Category: เศรษฐกิจ

  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่ 3.2 ล้านบาทของทรัมป์ ทำลายแรงงานอเมริกัน

    ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่ 3.2 ล้านบาทของทรัมป์ ทำลายแรงงานอเมริกัน

    รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศนโยบายใหม่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภาคเทคโนโลยีและวิชาการ ด้วยการกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับวีซ่า H-1B สูงถึง 1 แสนดอลลาร์ (ประมาณ 3.225 ล้านบาท) โดยให้เหตุผลว่ามาตรการนี้จะช่วยปกป้องและสร้างโอกาสให้กับแรงงานชาวอเมริกัน แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ นโยบายนี้อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่าผลดี

    วีซ่า H-1B คือช่องทางหลักสำหรับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติในการเข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกา โดยผู้ที่ได้รับวีซ่าส่วนใหญ่มักจะทำงานในสายวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ซึ่งบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Amazon.com คือผู้ที่ใช้งานวีซ่าประเภทนี้มากที่สุด โดยข้อมูลจาก Pew Research Center พบว่าเกือบ 3 ใน 4 ของผู้ได้รับวีซ่า H-1B ในปี 2023 นั้นเป็นแรงงานที่เกิดในประเทศอินเดีย

    รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลว่าระบบปัจจุบันถูกบริษัทเทคโนโลยีใช้เป็นช่องทางในการจ้างแรงงานต่างชาติที่ค่าจ้างถูกกว่า การตั้งกำแพงค่าธรรมเนียมที่สูงลิ่วจะช่วยคัดกรองให้มีเพียงแรงงานทักษะสูงที่ดีที่สุดเท่านั้นที่เข้ามาได้ ซึ่งจะทำให้มีตำแหน่งงานเหลือสำหรับแรงงานชาวอเมริกันมากขึ้น

    ในมุมมองนี้ นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเห็นด้วยว่า อาจมีแรงงานชาวอเมริกันกลุ่มเล็กๆ เช่น โปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์บางส่วน ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการแข่งขันที่ลดลง เคิร์ก โดแรน (Kirk Doran) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Notre Dame กล่าวว่า “สำหรับงาน H-1B ทั่วไปในบริษัทเอกชนส่วนใหญ่นั้น มักจะมีแรงงานในประเทศที่สามารถทำงานทดแทนได้อยู่แล้ว”

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่กลับมองว่า ‘ผลกระทบ’ ในเชิงลบนั้นมีมากกว่า ไมเคิล เคลเมนส์ (Michael Clemens) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย George Mason กล่าวว่า “วีซ่า H-1B คือสิ่งที่ก่อให้เกิด ‘นวัตกรรม’, การเป็นผู้ประกอบการ และการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งช่วยเพิ่มผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสร้างโอกาสงานและรายได้ที่สูงขึ้นให้กับแรงงานในประเทศทุกระดับ”

    เจนนิเฟอร์ ฮันต์ (Jennifer Hunt) นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Rutgers University ได้เตือนว่ามาตรการนี้อาจรุนแรงถึงขั้นปิดฉากโครงการ H-1B ทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อ ‘เศรษฐกิจ’ ในภาพรวม เธอมองว่าแรงงาน H-1B ไม่ได้เข้ามาเพื่อทดแทนแรงงานอเมริกัน แต่เข้ามาเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทำให้แรงงานในประเทศทำงานได้ดีและมีผลิตภาพสูงขึ้น

    นอกจากนี้ งานวิจัยของ บริตตา เกลนนอน (Britta Glennon) ยังพบว่าเมื่อมีการจำกัดวีซ่า H-1B บริษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ ก็มักจะเลือกที่จะย้ายงานส่วนนั้นไปทำในต่างประเทศแทนที่จะจ้างคนในประเทศเพิ่ม ซึ่งหมายความว่าตำแหน่งงานเหล่านั้นก็จะหายไปจากสหรัฐฯ อยู่ดี

    ทำเนียบขาวได้อ้างอิงงานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2017 ที่ระบุว่าแรงงาน H-1B ทำให้ค่าจ้างของนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (computer scientists) ในประเทศลดลง แต่กลับไม่ได้กล่าวถึงข้อค้นพบอื่นๆ ในงานวิจัยชิ้นเดียวกัน ที่ระบุว่าแรงงานในสายเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นๆ กลับมีรายได้เพิ่มขึ้น และผู้บริโภคโดยรวมได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมที่เกิดขึ้น

    กอราฟ คันนา (Gaurav Khanna) หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าว ได้กล่าวชี้แจงว่า “เมื่อเราพิจารณา ‘ภาพรวม’ ทั้งหมดแล้ว โดยรวมแรงงานที่เกิดในสหรัฐฯ จะได้รับประโยชน์มากกว่าผลเสีย” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทำเนียบขาวอาจเลือกใช้ข้อมูลเพียงบางส่วนเพื่อสนับสนุนนโยบายของตนเอง

    เคิร์ก โดแรน ซึ่งเป็นผู้ที่มองเห็นข้อดีของนโยบายนี้ ก็ยังคงแสดงความกังวลถึงผลกระทบในระยะสั้น เขากล่าวว่าแม้ตลาด ‘แรงงาน’ ของสหรัฐฯ จะสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจะสร้างความบอบช้ำ (Trauma) ให้กับตลาดแรงงานได้

