Category: เศรษฐกิจ

  • ก้าวสำคัญ ขยายอีอีซี หนุนเศรษฐกิจตะวันออก สู่อนาคตไทยยั่งยืน

    ก้าวสำคัญ ขยายอีอีซี หนุนเศรษฐกิจตะวันออก สู่อนาคตไทยยั่งยืน

    23 ก.ย. – ก้าวสำคัญ ศึกษาขยายพื้นที่อีอีซี เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก และภาพรวมเศรษฐกิจไทย

    การขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสําคัญของรัฐบาลไทย ที่ได้ต่อยอดความสําเร็จจาก โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออิสเทิร์สซีบอร์ด เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ให้ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่เป้าหมายกว่า 8.3 ล้านไร่ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการในบริเวณ 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา โดยมีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ที่สําคัญ คือ มีการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ชัดเจนโดยเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการบูรณาการการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคให้ต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกันทั้งในและนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและประกอบกิจการ มีการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร รวมทั้งมีการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเป็นการเฉพาะ

    ภาคเอกชน 3 สถาบัน ริเริ่มเสนอขยายพื้นที่ อีอีซี
    ทั้งนี้ สืบเนื่องจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) เมื่อช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในข้อหารือด้านเศรษฐกิจของประเทศ คณะกรรมการ กกร. ได้มีข้อเสนอแนะสำคัญเร่งด่วน คือ การขอเพิ่มให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อให้เกิดการเดินหน้าพัฒนาอย่างยั่งยืน และผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว ที่จะต่อยอดสร้างโอกาสการลงทุนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นที่และชุมชนได้ ซึ่งถือเป็นแนวคิดหลักของการพัฒนาพื้นที่อีอีซี

    สกพอ. ศึกษาเข้มข้นถึงความเหมาะสม ภายใต้วัตถุประสงค์ของ อีอีซี
    สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม และศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในการขยายเป็นพื้นที่อีอีซี ให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งศักยภาพ โอกาส และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และจะจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดบทบาทของจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี และคาดว่าจะแล้วเสร็จ ภายในเดือนกันยายน 2568 นี้

    ในการศึกษาถึงความเหมาะสมของจังหวัดปราจีนบุรี ดังกล่าว ปัจจุบัน สกพอ. ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการให้ละเอียด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนสำหรับการกำหนดทิศทางนโยบายที่เหมาะสมที่สุด

    โดยในเบื้องต้นของการศึกษาครั้งนี้ สถาบันวิจัยฯ จะลงพื้นที่สำรวจข้อมูลพื้นฐาน พร้อมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่แต่ละอำเภอในจังหวัดปราจีนบุรี ด้วยวิธีการทางวิชาการที่เป็นมาตรฐาน เช่น การประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของพื้นที่ การประเมินผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment: SIA) ทั้งนี้ สกพอ. ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงประชาชนในทั้ง 7 อำเภอของจังหวัดปราจีนบุรี โดยจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นกลาง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

    นอกจากนั้น ในการออกแบบนโยบาย สถาบันวิจัยฯ จะทำการวิเคราะห์และคาดการณ์ความต้องการใช้ทรัพยากรในอนาคตของจังหวัดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะด้านน้ำ พลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล และแรงงาน เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค รองรับการเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ มุ่งตอบโจทย์พัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    การศึกษาฯ ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการประเมินศักยภาพในเชิงวิชาการ แต่เป็นการรวบรวมข้อมูล บทวิเคราะห์ และเสียงสะท้อนจากประชาชน เพื่อนำไปประกอบใช้ในการกำหนดนโยบายว่าจะควรขยายพื้นที่อีอีซีให้ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรีด้วยหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) และ ครม. ต่อไป

    การพัฒนาอีอีซี ไม่ใช่เพียงการกำหนดพื้นที่เพื่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรม แต่เป็นการนำแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยในพื้นที่จังหวัดอีอีซีจะได้มีการพัฒนาเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการดึงดูดให้แก่การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ประเภท ซึ่งคำนึงถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างนวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดให้มีบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร การจัดหาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่อง ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ โดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยอย่างสะดวก ปลอดภัย และประกอบกิจการอย่างมีคุณภาพ

    A Major Step: Studying the Expansion of the EEC to Drive Economic Activities in the Eastern Region and Thailand’s Overall Economy

