Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันวันนี้2568 (1 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (1 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (1 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 50 สตางค์ต่อลิตร

    และราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 68

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 30.44 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (1 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/647996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xvaBAPaDXhHNEcPH-d1Rr

  • เงินสมทบประกันสังคม “ม.33-ม.39-ม.40” เดือนมกราคม 2569 จ่ายกี่บาท

    เงินสมทบประกันสังคม “ม.33-ม.39-ม.40” เดือนมกราคม 2569 จ่ายกี่บาท

    ประกันสังคม เดือนมกราคม 2569 ผู้ประกันสังคม ม.33-ม.39-ม.40 ส่งเงินสมทบกี่บาท อัปเดตล่าสุดที่นี่

    อัปเดต เงินสมทบประกันสังคม 2569 ล่าสุด มีผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มตามมติ ครม. ที่เริ่มขึ้นในวันนี้ (1 ม.ค. 69) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 ผู้ประกันตนมาตรา 39 และผู้ประกันตนมาตรา 40 ต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมงวดเดือนมกราคม 2569 เท่าไหร่ มาหาคำตอบได้ที่นี่

    ประกันสังคมเดือนมกราคม 2569 จ่ายกี่บาท?

    ผู้ประกันตนมาตรา 33

    • พนักงานประจำที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 เพดานค่าจ้างจะมีการปรับขึ้นเป็นขั้นบันได โดยในปี 2569-2571 มีเพดานสูงสุดอยู่ที่ 17,500 บาท และต้องจ่ายสูงสุด 875 บาทต่อเดือน

    ส่วนผู้ประกันตนในพื้นที่ 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ ทางประกันสังคมจะลดเงินสมทบประกันสังคมให้ 6 เดือน

    • นายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ลดอัตราเงินสมทบจากเดิมฝ่ายละ 5% เหลือฝ่ายละ 3% ของค่าจ้าง

    ผู้ประกันตนมาตรา 39

    • ส่งเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 39 เป็นจำนวน 432 บาท

    ส่วนผู้ประกันตนในพื้นที่ 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ ทางประกันสังคมจะลดเงินสมทบประกันสังคมให้ 6 เดือน

    • ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ลดเงินสมทบจากเดิม เดือนละ 432 บาท เหลือเดือนละ 283 บาท

    ผู้ประกันตนมาตรา 40

    • ทางเลือกที่ 1 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ในกรณีการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย ในอัตรา 70 บาทต่อเดือน
    • ทางเลือกที่ 2 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ในกรณีการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย และกรณีชราภาพ ในอัตรา 100 บาทต่อเดือน
    • ทางเลือกที่ 3 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย ชราภาพ และกรณีสงเคราะห์บุตร ในอัตรา 300 บาทต่อเดือน

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/946304/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bhRa16uRkoMmcvxwZUx6E

  • “ยศชนัน” กราบสมเด็จวัดไตรมิตรฯ ส่งสัญญาณเพื่อไทยอุปถัมภ์พุทธ ย้ำรัฐหนุนศาสนาควบคู่เศรษฐกิจใหม่

    “ยศชนัน” กราบสมเด็จวัดไตรมิตรฯ ส่งสัญญาณเพื่อไทยอุปถัมภ์พุทธ ย้ำรัฐหนุนศาสนาควบคู่เศรษฐกิจใหม่

    วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.51 น.

    การเข้ากราบสมเด็จพระพุฒาจารย์ของ “ยศชนัน”  ช่วงปลายปี ถูกมองเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย ที่ย้ำแนวคิดอุปถัมภ์–คุ้มครองพระพุทธศาสนา ควบคู่การขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคใหม่ ก่อนศึกเลือกตั้งปี 2569 

    เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568  ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เพื่อช่วยนพ.ญาณกิตติ์ ห่วงทรัพย์ ผู้สมัครสส.กทม. เขต 1 เบอร์ 8 หาเสียง โดยระหว่างที่กำลังเดินเข้ามายังวัดไตรมิตรฯ ได้มีพระสงฆ์จากวัดภายนอก นำเหรียญนารายณ์ทรงครุฑ คล้องคอให้นายยศชนัน พร้อมให้พร

    ต่อมาคณะ เข้ากราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญโญ) เจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม โดยท่านสมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้ให้พรนายยศชนันว่า ขอให้ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน และประเทศ ให้เจริญรุ่งเรือง พร้อมกับมอบพระผง หลวงพ่อทองคำ ให้กับนายยศชันและคณะ ก่อนที่จะขึ้นไปสักการะพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร)

    จากนั้นคณะเดินทางไปยังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (เจ้าแม่กวนอิม) ซึ่งนายยศชนันได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า “ได้ขอพลังในการที่จะสู้เพื่อพี่น้องประชาชนทุกคน ขอให้พรรคเพื่อไทย ได้ทั้งคนได้ทั้งพรรค และตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเอกภาพ” เมื่อผู้สื่อเอ่ยแซวว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ในอดีตก็เคยมาไหว้สักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มูลนิธิเทียนฟ้า ก่อนเลือกตั้งและได้เป็นนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน ยิ้มและกล่าวว่า “ขอบคุณครับ”

    จากนั้นนายยศชนันและคณะ ได้เดินทักทายพี่น้องประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ได้เดินทางมาท่องเที่ยวถนนเยาวราช และได้ชิมอาหารร้านดัง อาทิ ร้านข้าวต้มปลา เจ้าเก่าแปลงนาม ร้านอาอี๊ หวานเย็น เป็นต้น ซึ่งร้านอาหารเหล่านี้ถือว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารของไทย บนถนนเยาวราช ขณะเดียวกันยังได้ทักทายเพื่อนสมัยโรงเรียนสวนกุหลาบที่เป็นเจ้าของร้านผลไม้ และเดินทักทาย พ่อค้าแม่ค้าจนสุดถนนเยาวราชก่อนเดินทางกลับ

    นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ว่า จากที่ตนได้เยี่ยมชมบรรยากาศของถนนเยาวราช การที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจในกรุงเทพมหานครนั้น ก็ต้องได้รับความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วน เราก็อยากที่จะนำเสนอวัฒนธรรมต่างๆ ของประเทศไทย เพื่อที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามา

    เมื่อถามถึงกรณีที่เขตใจกลางเมืองเป็นพื้นที่พรรคเพื่อไทยจะตียาก นายยศชนัน กล่าวว่า จากที่ตนเดินสัมภาษณ์บรรยากาศมา ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ผู้สมัครทำพื้นที่ตรงนี้มาอย่างยาวนาน บวกกับนโยบายที่อยากให้ระบบคมนาคม ระบบขนส่งดีขึ้น ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามา ก็จะเพิ่มรายได้ให้กับคนในพื้นที่ คิดว่าน่าจะชนะใจ และทำให้ปีหน้าเป็นปีแห่งความหวังของทุกคนได้

    อย่างไรก็ตามการเข้าพบครั้งนี้ถูกจับตาในเชิงการเมือง เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 และสะท้อนทิศทางนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ประกาศชัดถึงการ “อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา” ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในยุคใหม่

    แหล่งข่าวทางการเมืองประเมินว่า การเลือกวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครองคณะสงฆ์สายมหานิกายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ “หลวงพ่อทองคำ” มีนัยยะเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน ทั้งในมิติศรัทธา อำนาจทางจิตวิญญาณ และภาพแทนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ

    รายงานวิเคราะห์ระบุว่า พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายยศชนัน กำลังวางยุทธศาสตร์ “ประนีประนอมใหม่” ผสานภาพลักษณ์ความเป็นเทคโนแครตสมัยใหม่เข้ากับจารีตนิยมทางศาสนา เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง และรักษาฐานเสียงในภาคอีสานซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคมาโดยตลอด

    ในเชิงนโยบาย พรรคเพื่อไทยนำเสนอแนวคิด “เศรษฐกิจศรัทธา” ใช้ศาสนา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ เป็นหนึ่งในกลไก Soft Power เพื่อสร้างรายได้ กระจายเศรษฐกิจสู่ชุมชนรอบวัด ควบคู่กับการสนับสนุนบทบาทวัดในฐานะศูนย์กลางสวัสดิการ สังคม และการฟื้นฟูศีลธรรม

    ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเลือกแนวทางอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาโดยไม่แตะต้องโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ แตกต่างจากบางพรรคการเมืองที่เสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นบทบาทรัฐในฐานะผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก มากกว่าการตรวจสอบหรือแทรกแซง

    นักวิชาการด้านการเมืองมองว่า การปรากฏตัวของนายยศชนันในบทบาทผู้นำรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่มีประวัติความขัดแย้งด้านศาสนาโดยตรง ช่วยลดแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม และเปิดพื้นที่ให้พรรคสามารถเชื่อมโยงกับสถาบันสงฆ์ได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของพรรคเพื่อไทย คือการรักษาสมดุลระหว่างภาพลักษณ์ความทันสมัยด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจใหม่ และ AI กับการยึดโยงศรัทธาทางศาสนา เพื่อไม่ให้ถูกวิพากษ์ว่าเดินเกมการเมืองแบบย้อนแย้ง