    เขากล่าวว่า “ความบอบช้ำในตลาดแรงงานจะเกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยกระแทกที่รุนแรงเข้ามา และไม่มีเวลาเพียงพอที่จะปรับตัว” ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตำแหน่งงานว่างจำนวนมากในบริษัทที่เคยพึ่งพาแรงงาน H-1B แม้จะมีแรงงานในประเทศเพียงพอ แต่ก็อาจจะไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีงานนั้นๆ ซึ่งจะสร้างปัญหาที่ซับซ้อนตามมาอีกทอดหนึ่ง

    หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.25 บาท ณ วันที่ 25 กันยายน 2568



    ภาพ: GaudiLab / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/trump-h1b-visa-100k-fee-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mK1evGpqnt8HuZceTv8IM

  • “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ  “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68


    26/09/2568 | 201 |

    (25 ก.ย. 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง รวมถึงตัวแทนจากสมาคมตลาดทุนไทย สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ สมาคมบริษัทจดทะเบียน สมาคมนักวิเคราะห์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยยืนยันว่าจะดำเนินงานด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องให้กับตลาดทุนและเศรษฐกิจไทย พร้อมย้ำว่าแม้รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน ก็จะเดินหน้ามาตรการที่เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะนโยบายสำคัญ เช่น “คนละครึ่ง” ที่เตรียมต่อยอดเป็น “คนละครึ่ง พลัส”

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำเสนอข้อเสนอการแก้ไขกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกธุรกิจ ปฏิรูปตลาดทุน และปรับโครงสร้างภาษี ขณะที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) เสนอ “Quick-Big Win” 4 ประการ ได้แก่

    1. สร้างความเชื่อมั่นนโยบายรัฐและจัดทำ Thailand Story

    2. พัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วยตลาดทุน

    3. เพิ่มสภาพคล่องระยะยาว

    4. เดินหน้าความยั่งยืน เช่น การยกระดับแรงงานและแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งใดที่แก้ไขได้ทันที เช่น ระเบียบกระทรวงหรือกฎเกณฑ์ย่อย รัฐบาลจะเร่งดำเนินการเหมือนการ “ทะลวงท่อ” เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ทันที โดยไม่เน้นการแก้ไขกฎหมายที่ใช้เวลานาน พร้อมย้ำว่านโยบายที่เป็นประโยชน์จากรัฐบาลชุดก่อน เช่น “คนละครึ่ง” จะถูกสานต่อเพื่อประโยชน์ประชาชน

    ด้านนายเอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะเริ่มดำเนินการเดือนตุลาคมนี้ โดยออกแบบให้มีความรัดกุมและสอดคล้องกับวินัยการคลัง โดยประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น คาดว่าจะเปิดลงทะเบียนประชาชนและร้านค้าได้ภายในสัปดาห์ถัดจากที่ ครม. อนุมัติโครงการ และจะเริ่มใช้จ่ายได้เร็วสุดปลายเดือนตุลาคม หรือไม่เกินต้นพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568

    ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29–30 กันยายนนี้ โดย ครม. และพรรคร่วมรัฐบาลจะได้เวลาอภิปรายรวม 6 ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภา 3 ชั่วโมง และพรรคร่วมฝ่ายค้าน 15 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันผลักดันงบประมาณและนโยบายสำคัญให้ทันต่อสถานการณ์


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/426709&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V0rXQ85W1ld8KKWRBqWQN

  • ‘ศุภวุฒิ’ จี้ไทยยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ ชี้ 5 ปัญหาฝังลึกฉุด GDP

    ‘ศุภวุฒิ’ จี้ไทยยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ ชี้ 5 ปัญหาฝังลึกฉุด GDP

    เศรษฐกิจ

    26 ก.ย. 2025 เวลา 13:51 น.

    ‘ศุภวุฒิ’ ชี้ไทยต้อง “ยกเครื่อง” โครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ หลังเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง 5 ด้านฝังลึก ฉุดจีดีพีโตต่ำต่อเนื่อง ประสิทธิภาพภาครัฐต่ำสุดในรอบ 10 ปี

    • ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานบอร์ดสภาพัฒน์ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างประเทศไทยครั้งใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ และก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
    • ชี้ให้เห็น 5 ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตของ GDP และลดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
    • ปัญหาทั้ง 5 ประการ ได้แก่ 1) กฎหมายล้าสมัย 2) หลักนิติธรรมอ่อนแอ 3) การทุจริตเชิงโครงสร้าง 4) ประชาธิปไตยไม่มั่นคง และ 5) ภาครัฐขาดประสิทธิภาพ
    • ปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้ประสิทธิภาพของภาครัฐลดลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และภาคเอกชน

    วันนี้ (26 ก.ย.68) ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดสภาพัฒน์) กล่าวเปิดการประชุมประจำปี 2568 เรื่อง “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย Thailand’s Institutional Reform” ว่าแม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการเป็นประเทศรายได้สูง และมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เนื่องจากมีทั้งความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากร และการสะสมทุนทางวัฒนธรรมมายาวนาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่องที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ และไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

    ดร.ศุภวุฒิ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่ำกว่า 5% มาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 ซึ่งไม่เพียงพอต่อการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สิ่งนี้สะท้อนจากอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ซึ่งลดลงมากที่สุดในรอบ 10 ปี

    ประเทศไทยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง 

    ประธาน สศช. เน้นย้ำว่าปัญหาหลักมาจาก ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก ใน 5 ด้านสำคัญ ดังนี้:

    1. ระบบ ระเบียบ กฎหมายที่มีจำนวนมาก ล้าสมัย และไม่เอื้อต่อการแข่งขัน กฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่มีอยู่มีปริมาณมากและมีความล้าสมัย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน

    2. หลักนิติธรรมที่ไม่เข้มแข็ง การที่หลักนิติธรรมไม่เข้มแข็งนั้นมีผลกระทบคือ เพิ่มความไม่แน่นอน, เพิ่มต้นทุนที่ไม่จำเป็น, และลดทอนความน่าเชื่อถือของประเทศ

    3. ทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังลึกเป็นโครงสร้าง การทุจริตคอร์รัปชันที่บิดเบือนเป็นโครงสร้างแรงจูงใจนั้นส่งผลกระทบโดยตรงในการ ลดทอนความเชื่อมั่น และลดผลิตภาพของประเทศในภาพรวม

    4. ประชาธิปไตยที่ยังไม่มั่นคง ประชาธิปไตยที่ไม่มั่นคงส่งผลให้ ไม่สามารถสร้างกติกาที่เปิดกว้าง และเป็นธรรมได้ ปัญหานี้ยังกระทบต่อ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างการผูกขาดทางการค้า ซึ่งเป็นการลดทอนภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งระบบ

    5. ประสิทธิภาพของภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ เทอะทะ และมีต้นทุนสูง ภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ และมีต้นทุนสูงนั้นมีปัญหาในการทำงานที่แยกส่วน และขาดการบูรณาการ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่อง ระบบงบประมาณที่ไม่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ และปัญหา ช่องว่างทางการคลังที่แคบ

    “ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่าประเทศไทย กำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพในการเติบโต และลดทอนความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และประชาชนด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีการ “ยกเครื่อง” โครงสร้างประเทศอย่างแท้จริง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น และปลดล็อกศักยภาพในการแข่งขันที่ยั่งยืน โดยมีความจำเป็นที่จะต้องยกเครื่องเพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และเพิ่มสร้างศักยภาพใหม่ในการรับมือกับโลกที่มีความซับซ้อน และไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น” ดร.ศุภวุฒิ กล่าว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1200575&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xBhdRsq6MCRolReU4aM0D

  • ฐานะการคลังเริ่มเสี่ยง เมื่อบริษัทจัดอันดับ ปรับมุมมองไทยเป็น เชิงลบ

    ฐานะการคลังเริ่มเสี่ยง เมื่อบริษัทจัดอันดับ ปรับมุมมองไทยเป็น เชิงลบ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-39&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10R1E1KuAIfqqosEJla01t

  • ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย ย่านเศรษฐกิจช้างคลานเริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม

    ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย ย่านเศรษฐกิจช้างคลานเริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม

    ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย ย่านเศรษฐกิจช้างคลานเริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม ทน.เชียงใหม่ คาดไม่ถึงจุดล้นตลิ่ง แต่ไม่ประมาทเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว

    ผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนช้างคลาน ย่านเศรษฐกิจสำคัญในตัวเมืองเชียงใหม่ พากันจัดเตรียมกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม หลังจากแม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ประกอบกับ ปภ. ได้ส่งข้อความผ่านเซลล์บรอดคาสต์แจ้งเตือนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมรับมือน้ำท่วม จนสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในและร้านค้าในพื้นที่โซนน้ำท่วมที่เพิ่งจะผ่านอุทกภัยครั้งใหญ่มาเมื่อปีก่อน

    ขณะที่ประชาชนพากันไปติดตามสถานการณ์ระดับน้ำที่สถานีวัดระดับน้ำ P.1 เชิงสะพานนวรัฐ อ.เมืองเชียงใหม่ โดยในเวลา 12.00 น. ระดับน้ำเพิ่มเป็น 3.50 เมตร แม้จะมีแนวโน้มเริ่มทรงตัวและ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม จะยืนยันว่าวันนี้น้ำจะยังไม่ท่วมตัวเมือง คาดว่าระดับสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 3.70 เมตร จากระดับวิกฤตน้ำล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่วางใจต่อสถานการณ์

    นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ระบุเทศบาลนครเชียงใหม่ได้เตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ โดยจัดเตรียมกระสอบทรายสำหรับป้องกันน้ำปิงย้อนท่อเข้าท่วมพื้นที่ตัวเมือง รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ทุกนายประจำจุดสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่ได้ทันทีหากมีกรณีน้ำย้อนท่อหรือมีฝนตกเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังดำเนินการกำจัดเศษสวะกิ่งไม้ที่ลอยมาติดอยู่บริเวณต่อม่อสะพานกีดขวางทางน้ำ

    สำหรับช่วงบ่าสยวันนี้แนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้น ระดับน้ำปิงทรงตัว แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากยังอยู่ในช่วงฝนตกหนักจากร่องมรสุม 25-28 กันยายน โดยแจ้งเตือนไปยังชุมชนพื้นที่ลุ่มต่ำและประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ติดตามประกาศข่าวสารจากทางเทศบาล ขณะที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้จัดเตรียมกระสอบทรายไว้แล้ว และ พร้อมแจกจ่ายให้กับประชนนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมได้ทันทีหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเข้าสู่จุดล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร

    ด้าน โครงการชลประทานเชียงใหม่เผยหลังจากมีการขุดลอกลำน้ำปิงให้ลึกลงไป 2 เมตร และขยายกว้างขึ้นอีก 40 เมตร ทำให้ระบายน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระดับตลิ่งเพิ่มขึ้นเป็น 4.85 เมตร และ จากเดิมรองรับมวลน้ำได้ปริมาณ 490 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 577 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งได้มากกว่าเดิม

