Category: เศรษฐกิจ

  • มาตรการรัฐหนุนดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคขยายตัวต่อเนื่อง

    มาตรการรัฐหนุนดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคขยายตัวต่อเนื่อง

    มาตรการรัฐหนุนดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคขยายตัวต่อเนื่อง

    วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังคงเป็นแรงสนับสนุนหลักที่สำคัญ ทั้งนี้ ควรติดตามทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดทำแบบสำรวจพิเศษเพื่อประเมินนโยบาย Quick Big Win พบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด

    นายวินิจ  วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังคงเป็นแรงสนับสนุนหลักที่สำคัญ ทั้งนี้ ควรติดตามทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดทำแบบสำรวจพิเศษเพื่อประเมินนโยบาย Quick Big Win พบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 79.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและมาตรการส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงอุปสงค์สินค้าอุตสาหกรรมที่มีต่อเนื่อง และคาดว่า รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่อยู่ที่ระดับ 84.0 ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 75.2 โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเพาะปลูก สภาพอากาศคาดว่าจะเอื้ออำนวย ขณะที่อุปสงค์สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 73.8 โดยมีปัจจัยบวกจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่คาดว่าจะมีต่อเนื่อง และคาดว่า จะมีผลผลิตเกษตรซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูปเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมที่มีต่อเนื่อง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 71.2 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและภาคเกษตรเป็นสำคัญ จากนโยบายกระตุ้นการบริโภคและสนับสนุนเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีต่อเนื่องจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันความต้องการสินค้าเกษตรคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นจากทั้งในและต่างประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ที่ระดับ 70.3 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคบริการและการลงทุน ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และคาดว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวและภาคเกษตร รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ระดับ 67.6 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคเกษตรและภาคบริการ จากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล การขยายตัวของตลาดสินค้าเกษตร ประกอบกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและงานเทศกาลในหลายพื้นที่ ทั้งนี้ สภาพอากาศที่แปรปรวนและความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทย นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 67.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ อย่างไรก็ตาม ควรติดตามประเด็นแนวโน้มต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากประเทศจีน ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่คาดว่าจะมีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกและการเดินทางท่องเที่ยว และความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่บรรเทาลง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน

    สำหรับเดือนธันวาคม 2568 กระทรวงการคลังได้จัดทำการสำรวจพิเศษเพื่อประเมินผลกระทบของนโยบาย Quick Big Win ซึ่งสะท้อนความสำเร็จตามเป้าหมาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” อย่างชัดเจน โดยในระยะสั้นพบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนมากที่สุด เนื่องจากเป็นนโยบายที่สามารถเข้าถึงประชาชนในทุกภูมิภาค และมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อน รองลงมาคือ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2568 และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว (เที่ยวดีมีคืน) ตามลำดับ สำหรับในระยะปานกลางถึงระยะยาว โครงการที่คาดว่าจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว (เที่ยวดีมีคืน)  ตามลำดับ

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/937870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XWBkGBLrqEDe0traDKtPH

  • ทุกคะแนนเลือกตั้งปี 69 คือ “ต้นทุนชีวิต” คิดให้ดีรับเศรษฐกิจปีม้าลุยไฟ การเงินปีหน้าจะทำไงให้รอด

    ทุกคะแนนเลือกตั้งปี 69 คือ “ต้นทุนชีวิต” คิดให้ดีรับเศรษฐกิจปีม้าลุยไฟ การเงินปีหน้าจะทำไงให้รอด

    กระแสที่ใครๆ ก็จับตามองตอนนี้คือ การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 หลายคนหวังว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยที่ซบเซาให้ดีขึ้น ถ้า… รัฐบาลมีเสถียรภาพและโครงการต่างๆ เดินหน้าได้อย่างเต็มที่ แต่ยังมีหลายคนที่มองว่า การเมืองอาจไม่ได้ทำให้ชีวิต หรือการเงินของเราดีขึ้น 

    วันนี้ Thairath Money อยากชวนมาเจาะลึก 2 เหตุผลว่าทำไมการเมืองถึงเป็นเรื่องปากท้อง และเราต้องคิดให้ดีก่อนเข้าคูหาเลือกคนมาทำงาน!

    1. การเมืองทำให้คนไทย “รวย” หรือ “จน” ได้?

    ทุกวันนี้อะไรๆ ก็หมุนด้วยเงิน การพัฒนาประเทศไทยก็ใช้เงินมหาศาล หนึ่งในเงินทุนที่ขับเคลื่อนประเทศคือ งบประมาณของภาครัฐ แต่หลายปีมานี้เรามักได้ยินคำว่า เศรษฐกิจชะลอตัวจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าของภาครัฐ สาเหตุหนึ่งก็มาจากไทยต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน (ปี 2567 – 2568) ทำให้เกิดภาวะ “สุญญากาศทางการเมือง”

    ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่การเบิกจ่ายในประเทศ แต่ทำให้ภาพลักษณ์และทิศทางการพัฒนาประเทศดูไม่แน่นอน เงินทุนต่างชาติ นักลงทุนก็ชะงักและลังเลกันมาตลอดว่า ควรจะทำเงินมาลงทุนในไทยไหม? 

    จากภาพใหญ่นี้ ลองคิดดูว่าเงินไม่หมุนไป ภาคเอกชนไม่เห็นว่าเศรษฐกิจจะโต แล้วใครจะลงทุนเพิ่ม หรือที่เตรียมจะจ้างพนักงานเพิ่มก็ต้องหยุดไว้ก่อน การผลิตสินค้าก็ต้องลดลงเพราะไม่รู้จะขายได้ไหม เรียกว่าพนักงานหรือลูกจ้างในหลายธุรกิจก็อาจมีรายได้น้อยลง หรือเพิ่มไม่ทันกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    ทั้งนี้ ภาครัฐมีบทบาทสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพ เพราะไม่ว่าจะราคาอาหาร ของใช้ การเดินทาง ไปจนถึงค่าน้ำ ค่าไฟ ที่บางอย่าง “แพง” จากความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น

