Category: เศรษฐกิจ

  • ส.ธนาคารไทย เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงรอบด้าน เสนอ 4 นโยบายเร่งด่วน

    ส.ธนาคารไทย เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงรอบด้าน เสนอ 4 นโยบายเร่งด่วน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยวานนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี ที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย

    นายวรภัค ระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหา และคำแนะนำต่าง ๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย

    ในสายตาของสมาคมธนาคารไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี

    * Perfect Storm:

    – โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบ ยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบา ทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง-คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ

    – ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

    – ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่าแสนฉบับกำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคารไทย

    * Reinvent Thailand:

    สมาคมฯ ชูแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมีข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง เสนอ 3 แนวทางหลัก

    1. ภาคประชาชน

    – จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่

    – กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกราย ต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    2. ภาคธุรกิจ

    – ผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ

    – มาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน

    – ใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    3. ภาครัฐ

    – ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT

    – ปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอน และความซ้ำซ้อน

    * 4 นโยบายเร่งด่วน-มาตรการเสริม

    1. ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ เข้าสู่ระบบ

    2. แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

    3. เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน

    4. กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    ส่วน มาตรการเสริม: คือ การใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    นายวรภัค กล่าวว่า ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือสัญญาณเตือน ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโต และก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    “ข้อแนะนำบางอย่าง ท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว เช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้น แต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น” รมช.คลัง ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/stockmarket/detail/9680000090949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wjg2bIsrJsYk2RubRyHUy

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 กันยายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 23 กันยายน 2568 – InterGold

    วันที่ 23 กันยายน 2568 เวลา 10.48 น.

    กลยุทธ์  : ลุ้นปรับฐานระยะสั้น
    แนวรับ  :  $3,700  หรือ  56,000 บาท
    แนวต้าน  :  –

    ข่าว :  

    .

    ราคาทองคำ (Spot gold) พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3,728.22 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังตลาดคาดการณ์เกือบ 100% ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ (ต.ค. และ ธ.ค.) ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างหนัก ในขณะที่ ECB กังวลยูโรแข็งค่าเกินไป อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินฝืด ขณะที่ PBOC ของจีนยังคงดอกเบี้ยไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพหยวน นโยบายการเงินที่สวนทางกันของธนาคารกลางหลักของโลกเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาด และยิ่งหนุนความต้องการทองคำ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังส่งสัญญาณเปราะบาง โดยเฉพาะจีนที่ยอดค้าปลีกและผลผลิตอุตสาหกรรมอยู่ในระดับต่ำสุดรอบปี รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือทองคำมากขึ้น ขณะเดียวกันเงินทุนยังไหลเข้าสู่ กองทุน Gold ETF อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งของนักลงทุนรายใหญ่

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ปัจจัยหลัก: การคาดการณ์ลดดอกเบี้ยของเฟดต่อเนื่องเป็นแรงผลักสำคัญต่อราคาทองคำ นโยบายสวนทาง : ECB และ PBOC ใช้ท่าทีต่างจากเฟด ทำให้ตลาดโลกสับสนและยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เศรษฐกิจโลกชะลอ : จีนซบเซาและภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด เป็นแรงเสริมให้ความต้องการทองคำเพิ่มขึ้น Fund Flow : การซื้อสุทธิของ Gold ETF สะท้อนถึงความมั่นใจระยะกลางถึงยาว ด้านเทคนิค : แม้ราคาทองคำทะลุแนวต้านเดิมและทำ All-time High แต่เริ่มมีสัญญาณ Bearish Divergent ในกรอบสั้น อาจนำไปสู่การพักฐาน

    กลยุทธ์ :

    .

