Category: เศรษฐกิจ

  • OECD เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลก 2025 เป็น 3.2% หลังรับมือภาษีนำเข้าทรัมป์ได้

    OECD เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลก 2025 เป็น 3.2% หลังรับมือภาษีนำเข้าทรัมป์ได้

    องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2025 เป็น 3.2% เมื่อวันอังคาร หลังพบว่าเศรษฐกิจโลกสามารถรับมือกับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าผลกระทบเต็มรูปแบบของมาตรการดังกล่าวยังคงมีความไม่แน่นอน

    ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา องค์กรที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงปารีสแห่งนี้เคยลดการคาดการณ์จาก 3.1% เหลือ 2.9% โดยเตือนว่าภาษีนำเข้าของทรัมป์จะฉุดเศรษฐกิจโลกให้ซบเซา อย่างไรก็ตาม ในรายงานที่อัปเดตเมื่อวันอังคาร OECD ได้ปรับปรุงการประมาณการดังกล่าวขึ้นมาเป็น 3.2% โดยระบุว่าเศรษฐกิจแสดงความยืดหยุ่นมากกว่าที่คาดการณ์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025

    ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก

    OECD ชี้ให้เห็นว่า การเร่งนำเข้าล่วงหน้า ซึ่งเป็นการที่บริษัทต่างๆ เร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่ภาษีของทรัมป์จะมีผลเต็มที่ กลายเป็นแหล่งสำคัญของการสนับสนุน เศรษฐกิจยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ในสหรัฐอเมริกา และการใช้จ่ายของรัฐบาลในจีน

    ตัวเลขที่อัปเดตใหม่นี้ยังคงแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวเล็กน้อยจาก 3.3% ในปี 2024 องค์กรดังกล่าวระบุว่า ผลกระทบเต็มรูปแบบของการเพิ่มภาษียังไม่ส่งผลกระทบ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างถูกนำมาใช้เป็นระยะ และบริษัทต่างๆ เริ่มต้นดูดซับการเพิ่มขึ้นของภาษีบางส่วนผ่านกำไร แต่ผลกระทบเหล่านี้จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นในตัวเลือกการใช้จ่าย ตลาดแรงงาน และราคาดัชนีผู้บริโภค

    ความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่

    OECD คาดการณ์ว่าการเติบโตโลกจะชะลอลงเหลือ 2.9% ในปี 2026 เมื่อการเร่งนำเข้าล่วงหน้าหยุดลง และอัตราภาษีที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางนโยบายที่ยังคงสูงจะกดดันการลงทุนและการค้า

    ทรัมป์ได้กำหนดภาษีพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในเดือนเมษายน ต่อมาได้เพิ่มภาษีที่สูงกว่านั้นให้กับหลายสิบประเทศ แต่ผู้นำสหรัฐฯ ยังเปิดให้มีการเจรจา โดยได้บรรลุข้อตกลงกับอังกฤษ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ในบรรดาประเทศอื่นๆ

    การปรับคาดการณ์ประเทศสำคัญ

    OECD ยังปรับปรุงคาดการณ์การเติบโตของสหรัฐอเมริกาสำหรับปี 2025 จาก 1.6% เป็น 1.8% แต่เตือนว่าการเติบโตในเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกคาดว่าจะชะลอลง

    องค์กรดังกล่าวยังได้ปรับปรุงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆเช่น จีน 4.9% ยูโรโซน 1.2% และ ญี่ปุ่น 1.1%

    อย่างไรก็ตาม OECD ชี้ให้เห็นถึงการลดลงของการผลิตอุตสาหกรรมในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาในหลายประเทศ รวมถึงบราซิล เยอรมนี และเกาหลีใต้ พร้อมกับการชะลอตัวของการบริโภคในสหรัฐอเมริกา จีน และยูโรโซน

    การคาดการณ์การเติบโตโดย OECD สำหรับโลก G20 ยูโรโซน และประเทศที่เลือก ตามรายงานเดือนกันยายน 2568

    การคาดการณ์การเติบโตโดย OECD สำหรับโลก G20 ยูโรโซน และประเทศที่เลือก ตามรายงานเดือนกันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/oecd-ups-world-economic-outlook-2025-trump-tariffs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27Gj253fjS5QQ1VZbJn-lV

  • จับตา Quick Big Win ทางเศรษฐกิจ

    จับตา Quick Big Win ทางเศรษฐกิจ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    จับตา Quick Big Win ทางเศรษฐกิจ

    24 ก.ย. 2568 04:45 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    คอลัมน์หนังสือพิมพ์ดูทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2884483&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i8K78UVsRE28tIM4VXkmC

  • “ฮุน เซน”โพสต์ภาพคู่ลูกชาย อวดเศรษฐกิจกัมพูชามีประสิทธิภาพ แม้ไม่นำเข้าสินค้าไทย