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังน่าห่วงคือเศษกิ่งไม้และขยะที่สะสมติดอยู่บริเวณคอสะพาน ซึ่งอาจขวางการไหลของน้ำ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศบาลเร่งเก็บออก รวมทั้งเฝ้าระวังแนวตลิ่งบางจุดที่ยังไม่มีคันกั้นถาวร โดยจะใช้กองดินและทรายเสริมแนวชั่วคราว พร้อมจัดกำลังตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ จากข้อมูลเรดาร์กลุ่มฝนพบว่า วันนี้ยังไม่มีกลุ่มฝนก่อตัวมากนัก ทำให้คาดว่าสถานการณ์ระดับน้ำปิงจะค่อยๆ คลี่คลาย และผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3779176/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aqC3OzTbA9pKKVE2bEKoF

  • ในเมื่อไม่มีหวัง ก็สู้เสี่ยงโชคให้หมด! Gen Z สหรัฐฯ สิ้นหวังกับเศรษฐกิจ

    ในเมื่อไม่มีหวัง ก็สู้เสี่ยงโชคให้หมด! Gen Z สหรัฐฯ สิ้นหวังกับเศรษฐกิจ

    เมื่อ เจคอบ แคปแลน (Jacob Kaplan) คิดถึงเส้นทางสู่ความมั่นคงทางการเงิน เขามองเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องรับ ‘ความเสี่ยง’ ครั้งใหญ่ ชายหนุ่มวัย 25 ปีผู้นี้ใช้เวลาสัปดาห์ละ 30 ชั่วโมงไปกับการเดิมพันผลการแข่งขันกีฬาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเขาไม่ได้มองว่าเป็นแค่เพียงงานอดิเรก แต่เป็นหนทางในการแก้ปัญหาที่คนรุ่นเดียวกับเขากำลังเผชิญ

    “หากคุณอยู่ท่ามกลางคนที่ใช่และรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ความเสี่ยงนี้ก็จะช่วยตอบโจทย์ปัญหาที่คนรุ่นผมกำลังมองหาทางแก้ นั่นคือการสร้างความมั่นคงทางการเงิน” แคปแลนกล่าว ซึ่งเรื่องราวของเขาคือภาพสะท้อนของปรากฏการณ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาว ที่กำลังผลักไสกลยุทธ์การลงทุนแบบดั้งเดิมทิ้งไป และหันไปหาทางเลือกที่มีความเสี่ยงสูงกว่าแทน

    ปรากฏการณ์นี้ถูกขนานนามว่า ‘สุญนิยมทางการเงิน’ (Financial Nihilism) ซึ่งเป็นผลมาจากความรู้สึกสิ้นหวังต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นราคาบ้านที่พุ่งสูงจนเกินเอื้อม, หนี้สินที่เพิ่มพูน และตลาดแรงงานที่ตึงตัว ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกที่จะ ‘หวดสุดแรงเพื่อลุ้นโฮมรัน’ แทนที่จะเล่นแบบปลอดภัยไปเรื่อยๆ

    ไซมอน โอ (Simon Oh) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก Columbia Business School มองว่านี่คือการตอบสนองอย่างสมเหตุสมผลของนักลงทุนรุ่นใหม่ “เมื่อเทียบกับในอดีต การสร้างความมั่งคั่งด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมนั้นทำได้ยากขึ้นมาก ดังนั้นการเลือกที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนก้อนใหญ่จึงกลายเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล” เขากล่าว

    นับตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่เป็นต้นมา การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงได้กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิมพันผลกีฬา หรือการเก็งกำไรในหุ้นมีม (Meme Stocks) อย่าง GameStop และ AMC ส่วนการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลซึ่งครอบคลุมตั้งแต่บิตคอยน์ไปจนถึงเหรียญมีมต่างๆ ก็ได้รับความสนใจอย่างสูง โดยผลสำรวจจาก U.S. Bank ชี้ว่า Gen Z เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มจะลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมากที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า

    ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินก็ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการนี้โดยตรง เช่น กองทุน Leveraged ETFs ที่ช่วยขยายผลตอบแทน (และผลขาดทุน) ให้สูงขึ้น ส่วนการซื้อขายออปชัน (Options Trading) ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดย Options Clearing Corporation เปิดเผยว่าปริมาณการซื้อขายในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียวพุ่งสูงเกิน 1.2 พันล้านสัญญา ซึ่งเพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    มาร์เซลลัส ดอนเย (Marcellous Donyae) วัย 22 ปี คืออีกหนึ่งคนที่หันมาซื้อขายออปชันเมื่อ 5 ปีก่อน เพื่อหาเงินระหว่างเรียนและหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา “ผมต้องการแหล่งรายได้ที่ให้อิสรภาพทางการเงินและอำนาจในการควบคุมชีวิตของตัวเอง ซึ่งออปชันคือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าให้สิ่งนั้นกับผมได้” เขากล่าว

    ความรู้สึกสิ้นหวังนี้มีรากฐานมาจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่โหดร้าย เป้าหมายแบบดั้งเดิมอย่างการเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จทางการเงิน กลายเป็นสิ่งที่ ‘ไกลเกินเอื้อม’ สำหรับคนรุ่นใหม่ โดยผลสำรวจจาก U.S. Bank พบว่า 3 ใน 10 ของคนรุ่น Gen Z ได้ล้มเลิกความฝันที่จะซื้อบ้านไปแล้วโดยสิ้นเชิง

