต่อการจ้างงาน การใช้จ่ายภายในประเทศ และรวมไปถึงดุลการค้าของไทยในระยะข้างหน้า ประเด็นนี้คือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้แม้ว่าตัวเลขการส่งออกจะยังเป็นบวกก็ตาม.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/925982/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GDMZUjmXoMgQH4mvNJZbX

  • ส่องสถานการณ์ในบังกลาเทศ ความเสี่ยงและแนวโน้มในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

    ส่องสถานการณ์ในบังกลาเทศ ความเสี่ยงและแนวโน้มในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

    1. สถานการณ์การเมือง

    ภายหลังการปฏิวัติโดยกลุ่มนักศึกษาในเดือนสิงหาคม 2567 ประเทศบังกลาเทศเผชิญกับบรรยากาศความไร้เสถียรภาพทางการเมือง รัฐบาลรักษาการได้กำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สถานการณ์ปัจจุบันจึงเต็มไปด้วยความท้าทายที่ซับซ้อน ตั้งแต่ความรุนแรงทางการเมืองที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ ซึ่งถูกมองว่าเป็นปฏิบัติการที่มุ่งเป้าจากกลุ่มอำนาจเก่า ไปจนถึงการกีดกันพรรคการเมืองขนาดใหญ่ออกจากกระบวนการเลือกตั้ง รายงานนี้เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ในบังกลาเทศ ความเสี่ยงและแนวโน้มในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่อาจส่งผลต่อเส้นทางการเมืองของบังกลาเทศในอนาคตอันใกล้

    1.1 การเตรียมการเลือกตั้งและความท้าทายเชิงสถาบัน

    คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของบังกลาเทศได้ประกาศกำหนดการอย่างเป็นทางการสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ชี้ขาดอนาคตทางการเมืองของประเทศ โดยมีกรอบเวลาที่สำคัญดังนี้

    • 29 ธันวาคม 2568 วันสุดท้ายของการยื่นใบสมัครลงรับเลือกตั้ง

    • 30 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 ช่วงเวลาการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร

    • 20 มกราคม 2569 วันสุดท้ายของการถอนตัวจากการลงสมัคร

    • 21 มกราคม 2569 ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งขั้นสุดท้ายพร้อมสัญลักษณ์ประจำตัว

    • 22 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลาการหาเสียงอย่างเป็นทางการ

    • 12 กุมภาพันธ์ 2569 วันเลือกตั้ง (เวลาลงคะแนน 0730 น. – 1630 น.)

    ในเชิงกายภาพ กกต. ได้เตรียมหน่วยเลือกตั้งจำนวน 42,761 แห่ง และคูหาเลือกตั้ง 244,739 คูหา เพื่อรองรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศประมาณ 127.6 ล้านคน

    ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการจัด “การเลือกตั้งคู่ขนาน” (twin polls) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบังกลาเทศ ซึ่งประกอบด้วย การเลือกตั้งรัฐสภา ครั้งที่ 13 (สำหรับ 300 ที่นั่ง) และ การลงประชามติเพื่อรับรองกฎบัตรเดือนกรกฎาคม (July Charter) โดยจะใช้บัตรลงคะแนนคนละสี (สีขาว-ดำสำหรับการเลือกตั้ง และสีชมพูสำหรับการลงประชามติ) การตัดสินใจดังกล่าวเพิ่มความซับซ้อนให้กับกระบวนการและเพิ่มเดิมพันทางการเมืองให้สูงขึ้นอย่างยิ่ง

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ พรรคสันนิบาต อวามี (Awami League AL) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ถูกโค่นอำนาจ ถูกสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 และถูกเพิกถอนการจดทะเบียนพรรคในเวลาต่อมา การกีดกันพรรค AL ออกจากกระบวนการเลือกตั้งได้สร้างคำถามต่อความชอบธรรม (legitimacy) ของการเลือกตั้ง และมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของความไม่สงบและความรุนแรงทางการเมืองระลอกใหม่

    1.2 ความรุนแรงทางการเมือง

    สถานการณ์ความเปราะบางได้ปรากฏชัดผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ถึงการโจมตีอย่างเป็นระบบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบอบการปกครองปัจจุบัน โดยมีเหตุการณ์สำคัญดังนี้