    แนวรับสำคัญ : 3,700 / 3,660 ดอลลาร์ (ประมาณ 56,000 / 55,600 บาท) แนวต้าน : – (ยังไม่มี เนื่องจากทำสถิติสูงสุดใหม่แล้ว) กลยุทธ์ : ราคาทองคำอยู่ในโซน ไร้แนวต้าน หลังทะลุ 3,700 ดอลลาร์ แต่จากสัญญาณเทคนิค นักลงทุนควรระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ “Buy on Dips” รอเข้าซื้อเมื่อราคาย่อในโซนแนวรับ เพื่อเก็บจังหวะขึ้นรอบถัดไป

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก


    stdClass Object ( [priceLogAPIId] => 1 [createDate] => 2025-09-23T10:48:31.473 [bidPrice99] => 58408 [bidPrice99Diff] => -10 [offerPrice99] => 58463 [offerPrice99Diff] => -10 [bidPrice99Lv1] => 58408 [bidPrice99Lv1Diff] => -10 [offerPrice99Lv1] => 58463 [offerPrice99Lv1Diff] => -10 [bidPrice99Lv2] => 58403 [bidPrice99Lv2Diff] => -10 [offerPrice99Lv2] => 58468 [offerPrice99Lv2Diff] => -10 [bidPrice99Lv3] => 58413 [bidPrice99Lv3Diff] => -10 [offerPrice99Lv3] => 58458 [offerPrice99Lv3Diff] => -10 [bidPrice96] => 56352 [bidPrice96Diff] => -10 [offerPrice96] => 56412 [offerPrice96Diff] => -10 [bidPrice96Lv1] => 56352 [bidPrice96Lv1Diff] => -10 [offerPrice96Lv1] => 56412 [offerPrice96Lv1Diff] => -10 [bidPrice96Lv2] => 56347 [bidPrice96Lv2Diff] => -10 [offerPrice96Lv2] => 56417 [offerPrice96Lv2Diff] => -10 [bidPrice96Lv3] => 56357 [bidPrice96Lv3Diff] => -10 [offerPrice96Lv3] => 56407 [offerPrice96Lv3Diff] => -10 [bidCentralPrice96] => 56300 [bidCentralPrice96Diff] => 0 [offerCentralPrice96] => 56400 [offerCentralPrice96Diff] => 0 [usdBuy] => 31.813 [usdBuyDiff] => 0 [usdSell] => 31.843 [usdSellDiff] => 0 [AUXBuy] => 3744.449 [AUXBuyDiff] => -0.611 [AUXSell] => 3744.609 [AUXSellDiff] => -0.611 [statusSystem] => 1 )

    ราคาทอง

    23 กันยายน 2568 | 10:48:31


    ประเภท รับซื้อ ขายออก
    LBMA
    99.99% (Baht)

    58,413

    -10.00

    58,458

    -10.00

    InterGold
    96.5% (Baht)

    56,357

    -10.00

    56,407

    -10.00

    สมาคมฯ
    96.5% (Baht)

    56,300

    0.00

    56,400

    0.00

    Gold Spot
    (USD)

    3,744

    -0.61

    3,745

    -0.61

    ค่าเงินบาท
    (USDTHB)

    32

    0.00

    ราคาทองคำย้อนหลัง

    ความเคลื่อนไหวกองทุนทองคำ

    23 กันยายน 2568 | 10:45:02


    SPDR (ton) (USD) HUI (USD)

    1,000.57

    6.01

    218.53

    0.67

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-23-sep-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BVDxelB4nUxydu7pOMmxf

  • “โกลเบล็ก” แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมคัด 5 หุ้นเด่น รับอานิสงส์ กนง. ลดดอกเบี้ย

    “โกลเบล็ก” แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมคัด 5 หุ้นเด่น รับอานิสงส์ กนง. ลดดอกเบี้ย


    บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์นี้ Rebound ระยะสั้นในกรอบ 1,270-1,320 จุด หลังสิ้นสุด FTSE Rebalance จับตาปลดล็อคการเมืองกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์นี้ มีโอกาส Rebound ระยะสั้น หลังสิ้นสุด ช่วง FTSE Rebalance พร้อมแนะ นักลงทุนติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มองกรอบดัชนีในสัปดาห์นี้ที่ 1,270-1,320 จุด