    ไคลา สแกนลอน (Kyla Scanlon) นักวิเคราะห์เศรษฐกิจกล่าวว่า “ทุกย่างก้าวบนบันไดเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมกำลังจะไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกเขา” เธอมองว่าเมื่อคนหนุ่มสาวรู้สึกว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลังและไม่มีอนาคต พวกเขาจึงรู้สึกว่า “ในเมื่อไม่มีหวังแล้ว ก็สู้เอาเงินที่มีไปเสี่ยงโชคให้หมดเลยดีกว่า”

    ความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงินนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยความรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับทางสังคม เช่น จากแอปพลิเคชันหาคู่ หรือการแข่งขันเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งข้อมูลจาก University of Michigan ก็ได้ยืนยันว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในกลุ่มอายุ 18-34 ปีนั้นต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

    อย่างไรก็ตาม คนหนุ่มสาวที่เลือกเดินในเส้นทางนี้ต่างก็ยอมรับว่านี่ไม่ใช่วิธีการที่จะใช้ไปได้ตลอดชีวิต แคปแลนเองก็ได้แบ่งรายได้ส่วนใหญ่จากการเดิมพันไปลงทุนในกองทุนดัชนีและบัญชีเงินออม เขารู้ดีว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องเลิกใช้วิธีการที่ต้องทุ่มเทเวลามากขนาดนี้ แต่ก็หวังว่าถึงวันนั้น เขาจะมีกำไรมากพอที่จะสร้างอนาคตที่มั่นคงได้

    “ผมไม่ได้มองว่านี่คือแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว” แคปแลนกล่าว “แต่สำหรับตอนนี้ให้ผลตอบแทนที่ดี และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมก็จะเก็บกำไรที่ทำได้ แล้วเลิกเดิมพัน” ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของ ‘ทางรอด’ ที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากกำลังแสวงหาในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน



    ภาพ: Rawpixel.com / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/financial-nihilism-genz-high-risk-investing/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C7EAPj5dmLzU5UYc6vNGl

  • “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ  “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68


    26/09/2568 | 8 |

    “อนุทิน” หารือ ก.ล.ต. – สธท. เร่งฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย เดินหน้าโครงการ 
    “คนละครึ่ง พลัส” เริ่ม ต.ค. 68
    บทสรุป
    รัฐบาลเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะทีมเศรษฐกิจ ประชุมหารือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพื่อรับฟังข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) นำเสนอประเด็นการแก้ไขกฎหมาย
    ที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน และการปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย ส่วนสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) ได้นำเสนอมาตรการ Quick-Big Win
    เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนโยบายภาครัฐ พัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยกลไกตลาดทุน เพิ่มสภาพคล่องระยะยาวในตลาดไทย และเดินหน้าอนาคตไทยที่ยั่งยืน เช่น การ upskill reskill แรงงานไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะดำเนินการในสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ เช่น กฎระเบียบหรือแก้กฎกระทรวงตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ 4 เดือนนี้น่าจะเพียงพอที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต 
    และต้องเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อให้ทันต่อการผลักดันงบประมาณปี 2568 ไม่เช่นนั้นอาจทำให้บางโครงการงบประมาณตกไป ซึ่งจะกระทบต่อการดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งพร้อมเปิดให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนได้ในเดือนตุลาคมนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุดช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือหากไม่ทันจะเริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568

