Category: เศรษฐกิจ

  • รับมือเศรษฐกิจ ‘ปีม้าไฟ’ปีแห่งความเร็วและความผันผวน

    รับมือเศรษฐกิจ ‘ปีม้าไฟ’ปีแห่งความเร็วและความผันผวน

    รับมือเศรษฐกิจ ‘ปีม้าไฟ’ปีแห่งความเร็วและความผันผวน

    เศรษฐกิจปีม้าไฟเป็นปีแห่ง “ความเร็วและความผันผวน”พลังของธาตุไฟสะท้อนการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งโอกาสและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในช่วงปรับสมดุลหลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวเงินทุนเคลื่อนย้ายรวดเร็ว ตลาดการเงินผันผวนกว่าปกติฝั่งเศรษฐกิจไทย การฟื้นตัวยังไม่สม่ำเสมอการบริโภคในประเทศเติบโตแบบระมัดระวัง

    ภาคส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัวต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบมีโอกาสผันผวนจากความขัดแย้งโลกแรงงานขาดแคลนและต้นทุนค่าแรงเป็นปัจจัยท้าทายต่อธุรกิจ นับเป็นปัจจัยเสี่ยง ที่ภาคเอกชนต้องเตรียมรับมือ

     ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในปีม้าไฟ

    1. ความผันผวนของตลาดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน
    2. ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง
    3. ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานโลก
    4. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่รวดเร็ว
    5. เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ธุรกิจดั้งเดิมเร็วขึ้น

    ภาคเอกชนควรเตรียมรับมืออย่างไร

    • ธุรกิจควรเน้นการบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ
    • ลดการลงทุนที่เสี่ยงสูงและคืนทุนช้า
    • กระจายตลาดและฐานลูกค้า ไม่พึ่งพิงแหล่งเดียว
    • นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
    • สร้างความยืดหยุ่นในองค์กร พร้อมปรับกลยุทธ์ได้รวดเร็ว

     ปีม้าไฟไม่ใช่ปีของการ “ขยายแบบสุดตัว”แต่เป็นปีของการ “เดินเร็วแต่ระวัง”ผู้ที่วางแผนดี ปรับตัวไว จะเปลี่ยนความผันผวนให้เป็นโอกาสได้

    เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพา “ส่งออก ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์”

    ภาคการส่งออก

    • การส่งออกเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่เติบโตต่ำ
    • ประเทศคู่ค้าหลักยังระมัดระวังการใช้จ่ายและการลงทุน
    • ต้นทุนโลจิสติกส์และอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนกดดันกำไรผู้ส่งออก
    • ธุรกิจจำเป็นต้องปรับโครงสร้างสินค้า เน้นมูลค่าเพิ่มและตลาดเฉพาะกลุ่ม
    • การกระจายตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาประเทศเดิม เป็นกลยุทธ์สำคัญ

    ภาคการท่องเที่ยว

    • การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบวกของปีม้าไฟ
    • จำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่กำลังซื้อไม่เท่ากัน
    • นักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มระยะยาวมีความสำคัญมากขึ้น
    • ต้นทุนแรงงานและพลังงานเป็นความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการ
    • ธุรกิจต้องยกระดับบริการ สร้างประสบการณ์ และใช้ดิจิทัลมากขึ้น

    ภาคอสังหาริมทรัพย์

    • อสังหาริมทรัพย์ยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป
    • อัตราดอกเบี้ยสูงกดดันกำลังซื้อและการตัดสินใจลงทุน
    • สต็อกคงค้างในบางเซ็กเมนต์ยังอยู่ในระดับสูง
    • โครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริงและราคาจับต้องได้มีโอกาสมากกว่า
    • ผู้ประกอบการควรเน้นบริหารเงินสดและความเสี่ยงอย่างเข้มงวด

    อย่างไรก็ตาม ปีม้าไฟเป็นปีของการ “คัดกรองธุรกิจ” มากกว่าการขยายตัวกว้างเอกชนที่ปรับตัวไว บริหารความเสี่ยงดี และเลือกลงทุนอย่างมีวินัยจะสามารถใช้ความผันผวนเป็นโอกาสสร้างความแข็งแกร่งระยะยาวได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/647790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E_28wdirRkEf1Gb4pSqrN

  • สแกนปาร์ตี้ลิสต์พรรคเศรษฐกิจ ก่อนถึง พล.อ.รังษี-ไหงเจอ ‘คริส โปตระนันทน์’ ขึ้นอันดับ 1 | เดลินิวส์

    สแกนปาร์ตี้ลิสต์พรรคเศรษฐกิจ ก่อนถึง พล.อ.รังษี-ไหงเจอ ‘คริส โปตระนันทน์’ ขึ้นอันดับ 1 | เดลินิวส์

    การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ หนึ่งในพรรคที่ถูกพูดถึงอีกหนึ่งพรรคคือ พรรคเศรษฐกิจ หมายเลข 11 ไม่ใช่เพียงแค่นโยบายเท่านั้น แต่เป็น “กลยุทธ์การจัดลำดับผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ” ที่สร้างความฉงนอย่างกว้างขวางในขณะนี้ หลังปรากฏชื่อของ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 10

    10 อันดับแรกบัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ
    1.คริส โปตระนันทน์
    ประธานพรรค/ผู้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย นักการเมืองรุ่นใหม่ที่แยกตัวมาจากพรรคก้าวไกล เน้นอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่กินได้
    2.พีรพล กนกวลัย
    เฮียเล้า พญาไท สก.เขตพญาไท และอดีตแกนนำกลุ่มเส้นด้าย ที่มีฐานเสียงแน่นในกรุงเทพฯ

