Category: เศรษฐกิจ

  • “เดินเรือกลางคลื่นเศรษฐกิจ” บทเรียนตลาดทุนไทยก่อนเข้าสู่ปี 2569

    “เดินเรือกลางคลื่นเศรษฐกิจ” บทเรียนตลาดทุนไทยก่อนเข้าสู่ปี 2569

    ในวันที่คลื่นเศรษฐกิจซัดแรง
    ไม่มีใครกล้ารับปากว่าตลาดหุ้นจะแล่นไปทิศทางใด

    แล้วใครจะรู้! ความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทย ปิดวันสุดท้ายของปีในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 แตะที่ 1,259.67 จุด เพิ่มขึ้น 5.64 จุด คิดเป็น +0.45% มูลค่าการซื้อขาย 32,518.33 ล้านบาท ระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นสูงสุด 1,260.47 จุด ลดลงต่ำสุด 1,251.35 จุด

    ภาพ SETTRADE

    ด้วยแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนนักลงทุนบัญชี บล. จำนวน 400.49 ล้านบาท ขณะที่แรงขายของสถาบัน ขายสุทธิ -208.89 ล้านบาท, ต่างประเทศ -48.57 ล้านบาท และรายย่อยในประเทศ -143.03 ล้านบาท

    โดยเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นใหญ่ นำโดย หุ้น DELTA, SCB, KBANK, KTB และ PTT

    ภาพ SETTRADE

    ตลอด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม – 30 ธันวาคม 2568 ดัชนีหุ้นไทยลดลง -140.54 จุด คิดเป็น -10.04% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) 15,931,939.88 ล้านบาท

    โดยดัชนีปรับขึ้นสูงสุด 1,390.88 จุด ในวันที่ 7 มกราคม 2568 และลดลงต่ำสุดในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 แตะที่ 1,062.78 จุด

    มูลค่าการซื้อขายตลอด 1 ปี เฉลี่ย 40,493.55 ล้านบาท แตะขึ้นสูงสุด 74,536.25 ล้านบาท ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 และลดลงต่ำสุด 15,638.05 ล้านบาท ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568

    ภาพ SETSMART

    ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (วันที่ 3 มกราคม 2566 – 30 ธันวาคม 2568) ดัชนีลดลง -408.99 จุด คิดเป็น -24.51% โดยดัชนีปรับขึ้นสูงสุด 1,691.41 จุด ในวันที่ 10 มกราคม 2566 และลดลงต่ำสุดในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 แตะที่ 1,062.78 จุด

    ด้วยมูลค่าการซื้อขายตลอด 3 ปี เฉลี่ย 45,558.19 ล้านบาท แตะขึ้นสูงสุด 114,246.35 ล้านบาท ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 และลดลงต่ำสุด 15,638.05 ล้านบาท ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568

    ภาพ SETSMART / หุ้นไทย 3 ปี

    แต่หากมองย้อนไป 5 ปีที่ผ่านมา (วันที่ 4 มกราคม 2564 – 30 ธันวาคม 2568) ดัชนีหุ้นไทยลดลง -189.68 จุด คิดเป็น -13.09% โดยดัชนีปรับขึ้นสูงสุด 1,713.20 จุด ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 และลดลงต่ำสุดในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 แตะที่ 1,062.78 จุด

    ด้วยมูลค่าการซื้อขายตลอด 5 ปี เฉลี่ย 59,200.83 ล้านบาท แตะขึ้นสูงสุด 175,296.31 ล้านบาท ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 และลดลงต่ำสุด 15,638.05 ล้านบาท ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568

    ภาพ SETSMART / หุ้นไทย 5 ปี

    ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา “ตลาดทุนไม่ใช่เครื่องจักรที่ฝืนสภาพอากาศได้ หากเศรษฐกิจอ่อนแรง ตลาดก็ย่อมเคลื่อนไหวอย่างยากลำบาก”

    แต่ในความผันผวนที่ควบคุมไม่ได้ ยังมีสิ่งหนึ่งที่ต้องควบคุมให้ได้ นั่นคือ “ความโปร่งใสและความเป็นธรรม”

    นี่คือภารกิจหลักของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่การทำให้ดัชนีขึ้น แต่คือการทำให้ระบบ “เชื่อถือได้” ให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอสำหรับการตัดสินใจ ไม่ใช่การเดินเรือแบบปิดตาเสี่ยงดวง

    ข้อมูลจากตลาดทุนไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนสถานการณ์ทั้งระบบ ตั้งแต่โครงสร้างผู้ถือหุ้น ไปจนถึงพฤติกรรมการลงทุน ซึ่งช่วยให้ภาครัฐสามารถออกมาตรการดูแลหรือสนับสนุนได้อย่างตรงจุด ไม่ใช่การหว่านยาไปทั่วทั้งระบบ

    เมื่อ “ความเชื่อมั่น” คือ “หัวใจ”

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเดินหน้าสร้างกลไกตรวจสอบให้แข็งแรงขึ้น ผ่าน “โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (JUMP+)” ที่ไม่ใช่เพียงการตั้งกติกาใหม่ แต่เป็นการทดลอง ประเมิน และปรับปรุง เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งขณะนี้เริ่มได้รับความสนใจจากบริษัทขนาดใหญ่แล้ว

    โครงการ JUMP+ คือ โครงการสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2568 เพื่อสนับสนุนและยกระดับบริษัทจดทะเบียนไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเพิ่มมูลค่า โดยมุ่งเน้น 3 แผนหลัก ได้แก่ แผนการเติบโตทางธุรกิจ (Business Growth Plan), แผนยกระดับธรรมาภิบาล (Governance Plan) และ แผนจัดการสิ่งแวดล้อมลดคาร์บอน (Climate Action Plan)

    โดยบริษัทที่เข้าร่วมจะต้องจัดทำแผน 3 ปี และเปิดเผยความคืบหน้าต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และทำให้ตลาดทุนไทยแข็งแกร่งขึ้น

    ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) เข้าร่วมโครงการ Jump+ แล้วจำนวน 110 บริษัท

    กฎเข้าร่วมโครงการ ดังนี้

    • บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai
    • บริษัทไม่ถูกขึ้นเครื่องหมาย CB, CS, CC, CF, NP, SP
    • บริษัทไม่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน
    • บริษัทไม่ถูกสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษ ภายในระยะเวลา 5 ปี ก่อนวันที่สมัคร*

    เป้าหมายของ Jump+ และการผลักดันกลุ่มธุรกิจ New Economy ในปี 2569 ไม่ได้วัดจากคำโฆษณา แต่วัดจาก “ความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้” ในระบบตลาดทุน

