Category: เศรษฐกิจ

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.65 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” ตามการปรับตัวลดลงหนักของราคาทองคำ

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.65 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” ตามการปรับตัวลดลงหนักของราคาทองคำ

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.65 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา  ที่ระดับ 31.46 บาทต่อดอลลาร์  โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่องทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จและเป็นการอ่อนค่ามากกว่ากรอบบนของสัปดาห์ที่เราประเมินไว้ก่อนหน้า ซึ่งเรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.40 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้

    ธนาคารกรุงไทย
    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

    (แกว่งตัวในกรอบ 31.40-31.70 บาทต่อดอลลาร์) หลังราคาทองคำ (XAUUSD) เผชิญแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับบรรดาแร่โลหะมีค่า (Precious Metals) อื่นๆ จนราคาทองคำดิ่งลงเกือบ -3% สู่ระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) และแรงขายเงินดอลลาร์จากผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งผู้ส่งออก ที่รอเงินบาทอ่อนค่าเหนือโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ รวมถึงการเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ของเงินดอลลาร์ 

    ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.10% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ซึ่งจะทยอยรับรู้พอสมควรในช่วงต้นปี 2026 ทั้งนี้ เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หรือผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ซึ่งการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมุมมองเดิมว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน 

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งปริมาณการทำธุรกรรมในช่วงปลายปีก็เบาบางลงพอสมควร ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทรงตัวแถวโซน 98 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.9-98.2 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้ผู้เล่นในตลาดจะยังคงมุมมองเดิมต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ส่วนเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็แกว่งตัว Sideways แต่ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ดิ่งลงหนักกว่า -3% ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด สอดคล้องกับการเทขายทำกำไรบรรดาแร่โลหะมีค่า (Precious Metals) อื่นๆ ทั้งนี้ ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้างจากแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดบางส่วนและจังหวะการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ หนุนให้ ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานการประชุม FOMC ของเฟดล่าสุด (ทยอยรับรู้ในช่วงราว 02.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย) รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีภาคธุรกิจของบรรดาเฟดสาขาต่างๆ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในระยะข้างหน้า

    และเนื่องจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจจะมีไม่มาก ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังทั้งสองฝ่ายมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) จะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนถึง ตลอดช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 แม้ว่าในช่วงสองวันนี้ โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะอ่อนกำลังลงชัดเจน หลังเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลง “เร็ว แรง” ตามการปรับตัวลดลงหนักของราคาทองคำ (ตามที่เราได้ระบุมาตลอดว่า การปรับฐานของราคาทองคำจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้) ซึ่งยังคงสะท้อนถึง ความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและเงินบาทที่อยู่ในระดับสูงอยู่ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินบาทและความผันผวนของค่าเงินบาท ทำให้เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงต้องจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะเห็นผลชัดเจนของมาตรการลดทอนผลกระทบจากราคาทองคำที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศในช่วงที่ผ่านมา (ควรจะต้องเห็น Correlation และ Beta ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัจจุบัน ยังอยู่ในระดับสูงไม่ต่างจากค่าเฉลี่ยในรอบ 1 ปี มากนัก)

    นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาททะลุแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ในวันก่อนหน้า ทำให้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame Daily (กราฟรายวัน) นั้น ควรจะต้องประเมินว่า เงินบาทอาจพลิกกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เป็นอย่างน้อย หรืออาจอ่อนค่าลงได้บ้าง ในระยะสั้น โดยเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 31.80-32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากราคาทองคำปรับตัวลดลงแรงอย่างต่อเนื่อง (Beta กับเงินบาท ในช่วงที่ราคาทองคำลดลงจะอยู่ที่ราว -0.23) แต่เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ตราบใดที่ เงินบาทไม่ได้กลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 32.30-32.50 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นการพลิกกลับเทรนด์ใน Time Frame Weekly (กราฟรายสัปดาห์) 

    และที่สำคัญ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ก็ถือว่าเป็นช่วงหยุดยาวทำให้ปริมาณธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบาง ทว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวัง ว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ได้พอสมควร หามีโฟลว์ธุรกรรมด้านใดด้านหนึ่งเข้ามากระทบตลาด โดยเฉพาะในช่วงวันทำการสุดท้ายของตลาดการเงินไทย 

    อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

    เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.50-31.80 บาท/ดอลลาร์

    ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวาน ที่ 31.47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

    ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าลงเทียบสกุลเงินหลัก นักลงทุนรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟดประจำวันที่ 9-10 ธ.ค. ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ตามเวลาสหรัฐฯ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปี 2569 ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2569

    ทองคำปิดร่วงลงกว่า 200 ดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากราคาทองคำพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้ คาดว่าราคาทองคำยังคงมีแนวโน้มที่สดใส เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเป็นปัจจัยหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ 

    เงินบาทอ่อนค่าสุดในภูมิภาค ปัจจัยจากราคาทองคำในตลาดโลกร่วงลงแรง ทำเงินบาทอ่อนค่าเร็ว ยังไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม ช่วงตลาดค่อนข้างเบาบางเนื่องจากช่วงสิ้นปี ทั้งนี้ยังคงต้องจับตาราคาทองในตลาดโลก ซึ่งมีผลต่อค่าเงินบาท

    กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
    USD/THB 31.45-31.75 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 31.45/ขาย 31.75
    EUR/THB 37.00 – 37.50 แนะนำ ซื้อ 37.00/ขาย 37.50
    JPY/THB 0.2005 – 0.2045 แนะนำ ซื้อ 0.2005/ ขาย 0.2045

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/264900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15BWwb17xyw-LQvjcbuil4