    3.อังสณา เนียมวณิชกุล
    แนน เส้นด้าย กรรมการมูลนิธิเส้นด้าย ผู้คลุกคลีกับงานภาคสังคมในช่วงวิกฤติโควิด
    4.พล.ต.ต.ไพบูลย์ มะระพฤษณ์วรรณ
    ทายาท พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค และนักธุรกิจด้านสุขภาพ (กรีนเวลท์ เฮลท์แคร์)

    5.พริษฐ์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์
    ทายาทสายคณะราษฎร (หลวงเสรีเริงฤทธิ์) อดีตคนรุ่นใหม่จากค่ายประชาธิปัตย์
    6.ส่งศักดิ์ ฉัตรชูสกุล
    นักธุรกิจด้านซอฟต์แวร์และผู้บริหารสหคลินิกชื่อดัง

    7.ณัชพล สุพัฒนะ
    มาร์ค พิทบูล อินฟลูเอนเซอร์สายดุดัน อดีตแคนดิเดตนายกฯ จากพรรครักษ์ผืนป่าฯ
    8.นพ.กอบชัย เปี่ยมเพชรกุล
    แพทย์ศัลยกรรมความงาม เจ้าของพิกุลคลินิก

    9.ศรัทธา คชพลายุกต์
    อดีตรองผู้ว่าฯ ขอนแก่น และอดีตรองเลขาธิการ ศอ.บต. สายบริหารราชการแผ่นดิน
    10.พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์
    หัวหน้าพรรค & แคนดิเดตนายกฯ อดีต ผอ.ใหญ่ ททบ.5 ผู้ชูภาพลักษณ์ความมั่นคงและรักชาติ

    อย่างไรก็ตาม การที่ พล.อ.รังษี ตัดสินใจไปอยู่ที่ลำดับ 10 ถือเป็นการ “เดิมพันครั้งใหญ่” ทางพรรคระบุว่านี่เป็นการตัดสินใจของท่านเอง และเตรียมจะชี้แจงเหตุผลเบื้องหลังในเร็วๆ นี้..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5454954/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c5EEVYZwPDGje_tjh1jln

  • “ธอส.” ปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 68 ทะลุเป้ากว่า 243,000 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ | TOPNEWS

    “ธอส.” ปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 68 ทะลุเป้ากว่า 243,000 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 29/12/2025 20:22

    “ธอส.” ปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 68 ทะลุเป้ากว่า 243,000 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์

    ทะลุเป้า! ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2568 จำนวนกว่า 243,000 ล้านบาท
    อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์

    ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนคนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มขึ้น ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568
    ปล่อยสินเชื่อใหม่ ปี 2568 จำนวน 243,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 241,780 ล้านบาท ช่วยอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่
    ระบบเศรษฐกิจ ผลักดันภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวขึ้น ยืนยันปี 2569 พร้อมเดินหน้าดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง สานต่อพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน”

    ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2568
    ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่จำนวนกว่า 243,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายปี 2568 ที่ตั้งไว้ 241,780 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ผลักดันภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจก่อสร้าง วัสดุอุปกรณ์
    และการจ้างงานฟื้นตัวขึ้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ธอส. ได้เดินหน้าส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำ
    มาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2569 ธอส. พร้อมเดินหน้าดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการช่วยเหลือลูกค้าและประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

    “ธอส. จัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับลูกค้าทุกกลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง ให้สามารถบริหารจัดการผ่อนชำระเงินงวดได้ง่ายขึ้น โดยในปี 2569 ธอส. ออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ตอบโจทย์ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มสาขาอาชีพ รวมถึงยกระดับการทำงานผ่านการขับเคลื่อน Digital Transformation เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่าย สะดวก ปลอดภัย โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลและเทคโนโลยี เสริมศักยภาพองค์กรในทุกมิติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ
    ในการแข่งขันทำให้ ธอส. ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้เพิ่มขึ้น และยังคงเป็นธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับการมีบ้านต่อไป”
    ดร.มหัทธนะ กล่าว

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ติดตามข่าวสารของธนาคาร ได้ที่ G H Bank Social Media

    ฝ่ายสื่อสารองค์กร
    29 ธันวาคม 2568

    1111

    หุ่นทหารดินเผาน้ำแข็ง

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ‘โคมไฟปลา’ แหวกว่ายกลางอากาศรับปีใหม่ในอันฮุย

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) AgiBot เปิดแพลตฟอร์ม ‘ให้เช่าหุ่นยนต์’ ทั่วจีน

    จาก War Room เยาวชน วันวิกฤต สู่รอยยิ้มเด็ก ๆ เมื่อโรงเรียนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

    จังหวัดอำนาจเจริญ จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘พลฯธนพัฒน์’ วีรบุรุษทหารกล้า สมรภูมิบ้านหนองจาน

    ชาวบ้านชายแดนสุรินทร์กลับจากศูนย์พักพิง รวมกลุ่มหว่านแหจับปลาสังสรรค์คลายเครียด รอเลี้ยงต้อนรับลูกหลานที่กำลังเดินทางกลับบ้านช่วงเทศกาลปีใหม่

    เมืองคอนเปิดจุดตรวจ 7 วันระวังอันตราย คุมเข้มความปลอดภัยถนนปีใหม่ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1439727&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L_xWqUAeL11o37zh538M7