    The Eastern Economic Corridor (EEC) is one of the Thai government’s flagship missions, building on the success of the Eastern Seaboard Development Project launched more than three decades ago. The EEC now spans a target area of over 8.3 million rai across three provinces—Chon Buri, Rayong, and Chachoengsao. Its primary goals are to establish a clear and appropriate land-use plan aligned with local conditions and potential, advance sustainable development principles, and integrate infrastructure and utilities both inside and outside the EEC zone. At the same time, the initiative seeks to develop international-standard urban centers that are modern, livable, and business-friendly, while offering streamlined government services and granting specific incentives to enterprises operating within special economic zones.
    Private Sector Pushes for Expansion of the EEC

    Earlier this year, the Joint Standing Committee on Commerce, Industry, and Banking (JSCCIB)—comprising the Thai Chamber of Commerce, the Federation of Thai Industries, and the Thai Bankers’ Association—presented a set of economic recommendations to the Prime Minister. Among its urgent proposals was the inclusion of Prachin Buri Province into the EEC. The aim is to promote sustainable development and accelerate the growth of green industries, creating new investment opportunities while improving the quality of life for local communities—an extension of the EEC’s core development vision.

    EECO Conducts In-Depth Study
    The Eastern Economic Corridor Office of Thailand (EECO) is currently assessing the feasibility and potential of designating Prachin Buri as part of the EEC. The study encompasses land-use planning, economic and investment opportunities, resource demand forecasting, and the likely social, economic, and environmental impacts. The findings, along with policy recommendations, are expected to be completed by September 2025.

    For this purpose, the EECO has commissioned the Thammasat University Research and Consultancy Institute to conduct a comprehensive study across economic, social, and environmental dimensions. Preliminary work includes field surveys of all districts in Prachin Buri and academic analyses using standard methodologies such as SWOT assessments and Social Impact Assessments (SIA).

    Public participation is a key focus: input is being gathered transparently from government agencies, private-sector actors, civil society, and residents across Prachin Buri’s seven districts. The process is designed to ensure that community voices and needs are genuinely reflected in the policy direction.

    Additionally, the study will forecast future resource requirements—including water, energy, digital technology, and labor—to ensure that infrastructure and utilities can support sustainable and efficient growth.

    Towards Sustainable Economic Development and Better Quality of Life
    This initiative is not merely a technical evaluation but a holistic process combining data, analysis, and public input to determine whether Prachin Buri should be included in the EEC. The final decision will rest with the EECO and, subsequently, the Cabinet.

    The EEC’s mission extends beyond designating land for industrial estates. It represents the practical application of sustainable development in the Eastern region. The project emphasizes attracting investment in 12 targeted high-tech and eco-friendly industries, fostering innovation, and integrating smart technologies. It also envisions streamlined, one-stop government services, efficient and accessible infrastructure, and sustainable land use aligned with local potential. Above all, it aims to create modern, internationally competitive cities that are safe, convenient, and conducive to high-quality living and business operations.

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/advertorial-1588538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YnO5tcqWG3-S0rYi1EPw2

  • “อนุทิน” พร้อมทีมเศรษฐกิจ หารือสมาคมธนาคารไทย ระบุ เรื่องการเงินหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ เปิดรับข้อเสนอ

    “อนุทิน” พร้อมทีมเศรษฐกิจ หารือสมาคมธนาคารไทย ระบุ เรื่องการเงินหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ เปิดรับข้อเสนอ

    วันนี้ (22 ก.ย.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยมีนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้การต้อนรับ

    จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการหารือในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” ว่า วันนี้ตนและทีมงานเศรษฐกิจต้องขอบคุณกับการต้อนรับที่อบอุ่น ตั้งใจมาพบกับทุกท่านหลังจากที่มีความชัดเจน ในการจัดตั้งรัฐบาล และตนได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่ง ในการคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของตน ซึ่งพวกท่านน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว และวันนี้มีความจำเป็นต้องพบปะ สถาบันหลัก ทางเศรษฐกิจโดยสัปดาห์ที่แล้วได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย เพราะตนก็ออกจากวงการนี้ไปนาน เมื่อไปถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้พบกับผู้ประกอบการ ที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งเราก็ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการที่เป็นประโยชน์มากๆ