    • 30 พฤศจิกายน 2568 นาย Abu Musa รองประธานหน่วยท้องถิ่นของพรรค AL ถูกลอบสังหารในเขตโชลิมาบัด

    • 12 ธันวาคม 2568 นาย Sharif Osman Hadi ผู้สมัครจากพรรค Independent National Citizen Party (NCP) และโฆษกของกลุ่ม Inqilab Mancha ถูกยิงกลางกรุงธากา

    • 18 ธันวาคม 2568 นาย Hadi เสียชีวิตในเวลาต่อมาขณะรับการรักษาในโรงพยาบาลที่สิงคโปร์

    การเสียชีวิตของนาย Hadi ได้กลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการประท้วงและความไม่สงบเป็นวงกว้าง โดยมีข้อกล่าวหาพุ่งเป้าไปที่ กลุ่มอำนาจเก่าที่ภักดีต่อพรรค AL เหตุการณ์ดังกล่าวได้ตอกย้ำถึงรูปแบบความรุนแรงที่มุ่งเป้าไปยังบุคคลสำคัญของฝ่ายตรงข้าม กลุ่มผู้สนับสนุนได้รวมตัวเดินขบวนในย่านชาห์บาก (Shahbagh) ซึ่งบานปลายไปสู่การโจมตีสำนักงานของสำนักข่าวชั้นนำอย่าง The Daily Star และ Prothom Alo รวมถึงมีรายงานการวางเพลิงรถโดยสารประจำทาง

    เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ ศ.ดร. มูฮัมหมัด ยูนุส หัวหน้าคณะที่ปรึกษา (เทียบเท่า นรม.) ได้ประกาศให้มีการไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลาหนึ่งวัน แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงได้ยื่นคำขาดให้รัฐบาลจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาลรักษาการในการจัดการกับสถานการณ์และฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย

    1.3 ปัจจัยเสี่ยงที่บั่นทอนเสถียรภาพ

    นอกเหนือจากเหตุการณ์ความรุนแรงเฉพาะหน้า จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าบังกลาเทศยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกร่อนเสถียรภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

    • ความแตกแยกทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น (Deepening polarization) การแบ่งขั้วทางความคิดและการเมืองที่ฝังรากลึกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังการปฏิวัติ และยิ่งซับซ้อนขึ้นจากการกีดกันพรรค AL ออกจากกระบวนการทางการเมือง

    • การขยายตัวของกระแสชาตินิยม (Rising nationalism) การขยายตัวของกระแสชาตินิยม ซึ่งรัฐบาลรักษาการอาจใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะบานปลายเป็นความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอินเดีย

    • ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการลงประชามติรัฐธรรมนูญ การลงประชามติรับรองกฎบัตรเดือนกรกฎาคมยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งทางการเมืองและทางกฎหมายเพิ่มเติม

    • การคาดการณ์เรื่องการกลับมาของนาย Tarique Rahman การคาดการณ์ว่านาย Tarique Rahman รองหัวหน้าพรรค BNP อาจเดินทางกลับประเทศ (หลังจากลี้ภัยทางการเมืองกว่า 17 ปี) เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ นาย Tarique Rahman เป็นบุตรชายของนางคาเลดา เซีย หัวหน้าพรรคซึ่งกำลังมีอาการป่วยขั้นวิกฤต (เสียชีวิต 30 ธันวาคม 2568) การกลับมาของนาย Tarique Rahman จึงอาจมีขึ้นเพื่อเติมเต็มสุญญากาศทางการเมืองและสามารถเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ประกอบกันทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองของบังกลาเทศมีความเปราะบางอย่างยิ่ง และความท้าทายเหล่านี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระพือความไม่พอใจของประชาชนให้รุนแรงยิ่งขึ้น

    2. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    ภาระหนี้สินของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถซ้ำเติมความเปราะบางทางการเมืองและสร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชน สถานการณ์หนี้สินที่น่ากังวลนี้อาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลรักษาการในการบริหารจัดการประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ กระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีดังนี้

    2.1 ข้อมูลหนี้ต่างประเทศ

    รายงานล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank) “Debt Report 2025” ได้ฉายภาพสถานะหนี้ต่างประเทศของบังกลาเทศที่น่ากังวล โดยมีข้อมูลสถิติที่สำคัญดังนี้

    • หนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หนี้ต่างประเทศของบังกลาเทศเพิ่มสูงขึ้นถึง 42% จาก 73.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 เป็น 104.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2567

    • ภาระการชำระคืนหนี้พุ่งสูงขึ้นเกือบสองเท่า ภาระการชำระคืนหนี้ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) ได้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จาก 3.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 เป็น 7.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567

    2.2 ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงแรงกดดันอย่างหนักต่อพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) ของรัฐบาลรักษาการ ภาระการชำระคืนหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นหมายความว่ารัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ไปเพื่อชำระหนี้สิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการลงทุนในบริการสาธารณะที่จำเป็น ในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการความเชื่อมั่นและความมั่นคงก่อนการเลือกตั้ง การลดลงของงบประมาณสำหรับบริการสาธารณะอาจนำไปสู่ความไม่พอใจในหมู่ประชาชน และกลายเป็นอีกหนึ่งเชื้อไฟที่โหมกระพือความตึงเครียดทางการเมืองที่มีอยู่เดิมให้รุนแรงยิ่งขึ้น ภาระหนี้สินที่บีบรัดนี้ไม่เพียงแต่จำกัดทางเลือกนโยบายภายในประเทศ แต่ยังผลักดันให้บังกลาเทศต้องแสวงหาความช่วยเหลือจากภายนอก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปรับสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังดำเนินอยู่

    3. ด้านการต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์

    ท่ามกลางความวุ่นวายภายในประเทศ การดำเนินนโยบายต่างประเทศของบังกลาเทศในปัจจุบันมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง การตัดสินใจด้านการทหารและความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ แต่ยังสะท้อนถึงการปรับสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองจากนานาชาติ

    3.1 การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การจัดซื้อยุทโธปกรณ์

    หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ คือการตัดสินใจในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่สำหรับกองทัพอากาศ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจากแผนการในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ

    แผนการจัดซื้อ รายละเอียด
    แผนในอดีต (ภายใต้รัฐบาลชุดก่อน) เจรจาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ J-10 จำนวน 20 ลำจากจีน ด้วยมูลค่าประมาณ  2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    แผนปัจจุบัน ลงนามใน หนังสือแสดงเจตจำนง (LoI) กับบริษัท  Leonardo S.p.A. ของอิตาลี เพื่อจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon

    การเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีทางการทหารของจีนมาสู่การให้ความสนใจเทคโนโลยีจากชาติตะวันตก (อิตาลี/ยุโรป) สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลรักษาการในการปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ และอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการสร้างสมดุลอำนาจใหม่ โดยลดการพึ่งพาจีนและเปิดรับความร่วมมือกับชาติตะวันตกมากขึ้น

    3.2 ความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจ

    ความสัมพันธ์ของบังกลาเทศกับประเทศขั้วอำนาจต่างๆ มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนี้

    • สหรัฐอเมริกา ความสัมพันธ์ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการจัดการเจรจา BGD-US Bilateral Defence Dialogue ครั้งที่ 12 ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงและกลาโหมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเสนอชื่อ นาย Brent Christensen ซึ่งเป็นนักการทูตอาวุโสที่มีประสบการณ์สูงด้านการควบคุมอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำบังกลาเทศคนใหม่ บ่งชี้ถึงความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะรักษาการมีส่วนร่วมและอิทธิพลในระดับยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    • อินเดีย ความสัมพันธ์กับอินเดียกำลังเผชิญกับความตึงเครียดทางการทูตอย่างหนัก เมื่อรัฐบาลรักษาการบังกลาเทศได้เรียกตัวข้าหลวงใหญ่อินเดียเข้าพบ เพื่อกล่าวหาว่าอินเดียให้ที่พักพิงแก่อดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอินเดียได้ออกมา ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างรอยร้าวที่อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาค

    • จีน ในขณะที่บทบาทด้านการทหารอาจลดลง จีนยังคงรักษาอิทธิพลผ่านช่องทางอื่น โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ล่าสุด UNHCR ได้ประกาศว่าจีนได้บริจาคเงินจำนวน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนก๊าซหุงต้ม (LPG) ให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาราว 458,000 คน ไปจนถึงเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการดำเนินนโยบาย “soft power” ที่มุ่งเป้าระยะยาว เพื่อรักษาบทบาทและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในบังกลาเทศ

    พลวัตที่ซับซ้อนเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าบังกลาเทศกำลังกลายเป็นเวทีสำคัญของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของบังกลาเทศในอนาคต

    4. การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

                เนื่องจากรัฐบาลรักษาการขาดอำนาจเต็มในการตัดสินใจนโยบายระยะยาว ทำให้การเจรจาข้อตกลงสำคัญ เช่น CEPA กับอินเดีย และ EPA กับญี่ปุ่น ต้องหยุดชะงักลงในปี 2568 และมีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปจนถึงช่วงไตรมาสที่ 1-2 ของปี 2569 จนกว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง และบังกลาเทศอาจไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มารองรับได้ทันเวลาเมื่อพ้นสภาพ LDC ในปี 2569 ซึ่งจะทำให้สินค้าส่งออกต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงขึ้นทันที 8.7% – 10% นอกจากนั้น ยังมีผลต่ออุตสาหกรรมส่งออกหลัก ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (RMG) ที่จะได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองและการประท้วงอาจทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้า ส่งผลให้คู่ค้าต่างชาติพิจารณาย้ายคำสั่งซื้อไปยังประเทศคู่แข่งที่มีเสถียรภาพมากกว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมยา บังกลาเทศจะสูญเสียข้อยกเว้น TRIPS หลังพ้นสถานะ LDC ประกอบกับภาวะการเมืองไม่นิ่งสนิท ทำให้การปรับตัวด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาล่าช้าออกไป ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตยาชื่อสามัญในระยะยาว

    5. สรุปและประเมินสถานการณ์ (ครึ่งแรกของปี 2569)

    จากการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ การต่างประเทศและการค้าข้างต้น พบว่าบังกลาเทศกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่เปราะบางและมีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จะชี้ขาดอนาคต สามารถสรุปได้ดังนี้

    5.1 ด้านการเมืองและความมั่นคง

    ความเป็นไปได้ที่ความรุนแรงทางการเมืองจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกในช่วงก่อนการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์มีแนวโน้มสูง ปัจจัยจากความแตกแยกที่ฝังรากลึก การกีดกันพรรคสันนิบาตอวามี (AL) และเหตุลอบสังหารล่าสุด ล้วนเป็นเชื้อไฟที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่การเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไป หรือหากจัดขึ้นได้ ผลการเลือกตั้งก็อาจไม่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อและอาจเกิดวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญตามมา

    5.2 ด้านเศรษฐกิจ

    แรงกดดันจากภาระหนี้ต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังสร้างอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลรักษาการ ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เกิดจากการต้องชำระคืนหนี้จำนวนมหาศาล อาจกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระพือความไม่พอใจของสาธารณชน หากรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจะยิ่งทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองที่ซับซ้อนอยู่แล้ว ยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้น 

    5.3 ด้านการเจรจาการค้า

    นอกจากนั้น เนื่องจากรัฐบาลรักษาการขาดอำนาจเต็มในการตัดสินใจนโยบายระยะยาว บังกลาเทศจึงยังไม่มีข้อตกลงทางการค้าใดๆ ที่จะช่วยรักษาระดับความสามารถในการส่งออกโดยไม่มีตัวช่วย กระนั้น บังกลาเทศได้มีการ
     Lobby ประเทศที่ให้สิทธิพิเศษยังคงให้สิทธินั้นไว้ในระหว่างการปรับตัว

    ประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในครึ่งแรกของปี 256

    • การปฏิเสธผลการเลือกตั้งและประชามติ โดยกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค AL ซึ่งอาจนำไปสู่การประท้วงใหญ่และความรุนแรงบานปลายจนเกิดเป็นวิกฤตรัฐธรรมนูญ

    • การลุกลามของความรุนแรงทางการเมือง ที่อาจพัฒนาจากการลอบสังหารรายบุคคลไปสู่การปะทะกันของมวลชนในวงกว้าง ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถของรัฐบาลรักษาการในการควบคุมสถานการณ์

    • การเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจกับความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งแรงกดดันจากภาระหนี้อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปลุกระดมมวลชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลรักษาการ

    • ความตึงเครียดกับอินเดียที่อาจบานปลาย ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อสมดุลภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