  • ความเข้มแข็งและเปราะบางของเศรษฐกิจโลกปี 2025

    ความเข้มแข็งและเปราะบางของเศรษฐกิจโลกปี 2025

    ปี 2025 ที่กำลังจะจบลง เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกวุ่นวายมาก และเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกแสดงให้เห็นทั้งความเข้มแข็งและความเปราะบางที่มีอยู่พร้อมกันในเศรษฐกิจโลก

    ความเข้มแข็งคือ ความสามารถของเศรษฐกิจโลกในระดับจุลภาค หมายถึง บริษัท ตลาดการเงิน เทคโนโลยี ที่สามารถประคับประคองเศรษฐกิจโลกให้ขยายตัวผ่านแรงกระทบหนักๆที่เกิดขึ้นในปี 2025 ไปได้ เช่น ภาษีทรัมป์และความไม่แน่นอนทางนโยบาย ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

    โดยการปรับตัวของภาคธุรกิจที่เร่งการนำเข้าส่งออกสินค้าไปสหรัฐก่อนอัตราภาษีใหม่จะเริ่มใช้ เร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี เอไอ พลังงานสะอาด เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาษีและราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากผลของสงคราม 

    ขณะที่ตลาดการเงินตอบรับการลงทุนเหล่านี้เป็นอย่างดี ตลาดหุ้นปรับสูงขึ้น เพราะผลที่จะมีต่อผลิตภาพ (Productivity) และการเติบโตของเศรษฐกิจระยะยาว ทั้งหมดได้ช่วยลดดิสรัปชันและผลกระทบจากภาษี ทำให้ทั้งธุรกิจและเศรษฐกิจโลกไปต่อได้

    ตรงกันข้าม ความเปราะบางคือ ระดับมหภาคทั้งการเมือง นโยบายเศรษฐกิจ และความเข้มแข็งเชิงสถาบันขององค์กรที่กำหนดนโยบาย ในประเทศและระหว่างประเทศ ที่เสื่อมถอยและอ่อนแอลงชัดเจน จากที่การเมืองภายในของประเทศหนึ่งสามารถกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบการค้าที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก คือ ภาษีทรัมป์

    สร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกมาก ซึ่งแม้ระยะสั้นเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวได้ แต่ความเสียหายระยะยาวก็ซ่อนอยู่และเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้

    วันนี้จึงอยากฝากข้อคิดไว้สามข้อจากสิ่งที่เห็นในเศรษฐกิจโลกปี 2025 เพื่อเป็นแนวสำหรับเข้าใจและวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกปี 2026 และปีต่อๆไป นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    ข้อคิดแรก การเมืองและตลาดการเงินเหมือนกันคือไม่ต้องการเหตุผล

    ที่สรุปอย่างนี้เพราะการเมืองและตลาดการเงินโดยโครงสร้างของระบบแรงจูงใจที่ทั้งการเมืองและตลาดการเงินมีจะเหมือนกัน คือ มองโลกระยะสั้น (Short-termism) ไม่สนใจผลกระทบระยะยาวที่จะมีตามมา ผลระยะสั้นที่การเมืองสนใจคือคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส่วนที่ตลาดการเงินสนใจคือ ผลตอบแทนต่อการลงทุนซึ่งก็ระยะสั้นเหมือนกัน

    ในประเด็นนี้ สิ่งที่ปี 2025 สะท้อนให้เห็นคือ การเมืองที่เด็ดเดี่ยวมุ่งรักษาคำพูด เก็บภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐและปกป้องภาคอุตสาหกรรมสหรัฐจริงจัง เพื่อให้ได้คะแนนเสียง ไม่สนใจผลที่จะเกิดขึ้นตามมาเพราะเป็นเรื่องระยะยาวที่อาจเลยวงจรเลือกตั้งของรัฐบาลไปแล้ว

    ขณะที่ตลาดการเงินปี 2025 ก็ผันผวนหวือหวาตามสตอรี่ทางการเมืองโดยไม่สนใจเหตุผล สนใจสิ่งที่นักการเมืองพูดมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน สนใจผลประกอบการระยะสั้นมากกว่าความเข้มแข็งระยะยาว 

    แต่ทั้งหมดก็พูดไม่ได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีเหตุมีผล เพราะเป็นการตัดสินใจตามระบบแรงจูงใจที่มี คือ การเมืองทำทุกอย่างเพื่อผลเลือกตั้งและตลาดการเงินทำทุกอย่างเพื่อผลตอบแทนที่สูง ไม่มีใครผิดเพราะระบบแรงจูงใจเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องนึกถึงต้นทุนระยะยาวต่อเศรษฐกิจ ต่อประชากรรุ่นต่อไป หรือผลต่อความเสื่อมของการทำนโยบายและระบบเศรษฐกิจ

    นี่คือ ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่เมื่อจุดเริ่มต้น คือระบบแรงจูงใจผิดพลาด ซึ่งคงไม่มีใครคิดแก้ไข ทำให้ปีหน้าจะคล้ายกัน คือทุกอย่างเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล

    ข้อคิดที่สอง นโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ดีทำลายประเทศ แม้ผลระยะสั้นดูไม่เสียหาย

    นโยบายที่ไม่ดีหรือนโยบายเลวมักจะไม่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจทันที ทำให้คนทั่วไปไม่ตระหนัก แต่จะทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ และความอ่อนแอจะสะสมจนในที่สุดปะทุขึ้นเป็นวิกฤติและประเทศล้มละลาย ที่ต้องตระหนักคือความเลวร้ายของนโยบายที่ไม่ดีไม่ได้อยู่ที่ตัวนโยบายที่ไม่ดีเท่านั้น แต่อยู่ที่ความถูกต้องที่ถูกทำลายลงโดยนโยบายที่ไม่ดี