    ขณะที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 46.9 ปรับตัวลดลงจาก 47.2 ในไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากผลประกอบการ, ปริมาณ, การผลิต, คำสั่งซื้อ, การจ้างงาน และการลงทุนที่ปรับตัวลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของต้นทุนประกอบการกลับเริ่มปรับตัวดีขึ้นนอกจากนี้ ทางด้านกระทรวงการคลัง มีการรายงานว่า แนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 ที่จะสิ้นสุดในปลายเดือน ก.ย.นี้ จะทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องกู้เสริมสภาพคล่อง หรือกู้รายจ่ายสูงกว่ารายได้มาชดเชย

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้ อาทิ วันที่23 ก.ย. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, สัปดาห์ที่ 4กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, สัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, วันที่ 30 ก.ย. ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย และ วันที่ 8 ต.ค. กำหนดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 5/2568

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังต้องเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 22 ก.ย. สหรัฐฯ รายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือน ส.ค., วันที่ 23 ก.ย. อียู รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน ก.ย., สหรัฐฯ รายงานดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2568 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการขั้นต้นเดือน ก.ย., วันที่ 24 ก.ย. ญี่ปุ่น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการขั้นต้นเดือน ก.ย., สหรัฐฯ รายงานยอดขายบ้านใหม่เดือน ส.ค. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์, วันที่ 25 ก.ย. สหรัฐฯ รายงาน GDP ไตรมาส 2/2568

    “ทั้งนี้สำรวจของสมาคมนักลงทุนรายย่อยอเมริกา(AAII) ในต่างประเทศพบว่า นักลงทุน ไม่มีความเชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาดหุ้นในระยะ 6 เดือนข้างหน้า มีจำนวน 42.4% ลดลงจากระดับ 49.5%   ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 31%”

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ย ได้แก่ SAWAD, TIDLOR, THANI, NCAP และ SAK 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/35714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26MjLeChzbSx1pRG9FCPcc

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวก ตามทิศทางดาวโจนส์-จับตาข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวก ตามทิศทางดาวโจนส์-จับตาข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดบวกในวันนี้ (23 ก.ย.) ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดบวกในวันจันทร์ ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังรอดูการรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของยูโรโซนในวันนี้เวลา 15.00 น. ตามเวลาไทยด้วย

    ดัชนี STOXX 600 เปิดตลาดที่ระดับ 553.80 จุด เพิ่มขึ้น 0.4 จุด หรือ +0.07%

    ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดที่ระดับ 7,867.69 จุด เพิ่มขึ้น 37.58 จุด หรือ +0.48% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดที่ระดับ 23,604.36 จุด เพิ่มขึ้น 77.31 จุด หรือ +0.33%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531572&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23iD0A6dx4pcUpCeQbArX0

  • ‘วรภัค’ เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ เตือนเศรษฐกิจไทย กำลังถูกล้อมรอบด้วยความเสี่ยง

    ‘วรภัค’ เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ เตือนเศรษฐกิจไทย กำลังถูกล้อมรอบด้วยความเสี่ยง

    การเงิน-การลงทุน

    ‘วรภัค’ เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ เตือนเศรษฐกิจไทย กำลังถูกล้อมรอบด้วยความเสี่ยง

    23 ก.ย. 2025 เวลา 10:35 น.

    รมช.คลัง เปิดข้อเสนอ ‘สมาคมธนาคารไทย’ มองเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ อาจพลาดโอกาสสร้างการเติบโตระลอกใหม่

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Vorapak Tanyawong” สมาคมธนาคารไทย เปิดบ้านต้อนรับ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ครม. เศรษฐกิจ

    ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปีที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย ส่วนใหญ่วันนี้เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหา และคำแนะนำต่างๆ จากสมาคมธนาคารไทยซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง

    ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย เพราะธนาคารไทยสัมผัสกับลูกค้าแทบจะทุกกลุ่มได้เป็นอย่างดี  ท่านนายกฯ อนุทิน และท่านรองนายกฯ เอกนิติ  รู้จัก CEO ของธนาคารไทยแทบจะทุกท่าน บรรยากาศการพูดคุยเลยค่อนข้างผ่อนคลายเป็นกันเอง และเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีอรรถรส โดยมีสาระสำคัญจากสมาคมธนาคารไทยพอสังเขปดังนี้ครับ 

    Perfect Storm: ภาพเศรษฐกิจที่สมาคมธนาคารฉาย

    ในสายตาของสมาคมฯ ไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี

     • โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง

    เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง–คริปโทฯ หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งใน และนอกระบบ

     • ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

    ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

     • ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน

    กฎหมาย และกฎระเบียบมากกว่า แสนฉบับ กำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

     • Reinvent Thailand: ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคาร

    สมาคมไม่ได้มาเพียงบ่น แต่ชูแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมี ข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    สามแนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ 

    ภาคประชาชน

     • จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่

     • กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกรายต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ภาคธุรกิจ

     • ผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ

     • มาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน

     • ใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ภาครัฐ

     • ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT

     • ปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอน และความซ้ำซ้อน

    นโยบายเร่งด่วน 4+4

    สมาคมฯ สรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก + 4 มาตรการเสริม

     1. ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ

     2. แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

     3. เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัปสกิล และค่าตอบแทน

     4. กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    +4 เสริม: ใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือ สัญญาณเตือน ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโต และก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    ซึ่งข้อแนะนำบางอย่างท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว เช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้นแต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวก และดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1199948&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MwITDhxK9P1XABlq0cpYm

  • “วรภัค” เผย สมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน +4 มาตรการเสริมแก้เศรษฐกิจไทย

    “วรภัค” เผย สมาคมธนาคารไทย ชง 4 นโยบายเร่งด่วน +4 มาตรการเสริมแก้เศรษฐกิจไทย

    รมช.คลัง “วรภัค ธันยาวงษ์” เผย “นายกฯ อนุทิน-เอกนิติ” ถกสมาคมธนาคารไทย ฟังคำแนะนำด้านเศรษฐกิจ เสนอนโยบาย 4 เร่งด่วน + 4 มาตรการเสริม ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ แก้หนี้ครัวเรือน ใช้ PromptBiz และเครื่องมือช่วย SMEs

    วันที่ 23 กันยายน 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เช้าวันที่ 22 กันยายน 2568 สมาคมธนาคารไทยเปิดบ้านต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี เพื่อรับฟังข้อมูลปัญหาและคำแนะนำต่างๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง นายกฯ อนุทินและรองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รู้จัก CEO ของธนาคารไทยแทบจะทุกท่าน บรรยากาศการพูดคุยเลยค่อนข้างผ่อนคลายเป็นกันเองและเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีอรรถรส

    โดยมีสาระสำคัญ คือ เรื่อง Perfect Storm: ภาพเศรษฐกิจที่สมาคมธนาคารฉายภาพ ในสายตาของสมาคมฯ ไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง–คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ

    ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

    ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่า แสนฉบับ กำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    Reinvent Thailand: ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคาร สมาคมไม่ได้มาเพียงบ่น แต่แพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมี ข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    ส่วน 3 แนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ ในด้านภาคประชาชน จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่ กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกรายต้องรายงานข้อมูลเครดิต เข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ขณะที่ ภาคธุรกิจ ต้องผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมถึงมาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน และใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ส่วนภาครัฐ ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT รวมถึงปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน

    นโยบายเร่งด่วน 4+4

    ทางสมาคมฯ ได้สรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก + 4 มาตรการเสริม

    1. ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ

    2. แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

    3. เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน

    4. กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    +4 เสริม: ใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือ สัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโตและก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    ซึ่งข้อแนะนำบางอย่างท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจ ได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว อาทิเช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้นแต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2884472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw207cgKMBQN-OPYH4dSqMRW