    ระหว่างอยู่ในโครงการ บจ. ต้อง…

    • บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai
    • บริษัทไม่ถูกขึ้นเครื่องหมาย CB, CS, CC, CF, SP* (*ในกรณีติดเครื่องหมาย SP บริษัทต้องดำเนินการแก้ไขเพื่อดำรงสถานะในโครงการ)
    • บริษัทไม่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน
    • บริษัทไม่ถูกสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษ​*
    • บริษัทต้องมี CGR Rating ตั้งแต่ 3 ดาวขึ้นไป สำหรับการประเมิน CGR ประจำปี 2570 และ 2571

    โดยบริษัทจดทะเบียนต้องดำรงคุณสมบัติข้างต้นตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ

    ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

    “ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์” เปรียบการลงทุนในช่วงเวลานี้เหมือนการเดินเรือในวันที่พยากรณ์อากาศไม่นิ่ง คลื่นลมภายนอกอาจควบคุมไม่ได้ แต่การตรวจสอบความพร้อมของเรือ และการใช้เข็มทิศที่แม่นยำ คือสิ่งที่จะพาไปถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย

    และเมื่อปี 2569 กำลังจะมาถึง ความไม่แน่นอนยังรออยู่ข้างหน้า ทั้งปัจจัยในประเทศอย่างการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก

    บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่ “จะซื้ออะไร”
    แต่คือ “จะลงทุนอย่างไร”

    นักลงทุนถูกเตือนให้ใช้ “สติ” มากกว่าอารมณ์ เน้นการลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานมั่นคงและปันผลสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการซื้อขายแบบเดย์เทรด (Day Trade) ซึ่งอาจกลายเป็นอันตรายในวันที่ตลาดผันผวนรุนแรง

    หากเศรษฐกิจไม่แย่ลงกว่าเดิม นั่นอาจถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่การเดินเรือในปีใหม่ครั้งนี้ ไม่มีที่ว่างสำหรับความประมาท

    เพราะในตลาดทุน
    ผู้ที่รอด ไม่ใช่ผู้ที่เร็วที่สุด
    แต่คือผู้ที่ มองเห็นทิศทาง และรักษาวินัยได้ดีที่สุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/735836&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3teVEXSjCI1PTdFn1Ca-p8

  • อินเดียโว เศรษฐกิจโตแซงญี่ปุ่นแล้ว มุ่งหวังเอาชนะเยอรมนีภายใน 3 ปี | เดลินิวส์

    อินเดียโว เศรษฐกิจโตแซงญี่ปุ่นแล้ว มุ่งหวังเอาชนะเยอรมนีภายใน 3 ปี | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ว่า แม้รายงานเศรษฐกิจของอินเดียเผยให้เห็นถึงข้อมูลที่น่าทึ่ง อย่างไรก็ตาม การยืนยันอย่างเป็นทางการขึ้นอยู่กับข้อมูลในปี 2569 เมื่อมีการเผยแพร่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำปีครั้งสุดท้าย โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ชี้ว่าอินเดียจะแซงหน้าญี่ปุ่น “ในปีหน้า”

    “อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจหลักที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการรักษาแนวโน้มนี้ไว้ ซึ่งจีดีพีมูลค่า 4.18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 132 ล้านล้านบาท) ทำให้อินเดียแซงหน้าญี่ปุ่น ขึ้นเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสี่ของโลก และพร้อมที่จะชิงอันดับที่สามจากเยอรมนี ภายใน 2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 230 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2573” เอกสารสรุปเศรษฐกิจของรัฐบาลนิวเดลี ระบุ

    The Indian Express

    ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของอินเดียในปี 2569 จะมีมูลค่า 4.51 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 142 ล้านล้านบาท) เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่ 4.46 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 141 ล้านล้านบาท)

    รัฐบาลอินเดียระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้าระดับโลกที่ยืดเยื้อ

    กระนั้น การประเมินในแง่ดีของรัฐบาลนิวเดลี มีขึ้นท่ามกลางความกังวลทางเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลวอชิงตันเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย ในอัตราสูงมาก เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากอินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซีย.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5459495/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bl_cwk4stUszTlxZuE_xX

  • พรรคเศรษฐกิจ เผยเหตุผลชื่อปาร์ตี้ลิสต์ “พลเอกรังษี” อยู่ลำดับ 10

    พรรคเศรษฐกิจ เผยเหตุผลชื่อปาร์ตี้ลิสต์ “พลเอกรังษี” อยู่ลำดับ 10

    ขอบคุณภาพจาก : พรรคเศรษฐกิจ

    พรรคเศรษฐกิจ เผยเหตุผลชื่อ พลเอกรังษี อยู่ลำดับที่ 10 ถ้าเข้าไปคนเดียวไม่มีความหมาย มั่นใจเลือกตั้งรอบนี้ได้ 3 ล้านเสียง

    พรรคเศรษฐกิจ ชี้แจงกรณีที่ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ปรากฎอยู่ในลำดับที่ 10 โดยให้เหตุผลว่า หากลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 และได้เข้าไปเพียงไม่กี่คน จะไม่สามารถทำอะไรได้เลย จึงต้องการให้การตัดสินใจเป็นของประชาชน คะแนนเสียงที่พรรคต้องได้เพื่อให้ พลเอกรังษี ได้เข้าสภาผู้แทนราษฎร คืออย่างน้อย 3 ล้านเสียง

    พร้อมแสดงความมั่นใจว่า จะได้คะแนนเสียงถึง 3 ล้านเสียง และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งผู้ที่อยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1-10 จะต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการแก้ไขกฎหมายเรื่องนโยบาย “ทุจริตเท่ากับประหาร”

    ทั้งนี้ พลเอกรังษี เคยกล่าวในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า สมมติผมเป็นเบอร์ 1 แล้วได้ไปคนเดียว มันจะมีความหมายอะไรครับ นอกจากว่าเราขายฝัน แต่นี่เราเป็นการเตรียมการว่าถ้าประชาชนตัดสินใจมอบเสียงข้างมากให้พรรคเศรษฐกิจ พรรคเราพร้อมทำงาน และจะไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี

    สำหรับ 10 อันดับรายชื่อปาร์ตีลิสต์พรรคเศรษฐกิจ ได้แก่

    1. นายคริส โปตระนันทน์

    2. นายพีรพล กนกวลัย

    3. นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล

    4. พลตำรวจตรีไพบูลย์ มะระพฤษณ์วรรณ

    5. นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์

    6. นายส่งศักดิ์ ฉัตรชูสกุล

    7. นายณัชพล สุพัฒนะ

    8. นพ.กอบชัย เปี่ยมเพชรกุล

    9. นายศรัทธา คชพลายุกต์

    10. พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Nateetorn S.

    Nateetorn S.