    นายอนุทินกล่าวว่า ได้เดินทางไป ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับผู้ประกอบการ ซึ่งในยุคปัจจุบันต้องอาศัยความผสมผสานระหว่างผู้ประกอบการกับมืออาชีพ ข้อมูลที่ได้รับสร้างประโยชน์ ให้กับตนและทีมงานทางเศรษฐกิจ ทั้งแนวทางและความห่วงใย ความเดือดร้อนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ ทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการต่างๆ

    โดยที่ทุกคน ก็ยังมีเป้าหมาย เดียวกันคือใช้ทุกความสามารถที่เรามีก้าวไปเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องการไปถึงจุดนั้นเพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน อย่างเต็มที่ แล้ววันนี้ก็เป็นจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ต้องมา เพราะเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ ก็คือ หน่วยงาน ธุรกิจในระบบการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย มาที่นี่อยากให้ทุกคนเปิดใจกันหารือ พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็อยู่ในวงการการเงิน และการอุตสาหกรรมมาก่อนตนก็เคยเป็น คนในแวดวงธนาคารมาก่อน

    “จริงจริงสับข้างยังไม่รู้ใคร ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่ไอเอฟซีที (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์จำกัด) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ มาก่อน” นายอนุทินกล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/57676&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HxI9ReCxcvwmC9Ad4iOue

  • รัฐตั้งวอร์รูมสกัดเงินเทา เร่งนโยบาย ‘ควิก บิ๊ก วิน’ ฟื้นเศรษฐกิจ

    รัฐตั้งวอร์รูมสกัดเงินเทา เร่งนโยบาย ‘ควิก บิ๊ก วิน’ ฟื้นเศรษฐกิจ

    สำหรับความคืบหน้าร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว และจากการหารือกับภาคเอกชนทั้งสมาคมธนาคารไทย หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประชาชน จึงนำมาปรับให้ตรงความต้องการทุกภาคส่วนมากที่สุด ซึ่งนโยบายประกอบด้วยความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ประชาชนและแผนการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้การทำงานของรัฐบาลให้สัญญากับทุกภาคส่วนว่า 4 เดือนจะยุบสภา ดังนั้นการออกกฎหมายใหม่คงไม่ทันเพราะปิดสมัยประชุมสิ้นเดือน ต.ค.2568 ดังนั้นรัฐบาลจะใช้กฎหมายที่มีให้มากที่สุด ส่วนเรื่องอาชญากรรมที่เข้ามาทำลายเศรษฐกิจหรือผิดกฎหมายจะใช้กฎหมายที่มีไม่ว่าในประเทศหรือข้ามชาติที่จะใช้ตรงนี้อย่างเคร่งครัด

    ส่วนการจะไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) หรือไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าประธานรัฐสภาให้แถลงนโยบายวันใด ซึ่งเมื่อเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณฯ วันที่ 24 ก.ย.2568 จะประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อหารือเรื่องนี้ และหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงต่างประเทศเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะรัฐบาลในการเข้าร่วมประชุม UN หรือไม่ ซึ่งต้องทำให้ประเด็นชัดเจน

    รัฐตั้งวอร์รูมสกัดเงินเทา เร่งนโยบาย 'ควิก บิ๊ก วิน' ฟื้นเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีความกังวลเงินบาทแข็งค่าและ “เงินเทา” ตามนโยบายนายกฯ ต้องเร่งสร้างความชัดเจนเรื่องนี้เร่งด่วน และได้ประสานงานกระทรวงการคลังให้เชื่อมข้อมูล รวมทั้งสมาคมธนาคารไทยฉายภาพให้เห็นต้นเหตุและพบว่าค่าเงินมีหลายส่วนเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ทั้งเกี่ยวกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ประสานงานกับปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อจัดตั้งทีมทำงานร่วมกัน เพื่อทำงานร่วมกันและเพื่อตอบโจทย์ Connect the dots เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นว่าเงินมาจากส่วนใดเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดและจะดำเนินการทันที

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ประเด็นค่าเงินบาทและเงินเทาได้รายงานนายกฯ โดยต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูล เพราะการขับเคลื่อนเงินทุนถูกผ่านหลายรูปแบบทั้งตลาดเงินตลาดทุน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นทั้งระบบธนาคารและไม่ใช่ระบบธนาคาร รวมถึงการเคลื่อนย้ายกิจกรรมที่เป็น Physical ทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการเร่งเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งเข้าใจว่า ธปท.และ ปปง.เร่งดำเนินการ