  • เงินดิจิทัล 10,000 บาท ปรับเป็นเงินสด เริ่มแจก 20 ก.ย. 68 แล้วเหรอ

    เงินดิจิทัล 10,000 บาท ปรับเป็นเงินสด เริ่มแจก 20 ก.ย. 68 แล้วเหรอ

    เงินดิจิทัล 10,000 บาท ดิจิทัลวอลเล็ต ปรับเป็นเงินสด เริ่มโอน 20 ก.ย. 68 แล้วเหรอ ล่าสุดเฉลยแล้ว

    จากกรณีที่โลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ด้วยการปรับแจกเป็นเงิน โดยเริ่มโอนตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 68 ที่ผ่านมานั้น

    ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย รายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลถึงประเด็นข้างต้นพบว่า เป็นการกล่าวถึงการดำเนินการเกี่ยวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 โดยผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีการโอนเงิน 10,000 บาท แก่กลุ่มเป้าหมาย (ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการ) รวม 14.55 ล้านคน ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2567 เพื่อให้นำไปใช้จ่ายได้อย่างไม่มีเงื่อนไข และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อไป

    digital

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2567 ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเงินดิจิทัลวอลเล็ตให้เป็นเงินสด หรือเริ่มมีการโอนวันที่ 20 กันยายน 68 แต่อย่างใด

    สรุป : เงินดิจิทัล 10,000 บาท ไม่ได้มีการปรับแจกเป็นเงินสด และไม่มีการโอนเงินเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 68 ตามที่โลกออนไลน์แชร์ข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943307/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pbLA9LWhO_T0qqzGz4gv7

  • นโยบายที่ต่อเนื่องของรัฐบาลชุดใหม่ ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย-แต่ยังเติบโตอ่อนแอ

    นโยบายที่ต่อเนื่องของรัฐบาลชุดใหม่ ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย-แต่ยังเติบโตอ่อนแอ

    วิจัยกรุงศรี คาดการดำเนินนโยบายที่ต่อเนื่องของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยลดความเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจ แต่การเติบโตยังมีแนวโน้มอ่อนแอ

    วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทย GDP ในไตรมาส 3 อาจลดลงจากไตรมาสก่อน แต่คาดว่าจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสสุดท้ายของปี ล่าสุดรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เบื้องต้นมีการเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้  ซึ่งจะถือเป็น “วันแรก” ของการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบเวลาเพียง 4 เดือน

    ก่อนจะประกาศยุบสภาฯเพื่อกำหนดการเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลชุดนี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ามีศักยภาพเพียงใดในการสร้างความต่อเนื่องด้านนโยบายและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้านโยบาย ช่วยลดความเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอย

    โดย วิจัยกรุงศรี ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้น ประกอบกับ ความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยสามารถหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคได้ โดยคาดว่าแม้ GDP อาจหดตัวในไตรมาส 3/2568 (เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือ %QoQ) แต่อาจจะขยายตัวเล็กน้อยในไตรมาส 4 ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับประมาณการในกรณีฐานซึ่งคาดการณ์ว่า GDP ทั้งปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.1%

    แต่แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัด

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตยังมีข้อจำกัด โดยคาดว่า GDP ในช่วงครึ่งหลังของปีจะขยายตัวเพียง 1.3% YoY ชะลอลงจาก 3.0% YoY ในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากแรงส่งจากการเร่งส่งออกล่วงหน้ามีแนวโน้มลดลง ขณะที่ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯสู่ 19% ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจะกดดันภาคส่งออกมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ยังเป็นความท้าทายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป แม้ว่าความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยได้ในระดับหนึ่งก็ตาม

    ภาคท่องเที่ยวไทยเผชิญการแข่งขันแรงขึ้นในภูมิภาค

    ขณะที่ ภาคท่องเที่ยวไทยเผชิญการแข่งขันแรงขึ้นในภูมิภาค การฟื้นตัวในช่วงที่เหลือยังเผชิญความท้าทาย ในเดือนสิงหาคม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.58 ล้านคน หดตัว -12.8% YoY สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.19 แสนล้านบาท ลดลง -13.4% สำหรับในช่วง 8 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 21.9 ล้านคน ลดลง -7.2% YoY สร้างรายได้ 1.01 ล้านล้านบาท ลดลง -8.7%