    ทำงานกับ Thaiger มาตั้งแต่ปี 2020 จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสคร์ เคยทำงานกับสถานีโทรทัศน์อันดับ 1 ของประเทศ ทำให้มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ เจาะประเด็นข่าวการเมืองอาชญากรรม ข่าวแปลกๆ เรื่องน่าสนใจจากต่างประเทศ ช่องทางติดต่อ tee@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1509893/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14PrEQ1MOI0QI06yTVVi2K

  • ‘บิ๊กคอร์ป’ ห่วงธุรกิจปี 69  ‘แรงกดดัน’ รายล้อม ทั้ง ศก.โลก-ไทย กำลังซื้อชะลอ

    ‘บิ๊กคอร์ป’ ห่วงธุรกิจปี 69 ‘แรงกดดัน’ รายล้อม ทั้ง ศก.โลก-ไทย กำลังซื้อชะลอ

    ธุรกิจ

    31 ธ.ค. 2025 เวลา 11:28 น.

    นับถอยหลัง “ส่งท้ายปีเก่า” ต้อนรับ “ปีใหม่” ธุรกิจปี 2568 รับแรงกระแทกรอบทิศจากในและนอกประเทศ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ก่อหวอดขยายวง

    ด้านเศรษฐกิจไทยเครื่องยนต์อ่อนแรง กำลังซื้อเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง ซ้ำเติมด้วยปัญหาขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และ “การเมือง” ที่เปลี่ยนผู้นำบริหารชาติบ้านเมืองอีกระลอก

    ปี 2568 แม่ทัพธุรกิจหลายบริษัทให้นิยามเป็นปีที่เจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะปัจจัยลบล้อมไว้มากจริงๆ ส่วนปีหน้า กรุงเทพธุรกิจ สัมภาษณ์แม่ทัพ-ขุนพล “บิ๊กคอร์ป” ยังคาดการณ์ “ชะล่าใจไม่ได้” เพราะ “แรงกดดัน” มีสูง

    ‘บิ๊กคอร์ป’ ห่วงธุรกิจปี 69  ‘แรงกดดัน’ รายล้อม ทั้ง ศก.โลก-ไทย กำลังซื้อชะลอ

    โรอาน โค – อานุภาพ คงมาลัย

    อานุภาพ คงมาลัย รองประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ฉายภาพว่า ปี 2569 เป็นปีที่ธุรกิจเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย เช่น การฟื้นตัวของกำลังซื้อที่อยู่ในโหมด “ค่อยเป็นค่อยไป” ด้านภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจโลก และ “สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ”

    ปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลให้ “ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย” มากขึ้น แนวโน้มพิจารณาการตัดสินใจซื้อ “รอบคอบ” และ “มีเหตุผลมากขึ้น”

    ทั้งนี้ MR. D.I.Y. ชูจุดแข็งโมเดลการขับเคลื่อนธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะ 3 แกนหลักทั้ง ความคุ้มค่า ความหลากหลายของสินค้า และความสะดวกในการเข้าถึง

    ‘บิ๊กคอร์ป’ ห่วงธุรกิจปี 69  ‘แรงกดดัน’ รายล้อม ทั้ง ศก.โลก-ไทย กำลังซื้อชะลอ

    โรอาน โค กรรมการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า ปี 2569 ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้ม “เติบโตในอัตราที่ชะลอตัว” จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ทั้งนี้ สินค้าจำเป็นจะเติบโตปีหน้า คือหมวดที่แสดงคุณค่า ประโยชน์และความคุ้มค่า สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน เช่น กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและฟังก์ชันนอล อาหารสะดวกซื้อ อาหารพร้อมทาน(RTE) อาหารพร้อมปรุง(RTC)

    “ปี 2568 ถือเป็นปีที่ค่อนข้างท้าทาย จากหลายปัจจัยทั้งด้านเศรษฐกิจและสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อายิโนะโมะโต๊ะจึงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบมากขึ้น ส่วนปี 2569 สภาพตลาดสินค้าจำเป็นมีการแข่งขันสูง และเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ยังมีโอกาสสำหรับแบรนด์ที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในมิติของสุขภาพ ความสะดวก และการบริโภคอย่างมีเป้าหมาย”

    พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป“มาม่า” มองบทสรุปปี 2568 ธุรกิจเผชิญความโหดกว่าโควิด แย่กว่าที่คาด หนักกว่าที่คิด โดยไม่สามารถโทษใครได้ เนื่องจากปัจจัยลบรุมเร้าตั้งแต่ต้นปีจนส่งท้ายปี ย้อนดูผลประกอบการบริษัท ต้นปี “กล้า” ตั้งเป้ายอดขายเติบโต เพราะแนวโน้มวัตถุดิบปรับตัวลง แต่กลับเจอความท้าทายทุกเดือนจนทำให้เข้าใจสถานการณ์หรือ “ชาชิน”

    ‘บิ๊กคอร์ป’ ห่วงธุรกิจปี 69  ‘แรงกดดัน’ รายล้อม ทั้ง ศก.โลก-ไทย กำลังซื้อชะลอ

    ธุรกิจบะหมี่ฯ ปี 2569 จะโต “ความอร่อย” ของสินค้าคือหัวใจสำคัญ เสริมด้วยการ “เข้าใจผู้บริโภค” เทสต์ตลาดให้ถูก อย่าเชื่อเทสต์ตัวเอง ออกสินค้าใหม่คะแนนต้องผ่านด่าน 85-86 ขึ้นไป บะหมี่ฯพรีเมียมยังมีโอกาส กระตุ้นการซื้อของผู้บริโภคด้วยความ “อยาก” มากกว่าความจำเป็น

    “ปัจจุบันผู้บริโภคมีเวลาใช้เงินเยอะ เยอะกว่าเงินในกระเป๋า(ช้อปออนไลน์ อีคอมเมิร์ซที่ดึงเงิน-การซื้อ 24 ชั่วโมง) ปีหน้าหวังว่ากำลังซื้อจะดี ในช่วงการเลือกตั้ง”

    วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้งจำกัด(มหาชน) ฉายภาพว่า ปี 2569 ธุรกิจยังไม่เห็นแสงสว่างมากนัก เพราะภาพใหญ่โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจไทยไม่เปลี่ยน พึ่งพากับอุตสาหกรรมเดิมๆ อุตสาหกรรมแห่งอนาคตไม่มี การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI) มีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนไว้ แต่ยัง “ค้างท่อค่อนข้างมาก” ต้องผลักดันให้ลงทุนเร็วขึ้น เพราะการลงทุนใช้เวลา เม็ดเงินใหม่ๆฟื้นเศรษฐกิจจึงยังไม่มี ยังมีปัจจัยลบสแกมเมอร์ดึงเงินผู้บริโภค

    ‘บิ๊กคอร์ป’ ห่วงธุรกิจปี 69  ‘แรงกดดัน’ รายล้อม ทั้ง ศก.โลก-ไทย กำลังซื้อชะลอ พันธ์ พะเนียงเวทย์ – วิโรจน์ วชิรเดชกุล