    ——————

    สคต. ณ กรุงธากา
    มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/cprzz5nlv7fns9s7wc9kz54t&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C_tX7r0Seu-eUUFA827NQ

  • เจาะขุมทรัพย์ “เวเนซุเอลา” มหาอำนาจน้ำมัน แหล่งทองคำ แร่ยุทธศาสตร์ของโลก

    เจาะขุมทรัพย์ “เวเนซุเอลา” มหาอำนาจน้ำมัน แหล่งทองคำ แร่ยุทธศาสตร์ของโลก

    เจาะขุมทรัพย์เวเนซุเอลา จากมหาอำนาจน้ำมันสู่แหล่งแร่ยุทธศาสตร์ของโลก

    เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และถูกยกให้เป็นหนึ่งในดินแดนที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความมั่งคั่งของประเทศนี้ผูกพันกับทรัพยากรใต้ดินมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ “น้ำมันดิบ” ที่เคยเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จนทำให้เวเนซุเอลาเคยก้าวขึ้นเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคละตินอเมริกา

    อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรของเวเนซุเอลาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทองคำดำเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงโลหะมีค่า แร่สำคัญต่ออุตสาหกรรม และแร่ยุทธศาสตร์ที่โลกกำลังต้องการในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน ซึ่งทำให้ประเทศนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญบนเวทีเศรษฐกิจและการเมืองโลก แม้ต้องเผชิญความท้าทายภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

    ประวัติศาสตร์ “ทองคำดำ” แหล่งน้ำมันสำรองอันดับ 1 ของโลก

    เวเนซุเอลาถูกค้นพบว่ามีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำมาราไคโบ (Maracaibo Basin) การค้นพบครั้งนั้นเปลี่ยนประเทศจากสังคมเกษตรกรรมสู่ประเทศอุตสาหกรรมในเวลาอันรวดเร็ว และทำให้น้ำมันกลายเป็นรายได้หลักของชาติ

    ข้อมูลจากหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศระบุว่า เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก แซงหน้าซาอุดีอาระเบีย โดยแหล่งน้ำมันสำคัญอยู่ในเขตโอริโนโก (Orinoco Belt) อย่างไรก็ตาม น้ำมันส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบชนิดหนักมาก (Extra-heavy crude) ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีและต้นทุนสูงในการสกัดและกลั่น

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความผันผวนทางการเมือง การบริหารจัดการภายใน และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้เช่นนั้น ปริมาณสำรองมหาศาลยังคงถูกมองว่าเป็น “ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” ที่รอการฟื้นฟูในอนาคต

    ขุมทรัพย์แร่ยุทธศาสตร์ของเวเนซุเอลา

    นอกเหนือจากน้ำมัน เวเนซุเอลายังมีพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษด้านเหมืองแร่ที่เรียกว่า “Mining Arc of the Orinoco” หรือ Arco Minero del Orinoco ซึ่งรัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2016 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 111,000 ตารางกิโลเมตรทางตอนใต้ของประเทศ

    พื้นที่ดังกล่าวอุดมไปด้วยทรัพยากรแร่หลายชนิด ทั้งทองคำ เพชร แร่เหล็ก บอกไซต์ และแร่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งทำให้เวเนซุเอลาถูกจับตามองในฐานะแหล่ง “แร่ยุทธศาสตร์” ที่น่าจับตามองของโลก

    แร่สำคัญที่พบในเวเนซุเอลา

    โคลแทน (Coltan) เป็นแร่ที่ประกอบด้วยแทนทาลัมและไนโอเบียม ใช้ในการผลิตตัวเก็บประจุของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ แม้ไม่จัดอยู่ในกลุ่มแรร์เอิร์ธ แต่ถือเป็น “แร่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์” ที่มีความต้องการสูงในตลาดโลก

    ทองคำและเพชร เวเนซุเอลามีแหล่งทองคำและเพชรจำนวนมาก ซึ่งถูกใช้เป็นแหล่งรายได้เสริมของประเทศในช่วงที่อุตสาหกรรมน้ำมันซบเซา อย่างไรก็ตาม การทำเหมืองจำนวนไม่น้อยยังเป็นเหมืองผิดกฎหมาย และก่อให้เกิดข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน

    ทอเรียม มีรายงานการพบแร่ที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคอเมริกาใต้ แม้จะถูกมองว่ามีศักยภาพต่อพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต แต่ในกรณีของเวเนซุเอลา ยังไม่มีการยืนยันการพัฒนาเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

    วิกฤติเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา

    แม้เวเนซุเอลาจะเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ แต่ประเทศกลับเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงต่อเนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงด้านเดียว ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ปัญหาการบริหารจัดการภายในประเทศ และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เวเนซุเอลาประสบภาวะเงินเฟ้อสูงในระดับรุนแรง การขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค และระบบสาธารณูปโภคที่ถดถอย จนนำไปสู่การอพยพของประชาชนหลายล้านคนออกนอกประเทศ และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนที่ยังอาศัยอยู่ภายในประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9866294/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NUvHaR4CtjdX7u8GGeWce

  • เปิดขุมทรัพย์พลังงาน น้ำมันดิบสำรองกว่า 3 แสนล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา | เดลินิวส์

    เปิดขุมทรัพย์พลังงาน น้ำมันดิบสำรองกว่า 3 แสนล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ว่าข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานสหรัฐ (อีไอเอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า เวเนซุเอลาถือครองทรัพยากรน้ำมันดิบมหาศาลถึง 303,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลก มากกว่าซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)

    ทั้งนี้ น้ำมันดิบที่พบในเวเนซุเอลานั้นเป็นประเภท “น้ำมันดิบหนักและมีกำมะถันสูง” ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องจักรพิเศษและเทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการผลิต

    แม้สหรัฐเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน แต่ผลผลิตส่วนใหญ่เป็นประเภท “น้ำมันดิบเบาและมีกำมะถันต่ำ” ซึ่งเหมาะสำหรับการผลิตน้ำมันเบนซินเป็นหลัก แต่สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์อื่น เช่น น้ำมันดีเซล ยางมะตอย และเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมหรือเครื่องจักรหนัก จำเป็นต้องใช้น้ำมันดิบชนิดหนักจากเวเนซุเอลาเป็นส่วนประกอบสำคัญในกระบวนการกลั่น

    ปัจจุบัน เวเนซุเอลามีแหล่งน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่รายงานระบุว่า ศักยภาพดังกล่าวยังไม่ได้รับการนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้เพียงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเพียง 0.8% ของกำลังการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลกเท่านั้น

    รายงานของอีไอเอระบุด้วยว่า มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศต่อรัฐบาลเวเนซุเอลาและวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรง คือสาเหตุหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศถดถอย แต่อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือการขาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และการขาดการซ่อมบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ.

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5468895/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cIfvPLjWgP94r7dXt4mLU

  • ซูชิ พริษฐ์ ลาออกจาก พรรคเศรษฐกิจแล้ว | 4 ม.ค. 69

    ซูชิ พริษฐ์ ลาออกจาก พรรคเศรษฐกิจแล้ว | 4 ม.ค. 69

    วันนี้ (4ม.ค.68) มีความเคลื่อนไหวจากพรรคเศรษฐกิจ โดยนายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ หรือซูชิ โฆษกและผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 5 ของพรรคเศรษฐกิจ ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคแล้ว

    #เลือกตั้ง2569 #ซูชิพริษฐ์ #ผู้สมัครสส #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/election-2569/208644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XjalMMdLuZyrLuT9JPw30

  • “พริษฐ์”  ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเศรษฐกิจ

    “พริษฐ์” ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเศรษฐกิจ

    “พริษฐ์” ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเศรษฐกิจ

    4 มกราคม 2569 เวลา 15.00 น. โรงแรมปริ๊นซ์ตั๊น พรรคเศรษฐกิจ แจ้งว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากทุกตำแหน่งภายในพรรคเศรษฐกิจ ทั้งในฐานะสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจของนายพริษฐ์ เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง และเพื่อให้การทำงานของพรรคเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารต่อสาธารณชน และไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรค

    “พริษฐ์”  ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเศรษฐกิจ

    นายพริษฐ์ได้กล่าวขอบคุณหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และทีมงานทุกคน สำหรับโอกาสและประสบการณ์ในการทำงานทางการเมืองร่วมกัน พร้อมยืนยันว่า ยังคงเคารพในอุดมการณ์และแนวทางการทำงานของพรรคเศรษฐกิจ และขออวยพรให้พรรคประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