    ทั้งนี้ เหตุการณ์เข้ากราบสมเด็จพระพุฒาจารย์ ณ วัดไตรมิตรฯ ในวันสิ้นปี ถูกมองว่าเป็น “แถลงการณ์ทางการเมืองฉบับเงียบ” ของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการสื่อสารว่า ประเทศไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าด้วยความทันสมัย โดยไม่ทิ้งรากเหง้าทางศาสนาและวัฒนธรรม อันเป็นหัวใจสำคัญของสังคมไทย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/460673&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RMqWbLVSf98vAgx-oZYzc

  • ‘คนละครึ่งพลัส’ เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดโครงการ

    ‘คนละครึ่งพลัส’ เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดโครงการ

    ‘คนละครึ่งพลัส’ เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดโครงการ

    31 ธันวาคม 2568, 18:29น.

              โครงการ “คนละครึ่งพลัส”  ข้อมูล ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. มียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 82,178.2 ล้านบาท เมื่อแยกตามช่องทางการใช้จ่าย พบว่าเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปรวม 79,226.7 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร หรือ Food Delivery Platform มีมูลค่ารวม 2,951.5 ล้านบาท ด้านร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบและเข้าร่วมโครงการมีจำนวนประมาณ 999,360 รายทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้มีร้านอาหารที่รองรับระบบการสั่งผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่เกือบ 90,000 ราย ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้สะดวกมากขึ้นทั้งในรูปแบบการซื้อหน้าร้านและการสั่งอาหารออนไลน์

               สำหรับประชาชนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ กระทรวงการคลังระบุว่า มีผู้ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสวงเงิน 2,400 บาท หรือ 2,000 บาท ครบเต็มจำนวนแล้ว 7,363,277 ราย ขณะที่ผู้ที่ยังมีสิทธิคงเหลือ โดยเฉพาะในโครงการคนละครึ่งพลัส (เฟสแรก) ยังสามารถใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการได้ในช่วงเวลา 06.00-23.00 น. และสามารถใช้จ่ายผ่านร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระเงินผ่าน Food Delivery Platform ได้ในช่วงเวลา 06.00-21.00 น. จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดโครงการ หากไม่ใช้สิทธิให้ครบภายในวันและเวลาดังกล่าว วงเงินที่เหลือจะถูกริบคืนโดยอัตโนมัติทันทีหลังโครงการสิ้นสุดลง

               ส่วนข้อมูลณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. พบว่าบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้มียอดการใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 82,791.5 ล้านบาท

                ทั้งนี้ โครงการดำเนินการภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณที่รัฐสมทบกว่า 44,000 ล้านบาท สำหรับผู้ได้รับสิทธิ์ 20 ล้านคน โดยกำหนดเงื่อนไขช่วยจ่าย 50% สูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 พบว่า มีการเบิกจ่ายในส่วนของรัฐไปแล้ว 40,702.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 92.5% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด สะท้อนถึงความนิยมของโครงการและความสามารถในการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วตามเป้าหมาย

                ขณะเดียวกัน โครงการยังสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายจากภาคประชาชนได้ถึง 42,088.6 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินที่รัฐสนับสนุนเล็กน้อย ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายสะสมรวมเพิ่มขึ้นแตะระดับ 82,791.5 ล้านบาท

                 ในฝั่งของผู้ประกอบการ ล่าสุดมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลและเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 999,354 ราย ใกล้แตะระดับ 1 ล้านราย โดยเมื่อพิจารณาการใช้จ่ายแยกตามช่องทาง พบว่า “ร้านค้าปกติ” ยังคงเป็นช่องทางหลัก มียอดใช้จ่ายสะสม 79,814.9 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีมียอดสะสม 2,976.6 ล้านบาท

                นอกจากนี้ ในมิติของการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ พบว่ามีร้านค้าที่เข้าร่วมและผ่านการพัฒนาทักษะ (Upskill & Reskill) แล้วจำนวน 98,930 ราย