    ปีหน้าการทำตลาด แบรนด์ต้องชู “ความคุ้มค่า” การเพิ่มปริมาณสินค้า ราคาเท่าเดิม การโยกเม็ดเงินการตลาดไปใช้ในช่องทางที่จะเติบโต มีค่าใช้จ่ายน้อย การบริหารต้นทุน บริหารความเสี่ยงเพื่อ “สร้างกำไร” ยังเป็นสิ่งสำคัญ

    “ตลาดขนมขบเคี้ยวหรือสแน็กจะผลักดันให้เติบโต 3% 5% หรือ 7% ขึ้นอยู่กับการกระตุ้นตลาด อย่างปี 2568 การวิจัยตลาดพบว่าผู้บริโภคชอบเห็นสินค้าซองใหญ่ ปริมาณมาก เพราะคุ้มค่า สินค้าบริษัทบางหมวด เช่น เบนโตะ โลัตส จึงเพิ่มปริมาณ 20-25% เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า นี่คือสูตรรักษายอดขาย ซึ่งฝ่ามรสุมธุรกิจปีนี้ไม่ง่าย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1214696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34s6RtUjnsQLn4mxRFaug8

  • จดหมายของอิหร่านถึงเลขาธิการและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หลังจากคำขู่ล่าสุดของทรัมป์

    จดหมายของอิหร่านถึงเลขาธิการและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หลังจากคำขู่ล่าสุดของทรัมป์

    จดหมายของอิหร่านถึงเลขาธิการและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หลังจากคำขู่ล่าสุดของทรัมป์

    ตัวแทนอิหร่านประจำสหประชาชาติระบุว่า:

    🔹 คำกล่าวที่ยั่วยุและเพิ่มความตึงเครียดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งมีการข่มขู่การใช้กำลังต่ออิหร่าน ถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจนและร้ายแรง

    🔹 อิหร่านมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการตอบโต้ด้วยวิธีที่เด็ดขาดและเหมาะสม หากอธิปไตย ดินแดน ประชาชน หรือผลประโยชน์สำคัญของชาติถูกคุกคามจากการกระทำที่ก้าวร้าว

  • เศรษฐกิจฟินแลนด์ชะลอ กดดันกำลังซื้อ: ผู้ส่งออกไทยควรปรับกลยุทธ์อย่างไร

    เศรษฐกิจฟินแลนด์ชะลอ กดดันกำลังซื้อ: ผู้ส่งออกไทยควรปรับกลยุทธ์อย่างไร

    เศรษฐกิจฟินแลนด์ชะลอ กดดันกำลังซื้อ: ผู้ส่งออกไทยควรปรับกลยุทธ์อย่างไร

    ลงเมื่อ

    30 ธันวาคม 2568 20:32

    สคต. ณ กรุงโคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) (TTC, Copenhagen (Denmark))

    สำนักงานสถิติฟินแลนด์ (Statistics Finland) ระบุว่า ภาวะความเชื่อมั่นผู้บริโภคในฟินแลนด์ยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Indicator: CCI) ในเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ -7.3 ลดลงจาก -6.5 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับระดับ -7.6 ในเดือนตุลาคม สะท้อนว่าความเชื่อมั่นโดยรวมของครัวเรือนฟินแลนด์ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน แม้ว่ามุมมองต่อสถานะทางเศรษฐกิจของตนเองในปัจจุบันจะปรับดีขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ตาม 
    อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในปีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง และอยู่ในระดับต่ำ โดยนักสถิติอาวุโสของ Statistics Finland ระบุว่า การหดตัวของความเชื่อมั่นที่แท้จริงเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2022 ภายหลังการรุกรานยูเครนของรัสเซีย แม้ความเชื่อมั่นจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในระยะสั้น แต่กลับคงอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง และยาวนานเกินคาด สะท้อนผลกระทบเชิงโครงสร้างของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังคงถ่วงความเชื่อมั่นของประชาชน
    นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองว่าเดือนธันวาคมเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในการซื้อสินค้าคงทน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือการกู้ยืมเงิน โดยมีท่าทีระมัดระวังต่อการใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่ และแทบไม่มีแผนการซื้อที่อยู่อาศัย สอดคล้องกับความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การจ้างงานที่ซบเซา นอกจากนี้ ยังพบว่าความเชื่อมั่นของผู้หญิงต่อเศรษฐกิจฟินแลนด์โดยเฉลี่ยต่ำกว่าผู้ชาย สะท้อนความเปราะบางทางจิตวิทยาและเศรษฐกิจในบางกลุ่มประชากร
    แม้ภาพรวมจะยังไม่สดใส แต่ Statistics Finland มองว่ายังมีสัญญาณบวกเล็กน้อยที่อาจนำไปสู่การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นในปี 2026 โดยเริ่มเห็นความหวังเกี่ยวกับสถานะการเงินของตนเองมากขึ้น ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งมองว่าสถานะทางการเงินของตนอยู่ในระดับ “ปกติ” เมื่อเทียบกับระยะยาว แม้จะยังอ่อนแอกว่าช่วงก่อนวิกฤต ทั้งนี้ การชะลอการใช้จ่ายและการกู้ยืมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายครัวเรือนมีเงินออมสะสมเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นแรงส่งต่อการบริโภคในอนาคตหากความเชื่อมั่นปรับดีขึ้น
    ทั้งนี้ มุมมองเชิงบวกนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักเศรษฐศาสตร์ของหอการค้าแห่งฟินแลนด์ ซึ่งประเมินว่า แม้เศรษฐกิจฟินแลนด์ในปี 2025 จะเติบโตช้า แต่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงรุนแรงได้ และคาดการณ์ว่า การมองโลกในแง่ร้ายของผู้บริโภคอาจรุนแรงในระยะสั้น โดยชี้ว่ากำลังซื้อของครัวเรือนเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนในระยะถัดไป
    แหล่งที่มา: Yle
    บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของสคต.: 
    จากข่าวสะท้อนว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคในฟินแลนด์ยังอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย ชะลอการซื้อสินค้าคงทนและการใช้เงินก้อนใหญ่ พร้อมทั้งกังวลต่อสถานการณ์การจ้างงาน ภาวะดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสการส่งออกสินค้าของไทยเข้าสู่ตลาดฟินแลนด์ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มราคาสูง หรือสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งอาจเผชิญกับการตัดสินใจซื้อที่ยาวนานขึ้น รวมทั้งอาจมีความอ่อนไหวต่อราคาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว ยังมีช่องว่างทางโอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทยที่สามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
    ในระยะสั้น สินค้าไทยที่ยังมีโอกาสยังคงแข่งขันได้ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะอาหารแปรรูป อาหารพร้อมปรุง อาหารสุขภาพ และสินค้าที่ให้ “ความคุ้มค่า” ต่อราคา (value for money) รวมถึงสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษานาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังของครัวเรือนฟินแลนด์ นอกจากนี้ ความนิยมด้านความยั่งยืน ความปลอดภัยของอาหาร และการตรวจสอบย้อนกลับ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ หากสินค้าไทยสามารถสื่อสารคุณค่าเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน จะช่วยสร้างความแตกต่างแม้ในภาวะตลาดซบเซา
    ทั้งนี้ การให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ในลักษณะที่เน้นคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าตลาด เช่น การพัฒนาขนาดบรรจุที่เหมาะสมกับกำลังซื้อ กลยุทธ์ private label หรือความร่วมมือกับ  ผู้นำเข้าและค้าปลีกท้องถิ่นในฟินแลนด์ นอกจากนี้ การสื่อสารจุดแข็งของสินค้าไทยในด้านวัตถุดิบธรรมชาติ สุขภาพ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม อาจช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ยังคงให้ความสำคัญกับคุณค่าในระยะยาว แม้จะมีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
     