  • วิเคราะห์ปีหน้าฟ้าใหม่? “เศรษฐกิจไทยปี 69” ควรนอนกอดเงินไว้ในกระเป๋าหรือควรทำอะไร | TOPNEWS

    วิเคราะห์ปีหน้าฟ้าใหม่? “เศรษฐกิจไทยปี 69” ควรนอนกอดเงินไว้ในกระเป๋าหรือควรทำอะไร | TOPNEWS

    วิเคราะห์ปีหน้าฟ้าใหม่? “เศรษฐกิจไทยปี 69” ควรนอนกอดเงินไว้ในกระเป๋าหรือควรทำอะไร – สศค. ปลอบใจ เศรษฐกิจไทย พ.ย.68 อยู่ในเกณฑ์ “ดี”

    #topnewstv #เศรษฐกิจไทย #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1440621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IlG5NdhDgMpHYzvNZTKg_

  • “ภาษีทรัมป์-สงครามการค้า 2.0” สะเทือนเศรษฐกิจโลกปี 2025 |ทันโลก EXPRESS | 30 ธ.ค. 68

    “ภาษีทรัมป์-สงครามการค้า 2.0” สะเทือนเศรษฐกิจโลกปี 2025 |ทันโลก EXPRESS | 30 ธ.ค. 68

    ปี 2025 นับว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนเป็นอย่างมาก ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ส่งผลให้การส่งออกและการลงทุนต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอน หลายประเทศได้รับผลกระทบ และทุกฝ่ายต้องบินไป กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ
    อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายของทรัมป์ ในการยุติการตั้งกำแพงภาษีชั่วคราวนั้น กลับเปิดช่องให้เกิดการเจรจาเพื่อลดหย่อนภาษี หลายประเทศได้อานิสงจากเจรจา ขณะที่ ไทยเองได้ดีลจากทรัมป์ ในอัตราที่น่าพึงพอใจ เพื่อแลกกับหยุดยิงกับกัมพูชา ส่วนสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลาเพราะทั้งสองฝ่ายต่างงัดข้อกันอย่างชัดเจน

    วันนี้ ทีมข่าวต่างประเทศ PPTV จะพาทุกท่านไปย้อนดูที่มาที่ไปและผลลัพธ์จากประเด็น “กำแพงภาษีของทรัมป์” และ “สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ” ที่สร้างแรงสะเทือนไปทั่วทั้งโลกในปี 2025

    #ทรัมป์ #ภาษีทรัมป์ #สหรัฐฯ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/208252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CkukfdVsiVP3iu4a2L_VU

  • เช็คเลย!10 ธุรกิจดาวรุ่งปี’69  แรงส่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เช็คเลย!10 ธุรกิจดาวรุ่งปี’69  แรงส่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


    ‘พาณิชย์’ ชี้ช่องโอกาสธุรกิจเติบโต เกาะติดเทรนด์ดิจิทัลตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี  สินค้าบริการเจาะกลุ่มสังคมผู้สูงอายุ

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้วิเคราะห์ข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลและผลการดำเนินงานของภาคธุรกิจในปี 2568 พบว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ยังมีแรงขับเคลื่อนจากกลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล รองรับสังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยจัดอันดับ 3 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง (10 ประเภทธุรกิจ) ที่พร้อมจะเติบโตในปี 2569 ได้ ดังนี้

    กลุ่มแรกคือ กลุ่มธุรกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นธุรกิจที่สอดรับกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตมากขึ้น ประกอบไปด้วย 4 ประเภทธุรกิจหลัก ดังนี้

    ธุรกิจค้าปลีกทางอินเทอร์เน็ต หรือ e-Commerce ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นช่องทางใหม่ที่ช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 1,702 ราย ลดลง 269 ราย คิดเป็น 13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย. 67 จัดตั้ง 1,971 ราย)

    ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ มีมูลค่า 7,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,524 ล้านบาท คิดเป็น 169% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 จากตัวเลขจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ที่อาจชะลอตัวลง แต่พบว่าเงินลงทุนกลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สะท้อนการเข้ามาของผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูง และการขยายตัวของ Social Commerce และ Live Streaming อย่างต่อเนื่อง

    2. ธุรกิจบริการดิจิทัล แบ่งเป็น 4 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ การสร้างแม่ข่าย (Hosting) การบริการเป็นตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace) เว็บท่า (Web Portal) และการบริหารจัดการและประมวลผลข้อมูล โดยธุรกิจในกลุ่มนี้มีอัตราการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก สะท้อนบทบาทโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เฟื่องฟู โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 318 ราย เพิ่มขึ้น 117 ราย คิดเป็น 58.21% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 201 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนมีมูลค่า 3,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,096 ล้านบาท คิดเป็น 38.88% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567

    3. อุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แบ่งเป็น 2 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ การผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตตัวเก็บประจุและตัวต้านทานสำหรับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยธุรกิจนี้เป็นผู้ผลิตสำคัญรองรับการผลิตสินค้าเทคโนโลยีประเภทยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบสื่อสาร 5G/6G และอุปกรณ์ IoT ขนาดเล็กที่มีอัตราเติบโตสูง โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 178 ราย ลดลง 19 ราย คิดเป็น 9.64% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 197 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 7,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,417 ล้านบาท คิดเป็น 145.18% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567

    4.ธุรกิจการเงินและการลงทุน แบ่งเป็น 2 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยได้พัฒนาบริการสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank ซึ่งในปี 2568  (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 2 ราย ทุนจดทะเบียนสูงถึง 550 ล้านบาท และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,186,622 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 7.21% จากปี 2566

    กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มไลฟ์สไตล์ เป็นธุรกิจตอบโจทย์วิถีชีวิต ความชอบ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เน้นประสบการณ์ อารมณ์ ความรู้สึก และตัวตนของลูกค้าประกอบไปด้วย 5 ประเภทธุรกิจหลัก ดังนี้

    1.ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกเครื่องสำอาง เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูง เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโดยได้รับแรงหนุนจากกระแสการดูแลสุขภาพและความงาม รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบายมากขึ้นผ่านการเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ และ Social Commerce ที่กำลังขยายตัว โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 1,457 ราย เพิ่มขึ้น 246 ราย คิดเป็น 20.3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 1,211 ราย)

    ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 2,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 364 ล้านบาท คิดเป็น 19.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 195,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24,768 ล้านบาท คิดเป็น 14.5% เมื่อเทียบกับปี 2566

    2.ธุรกิจออกแบบตกแต่งภายใน ผลิตภัณฑ์ไม้ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบ่งเป็น 3 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ กิจกรรมออกแบบและตกแต่งภายใน การผลิตแผ่นไม้บางและผลิตภัณฑ์ไม้ และการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ ธุรกิจนี้อยู่ในช่วงปรับตัวให้การผลิตสินค้าเน้นที่การออกแบบมากขึ้นสอดรับความต้องการของลูกค้า

    อย่างไรก็ดี ธุรกิจฯ ยังมีความท้าทายจากความผันผวนในการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกเฟอร์นิเจอร์อันดับ 1 ของไทย ในทางกลับกันภาพรวมการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของไทยในปี 2568 ยังขยายตัวได้ที่ 9.3% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้า (Front-loading) ของคู่ค้าเพื่อสต็อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้ โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 555 ราย เพิ่มขึ้น 54 ราย คิดเป็น 10.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 501 ราย)

    ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 964 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112 ล้านบาท คิดเป็น 13.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 144,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17,981 ล้านบาท คิดเป็น 14.2% เมื่อเทียบกับปี 2566

    3.ธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง แบ่งเป็น 2 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ การผลิตอาหารสำเร็จรูปสำหรับสัตว์เลี้ยง และร้านขายปลีกสัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จากพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้ความต้องการสินค้าระดับพรีเมียมขยายตัวสูงขึ้น โดยปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 214 ราย เพิ่มขึ้น 33 ราย คิดเป็น 18.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 181 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 392 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 127 ล้านบาท คิดเป็น 48% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 101,133 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12,555 ล้านบาท คิดเป็น 14.2% เมื่อเทียบกับปี 2566

    4.ธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มไลฟ์สไตล์ แบ่งเป็น 3 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ ผลิตเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มให้พลังงานสูง และเครื่องดื่มไลฟ์สไตล์ ธุรกิจเครื่องดื่มฯ ปัจจุบันกลายเป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสนใจต่อสินค้าสุขภาพ และการเติบโตของธุรกิจที่พัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมเฉพาะทาง โดยปี 2568 มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 153 ราย ลดลง 73 ราย คิดเป็น 32.30% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 226 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 11,321.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,790 ล้านบาท คิดเป็น 21.28 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 ทุนจัดตั้ง 532 ล้านบาท) แม้ตัวเลขการจัดตั้งใหม่จะลดลง แต่มูลค่าทุนจดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกว่า 135.67 เท่า และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 105,692 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,032 ล้านบาท คิดเป็น 3.97% เมื่อเทียบกับปี 2566

    5. ธุรกิจผลิตภาพยนตร์ เป็นธุรกิจที่ได้รับแรงส่งจากนโยบาย Soft Power ของไทยที่ผลักดันคอนเทนต์สู่ตลาดโลก โดยเฉพาะซีรีส์วาย (Boys’ Love/Girl’s Love) ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านการส่งออกลิขสิทธิ์และกิจกรรมแฟนมีตติ้ง ในปี 2568 มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 138 ราย ลดลง 1 ราย คิดเป็น 0.7% จากช่วงเวลาเดียวกัน ของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย. 2567 จัดตั้ง 139 ราย) ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 189 ล้านบาท ลดลง 204 ล้านบาท คิดเป็น 51.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 แม้รายได้รวมจะทรงตัวแต่ความสามารถในการทำกำไรกลับพุ่งทะยาน อย่างโดดเด่น โดยปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 13,411 ล้านบาท ลดลง 188 ล้านบาท คิดเป็น 1.4% เมื่อเทียบกับปี 2566 แต่กำไรสุทธิปี 2567 สูงถึง 474 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 238 ล้านบาท คิดเป็น 100.3% (กำไรสุทธิปี 2566 อยู่ที่ 236 ล้านบาท)

    และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มด้านสุขภาพธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลและเภสัชภัณฑ์ แบ่งเป็น 3 ประเภทธุรกิจย่อย ได้แก่ 1.การค้าส่ง/ค้าปลีกสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และเวชภัณฑ์ 2.โรงพยาบาล และ 3. โรงพยาบาลเฉพาะทาง เป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของโลก ควบคู่ไปกับการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นคาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายรวมของผู้สูงอายุในปี 2572 จะพุ่งแตะระดับ 2.2 ล้านล้านบาท มีปัจจัยสำคัญจากความต้องการในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความมั่งคั่งสูง

    รวมถึงการปรับตัวใช้เทคโนโลยี (Caretech) เช่น AI และ IoT เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและมาตรฐานบริการให้เทียบเท่าสากล ดึงดูดกลุ่มลูกค้าต่างชาติและรองรับการเป็น Retirement Destination ในปี 2568 มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 1,648 ราย เพิ่มขึ้น 179 ราย คิดเป็น 12.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.67 จัดตั้ง 1,469 ราย)

    ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีมูลค่า 3,480 ล้านบาท ลดลง 2,818 ล้านบาท คิดเป็น 44.7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 และในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,103,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70,937 ล้านบาท คิดเป็น 6.9% เมื่อเทียบกับปี 2566

     “กลุ่มธุรกิจดาวรุ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ปรับตัวเข้าสู่การใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และข้อมูลข้างต้นจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนสำหรับใช้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้ทันกระแส และทราบถึงแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WjyN9ga8iipycsCi4qJ9X

  • เศรษฐกิจจีนชะลอ ฉุดจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างแดนลดลงครั้งแรก : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจจีนชะลอ ฉุดจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างแดนลดลงครั้งแรก : อินโฟเควสท์

    กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น เผยผลสำรวจพบว่า จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการในต่างประเทศปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในจีนที่ลดลงอย่างมาก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

    ผลสำรวจซึ่งจัดทำขึ้นในทุก ๆ สองปีนับตั้งแต่ปี 2556 แสดงให้เห็นว่า มีร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศประมาณ 181,000 แห่งในปี 2568 ลดลงจากปี 2566 ซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 187,000 แห่ง

    การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศจีนที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดเกือบ 20% หรือประมาณ 15,260 แห่งจากเมื่อสองปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 63,500 แห่ง เนื่องด้วยเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง จากผลกระทบของอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ท่ามกลางวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์และหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่อยู่ในระดับสูง

    อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเป็นประเทศหรือภูมิภาคที่มีจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นตั้งอยู่มากที่สุดในปี 2568 รองลงมาคือสหรัฐอเมริกาที่มีร้านอาหารญี่ปุ่นประมาณ 26,360 แห่ง เกาหลีใต้ 19,800 แห่ง และเม็กซิโก 7,430 แห่ง

    นอกจากนี้ แม้จำนวนรวมของร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศจะลดลงในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงสูงกว่าจำนวน 55,000 แห่งในปี 2556 กว่าสามเท่า

    ส่วนจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในพื้นที่อื่น ๆ ของโลกปรับตัวขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยจำนวนที่ลดลงในเอเชีย โดยจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ประมาณ 20% หรือราว 2,400 แห่ง เนื่องจากความสนใจในอนิเมะและวัฒนธรรมป๊อปอื่น ๆ ช่วยกระตุ้นความต้องการอาหารญี่ปุ่น

    นอกจากนี้ จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นราว 20% หรือประมาณ 300 แห่ง เนื่องจากความใส่ใจในสุขภาพเป็นที่แพร่หลาย

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า รายงานฉบับนี้มีการเผยแพร่ในช่วงปลายเดือนพ.ย. โดยอ้างอิงจากการสำรวจของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ การสำรวจยังจัดทำขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลพยายามขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารญี่ปุ่นไปยังต่างประเทศ ซึ่งจำนวนร้านอาหารในต่างประเทศถือเป็นข้อมูลอ้างอิงสำคัญในการวัดความนิยมของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mUe070piYaaIREGFwXsqv

  • คาดการณ์เศรษฐกิจอิตาลี ปี 2569 มีแนวโน้มดีขึ้น โต 0.8% แต่ยังต่ำกว่า Euro Zone

    คาดการณ์เศรษฐกิจอิตาลี ปี 2569 มีแนวโน้มดีขึ้น โต 0.8% แต่ยังต่ำกว่า Euro Zone

    จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (ISTATประจำเดือนธันวาคม 2568 เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของอิตาลี ปี 2568 และ 2569 ขยายตัวอยู่ที่ 0.5% และ 0.8ตามลำดับ (ปี 2567 GDP ของอิตาลี อยู่ที่ 0.7%) ในขณะที่ GDP ของประเทศในยุโรป ปี 2568 และ 2569 ขยายตัวอยู่ที่ 1.3% และ 1.2% ตามลำดับ โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ GDP ของอิตาลี ปี 2568 และ 2569 ยังคงขยายตัว มาจากความต้องการบริโภคสินค้า/บริการภายในประเทศเป็นหลัก ขยายตัวอยู่ที่ 1.1% ทั้งปี 2568 และ 2569 ถึงแม้ความต้องการบริโภคสินค้า/บริการจากต่างประเทศจะหดตัวลดลง ปี 2568 หดตัวอยู่ที่ 0.6% และปี 2569 หดตัวอยู่ที่ 0.2% อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะมีความชัดเจนมากขึ้น ความต้องการระหว่างประเทศจะค่อนข้างทรงตัว ราคาวัตถุดิบด้านพลังงานจะยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับการบริโภคภาคเอกชน ปี 2568 และ 2569 คาดการณ์ว่า จะเพิ่มขึ้นในอัตราปานกลาง ขยายตัวอยู่ที่ 0.8% และ 0.9% ตามลำดับ อันเป็นผลมาจากค่าจ้างและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงในปี 2569 การออมของประชาชนจะมีแนวโน้มลดลง การลงทุนขยายตัวขึ้นเป็นอย่างมาก ในปี 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 2.8% (จาก +0.5% ในปี 2567) และปี 2569 จะยังคงขยายตัวอยู่ที่ 2.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการดำเนินงานแผนการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมของอิตาลี (The National Recovery and Resilience Plan (NRRP)) 