    ท่องเที่ยวของไทยยังคงฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ

    วิจัยกรุงศรี มองว่า การท่องเที่ยวของไทยยังคงฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ โดยมีแรงกดดันสำคัญจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัวต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคมมีนักท่องเที่ยวจีนเพียง 0.4 ล้านคน ลดลง -37.7% YoY และในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีเพียง 3.1 ล้านคน ลดลง -35.3% YoY หรือคิดเป็นเพียงประมาณ 40% ของระดับก่อนการแพร่ระบาดในปี 2562 ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลด้านความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่หันไปเลือกจุดหมายปลายทางอื่นเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่ญี่ปุ่นเท่านั้นหากยังรวมถึงประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้ถึง 3.5 ล้านคน สูงกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมาเลเซียที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน

    สถานการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนว่าไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีนซึ่งเคยเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปี 2568 ยังคงเผชิญความท้าทายสูง หากไม่มีมาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย อาจทำให้บทบาทของการท่องเที่ยวในฐานะที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยลดลงในระยะถัดไป

    RELATED

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257636/amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw206QpBd1_WP2tWQjveQ3EK

  • เตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ เสี่ยงสูง สมาคมธนาคารไทย ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    เตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ เสี่ยงสูง สมาคมธนาคารไทย ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    เตือน ‘เศรษฐกิจไทย’ เสี่ยงสูง สมาคมธนาคารไทย ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยวานนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี ที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย โดยระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหา และคำแนะนำต่าง ๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย

    Perfect Storm : ภาพเศรษฐกิจที่สมาคมธนาคารฉาย

    ในสายตาของสมาคมธนาคารไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี

    • โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง-คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ
    • ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน
    • ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่าแสนฉบับกำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    ส.ธนาคารไทยเตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูง ดันข้อเสนอใหญ่นายกฯ

    Reinvent Thailand : ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคารไทย

    • สมาคมฯ ชูแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมีข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    สามแนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ

    ภาคประชาชน

    • จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่
    • กำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกราย ต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ภาคธุรกิจ

    • ผลักดันโครงการ “Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศ
    • มาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน
    • ใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ภาครัฐ

    • ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT
    • ปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอน และความซ้ำซ้อน

    นโยบายเร่งด่วน 4+4

    สมาคมสรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก+4 มาตรการเสริม

    • ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ เข้าสู่ระบบ
    • แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score
    • เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน
    • กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    ส่วนมาตรการเสริม: คือ การใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    นายวรภัค กล่าวอีกว่า ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือสัญญาณเตือน ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโต และก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    “ข้อแนะนำบางอย่าง ท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯ เศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้ว เช่น การแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้น แต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศ เป็นต้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19ffUznvzrZSM0xIPbriPl

  • ‘ผำ’ อาหารแห่งอนาคต สู่โปรตีนทางเลือกยุคใหม่

    ‘ผำ’ อาหารแห่งอนาคต สู่โปรตีนทางเลือกยุคใหม่

    ชายศักดิ์ วุฒิศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ซึ่งต้องพึ่งพาสภาพอากาศและธรรมชาติในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์อย่างใกล้ชิดท่ามกลางความท้าทาย การมองหาพืชทางเลือกที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ใช้น้ำน้อย เติบโตเร็ว และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ จึงเป็นทางออกที่สำคัญ หนึ่งในพืชที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะ “อาหารแห่งอนาคต” (Future Food) คือ “ผำ” หรือไข่น้ำ เป็นพืชน้ำจืดที่เพาะเลี้ยงง่าย ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ไข่ผำแห้ง อาหารเสริม หรืออาหารสุขภาพ สามารถเลี้ยงในบ่อธรรมชาติหรือบ่อควบคุมได้ ช่วยรักษาสภาพน้ำและระบบนิเวศ