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lemdyxqfbu42f0uam3a4ei66&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26qz3d5305GJzpIkscxPFV

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดปี 2026 เศรษฐกิจไทย-โลก ชะลอตัวจากภาษีทรัมป์ เงินเยนยังคงอ่อนตัว เงินเฟ้อไทยกลับมาบวก 0.4%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดปี 2026 เศรษฐกิจไทย-โลก ชะลอตัวจากภาษีทรัมป์ เงินเยนยังคงอ่อนตัว เงินเฟ้อไทยกลับมาบวก 0.4%

    กรุงเทพฯ, วันที่ 31 ธ.ค. – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานภาวะเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า การค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2026 จากผลของการปรับขึ้นภาษี แม้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับ AI จะยังช่วยพยุงได้บางส่วน ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา มีลักษณะเป็น “เศรษฐกิจสองระดับ” ชัดเจนขึ้น โดยเงินเฟ้อ มีแนวโน้มชะลอลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่เท่ากันในแต่ละภาคส่วน ความแตกต่างของนโยบายการเงินในปี 2026 กว้างขึ้น จากการผ่อนคลายเพิ่มเติมของเฟด ขณะที่ญี่ปุ่น ธนาคารกลาง หรือ บีโอเจยังดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้ค่าเงินเยนจะยังเผชิญการอ่อนค่า

    ด้านภาวะเศรษฐกิจไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ประมาณการส่งออกไทยในปี 2025 ถูกปรับเพิ่มเป็น 12.0% จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่ล่าช้ากว่าคาด ขณะที่ในปี 2026 มีแนวโน้มหดตัว 1.2% โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2026 คาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% จากการส่งออกที่อ่อนแอลง ภาคการผลิตที่ซบเซา และข้อจำกัดด้านนโยบายการคลัง  ส่วนเงินเฟ้อในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาอยู่ในแดนบวกที่ 0.4% แม้ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/268292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fhy9406qxV1G666QGDGfp

  • จีนลดภาษีสินค้านำเข้า 935 รายการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เริ่ม 1 ม.ค. 2569 | เดลินิวส์

    จีนลดภาษีสินค้านำเข้า 935 รายการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เริ่ม 1 ม.ค. 2569 | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ว่าหนังสือเวียนจากคณะกรรมการภาษีศุลกากรแห่งคณะรัฐมนตรีจีนระบุว่า เป้าหมายหลักคือ การส่งเสริมการทำงานร่วมกันของตลาดภายในประเทศและตลาดระหว่างประเทศ รวมถึงใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของทั้งสองตลาดอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมขยับขยายอุปทานของสินค้าที่มีคุณภาพสูง

    ตัวอย่างเช่น จีนจะลดภาษีศุลกากรกับชิ้นส่วนสำคัญและวัสดุขั้นสูงบางรายการ เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีระดับสูง ลดภาษีศุลกากรกับทรัพยากรบางรายการเพื่อเกื้อหนุนการพัฒนาสีเขียว และลดภาษีศุลกากรกับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์บางรายการ ซึ่งรวมถึงหลอดเลือดเทียม เพื่อยกระดับชีวิตของประชาชน

    นอกจากนั้น จีนจะเพิ่มประสิทธิภาพของรหัสพิกัดศุลกากรและหมายเหตุพิกัดย่อยระดับชาติในปี 2569 และจะเพิ่มพิกัดย่อยระดับชาติสำหรับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงหุ่นยนต์ชีวจักรกลอัจฉริยะและน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับการบิน เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการพัฒนาภาคส่วนต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจหมุนเวียน

    จีนจะยังคงใช้อัตราภาษีศุลกากรตามที่ตกลงไว้ กับสินค้านำเข้าบางรายการที่มีต้นกำเนิดจากคู่ค้า 34 รายในปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงการค้าเสรีและข้อตกลงสิทธิพิเศษทางการค้าที่ลงนามกับคู่ค้ากลุ่มดังกล่าว จำนวน 24 ฉบับ เพื่อดำเนินความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงส่งเสริมการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกัน จีนจะยังคงยกเว้นการจัดเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้าทุกรายการ จากประเทศพัฒนาน้อยที่สุด 43 แห่ง ซึ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5458508/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZHfgcalB1IAEnr9xrFvJl

  • ปี 2568 เหตุการณ์เขย่าโลกสะเทือนไทย จาก ‘ภัยพิบัติ เศรษฐกิจ’ ถึง ‘เทคโนโลยี’

    ปี 2568 เหตุการณ์เขย่าโลกสะเทือนไทย จาก ‘ภัยพิบัติ เศรษฐกิจ’ ถึง ‘เทคโนโลยี’

    ทั่วไป

    31 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    ปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่โลกและประเทศไทยเผชิญเหตุการณ์ใหญ่หลากหลายมิติ ตั้งแต่เศรษฐกิจโลก การเมือง การเงิน เทคโนโลยี ไปจนถึงภัยพิบัติและปัญหาสังคมที่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของผู้คน ทั้งน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ แผ่นดินไหวข้ามพรมแดน นโยบายภาษีเขย่าโลก ไปจนถึงคราม่าในวงการธุรกิจ การลงทุน และศาสนา

    “กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมเหตุการณ์สำคัญตลอดปี 2568 เพื่อบันทึกบทเรียน ความเปลี่ยนแปลง และแรงสั่นสะเทือนที่กำหนดทิศทางอนาดตของไทยและโลก

    ภาษีทรัมป์สะเทือนโลก

    โลกสะเทือนเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หวนคืนทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2025 สร้างความต่อเนื่อง America First ด้วยนโยบาย Make America Great Again ผ่านไปไม่กี่เดือน ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีศุลกากรตอบแทนกับทุกประเทศทั่วโลกในวันปลดปล่อย (Liberation Day) 2 เม.ย. แต่ยกเว้นเก็บในอัตราเพียง 10% เป็นเวลา 90 วันเพื่อเปิดให้ต่อรอง ขณะที่จีนคู่แข่งถูกเก็บหนักสุด 145%