    รายละเอียด
    (25 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมหารือเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม
        นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มารับฟังข้อเสนอแนะจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย พร้อมทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นฟันเฟืองใหญ่ในภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ สร้างอนาคต และเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาในตลาดทุนไทย เนื่องจากระยะเวลาทำงานของรัฐบาลมีไม่มากจะทำงานอย่างเต็มที่ แผนและแนวทางที่นำเสนอเมื่อมีความชัดเจนและส่งผลดีต่อภาพรวม ก็พร้อมที่จะให้คณะรัฐมนตรีพร้อมนำไปออกมาตรการสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และดำเนินการด้วยความรอบคอบ ไม่ผิดระเบียบ ไม่ผิดกฎหมายและถูกต้องโดยเฉพาะมาตรการทางภาษี 
        ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ได้นำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมาย ได้แก่
         1. การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ 
    2. การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน 
    3. การปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การผลักดันกฎหมายเพื่อปฏิรูปตลาดทุน และการปรับโครงสร้างภาษีอากรของประเทศไทย 
    สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (สธท.) ได้นำเสนอมาตรการ Quick-Big Win ประกอบด้วย   
    1. สร้างความเชื่อมั่นนโยบายภาครัฐ จัดตั้งทีมงานร่วม เพื่อโปรโมท Thailand story ผ่านมุมมอง
    ด้านเศรษฐกิจ และการลงทุน สร้างการสื่อสารอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 
    2. พัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยกลไกตลาดทุน 
    3. เพิ่มสภาพคล่องระยะยาวในตลาดไทย 
    4. เดินหน้าอนาคตไทยที่ยั่งยืน เช่น การ upskill reskill แรงงานไทย การปราบปรามการหลอกลวงการลงทุน แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นภาระอุปสรรค ช่วยลดอุปสรรคที่ลดทอนขีดความสามารถของประเทศ
    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะดำเนินการในสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ เช่น กฎระเบียบหรือแก้กฎกระทรวงตามกลไกที่มีอยู่ในกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ เหมือนการทะลวงท่อให้ลื่นไหลไปได้ คิดว่า 4 เดือนนี้น่าจะเพียงพอที่จะสร้างรากฐานที่ดีให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต โดยจะไม่เสนอให้แก้ไขกฎหมายที่ต้องใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป ขอให้ใจกว้าง นึกถึงประโยชน์ประเทศและประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก นโยบายที่ดีและค้างอยู่จากรัฐบาลชุดที่แล้ว หากเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเป็นที่นิยมสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสงบให้สังคมได้ก็จะนำมาสานต่อ เช่น นโยบายคนละครึ่ง เป็นโจทย์ใหญ่โจทย์แรกที่รัฐบาลต้องทำให้ได้ โดยเตรียมงบประมาณที่เล็งไว้ว่าหากใช้จากกรณีนี้ไม่ได้ก็มีการเตรียมงบอีกก้อนหนึ่งเพื่อนำมาดำเนินการ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองจริง ๆ
    รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือนเพื่อทำงานจึงต้องเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่ 29 กันยายน 2568
    ให้ทันต่อการผลักดันงบประมาณปี 2568 ไม่เช่นนั้นอาจทำให้บางโครงการงบประมาณตกไป ซึ่งจะกระทบต่อการดำเนินงานนโยบายสำคัญอย่าง “คนละครึ่ง” ที่ต้องเดินหน้าต่ออยู่แล้ว โดยรัฐบาลได้เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าแล้ว การผลักดันงบประมาณครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลฝ่ายเดียวถือเป็นความร่วมมือของสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดในการแก้ปัญหาปากท้องและกระตุ้นเศรษฐกิจ
        ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามนโยบาย Quick-Big Win ฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มุ่งผลในระยาวนั้น รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการ 
    “คนละครึ่ง พลัส” จะมีการปรับรูปแบบโดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ด้วยการให้ประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีได้สิทธิประโยชน์มากกว่า ได้หารือนอกรอบกับนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังแล้ว ยืนยันว่า จะได้เห็นโครงการคนละครึ่ง พลัส ในเดือนตุลาคมนี้แน่นอน จะเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม 2568 โดยจะใช้งบประมาณเดิมที่มีอยู่ ส่วนวงเงินและรูปแบบอย่างไรจะหารือรายละเอียดร่วมกันอีกครั้ง
        นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการคนละครึ่ง พลัสแล้ว จากนั้นสัปดาห์ถัดไปจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ พร้อมกับการเปิดลงทะเบียนร้านค้า และคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุด ช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือหากไม่ทัน จะเริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม 2568
    ขณะที่ สำนักนายกรัฐมนตรีได้ส่งหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 24 กันยายน 2568 เพื่อกราบเรียนประธานรัฐสภา เรื่องการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา พร้อมแนบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา 1 เล่ม และคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 
    7 กันยายน 2568 และวันที่ 19 กันยายน 2568 บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดวันที่พร้อมจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2568 เป็นต้นไป
        ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เปิดเผยหลังประชุมวิป 3 ฝ่ายว่า จะมีการประชุมแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 – 30 กันยายน เริ่มในเวลา 09.00 น. และในวันที่ 2 คณะรัฐมนตรีขอให้จบภายใน 18.00 น. เนื่องจากจะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษ โดยแบ่งเวลา ครม. และพรรคร่วมรัฐบาล ได้เวลา 6 ชั่วโมง ไม่นับรวมนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย สมาชิกวุฒิสภา 3 ชั่วโมง และพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลาทั้งหมด 15 ชั่วโมง 


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/426783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tyLZsiaCI6W1G6xCCUE_T

  • ผวาน้ำหลากซ้ำรอย “ย่านเศรษฐกิจช้างคลาน” เชียงใหม่ เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม | TOPNEWS

    ผวาน้ำหลากซ้ำรอย “ย่านเศรษฐกิจช้างคลาน” เชียงใหม่ เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม | TOPNEWS

    ผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนช้างคลาน ย่านเศรษฐกิจสำคัญในตัวเมืองเชียงใหม่ ผวาน้ำท่วมซ้ำรอย เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม

    ผวาน้ำหลากซ้ำรอย “ย่านเศรษฐกิจช้างคลาน” เชียงใหม่ เริ่มวางกระสอบทรายเตรียมรับน้ำท่วม – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนช้างคลาน ย่านเศรษฐกิจสำคัญในตัวเมืองเชียงใหม่ พากันจัดเตรียมกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม หลังจากแม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ประกอบกับ ปภ. ได้ส่งข้อความผ่านเซลล์บรอดคาสต์แจ้งเตือนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเตรียมรับมือน้ำท่วม จนสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในและร้านค้าในพื้นที่โซนน้ำท่วมที่เพิ่งจะผ่านอุทกภัยครั้งใหญ่มาเมื่อปีก่อน

    เชียงใหม่

    ขณะที่ประชาชนพากันไปติดตามสถานการณ์ระดับน้ำที่สถานีวัดระดับน้ำ P.1 เชิงสะพานนวรัฐ อ.เมืองเชียงใหม่ โดยในเวลา 12.00 น. ระดับน้ำเพิ่มเป็น 3.50 เมตร แม้จะมีแนวโน้มเริ่มทรงตัว และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม จะยืนยันว่าวันนี้น้ำจะยังไม่ท่วมตัวเมือง คาดว่าระดับสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 3.70 เมตร จากระดับวิกฤตน้ำล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่วางใจต่อสถานการณ์

    นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ระบุ เทศบาลนครเชียงใหม่ได้เตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ โดยจัดเตรียมกระสอบทรายสำหรับป้องกันน้ำปิงย้อนท่อเข้าท่วมพื้นที่ตัวเมือง รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ทุกนายประจำจุดสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่ได้ทันทีหากมีกรณีน้ำย้อนท่อหรือมีฝนตกเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังดำเนินการกำจัดเศษสวะกิ่งไม้ที่ลอยมาติดอยู่บริเวณตอม่อสะพานกีดขวางทางน้ำ

    สำหรับช่วงบ่ายวันนี้ แนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้น ระดับน้ำปิงทรงตัว แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากยังอยู่ในช่วงฝนตกหนักจากร่องมรสุม 25-28 กันยายน โดยแจ้งเตือนไปยังชุมชนพื้นที่ลุ่มต่ำและประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ติดตามประกาศข่าวสารจากทางเทศบาล ขณะที่เทศบาลนครเชียงใหม่ได้จัดเตรียมกระสอบทรายไว้แล้ว และ พร้อมแจกจ่ายให้กับประชนนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมได้ทันทีหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเข้าสู่จุดล้นตลิ่งที่ 4.20 เมตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1331537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04z99OKvonJEpAGlj7TgDD

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.13 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง มากกว่าที่เราประเมินไว้ และสามารถอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.11-32.32 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง จากเดิมผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 70% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า กลายเป็น ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 58% ที่จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสเพียง 44% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปี 2026 หลัง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ล้วนออกมาดีกว่าคาด อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 +3.8% จากไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบเป็นรายปี รวมถึง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) และ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Jobless Claims) ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 2.18 แสนราย และ 1.926 ล้านราย ตามลำดับ นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงแรก ตามการย่อตัวลงต่อเนื่องของราคาทองคำ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงรอทยอยขายเงินดอลลาร์และปรับสถานะถือครอง อีกทั้งราคาทองคำก็เริ่มทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนช่วงรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการทยอยขายทำกำไรบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ อาทิ Oracle -5.6% และ Tesla -4.4% หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต่างออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.33% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.28%

    ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.66% กดดันโดยแรงเทขายหุ้นกลุ่มยาและการแพทย์ หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เริ่มกาสอบสวนประเด็นความมั่นคงของชาติ จากการนำเข้าสินค้าในกลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ยังได้ส่งผลกระทบให้บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ฝั่งยุโรป เคลื่อนไหวทรงตัวหรือย่อตัวลง

    ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น เข้าใกล้ระดับ 4.20% ก่อนที่จะย่อตัวลงเล็กน้อย ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ซึ่งการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ดังกล่าว ยังคงสอดคล้องกับมุมมองของเรา ที่ประเมินว่า ในช่วงระยะสั้น บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นต่อได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ทั้งนี้ เราย้ำว่า ในช่วงระยะสั้น ควรจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงต้นเดือนตุลาคม อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ สามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้จริง เราก็ยังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ในการทยอยเข้าซื้อ (เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip) ส่วนผู้ที่มีสถานะลงทุนในบอนด์ระยะยาว ก็สามารถ Let Profits Run ได้

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ล้วนออกมาดีกว่าคาด กอปรกับในช่วงปลายเดือน เงินดอลลาร์ก็ได้แรงหนุนจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด (ปรับลดสถานะ Short USD หรือมองเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง) และโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ (Month-end flows) ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 98.5 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 97.7-98.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2025) ย่อตัวลงสู่โซน 3,760 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สู่ระดับล่าสุดแถว 3,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดและแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด โดยการรับรู้ข้อมูลเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้

    ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของประธาน ECB

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น และเงินบาทอาจกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลง (อย่างน้อยในระยะสั้น) หลังเงินบาท (USDTHB) ได้ทยอยอ่อนค่าลงจนทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และอ่อนค่าลงต่อจนทดสอบโซนแนวต้านถัดไป 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ ซึ่งการอ่อนค่าลงของเงินบาทดังกล่าว ก็ใกล้เคียงกับที่เราประเมินไว้ ณ วันที่ 10 กันยายน ว่า เงินบาทอาจอยู่ที่ระดับ 32.00+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน (คาดการณ์ ณ วันที่ 4 มิถุนายน มองเงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.75+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์)

    อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์ รวมถึงการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทั้งนี้ เรามองว่า ต้องจับตาการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นต่างชาติ อย่างใกล้ชิด หลังบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ต่างชาติหลายแห่ง ได้ระบุว่า นักลงทุนแนว Systematic Hedge Funds ได้ทยอยสะสมสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) ไว้พอสมควร ซึ่งข้อมูล Positioning ของผู้เล่นในตลาดจากหลายแห่งที่เราติดตาม ก็สะท้อนภาพว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมีสถานะ Net Long THB พอสมควร ทว่า เราเริ่มเห็นการปรับลดสถานะดังกล่าว ซึ่ง หากเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ ผู้เล่นในกลุ่ม Systematic Hedge Funds อาจต้องทยอยปิดสถานะ Long THB (เช่น stop loss) ซึ่งอาจยิ่งหนุนการอ่อนค่าลงของเงินบาทได้ในระยะสั้น โดยเราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยเพิ่มสถานะ Long THB ในช่วงเงินบาทแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ จุด Stop Loss ของผู้เล่นกลุ่มดังกล่าว อาจอยู่ในโซน 32.30-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ดังนั้น ควรต้องจับตาว่า เงินบาทจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้อย่างชัดเจนหรือไม่ในระยะสั้นนี้