    ben-tofan-bheRmFMM4K8-unsplash.jpg

    GDP ของอิตาลี ไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 2 ปี 256โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการภายในประเทศที่สำคัญทั้งหมดขยายตัวขึ้น โดยการบริโภคขั้นสุดท้ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น 0.1% และการลงทุนถาวรขั้นต้น เพิ่มขึ้น 0.6% การนำเข้าและการส่งออก เพิ่มขึ้น 1.2% และ 2.6% ตามลำดับ ในขณะที่ GDP ของอิตาลี ขยายตัวอยู่ที่ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 3 ปี 256โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการบริโภคขั้นสุดท้ายภายในประเทศ เพิ่มขึ้น 0.8% และการลงทุนถาวรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก 5.1% การนำเข้าและการส่งออก เพิ่มขึ้น 2.9% และ 2.7% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี เปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Indexเดือนพฤศจิกายน 2568 หดตัวอยู่ที่ 0.2เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่ถือเป็นตัวเลขที่หดตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2568 (อยู่ที่ -0.3%เป็นผลมาจากราคาสินค้า ขยายตัวเพิ่มขึ้น (+0.1% จาก -0.2% ของเดือนตุลาคม 2568) โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาสินค้าด้านพลังงาน ขยายตัวเพิ่มขึ้น (+0.6% จาก -1.0% ของเดือนตุลาคม 2568) แบ่งเป็น ค่าไฟฟ้าในตลาดที่ได้รับการคุ้มครองและก๊าซสำหรับใช้ภายในครัวเรือน (-0.1จาก -6.4% ของเดือนตุลาคม 2568) และราคาเชื้อเพลิงยานยนต์ น้ำมันหล่อลื่น เชื้อเพลิงในครัวเรือน และไฟฟ้าในตลาดเสรี (+0.7% จาก -0.6% ของเดือนตุลาคม 2568

    ในขณะที่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2568 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.1เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 256ซึ่งภาวะเงินเฟ้อดังกล่าวเป็นการปรับลดลงจากดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 (อยู่ที่ +1.2%) โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2568 ขยายตัวลดลง อันเนื่องมาจากราคาบริการที่ขยายตัวลดลง (+2.3จาก +2.8% ของเดือนพฤศจิกายน 2567โดยเฉพาะราคาบริการด้านการขนส่งที่ขยายตัวลดลง (+0.9จาก +3.5% ของเดือนพฤศจิกายน 2567) ในขณะที่ ราคาสินค้าขยายตัวลดลง (+0.1จาก +0.2% ของเดือนพฤศจิกายน 2567โดยราคาสินค้าอาหารที่ขยายตัวลดลง (+1.8% จาก +2.6% ของเดือนพฤศจิกายน 2567

    สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ

    1. ข้อมูลจาก Global Trade Atlas การค้าระหว่างประเทศของอิตาลี ปี 2568 (มกราคมตุลาคม) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,092,632.70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.57% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า แบ่งเป็น การนำเข้า มูลค่า 523,100.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.27% และการส่งออก มูลค่า 569,532.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.84% โดยอิตาลีได้ดุลการค้า มูลค่า 46,432.29 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.57% 

    2. ปี 2568 (มกราคม – ตุลาคม) อิตาลีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกมีมูลค่า 523,100.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.27% โดยแหล่งนำเข้าที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เยอรมนี มูลค่า 70,412.02 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-6.73%) อันดับ 2 จีน มูลค่า 58,681.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+23.37%) อันดับ 3 ฝรั่งเศส มูลค่า 38,580.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-3.01%) อันดับ 4 สหรัฐอเมริกา มูลค่า 33,504.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+47.56%) และอันดับ 5 เนเธอร์แลนด์ มูลค่า 32,219.89 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-0.24%) โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้า อันดับ 44 มูลค่า 1,966.43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+5.35%) สินค้าสำคัญที่อิตาลีนำเข้าเพิ่มขึ้นจากไทย ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ มูลค่า 453.42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+22.53%) ไข่มุก เครื่องประดับที่มีค่า และกึ่งมีค่า มูลค่า 202.53 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+17.77%) และยาง และผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 195.67 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+15.50%) ในขณะที่ อิตาลีนำเข้าสินค้ายานยนต์และส่วนประกอบจากไทยลดลง มูลค่า 228.16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-8.51%

    3. ปี 2568 (มกราคม – ตุลาคม) อิตาลีส่งออกสินค้าไปทั่วโลกมีมูลค่า 569,532.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.84% โดยตลาดส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 สหรัฐอเมริกา มูลค่า 64,429.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+12.63%) อันดับ 2 เยอรมนี มูลค่า 60,934.99 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-5.86%) อันดับ 3 ฝรั่งเศส มูลค่า 54,417.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-2.76%) อันดับ 4 สวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 31,799.97 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+18.42%) และอันดับ 5 สเปน มูลค่า 31,567.98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+2.36%) โดยไทยเป็นตลาดส่งออก อันดับ 56 มูลค่า 1,682.18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-0.88%) สินค้าสำคัญที่อิตาลีส่งออกไปไทยเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หม้อไอน้ำ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบ มูลค่า 426.07 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+6.75%) ไข่มุก เครื่องประดับที่มีค่า และกึ่งมีค่า มูลค่า 179.08 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+22.66%) และยานยนต์และส่วนประกอบ มูลค่า 92.50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+10.10%) ในขณะที่ อิตาลีส่งออกเครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไปไทยลดลง มูลค่า 146.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-13.71%

    4. ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ปี 2568 (มกราคม – พฤศจิกายน) การค้าระหว่างไทย-อิตาลี มีมูลค่า 4,655.31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.42% แบ่งเป็น การนำเข้า มูลค่า 2,651.43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.35% และการส่งออก มูลค่า 2,003.88 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.52% (ไทยขาดดุลการค้ากับอิตาลี มูลค่า 647.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.20%) โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยมายังอิตาลี 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่า 287.73 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+5.88%) อันดับ 2 เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่า 257.05 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.20%) อันดับ 3 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 162.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-22.87%) อันดับ 4 อาหารสัตว์เลี้ยง มูลค่า 160.47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+4.49%) และอันดับ 5 ผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 114.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+13.39%)