    ปี 2025 นโยบายภาษีสหรัฐไม่ได้เป็นเพียงมาตรปกป้องทางการค้า แต่เป็น “เครื่องมือจัดระเบียบอำนาจเศรษฐกิจโลกใหม่” ปี 2026 นโยบายภาษีทรัมป์ยังเผชิญความไม่แน่นอน จับตาดูว่าศาลฎีกาสหรัฐจะตัดสินว่าประธานาธิบดีมีอำนาจบังคับใช้ภาษีวงกว้างเช่นนี้หรือไม่ หากตัดสินว่าไม่มีอำนาจ ทรัมป์ อาจต้องปรับมาใช้การเก็บภาษีรายอุตสาหกรรม (มาตรา 232) แทน แต่เชิงนโยบายเชื่อว่า สหรัฐยังคงใช้มาตรการการค้ากดดันคู่ค้าและลดพึ่งพาจีนต่อไป

    วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา

    ต้นปี 13 ก.พ.นายทหารกัมพูชา พร้อมคณะแม่บ้าน จัดกิจกรรมร้องเพลงชาติที่ปราสาทตาเมือนธม แม้ฝ่ายไทยห้ามปราม แต่กัมพูชายังเดินหน้า ต่อมา 28 ก.พ.เกิดเหตุวางเพลิงเผาศาลาตรีมุข สัญลักษณ์มิตรภาพสามชาติไทย ลาว กัมพูชา

    28 พ.ค.เกิดเหตุปะทะครั้งแรกพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ต่อมาต้นเดือน มิ.ย. พบฝ่ายกัมพูชาเสริมกำลังเพิ่มในพื้นที่ชายแดนกระทั่งเกิดเหตุปะทะวันที่ 24 ก.ค. เมื่อกัมพูชาใช้อาวุธยิงฝ่ายไทยก่อนที่ปราสาทตาเมือนธมนำไปสู่การสู้รบต่อเนื่อง 5 วัน 24-28 ก.ค. ผลการรบไทยควบคุมพื้นที่ได้ 14 จุด เสียกำลังพล 15 นาย จากนั้นสถานการณ์ยุติชั่วคราว เมื่อนายกฯ ไทย-นายกฯ กัมพูชา ลงนามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ที่มาเลเซีย

    26 ต.ค. โดนัลด์ ทรัมปี ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้มาตรการภาษีกดดัน และอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย ประธานอาเซียน เป็นพยาน หลังหยุดยิง 5 เดือน กัมพูชายังลักลอบนำอาวุธหนักเพิ่มกำลังเข้ามาในชายแดน 7 จังหวัด 7 ธ.ค.ทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ถูกวางขึ้นใหม่ในพื้นที่พิพาท การรบระลอกสองรุนแรงกว่าครั้งแรก ไทยทลายศูนย์สแกมเซนเตอร์ สแกมอาร์มี่ แหล่งกาสิโน ค้ามนุษย์ อาชญากรรมออนไลน์ ทวงคืนพื้นที่อธิปไตย

    กระทั่งท่าทีกัมพูชาเสนอหยุดยิง ประชุมจีบีซีไทย-กัมพูชา ได้ลงนามถ้อยแถลง 16 ข้อ โดย รมว.กลาโหมทั้งสองฝ่ายตกลง “หยุดยิงทันที” มีผล 27 ธ.ค. ไทยกำหนด 3 เงื่อนไข ท่ามกลางการสู้รบที่ผ่านมาไทยต้องสูญเสียทหารรวม 42 นาย

    การเมืองไทยผันผวนหนัก

    การเมืองไทยในห้วงปี 2568 เต็มไปด้วยความผันผวน สถานการณ์สำคัญ มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกฯ เพียง 10 เดือนเศษ ต้องพ้นจากอำนาจเหตุฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงปมคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา 

    ส่งผลให้มีการจับขั้วตั้งรัฐบาลใหม่ โดยพรรคประชาชน แกนนำฝ่ายค้าน ทำเอ็มโอเอโหวตให้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี 4 เดือน แลกกับเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญ ในที่สุดก็ไม่สามารถทำตามข้อตกลงได้ อนุทิน จึงประกาศยุบสภาหลังอยู่ในอำนาจได้เพียง 3 เดือน ส่งผลให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือน ก.พ. 2569

    ทองคำไทย ทองคำโลกนิวไฮ ไทยพุ่ง 67,400 บาท

    ปี 2568 ถือเป็นปีที่ดีที่สุดในการลงทุน “ทองคำ” ทั้งทองโลกและทองไทย ต้นปี 2568 ราคา “ทองคำไทย” พุ่งสูงสุด 67,400 บาท ราคาต่ำสุด 42,550 บาท ผลต่างทั้งปีเพิ่มขึ้น 22,900 บาท ขณะที่ ตลอดทั้งปี 2568 ราคาทองคำโลกทำสถิติสูงสุดตลอดกาลไปแล้วมากกว่า 50 ครั้ง ทุบหลักไมล์มาต่อเนื่องตั้งแต่ 3,000 ดอลลาร์ เดือน มี.ค. ทะลุ 4,000 ดอลลาร์ เดือน ต.ค. จนล่าสุดทำสถิติใหม่ที่ 4,549.71 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อศุกร์ที่ 26 ธ.ค. รวมแล้วทั้งปีนี้ราคาพุ่งไปถึง 65%

    ธนาคารระดับโลกต้องปรับขึ้นคาดการณ์ราคาทองกันใหม่ ปี 2569 “โกลด์แมน แซคส์” คาดว่าราคาทองจะไปแตะระดับ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือน ธ.ค.2569 ส่วน “เจพีมอร์แกน เชส” มองแนวโน้มทองคำในปี 2569 ราคาจะขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 4 ปีหน้า และอาจเห็นระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    ‘เอไอ’เฟื่องฟู-ปรากฏการณ์ไลฟ์สนั่นTikTok

    ปี 2568 เป็นปีที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานและชีวิตประจำวันของเราอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีหัวข้อสนทนามากมาย พูดถึงผลกระทบ เอไอ รวมถึงการพัฒนาที่เข้าใกล้ “ความฉลาดระดับมนุษย์” หรือ AGI เหนือกว่า Generative AI ถึงขั้นมองกันว่า AI กำลังเก่งเกินมนุษย์ในทุกมิติ ถึงขนาดที่นิตยสารไทม์ยก “ผู้สร้าง AI” เป็นบุคคลแห่งปี 2025 แต่ต้องไม่ลืมเรื่อง “ฟองสบู่ เอไอ” ที่ยังต้องจับตาต่อในปี 2569 นี้