    “ฮุน เซน”โพสต์ภาพคู่ลูกชาย อวดเศรษฐกิจกัมพูชามีประสิทธิภาพ แม้ไม่นำเข้าสินค้าไทย

    (23ก.ย.68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 

    ความจริงแล้ว ผมไม่ประสงค์จะแถลงใด ๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งกัมพูชา-ไทย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการหารือภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่มุ่งหมายเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตระหว่างทหารและพลเรือน และเพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินทั้งของรัฐและเอกชน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน จะไม่ถูกทำลายในกรณีที่เกิดสงครามขึ้นใหม่

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมต้องการจะพูดถึงคือการเปิดด่านชายแดนกัมพูชา-ไทยอีกครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา มีการพูดคุยในที่สาธารณะอย่างมาก ส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวกัมพูชา ขณะเดียวกัน นักการเมือง ผู้นำทหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนยังคงนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้

    เมื่อมองไปยังประเทศไทย เราเห็นเสียงจากทุกระดับชั้นของสังคม ตั้งแต่ระดับบนสุดไปจนถึงระดับล่าง ออกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับการคงการปิดด่านไว้ นับตั้งแต่กองทัพไทยสั่งปิดชายแดนฝ่ายเดียว กัมพูชาก็ไม่เคยร้องขอให้เปิดด่านอีกครั้ง เราเพียงแต่แจ้งฝ่ายไทยว่า (เนื่องจากไทยปิดพรมแดน พวกเขาควรเป็นผู้เปิดพรมแดนใหม่ ไม่จำเป็นต้องเจรจากับกัมพูชา และเมื่อไทยเปิดพรมแดนอีกครั้ง กัมพูชาจะตามมาในอีกห้าชั่วโมงต่อมา)

    นี่คือจุดยืนที่มั่นคงของกัมพูชา และจะไม่เปลี่ยนแปลง กัมพูชาจะไม่ลดตัวลงขอร้องให้ไทยเปิดพรมแดนอีกครั้ง แม้ว่าไทยจะตัดสินใจปิดพรมแดนต่อไปอีก 100 ปี กัมพูชาก็จะไม่ล่มสลาย

    ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบคุณต่อประเทศไทย การปิดพรมแดนฝ่ายเดียวของไทยได้ขัดขวางการนำเข้าสินค้าไทย ซึ่งส่งผลให้สินค้าภายในประเทศของกัมพูชาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ชาวกัมพูชาที่รักประเทศของตนได้ร่วมมือกันสนับสนุนและบริโภคสินค้าที่ผลิตในท้องถิ่น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

    กว่าสามเดือนที่ไม่มีการนำเข้าจากไทย ตลาดของกัมพูชายังคงมีเสถียรภาพ มีอุปทานเพียงพอและอัตราเงินเฟ้อต่ำ ในแง่เศรษฐกิจมหภาค การบริหารจัดการเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ

    สำหรับคำขอของญี่ปุ่นซึ่งมีการลงทุนทั้งในไทยและกัมพูชาเพื่อขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนกัมพูชา-ไทยนั้น ญี่ปุ่นควรติดต่อฝ่ายไทย เนื่องจากกัมพูชาได้อนุมัติแล้ว

    ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างนอบน้อมต่อพี่น้องประชาชน โปรดอดทนรอ และให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ต่อไปด้วยสันติวิธี เราไม่สามารถยุติสงครามด้วยสงครามได้

    ที่มา : เฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen of Cambodia

    ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/international/N0yUClKNY&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZN8zi0OaSfgvxKcBU6X6F

  • เศรษฐกิจกับปัญหาเร่งด่วนทางการเมือง

    เศรษฐกิจกับปัญหาเร่งด่วนทางการเมือง

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เศรษฐกิจกับปัญหาเร่งด่วนทางการเมือง

    เศรษฐกิจกับปัญหาเร่งด่วนทางการเมือง

    24 ก.ย. 2568 04:30 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2884498&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0flHQoqDYM7rLYCTMzu10S

  • “สมาคมธนาคารไทย” ชงรัฐบาล เร่งแก้เศรษฐกิจนอกระบบ-หนี้ครัวเรือน

    “สมาคมธนาคารไทย” ชงรัฐบาล เร่งแก้เศรษฐกิจนอกระบบ-หนี้ครัวเรือน

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (23 ก.ย.68) นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ผ่าน Facebook ระบุ สมาคมธนาคารไทย ได้ต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี ที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย ส่วนใหญ่เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหาและคำแนะนำต่างๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย เพราะธนาคารไทยสัมผัสกับลูกค้าแทบจะทุกกลุ่มได้เป็นอย่างดี