     #คนละครึ่งพลัส

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kIKSVquxjmB0G8eXvhLOY

  • “สุวัจน์” อวยพรปีใหม่ 2569 ให้ประเทศชาติและประชาชนผ่านพ้นวิกฤต

    “สุวัจน์” อวยพรปีใหม่ 2569 ให้ประเทศชาติและประชาชนผ่านพ้นวิกฤต

    สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อวยพรปีใหม่ 2569 ให้ประเทศชาติและประชาชนผ่านพ้นวิกฤต เชิญชวนไปเลือกตั้ง ร่วมกันสร้างการเมืองสะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม ได้คนดี มีความรู้ ความสามารถ มาบริหารประเทศ

    วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ในโอกาส ส่งท้ายปีเก่า 2568 และต้อนรับปีใหม่ 2569 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา ได้กล่าวอวยพรปีใหม่ว่า ปี 2568 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับบ้านเมืองของเรา เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก

    เราต้องเจอกับสถานการณ์ความผันผวนของโลกที่เกิดขึ้นในทุกมิติ ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง สงครามการสู้รบในหลายประทศ สงครามการค้าของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การขึ้นภาษีการส่งออกของสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา 

    การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำธุรกิจและการผลิตสินค้าและอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากเทคโนโลยี AI ปัญหาโลกร้อนและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น 

    นอกจากนี้ เรายังมีปัญหาภายในประเทศจาก เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ จีดีพีที่ไม่เติบโตเพียงแค่  2%  จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่หดหายไป  คาดว่าปี 2568 จะได้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพียงประมาณ 33 ล้านคนจากเป้าหมาย 39 ล้านคน ภาระหนี้สินภาคประชาชนคือ หนี้ครัวเรือนสูงถึงประมาณ 90% ของ GDP หนี้ของรัฐบาลหรือหนี้สาธารณะสูงถึงประมาณ 66 % ของ GDP ทำให้เกิดขีดจำกัดด้านงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศ 

    ภาวะย่ำแย่ของเศรษฐกิจรากหญ้าโดยเฉพาะ sme ต่อเนื่องมาจากสถานะการณ์โควิด ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ รวมทั้งปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นทั้งหมดได้ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศตลอดปี 2568 ซึ่งเราจะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ในปี 2569 ให้ลุล่วงไปให้ได้

    ปีใหม่ 2569 นี้ มีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของประเทศ จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้  นับว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะนำไปสู่การมีรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่เข้มแข็งได้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการกอบกู้วิกฤตทุกด้านให้ผ่านพ้นไปได้

    “ผมขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ร่วมกันสร้างการเมือง ที่สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม เลือกคนดีและพรรคการเมืองที่ดี เข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศให้ประสบความสำเร็จ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน”

    ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569 นี้ ผมขอกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก และบ้านเมืองของเราได้โปรดดลบันดาลให้พี่น้องประชาชนและครอบครัวทุกท่าน มีแต่ความสุขความเจริญ คิดหวังสิ่งใดก็ขอให้ได้ดังปรารถนาทุกประการ ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจกำลังกาย สุขภาพที่เข้มแข็ง เพื่อที่เราจะได้ร่วมมือกันฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจ ให้เราผ่านพ้นไปได้ด้วยดีในปีใหม่ 2569 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/735822&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1owIerm5FQzkwqjuSBRR_X

  • เศรษฐกิจแกร่งเกินคาด! สหรัฐฯ เผยตัวเลขคนว่างงานต่ำสุด 1.99 แสนราย “เฟด” อาจชะลอลดดอกเบี้ย

    เศรษฐกิจแกร่งเกินคาด! สหรัฐฯ เผยตัวเลขคนว่างงานต่ำสุด 1.99 แสนราย “เฟด” อาจชะลอลดดอกเบี้ย

    (31 ธ.ค. 2025) – ตลาดการเงินและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกต้องกลับมาประเมินสถานการณ์กันใหม่อีกครั้งส่งท้ายปี เมื่อ Crypto Rover อินฟลูเอนเซอร์สายคริปโทฯ ชื่อดังได้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมา “ดีเกินคาด” จนน่าตกใจ โดยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 ธันวาคม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 199,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 219,000 รายอย่างมีนัยสำคัญ

    ตัวเลขที่หลุดระดับ 2 แสนรายลงมานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งดุจหินผาของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังคงร้อนแรงและไม่มีสัญญาณของการชะลอตัวแม้แต่น้อย การที่ตัวเลขว่างงานต่ำกว่าคาดหมายความว่าภาคธุรกิจยังคงมีการจ้างงานที่มั่นคง ซึ่งในมุมมองของเศรษฐศาสตร์ทั่วไปถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี แต่สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโทเคอร์เรนซี ข่าวดีทางเศรษฐกิจแบบนี้มักถูกตีความว่าเป็น “ข่าวร้าย” สำหรับราคา

