Category: เศรษฐกิจ

  • ‘อำนาจเจริญ’อ่วม! ฝนตกหนัก‘น้ำท่วม’ถนนสายเศรษฐกิจสูงกว่าครึ่งเมตร

    ‘อำนาจเจริญ’อ่วม! ฝนตกหนัก‘น้ำท่วม’ถนนสายเศรษฐกิจสูงกว่าครึ่งเมตร

    ‘อำนาจเจริญ’อ่วม! ฝนตกหนัก‘น้ำท่วม’ถนนสายเศรษฐกิจสูงกว่าครึ่งเมตร

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.29 น.

    ‘อำนาจเจริญ’อ่วม! ฝนตกหนัก‘น้ำท่วม’ถนนสายเศรษฐกิจสูงกว่าครึ่งเมตร  

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 21 กันยายน 2568 เกิดพายุฝนตกอย่างหนักในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ส่งผลให้ตัวเมืองอำนาจเจริญ ย่านเศรษฐกิจสำคัญ ถนนสายหลัก 2 สาย รวมถึงถนนสายรอบเมือง มีน้ำท่วม สูงเฉลี่ย 40-50 เซนติเมตร (ซม.) รถเล็กฝ่ากระแสน้ำ ทำให้เครื่องยนต์ดับไปตามๆกัน และกระแสน้ำคลื่นน้ำจากรถวิ่งผ่าน พัดเข้าหาบ้านเรือนที่อยู่ริมถนน ทำให้น้ำไหลท่วมบ้าน เดือดร้อนกันถ้วนหน้า

    สำหรับถนนสายหลักอรุณประเสริฐ ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ (อำนาจเจริญ – กรุงเทพมหานคร) จมน้ำหลายจุด ได้แก่ หน้าวัดดอนหวาย ชุมชนดอนแดง หน้าพรรคภูมิใจไทย หน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ โดยเฉพาะถนนหน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ น้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี เนื่องจากคลองระบายน้ำมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน จึงประสบปัญหาน้ำท่วมทุกฤดูฝน

    ส่วนถนนชยางกูร ตำบลบุ่ง  อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ถือว่า เป็นถนนสายเศรษฐกิจ เพราะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 2 แห่งตั้งอยู่ รวมถึง เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ และ สถานีขนส่งผู้โดยสารด้วย จากฝนตกหนักหลายชั่วโมง ส่งผลให้น้ำท่วมถนนตลอดแนว เริ่มจาก ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี แม็คโคร โลตัส และ สถานีขนส่งผู้โดยสารอำนาจเจริญ ระดับน้ำอยู่ที่ 40-50 เซนติเมตร รถเล็กสัญจรลำบาก ออกจากห้างดังไม่ได้ ต้องรอร่วม 1 ชั่วโมง จึงคลี่คลาย จึงออกมาได้ บางคันน้ำท่วมเข้าเครื่องยนต์ทำให้รถดับรถเสียกลางถนนหลายคัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยเหลือเข็ญเข้าที่สูงข้างทางหนีน้ำ เพื่อรอรถยก เข้าอู่ซ่อมต่อไป

    นอกจากนี้ ถนนสายรอบเมืองด้านทิศตะวันออกจรดทิศเหนือและทิศใต้(อำนาจเจริญ – มุกดาหาร – อุบลราชธานี) ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักติดต่อเป็นเวลาหลายชั่วโมงเช่นกัน และเกิดน้ำท่วมเป็นบางช่วง ระดับน้ำอยู่ที่ 20 – 30 เซนติเมตร ทำให้การขับขี่รถที่สัญจรผ่านจุดน้ำท่วมจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

    ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังเร่งระบายน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำ ในทุกจุดที่ถูกน้ำท่วมแล้ว เพื่อคืนผิวจราจรให้อยู่ในสภาพปกติ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VbmyeO8Pj2hvhCeEPGe8r

  • 3 สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องจับตาสัปดาห์นี้

    3 สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องจับตาสัปดาห์นี้

    สัปดาห์นี้มี สัญญาณเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ ที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิดถึง 3 เหตุการณ์สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคา Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคาบิทคอยน์ร่วงลงมาแตะระดับ 112,000 ดอลลาร์ และซื้อขายอยู่ที่ราว 112,488 ดอลลาร์ โดยลดลงกว่า 2.84% ภายใน 24 ชั่วโมง

    ความเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำว่านักลงทุนจำเป็นต้องเฝ้าระวังปัจจัยที่จะมากำหนดทิศทางราคาในอนาคตอันใกล้ พร้อมทั้งเตรียมตัวรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ในบทความนี้มาดูกันว่า 3 เหตุการณ์สำคัญ ที่กำลังจะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