    นายวรภัค กล่าวเสริมว่า ท่านนายกฯและท่านรองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รู้จัก CEO ของธนาคารไทยแทบจะทุกท่าน บรรยากาศการพูดคุยเลยค่อนข้างผ่อนคลายเป็นกันเองและเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีอรรถรส โดยมีสาระสำคัญจากสมาคมธนาคารไทยพอสังเขป ได้แก่

    Perfect Storm ภาพเศรษฐกิจ ที่สมาคมธนาคารฉายในสายตาของสมาคมฯ ไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี

    1.โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง–คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ

    2.ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

    3.ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่า แสนฉบับ กำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    ขณะที่ Reinvent Thailand ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคาร นั้น สมาคมไม่ได้มาเพียงบ่น แต่ชูแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมี ข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    โดย 3 แนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ คือ

    ภาคประชาชน

    จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่ พร้อมกำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกรายต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ภาคธุรกิจ ผลักดันโครงการ Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศมาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน และใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ภาครัฐ ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT รวมถึงปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน

    ด้านนโยบายเร่งด่วน 4+4 ซึ่งสมาคมฯ สรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก + 4 มาตรการเสริม

    1.ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ

    2.แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

    3.เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน

    4.กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    ส่วน +4 เสริม : ใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือ สัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโตและก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    ซึ่งข้อแนะนำบางอย่างท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯเศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้วอาทิเช่นการแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้นแต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศเป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/784307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e7Q8gec0vNOyUHVn5D3D3

  • รองประธานเฟดเรียกร้องลดดอกเบี้ยเชิงรุกเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงานอเมริกัน

    รองประธานเฟดเรียกร้องลดดอกเบี้ยเชิงรุกเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงานอเมริกัน

    รองประธานเฟดเดอรัลรีเสิร์ฟของสหรัฐอเมริกา มิเชล โบว์แมน เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุกโดยลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับสภาวะตลาดแรงงานที่กำลังแย่ลง พร้อมเตือนว่านโยบายการเงินอาจตามไม่ทันสถานการณ์

    โบว์แมน กล่าวในการประชุมที่รัฐนอร์ธแคโรไลนาเมื่อวันอังคารว่า คณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟดควรดำเนินการอย่างเด็ดขาด และเชิงรุกเพื่อแก้ไขสภาพตลาดแรงงานที่ลดลงและมีสัญญาณของความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเผชิญกับสภาวะตลาดแรงงานที่เลวร้ายลงมาหลายเดือน

    ความกังวลเรื่องการปรับนโยบายล่าช้า

    รองประธานเฟดแสดงความกังวลว่า หากสภาวะดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป จะต้องปรับนโยบายในอัตราที่เร็วขึ้น และในระดับที่มากขึ้นในอนาคต แม้ว่าโบว์แมนจะสนับสนุนการตัดสินใจของเฟดในการลดดอกเบี้ย 0.25 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เธอเป็นหนึ่งในสองของกรรมการเฟดที่ผลักดันให้มีการลดดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม ขณะที่เจ้าหน้าที่คนอื่นโหวตให้คงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

    เธอยืนยันในวันอังคารว่า เฟดควรเริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พร้อมเพิ่มความมั่นใจว่าภาษีนำเข้าที่สหรัฐกำหนดจะมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นและมีขนาดเล็ก

    แนวโน้มนโยบายการเงินในอนาคต

    หากสภาพเศรษฐกิจพัฒนาไปตามที่คาดการณ์ไว้ โบว์แมน คาดหวังว่าการลดดอกเบี้ยของเฟดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะเป็นการเริ่มต้นของการลดดอกเบี้ยหลายครั้งต่อเนื่อง

    ผู้ว่าการเฟด สตีเฟน มิรัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่จากประธานาธิบดีทรัมป์เป็นคนเดียวในคณะกรรมการตลาดเงินแบบเปิดของรัฐบาลกลางที่คัดค้านการลดดอกเบี้ย 0.25 %โดยเขาต้องการการลดมากกว่า 0.5%

    ความระมัดระวังในการลดดอกเบี้ยแบบรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่นโยบายยังระมัดระวังต่อการลดดอกเบี้ยแบบรุนแรง ประธานเฟดชิคาโก ออสตัน กูลส์บี กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า ในที่สุดแล้วอัตราดอกเบี้ยสามารถลดลงได้มากหากเราสามารถกำจัดเงินเฟ้อออกไปได้ เขาเตือนด้วยว่า อัตราเงินเฟ้อที่เกินเป้าหมายมาสี่ปีครึ่งติดต่อกันและยังคงสูงขึ้น ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการปรับลดอย่างฮวบฮาบเกินไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fed-official-urges-proactive-rate-cuts-boost-us-jobs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kUxwEwtxeGRdStD8CQUJu

  • “เงินบาท” เปิดเช้าทรงตัว 31.78 บ. เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจ “สหรัฐ”