    2. ปัญหาเชิงโครงสร้าง: ระเบิดเวลาหนี้ครัวเรือนไทย

    เมื่อคนไม่รู้ว่าอนาคตจะมีรายได้ไหม แต่ชีวิตต้องกินใช้ บางคนจึงเลือกกู้เงิน ขอสินเชื่อมาใช้ชีวิต จนเกิดวงจรหนี้เรื้อรัง และตอนนี้ก็กลายเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ไทยยังแก้ไม่ได้เสียที

    นี่คืออีกพิษร้ายที่มาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพสูง และสะท้อนออกมาในผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยว่า ปี 2568 ครัวเรือนไทยกว่า 95.1% มีภาระหนี้สิน และมีหนี้เฉลี่ยสูงถึง 740,596.94 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 22% จากปีที่ผ่านมา (เดิมเฉลี่ย 600,000 บาท)ส่วนใหญ่เป็นหนี้บัตรเครดิต รองลงมาคือหนี้บ้าน (สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย) และยานพาหนะ อาจเรียกว่า คนจำนวนมาก “ทำงานเพื่อจ่ายหนี้” ไม่ใช่เพื่อสร้างชีวิต 

    ความเปราะบางเหล่านี้หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมากว่า 10 ปี โดยมีสัดส่วนสูงกว่า 80% ของ GDP ดังนั้นสิ่งที่จะแก้ปัญหานี้ได้ คือ นโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐจะต้องมีแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน ทำได้จริง

    เศรษฐกิจไทยดี คนย่อมมองเห็นอนาคตว่าพรุ่งนี้ยังหาเงินได้ การจับจ่ายใช้สอยก็จะตามมา ดังนั้นการเลือกตั้งในปีหน้านี้ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของไทยว่าจะก้าวไปข้างหน้า หรือ ชะงักอยู่กลางทางเหมือนหลายปีที่ผ่านมา 

    รัฐอาจแก้ปัญหาไม่ทันใจ

    ปี 2569 “อยากรอด” ต้องวางแผนยังไง

    ภาครัฐจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย อาจต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ยิ่งปี 2568 มีเหตุการณ์ใหญ่มากมายทั้งแผ่นดินไหวเมื่อเดือน มี.ค. ไปจนถึงน้ำท่วมในหลายจังหวัด แม้บางคนคาดการณ์ไว้แล้วว่าน้ำจะมา แต่เมื่อเจอมวลน้ำใหญ่ก็ทำให้ชีวิตต้องชะงักไป จะออกไปหารายได้ก็ไม่ไหว รอเงินช่วยเหลือจากรัฐก็อาจไม่ทันการ เราจึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

    1. เงินฉุกเฉิน

    นี่เป็นโอกาสให้เราเช็กลิสต์ว่า เงินฉุกเฉิน ที่เตรียมไว้เพียงพอไหม ตามทฤษฎีส่วนใหญ่แนะนำว่าต้องมี 3 – 6 เดือน ของเงินค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เช่น ใช้จ่ายทั้งครอบครัว 40,000 บาทต่อเดือน สูตรเดิมอาจต้องเตรียมเงินไว้ 120,000 – 240,000 บาท ถ้าใครลองดูแล้วเงินสำรองก้อนเดิมไม่พอ ก็อาจวางแผนเก็บเงินเพิ่มให้เพียงพอกับสิ่งที่เราต้องใช้จริงเมื่อเกิดวิกฤต

    2. จัดการหนี้ ก่อนคิดเรื่องลงทุน

    หลายคนคิดว่า ต้องลงทุน ชีวิตถึงจะบวกๆ แต่ลองคิดให้ดี ถ้าเราแบ่งเงิน 100 บาทไปลงทุน ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี แต่ภาพรวมชีวิตเรามีหนี้ดอกเบี้ย 16% ต่อปี เราก็ขาดทุนไปเรียบร้อยแล้วดังนั้นก่อนลงทุน อาจเลือกเคลียร์หนี้ก่อน เพราะการมีหนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าเราแยกออกว่า อันไหนคือ หนี้จำเป็น หรือ หนี้ฟุ่มเฟือย เมื่อเรารวบรวมข้อมูลมา คิด วิเคราะห์ทุกมุมแล้ว ค่อยมาคิดต่อว่าจะจัดการยังไงดี 

    เช่น มีหนี้บัตรเครดิตที่อัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี, สินเชื่อบ้าน 4% ต่อปี สำหรับบ้านที่ใช้อยู่อาศัย เราต้องผ่อนตามงวดต่อไป (ไม่งั้นจะโดนแบงก์ยึด) และควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปเคลียร์ปิดหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน เราอาจเข้าไปคุยกับเจ้าหนี้ ว่า สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ไหม หรือ จะปรับแผนผ่อนชำระลดดอกเบี้ยลงยังไงได้บ้าง

    3. Upskill – สร้างรายได้มากกว่า 1 ทาง (ถ้าเป็นไปได้)

    โลกเปลี่ยนไว บริษัทก็หวังได้งานจากเรามากขึ้น ดังนั้น การเพิ่มทักษะ หรือความสามารถใหม่ๆ ไว้ก็อาจทำให้เรามีโอกาสรักษางานประจำที่มีอยู่ ขณะเดียวกันอาจกลายเป็นช่องทางหาเงินใหม่ๆ กลายเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ให้เราในระยะยาว 

    ในยุคนี้ มีของที่ทำให้เราอยากใช้เงินมากขึ้นเราก็อาจต้องหารายได้มากขึ้นเพื่อให้ทันสิ่งที่เราต้องการ 

    การเงินดี ไม่ได้แปลว่าเราต้องมีเงินมหาศาล แต่เราจะจัดสรรเงินแต่ละส่วนอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเราทั้งในวันนี้ และอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2904961&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iQjgT4eu-ajVuYuu73u86