    เหตุการณ์ที่ 1: คำปราศรัย Jerome Powell

    การปราศรัยของ Jerome Powell ประธาน Fed ในวันอังคารนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุน Bitcoin และตลาดคริปโต แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ Fed ท่านอื่นออกมาพูดในสัปดาห์นี้ด้วย แต่คำพูดของ Powell ที่มีน้ำหนักจะสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดได้มากที่สุด

    การปราศรัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ Fed มีมติลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุด ซึ่งเป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการลดดอกเบี้ย แต่ Jerome Powell ได้ปฏิเสธแนวคิดเรื่อง “วงจรการลดอัตราดอกเบี้ย” ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนคริปโต

    ในการแถลงข่าวครั้งก่อน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อธิบายว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงมาตรการป้องกัน เพื่อตอบสนองต่อข้อมูลการจ้างงานที่ชะลอตัว

    ดังนั้น นักลงทุนคริปโตต้องเตรียมจับตามองคำกล่าวสุนทรพจน์ในวันอังคารนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่า Jerome Powell จะมีท่าทีเข้มงวด หรือผ่อนคลาย

    เหตุการณ์ที่ 2: ตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงาน 

    อีกหนึ่งสัญญาณเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้คือ ตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานเบื้องต้น (Initial Jobless Claims) ซึ่งจะมีการประกาศในทุกวันพฤหัสบดี ข้อมูลนี้จะสะท้อนจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการการว่างงานในสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ซึ่งในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 กันยายน มีผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานอยู่ที่ 231,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 235,000 ราย 

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงสังเกตเห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้ Fed ต้องให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องเงินเฟ้อ และสถานการณ์ตลาดแรงงาน

    The last three weeks are a good example of why it’s useful to look at 4-week moving averages when it comes to initial #jobless claims data. This week we had a big drop, but the previous week was a big increase. The trend remains upward though since July. The Fed’s mandate is to… pic.twitter.com/tVBahgrvxO

    — Mark Riepe (@MarkRiepe) September 18, 2025

    ข้อมูลตลาดแรงงานได้กลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคที่มีความสำคัญต่อราคา Bitcoin มากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางจำนวนตำแหน่งงานว่างที่ลดลงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น 

    หากตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจสะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่แย่ลง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ย และส่งผลให้ความต้องการใน Bitcoin เพิ่มขึ้นในระยะสั้น

    เหตุการณ์ที่ 3: ดัชนีเงินเฟ้อ PCE 

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุน Bitcoin และตลาดคริปโตจับตามองในสัปดาห์นี้คือ ดัชนีค่าใช้จ่ายการบริโภคส่วนบุคคล PCE (Personal Consumption Expenditure)ของเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ความสำคัญมากที่สุด โดยจะมีการประกาศในวันศุกร์นี้

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE จะสูงขึ้น โดยคาดว่าดัชนี Core PCE (ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน) จะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าตัวเลขในเดือนกรกฎาคมที่ 2.9%

    หากตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ออกมาสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ จะส่งสัญญาณว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูง และแก้ไขได้ยาก ซึ่งจะลดโอกาส ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ สถานการณ์เช่นนี้จะ สร้างแรงกดดันอย่างมาก ให้กับ Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เนื่องจากนักลงทุนจะหันไปหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน

    ที่มา : beincrypto

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/09/22/3-us-economic-signals-that-investors-need-to-watch-this-week/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw143CDJ1R26BKUoKfXTp0N-

  • ‘อนุทิน’ ถกสมาคมธนาคารฯ ผ่อนเกณฑ์สินเชื่อ-แก้ปัญหาหนี้สิน

    ‘อนุทิน’ ถกสมาคมธนาคารฯ ผ่อนเกณฑ์สินเชื่อ-แก้ปัญหาหนี้สิน

    ‘อนุทิน’ ถกสมาคมธนาคารฯ ผ่อนเกณฑ์สินเชื่อ-แก้ปัญหาหนี้สิน

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ว่า รัฐบาลได้หารือในประเด็นข้อห่วงใย และได้ขอรับการสนับสนุนจากสมาคมฯ ได้แก่ 

    • ปัญหาหนี้สินประชาชน เอสเอ็มอี และหนี้ครัวเรือน 
    • การผ่อนปรนเกณฑ์ เพื่อเร่งให้มีสภาพคล่องเข้าไปในตลาด สำหรับลูกค้าที่มีศักยภาพ มีความสามารถในการผลิตสินค้าเข้าไปในตลาด