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ภายใต้นโยบาย “เกษตรมูลค่าสูง”และแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อให้เกิดการทำน้อยได้มาก การส่งเสริมการเลี้ยง “ผำ” เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานของกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ซึ่งเน้นการผลิตตามความต้องการตลาด ปรับปรุงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยง พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน

    economic-business-thai-future-food-SPACEBAR-Photo01.jpg

    economic-business-thai-future-food-SPACEBAR-Photo02.jpg

    สศท.5 ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลสินค้าเกษตรในพื้นที่เพื่อจัดทำข้อมูล วิเคราะห์ตลาด และราคาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงซึ่งพบว่า “ผำ” เป็นหนึ่งในพืชที่กระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมตามนโยบายเกษตรมูลค่าสูง โดยจากการสัมภาษณ์วิทยา ม้วนสูงเนิน เกษตรกรผู้มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรในชุมชน บ้านปรางค์ หมู่ 11 ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ริเริ่มเพาะเลี้ยงผำ เล่าว่าจุดเด่นของผำ คือ ดูแลง่าย ลงทุนต่ำ ไม่ใช้สารเคมี ใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 7 – 15 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ ให้โปรตีนเฉลี่ย 35 – 40% ของน้ำหนักแห้ง เหมาะต่อการพัฒนาเป็นผงโปรตีน อาหาร ขนม เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือใช้ผสมในอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุน

    “ตนเองได้เริ่มเลี้ยงผำในบ่อดินครั้งแรกเพียง 1 บ่อ  โดยเก็บผลผลิตขายที่ตลาดของหมู่บ้านอาทิตย์ละ 5 วัน วันละประมาณ 20 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 50 บาท สร้างรายได้สัปดาห์ละประมาณ 5,000 บาท จากนั้นขายผลผลิตผ่านทางออนไลน์ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี สามารถสร้างยอดขายได้เดือนละประมาณ 1,100 กิโลกรัม ขายส่งราคากิโลกรัมละ 40 บาท สร้างรายได้มูลค่ากว่า 40,000 บาท/เดือน จึงขยายการเลี้ยงจาก 1 บ่อ เป็น 3 บ่อหลัก ๆ ในปัจจุบัน (ขนาดบ่อ 46×35 เมตร) การลงทุนครั้งแรกในแต่ละบ่อมีเพียงค่าพันธุ์ 20 กิโลกรัม ราคา 1,000 บาท ค่าปุ๋ยคอก 10 กระสอบ ราคา 500 บาท แต่สามารถเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 5 – 10 ปี ขึ้นอยู่กับการรักษากับสภาพน้ำและการดูแลไม่ให้มีสัตว์กินพืชในบ่อ เช่นปลากินพืช หอย เป็นต้น ปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดที่มีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง”     

    การผลักดันผำเข้าสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์ จะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร ลดการพึ่งพาโปรตีนจากสัตว์ และสอดคล้องกับเป้าหมายความมั่นคงทางอาหารของประเทศ นอกจากนี้ ยังสอดรับกับกระแสโลกที่มุ่งลดก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพราะผำต้องการพื้นที่น้อย โตเร็ว และไม่ปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อม ควรผลักดันให้ผำเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจใหม่ โดยร่วมกับหน่วยงานวิจัย พัฒนามาตรฐานการผลิต และส่งเสริมตลาดให้เกษตรกรเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในอนาคต ผำอาจกลายเป็นอีกหนึ่งคำตอบของโปรตีนทางเลือกที่ยั่งยืน ช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรไทย และตอบโจทย์ความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผลการสำรวจข้อมูล จะนำไปเสนอในเวทีการประชุมการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรในระดับพื้นที่ เพื่อร่วมกันกำหนดแผนงาน/โครงการ หรือแนวทางพัฒนารายได้ให้กับเกษตรกร ให้มีความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ต่อไป

    economic-business-thai-future-food-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-future-food&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39msz89fmwoafymwUmYRkZ