    การเลือกใช้ภาพประกอบเป็นรูปของ Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในโพสต์ต้นทาง เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่า ข้อมูลชุดนี้อาจกลายเป็นเหตุผลสำคัญให้เฟดตัดสินใจ “คงดอกเบี้ย” ในระดับสูงต่อไป เพราะเมื่อเศรษฐกิจยังไม่ถดถอยและคนยังมีงานทำ เฟดก็ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบผ่อนคลายนโยบายทางการเงินหรือรีบลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งขัดแย้งกับความคาดหวังของตลาดที่รอคอยสภาพคล่องใหม่ๆ

    ปฏิกิริยาของชุมชนคริปโทเคอร์เรนซีต่อข่าวนี้นั้นแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นสัญญาณ Bearish ต่อ Bitcoin ในระยะสั้น เพราะการที่เฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ยจะทำให้สินทรัพย์เสี่ยงขาดแรงหนุนจากเงินทุนราคาถูก ในขณะที่อีกฝ่ายมองในแง่ดีว่าพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งย่อมดีกว่าภาวะถดถอย อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาที่ตอบสนองต่อตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค (Macro Data) ยังคงเป็นสิ่งที่นักเทรดต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้

    ที่มา: @cryptorover

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/12/31/us-jobless-claims-drop-199k-fed-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I1Yjlowjgv_FS30X0bnVg

  • ผู้นำจีนส่งสารปีใหม่ 2569 ชูความสำเร็จแผนพัฒนาเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ผู้นำจีนส่งสารปีใหม่ 2569 ชูความสำเร็จแผนพัฒนาเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 31/12/2025 23:39

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้กล่าวสารอวยพรเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2569 ผ่าน China Media Group ในคืนส่งท้ายปีเก่า โดยชูความสำเร็จในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับที่ 14

    สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้เผยสุนทรพจน์ปีใหม่ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงระบุ ว่าจีนบรรลุเป้าหมายต่างๆ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (2021-2025) และสร้างความก้าวหน้าอันเป็นรูปธรรมในการเดินทางครั้งใหม่ของการสร้างความทันสมัยแบบจีน โดยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพการป้องกันประเทศ และความเข้มแข็งของชาติโดยรวมล้วนก้าวสู่ระดับสูงใหม่
    .
    สีจิ้นผิงกล่าวว่าปี 2568 เป็นจุดสิ้นสุดของแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 และเป็นหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันมิอาจลืมเลือน โดยจีนได้รำลึกวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก รวมถึงกำหนดวันรำลึกการฟื้นคืนไต้หวัน ซึ่งความพยายามเหล่านี้เป็นพลังอันใหญ่ยิ่งสำหรับการฟื้นฟูประเทศชาติอันยิ่งใหญ่ของเรา
    .
    สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่าจีนมุ่งกระตุ้นการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงผ่านการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เปลี่ยนตัวเองเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขีดความสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด ขณะประชาชนชาวจีนพยายามบ่มเพาะสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจด้วยการพัฒนาทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดกระแสความสนใจวัตถุทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เพิ่มขึ้นในหมู่สาธารณชน โดยวัฒนธรรมจีนกำลังรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น
    .
    สีจิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนชาวจีนร่วมมือกันสร้างและใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วยกัน พร้อมเสริมว่าไม่มีเรื่องไหนของประชาชนที่เป็นเรื่องเล็ก จีนเอาใจใส่ใบไม้ทุกใบและดูแลกิ่งก้านทุกกิ่งภายในสวนแห่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เมื่อทุกบ้านมีชีวิตประจำวันที่มีความสุข ประเทศชาติของเราที่เปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ย่อมจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    https://www.facebook.com/share/p/1CffZ1MdYc/
    เครดิต: สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

    zsvzvsw

    awdawfwf

    รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ลงพื้นที่เมืองพัทยา กำชับกวดขันมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม

    เคาท์ดาวน์ 2026 พัทยาคึกคัก นักท่องเที่ยวแห่จับจองชายหาดแน่น เมืองพัทยาจัดกำลัง ตร. 600 นาย ดูแลความปลอดภัยตลอดคืน