    นอกจากนี้ ยังได้รับฟังความเห็น ความกังวลต่างๆ ของทางสมาคมฯ เราต้องแข่งขันกับภูมิภาคด้วย จะทำอย่างไรให้ระบบการธนาคารของประเทศไทยที่เราเคยเป็นผู้นำกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ในภูมิภาคอาเซียนนี้ ซึ่งสิ่งใดที่รัฐบาลทำให้ได้ เราก็จะเร่งดำเนินการ

    “ผมไม่ได้กังวล เพราะที่เรายืนอยู่ตรงนี้ ทีมของผมมีทั้งประธานบอร์ดแบงก์เก่า กรรมการแบงก์ และผู้จัดการใหญ่แบงก์กรุงไทยมาก่อน เรื่องเหล่านี้ทุกท่านรับไปหมดแล้ว ผมมีหน้าที่เห็นชอบ และผลักดันตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจเสนอขึ้นมา“นายอนุทิน กล่าว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    ทั้งนี้ การหารือวันนี้ จะเร่งนำไปสู่การปฏิบัติโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพประเทศไทย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการท่องเที่ยว บริการ ศูนย์ดูแลสุขภาพ เกษตรกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมไฮเทค และอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เราได้หารือแนวทางการร่วมมือถึงปัญหาเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีปัญหาเยอะ โดยนายกฯ ได้ให้นโยบายฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เร็ว และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน  เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน รวมทั้งการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สะสมมายาวนาน 

    ขณะที่สภาพคล่องของเอสเอ็มอี เราจะพยายามแก้ปัญหาให้เข้าถึงสภาพคล่อง และเตรียมพร้อมให้เอสเอ็ทอีแข่งขันได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นายกฯ ได้นำทีมเศรษฐกิจหารือสภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรม ซึ่งเชื่อมโยงอุตสาหกรรมและแรงงานจำนวนมาก ขณะที่การหารือสมาคมธนาคารไทยนั้น เป็นเหมือนเครื่องจักรหล่อลื่น เพื่อทำให้ Quick Big Win 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    “ในช่วงเวลาสั้นๆ นายกฯ ได้มอบนโยบายว่า จะทำอะไรก็ได้ให้ Quick Big Win และสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทย รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทย ซึ่งจะต้องทำโดยมีเสถียรภาพ เรียกความเชื่อมั่นใจกับต่างชาติด้วย“นายเอกนิติ กล่าว

    นายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์สมาคมธนาคารไทย ในรอบ 58 ปี ที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาด้วยตัวเอง รวมถึงคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน โดยรัฐบาลฝากโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแต่ทั้งระบบองคาพยพต้องไปด้วยกัน ขณะที่รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือนจะต้องดูลำดับความสำคัญ เพราะนายกรัฐมนตรีต้องการ Quick Big Win ซึ่งทุกคนเข้าใจตรงกัน 

    “วันนี้ภาคธนาคารก็ได้รับทราบนโยบายจากนายกรัฐมนตรี โดยได้มีการปรับรายละเอียดเพื่อให้สามารถร่วมมือกันได้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน สมาคมธนาคารไทย ไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทำอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากนายกและทีมเศรษฐกิจมีความเข้าใจในเรื่องการเงินการธนาคารครอบคลุมทุกด้านอยู่แล้ว รวมถึงเรื่องการลงทุน พลังงาน“

    ส่วนเรื่องสภาพคล่องไม่ได้มีปัญหาในตัวเอง เพียงแต่ไม่สามารถไหลไปสู่จุดที่ต้องการได้ ซึ่งไปดูว่าขาดอะไรและต้องเร่งดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ให้รอความชัดเจนในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยนายกรัฐมนตรีเน้นผลลัพธ์เป็นตัวตั้งแล้วทำงานเพื่อไปสู่ผลลัพธ์นั้น 

    สำหรับมาตรการในการเพิ่มสภาพคล่อง เรื่องข้อมูลเป็นจุดสำคัญที่ระบบไม่มี เนื่องจากเมื่อดูโครงสร้าง เอสเอ็มอีแล้ว พบว่า มีผู้ประกอบการอยู่นอกระบบมากถึง 48% ส่งผลให้ไม่มีข้อมูล นำไปสู่ความสับสน 

    สะท้อนไปถึงคุณภาพของหนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะเป็นนักธุรกิจ เข้าใจทุกข้อต่อของห่วงโซ่อุปทาน และองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639482&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lb_AE_tsn8uXOQEbFGS1p

  • ‘อนุทิน’ แบกความหวังภาคธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจ ‘แก้เงินบาทแข็งค่า’

    ‘อนุทิน’ แบกความหวังภาคธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจ ‘แก้เงินบาทแข็งค่า’

    เศรษฐกิจ

    ‘อนุทิน’ แบกความหวังภาคธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจ ‘แก้เงินบาทแข็งค่า’