    ทั้งนี้ เรามองว่า แม้รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินบ้าง แต่ผู้เล่นในตลาดต่างก็รับรู้พอสมควรจากทั้งรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ก่อนหน้ามาบ้างแล้ว อีกทั้งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดก็มีการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ทำให้ เรามองว่า รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ที่จะรับรู้ในช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย อาจไม่ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด อย่างมีนัยสำคัญ และคาดว่า อาจต้องรอลุ้นข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน ซึ่งจะรับรู้ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม ถึงจะเห็นการปรับเปลี่ยนมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-Way risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง)

    เรายังคงมีความกังวลเดิม คือ ความผันผวนของเงินบาทอาจกลับมาสูงขึ้นได้ ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.10-32.35 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/960023&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23xLgLkxGQKeQMdV_YgMid

  • ZoomIn: เปิดนโยบาย Quick Big Win โจทย์ใหญ่รัฐบาล “อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ 4 เดือน : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: เปิดนโยบาย Quick Big Win โจทย์ใหญ่รัฐบาล “อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ 4 เดือน : อินโฟเควสท์

    ในห้วงเวลา 4 เดือนของการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะมีขอจำกัดในด้านเวลา แต่มีการประกาศแก้ปัญหาเร่งด่วนอย่างปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน โดยมีการนำโครงการที่เป็นประโยชน์จากรัฐบาลก่อนหน้ามาใช้ หรือเพื่อคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

    *เติมรายได้

    • รัฐบาลเตรียมเดินหน้า “โครงการคนละครึ่ง พลัส” เป็นนโยบายเรือธง เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในชีวิตประจำวัน เงื่อนไขเบื้องต้นของโครงการครั้งนี้ จะคล้าย ๆ ของเดิมที่เคยดำเนินการไปแล้ว แต่อาจมีปรับเงื่อนไขใหม่บางเรื่อง เพื่อให้มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ให้สิทธิกับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เงื่อนไข 60:40 ส่วนประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี รวมถึงผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ 50:50 ส่วนเรื่องวงเงินการใช้จ่าย จะเป็น 150 บาท/วันหรือไม่นั้น ยังเป็นรายละเอียดที่ต้องหารือกันต่อไป เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ราวสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนต.ค. 68
    • บริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการสร้างรายได้และความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ รวมถึงเกษตรกรและชุมชนในท้องถิ่น
    • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) และการเพิ่มทักษะ (Upskill) เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น
    • ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าภาคครัวเรือนและกิจกรรมทางการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนและเพิ่มพลังงานสีเขียวตามความต้องการของทุกภาคส่วน

    *ลดรายจ่าย

    อาทิ ค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด แพคเกจลดค่าครองชีพในการเดินทางให้ประชาชน ครอบคลุมการเดินทางสำหรับคนกรุงเทพฯและปริมณฑล เช่น รถเมล์ปรับอากาศ รถเมล์ร้อน รวมไปถึงภาระการจ่ายค่าทางด่วน ขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 จะนำมาพิจารณาร่วมกัน

    *แก้ปัญหาหนี้สิน

    • ภาคประชาชน ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคลในระบบ รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อลดปัญหาหนี้ที่ทำให้คนไทยติดกับดักหนี้
    • ผู้ประกอบการ SMES เพิ่มสภาพคล่อง รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ควบคู่กับการสร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้โดยสม่ำเสมอ
    • ให้ความรู้ทางการเงิน นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ SMEs ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและภาคธุรกิจขนาดใหญ่

    *เพิ่มโอกาสการออม

    • พัฒนาผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออม โดยกันเงินจำนวนหนึ่งที่ผู้ซื้อสลากที่ไม่ถูกรางวัลให้มีเงินออมอันเกิดจากเงินที่กันไว้

    *ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    • สร้างความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
    • ปราบปรามการฉ้อโกงและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว
    • จัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง การจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี การดึงดูดชาวต่างชาติให้พำนักในประเทศไทยระยะยาวและเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวมากขึ้น

    * แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า

    • จัดตั้งทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้าไทย เพื่อยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม
    • ดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา
    • ผลักดัน ให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
    • สกัดปัญหาการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า และป้องกันการทุ่มตลาด
    • จัดทำมาตรการในการส่งเสริมการใช้สินค้าอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศเป็นหลัก
    • กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมของสินค้ากลุ่มเป้าหมาย
    • กำหนดมาตรการมิให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
    • ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตให้สะดวก โปร่งใส และเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการ
    • ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ
    • ส่งเสริมให้นักลงทุนจากต่างประเทศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทย และสร้างห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ จากผู้ประกอบการไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการในประเทศ

    แม้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน จะเป็นเพียงการ “ปัดฝุ่น” คือ หยิบมาตรการเดิมมาบรรเทาสถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะมีเวลาไม่มากพอ แต่ถือเป็นบทพิสูจน์ผลงานของทีมเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31eUoy6FFLR8ZuxY8TYOBA