    “เงินบาท” เปิดเช้าทรงตัว 31.78 บ. เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจ “สหรัฐ”

    ผู้สื่อข่าวรายงาน ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.78 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 31.80 บาท/ดอลลาร์ ทั้งนี้ ค่าบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดติดตามความเห็นของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), ดัชนีราคา PCE เดือนส.ค. และตัวเลข GDP ไตรมาส 2/68 ในช่วงปลายสัปดาห์

    ส่วนปัจจัยในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่ากำลังติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และได้เข้าดูแลตลาดเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของทุนสำรองระหว่างประเทศ  และต้องตามดูประเด็น Net Error and Omission (NEO) หรือ ข้อผิดพลาดและตกหล่นสุทธิว่าจะมีส่วนกดดันต่อค่าเงินบาทหรือไม่

    ด้านราคา ทองคำ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงินบาท โดยทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ 3,710 ดอลลาร์ต่อออนซ์ รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หลังจากสัปดาห์ก่อนมีการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปี และส่งสัญญาณว่าจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อตอบรับตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ทั้งนี้ จาก CME FedWatch Tool นักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 93% ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนตุลาคม และ 81% สำหรับการประชุมเดือนธันวาคม.

    สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท คาดว่าวันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ และผันผวนตามราคาทองคำ โดยมีแนวรับที่ระดับ 31.65 บาท/ดอลลาร์ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 7,690 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,672 ล้านบาท

    ส่วนกรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ USD/THB 31.65-31.85 แนะนำทยอยซื้อที่ระดับ 31.65, EUR/THB 37.20-37.60 แนะนำทยอยซื้อที่ระดับ 37.20, JPY/THB 0.2140-0.2180 แนะนำทยอยซื้อ  0.2100, GBP/THB 42.80-43.20 และ AUD/THB 20.80-21.20

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/784174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OdEiQ9APyG_wfPv5WEa30

  • กฤษฎีกากับการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์

    กฤษฎีกากับการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์

    การพัฒนากฎหมายมีความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชนทุกคน ในปัจจุบัน เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิต การทำงาน และการดำเนินธุรกิจ หรือแม้แต่การปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น การสนับสนุนให้การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือแนวคิด technology for public goods จึงสำคัญอย่างยิ่ง เป็นหัวข้อที่ตามมาซึ่งคำถามทั้งทางกฎหมาย ธรรมาภิบาล และจริยธรรมของการพัฒนา ให้บริการ และนำเทคโนโลยีไปใช้

    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการกำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence (AI) แต่ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกลางทางกฎหมายที่มีหน้าที่ให้ความเห็นทางกฎหมายแก่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ตรวจสอบ แก้ไขและยกร่างกฎหมายของรัฐบาล รวมทั้งมีหน้าที่ในการพัฒนากฎหมายของประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สำนักงานฯ ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถเตรียมการรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต และปรับปรุงแก้ไขกฎหมายของประเทศให้รองรับกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านั้น และในขณะเดียวกันก็เพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐบาลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

    เมื่อกล่าวถึง AI เราได้เห็นแนวทางการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ในภาคประชาชนและธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้าง Chatbot ที่มีความฉลาดสามารถตอบและประมวลผลจากคำถามของผู้ใช้งานได้ใกล้เคียงหรือเสมือนเป็นการพูดคุยสนทนากับมนุษย์ด้วยกัน กล่าวคือ AI มีความสามารถเพิ่มมากขึ้นในการเข้าใจรูปแบบและลักษณะของข้อมูล และนำความเข้าใจในข้อมูลนั้นไปสร้างแนวทางการตอบคำถามหรือการสร้างข้อมูลชุดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  หากพิจารณาการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในวงการกฎหมาย เราเริ่มเห็นการนำ AI ในรูปแบบใหม่ หรือ Generative AI มาใช้ต่อยอดการบริหารจัดการข้อมูลกฎหมาย เช่น การแก้ไขและชำระข้อมูลที่มีความบกพร่องหรือตกหล่นด้วยการประมวลผลข้อมูลในรูปแบบภาษาธรรมชาติ (natural language processing) หรือการนำ AI มาช่วยการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มเพื่อลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมายของประชาชนและผู้ประกอบการ เช่น การกรอกใบคำร้องต่ออายุใบอนุญาต หรือ การกรอกเอกสารยื่นภาษีเงินได้ เป็นต้น

    ด้วยศักยภาพและโอกาสในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบและปัจจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ในสังคมไทย โดยในปัจจุบันอาจแบ่งประเด็นพิจารณาออกได้เป็นทั้งหมดสามเรื่องหลัก ดังนี้