    นำไปสู่ความเสื่อมของระเบียบในระบบเศรษฐกิจ ความเสื่อมในความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองและสถาบันราชการที่ทำนโยบาย และความศักดิ์สิทธิ์ที่ลดลงของระเบียบ นโยบาย และกฎหมายที่ประเทศมี ความเสื่อมเหล่านี้คือสิ่งที่ทำลายประเทศ เริ่มต้นด้วยนโยบายที่ไม่ดี

    กรณีเศรษฐกิจโลกปี 2025 ผมคิดว่าการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐกับทุกประเทศทั่วโลกเป็นนโยบายที่ไม่ดีในแง่เศรษฐศาสตร์ และชี้ชัดว่ากฎเกณฑ์ระดับสากลเช่นการค้าโลกสามารถเปลี่ยนได้ตามการเมืองภายในของบางประเทศ ที่เกิดขึ้นคือ อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐเพิ่มจากเฉลี่ยร้อยละ 2-3 ปีก่อนหน้าเป็นเฉลี่ยร้อยละ 17-18 ในปัจจุบัน สูงสุดในรอบ 90 ปี ซึ่งเพิ่มต้นทุนมหาศาลให้กับเศรษฐกิจโลก ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างที่กล่าว

    ในระยะสั้น แม้ภาคธุรกิจจะปรับตัวได้ เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นก็ยังคงอยู่และสะสม ในช่วงแรกความสำเร็จของการปรับตัวอาจทำให้ผู้ทำนโยบายได้ใจ ยืนระยะนโยบายเลวให้นานขึ้นหรือทำมากขึ้น จากมาตรการชั่วคราวเป็นมาตรการถาวร ทำให้ประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากรของประเทศยิ่งด้อยลง

    เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำลง พร้อมกับความไว้วางใจต่อการทำนโยบายยิ่งเสื่อมลง สิ่งเหล่านี้ในระยะแรกจะมองไม่เห็น แต่นานเข้าตัวเลขจะฟ้อง และเมื่อถึงจุดนั้นทุกอย่างก็อาจสายเกิน นี่คือสิ่งที่อาจเริ่มเกิดขึ้นในสหรัฐในปีหน้า

    ข้อคิดที่สาม อย่ามองต่ำความสามารถของภาคธุรกิจในการปรับตัว เพราะทำได้ดีเกินคาด

    ความแตกต่างสำคัญที่เห็นในเศรษฐกิจโลกปี 2025 คือ ความเข้มแข็งของผู้เล่นในระดับจุลภาค คือ บริษัท ตลาดการเงิน และเทคโนโลยี ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกสามารถปรับตัวรับแรงกระทบจากนโยบายที่ไม่ดีได้ ขณะที่ในระดับมหภาค ทั้งการเมือง นโยบาย และความเข้มแข็งเชิงสถาบันขององค์กรที่ทำนโยบายล้วนอ่อนแอ เสื่อมถอยลง และสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกมาก

    ภาคธุรกิจปรับตัวทันทีเมื่อมีข่าวเรื่องภาษี เร่งนำเข้าและส่งออกสินค้าไปสหรัฐก่อนอัตราภาษีใหม่จะเริ่มใช้ ขยายโกดังสต๊อกสินค้า ปรับห่วงโซ่การผลิต ปรับราคา วิธีและเส้นทางขนส่งสินค้าไปสหรัฐ รวมทั้งแชร์ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นระหว่างผู้นำเข้าและส่งออก นอกจากนี้ยังเร่งลงทุนในเทคโนโลยี เอไอ พลังงานสะอาด เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งจากภาษีและราคาพลังงาน 

    ทั้งหมดเป็นการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้เมื่อดิสรัปชั่นเกิดขึ้น เป็นการตอบสนองนโยบายที่ไม่ดีเร็วกว่าที่ภาครัฐคาด แสดงถึงพลังที่เหนือความคาดหมาย ที่ต้องตระหนักคือความสามารถในการปรับตัวอาจดูดีระยะสั้นในแง่การรักษามาร์จิ้นและกำไร แต่ที่ซ่อนไว้คือต้นทุนที่สูงขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกจากนโยบายที่ไม่ดี ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

    นี่คือข้อคิดสามข้อที่อยากฝากไว้ ซึ่งชัดเจนว่า เศรษฐกิจโลกที่ยังไปได้ปีนี้ เป็นเพราะได้ความสามารถของภาคธุรกิจเข้ามาช่วย ทดแทนความอ่อนแอที่มีมากขึ้นในสถาบันภาครัฐ เป็นพัฒนาการและความสมดุลที่อาจไม่ยั่งยืน ทำให้ต้องคิดในแนวนี้มากขึ้นสำหรับปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1214236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DdOgwWMidYdFLoK5ip-aF

  • นักวิชาการ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ เลิกแจกเงิน เร่งแก้โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    นักวิชาการ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ เลิกแจกเงิน เร่งแก้โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    นักวิชาการ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ เลิกแจกเงิน เร่งแก้โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำต่อเนื่อง ไม่ใช่ปัญหาระยะสั้นที่แก้ได้ด้วยการ “แจกเงิน” แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน และกำลังท้าทายรัฐบาลใหม่ในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้มุมมอง กับโพสต์ทูเดย์ว่า รัฐบาลควรยกเลิกนโยบายประชานิยมในรูปแบบการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว อีกทั้งอาจทำให้ประชาชนมองข้ามความจริงสำคัญว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