    22 ก.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    ‘อนุทิน’ แบกความหวังภาคธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจ ‘แก้เงินบาทแข็งค่า’

    “ภาคธุรกิจ”เรียกร้องนายกฯ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ส.อ.ท.-หอการค้า ชงแผนรับมือสงครามการค้า แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เร่งบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

    • นายกฯ อนุทิน ได้พบปะกับภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรมฯ (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าฯ เพื่อรับฟังข้อเสนอในการแก้ปัญหา และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจะนำข้อเสนอบางส่วนไปบรรจุในนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา
    • ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลบริหารจัดการผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
    • สภาอุตสาหกรรมฯ เสนอให้กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกันแก้ปัญหาเงินทุนไหลเข้าที่ผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า และออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ
    • สภาหอการค้าฯ เสนอให้ ธปท. ดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ที่ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบ

    หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางพบภาคเอกชนเพื่อรับฟังความเห็น โดยได้นำคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าหารือกับภาคเอกชนด้วย ซึ่งรัฐบาล และภาคธุรกิจมีความเห็นตรงกันหลายประเด็น เช่น โครงการคนละครึ่ง แต่มีหลายประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องการให้รัฐบาลพิจารณาแม้จะมีช่วงเวลายุบสภาใน 4 เดือน โดยเฉพาะการเตรียมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    นายอนุทิน ได้หารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2568 ต่อมาได้หารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2568 ในขณะที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจบางส่วนได้หารือกับองค์กรเอกชนบางแห่งเพิ่มเติม โดยรัฐบาลยืนยันนำข้อเสนอบางส่วนของภาคเอกชนไปบรรจุในร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการประจำ และผู้บริหารจากภาคเอกชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางทิศทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการลงทุนของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งใน และต่างประเทศ

    ทั้งนี้ ส.อ.ท.ได้หารือกับนายกรัฐมนตรี และมีข้อเสนอแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น และระยะยาว ดังนี้

    1. เตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐ และสงครามการค้า ซึ่งต้องเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขใหม่ของสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐ รวมถึงจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (RVC) รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้า และการตรวจสอบสินค้า

    2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์

    3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชน โดยไม่ผลักภาระไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานให้มีเสถียรภาพ และเพียงพอต่อความต้องการควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันบนเวทีโลกสอดคล้องมาตรการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

    4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และหามาตรการช่วยเหลือ และเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงปิดด่าน และการขนส่งสินค้า อีกทั้งช่วยหาเส้นทางการขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางอื่นๆ ทดแทน รวมถึงมาตรการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ และชดเชยค่าขนส่งที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย และ ส.อ.ท.ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย 

    ทั้งนี้ เสนอให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งหามาตรการเงินช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยได้เสนอรัฐบาลใหม่กระทบตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน 4 เดือน ควรเร่งรัดการเจรจากับสหรัฐภายใต้กรอบ Reciprocal Tariff (RT) ควบคู่การไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ

    ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก ส่วนมิติการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรเดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น “คนละครึ่ง” และ “Easy E-Receipt” รวมถึงรณรงค์ “ใช้ของไทย ฟื้น SME” 

    ส่วนภาคการท่องเที่ยวควรตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ด้านมาตรการสำหรับเอสเอ็มอี ขอให้มีการจัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายจากหนี้เสีย (NPL) และเร่งผลักดันโครงการ THAI SME-GP ด้านแรงงาน

    นอกจากนี้ มาตรการระยะกลาง 8 เดือน หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุน และเสริมสภาพคล่องผู้ส่งออก ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งในระบบ และนอกระบบ โดยปรับโครงสร้างหนี้ และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ถูกกฎหมาย

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199764&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DAVmYCq0HbpH1pEfLl_FY

  • วิกฤติ ‘ไทย’ เสี่ยงถูกหั่นเครดิต ปม ศก.โตต่ำ ‘หลุมดำการคลัง’ ฉุดความน่าเชื่อถือ

    วิกฤติ ‘ไทย’ เสี่ยงถูกหั่นเครดิต ปม ศก.โตต่ำ ‘หลุมดำการคลัง’ ฉุดความน่าเชื่อถือ

    การเงิน-การลงทุน

    วิกฤติ ‘ไทย’ เสี่ยงถูกหั่นเครดิต ปม ศก.โตต่ำ ‘หลุมดำการคลัง’ ฉุดความน่าเชื่อถือ

    22 ก.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    “นักเศรษฐศาสตร์” เตือนสถานะ “การคลังไทย” เข้าสู่จุดเปราะบาง หลัง “มูดี้ส์” หั่นเอาต์ลุกลงสู่ระดับ “เชิงลบ” ขณะที่อีกสองสถาบันจัดอันดับชั้นนำมีแนวโน้มปรับตาม จากปัจจัย “ขาดดุลการคลังเรื้อรัง” นานกว่า 20 ปี ภาระหนี้สาธารณะพุ่งระดับสูง และติดกับดัก “เศรษฐกิจโตต่ำ” ที่ยังไร้ทางออก