    1. ปัจจัยด้านกฎหมาย (legal implications) เทคโนโลยี AI มีผลเพิ่มความเป็นอิสระในการดำเนินการให้แก่อุปกรณ์หรือระบบต่าง ๆ ซึ่งในกรณีที่มีการดำเนินการที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่สวัสดิภาพของบุคคล จำเป็นที่จะต้องมีแนวทางในการกำหนดความผิดและผู้รับผิดชอบในความผิดนั้น (harm and causation of harm) ในเรื่องนี้ หน่วยงานด้านกฎหมายต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแห่งประเทศสหราชอาณาจักร (UK Law Commission) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับ AI (AI and the Law: a discussion paper) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 โดยมีการตั้งประเด็นไว้ว่าอาจต้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายแพ่งเพื่อรองรับการกำหนดความรับผิดชอบและผู้รับผิดชอบในกรณีที่อุปกรณ์เครื่องใช้หรือซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์สร้างความเสียหายต่อผู้ใช้งาน นอกจากนั้น ยังมีการตั้งประเด็นเพิ่มเติมว่า จำเป็นต้องมีการกำหนดประเภทของบุคคลเพิ่มเติม (จากประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ให้แก่ระบบ AI ที่มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและดำเนินการเป็นการทั่วไปได้เสมือนมนุษย์หรือไม่
    2. ปัจจัยด้านการกำกับดูแล (regulatory implications) นอกเหนือจากปัจจัยและข้อคำถามด้านกฎหมายแล้ว การพัฒนาสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณากฎหมายเชิงกำกับดูแลประกอบควบคู่ไปด้วย การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจหรือการดำเนินชีวิตของประชาชนเป็นต้นทุนที่ควรกำหนดเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่หากปล่อยให้เอกชนหาวิธีการแก้ไขอาจไม่ทันการณ์หรืออาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติมโดยเฉพาะต่อกลุ่มคนที่ไม่มีอิทธิพลหรือไม่มีอำนาจต่อรอง ปัญหาเหล่านี้อาจเรียกรวมได้ว่าเป็นปัญหาความบิดเบือนของตลาด (market distortion) หรือความล้มเหลวของตลาด (market failure) หากใช้กฎหมายกำกับดูแลแบบพร่ำเพรื่อหรือไม่สอดคล้องกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข อาจะส่งผลเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนโดยไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ในประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลเลือกที่จะไม่ออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลเทคโนโลยี AI เป็นการทั่วไป แต่เลือกที่จะออกกฎหมายกำกับดูแลการนำ AI ไปใช้ในบางกรณี (specific use case) เช่น เรื่องยานยนต์ไร้คนขับ (autonomous vehicle) เป็นต้น
    3. ปัจจัยด้านการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี (innovation promotion) ปัจจัยสุดท้ายที่หน่วยงานด้านกฎหมายอาจเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่ การช่วยเหลือสนับสนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี AI เกี่ยวข้องกับหลายเรื่อง เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีคลาวด์ (cloud computing) การสร้างส่วนประกอบหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับคอมพิวเตอร์ รวมถึงการส่งเสริมให้มีการสร้างทุนมนุษย์ที่มีทักษะความสามารถพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและกลายไปเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต เป็นต้น เรื่องเหล่านี้บางเรื่องจำเป็นต้องใช้การผลักดันด้านกฎหมายเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ทั้งหมดนี้เป็นเพียงหลักการที่มีส่วนในการสนับสนุนการผลักดันสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะหน่วยงานทางกฎหมายของรัฐบาล เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวนี้ และจะดำเนินภารกิจด้านการพัฒนากฎหมายโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/866053/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PLDRN1JbOMX1Q6cBXObvI

  • “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค


    23/09/2568 | 11 |

    “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค 
    บทสรุป
        เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้พบหารือกับนายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทยเพื่อหารือในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” โดยได้หารือถึงความร่วมมือในการแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน หนี้ SMEs และหนี้ครัวเรือน ซึ่งได้มีการขอความร่วมมือสมาคมธนาคารไทยในการผ่อนปรนหรือเร่งเสริมสภาพคล่องแก่ SMEs ที่ยังมีศักยภาพ ในขณะที่ผู้ประกอบการเองจะต้องพัฒนาศักยภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าต้องดีขึ้น ต้นทุนต้องต่ำลงและรัฐบาลจะช่วยเหลือในการเพิ่มช่องทางการตลาดไม่ยึดติดกับตลาดเดิม ๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกที่มีการพัฒนาไปอย่างมากได้ และขณะนี้ยังต้องสู้  และแข่งขันกับภูมิภาคอีกด้วย จึงจะต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของประเทศให้สามารถกลับมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนอีกครั้ง และมั่นใจว่าทีมเศรษฐกิจและสมาคมธนาคารไทยจะนำการหารือครั้งนี้ไปสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด 