    รัฐตั้งวอร์รูมสกัดเงินเทา เร่งนโยบาย 'ควิก บิ๊ก วิน' ฟื้นเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่หารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยในประเด็นหลัก คือ แนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเพราะมีปัญหาเศรษฐกิจค่อนข้างมาก และมีปัญหาเชิงโครงสร้างสูง สิ่งที่ตกลงร่วมกันตามนโยบายของนายกฯ คือ จะฟื้นเศรษฐกิจไทยอย่างไรให้เร็วแต่เป็นการฟื้นฟูแบบยั่งยืนด้วย โดยเน้นให้ผลระยะสั้นแต่มีผลระยะยาว ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และแก้ปัญหาเก่าที่สะสมมานาน เช่น หนี้ครัวเรือนที่จะทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย รวมถึงปัญหาสภาพคล่องเอสเอ็มอี ซึ่งต้องการให้ไปถึงผู้ประกอบการมากขึ้น แต่ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาระยะสั้นด้านสภาพคล่องเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ SMEs สู่โลกยุคใหม่ ให้เขาแข่งขันได้ และเก่งขึ้นผ่านการพัฒนาทักษะเพิ่มขึ้น

    รัฐตั้งวอร์รูมสกัดเงินเทา เร่งนโยบาย 'ควิก บิ๊ก วิน' ฟื้นเศรษฐกิจ

    นายผยง ศรีวณิช กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งหนี้ครัวเรือน การแข่งขันภาคอุตสาหกรรม และนโยบายเศรษฐกิจ โดยสมาคมธนาคารไทยฝากให้พิจารณาหนี้ครัวเรือนที่เป็นปัญหาแกนหลักประเทศ รวมทั้งรัฐบาลกำหนดแผนปฏิบัติการแบบ “quick big win” ภายใน 4 เดือนที่จะประกาศยุบสภาเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับสภาพคล่องของธนาคารในปัจจุบันไม่ถือว่ามีปัญหา แต่การไหลของเงินไปยังจุดที่ต้องการยังไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการร่วมกับรัฐบาล ขณะเดียวกันต้องรอให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพื่อความชัดเจนในการดำเนินงานมากขึ้น

    การพบปะครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในรอบ 58 ปีที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาพบสมาคมธนาคารไทยพร้อมคณะรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ เพื่อมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการแก้ไขปัญหาภาคประชาชนและการจ้างงานอย่างชัดเจน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PI6x3Ew6UTKaerQ93XpT_

  • SET ลุ้นเด้งสั้นที่ 1,280 จุด รอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่

    SET ลุ้นเด้งสั้นที่ 1,280 จุด รอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่

    SET ลุ้นรีบาวด์ที่ 1,280 จุด ติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ คาเชัดเจนหลังถวายสัตย์ฯ 24 ก.ย.นี้ กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ CENTEL และ GLOBAL

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งไซด์เวย์/รีบาวด์ได้ที่แนวรับ นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิต่อแต่เริ่มลดระดับลง ในขณะที่ค่าเงินบาทหากยังชะลอการอ่อนค่าต่อจะเริ่มเป็นสัญญาณบวก ตลาดติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่น่าจะมีความชัดเจนออกมาในช่วงต่อจากนี้หลังถวายสัตย์ฯ วันที่ 24 ก.ย. ทางเทคนิค การปรับตัวลงมาต่อเนื่องเริ่มเปิดโอกาสในการรีบาวด์โดยเฉพาะที่แนวรับ 1280/1276 จุด ที่จะทำให้มีช่วงดีดกลับได้ ส่วนการปรับตัวขึ้นมีแนวต้านที่ 1290/1293 จุด 

    ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักฐานหรือแกว่งตัวในกรอบแคบ หลังขาดปัจจัยหนุนใหม่ ปัจจัยในประเทศยังอยู่ระหว่างรอติดตามแผนการออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการเรียกความเชื่อมั่นการลงทุนให้ฟื้นตัวและการไหลเข้าของ Fund Flow ในระยะถัดไป 

    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ PMI และ PCE ซึ่งหากออกมาแย่กว่าตลาดคาด จะมีผลต่อการพิจารณาตัดสินใจเร่งลดดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในระยะถัดไป 