    • อมรเทพ ชี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดที่จะทำให้ไทยถูกหั่นเครดิตคือกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ ซึ่งหากเศรษฐกิจยังเติบโตในระดับ 2% ต่อไปเรื่อยๆ อาจกระทบถึงอันดับความน่าเชื่อถือโดยตรง ไม่ใช่แค่แนวโน้ม 
    • บุรินทร์ ชี้ความเสี่ยงในการถูกลดเครดิตมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง และนโยบายประชานิยมที่เพิ่มภาระรายจ่าย ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงขึ้นรวดเร็ว
    • อธิภัทธ ชี้ไทยเผชิญการขาดดุลเรื้อรังมานานกว่า 20 ปี ทำให้ฐานะการคลังด้อยกว่าประเทศอื่นอย่างชัดเจน  
    • หวั่นความเสี่ยงสำคัญคือ การสูญเสียความเชื่อมั่นของตลาดหากถูกมองว่ารัฐบาลขาดวินัยทางการคลัง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
    •  

    ปัจจุบันสถานการณ์ “การคลังไทย” กำลังเผชิญแรงกดดันจาก “การขาดดุลเรื้อรัง” และความเสี่ยงถูก “ลดอันดับความน่าเชื่อถือ” การปฏิรูปภาษีจึงเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในมิติรายได้ ความเป็นธรรม และความยั่งยืน ภาครัฐต้องวางแผนระยะยาว เปิดเผยข้อมูล และใช้เทคโนโลยีจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างระบบภาษีที่ประชาชนยอมรับได้

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวถึงความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ ที่ผ่านมา หน่วยงานจัดอันดับเครดิตอย่างน้อยหนึ่งราย คือ มูดี้ส์ (Moody’s) ได้ลด Outlook ของไทยลงจากระดับ “stable” คงที่ เป็น “negative” หรือเชิงลบแล้ว

    และคาดการณ์ว่าหน่วยงานจัดอันดับเครดิตอื่นๆ เช่น ฟิทช์ (Fitch) หรือ เอสแอนด์พี (S&P) ก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินการตามมาในไม่ช้า

    ปัจจุบัน ยอมรับว่า หนี้ภาครัฐที่สูงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ถูกพิจารณา ส่วนหนึ่งที่เป็นไปตามระบบที่ได้จัดสรรมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และมองว่างบประมาณรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ผ่านสภาฯ แล้ว ก็จะดำเนินต่อไป

    ดังนั้น ปัญหาสำคัญที่ต้องแก้คือ ความจำเป็นหาแหล่งรายได้เพิ่ม เพื่อลดภาระการคลัง และลดรายจ่าย เนื่องจากไทยเผชิญการขาดดุลการคลังระดับสูง อนาคตจะกลายเป็นหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ทางออกจึงสรุปได้ 2 ข้อหลัก คือ 1.ลดรายจ่าย และ 2.หาแหล่งรายได้

    สิ่งที่ต้องดำเนินการ คือ มาตรการเฉพาะเจาะจง (targeted) เช่น หากต้องการกระตุ้นกำลังซื้อคนรายได้น้อย ควรใช้มาตรการที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มนั้นโดยเฉพาะ มาตรการดังกล่าวต้องใช้งบจำกัด แต่ต้องหวังผลเรื่องตัวทวีคูณ เช่น คนละครึ่ง ที่งบไม่มากมาย แต่เห็นเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจโตต่ำไทย “ถูกลดเครดิต”

    อย่างไรก็ตาม มองว่า ภาระการคลังไม่ใช่เรื่องหลักของสาเหตุการหั่นเครดิตเรตติ้ง มองว่า ตัวแปรสำคัญสุด มาจากกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ การเติบโตเศรษฐกิจช้าลง คือ ตัวแปรสำคัญที่สุดที่กำหนดว่า อันดับความน่าเชื่อถือจะถูกลดลงหรือไม่ ซึ่งเป็นไฮไลต์ เนื่องจากไทยกำลังเผชิญกับดักเศรษฐกิจโตต่ำโตได้เพียง 2% หรือไม่ถึง 3% นานต่อเนื่อง ไม่มีแนวโน้มหลุดพ้นกับดักนี้ได้เลย