  • มองเศรษฐกิจแคนาดา 2569 ยังขยายตัวต่ำ ตลาดแรงงานเปราะบาง

    มองเศรษฐกิจแคนาดา 2569 ยังขยายตัวต่ำ ตลาดแรงงานเปราะบาง

    จากรายงานของธนาคารเพื่อการเกษตรของรัฐบาลแคนาดา หรือ Farm Credit Canada (FCC) ระบุว่า เศรษฐกิจแคนาดาปี 2569 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่เผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง กำลังซื้อและอัตราหนี้ครัวเรือนสูงที่เข้ามาเป็นแรงกดดันของเศรษฐกิจ ซึ่งสัดส่วนการใช้จ่ายหรือบริโภคในประเทศอยู่ที่ราวร้อยละ 60 ของจีดีพีทั้งหมด อย่างไรก็ดี FCC ประเมินว่า ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจแคนาดามีแนวโน้มที่จะคงอยู่ไปจนถึงปี 2569 โดยเฉพาะหากความขัดแย้งการค้าแคนาดา-สหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด 

    ปัญหาการค้าสหรัฐฯ ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย

    สงครามการค้าของสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของแคนาดาอย่างรุนแรง สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่พลังงานลดลงอย่างมาก นับตั้งแต่ภาษีสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายนปีก่อนหน้า แม้ว่าสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของแคนาดาจะเป็นไปตามข้อตกลงแคนาดา-สหรัฐฯ-เม็กซิโก (CUSMA) และได้รับการยกเว้นจากภาษีตอบโต้ของอเมริกาที่ร้อยละ 35 แต่ภาคอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญของแคนาดา อาทิ รถยนต์ เหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง และป่าไม้ ยังคงเผชิญกับภาษีสูงถึงร้อยละ 50

    นอกจากนั้น FCC ได้ประเมินตัวเลขจีดีพีสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งย่อมผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจของแคนาดา เพราะส่วนใหญ่ยังพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูง ด้วยการนำเข้าสินค้าจากแคนาดามากกว่าร้อยละ 70  แม้ว่าแคนาดาจะพยายามกระจายความเสี่ยงทางการค้าแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดสำคัญที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

    ความต้องการภายในประเทศอยู่ภายใต้แรงกดดัน

    ความน่ากังวลยิ่งสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจภายในแคนาดา คือ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่ลดลง ซึ่งเป็นกลไลหลักชองประเทศราวร้อยละ 60 ของจีดีพี ท่ามกลางการขยายตัวของประชากรที่ชะลอตัว ตลาดแรงงานที่ซบเซา และหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ซึ่งหากตามข้อมูลของธนาคารกลางแคนาดา การชำระเงินสินเชื่อบ้านรายเดือน ณ ปัจจุบันโดยเฉลี่ยสูงกว่าระดับในเดือนธันวาคม 2567 ถึงร้อยละ 6 หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของรายได้ครัวเรือน ซึ่งการชำระหนี้ที่มากขึ้นนั้น ย่อมส่งผลต่อกำลังซื้ออื่นๆ ที่จะลดลงตามมา

    ตลาดที่อยู่อาศัยเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจผันผวน

    ปัจจุบัน ภาพรวมราคาบ้านมือสองเฉลี่ยทั่วประเทศมีแนวโน้มลดลงเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้โครงการก่อสร้างใหม่ ซึ่งทั่วไปจะมีราคาสูงและเข้าถึงได้ยากกว่าบ้านมือสอง ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยปรับตัวลงทั้งอุปสงค์และอุปทาน นอกจากนั้น มาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น และข้อจำกัดด้านผังเมือง (โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่) ยิ่งเพิ่มความท้าทายให้กับผู้พัฒนาโครงการอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ จากค่าดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยของสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งแคนาดา (Canadian Home Builders Association) พบว่า ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในไตรมาสที่ 3/2568 จึงถือเป็นสัญญาณความเปราะบางของตลาดอสังหาริมทรัพย์แคนาดาเริ่มชัดเจนขึ้นในปี 2569 

    ผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยและค่าเงินแคนาดา

    จากอัตราการว่างงานในประเทศที่ลดลง ส่งผลให้อัตราเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยลดลงร้อยละ 3.1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2563 และแนวโน้มลดลงนี้ยังมีโอกาสขยายไปถึงปี 2569 เนื่องจากธุรกิจต่าง ๆ ไม่มีการจ้างงานท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังท้าทาย แม้ธนาคารกลางแคนาดาออกมาระบุอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 2.25 ว่า อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว แต่หากการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอีก โดยประเมินว่าอาจแตะไประดับร้อยละ 1.5 ภายในสิ้นปี 2569

    ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) อาจจะยังไม่แข็งค่ามากนักในปี 2569 ในส่วนปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน นอกจากส่งผลกระทบต่อการลงทุนธุรกิจในวงกว้างและยังถ่วงค่าเงิน ทำให้รายได้จากการส่งออกลดลง และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเพิ่มขึ้น

    ความเห็น/ข้อเสนอแนะสคต. โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจแคนาดาในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางกระแสความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก โดยยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีขึ้น นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ การบริโภคที่ชะลอตัว ซึ่งแม้ว่าสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แม้ยังเดินหน้าได้ แต่ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องอาศัยการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความไม่แน่นอน รวมถึงเกาะติดนโยบายภาครัฐและการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างใกล้ชิด 

    ที่มา: https://www.fcc-fac.ca/en/knowledge/economics/canada-economy-deceleration-2026  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/d9lnoambw3uzz8mj2unfjmng&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WRX1b78YHOR8WYlbCNFw9