    อย่างไรก็ดี มอง SET เริ่มมี Upside จำกัดและอาจชะลอการขึ้นสั้นบ้าง หลังดัชนีปรับขึ้น 19% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ Downside ยังจำกัดเช่นกัน หลังเริ่มเห็น Fund Flow ชะลอการขาย ประเมิน SET มีแนวต้านบริเวณ 1320 จุด และมีแนวรับ 1280 จุด 

    ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลัก และ 2 ธีมเทรดดิ้ง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

    1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดครึ่งหลังปี 2568 ผลการดำเนินงานจะยังเติบโตดีทั้ง HoH และ YoY แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลและจากปัจจัยบวกที่มีเฉพาะตัว ได้แก่ ADVANC BCPG GULF SCC

    2. หุ้นปันผลที่มีคุณภาพดี (SET100 ที่มี SET ESG Ratings A ขึ้นไป) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนในระยะสั้น โดยคาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรครึ่งแรกปี 2568 และให้ Div. Yield เกิน 2% แนะนำ PTT TTB

    3. Trading Idea: สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากสถานการณ์น้ำท่วมในไทย แนะนำ TASCO BJC HMPRO GLOBAL เนื่องจากจากสถิติระหว่างปี 2558-2567 (ยกเว้นปี 2563 ที่เกิดวิกฤตโควิด-19) พบว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นได้ดีเมื่อซื้อลงทุนช่วงกลาง ก.ย. และไปขายต้น พ.ย. โดยคาดหวังได้ผลตอบแทนสูงสุดเฉลี่ยราว 2.6% และ 2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จาก เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค ท่องเที่ยวและการลงทุน แนะนำ กลุ่มค้าปลีก (CPALL GLOBAL TNP) กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG OSP HTC ICHI) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL) กลุ่มนิคม (AMATA WHA) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC)

    สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ CENTEL ราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โรงแรมมัลดีฟส์ คาดได้แรงหนุนจาก High Season ในไตรมาส 4/2568 และธุรกิจร้านอาหารในไทย (สัดส่วน 52% ของรายได้ในครึ่งแรกปี 2568) มีโอกาสได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาล Valuation ไม่แพง เทรดต่ำกว่า -0.5SD ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 34 บาท

    GLOBAL ราคาหุ้นมีแรงหนุนระยะสั้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่มีโอกาสออกมาในช่วงต่อจากนี้และความเสี่ยงของน้ำท่วมเป็นปัจจัยหนุน โมเมนตัม SSS ในไตรมาส 3/2568 มีพัฒนาการเด่นในกลุ่มค้าปลีก คาดว่า SSS ในครึ่งหลังของปีจะดีขึ้น จากฐานต่ำ และมีอุปสงค์เพื่อซ่อมแซมหลังน้ำลด ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 8.20 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730811&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3saTZmAniEEDbZr1Gp0xFV

  • ‘4 เดือน’ระทึก ‘ครม.อนุทิน’

    ‘4 เดือน’ระทึก ‘ครม.อนุทิน’

    เศรษฐกิจ

    23 ก.ย. 2025 เวลา 7:00 น.

    การเริ่มต้นทำงานของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในทุกย่างก้าว การเดินสายพบปะภาคเอกชนมากมาย

        และล่าสุด สมาคมธนาคารไทย สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามสร้างความเชื่อมั่นและรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคส่วนหลักของระบบเศรษฐกิจ แต่คำถามสำคัญ คือ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเพียงภาพลักษณ์ทางการเมือง หรือจะลงเอยด้วยการสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในห้วงเวลาที่กระชั้นชิด
        ปฏิเสธไม่ได้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยเวลานี้เปราะบางยิ่งนัก การขยายตัวต่ำ การขาดดุลเรื้อรัง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ถูกท้าทาย แถมยังมีเรื่องมิจฉาชีพเบื้องหลัง ปลุกกระแส “เงินเทา” ไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทย เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแรงกดดันที่ ครม.อนุทิน ไม่อาจมองข้าม ขณะที่ความคาดหวังจากภาคเอกชนในทุกด้าน โดยเฉพาะการคลัง การลงทุน และการเงิน คือ การสร้างบรรยากาศเชิงบวก ขจัดอุปสรรคกฎระเบียบ ลดความไม่แน่นอนทางนโยบาย เพื่อสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่น