    ทั้งนี้ เป็นการเติบโตที่ผิดปกติ และต่ำกว่าศักยภาพ เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตดีกว่านี้ และเมื่อเทียบเพื่อนบ้าน ประเทศเหล่านั้นโตมากกว่าไทย เพราะไทยเติบโตผิดปกติมานานที่น่ากังวลคือ ศักยภาพการเติบโตของไทยกำลังถูกปรับลดลง

    ดร.อมรเทพ กล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องแก้ปัญหาจริงจัง ดูทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ฝากถึงรัฐบาลชุดต่อๆ ไปสานต่อเรื่องนี้ ต้องหามาตรการดึงเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้สูงขึ้นระยะยาว ไม่ควรดูแค่มาตรการระยะสั้น เช่น แจกเงิน โครงการคนละครึ่ง หรือมาตรการอื่นๆ

    “หากเศรษฐกิจยังโตต่ำราว 2% แบบนี้ไปเรื่อยๆ ความเสี่ยงถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ จะไม่ใช่แค่ Outlook เท่านั้น แต่อาจกระทบถึงตัว Rating จริงๆ เพราะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วไทยกำลังดูแย่กว่า”

    การคลัง-เศรษฐกิจเติบโตต่ำทำไทยเสี่ยง

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ไทยมีความเสี่ยงหลายประการที่จะถูกปรับลดเครดิตความน่าเชื่อถือ ปัจจัยหลักมาจากการจัดการเศรษฐกิจมหภาค การคลังสาธารณะ และโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ด้านเศรษฐกิจมหภาค และความเสี่ยงหนี้สิน หากเศรษฐกิจไม่เติบโตมากพอ หรือจีดีพีเติบโตต่ำ ฟื้นช้า ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีใหญ่ขึ้น ปัจจุบันไทยเศรษฐกิจฟื้นได้ช้า และโตต่ำ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงขึ้นรวดเร็ว

    หากดูความเสี่ยงวินัยการคลัง และการขาดดุล หากรัฐบาลยังคงขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นรวดเร็ว หลายปีที่ผ่านมาไทยมักขาดดุลค่อนข้างมากติดลบประมาณ 4% ถึง 10% ทุกปี ระดับหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอาจชนเพดานหนี้ได้

    การขาดดุลที่เกิดขึ้น เนื่องจากรายจ่ายภาครัฐมักมากกว่ารายได้ ดังนั้น คำถามสำคัญคือ แต่ละรัฐบาลจะรักษา และจัดการวินัยการคลังได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ

    ทั้งยังมีความเสี่ยงนโยบายประชานิยม และภาระรายจ่ายมากเกินไป เช่น แจกเงิน หรือเน้นประชานิยมอย่างเดียว ไม่ช่วยให้จีดีพีประเทศเติบโตขึ้นได้ หากมีนโยบายประชานิยมจำนวนมาก สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อาจพิจารณาปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศลงได้

    เช่นเดียวกันกับรายจ่ายภาคสังคม เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุ และคนชรา หากรัฐบาลยังคงแจกสวัสดิการไปเรื่อยๆ และระบบสวัสดิการครอบคลุมคนมากขึ้น แต่เก็บภาษีได้น้อยลงเนื่องจากปัญหาประชากรสูงวัย สถานการณ์นี้อาจคล้ายกับที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส

    ทั้งนี้ไทยยังมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เนื่องจากจีดีพีเติบโตต่ำ และพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป เช่น พึ่งพาท่องเที่ยว อุตสาหกรรมรถยนต์ หรือส่งออกมากเกินไป หากเกิดภาวะช็อกในธุรกิจเหล่านั้น จะทำให้รายได้ประเทศหดตัวหนัก นำไปสู่การจัดเก็บภาษีไม่ได้

    สำหรับแนวทางแก้ไขการเพิ่มรายได้ และการจัดการภาษีมองว่า

    1. ขยายฐานภาษี และอุดช่องโหว่  โดยรัฐควรพยายามนำทุกคนที่อยู่นอกระบบภาษีเข้ามาในฐานภาษี และเก็บภาษีการค้าให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

    2.เพิ่มอัตราภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเพิ่มขึ้นค่อยเป็นค่อยไป 

    นอกจากนี้ มองว่า

    1.รัฐบาลต้องลดรายจ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายประจำ ควรมีแผนชัดเจนลดจำนวนบุคลากร และหันมาใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยี เช่น AI ลดรายจ่ายประจำ หากภาครัฐขยายตัวใหญ่ขึ้นทั้งจำนวนกระทรวง และบุคลากร แต่ประสิทธิภาพบริหารไม่ได้ทำให้จีดีพีโตตามสัดส่วนของคน ถือเป็นความเสี่ยงที่ Rating Agency จับตาดู