    รพ.นครปฐม เปิดโครงการ “ขับขี่ปลอดภัย” รณรงค์ลดอุบัติเหตุรับเทศกาลปีใหม่ 2569

    “ในหลวง” พระราชทานพรปีใหม่ 2569 สถานการณ์โลกแปรปรวน ขอคนไทยรักสามัคคี ประสบความสุข ปราศจากทุกข์ภัย

    ออสเตรเลียเค้าท์ดาวน์ท่ามกลางมาตรการความปลอดภัยเข้ม

    ไร้เงาส้มเห็นใจ “บุญฤทธิ์” คอตกนอนคุก ศาลไม่อนุญาตประกันตัว ชี้ทำผิดคดีร้ายแรง อัตราโทษสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1442009&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vu7WCfnpNa-U2oRCVmmmt

  • “เศรษฐกิจไทย” ปีงู เลื้อยไปมา สู่ ปีม้า ที่ยังอยู่บนความไม่แน่นอนและท้าทาย

    “เศรษฐกิจไทย” ปีงู เลื้อยไปมา สู่ ปีม้า ที่ยังอยู่บนความไม่แน่นอนและท้าทาย

    เศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2568 เผชิญแรงสั่นสะเทือนรอบด้าน โดยเฉพาะการกลับมาของนโยบายกีดกันทางการค้าในยุค “ทรัมป์ 2.0” ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐ ที่จุดชนวนความเสี่ยงใหม่ต่อระบบเศรษฐกิจทั้งโลกอีกครั้ง กำแพงภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ (Reciprocal Tariffs) หรือที่เรียกกันว่า ภาษีทรัมป์ เตรียมใช้กับหลายประเทศ ไม่เพียงสร้างแรงกระแทกต่อการค้าโลก แต่ยังซ้ำเติมประเทศเศรษฐกิจอย่างไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยไทยมีสัดส่วนการค้ากับสหรัฐเป็นอันดับหนึ่ง

    รอบแรก ไทยโดนภาษีทรัมป์ 36% จากนั้น ไทยส่งข้อเสนอใหม่เพื่อเจรจาปรับลด จนกระทั่ง 1 สิงหาคม 2568 ทรัมป์ประกาศปรับลดภาษีไทยเหลือ 19% จนปัจจุบัน นับจากนั้น สำหรับประเทศไทย ปี 2568 จึงกลายเป็นปีแห่ง “พายุเศรษฐกิจ 3 ลูก” แบบเต็มๆ

    ที่ถาโถมพร้อมกัน คือ แรงกดดันจากการค้าโลก ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ที่ทั้ง 3 ลูกนี้ก็มีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเช่นกัน เมื่อทรัมป์ เคยใช้เรื่องภาษีมากดดันการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ในรอบแรก

    พายุลูกที่ 1 : ภาษีทรัมป์และสงครามการค้าโลก กดดันส่งออกไทย

    คอนเทนต์แนะนำ

    แต่หากมองภาพใหญ่ การกลับมาใช้นโยบายภาษีเชิงรุกของทรัมป์ สร้างแรงกระเพื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศคู่ค้าหลักของไทย ทั้ง สหรัฐฯ จีน รวมถึงสหภาพยุโรป ต่างเผชิญต้นทุนการค้าที่สูงขึ้น ส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ชะลอตัว

    ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมที่น่ากังวล คือ การชะลอการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) เนื่องจากนักลงทุนประเมินความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ส่วนค่าเงินบาทเกิดแรงผันผวนตามทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลต่อเสถียรภาพภาคการเงินในระยะสั้น

    ในอีกด้านหนึ่ง คือ ราคาทองคำที่พุ่งขึ้นแรงทำลายสถิติ all time high หลายต่อหลายรอบ สะท้อนสถานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ในช่วงที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน แม้จะเป็นผลบวกต่อผู้ที่ถือครองทองคำก็ตาม

    พายุลูกที่ 2 : สงครามค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ความเสี่ยงเฉพาะจุด แต่กระทบวงกว้าง

    ความตึงเครียดด้านการค้าและการควบคุมชายแดนระหว่างไทย–กัมพูชา กลายเป็นอีกปัจจัยลบที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่พึ่งพาการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และแรงงานต่างด้าว แม้ในภาพรวมมูลค่าการค้าชายแดนจะไม่สูงเมื่อเทียบกับการส่งออกทั้งหมดของประเทศ แต่ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาและความเชื่อมั่น ซึ่งความไม่แน่นอนดังกล่าวกดดันต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น และทำให้ภาคเอกชนชะลอการตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ชายแดน

    พายุลูกที่ 3 เสถียรภาพการเมืองไทยตั้งอยู่บนความ “ไม่แน่นอน”