    รายละเอียด
    (22 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย
    ทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรี
    ว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางมาที่สมาคมธนาคารไทยเพื่อหารือในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” 
    นายอนุทิน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นการหารือในหลายประเด็นที่รัฐบาล มีความห่วงใยและมาขอรับการสนับสนุนจากสมาคมธนาคารไทย โดยเรื่องหลัก เช่น ปัญหาหนี้สินของประชาชน หนี้สิน SMEs หนี้ครัวเรือน โดยอยากขอความร่วมมือสมาคมธนาคารไทยในการผ่อนปรน หรือเร่งให้มีสภาพคล่องเข้าไปในตลาดสำหรับลูกค้าที่ยังมีศักยภาพที่สามารถผลิตสินค้าให้เข้าไปในตลาดได้ รวมทั้งการรับฟังความเห็นของสมาคมธนาคารไทย ความกังวล ความห่วงใย ขณะนี้ต้องสู้และแข่งขันกับภูมิภาคด้วยจะทำอย่างไรที่จะทำให้ระบบการธนาคารของประเทศไทยที่เคยเป็นผู้นำกลับคืนมาอีกครั้งในภูมิภาคอาเซียน ทำอย่างไรให้เกิดการแข่งขันกับตลาดโลกที่มีพื้นฐานการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในทุกวัน  
    ซึ่งในครั้งนี้ได้เข้ามารับฟังแนวทางต่าง ๆ สิ่งใดที่รัฐบาลจะทำให้ได้จะเร่งดำเนินการ ส่วนตัวไม่กังวล เนื่องจากทีมรัฐมนตรีของตนเองอยู่ในแวดวงด้านนี้มาก่อน ขณะนี้รับข้อเสนอไปหมดแล้ว ดังนั้นตนเองมีหน้าที่เห็นชอบ และผลักดันตามที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คือนายเอกนิติจะนำเสนอ มั่นใจว่าทีมเศรษฐกิจและสมาคมฯ 
    จะนำการหารือครั้งนี้ไปสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด และจะเร่งเรื่องศักยภาพของประเทศไทย การเพิ่มมูลค่า
    ด้านการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากที่สุด ภาคบริการ การแพทย์ การแพทย์เพื่อสุขภาพ เกษตรกรรม ทั้งผู้ผลิตและแปรรูป รวมถึงราคาพืชผลด้านการเกษตร และยังมีอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฮเทคที่ประเทศไทยมีพื้นที่มากเพียงพอ ที่จะรองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมด้านนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพและขยายขนาดทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป
    ทั้งนี้ยังได้หารือในทุกเรื่อง ซึ่งเรื่องการเสริมสภาพคล่องทางธนาคารต้องประเมินศักยภาพของลูกหนี้และลูกค้า โดยได้ขอความร่วมมือจากสมาคมธนาคารไทยว่า พยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบให้มากขึ้น เพราะเมื่อ
    เงินเก่าติดอยู่ และเงินใหม่ไม่เข้าไป เงินเก่าก็จะหายไปด้วย ซึ่งทางธนาคารต้องไปประเมินความเสี่ยง แต่ลูกหนี้จะต้องมีศักยภาพด้วยว่าจะสามารถสานต่อธุรกิจของตนเองต่อไปได้ ขณะที่ธนาคารต้องการปล่อยสินเชื่อแต่ขึ้น
    อยู่กับประสิทธิภาพของผู้ประกอบการ จึงเป็นสิ่งที่จะอยู่เหมือนเดิมไม่ได้ เพราะต้องแข่งขันตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยหลายคนยังติดอยู่ คือยังอยากยึดติดกับรูปแบบเดิม ๆ แต่ลืมไปว่ารอบบ้านของไทยและคู่แข่ง
    มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมา ดังนั้นไม่ต้องยึดติดในรูปแบบเดิม จำเป็นต้องพัฒนาเพิ่มมูลค่าเรื่องประสิทธิภาพการผลิตสินค้าต้องดีขึ้น ต้นทุนต้องต่ำลง เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจจะทราบดีว่า จะหลีกเลี่ยงการแข่งขันไปไม่พ้น
    ส่วนกลไกที่ภาครัฐจะต้องช่วยเหลือคือการหาช่องทางในการจำหน่ายสินค้าให้มากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ได้พูดคุยกัน และเคยพูดว่าจะไปยึดติดไม่ได้ ซึ่งประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน จะไปยึดกับประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุด แล้วอยู่ตรงจุดนั้น ไม่คิดหาภูมิภาคใหม่ ๆ ที่จะสามารถกระจายสินค้าของไทยโดยใช้ศักยภาพทางการผลิตของไทย ไม่ไปหาภูมิภาคอื่น ๆ ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อสินค้าเราดี ไปขายที่ไหนในโลกนี้ต้องขายได้ ซึ่งเป็นหลักที่รัฐบาลต้องเร่งในการสนับสนุนผู้ประกอบการ สนับสนุนสินค้าของไทย และสินค้าที่เมื่อตีตราแบรนด์ไทยไปแล้วจะได้รับการยอมรับและเป็นที่น่าเชื่อถือ
    สำหรับเรื่องร่างนโยบายรัฐบาลในการแถลงต่อรัฐสภาในหมวดเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้เค้าโครงเนื้อหารายละเอียดต่าง ๆ เสร็จหมดแล้ว แต่เมื่อมาหารือกับสมาคมธนาคารไทย หรือแม้แต่พบกับสภาอุตสาหกรรม
    แห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประชาชนก็นำมาปรับเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ตรงกับ
    ความต้องการ ความห่วงใยของทุกภาคส่วนให้มากที่สุด โดยนโยบายด้านเศรษฐกิจถือเป็นนโยบายที่ประกอบด้วยความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน แผนการทำงานของรัฐบาล  และยืนยันว่า รัฐบาลนี้