    2.จัดการสวัสดิการ ต้องให้สวัสดิการแก่ผู้ที่มีสิทธิจริงๆ ไม่แจกซ้ำซ้อน

    3.ควบคุมนโยบายฟุ่มเฟือย ลดนโยบายที่ถูกมองว่าฟุ่มเฟือยหรือประชานิยมไม่ได้ผล และต้องใช้จ่ายงบประมาณอย่างจำกัด และระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความทับซ้อนกัน

    คลังขาดดุลเรื้อรังนานกว่า 20 ปี

    นายอธิภัทธ มุทิตาเจริญ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไทยเผชิญการขาดดุลเรื้อรังยาวนานกว่า 20 ปี ปีที่ผ่านมาไม่พบสัญญาณฟื้นตัว กลางปีมูดี้ส์ปรับ Outlook ประเทศไทยเป็นลบ ขณะที่อีกสองสถาบันจัดอันดับชี้ว่าการเงินสาธารณะเป็นปัจจัยเสี่ยง การเปรียบเทียบกับประเทศกลุ่มเดียวกันสะท้อนว่า “ฐานะการคลัง” ไทยด้อยกว่าชัดเจน

    หากดูตัวเลขดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐปัจจุบันอยู่ที่ 9% และคาดขยับเป็น 11% ในปีหน้า สูงเกินเกณฑ์ Investment Grade การปรับ Outlook เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ หากอีกสองสถาบันปรับตามยิ่งกดดันไทยมากขึ้น ภาษีจึงถูกมองเป็นเครื่องมือที่ขยับได้ง่ายกว่าลดรายจ่าย และกำลังกลายเป็นวาระสำคัญทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าไทยไม่ถึงขั้น “วิกฤติการคลัง” เพราะหนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินบาท และระยะยาว นักลงทุนกว่า 80% อยู่ในประเทศ แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ “ความเชื่อมั่นตลาด” หากมองว่ารัฐไร้วินัยการคลัง ต้นทุนกู้ยืมจะพุ่งขึ้นทันที

    รายได้ภาษีต่ำ-ใช้หนี้เป็นหลัก

    ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของรายได้รัฐถูกนำไปชำระหนี้ ขณะที่รายได้ภาษีหลักยังต่ำมาก สัดส่วน 75% มาจาก 3 แหล่งคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล และ VAT ภาษีบุคคลธรรมดา คิดเป็นเพียง 14% ของรายได้ภาษีทั้งหมด ผู้เสียภาษีจริงมีเพียง 4 ล้านคน หรือราว 10% ของแรงงาน ปัญหาคือเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ และสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีที่เพิ่มขึ้นตลอด 20 ปี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 20% ของที่เก็บได้จริง

    ภาษีนิติบุคคล มีสัดส่วน 27% แต่สิทธิประโยชน์ BOI สูงถึงกว่า 2 แสนล้านบาท คิดเป็น 30% ของรายได้ภาษี ข้อมูลต้นทุนนี้ไม่ถูกเปิดเผยตั้งแต่ปี 2018 แม้ภาษีไทยอยู่ที่ 20% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 23% ของคู่แข่ง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สร้างรายได้สูงสุด 23% แม้กฎหมายกำหนดเพดาน 10% แต่เก็บจริงต่ำกว่า การปรับขึ้น VAT เป็นโจทย์ยากทางการเมือง และสังคม

    ดังนั้น ภาครัฐควรมีการปฏิรูปภาษีควรมี 3 ด้านสำคัญ

    1. Tax Burden Map แผนที่แสดงภาระภาษีแต่ละกลุ่ม จะช่วยให้เห็นความเป็นธรรม และสร้างฉันทามติสังคม

    2. สะพานตรวจสอบ ภาครัฐควรเปิดเผยต้นทุนสิทธิประโยชน์ภาษี และมี “สถาบันการคลังอิสระ” ตรวจสอบ

    3. เข็มทิศปฏิรูป วางแผนระยะยาวเหมือนสิงคโปร์ และญี่ปุ่น อุดรูรั่วสิทธิประโยชน์ภาษี ขยายฐานภาษี ค่อยขึ้น VAT หากยังไม่พอ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1199774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uZUYnEr9I_9Z5XwAIXht6

  • “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    นายกฯ “อนุทิน” พร้อมทีมเศรษฐกิจ หารือ “สมาคมธนาคารไทย” วันนี้ หวังแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย สางปมหนี้ SMEs การเข้าถึงสินเชื่อ และเงินบาทแข็งค่า