  • เมียนมาจัดการเลือกตั้ง (รอบแรก) 28 ธ.ค. 68 ได้สำเร็จ

    เมียนมาจัดการเลือกตั้ง (รอบแรก) 28 ธ.ค. 68 ได้สำเร็จ

    เมียนมาจัดการเลือกตั้ง (รอบแรก) 28 ธ.ค. 68 ได้สำเร็จ วันเลือกตั้งไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงหรือผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ มีประชาชนเมียนมาออกมาใช้สิทธิตามหน่วยเลือกตั้งที่กำหนดไว้ 102 เมืองทั่วเมียนมา (การเลือกตั้งรอบแรก) ในภาคและรัฐต่างๆ เช่น ย่างกุ้ง เนปยีดอ มัณฑะเลย์ พะโค อิสรวดี ยะไข่ ฉาน มอญ ตะนาวศรี มะกวย คะฉิ่น คะยา ชิน การเลือกตั้งเมียนมาครั้งนี้ ใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ (EVM : Electronic Voting Machine) และได้เตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งให้ราบรื่น เช่น การรักษาความปลอดภัย การดูแลด้านสุขภาพและช่วยเหลือผู้มาใช้สิทธิ์ โดยคูหาเลือกตั้งเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่ 6.00 น. ถึง 16.00 น. หลังจากเสร็จสิ้นการลงคะแนนเสียง หัวหน้าและเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง พร้อมด้วยตัวแทนจากพรรคการเมืองและผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ได้นำผลการเลือกตั้งจากเครื่อง EVM มาตรวจสอบและนับคะแนนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการนับคะแนนการเลือกตั้งล่วงหน้าด้วย โดยมีสื่อมวลชนต่างๆ ทั้งสื่อเมียนมาและสื่อต่างประเทศ ตลอดจนผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งระหว่างประเทศ ได้เข้าเยี่ยมชมหน่วยเลือกตั้งเพื่อสังเกตการณ์กระบวนการเลือกตั้ง การลงคะแนน และการนับคะแนนผลการเลือกตั้งดังกล่าวด้วย

    ผลกระทบ/โอกาส การเลือกตั้งในเมียนมาที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็น“โอกาสที่ดี” ต่อประเทศเมียนมา ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์และการยอมรับกับประเทศต่างๆ ที่ดีมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วน รวมทั้งการยอมรับจากคนเมียนมาและประเทศต่างๆด้วยโดยหวังว่าการเลือกตั้งเมียนมาจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เมียนมาเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตยและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพในเมียนมารวมทั้ง   หวังว่าหลังจากเลือกตั้งแล้ว เมียนมาจะมีการปรับนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ผ่อนคลายมากขึ้น ให้เป็นกลไกตลาดมากขึ้นตามลำดับหรือตามความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ เมียนมาจะมีการเลือกตั้งในรอบต่อไป ช่วงเดือน ม.ค. 69 ได้แก่ วันที่ 11 และ 25 ม.ค. 69 รวมทั้งคาดว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ช่วงเดือน มี.ค. 69 หรือช่วงใกล้เคียง

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งเมียนมาที่จะเกิดขึ้น และเรื่องต่างๆ      

    ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งหากการเมืองเมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มีเสถียรภาพและได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมทั้งหากผ่อนคลายนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ********************************************

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

    นสพ.Global New Light of Myanmar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/e3m0x7deoldytjze64omjjo1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qIt7IAiNEaY533vBe0adQ

  • ม.อ. ผนึกพลังเอสเส็บ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ดันเวทีนวัตกรรมสู่สากลใน SITE 2026

    ม.อ. ผนึกพลังเอสเส็บ ปลุกเศรษฐกิจภาคใต้ ดันเวทีนวัตกรรมสู่สากลใน SITE 2026


    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการจังหวัดสงขลา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมอนาคต ผ่านงาน Southern Innovation Technology Expo 2026 เวทีรวมเทคโนโลยี นวัตกรรม

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและสังคมโลก การพัฒนาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มจากการเสริมสร้างความเข้มแข็งของฐานราก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาภาคใต้ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคผ่านกลไกสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการจังหวัดสงขลา (SCEB) หรือ “เอสเส็บ” เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

    ความร่วมมือดังกล่าวนำไปสู่การจัดงาน Southern Innovation Technology Expo 2026 (SITE 2026) เวทีนวัตกรรมระดับภูมิภาคที่มุ่งสู่สากล ภายใต้การสนับสนุนจากคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย สมาคมศิษย์เก่า ม.อ. ภาคเอกชนชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

    SITE 2026 จะรวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยในหลากหลายสาขา อาทิ การแพทย์และสุขภาพ ดิจิทัล อาหารและการเกษตร พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน เปิดพื้นที่สำหรับการจัดแสดงนวัตกรรม การเจรจาธุรกิจ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ สร้างโอกาสให้นักลงทุน ผู้ประกอบการ นักวิจัย และสตาร์ตอัปจากทั่วประเทศและนานาชาติ

    ภายในงานยังยกระดับประสบการณ์ผู้เข้าร่วมด้วยกิจกรรมพิเศษระดับโลก ได้แก่ TEDx Prince of Songkla University และ The PSU CAR-T Cell and Resilience Charity Concert คอนเสิร์ตการกุศลแห่งปี โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้ผู้ประสบอุทกภัยและผู้ป่วยมะเร็ง ผ่านมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

    ผศ.นพ.อรุณธร พิเชฐชัยยุทธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายโรงพยาบาล และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เวชวิวัฒน์ เปิดเผยว่า การจัดงาน SITE 2026 มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้ หลังหลายพื้นที่ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เวชวิวัฒน์ และคณะแพทยศาสตร์ ได้นำเสนอความพร้อมด้านเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษา และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ ๆ ในอนาคต

    ด้าน รศ.ดร.ทพ.ทรงชัย ฐิตโสมกุล คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ กล่าวว่า SITE 2026 เป็นเวทีแสดงศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็น Dental Hub & Tourism ระดับนานาชาติ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสทันตกรรมไทยยุคใหม่ที่ผสานความเชี่ยวชาญของทันตแพทย์ไทยกับเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมการจัดแสดงนวัตกรรมทางทันตกรรมสัญชาติไทยที่พร้อมต่อยอดสู่ตลาดโลก

    ขณะที่ภาคเอกชนชั้นนำต่างร่วมแสดงนวัตกรรมเพื่ออนาคต ไม่ว่าจะเป็นบริษัท บางกอกยูนิเทรด จำกัด ที่นำเสนอเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำและ AI ทางการแพทย์, SCG ที่นำเสนอโซลูชันก่อสร้างและที่อยู่อาศัยภายใต้แนวคิด Green Future Living มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ปี 2050 และบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือปูนอินทรี ที่นำเสนอนวัตกรรมการก่อสร้างยั่งยืนภายใต้แนวคิด “Wellness Begin at Home”

    ทั้งนี้ SITE 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–8 กุมภาพันธ์ 2569ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่เพียงเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่คือเวทีแห่งอนาคตที่หลอมรวมเศรษฐกิจ นวัตกรรม และพลังแห่งความหวัง เพื่อการฟื้นฟูผู้คนและการพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1A6Y8maljZvFSe3iI8EPFC

  • ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก ‘เอสเส็บ’ ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก ‘เอสเส็บ’ ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    Education

    29 ธ.ค. 2025 เวลา 16:53 น.

    ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมโลกที่ถาโถมอย่างรุนแรง รวดเร็ว และไม่หยุดนิ่ง “การยืนหยัดด้วยฐานรากที่แข็งแรง” คือคำตอบเดียวของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    การสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้คน จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ ความจำเป็นเร่งด่วน

    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาภาคใต้ จึงเดินหน้าใช้กลไกสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการจังหวัดสงขลา (เอสเส็บ) เป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมุ่งเน้นการผลักดันศักยภาพ Medical Hub และอุตสาหกรรมอนาคตให้เป็นแรงขับใหม่ของภาคใต้

    ผ่านความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสมาคมศิษย์เก่า ม.อ. พร้อมการสนับสนุนจากภาคเอกชนชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) จึงเกิดเป็น Southern Innovation Technology Expo 2026 หรือ SITE 2026 เวทีสำคัญระดับภูมิภาคที่จะรวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    DDCT มจธ. ปั้นไทยสู่ฮับเกมโลก! เน้น ‘สร้างได้จริง’ ชิงตลาด 3.5 หมื่นล้าน

    ‘เริม’ โรคกวนใจไม่อันตรายร้ายแรง แต่ เป็นแล้วไม่หายขาด

    SITE 2026 เปิดประตูนวัตกรรม เศรษฐกิจ 

    ครอบคลุมด้านการแพทย์และสุขภาพ ดิจิทัล อาหารและการเกษตร พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการจัดแสดง การเจรจาธุรกิจ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ของนักลงทุน ผู้ประกอบการ นักวิจัย และสตาร์ตอัป ไม่เพียงเท่านั้น SITE 2026 ยังยกระดับประสบการณ์ด้วยการจัดควบคู่ สองมหกรรมสำคัญคือ เวทีทอล์คระดับโลก TEDx Prince of Songkla University และสุดยอดคอนเสิร์ตการกุศลแห่งปี The PSU CAR-T Cell and Resilience Charity Concert เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ ความหวัง และพลังใจให้สังคมไทย

    โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะมอบให้ผู้ประสบอุทกภัย และผู้ป่วยมะเร็ง ผ่านมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ SITE 2026 ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่คือเวทีแห่งอนาคต ที่รวม “นวัตกรรม เศรษฐกิจ หัวใจ และความหวัง” ไว้ด้วยกัน พบกันในมหกรรมแห่งการเปลี่ยนแปลงในวันที่ 5–8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพราะการฟื้นเศรษฐกิจที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการฟื้นผู้คน และสร้างอนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน

    ผศ.นพ.อรุณธร พิเชฐชัยยุทธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายโรงพยาบาลและผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เวชวิวัฒน์ เปิดเผยถึงการจัดงาน SITE 2026 ว่า หลังจากที่จังหวัดสงขลา และในหลายพื้นที่ของภาคใต้ประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ร่วมกับภาคเอกชนในพื้นที่ จัดงาน SITE 2026 เพื่อจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้

    ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก 'เอสเส็บ' ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ไปสู่การแพทย์แบบดิจิทัล

    โดยในส่วนของโรงพยาบาลสงลานครินทร์ เวชวิวัฒน์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้นำเสนอการความพร้อมในการนำเทคโนโลยีการรักษาพยาบาลชั้นสูง เข้ามาให้บริการกับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสุขภาพของประชาชน  รวมทั้งมีโอกาสได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้และสร้างพันธมิตรกับองค์กรอื่นๆ เพื่อต่อยอดการพัฒนาการให้บริการในอนาคต

    “ในงาน SITE 2026 จะมีนวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ อุตสาหกรรมอาหาร ดิจิตอล และด้านอื่น ๆ  ซึ่งช่วยตอบโจทย์การพัฒนาของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เวชวิวัฒน์ ได้ทั้งทางตรง และทางอ้อม เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน ดั่งวิสัยทัศน์ Premium Quality and Premium Service”ผศ.นพ.อรุณธร กล่าว

    ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก 'เอสเส็บ' ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    ด้าน รศ.ดร.ทพ.ทรงชัย ฐิตโสมกุล คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า งาน SITE 2026 จะเป็นเวทีระดับนานาชาติที่แสดงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของ Dental Hub & Tourism ที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและผู้สนใจเข้ามาร่วมลงทุนในอนาคต โดยผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัส “ทันตกรรมไทยยุคใหม่” ที่ผสานความพิถีพิถันของทันตแพทย์ไทย เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลทันสมัย ตั้งแต่งานออกแบบรอยยิ้มเฉพาะบุคคลและทันตกรรมเพื่อความสวยงาม ทันตกรรมรากฟันเทียมที่ต้องการความแม่นยำสูง และการผ่าตัดศัลยศาสตร์ช่องปาก

    นอกจากนี้ ยังได้จัดแสดง “นวัตกรรมทางทันตกรรมสัญชาติไทย” สู่เวทีโลก อาทิ วัสดุทดแทนและเสริมสร้างกระดูก ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากมาตรฐานโรงพยาบาล เช่น น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์–คลอเฮกซีดีน ผงขัดฟัน เจลย้อมคราบจุลินทรีย์ รวมถึงนวัตกรรมสำหรับผู้ป่วยน้ำลายน้อย (Gel ball) และอุปกรณ์ช่วยหัตถการ SS-suction ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคลินิกทันตกรรมยุคใหม่

    ด้าน ปิยะ เวชทนต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกยูนิเทรด จำกัด กล่าวว่า ในงาน SITE 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญระดับประเทศที่รวมผู้เชี่ยวชาญ นักนวัตกรรม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ไปสู่การแพทย์แบบดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง

    ส่วนนวัตกรรมที่บริษัทฯนำมาจัดแสดงในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพขั้นสูง เช่น การแพทย์แม่นยำ, เทคโนโลยีดิจิทัลทางการแพทย์, การผลิตเฉพาะบุคคล และ AI ทางการแพทย์ ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบสาธารณสุขของไทย

    ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก 'เอสเส็บ' ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    ขณะที่ สุรชัย นิ่มละออ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจ เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ กล่าวว่า ในการร่วมจัดงานในครั้งนี้ SCG ได้นำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันด้านการก่อสร้างและการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด โดยในงาน SITE 2026 จะเปิดโอกาสให้บริษัทฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับพันธมิตรทุกภาคส่วนและร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมก่อสร้างให้ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ปี 2050 อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

    สำหรับ นวัตกรรมที่ SCG นำมาจัดแสดงภายในงานอยู่ภายใต้แนวคิด ‘Green Future Living’ ที่ครอบคลุมนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน ผ่านผลิตภัณฑ์ ‘Green Construction’ ที่เป็นนวัตกรรมสินค้าคาร์บอนต่ำสำหรับงานก่อสร้าง และโซลูชัน ‘Circular Value Creation’ ที่ช่วยบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการนำวัตถุดิบ และวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตกลับมาเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

    ม.อ.จุดพลังฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่านกลไก 'เอสเส็บ' ปั้นเวทีโลก SITE 2026

    ด้าน มนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ ปูนอินทรี กล่าวว่า ในการเข้าร่วมงาน SITE 2026 ในปีนี้ นวัตกรรมที่นำมาจัดแสดงภายใต้ธีม “Wellness Begin at Home : Build Happiness on a strong Foundation” ซึ่งสะท้อนถึงการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อชีวิตที่ดี นวัตกรรมจึงเป็นเครื่องมือในการ “ก่อสร้าง” “เสริมสร้าง” และ “สรรค์สร้าง” รากฐานสำคัญ 3 ด้าน คือ

    • Foundation of life: “ก่อสร้าง” รากฐานของชีวิตที่มั่นคงปลอดภัย
    • Foundation of people: “เสริมสร้าง” รากฐานของศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์
    • Foundation of community: “สรรค์สร้าง” รากฐานของชุมชนที่ยั่งยืน

    ปูนอินทรีได้คาดหวังการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมข้ามกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Medical & Wellness ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเทรนด์การก่อสร้างยุคใหม่ และสอดคล้องกับทิศทางขององค์กรในเรื่องการขับเคลื่อนการก่อสร้างที่ยกระดับสู่ความยั่งยืน (Sustainable Construction)

    โดย SITE 2026 ปูนอินทรีได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันการก่อสร้างที่ยั่งยืน เช่น อินทรีเพชร Easy Flow, อินทรีเพชรพลัส, คอนกรีตคาร์บอนต่ำ หรือวัสดุทดแทนทรายธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ และยังเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนความรู้ และข้อมูลเชิงลึกในด้านทิศทาง แนวโน้ม และความต้องการของตลาด เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของปูนอินทรีต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/education/1214422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Gpd2C62c-ghYIJK6jKWbq

  • น้ำมัน WTI ดีดขึ้นเหนือ $57 เช้านี้ ขานรับจีนส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้า : อินโฟเควสท์

    น้ำมัน WTI ดีดขึ้นเหนือ $57 เช้านี้ ขานรับจีนส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้า : อินโฟเควสท์

    ราคาน้ำมัน WTI ดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 57 ดอลลาร์ในช่วงเช้าวันนี้ (29 ธ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากสัญญาณที่บ่งชี้ว่าความต้องการใช้น้ำมันในจีนจะฟื้นตัวขึ้น หลังจากจีนให้คำมั่นว่าจะขยายฐานการใช้จ่ายทางการคลังให้กว้างขึ้นในปี 2569 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ณ เวลา 09.16 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนก.พ. ปรับตัวขึ้น 41 เซนต์ หรือ 0.72% แตะที่ 57.15 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากที่ร่วงลง 2.76% ปิดที่ 56.74 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 ธ.ค.)

    ราคาน้ำมัน WTI ดีดตัวขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ หลังจากทางการจีนให้คำมั่นว่าจะขยายฐานการใช้จ่ายทางการคลังให้กว้างขึ้นในปี 2569 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทายในต่างประเทศ โดยการประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังการประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ (Central Economic Work Conference) ในช่วงสิ้นปี เพื่อกำหนดลำดับความสำคัญของนโยบายการคลังในปีหน้า

    กระทรวงการคลังจีนออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์ (28 ธ.ค.) ว่า จีนจะขยายการลงทุนอย่างเจาะจงเป้าหมายในภาคส่วนที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เช่น การผลิตขั้นสูง นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์

    ถ้อยแถลงดังกล่าวถือเป็นการตอกย้ำสัญญาณที่ว่า จีนกำลังเตรียมพร้อมที่จะพึ่งพานโยบายการคลังมากขึ้นเพื่อพยุงการเติบโต ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำเป็นเวลานานและแรงกดดันจากภายนอกที่เพิ่มสูงขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557200&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vUWUAEhS5E39-Sm631jq5

  • สรุปนโยบาย พรรคเศรษฐกิจ คอร์รัปชันโทษถึงประหาร-สร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมต่างชาติ

    สรุปนโยบาย พรรคเศรษฐกิจ คอร์รัปชันโทษถึงประหาร-สร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมต่างชาติ

    สรุปนโยบาย พรรคเศรษฐกิจ คอร์รัปชันโทษถึงประหาร-สร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมต่างชาติ ปฏิรูประบบยุติธรรม ตั้งกรมฯใหม่ทำหน้าที่สอบสวนแทนตำรวจ 

    พรรคเศรษฐกิจ นำโดย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เปิดตัว 4 นโยบายหลัก ภายใต้สโลแกน “ชาติไทย ต้องมาก่อน” เพื่อสะท้อนถึงเจตจำนงในการรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมประกาศตัวเป็นแคนดิเดตเพียงหนึ่งเดียวของพรรค พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 ก.พ. 69 นี้