    เสถียรภาพการเมืองที่ไม่แน่นอน เป็นปัจจัยภายในประเทศที่กดดันเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือความไม่ชัดเจนทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงผู้นำอย่าง “นายกรัฐมนตรี” ในห้วงเวลาไม่เกิน 1 ปี ส่งผลโดยตรงต่อการเดินหน้าและการปรับนโยบายเศรษฐกิจ และความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลให้เครื่องยนต์หลักอย่างการลงทุนภาครัฐทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

    และเมื่อเจอกับภัยธรรมชาติที่เข้ามาซ้ำเติม ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และความแปรปรวนของสภาพอากาศ ยิ่งกระทบเป็นวงกว้างไปถึงภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ขณะที่กำลังซื้อภาคครัวเรือนยังฟื้นตัวช้า และหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงมาก

    ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ฟื้นตัวช้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนโลก และโจทย์โครงสร้างที่ยังแก้ไม่จบเป็นปีงูที่เศรษฐกิจไทยเลื้อยไป เลื้อยมา อยู่ท่ามกลางความผันผวน การฟื้นตัวเป็นไปอย่างระมัดระวังและมีข้อจำกัดหลายด้าน บนแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างการท่องเที่ยวและบริการ จะกลับมาใกล้ระดับก่อนเกิดโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากตลาดเอเชีย เช่น จีน อินเดีย และประเทศอาเซียน แต่ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ

    โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวในกรอบ 2.5–3.0% ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งปัญหาผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้นช้า โครงสร้างอุตสาหกรรมที่ยังพึ่งพาภาคการผลิตแบบดั้งเดิม และการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่แรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจในปี 2568 ยังคงมาจาก การบริโภคภาคเอกชน และ ภาคท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการส่งออกและการลงทุนยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวน

    มองไปข้างหน้า ปี 2569 ยังท้าทาย

    แม้ปี 2569 จะยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์โลกและความผันผวนทางการเมือง แต่มองว่า “จุดเปลี่ยน” อาจเกิดขึ้นในช่วงกลางปี หลังการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้น รัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ นโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจน

    ทั้งนี้จากการประมาณการของหลายที่ เช่น

    • ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 1.5% ในปี 2569 ซึ่งเป็นการปรับลดจากประมาณการก่อนหน้า ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในประเทศ
    • SCB EIC ประเมินว่า GDP จะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% ต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงต้านจากการส่งออกและกำลังซื้อภายในประเทศ ด้านทีทีบี (ttb Research) คาดการเติบโตที่ราว 1.6% ในปี 2569 กสิกรไทย (KResearch) ประเมินตัวเลข GDP ที่ ประมาณ 1.6% เช่นกัน จากแรงกดดันภายนอกและความเปราะบางภายในประเทศ
    • ด้าน กกร. หรือ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประมาณการที่ 1.6–2.0% ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของปัจจัยเศรษฐกิจโลกและภาพรวมภายในประเทศ

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เปราะบาง ดังนั้นการประคองเสถียรภาพในระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว จะเป็นกุญแจสำคัญที่ชี้ว่าไทยจะ “รอด” หรือ “สะดุดซ้ำ” ในปีม้าที่เขาบอกกันว่าจะเป็น “ม้าไฟ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/265016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mTeAMtsQ40oXrKHzwbVtj

  • เศรษฐกิจสิงคโปร์ปี 68 โต 4.8% แกร่งเกินคาด

    เศรษฐกิจสิงคโปร์ปี 68 โต 4.8% แกร่งเกินคาด

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 ธ.ค. 68)

    ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์เติบโต 4.8% ในปี 2568 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกก็ตาม

    ในสารวันปีใหม่ที่เผยแพร่โดยสำนักนายกรัฐมนตรีในวันนี้ (31 ธ.ค.) หว่องระบุว่า สิงคโปร์ได้รับประโยชน์จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในภาคส่วน AI ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้อัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่วนรายได้ที่แท้จริงก็เพิ่มขึ้นถ้วนหน้า

    อย่างไรก็ตาม หว่องเตือนว่า การรักษาอัตราการเติบโตนี้ไว้ถือเป็นเรื่องท้าทาย โดยอ้างถึงอุปสรรคต่อการเติบโตและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น ด้วยเหตุนี้ เขาย้ำว่าสิงคโปร์ต้องมีการ “ทบทวน ปรับเปลี่ยน และฟื้นฟู” ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ

    โดย ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBU0IQ2TBW8V8T9PMNX9IYXYTWX8KPL&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TKyVtPiaae7QYQj9oS7_J