        แน่นอนว่าภาคเอกชน ต่างคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ถ้อยแถลงหรือสัญญาเชิงการเมือง หากรัฐบาลจะสามารถสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้มากแค่ไหน เพราะยามที่เศรษฐกิจชะลอ หากนโยบายไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนในระบบการเงินการธนาคารอย่างรุนแรง ทว่าความคาดหวังเหล่านี้ ไม่ได้มีแต่ภาคธุรกิจ ประชาชนทั่วไปต่างต้องการเห็นรัฐบาลชุดนี้เป็น “ผู้แก้ปัญหา” ไม่ใช่ “ตัวสร้างปัญหา” ประชาชนไม่ได้คาดหวังถึงการพลิกฟื้นมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่เดือน แต่หวังเพียงความชัดเจน โปร่งใส และการตัดสินใจที่ไม่ทำให้ชีวิตยากลำบากยิ่งกว่าเดิม การฟังเสียงทุกภาคส่วน คือ สิ่งที่ดี แต่ต้องไม่ปล่อยให้เป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองที่สร้างภาพ แต่ไร้ผลจริง

        ครม.อนุทิน จึงควร “รักษาสมดุล” ระหว่างการเมืองและเศรษฐกิจให้ดี ตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่ผลักภาระซ้ำไปยังประชาชนผู้แบกรับวิกฤติอยู่แล้ว ความผิดพลาดหรือความลังเลเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาสั้น อาจสร้างผล กระทบยืดเยื้อที่กว่าจะแก้ไขได้ ต้องใช้เวลานานเกินกว่าสี่เดือนหลายเท่า ท้ายที่สุด ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่ แม้เวลาเพียงสี่เดือนอาจไม่เพียงพอสร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่โต แต่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ความจริงใจ ความรับผิดชอบ และความสามารถบริหารจัดการภาวะวิกฤติ หากครม.อนุทินทำได้ตามนี้ ก็นับเป็นก้าวสำคัญที่จะไม่ทิ้งร่องรอยแห่งความผิดพลาดเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทยที่บอบช้ำอยู่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1199889&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ot8G8f2up9k_nDgFmW99o

  • GBS แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมคัด 5 หุ้นเด่น รับอานิสงส์ กนง. ลดดอกเบี้ย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GBS แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมคัด 5 หุ้นเด่น รับอานิสงส์ กนง. ลดดอกเบี้ย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์นี้ Rebound ระยะสั้น หลังสิ้นสุด FTSE Rebalance  จับตาปลดล็อคการเมืองกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ให้กรอบดัชนี 1,270-1,320 จุด พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนในหุ้น รับอานิสงส์ กนง. ลดดอกเบี้ย

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์นี้ มีโอกาส Rebound ระยะสั้น หลังสิ้นสุดช่วง FTSE Rebalance พร้อมแนะ นักลงทุนติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มองกรอบดัชนีในสัปดาห์นี้ที่ 1,270-1,320 จุด

    ขณะที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 46.9 ปรับตัวลดลงจาก 47.2 ในไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากผลประกอบการ, ปริมาณ, การผลิต, คำสั่งซื้อ, การจ้างงาน และการลงทุนที่ปรับตัวลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของต้นทุนประกอบการกลับเริ่มปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ทางด้านกระทรวงการคลัง มีการรายงานว่า แนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 ที่จะสิ้นสุดในปลายเดือน ก.ย.นี้ จะทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องกู้เสริมสภาพคล่อง หรือกู้รายจ่ายสูงกว่ารายได้มาชดเชย

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้ อาทิ วันที่ 23 ก.ย.  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, สัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, สัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, วันที่ 30 ก.ย. ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย และ วันที่ 8 ต.ค. กำหนดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 5/2568

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังต้องเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 22 ก.ย. สหรัฐฯ รายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือน ส.ค., วันที่ 23 ก.ย. อียู รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน ก.ย., สหรัฐฯ รายงานดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2568 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการขั้นต้นเดือน ก.ย., วันที่ 24 ก.ย. ญี่ปุ่น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและบริการขั้นต้นเดือน ก.ย., สหรัฐฯ รายงานยอดขายบ้านใหม่เดือน ส.ค. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์, วันที่ 25 ก.ย. สหรัฐฯ รายงาน GDP ไตรมาส 2/2568

    “ทั้งนี้สำรวจของสมาคมนักลงทุนรายย่อยอเมริกา(AAII) ในต่างประเทศพบว่า นักลงทุน ไม่มีความเชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาดหุ้นในระยะ 6 เดือนข้างหน้า มีจำนวน 42.4% ลดลงจากระดับ 49.5%   ในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 31%”