    ในจักรวาลใกล้กัน ปี 2568 นับเป็นปีของ TikTok แพลตฟอร์มโซเชียลกระแสแรงของจีนที่เข้ามาครองตลาดในไทยด้วยการเติบโตที่ก้าวกระโดด และสร้างปรากฏการณ์ “ไลฟ์” ขายสินค้าจากอินฟลูเอนเซอร์ในไทย โดยเฉพาะ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” หรือ รัชนก สุวรรณเกตุ จนสร้างยอดขายทะลุหลักร้อยล้านบาทในเวลาอันสั้น

    แผ่นดินไหวเขย่าไทย-ตึก สตง.ถล่ม

    วันที่ 28 มี.ค.2568 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา แรงสั่นสะเทือนส่งผลข้ามพรมแดนมาถึงประเทศไทย รับรู้แรงไหวได้หลายจังหวัด รวมถึง กรุงเทพฯ จนอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ตึก สตง.) ใจกลางกรุงเทพฯ ที่กำลังก่อสร้างถล่ม มีรายงานผู้เสียชีวิต แรงสั่นสะเทือนยังสร้างความเสียหายต่ออาคาร บ้านเรือน โรงเรียน และสถานที่ราชการใน 18 จังหวัด ส่วนในเมียนมา มีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายพันคน

    เกิดผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมตามมา มีการยกเลิกจองโรงแรมกว่า 1,100 รายการ กระทบท่องเที่ยว เศรษฐกิจหยุดชะงักสะท้อนบทเรียนสำคัญที่ไทยต้องระวัง ได้แก่ ความเสี่ยงแผ่นดินไหวข้ามพรมแดน ความเปราะบางอาคารสูงในพื้นที่ดินอ่อนอย่างกรุงเทพฯ การออกแบบอาคารให้รองรับแรงสั่นสะเทือน รวมถึงระบบเตือนภัยและการสื่อสาร

    น้ำท่วมใต้ ‘หาดใหญ่’ อ่วม

    ปลายเดือน พ.ย. 2568 เมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เผชิญอุทกภัยรุนแรงจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ปริมาณน้ำฝนสะสมกว่า 300-500 มม.เอ่อล้นระบบระบายน้ำ ท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชน และเส้นทางคมนาคมสำคัญบังคับให้ต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก นับว่าเป็นน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในรอบ 300 ปี เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตผู้คน เศรษฐกิจภาคใต้หยุดชะงักเสียหายมูลค่าหลายพันล้านบาท 

    น้ำท่วมหาดใหญ่ยังสะท้อนบทเรียนที่ไทยต้องรับมือ “ดร.สนธิ คชวัฒน์” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ไทยขาด”ผู้บัญชาการในพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ” ซึ่งหากไทยไม่ปรับตัวเชิงโครงสร้างและนโยบายอย่างจริงจัง เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดซ้ำ และสร้างความเสียหายรุนแรงกว่าเดิมในอนาคต

    หลุมยุบจุดก่อสร้างรถ ‘ไฟฟ้าสายสีส้ม’

    เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2568 เหตุการณ์ผิวจราจรทรุดตัวบริเวณหน้าวชิรพยาบาล ถ.สามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นไซต์ใกล้จุดก่อสร้างทางขึ้น-ลงที่ 4 สถานีวชิรพยาบาล (PP19) ของรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่วนสัญญาที่ 1 ซึ่งพบว่าเหตุการณ์ผิวจราจรทรุดตัวครั้งนี้ ทำให้ดินสไลด์เข้าไปปิดพื้นที่งานก่อสร้างภายในอุโมงค์รถไฟฟ้าจำนวนมาก

    รถไฟฟ้าสายสีม่วง สัญญาที่ 1 ระยะทาง4.8 กิโลเมตร มูลค่า 19,430 ล้านบาท ผู้รับจ้างคือ CKST-PL JOINT VENTURE ประกอบด้วย บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันเตรียมซ่อมอุโมงค์ และภายในสถานีวชิรพยาบาลที่เสียหาย กำหนดเปิดบริการปี 2570

    ปิดฉาก 8 ปี JKN “ปั่นหุ้น-ตกแต่งบัญชี”

    ส่งท้ายปี 2568 “ตลาดหุ้นไทย” ด้วย ตลท.เพิกถอนการเป็น “บริษัทจดทะเบียน” (บจ.) ของ “หุ้น JKN” หรือ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ของ แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารจากเปิดเผยข้อมูลอันเป็นเท็จในงบการเงินปี 2566 ซึ่งกระทบร้ายแรงต่อสิทธิประโยชน์ผู้ถือหุ้น สร้างบาดแผลให้นักลงทุน

    ขณะที่ ได้ทิ้งทวนปล่อยให้ “ซื้อขาย” (เทรด) วันสุดท้าย 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา และเพิกถอนเป็นทางการเมื่อ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา เหลือทิ้งไว้แค่ตำนานอื้อฉาว ตามกระแสข่าวที่ระบุว่า “อดีตผู้บริหาร JKN” หอบเงิน 6,000 ล้านบาทออกนอกประเทศ พร้อมฝังกลบนักลงทุนรายย่อยนับ”หมื่นราย”และ”เจ้าหนี้หุ้นกู้”อีก 7 รุ่น ไว้เบื้องหลัง มูลค่ากว่า 3,200 ล้านบาท

    สะเทือนวงการสงฆ์ พระมั่วสีกา

    ตลอดปี 2568 วงการพระสงฆ์ไทย ถูกสังคมตั้งคำถามอย่างมากจากเหตุการณ์พระมั่วสีกาและหลอกบริจาคเงิน สะเทือนศรัทธาประชาชนทั่วประเทศ กรณีแรกพระระดับเจ้าคุณปั่นบาคาร่าคั่วสีกา ศาลออกหมายจับพระธรรมวชิรานุวัตร หรือ เจ้าคุณแย้ม เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม เจ้าคณะภาค 14 ขณะนั้น ถูกจับกุมและดำเนินคดีทุจริตยักยอกเงินวัด 300 ล้านบาท พร้อมจับกุมสีกา อ. นายหน้าสาวเว็บพนันรับแทงบาคาร่า

    ต่อมาพระมั่วสีกา ระดับเจ้าคุณ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด จบการศึกษาปริญญาเอก มีตำแหน่งเป็นศาสตรจารย์ก็มี รวมเกี่ยวพัน 13 ราย เรื่องราวของ “สีกากอล์ฟ” มีคลิปถูกแฉในสังคมออนไลน์พบเงินหมุนเวียน 385 ล้าน กรณีที่สอง หลอกบริจาคเงินอดีตหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ชวนบริจาคทำบุญแล้วหักเงินไปใช้ของ “หมอบี” พร้อมเปิดโปงที่มาของอลงกต ตั้งแต่หนีเกณฑ์ทหารมาบวช ล่าสุดตำรวจ-ป.ป.ง.ยึดที่ดิน 7,200 ไร่ ยึดรถยนต์ 60 คัน