     “ส่วนตัวเห็นว่า ภาครัฐควรเลิกนโยบายประชานิยมแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ประชาชนหลงลืมไปว่า โลกมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป มีความท้าทายทุกคนจำเป็นต้อง เก่งขึ้น ขยันขึ้น และมีทักษะสูงขึ้น  ไม่ใช่ทำงานรูปแบบเดิมๆแล้วคาดหวังว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นได้เอง”

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยมีจุดอ่อนจำนวนมากที่นำไปสู่ความเสี่ยงในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างรอบด้าน ตั้งแต่สังคมสูงวัย อัตราการเกิดที่ลดลง คุณภาพการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน แรงงานวัยทำงานที่อายุมากขึ้นแต่ขาดทักษะใหม่ ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ขาดการเตรียมความพร้อมด้านการเงินหลังเกษียณ

    แม้ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีศักยภาพในการทำงาน แต่กลับขาดโอกาสและระบบรองรับ ขณะที่ระบบดูแลผู้สูงอายุเริ่มเข้าใกล้ขีดจำกัด ภาคครัวเรือนยังมีหนี้สูง ภาคเกษตรขาดความสามารถแข่งขันด้วยตนเอง ธุรกิจ SMEs อ่อนแอ และโครงสร้างเศรษฐกิจถูกครอบงำโดยธุรกิจรายใหญ่ที่มีลักษณะผูกขาด

    นอกจากนี้ ยังมีโจทย์ใหญ่จากภาครัฐที่มีขนาดใหญ่แต่งบลงทุนต่ำ กฎระเบียบล้าสมัย หนี้สาธารณะระดับสูง ความสามารถแข่งขันด้านการส่งออกที่ลดลง การนำเข้าสูงจนเงินไหลออกจำนวนมาก รวมถึงภาคท่องเที่ยวที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/735733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GrTm9CgYP02AG9IbrO7Mv

  • งงกันเป็นแถบ หลังรู้ พล.อ.รังษี เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ10

    งงกันเป็นแถบ หลังรู้ พล.อ.รังษี เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ10

    วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.15 น.

    หลังจากการสมัครและจับสลากหมายเลขปาร์ตี้ลิสของพรรคการเมืองไทยของแต่ละพรรคจบลงไปเมื่อวานนี้ (28 ธันวาคม พ.ศ. 2568) ที่ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ บนโลกออนไลน์ต่างก็มีหลายคนสงสัยและให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมากกับพรรคเศรษฐกิจที่ถูกเปลี่ยนชื่อมาจากพรรคเส้นด้าย โดยมีชื่อของ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ออกเดินสายตามสื่อหลายสำนักแสดงวิสัยทัศน์ของตัวเองให้หลายคนได้เห็น กลับไม่ได้มีชื่ออยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 แต่อยู่ในลำดับที่ 10 แทน และชื่อปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 นั้นกลายมาเป็นของ นาย คริส โปตระนันทน์ ผู้ก่อตั้งพรรคเส้นด้ายแทน สร้างความมึนงงและสับสนให้กับผู้คนเป็นจำนวนมากที่ติดตามพรรคหรือได้ฟังวิสัยทัศน์ต่าง ๆ 

    ทำเอา โจ มลทานี อินฟลูอินเซอร์ด้านการเมืองชื่อดังออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Jo Montanee แสดงความคิดเห็นของตัวเอง “อ้าวว! เหมือนพรรคดันพลเอกรังษีมาหาคะแนนเสียงจากคนรักชาติ เพื่อเอาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ แต่พลเอกรังษีไม่ได้เข้าสภา คริสเส้นด้ายเข้าแทน ว้าววว!! อินเซปชั่นที่แท้ทรู ติ่งพรรคศก.ที่เฟียซด่าพรรคคู่แข่งด่าชาวบ้านไปทั่วจะว่ายังไงคะ เงิบมั้ย”

    พล.อ.รังษี

    กระทั่งชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นวิพาก์วิจารณกันเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับกรณีนี้ที่หัวหน้าพรรคและเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ไม่ได้มีชื่อเป็นลำดับที่ 1 ปาร์ตี้ลิสต์ แต่กลับกลายเป็น นาย คริส โปตระนันทน์ แทน ราวกับถูกสับหาหลอกของใครหลายคนที่กำลังชั่งใจว่าจะลงคะแนนเสียงให้พรรคไหนดี

    คริส

    บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ

    1. นายคริส โปตระนันทน์

    2. นายพีรพล กนกวลัย

    3. นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล

    4. พลตำรวจตรีไพบูลย์ มะระพฤษณ์วรรณ

    5. นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์

    6. นายส่งศักดิ์ ฉัตรชูสกุล

    7. นายณัชพล สุพัฒนะ

    8. นพ.กอบชัย เปี่ยมเพชรกุล

    9. นายศรัทธา คชพลายุกต์

    10. พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์

    พล อ รังษี

    พล อ รังษี

    พล อ รังษี

    ขอขอบคุณภาพจาก พรรคเศรษฐกิจ – Economic Party, เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/937836&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TzaV5Cod_Wmw_e5W9HalL

  • สวัสดิการผู้หญิงและครอบครัว นโยบายที่รัฐบาลยัง “สอบตก”

    สวัสดิการผู้หญิงและครอบครัว นโยบายที่รัฐบาลยัง “สอบตก”

    Loading…

    สวัสดิการผู้หญิงและครอบครัว นโยบายที่รัฐบาลยัง “สอบตก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BbbnaBKZCDnnFqIQk4YSZ