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ย ได้แก่ SAWAD, TIDLOR, THANI, NCAP และ SAK

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/23/580319/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ILvm309A5u949HESPPG93

  • “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค


    23/09/2568 | 107 |

    (22 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เข้าพบสมาคมธนาคารไทยเพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ภายใต้หัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” โดยมีรัฐมนตรีร่วมคณะ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาหนี้สิน ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ SMEs และหนี้ประชาชนทั่วไป พร้อมขอความร่วมมือจากสมาคมธนาคารไทยในการผ่อนปรน เพิ่มสภาพคล่อง และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ยังมีศักยภาพให้เดินหน้าต่อได้ โดยย้ำว่าไทยต้องกลับมาเป็นผู้นำในระบบการธนาคารอาเซียน และสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยว การแพทย์และการแพทย์เพื่อสุขภาพ เกษตรกรรมและการแปรรูป ตลอดจนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และไฮเทค เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่าจะเร่งผลักดันข้อเสนอจากการหารือสู่การปฏิบัติทันที

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ย้ำว่าการฟื้นเศรษฐกิจไทยต้องทำอย่างรวดเร็วและยั่งยืนไปพร้อมกัน โดยเน้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่ แก้หนี้ครัวเรือนที่สะสมมานาน เพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ และเตรียมความพร้อมเพื่อการแข่งขันในโลกยุคใหม่ พร้อมยกแนวคิด “Quick Big Win” ที่รัฐบาลต้องการผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในระยะสั้น แต่ต่อยอดไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ด้านนายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้อง “Connect the Dots” หรือเชื่อมโยงทุกกลไกทางการเงิน ทั้งระบบธนาคาร ตลาดทุน และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยยืนยันพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลเต็มที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนให้เร็วที่สุด

    ทั้งนี้ รัฐบาลยังเตรียมพิจารณาปรับรายละเอียดนโยบายเศรษฐกิจที่จะนำเสนอต่อรัฐสภา โดยเปิดรับข้อเสนอจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และประชาชน เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/425691&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mPeNnVkCuLZXmqnojl4iU

  • นายกฯ เผย โครงร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว ครอบคลุมทั้ง “ความมั่นคง – เศรษฐกิจ – สังคม”

    นายกฯ เผย โครงร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว ครอบคลุมทั้ง “ความมั่นคง – เศรษฐกิจ – สังคม”


    นายกฯ เผย โครงร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว เหลือแค่ปรับเนื้อหา บอก ครอบคลุมทุกเรื่องทั้ง “ความมั่นคง – เศรษฐกิจ – สังคม”  โยนเป็นความเห็นส่วนตัว หลัง “พลพีร์” ไล่ “วันนอร์” พ้นเก้าอี้ประสภาฯ

    ที่สมาคมธนาคารไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างนโยบายรัฐบาล ที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่า ขณะนี้วางเค้าโครง รวมถึงเนื้อหาเสร็จหมดทุกเรื่องแล้ว แต่วันนี้ได้มาพบกับสมาคมธนาคารไทย หรือแม้แต่สัปดาห์ที่แล้วที่ได้พบกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงการพบปะประชาชน ทำให้อาจต้องปรับเนื้อหานิดหน่อย เพื่อให้ตรงความต้องการ และความห่วงใยจากทุกภาคส่วนมากที่สุด ส่วนนโยบายเศรษฐกิจจะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในร่างนโยบายนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีคำว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นนโยบายที่ประกอบในหลายมิติ ทั้งความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน และแผนการทำงานของรัฐบาล

    ส่วนกรณีที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย เรียกร้องให้ ประมุขของสภาที่มาจากพรรคประชาชาติ และพรรคเพื่อไทยลาออก หลังจากที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน กรณีดังกล่าวเป็นท่าทีของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องเลย ยืนยันว่าไม่ใช่ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน เมื่อถามว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ควรจะลาออกจากตำแหน่งเลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อีก 4 เดือนก็ยุบสภาแล้ว
       