    ด้านพรรคเศรษฐกิจขอขอบคุณนายพริษฐ์ สำหรับการทำงานและการทุ่มเทที่ผ่านมา และขอยืนยันว่าพรรคยังคงเดินหน้าทำงานทางการเมืองตามนโยบายและอุดมการณ์ที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง

    “พริษฐ์”  ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเศรษฐกิจ

    พรรคเศรษฐกิจจะดำเนินการตามขั้นตอนของพรรคและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารงานและการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และตรวจสอบได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378971657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23-zM_sOtkQuXe4K0zQAsu

  • “ซูชิ พริษฐ์”  ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

    “ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

    “รังษี” ตัดไฟแต่ต้นลม สะกิดโฆษกและผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 5 พรรคเศรษฐกิจลาออกจากสมาชิกพรรค ด้าน ซูชิ พริษฐ์  ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

    ช่วงเย็นวันที่ 4 ม.ค. 2569 พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค และผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 แถลงข่าวด่วน พร้อมนำ นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 และโฆษกของพรรคมาแถลงข่าวการลาออกจากสมาชิก โดยพลเอก รังษี ระบุว่า ขอแจ้งให้ทราบว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ขอลาออกจากสมาชิกพรรค โฆษกพรรคและผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

    นายพริษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณทีมงานพรรคทุกคนและทีมงานคัดสรรบัญชีรายชื่อ ตนเองไม่เคยคิดว่าจะได้มาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับที่ 5 ตนดูแลโซเชียลมีเดียและประชาสัมพันธ์ของพรรคมาโดยตลอด เมื่อตนเห็นว่ามีความไม่สบายใจของประชาชนเกี่ยวกับการที่ตนอยู่ในบัญชีรายชื่อ ตนก็รู้สึกไม่สบายใจและยินดีที่จะออกจากบัญชีรายชื่อของพรรค ไม่ได้มีความขัดแย้งกับใคร แต่เป็นความสมัครใจของตนเอง ไม่มีวิธีอื่นที่จะทำให้ขาดสมาชิกภาพการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ นอกจากการยื่นลาออกจากสมาชิกพรรค ขอบคุณผู้ที่สนับสนุนพรรคเศรษฐกิจมาโดยตลอดและอวยพรขอให้พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังในโลกโซเชียลได้ขุดคุ้ยประวัติของนายพริษฐ์ ทายาทของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะราษฎร ที่ครั้งหนึ่ง เมื่อ 16 เมษายน 2560 พริษฐ์ ได้ เดินทางไปยัง สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ขอให้มีการติดตามหาหมุดกลับคืนมา ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมขุดคุ้ยประวัติและวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา เนื่องจากเห็นว่าพลเอก รังษี ก็มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงเลือกบุคคลผู้นี้มาเป็น ผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคในลำดับต้น ๆ เป็นเหตุให้พลเอกรังษีต้องขอให้นายพริษฐ์ลาออก

    ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์

    ล่าสุดนายพริษฐ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจง ว่า ไม่ได้แอบอ้างว่าเป็นเหลนของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ แต่ตนเป็นเหลนจริงๆที่ตัดสินใจลาออกด้วยตนเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

    “ผมเสียสละเพื่อให้ลำดับของพลเอกรังษีขึ้นมาเป็นลำดับที่ 9 และผมไม่คิดมาก่อนว่าผมจะได้อยู่ในลำดับที่ 5 การทำกิจกรรมในวัยมหาวิทยาลัยแล้วนำกลับมาโดน IO ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามากครับ ซึ่งเมื่อสมัครปาร์ตี้ลิสต์แล้ว มันไม่สามารถแก้ไขหรือลาออกได้ มีวิธีเดียวคือการลาออกจากสมาชิกพรรคเท่านั้นครับ เมื่อลาออกจากสมาชิกพรรค ทุกตำแหน่งย่อมต้องออกตามไปด้วยอยู่แล้วครับ” 

    ดังนั้นคำว่า “แอบอ้าง” ผมไม่ค่อยโอเค แต่ถ้าถามว่าวัยรุ่นทำกิจกรรมการเมืองเยอะไหม ไม่ปฏิเสธ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905803&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rIW0dNnMGloaoX7AwJ0bC