    4 นโยบายเรือธงพรรคเศรษฐกิจ

    1.สร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง

    • ผลักดันโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางรางของ อาเซียน โดยเชื่อมกับโครงการ Belt and Road Initiative ของจีน และเชื่อมโยง ลาว เมียนมา อินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก
    • กำหนดสองฝั่งข้างทางรถไฟเป็น “นิคมเกษตร” และ “นิคมอุตสาหกรรม” โดยนิคมเกษตรจะมีโรงผลิตปุ๋ยของตนเอง และมีศูนย์โดรนเพื่อการเกษตร-ศูนย์รถเก็บเกี่ยวที่รัฐเป็นผู้ลงทุนและเปิดให้ประชาชนเช่าใช้ มีโรงสีข้าว รัฐบาลออกใบรับรอง-ติดต่อตลาดต่างประเทศ ส่วนนิคมอุตสาหกรรม เชื่อว่าเมื่อประเทศไทยมีรถไฟความเร็วสูง ต่างชาติจะย้ายฐานการผลิตเข้ามา พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า

    2. OCEAN LINK

    • เปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ เชื่อมทะเลอันดามัน-อ่าวไทย เพิ่มศักยภาพการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวในภูมิภาค
    • จัดตั้งเขตอุตสาหกรรมเกษตรริมทะเล เพื่อดึงดูดกลุ่มทุน BRICS เข้าไทย พร้อมตั้งเป้ารายได้ประชาชน 20,000 เหรียญสหรัฐฯ/ปี ภายใน 10 ปี เพื่อสร้างงานสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจชายฝั่ง

    3. ZERO CORRUPTION

    • เสนอกฎหมายต่อต้านทุจริตฉบับใหม่ ข้าราชการทำความผิด ม.157 ปรับโทษสูงสุดเป็นประหารชีวิตทั้งผู้ให้และผู้รับ ไม่มีการลดโทษแต่ให้เวลาอุทธรณ์ 1 ปีเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารงาน ลดการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเด็ดขาด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

    4. ปฏิรูประบบยุติธรรม

    • ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำคือตำรวจ ไปจนถึงปลายน้ำคือกรมราชทัณฑ์ ทำลายวงจรอาชญากรรมเชิงระบบ แยกการจับกุมออกจากการสืบสวน เพื่อสร้างความยุติธรรม โปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม โดยให้ตำรวจมีหน้าที่จับกุมและสืบสวน ส่วนการสอบสวน-พิสูจน์หลักฐานจะให้เป็นหน้าที่ของ กรมฯ” ที่พรรคเศรษฐกิจจะตั้งขึ้นมาใหม่ จากนั้นทั้ง 2 หน่วยงานนี้จะส่งตัวผู้กระทำผิดและหลักฐานให้อัยการส่งฟ้อง และศาลตัดสิน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2904962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I48xa0yR13PcGB8iqOMGl

  • ‘คลัง’ ลุ้นคนละครึ่งพลัส พยุงเศรษฐกิจ ห่วงปมชายแดน ฉุดท่องเที่ยว-เชื่อมั่น

    ‘คลัง’ ลุ้นคนละครึ่งพลัส พยุงเศรษฐกิจ ห่วงปมชายแดน ฉุดท่องเที่ยว-เชื่อมั่น

    Economics

    ‘คลัง’ ลุ้นคนละครึ่งพลัส พยุงเศรษฐกิจ ห่วงปมชายแดน ฉุดท่องเที่ยว-เชื่อมั่น

    29 ธ.ค. 2025 เวลา 11:41 น.

    ‘คลัง’ ลุ้นคนละครึ่งพลัส พยุงเศรษฐกิจ ห่วงปมชายแดน ฉุดท่องเที่ยว-เชื่อมั่น

    สศค. กางตัวเลขเศรษฐกิจ พ.ย. 68 ชี้ “คนละครึ่งพลัส” ดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น ยังเกาะติดผลสัมฤทธิ์ใกล้ชิด หลังเครื่องยนต์ท่องเที่ยวเริ่มสะดุด ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติวูบ หวั่นปมขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา บานปลาย

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน พ.ย. 68 ว่า กระทรวงการคลังกำลังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี และปัจจัยเสี่ยงใหม่จากความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ

    โดยสัญญาณบวกในเดือน พ.ย. 68 มาจาก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.2 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อน โดยได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการรัฐ อาทิ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งเข้ามาช่วยพยุงความรู้สึกของผู้บริโภคในช่วงที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริงยังหดตัวลึกถึง -12.8%

    อย่างไรก็ดี ภาคการบริโภคจริงยังมีความเปราะบาง สะท้อนจากยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ที่ลดลง -6.8% ขณะที่ยอดรถยนต์นั่งแม้จะโต 15.4% เมื่อเทียบรายปี แต่เมื่อเทียบรายเดือนหลังขจัดผลทางฤดูกาลกลับหดตัวลง -4.6% แสดงให้เห็นว่าแรงส่งจากการบริโภคยังไม่แข็งแรงพอ และต้องรอดูผลของมาตรการกระตุ้นว่าจะส่งผลต่อเนื่องได้นานเพียงใด

    จับตาปมขัดแย้งชายแดน ฉุดท่องเที่ยว

    ประเด็นที่น่ากังวลและต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งผู้บริโภคเริ่มแสดงความกังวลผ่านผลสำรวจความเชื่อมั่น สอดคล้องกับตัวเลข ภาคการท่องเที่ยว ที่เริ่มแผ่วลง โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดือน พ.ย. 68 มีจำนวน 2.91 ล้านคน ลดลง -7.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ถือเป็นสัญญาณเตือนในช่วงที่ควรจะเป็น High Season ขณะที่ท่องเที่ยวในประเทศจำนวน 23.1 ล้านคน โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยขยายตัวเพียง 0.1%

    ทั้งนี้ สศค. ประเมินว่า หากสถานการณ์ชายแดนยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน ซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอยสำคัญของเศรษฐกิจภูมิภาค

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวน ภาคการส่งออกยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 มูลค่าแตะ 27,445.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 7.1% โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตก้าวกระโดด

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี เงินเฟ้อทั่วไปติดลบที่ 0.49% หนี้สาธารณะอยู่ที่ 65.2% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการคลัง

    ส่วนตลาดทุนแม้ต่างชาติจะขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีกว่า 1.05 แสนล้านบาท แต่รายย่อยในประเทศยังคงเชื่อมั่น ซื้อสุทธิพยุงตลาดไว้กว่า 1.55 แสนล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1214341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KVIVoXkWeD4V_sfAq0Y5q