  • ‘ส่งออก – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจ ห่วงบาทแข็งทุบส่งออกไทย

    ‘ส่งออก – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจ ห่วงบาทแข็งทุบส่งออกไทย

    ‘ส่งออก – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจ ห่วงบาทแข็งทุบส่งออกไทย

    น.ส. ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุ เศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย. โดยรวมขยายตัวจากเดือนก่อน จากเครื่องชี้ด้านอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ อุปสงค์ต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามการส่งออกที่ขยายตัวในหลายหมวด และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวต่อเนื่อง อุปสงค์ในประเทศปรับเพิ่มขึ้นจากการลงทุนทั้งของภาคเอกชนและภาครัฐ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยตามการใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้การใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการยังขยายตัว

    ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย

    ด้านอุปทานทรงตัว โดยภาคบริการขยายตัวตามกิจกรรมในภาคท่องเที่ยวและการค้า ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวจากทั้งการปิดซ่อมบำรุงชั่วคราว และน้ำท่วม รวมถึงอุปสงค์ที่มีแนวโน้มชะลอลง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากหมวดอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยมีประเด็นที่ต้องติดตาม ผลกระทบจาก 1) การแข็งค่าของเงินบาท 2) สถานการณ์ไทย-กัมพูชา และน้ำท่วม 3) มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ

    'ส่งออก - ท่องเที่ยว' หนุนเศรษฐกิจ ห่วงบาทแข็งทุบส่งออกไทย  

    เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ต่างประเทศโดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวในหลายหมวดโดยเฉพาะเครื่องประดับและอิเล็กทรอนิกส์ และรายรับภาคการท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน ส่วนอุปสงค์ในประเทศโดยรวมขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชนรวมถึงรายจ่ายลงทุนของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ 

    สำหรับเครื่องชี้ภาคบริการเดือน พ.ย.เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.5% สอดคล้องกิจกรรมการท่องเที่ยวและการค้า โดยธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารปรับเพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทย ซึ่งรับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่น เที่ยวดีมีคืนและคนละครึ่งพลัส โดยธุรกิจขนส่งผู้โดยสารปรับเพิ่มขึ้น จากการขยายเส้นทางบินของสายการบินในประเทศ ขณะที่ภาคการค้าปรับดีขึ้นตามการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค และกิจกรรมขนส่งสินค้า

    'ส่งออก - ท่องเที่ยว' หนุนเศรษฐกิจ ห่วงบาทแข็งทุบส่งออกไทย

    ส่วนรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน พ.ย.เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 5.3% จากการใช้จ่ายต่อทริปที่สูงขึ้นของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล ซึ่งชดเชยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ที่ลดลง ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 2.9 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยจากนักท่องเที่ยวจีน เกาหลีใต้และมาเลเซีย โดยรับผลจากการเร่งเดินทางในเดือนก่อน และข้อจำกัดจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 21 ธ.ค.มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 31.8 ล้านคน

    อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยตามการใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้การใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการยังขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ หมวดปิโตรเลียมตามการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่น และหมวดอาหารตามการหยุดผลิตชั่วคราวจากน้ำท่วมภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอลง 

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนตามหมวดอาหารสด จากราคาผักที่สูงขึ้นจากผลของน้ำท่วม สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาค่าโดยสารสาธารณะ อาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องประกอบอาหารลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากทั้งดุลบริการ รายได้ และเงินโอน และดุลการค้า สำหรับการจ้างงานในตลาดแรงงานทรงตัว

    'ส่งออก - ท่องเที่ยว' หนุนเศรษฐกิจ ห่วงบาทแข็งทุบส่งออกไทย

    อีกหนึ่งประเด็นความเสี่ยง คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากกว่าปัจจัยพื้นฐานบางช่วงจากปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐที่ผ่อนคลาย และปัจจัยเฉพาะของไทย อาทิ เงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตร รายรับจากการท่องเที่ยว และราคาทองคำที่อยู่ระดับสูง ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและภาคการส่งออก นอกจากนี้ ต้องติดตามผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อการฟื้นตัวของธุรกิจบางพื้นที่ รวมถึงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา  และความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งแม้ปัจจุบันผลกระทบการส่งออกรวมยังไม่เด่นชัด แต่บางหมวดโดยเฉพาะสินค้าเกษตรหดตัวต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378971537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22vuN9TCLBcyXPtG0e8bcH