    สารพัดดราม่า “ไทย” เจ้าภาพ”ซีเกมส์ครั้งที่ 33″

    ประเทศไทยเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “ซีเกมส์ ครั้งที่ 33” มีระยะเวลา 2 สัปดาห์เพื่อเตรียมตัว แต่ผ่านหลายรัฐบาล การจัดงานกลับสร้างความผิดหวังให้คนไทย และมี “ดราม่า” มากมาย

    การจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้เวลา 2 วัน การเปลี่ยนตัวผู้จัดพิธีเปิด-ปิดไม่กี่สัปดาห์ พิธีเปิดระบบเสียงของศิลปิน ตัวเลขเหรียญรางวัล ธงชาติบางประเทศ “ผิด” การสะกดชื่อภาษาอังกฤษสถานที่ รายการกีฬา “ผิด” แม้ดราม่าล้นหลาม แต่นักกีฬาไทยจำนวนมากสร้างผลงานโดดเด่นให้คนไทยได้มีความสุขกับการเป็น “เจ้าเหรียญทอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/news/news-update/1214635&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rk4-0KUaYKvxQZafbvBEZ

  • ปีใหม่ 2569 ตลาดเหนื่อย! หุ้นไทยไร้แรงฟื้น หลบภัยหุ้นปันผล-ถือเงินสด รอจังหวะโลก

    ปีใหม่ 2569 ตลาดเหนื่อย! หุ้นไทยไร้แรงฟื้น หลบภัยหุ้นปันผล-ถือเงินสด รอจังหวะโลก

    หากปี 2568 คือ ปีแห่งความเหนื่อยล้าของตลาดทุนไทย ภาพฉายชัดผ่านความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยในความเคลื่อนไหวของวันที่ 30 ธันวาคม 2568 วันสุดท้ายของการเทรดหุ้น ก่อนหยุดยาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 

    โดยดัชนีปิดที่ 1,259.67 จุด เพิ่มขึ้น 5.64 จุด คิดเป็น +0.45% มูลค่าการซื้อขาย 32,518.33 ล้านบาท ระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นสูงสุด 1,260.47 จุด ลดลงต่ำสุด 1,251.35 จุด

    ด้วยแรงซื้อของนักลงทุนบัญชี บล. จำนวน 400.49 ล้านบาท ขณะที่แรงขายสถาบัน -208.89 ล้านบาท, ต่างประเทศ -48.57 ล้านบาท และรายย่อยในประเทศ -143.03 ล้านบาท

    ภาพ SETTRADE

    ในปี 2569 ในสายตาของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ก็อาจเป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยต้อง “เดินกะเผลก” ต่อไป

    นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) ระดับตำนานของไทย ให้ภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนว่า ในปี 2569 ตลาดหุ้นไทยอาจไม่ถึงขั้นล่มสลาย แต่ก็ไม่ใช่ปีแห่งการพุ่งทะยาน

        ไม่ใช่ “ม้าผยอง”
        หากแต่เป็น “ม้าขาเก”

    ภาพนี้สะท้อนมุมมองว่า แม้บางสินทรัพย์ในโลกยังทำ All-time high ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่ม AI หรือ ทองคำ แต่สำหรับตลาดหุ้นไทย กลับยังวนอยู่ในจุดเดิม “ราคาหุ้นลงมาเยอะ ค่า P/E ต่ำ ปันผลดูดี” แต่… แรงฟื้นยังไม่มา

    ปีใหม่ 2569 ตลาดเหนื่อย! หุ้นไทยไร้แรงฟื้น หลบภัยหุ้นปันผล-ถือเงินสด รอจังหวะโลก

    ในด้านเศรษฐกิจ ดร.นิเวศน์ มองว่า ตัวเลขปี 2568 ที่อ่อนแอ อาจไม่ใช่จุดต่ำสุด และปี 2569 มีความเสี่ยงที่จะ “ไม่ดีขึ้น หรืออาจแย่ลง” จากหลายปัจจัยกดดัน

    โดยเฉพาะ ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่กระทบทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน ซึ่งยังไม่เห็นจุดจบที่ชัดเจน

    แม้หุ้นไทยจะดู “ถูก” ในเชิงตัวเลข แต่เมื่อไร้ Catalyst นักลงทุนจำนวนไม่น้อยจึงเลือกทางรอดแบบเงียบๆ “ถือหุ้นต่อเพื่อกินปันผล แทนการหวัง Capital Gain”

    สำหรับประเด็นที่ต้องจับตาในปี 2569 ดร.นิเวศน์ ตอบอย่างระมัดระวัง แต่ชัดเจนว่า “การเมือง” คือโจทย์ใหญ่ที่สุด

    • ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลที่ “บริหารเป็น” เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
    • ทีมเศรษฐกิจต้องมีแนวคิด เสรีนิยม เปิดกว้างทางการค้า เชื่อมโลก
    • สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน ดึงเม็ดเงินต่างชาติ และสนับสนุน Start-up อย่างจริงจัง

    เพราะหากประเทศยังติดอยู่กับบรรยากาศของความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างในปีนี้บรรยากาศการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว…ไม่มีวันวิ่งได้เต็มสปีด

    ปีใหม่ 2569 ตลาดเหนื่อย! หุ้นไทยไร้แรงฟื้น หลบภัยหุ้นปันผล-ถือเงินสด รอจังหวะโลก

    กลยุทธ์ลงทุนปี 2569 ในมุม “ดร.นิเวศน์”

    1. ถือเงินสด (Cash is King) ถือเงินสดในสัดส่วนสูง เพื่อรอจังหวะลงทุน โดยเฉพาะโอกาสใน “ตลาดต่างประเทศ” หากเกิดการปรับฐานแรง
    2. หุ้นปันผลดี (Dividend Stocks) เน้นหุ้นที่ผลประกอบการไม่ถดถอย จ่ายปันผลสม่ำเสมอ อย่างน้อย 5% ต่อปี กระจายหลายตัว หลายอุตสาหกรรม กลุ่มที่น่าสนใจ เช่น ธนาคาร หรือธุรกิจที่ฐานรายได้แข็งแรง

    เปรียบได้กับการเดินเรือในน่านน้ำที่ยังไม่มีลมส่ง การพยายามฝืนแล่นไปในขณะที่มีพายุความขัดแย้งล้อมรอบอาจทำได้ยาก วิธีที่ดีที่สุดคือการเตรียมเสบียง (เงินสด) ให้พร้อม และเลือกจอดพักในอ่าวที่ปลอดภัย (หุ้นปันผล) จนกว่าบรรยากาศจะเปลี่ยนจากสนามรบเป็นตลาดการค้าที่คึกคักอีกครั้ง.

    ปีใหม่ 2569 ตลาดเหนื่อย! หุ้นไทยไร้แรงฟื้น หลบภัยหุ้นปันผล-ถือเงินสด รอจังหวะโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/735810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xm1BIy1ZL2_kAnVOqngS9