    ให้สัญญาทุกภาคส่วนไว้แล้วว่า 4 เดือนจะยุบสภา ดังนั้นเรื่องการจะไปคิดออกกฎหมายใหม่คงไม่ทัน เพราะสภา
    ชุดนี้จะปิดในสิ้นเดือนตุลาคม จึงจะใช้กฎหมายที่มีอยู่และดำเนินการตามกฎหมายให้มากที่สุด ส่วนไหนที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมหรือทำลายเศรษฐกิจ หรือผิดกฎหมายก็ใช้กฎหมายที่มีอยู่ บุคลากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    ไปปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือข้ามชาติ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด เมื่อใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้วจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้
    ด้านนายเอกนิติ กล่าวว่า ได้หารือแนวทางการร่วมมือ ซึ่งปัญหาของเศรษฐกิจไทยมีโครงสร้างมากนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าเราจะฟื้นเศรษฐกิจไทยอย่างไรให้เร็ว และต้องยั่งยืนด้วย คือเราต้องฟื้นในระยะสั้นแต่ให้มีผลในระยะยาวด้วย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความยั่งยืนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันที่เราสามารถทำได้ แก้ปัญหาเก่า ๆ ที่เราสามารถที่จะทำได้ เรื่องหนี้ครัวเรือนที่เป็นปัญหาสะสมมานานซึ่งได้รับคำแนะนำที่ดีจากสมาคมธนาคารไทยและเราจะจับมือทำงานร่วมกัน เรื่องสภาพคล่องซึ่งเป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบการไทย เราจะพยายามให้สภาพคล่องไปถึงเขาไม่ใช่แค่เรื่องแก้ปัญหาระยะสั้นเราจะเตรียมพร้อมผู้ประกอบการไปสู่โลกยุคใหม่ให้สามารถแข่งขันได้และเก่งขึ้น พัฒนาทักษะ สมาคมธนาคารไทยจะเหมือนน้ำมันหล่อลื่นนำไปหล่อลื่นผู้ประกอบการไทยเพื่อส่งเสริมให้เขาเข้าสู่ธุรกิจใหม่ เวลาสั้น ๆ นายกรัฐมนตรีใช้คำว่า “QUICK BIG WIN” สร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทย และเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยด้วย และที่สำคัญคือต้องทำด้วยเสถียรภาพให้สามารถสร้างความเชื่อมั่นกับต่างชาติได้ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องไปทำการบ้านต่อ
    ส่วนเรื่องการแข็งค่าของเงินบาท ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเงินสีเทาไหลเข้ามานั้น ตามนโยบาย
    นายกฯ “สั่งวันนี้ ให้ทำเมื่อวาน” ซึ่งเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 ได้ประสานกับทีมที่กระทรวงการคลังให้ Connect the Dots (รวบรวมข้อมูล) ไว้แล้ว และวันนี้ทางสมาคมธนาคารไทยมาฉายภาพให้เห็น และชี้จุดเดียวกันที่เราเจอ คือ เรื่องค่าเงิน ทั้งนี้มีหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กระทรวงการคลัง โดยจะมีทีมทำงานร่วมกัน ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด
    ด้านนายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ ต้อง “Connect the Dots” การขับเคลื่อนเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผ่านหลายกลไกในระบบตลาด ทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ที่เป็นทั้งระบบธนาคาร และไม่ใช่ระบบธนาคาร ซึ่งการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินนั้น ขณะนี้ ธปท. และ ปปง. กำลังเร่งดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลมาหารือในครั้งนี้ ทางสมาคมธนาคารไทย ไม่ได้ขออะไรเพิ่มเติม เพราะนายกรัฐมนตรีเข้าใจดีอยู่แล้ว และทีมงานมีทุก Pillar (เสาหลัก) ทั้งการเงิน การธนาคาร ตลาดทุน พลังงาน การค้าการขาย ครบทั้งหมด ซึ่งวันนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในรอบ 58 ปี ที่นายกรัฐมนตรีมาเอง และทั้งคณะรัฐมนตรีทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน
    รัฐบาลฝากโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือนที่ทั้งองคาพยพต้องไปด้วยกัน และต้องทำให้เร็วที่สุด ตามความต้องการของรัฐบาลคือ “QUICK BIG WIN” ทางภาคธนาคารได้รับทราบนโยบาย ซึ่งจะมีการปรับรายละเอียดเพื่อให้สามารถร่วมมือกันได้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน สมาคมธนาคารไทยไม่ได้เรียกร้อง
    ให้รัฐบาลทำอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจมีความเข้าใจในเรื่องการเงินการธนาคารครอบคลุมทุกด้านอยู่แล้ว สำหรับมาตรการในการเพิ่มสภาพคล่อง เรื่องข้อมูลเป็นจุดสำคัญที่ระบบไม่มี เนื่องจากเมื่อดูโครงสร้าง SMEs พบว่า มีผู้ประกอบการอยู่นอกระบบมากถึงร้อยละ 48 ส่งผลให้ไม่มีข้อมูล นำไปสู่
    ความสับสน สะท้อนไปถึงคุณภาพของหนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะเป็นนักธุรกิจ เข้าใจทุกข้อต่อของห่วงโซ่อุปทาน และองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 
     