  • ส่งท้ายปีเก่าเศรษฐกิจโลกและต้อนรับปีใหม่

    ส่งท้ายปีเก่าเศรษฐกิจโลกและต้อนรับปีใหม่

    วันเวลาผ่านไปเร็ว อีกไม่กี่วันก็จะหมดปี 2025 เข้าสู่ปี 2026 วันนี้จึงอยากมองกลับปี 2025 ว่าเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างไรปีที่ผ่านมา อะไรเกิดขึ้น จะเรียกว่าสรุปก็ได้ จากนั้นมองต่อไปปีหน้า 2026 ว่าอะไรน่าจะเกิดขึ้น ไม่ใช่แบบหมอดู ว่าอะไรจะขึ้นอะไรจะลง แต่วิเคราะห์ว่าจากสิ่งที่เกิดขึ้นปีนี้ เราจะคาดหวังอะไรได้บ้างปีหน้า ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    ปี 2025 ผมคิดว่าเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความเปราะบางที่เศรษฐกิจโลกมีอยู่ พร้อมกันทั้งสองเรื่อง

    ความเข็มแข็งคือความสามารถที่จะประคองตัวผ่านแรงกระทบต่าง ๆ ที่มีมากในปี 2025 โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ ที่เศรษฐกิจโลกสามารถปรับตัวรับแรงกระทบและขยายตัวต่อได้โดยไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แม้อัตราการขยายตัวจะชะลอลง นี่คือความเข้มแข็ง

    ส่วนความเปราะบางคือช่องว่างที่มีมากที่นำไปสู่ความไม่แน่นอนทางนโยบายที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก และแสดงให้เห็นชัดถึงความเสื่อมถอยของความเข้มแข็งเชิงสถาบันของการกําหนดนโยบายเศรษฐกิจและกฏเกณฑ์ระหว่างประเทศ ที่การเมืองภายในของประเทศหนึ่งสามารถกําหนดกฏเกณฑ์หรือระเบียบการค้าที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลกได้ สร้างความวุ่นวายและความเสียหายไปทั่ว ซึ่งแม้เศรษฐกิจโลกจะสามารถปรับตัวได้ในระยะสั้น แต่ก็ซ่อนความเปราะบางไว้มากที่จะสร้างความเสียหายตามมาให้กับเศรษฐกิจโลกในระยะยาว นี่คือความเปราะบาง

    ในภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้ขยายตัวลดลงจากปีก่อนเหลือร้อยละ 3.2 เป็นผลจากการขึ้นภาษีนําเข้าของสหรัฐหรือภาษีทรัมป์ ความไม่แน่นอนทางนโยบาย และภูมิรัฐศาสตร์ที่นำไปสู่ความแตกแยกทางเศรษฐกิจและสงคราม กระทบทั้งประเทศรายได้สูงและประเทศกําลังพัฒนา ในแง่เศรษฐกิจ ผลกระทบที่รุนแรงสุดคือการขึ้นภาษีนําเข้าของรัฐบาลสหรัฐ จากอัตราเฉลี่ยร้อยละ 2-3 ปีที่แล้ว เป็นเฉลี่ยร้อยละ 17-18 ปัจจุบัน สูงสุดในรอบ 90 ปี และเปลี่ยนบริบทการค้าโลกอย่างสิ้นเชิง จากการค้าเสรีเป็นการกีดกันทางการค้า ส่งผลกระทบต่อการค้าโลก การขยายตัวของเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ ทําให้ทุกประเทศต้องปรับตัว

    เศรษฐกิจสหรัฐเองก็ถูกกระทบและต้องปรับตัว ปีนี้อัตราการขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 1.8 เป็นผลจากนโยบายภาษีของตนเอง ที่ทำให้การค้าระหว่างประเทศชะลอ กระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้น กระทบค่าครองชีพและความเป็นอยู่ของประชาชน นอกจากนี้ นโยบายส่งกลับคนเข้าเมืองผิดกฏหมายก็กระทบอุปทานแรงงานในหลายอุตสาหกรรม กดดันค่าจ้างแรงงานและอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น เงินเฟ้อที่สูงสร้างข้อจํากัดต่อการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทําให้ภาวะ Stagflation คือเศรษฐกิจชะลอพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่สูง เป็นความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐปีหน้า ซึ่งทั้งหมดพูดได้ว่าเป็นผลจากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐเองทั้งสิ้น

    เศรษฐกิจจีนปีนี้ก็ชะลอ ถูกกระทบมากจากนโยบายภาษีและการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ทําให้ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายของภาครัฐและเร่งแก้ไขปัญหาที่มีคือภาวะซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็ไม่สามารถทัดทานโมเมนตัมการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ เศรษฐกิจยุโรปก็เช่นกัน ชะลอตัวจากผลของภาษี ราคาพลังงานที่แพงจากผลของสงคราม กระทบความสามารถในการแข่งขัน ที่ยังเติบโตดีพอควรคือประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของชนชั้นกลางและการขยายตัวของการใช้จ่ายในประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจไทยชะลอ ขยายตัวร้อยละ 2.2 ปีนี้ เป็นผลทั้งจากภาษีทรัมป์ ความอ่อนแอของกําลังซื้อในประเทศ และความไม่แน่นอนที่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    เศรษฐกิจโลกที่ชะลอทําให้อัตราเงินเฟ้อในเศรษฐกิจทั่วโลกส่วนใหญ่โน้มลดลง นํามาสู่การลดลงของอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกเว้นกรณีสหรัฐที่การลดลงของเงินเฟ้อยังไม่ชัดเจน ทําให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ stagflation อย่างที่กล่าว การลดลงของอัตราดอกเบี้ยและความสามารถของเศรษฐกิจในการปรับตัวรับแรงกระทบของภาษีทําให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนดีขึ้น ตลาดหุ้นปีนี้จึงตอบรับในทางบวก นําโดยตลาดหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น 25-30 เปอร์เซนต์

    ความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจโลกในระดับจุลภาคทั้งบริษัท ตลาดการเงิน และเทคโนโลยี ถือเป็นความเข้มแข็งที่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลกปีนี้ ในภาวะที่ในระดับมหภาคทั้ง การเมือง นโยบายเศรษฐกิจ และความเข้มแข็งเชิงสถาบันขององค์กรที่กําหนดนโยบายล้วนเสื่อมถอยลง และสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกมาก อันนี้คือความแตกต่างที่เห็นชัดเจนของเศรษฐกิจโลกปีนี้

    ความเข้มแข็งระดับจุลภาคเห็นได้จากภาคธุรกิจที่ปรับตัวทันทีเมื่อข่าวร้ายเรื่องภาษีปรากฏโดยเร่งการนำเข้าส่งออกสินค้าไปสหรัฐก่อนอัตราภาษีใหม่จะเริ่มใช้ ปรับห่วงโซ่อุปทาน การสต๊อกสินค้า วิธีและเส้นทางส่งสินค้าไปสหรัฐ รวมถึงแชร์ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นระหว่างผู้นําเข้าและส่งออก สิ่งเหล่านี้ได้ช่วยลดดิสรัปชั่นและผ่อนเบาผลกระทบของการขึ้นภาษี ทําให้ทั้งธุรกิจและเศรษฐกิจสามารถไปต่อได้

    นอกจากนี้ ภาคธุรกิจก็ใช้ประโยชน์อัตราดอกเบี้ยที่ตํ่าลงเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี เอไอ พลังงานสะอาด เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น และราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากผลของสงคราม ซึ่งการลงทุนได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาดการเงิน ตลาดหุ้นปรับสูงขึ้น เพราะนักลงทุนมองว่าการลงทุนโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี่จะทําให้ผลิตภาพหรือ productivity ของเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจในระยะยาว

    ความสามารถของเศรษฐกิจในระดับจุลภาคในการปรับตัว บวกกับ เศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่อในปี 2025 แม้ดิสรัปชั่นและความไม่แน่นอนจะมาก ทำให้ความมั่นใจของภาคธุรกิจดีขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับปีหน้า ประเด็นนี้สะท้อนชัดเจนจากผลสํารวจความเห็นนักบริหารโดยบริษัท McKinsey &Company ในรายงานแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจล่าสุดเดือนธันวาคม ที่สรุปว่า

    นักธุรกิจมองโลกปี 2026 ดีขึ้นและมีความมั่นใจมากขึ้นหลังผ่านช็อกหรือดิสรัปชั่นในปี 2025 ได้อย่างน่าพอใจ ทั้งด้านมหภาคที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ต่อ ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย และด้านจุลภาคที่ผลประกอบการบริษัทไม่ได้ถูกกระทบมาก ทําให้นักธุรกิจลดความห่วงใยเรื่องการค้าว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงปีหน้า มุ่งความสนใจไปที่ลูกค้า การลงทุนด้านเทคโนโลยี เพราะมองว่าเป็นโอกาสที่จะทําให้ธุรกิจเติบโต

    ลึกๆ อันนี้คืออีกหนึ่งตัวอย่างของการไม่เชื่อมต่อหรือ Disconnect ระหว่างความรู้สึกด้านมหภาคที่มองว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอปีหน้า กับความมั่นใจที่มีมากขึ้นในระดับจุลภาคที่ภาคธุรกิจต้องการใช้เทคโนโลยีเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ความไม่เชื่อมต่อนี้จะเป็นบริบทสําคัญของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าและปีต่อๆไป

    ส่วนความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนและน่าห่วงคือ ความเป็นระบบหรือความเข้มแข็งเชิงสถาบันของการทํานโยบายเศรษฐกิจ ทั้งองค์กรที่ทํานโยบายและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับประเทศและระหว่างประเทศ ที่เสื่อมถอยลงและอ่อนแอชัดเจน จนเรียกได้ว่าไม่มีน้ำยา จากที่นโยบายหาเสียงของนักการเมืองประเทศหนึ่งสามารถทําให้ระบบการค้าโลกภายใต้ระบบพหุภาคีที่เกี่ยวข้องกับทุกประเทศเหมือนหมดบทบาทลงทันที สร้างความเสียหายและความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกมาก จนคาดเดาไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก นําไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้นในการทําธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นี่คือความเปราะบาง

    ในระยะสั้นแม้เศรษฐกิจโลกโดยผู้เล่นระดับจุลภาคจะปรับตัวได้ในแง่การทําธุรกิจและกำไร แต่ก็เป็นการปรับตัวที่สร้างต้นทุนให้กับเศรษฐกิจโลกระยะยาว เพราะความไม่มีประสิทธิภาพของระบบใหม่ที่เกิดขึ้นภายใต้นโยบายและแรงจูงใจที่บิดเบือน นําไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด อีกประเด็นคือความเหลื่อมลํ้าในเศรษฐกิจโลกจะมากขึ้น เพราะความสามารถในการปรับตัวของแต่ละประเทศต่างกัน ทําให้ความเปราะบางที่มีอยู่จะกลายเป็นความเปราะบางเชิงระบบ (Systemic) และส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งอันตราย