    ความคิดเห็นของ สคต. ณ เมืองมิลาน

              1. จากการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 ของอิตาลี จะขยายตัวอยู่ที่ 0.8% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจอิตาลีจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อันมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการบริโภคสินค้าและบริการภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลงอาจส่งผลให้ผู้บริโภคบริโภคสินค้า/บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเชีย-ยูเครน และระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ รวมถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของทรัมป์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของอิตาลีและโลก

    2. จากตัวเลขการนำเข้าข้างต้นจะพบว่า อิตาลีหันมานำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก อันสืบเนื่องมาจากการเปิดตลาดสินค้าของสหภาพยุโรปให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ (โดยปี 2567 สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งนำเข้าของอิตาลี อันดับ 7) ซึ่งการที่อิตาลีหันมานำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ ที่มีสินค้าและบริการใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้ามายังตลาดอิตาลี ควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าอิตาลีอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในการวางแผนและรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการค้าของอิตาลีที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยในปี 2569 

    ——————————————————————-

    ทีมา: 1. https://www.istat.it/comunicato-stampa/le-prospettive-per-leconomia-italiana-nel-2025-2026-2/

    2. https://www.istat.it/comunicato-stampa/prezzi-al-consumo-novembre-2025/

    3.Global Trade Atlas

    4.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    5.เครดิตรูปภาพประกอบข่าว Photo by Jakub Żerdzicki on Unsplash และ Photo by Ben Tofan on Unsplash

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zd43p2le15rb04xyq55drqj3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PT2lC62u66bypGoIavP46

  • เงินบาทแข็ง…แต่เศรษฐกิจยังเปราะ ทำไมต้องจับตา “ธุรกรรมทองคำ”

    เงินบาทแข็ง…แต่เศรษฐกิจยังเปราะ ทำไมต้องจับตา “ธุรกรรมทองคำ”

    เงินบาทแข็ง…แต่เศรษฐกิจยังเปราะ ทำไมต้องจับตา “ธุรกรรมทองคำ”

    ในปี 2568 ค่าเงินบาทกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค ทั้งที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนแรงเงินทุนระยะสั้น แต่ยังทำให้หน่วยงานด้านนโยบายเริ่มตั้งคำถามถึง “ที่มา” ของความแข็งค่าที่เกิดขึ้น

    1 ในประเด็นสำคัญคือ บทบาทของธุรกรรมซื้อขายทองคำ ซึ่งส่งผลต่อการไหลของเงินตราต่างประเทศ และอาจเป็นตัวเร่งให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐาน

    เงินบาทแข็งนำกลุ่ม จากข้อมูลค่าเงินปี 2568 (YTD)

    ตารางการเปลี่ยนแปลงค่าเงินตั้งแต่ต้นปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า ค่าเงินบาทอยู่ในกลุ่มสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุด เมื่อเทียบกับทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศในเอเชีย

    ตารางที่ 1 : การเปลี่ยนแปลงค่าเงินสำคัญ ปี 2568 (YTD)

    สกุลเงิน

    การเปลี่ยนแปลง (%)

    เงินบาท (THB)

    แข็งค่ามากกว่า 8%

    ดอลลาร์ไต้หวัน

    +4.3%

    ดอลลาร์สิงคโปร์

    +5.2%

    ยูโร

    +12.7%

    ปอนด์สเตอร์ลิง

    +6.6%

    เงินเยนญี่ปุ่น

    +2.0%

    เงินวอนเกาหลี

    อ่อนค่า -0.1%

    รูเปียห์ อินโดนีเซีย

    อ่อนค่า -3.3%

    ภาพรวมสะท้อนว่า เงินบาทแข็งค่ามากกว่าหลายประเทศที่มีเศรษฐกิจขยายตัวแข็งแรงกว่า

    แรงส่งจาก “ทองคำ” ไม่ใช่เศรษฐกิจจริง

    ข้อมูลในอินโฟกราฟิกชี้ว่า ธุรกรรมซื้อขายทองคำมีสัดส่วนสูงต่อ FX Flow โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำโลกผันผวน ทำให้เกิดการขายเงินตราต่างประเทศและแปลงกลับเป็นเงินบาทจำนวนมากในระยะสั้น

    ตารางที่ 2 : บทบาทธุรกรรมทองคำต่อกระแสเงิน (FX)

    ประเด็น

    สถานการณ์ที่พบ

    สัดส่วนธุรกรรมทองคำ

    สูงในบางช่วงของตลาด FX

    ลักษณะเงินทุน

    ระยะสั้น ไม่ผูกกับเศรษฐกิจจริง

    ผลต่อค่าเงินบาท

    แข็งค่าเร็ว ผันผวนสูง

    ความเสี่ยง

    ค่าเงินไม่สะท้อนพื้นฐาน

    สถานการณ์นี้ทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแรงกว่าประเทศอื่น แม้การส่งออก การลงทุน และการบริโภคภายในประเทศยังไม่ได้ฟื้นตัวในระดับเดียวกัน

    เศรษฐกิจไทย: โตช้า แต่ค่าเงินแรง

    เมื่อพิจารณาควบคู่กับตารางฉายภาพเศรษฐกิจ จะเห็นความไม่สมดุลชัดเจนระหว่าง “ค่าเงิน” กับ “ความแข็งแรงของเศรษฐกิจ”