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/425761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rV7Dsneo4OewuY-xkllpW

  • ฝนถล่มพิจิตร น้ำรอระบายท่วมพื้นที่ชุมชน-ย่านเศรษฐกิจ  | TOPNEWS

    ฝนถล่มพิจิตร น้ำรอระบายท่วมพื้นที่ชุมชน-ย่านเศรษฐกิจ  | TOPNEWS

    อิททธิพลของ พายุ “รากาซา” ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ จ.พิจิตร ระบายน้ำลงแม่น้ำน่านไม่ทัน ส่งผลน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและย่านเศรษฐกิจ

    วันที่ 23 กันยายน 2568 ในช่วงเย็นและค่ำภายในเขตเทศบาลเมืองพิจิตร ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักเยื่องจากอิททธิพลของ พายุ “รากาซา” ซึ่งเป็นไปตามคำพยากรณ์อากาศของสถานีอุตุนิยมวิทยาพิจิตร ที่ประกาศแจ้งเตือนว่าจะมีฝนตกในช่วงมวันที่ 23-26 ก.ย. 68 และจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของ จ.พิจิตร ในช่วงระหว่างวันที่ 25-26  ก.ย. 68

    โดยในช่วงเย็นและค่ำที่ผ่านมาฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังที่บริเวณถนนศรีมาลาบริเวณสี่แยกหน้าธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นถนนสายหลักเส้นเศรษฐกิจของตลาดเทศบาลเมืองพิจิตร นอกจากนี้น้ำก็ยังได้ท่วมถนนและตรอกซอกซอบต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองพิจิตรในหลายแห่งอีกด้วย

    ทั้งนี้สืบเนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำน่านที่ไหลผ่านตัวเมืองพิจิตรระดับน้ำอยู่สูงกว่าตลิ่งแต่ด้วยมีแนวป้องกันตลิ่งและป้องกันน้ำ จึงทำให้สามารถปกป้องตลาดเมืองพิจิตรและย่านเศรษฐกิจอยู่ได้ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 6 จุด จำนวน 12 เครื่อง เพื่อสูบน้ำออกทันทีเมื่อมีฝนตกลงมา แต่ด้วยเหตุที่มีฝนตกหนักเครื่องสูบน้ำทำงานสู้ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมย่านเศรษฐกิจของตลาดเมืองพิจิตร แต่เมื่อฝนหยุดก็จะใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชั่งโมง ก็จะสามารถกู้สถานการณ์กลับมาได้เป็นครั้งคราว ซึ่งถ้ามีฝนตกหนักลงมาอีกเมื่อไหร่ก็จะเกิดน้ำท่วมในลักษณะดังกล่าวนั่นเอง

    สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมของ จ.พิจิตร ที่ได้มีการประกาศภัยพิบัติน้ำท่วมไปแล้ว 12 อำเภอ 60 ตำบล 336 หมู่บ้าน ขณะนี้มีแนวโน้มว่าน้ำได้ท่วมขยายเป็นวงกว้างเพิ่มขึ้นและมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำยมของ อ.สามง่าม อ.โพธิ์ประทับช้าง อ.บึงนาราง อ.โพทะเล สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง

    สิทธิพจน์ เกบุ้ย ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.พิจิตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1327245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k4y_kOgcyoM4rKR-6_lYo