    เมื่อถามย้ำ ว่าท่าทีของสส.พรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่จุดยืนของพรรคอย่างแน่นอนใช่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่ใช่ท่าทีของพรรคเป็นความคิดส่วนตัวของ สส.แต่ละท่านที่มีอิสระ ที่สามารถแสดงความคิดเห็น ส่วนขั้นตอนเป็นอย่างไรก็ตามนั้น“ เมื่อถามย้ำว่า ท่าทีของนายกฯมองเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า 4 เดือนก็ยุบสภาแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e9P1sVVkysBiHCWZZh4Jf

  • หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 1.28 จุด รับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 1.28 จุด รับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เปิดตลาดหุ้นไทยภาคเช้าของวันที่ 22 ก.ย. 68 ดัชนีเปิดที่ 1,294.00 จุด เพิ่มขึ้น 1.28 จุด มูลค่าซื้อขาย 1,656.85 ล้านบาท โดย บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์ นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิสูงพร้อมกับค่าเงินบาทที่มีช่วงอ่อนค่า เป็นสัญญาณกดดันจิตวิทยาต่อตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทยอยมีรายละเอียดออกมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุน โดย ครม. จะเข้าถวายสัตย์วันที่ 24 ก.ย. นี้ และคาดว่าจะมีการแถลงต่อสภา วันถัดไป ทางเทคนิค ยังคงให้ดูที่แนวต้าน 1,300/1,303 จุด ยืนเหนือได้กลับเป็นขึ้น หากยืนไม่ได้คาดยังพักตัวต่อมีแนวรับอยู่ที่ 1,287/1,280 จุด ที่จะทําให้มีช่วงดีดกลับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5133802/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ctghOJ2BurTG5IFgNQeUd

  • นายกฯ มั่นใจทีมเศรษฐกิจผลักดันศักยภาพไทยทุกด้าน

    นายกฯ มั่นใจทีมเศรษฐกิจผลักดันศักยภาพไทยทุกด้าน

    (22ก.ย.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือกับสมาคมธนาคารไทยว่า วันนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นการหารือในหลายประเด็น ที่รัฐบาลมีความห่วงใยและมาข้อรับการสนับสนุนจากสมาคมธนาคารไทย โดยเรื่องหลักเป็นเรื่องปัญหาหนี้สินของประชาชน หนี้สินเอสเอ็มอี หนี้ครัวเรือน โดยอยากขอความร่วมมือสมาคมธนาคารไทยในการผ่อนปรน หรือเร่งให้มีสภาพคล่องเข้าไปในตลาดสำหรับลูกค้าที่ยังมีศักยภาพที่สามารถผลิตสินค้าของตนเองให้เข้าไปในตลาดได้ รวมถึงมารับฟังความเห็นของสมาคมธนาคารไทย ว่ามีความกังวลด้านใด ขณะนี้ต้องสู้และแข่งขันกับภูมิภาคด้วยจะทำอย่างไรที่จะทำให้ระบบการธนาคารของประเทศไทยที่เคยเป็นผู้นำกลับคืนมาอีกครั้งในภูมิภาคอาเซียน และจะทำอย่างไรให้เกิดการแข่งขันกับตลาดโลกที่มีพื้นฐานการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในทุกวัน 

    นายอนุทิน ย้ำว่าวันนี้ ได้เข้ามารับฟังแนวทางต่าง ๆ สิ่งใดที่รัฐบาลจะทำให้ได้ ก็จะเร่งดำเนินการ ส่วนตัวไม่กังวลตรงนี้ เนื่องจากทีมรัฐมนตรีของตนเองอยู่ในแวดวงด้านนี้มาก่อน ขณะนี้รับข้อเสนอไปหมดแล้ว ดังนั้นตนเองมีหน้าที่เห็นชอบ และนำไปผลักดันตามที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะได้นำเสนอเรื่องขึ้นมา ส่วนตัวมั่นใจว่าทีมเศรษฐกิจและสมาคมจะนำการหารือในวันนี้ ไปสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด และจะเร่งเรื่องศักยภาพของประเทศไทย การเพิ่มมูลค่าในภาคท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากที่สุด ทั้งภาคบริการ การแพทย์ การแพทย์เพื่อสุขภาพ เกษตรกรรม ทั้งผู้ผลิตและแปรรูป รวมถึงราคาพืชผลด้านการเกษตร และยังมีอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฮเทคที่ประเทศไทยมีพื้นที่มากเพียงพอ ที่จะรองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมด้านนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพและขยายขนาดทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

    ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/NGzhH5eOb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bYFpLBnGPTcEdVErepK08