    ตารางที่ 3 : ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ปี 2568

    ตัวชี้วัด

    ภาพสะท้อนจากข้อมูล

    การเติบโตเศรษฐกิจ

    อยู่ในระดับต่ำ จากอดีต 7% เป็นราว 2.2%

    Potential GDP

    เหลือ 2.7%

    เงินเฟ้อ

    อยู่ในกรอบต่ำ

    การส่งออก

    ฟื้นตัวช้า

    อุตสาหกรรม

    ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนวิกฤต

    ค่าเงินบาทที่แข็งในบริบทนี้ กลายเป็นแรงกดดันซ้ำต่อภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะผู้ส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

    เหตุผลที่ ธปท.–คลัง ต้องเข้ามาดูแล

    การแข็งค่าของเงินบาทจากธุรกรรมที่ไม่สะท้อนเศรษฐกิจจริง ทำให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ต้องประสานงานเพื่อ

    • ติดตามธุรกรรม FX ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ
    • ลดความผันผวนที่อาจกระทบเสถียรภาพค่าเงิน
    • ป้องกันผลกระทบต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    โจทย์สำคัญไม่ใช่การแทรกแซงค่าเงินโดยตรง แต่คือการดูแลไม่ให้เงินบาท “แข็งเกินศักยภาพเศรษฐกิจ”

    Nation Story: ค่าเงินที่แข็ง ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจแข็ง

    ตัวเลขในปี 2568 กำลังบอกว่า เงินบาทแข็งค่าจากโครงสร้างตลาดการเงิน มากกว่าความแข็งแรงของเศรษฐกิจจริง หากไม่บริหารจัดการอย่างระมัดระวัง ค่าเงินที่แข็งเกินไปอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว มากกว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของเสถียรภาพ ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงประคอง เสถียรภาพค่าเงิน สำคัญกว่าค่าเงินที่แข็งเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/nation-story/story/378971440&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qKlR905KTV_SkzZrxStZ3

  • ดาวเทียม3ดวงของอิหร่านถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ

    ดาวเทียม3ดวงของอิหร่านถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ

    ดาวเทียม3ดวงของอิหร่านถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ
    🔻 ดาวเทียม3ดวงของอิหร่าน ได้แก่ «ซาฟัร 2» «พายา» และ «เกาซัร 1.5» ได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ (วันอาทิตย์ที่ 7 เดือนเดย์ 1404 ตามปฏิทินอิหร่าน) เวลา 16:48 ตามเวลาที่เตหะราน โดยใช้จรวดโซยุซ-2.1บี จากฐานอวกาศเวสโตชนี ประเทศรัสเซีย
    🔸 บริษัทอวกาศภาครัฐของรัสเซียที่ชื่อรอสคอสมอส รายงานเมื่อ 30 นาทีก่อนการปล่อยจรวดเกี่ยวกับขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสุดท้ายสำหรับการปล่อยจรวดขนส่งดาวเทียม
    🔻 ตามรายงานของรองรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ และประธานสถาบันวิจัยอวกาศของอิหร่าน ดาวเทียมสำรวจทั้งสามดวงที่ส่งขึ้นจากฐานรัสเซียวันนี้ ถูกสร้างโดยภาคเอกชน

  • เศรษฐกิจไทยยัง ‘อ่วม’ สัญญาณร้ายส่งต่อปี 69

    เศรษฐกิจไทยยัง ‘อ่วม’ สัญญาณร้ายส่งต่อปี 69

    Editorial

    30 ธ.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    เศรษฐกิจไทยยัง ‘อ่วม’ สัญญาณร้ายส่งต่อปี 69

    ปลายปี 2568 ตัวเลขเศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณที่น่ากังวลมากกว่าน่าดีใจ แม้ภาพส่งออกจะดูสวยหรู เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 และขยายตัวกว่า 12% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี

        แต่เมื่อหันกลับมามอง “ภาคการผลิตจริง” กลับเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เมื่อดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน พ.ย.ลดลงถึง 4.24% เหลือเพียงระดับ 90.54 ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่แค่ 55.49% ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้น แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมและไม่ได้รับการแก้ไขจริงจัง
        ปัจจัยลบที่ถาโถมตลอดปี ตั้งแต่หยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่ เงินบาทแข็งค่ากดดันความสามารถแข่งขัน อุทกภัยภาคใต้ ไปจนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ทรุดหนัก ล้วนเป็น “วิกฤติซ้ำซ้อน” ฉุดให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยับขึ้นได้อย่างมั่นคง แม้มาตรการกระตุ้นจากรัฐ จะช่วยพยุงบางภาคส่วน แต่เป็นเพียงประคองระยะสั้น ไม่อาจชดเชยการหดตัวของการลงทุนภาคเอกชนและความเปราะบางภาคอุตสาหกรรมหลักได้อย่างแท้จริง

        ความย้อนแย้งที่ส่งออกโต แต่ภาคการผลิตไม่โต ชี้ให้เห็นปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือ โครงสร้างการค้าของไทยที่พึ่งพาการเป็น “ทางผ่าน” มากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ตัวเลขนำเข้าที่ขยายตัวใกล้เคียงหรือสูงกว่าการส่งออก สะท้อนภาวะ Import Flooding และการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อ มากกว่าการเดินเครื่องโรงงานในประเทศเต็มกำลัง เมื่อกำลังการผลิตไม่กระเตื้อง การจ้างงาน รายได้ และความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจย่อมไม่ฟื้นตามไปด้วย
        อีกไม่กี่ชั่วโมง จะก้าวสู่ปี 2569 ซึ่งความเสี่ยงต่างๆ ไม่ได้ลดลงเลย แต่กลับมีแนวโน้ม “ซับซ้อนและหนักขึ้น” ท่ามกลางบริบท “การเมือง” ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งทั่วไป ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักลงทุน หากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังติดอยู่กับมาตรการระยะสั้น ขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ปัญหาที่ซ่อนอยู่ตลอดปี 2568 อาจปะทุชัดเจนขึ้นในปีหน้า ทั้งภาระหนี้ครัวเรือน การลงทุนที่หดตัว และความสามารถแข่งขันที่ถดถอย

        คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เศรษฐกิจจะโตได้กี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือ ไทยจะรับมือกับความเปราะบางเชิงโครงสร้างอย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกล้าปรับแผน ปรับยุทธศาสตร์ จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างฐานการผลิตใหม่ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่โลกอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน นักธุรกิจและประชาชนที่ต้อง “หาเช้ากินค่ำ” ก็จำเป็นต้องได้รับสัญญาณที่ชัดเจน ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมุ่งไปทางไหน ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเลขสวยด้านหนึ่ง กลบความอ่อนแรงอีกด้านหนึ่ง
        ดังนั้นปีหน้าอาจไม่ใช่แค่ปีแห่งความเสี่ยง แต่เป็นปีที่ตัดสินว่าเศรษฐกิจไทยจะ “ตั้งหลักได้” หรือ “ติดกับดักเดิม” ที่ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1214447&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JakEajjjht5l_67CfcG2j

  • ดร.กอบศักดิ์ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 ไม่ง่าย แนะรัฐบาลใหม่ปลดล็อกลงทุน-แก้หนี้นอกระบบ | เดลินิวส์

    ดร.กอบศักดิ์ ชี้เศรษฐกิจไทยปี 69 ไม่ง่าย แนะรัฐบาลใหม่ปลดล็อกลงทุน-แก้หนี้นอกระบบ | เดลินิวส์

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 69 ยังคงมีความท้าทายสูง ประเมินว่าเศรษฐกิจจะไม่ง่ายมากนัก และคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีไว้ที่ 1.5% โดยปัจจัยที่น่ากังวลใจที่สุดในปี 69 คือเรื่องของการเมือง เนื่องจากยังต้องจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิดและสามารถพลิกผันได้ โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นมานั้นจะมีเสถียรภาพและมีเสียงในสภาเพียงพอหรือไม่

    นอกจากนี้ กระบวนการยุบสภาและการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่งผลให้กระบวนการพิจารณางบประมาณปี 70 ต้องหยุดชะงัก คาดว่าในเดือน ต.ค. 69 ภาครัฐอาจต้องใช้จ่ายงบประมาณไปพลางก่อน ซึ่งจะนำไปสู่ความล่าช้าและความชะลอตัวในการเบิกจ่าย ซึ่งในส่วนภาคเอกชน สิ่งที่ต้องการคือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพพอควรและแข็งแกร่ง หากได้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ จะเป็นเรื่องยากในการดำเนินนโยบาย เพราะอาจต้องเอาใจทุกฝ่าย พร้อมทั้งเสนอให้ดึงมืออาชีพ (โปรเฟสชันนัล)เข้ามาบริหารในบางกระทรวง

    สำหรับปัจจัยอื่นๆ ของเศรษฐกิจในปี 69 ในเรื่องการส่งออกยังไม่ฟื้นตัวดี เพราะการค้าโลกยังคงไม่ใช่งานง่าย แม้จะรอความชัดเจนเรื่องภาษีของสหรัฐฯ ส่วนการบริโภคและการลงทุนภายใน กำลังซื้อภายในประเทศยังไม่เข้มแข็ง สัญญาณความเปราะบางภายในปรากฏชัดจากการที่สินเชื่อธนาคารติดลบมาหลายไตรมาส ขณะที่การท่องเที่ยว ยังไม่แน่ใจว่าจะดีอย่างที่คิดไว้หรือไม่ แม้จะมีการคาดการณ์กันว่าปี 69 จะดีขึ้น แต่ตัวเลขที่ประมาณการไว้ก็อยู่ที่เพียง 35 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดหวังว่าจะกลับไปสู่ระดับก่อนโควิด รวมถึงปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเลเซียซึ่งปกติเข้ามาในไทยจำนวนมากเดินทางลดลง โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ซึ่งเป็นจุดสำคัญ

    นอกจากนี้ ปัญหาด้านความมั่นคงก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของไทย สถานการณ์ในกัมพูชาเองก็ยังไม่นิ่ง โดยมีการอพยพของผู้คนหลายแสนคน ซึ่งสร้างภาระและกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ และยังมีความกังวลในบางพื้นที่เมืองเกี่ยวกับอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงได้ในระยะทางที่ไกลขึ้น

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ด้านนโยบายการเงินเริ่มมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ควรต้องกังวลว่าดอกเบี้ยจะไม่ลดลงต่อหรือไม่ เนื่องจากหัวใจสำคัญคือ ระดับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ซึ่งการที่อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงมาอยู่ที่ 1.25% ถือเป็นระดับต่ำพอสมควร จะเป็นตัวกระตุ้นอยู่แล้ว ดังนั้น การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า รัฐบาลควรหันไปใช้แนวทางอื่นควบคู่กันไป

    ทั้งนี้แนวทาง 2 เรื่องสำคัญ คือ ปลดล็อกการลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลควรระดมสรรพกำลังเพื่อปลดล็อกให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดประตูน้ำให้กระแสน้ำไหลออกไป และรัฐบาลต้องเอาจริงกับปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งการที่รัฐบาลแก้หนี้เฉพาะในระบบ แต่ไม่แก้หนี้นอกระบบนั้น จะทำให้ประชาชนไม่สามารถเดินต่อไปได้ เนื่องจากคนหนึ่งอาจมีหนี้ทั้งสองส่วน การแก้ไขเพียงด้านเดียวจะทำให้กำลังซื้อยากที่จะกลับมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5455138/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KBIwvv0CLKFN1p4sotoAH