    ท้ายสุด ความไม่เป็นระบบ ความไม่แน่นอน และความอ่อนแอของสถาบันที่ทำนโยบายจะทําให้ การประสานงานระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาที่สําคัญต่อเศรษฐกิจโลกจะยิ่งยากมากขึ้น คือไม่มีใครสนใจมากพอที่จะทําอะไร ไม่มีผู้นํา คือต่างคนต่างอยู่ ทั้งที่ความรุนแรงของปัญหาจะเป็นวิกฤติร่วมกัน ซึ่งที่น่าห่วงสุดขณะนี้คือหนี้สาธารณะของประเทศอุตสาหกรรมที่สูงมากเฉลี่ยร้อยละ 110-111 ของรายได้ประชาชาติ ซึ่งถ้าไม่ดูแลแก้ไข เราก็อาจเห็นประเทศใหญ่หลายประเทศเกิดวิกฤติขึ้นพร้อมกันจากปัญหาหนี้ ซึ่งความเสียหายจะมหาศาล การแก้ไขต้องการ ความเป็นระบบ ความแน่นอนของนโยบาย และความเข้มแข็งเชิงสถาบันขององค์กรที่ทํานโยบาย ซึ่งขณะนี้ไม่มี

    นี่คือความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่ซ่อนอยู่ และรอต้อนรับปี 2026

    เขียนให้คิด

    ดร. บัณฑิต นิจถาวร

    ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    [email protected]

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/923642/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05V86GLtxXeDGMbJlYf_YF

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือนพ.ย.ยังฉลุย ชี้ส่งออกหนุน จับตาปมขัดแย้งชายแดน!

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือนพ.ย.ยังฉลุย ชี้ส่งออกหนุน จับตาปมขัดแย้งชายแดน!

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน พ.ย. 68 ยังฉลุย อานิสงส์ส่งออกโตไม่พัก 17 เดือนติด หนุนเต็มพิกัด ปลื้ม ‘คนละครึ่งพลัส-มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว’ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค จับตาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    29 ธ.ค. 2568 – นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน พ.ย. 2568 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 7.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากปีก่อนหน้า โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.2 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางชายแดนไทย-กัมพูชา

    ทั้งนี้ เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว โดยในเดือนพ.ย. 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยรวม 2.91 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -7.5% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 23.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.1% ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.4% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวโพด และหมวดไม้ผล

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือน พ.ย. 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.1 จากระดับ 87.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.8 จากระดับ 56.6 ในเดือนก่อนหน้า

    “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย. 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” นายวินิจ กล่าว

    ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน พ.ย. 2568 อยู่ที่ -0.49% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.66% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2568 อยู่ที่ 65.2% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 274.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/923632/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NYoyvLrMt10eSk5eJRWp5

  • “สรเทพ” ชี้เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง จี้รัฐบาล Reengineering ทั้งระบบ พาประเทศหลุดกับดักโตต่ำ

    “สรเทพ” ชี้เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง จี้รัฐบาล Reengineering ทั้งระบบ พาประเทศหลุดกับดักโตต่ำ


    เศรษฐกิจไทยเหมือนเครื่องยนต์ไร้คนขับ GDP โตต่ำ หนี้ครัวเรือนพุ่ง SMEs ปิดกิจการต่อเนื่อง เรียกร้องรัฐบาลตั้งทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ วางยุทธศาสตร์ระยะยาว แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย ออกมาแสดงความเห็นต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่เดินติด ๆ ดับ ๆ หรือแทบไม่มี “คนขับ” ที่มีความรู้ ความสามารถ และความตั้งใจจริงในการพาประเทศเดินหน้าอย่างเป็นระบบ แตกต่างจากหลายประเทศในอาเซียนที่สามารถเร่งเครื่องและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

    นายสรเทพระบุว่า สัญญาณความอ่อนแรงของเศรษฐกิจไทยสะท้อนอย่างชัดเจนผ่านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ต่ำกว่า 2% ติดต่อกันหลายปี ขณะที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจหลักเริ่มชะลอตัว และภาคธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะร้านอาหารและธุรกิจบริการ ต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก

    “สิ่งที่อยากเห็นคือ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มีสติปัญญาและความสามารถ เข้ามา Reengineering ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่แค่เข้ามาเพื่อทำ Maintenance เครื่องยนต์ หรือบริหารการเมืองเป็นหลัก แต่ต้องบริหารเศรษฐกิจอย่างจริงจัง” นายสรเทพกล่าว

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหาร นายสรเทพเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่เข้าใจปัญหาเชิงลึก และมีความตั้งใจจริงในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ ทำงานแบบบูรณาการ ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงการจัดอีเวนต์หรือออกมาตรการระยะสั้นเพื่อพยุงสถานการณ์ แต่ต้องมีแผน วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ชัดเจน

    เขาย้ำว่า ทีมเศรษฐกิจต้องเข้าใจ “ปัญหาที่แท้จริง” ของประเทศ อาทิ การแก้ไขกลไกตลาดสินค้าเกษตรแบบบูรณาการ ควบคู่กับการตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้ราคาพืชผักปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า ต่อเนื่องมานาน 3-4 ปี

    นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอุทกภัยที่เกิดซ้ำซากทุกปี โดยยังขาดการวางโครงสร้างแก้ไขในระยะยาวอย่างจริงจัง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป

    “เมื่อเกิดปัญหา เกษตรกรก็ได้รับผลกระทบ ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ค่าครองชีพเพิ่ม และธุรกิจร้านอาหารต้องแบกรับต้นทุนที่ควบคุมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ” นายสรเทพกล่าวทิ้งท้าย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DHcX_NrtnAkSy8cW6wi5f