  • อภิสิทธิ์-กรณ์-การดี เปิด 27 นโยบายพรรค ขอโอกาสกลับมาบริหารประเทศ

    อภิสิทธิ์-กรณ์-การดี เปิด 27 นโยบายพรรค ขอโอกาสกลับมาบริหารประเทศ

    วันที่ 29 ธ.ค.2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช และนางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แถลงเปิด “4 เสาหลัก สู่ 27 นโยบาย” ตั้งเป้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจและทำให้ “ไทยหายจน”

    นายกรณ์ จาติกวณิช กล่าวว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกและไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมาก แต่เศรษฐกิจไทยกลับแทบไม่เติบโต แตกต่างจากช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาลในปี 2551 ซึ่งต้องเผชิญวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากติดลบ 2.3% ให้ฟื้นตัวได้ภายใน 1 ปี พร้อมขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ และการลงทุนด้านคนรุ่นใหม่

    ขณะที่ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงราว 2% ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนแย่ติดอันดับโลก หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะเพิ่มสูง เศรษฐกิจไทยตกอันดับตามหลังอินโดนีเซียและเวียดนาม พร้อมปัญหาคอร์รัปชันที่บั่นทอนความเชื่อมั่น
     

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่สะสมตลอด 15 ปีทำให้ประเทศ “จนลง” หากได้เป็นรัฐบาล จะยึดเป้าหมายบ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจดี และลดความเหลื่อมล้ำ โดยย้ำว่าไม่มีประเทศใดพัฒนาได้ หากระบบไม่โปร่งใส การทุจริตทำลายทั้งเศรษฐกิจและสังคม หากเศรษฐกิจกลับมาเติบโตในระดับเดียวกับช่วงรัฐบาลประชาธิปัตย์ จะสร้างรายได้เพิ่มกว่า 6 แสนล้านบาท ทำให้ประชาชนมีเงินเพิ่มในกระเป๋า และรัฐมีงบเพียงพอขับเคลื่อนนโยบาย

    นายอภิสิทธิ์ ยังชี้ว่าประเทศไทยต้องมีบทบาทเชิงรุกในเวทีอาเซียน เพื่อรับมือปัญหาข้ามพรมแดน ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการแข่งขันของมหาอำนาจ พร้อมย้ำแนวคิด “คิดเลยพรมแดน” เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศ

    ในด้านบทบาทรัฐ พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้รัฐทำ 3 เรื่อง คือ “ชี้ทาง เปิดทาง และเลิกขวางทาง” ด้วยนโยบายที่ชัดเจน โปร่งใส ปลดล็อกกฎระเบียบ และใช้ข้อมูลขนาดใหญ่กับเทคโนโลยี เช่น AI ปราบคอร์รัปชัน โดยเปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและบัญชีทรัพย์สินให้ประชาชนตรวจสอบได้

    นโยบายพลังงาน พรรคยืนยันสามารถลดค่าไฟได้โดยไม่ใช้งบประมาณ ผ่านโซลาร์เซลล์ สมาร์ตกริด เปิดการแข่งขันต้นทุนต่ำ พลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้าน และนโยบาย “Made in Thailand First”

    หากทั้ง 3 คนได้บริหารประเทศ เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างน้อย 50% หนี้ครัวเรือนลดลง ดัชนีคอร์รัปชันดีขึ้น ต้นทุนโลจิสติกส์และการทำธุรกิจลดลง ตลาดทุนฟื้น และคุณภาพการศึกษาดีขึ้น เหมือนที่เคยทำได้ในอดีต

    สำหรับวัยทำงาน มีนโยบายแก้เงินเฟ้อ ลดค่าไฟ เงินได้ 40,000 บาทแรกไม่เสียภาษี ส่วนผู้สูงอายุ ปรับเบี้ยเป็น 1,000 บาท และให้เงิน 50,000 บาท ปรับปรุงบ้านผู้สูงวัยอายุ 70 ปีขึ้นไป พร้อมบริการสุขภาพที่เข้าถึงง่าย

    นอกจากนี้ พรรคยังเสนอการต่อยอดอุตสาหกรรมสุขภาพ ชีววิทยา และเทคโนโลยีอวกาศ เชื่อมเกษตร เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน

    นายอภิสิทธิ์ สรุปทิ้งท้าย ว่า 27 นโยบายครอบคลุม หายจนใจ หายจนปัญญา และหายจนตรอก พร้อมมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2569 ให้คนไทย ย้ำว่าทั้ง 3 คนเป็นทีมเดียวกัน คิดเป็น พูดเป็น และทำเป็น พร้อมขอการสนับสนุนจากประชาชน

    ด้านนางการดี เลียวไพโรจน์ ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งโครงสร้างประชากรที่คนเกิดน้อย คนสูงวัยเพิ่ม วิกฤตโลกร้อน และโลกแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจจากกำแพงภาษีและเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ ค่าเงินบาท และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน

    การสร้างพื้นที่โอกาสต้องเริ่มตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ มุ่งให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เลือกเรียนได้ตามความถนัด ตั้งแต่วันแรกเกิดจนมีงานทำ โดยคำนึงถึงความหลากหลายและความต้องการที่แตกต่างของประชาชน พร้อมเสนอนโยบายสนับสนุนการออมของแม่ในช่วงเลี้ยงดูบุตร ด้วยเงิน 5,000 บาทต่อเดือนในปีแรก รวม 65,000 บาท

    สำหรับนโยบายคนวัยทำงาน จะเน้นรายได้ที่มั่นคง มีหลักประกันครอบครัว รัฐช่วยจ่ายส่วนต่างเพื่อลดผลกระทบเงินเฟ้อ ลดค่าไฟ และยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับรายได้ 40,000 บาทแรก

    ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ยังออกแบบนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม โดยเฉพาะด้านสุขภาพและอาชีววิทยา ควบคู่การผลักดันเศรษฐกิจเทคโนโลยีอวกาศในอาเซียน เชื่อมโยงเทคโนโลยีกลับสู่ภาคเกษตร เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับไทยเป็นตัวกลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/735737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ybJ_c-I-7Y1hDOK8cjD3r