    วันนี้ (22 กันยายน 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าประชุมหารือใหญ่ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย โดยการประชุมกำหนดขึ้นในเวลา 9.30 น. ณ สมาคมธนาคารไทย

    การประชุมครั้งนี้มีหัวข้อหลักคือ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการหาแนวทางพลิกฟื้นอนาคตเศรษฐกิจด้วยพลวัตใหม่

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    สำหรับ คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่เข้าร่วมหารือประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยจะร่วมรับฟังการหารือกับ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยกรรมการและที่ปรึกษาของสมาคม

    วาระการหารือหลักถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1. มุมมองความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศ

    2. แนวทางที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

    3. ประเด็นหารือและข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    ปัญหาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแก้ไข ในการประชุมนี้คือ ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและปัญหาภาระหนี้สินของกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีความเสี่ยงสูง รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

    ทั้งนี้ มีความคาดหวังว่าการหารือครั้งนี้จะสามารถหามาตรการที่ช่วยปลดล็อกปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและ ฟื้นฟูสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ SME ซึ่งถือเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยได้ การหารือนี้ยังรวมถึงการรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธนาคารในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

    “อนุทิน” นำ ครม.เศรษฐกิจ ถกแบงก์ วันนี้ หาทาง “ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NMcFVODKphM3OiHCk3PZT

  • นายกฯ แย้มโครงร่างนโยบายรัฐบาล ครอบคลุมทั้ง ‘ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-สังคม’

    นายกฯ แย้มโครงร่างนโยบายรัฐบาล ครอบคลุมทั้ง ‘ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-สังคม’

    นายกฯ เผย โครงร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว เหลือแค่ปรับเนื้อหา บอก ครอบคลุมทุกเรื่องทั้ง ความมั่นคง – ศก. – สังคม

    22 ก.ย.2568-ที่สมาคมธนาคารไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า ขณะนี้วางเค้าโครง รวมถึงเนื้อหาเสร็จหมดทุกเรื่องแล้ว แต่วันนี้ได้มาพบกับสมาคมธนาคารไทย หรือแม้แต่สัปดาห์ที่แล้วที่ได้พบกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงการพบปะประชาชน ทำให้อาจต้องปรับเนื้อหานิดหน่อย เพื่อให้ตรงความต้องการ และความห่วงใยจากทุกภาคส่วนมากที่สุด

    ส่วนนโยบายเศรษฐกิจจะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในร่างนโยบายนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มีคำว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นนโยบายที่ประกอบในหลายมิติ ทั้งความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน และแผนการทำงานของรัฐบาล

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/865942/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g1rzH-hDy9SaDfn_uCiGH

  • “อนุทิน” ขนรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ร่ายยาวมีความรู้ด้านการเงิน

    “อนุทิน” ขนรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ร่ายยาวมีความรู้ด้านการเงิน

    “อนุทิน” ขนรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ร่ายยาวมีความรู้ด้านการเงิน อดีตเคยเป็นนักวิเคราะห์สินเชื่อ เปิดรับข้อห่วงใยและข้อเสนอให้รัฐหนุน ย้ำเดินสายพบสมาคมธนาคารไทย ถือเป็นหัวใจแก้ปัญหาสถาบันการเงิน ที่ทุกภาคส่วนหวังนำไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอาเซียนและภูมิภาค

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะฯ เดินทางมายังสมาคมธนาคารไทย หารือกับ นายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และคณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในหัวข้อ ฝ่าวิกฤติ พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตรใหม่ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศ แนวทางการดำเนินการในปัจจุบัน รวมถึงรับฟังข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เมื่อนายอนุทิน เดินทางมาถึงสมาคมธนาคารไทย ได้มอบกรอบรูปเป็นธนบัตรและเหรียญที่ระลึก รัชกาลที่ 9 ให้ เป็นที่ระลึก

    นายอนุทิน กล่าวว่า ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาพบสมาคมธนาคารไทย ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยตนเองมีความตั้งใจที่จะมาพบกับทุกคน หลังจากที่มีความชัดเจนในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ตนเองได้ใช้ความพยายามที่จะคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถได้มาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องมาพบปะกับสถาบันต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ไปพบผู้ประกอบการ ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตนเองก็มีข้อสังเกตแม้จะออกจากวงการนี้ไปนาน พบว่ามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก เช่น ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รับข้อมูลโดยตรงจากผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพในแต่ละภาคส่วน

    ขณะที่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับเจ้าของกิจการ ซึ่งทั้งคู่ในประเทศไทยยุคปัจจุบัน เจ้าของกิจการจะต้องมีการผสมผสานกับมืออาชีพ โดยข้อมูลที่ได้มาได้สร้างประโยชน์และแนวคิดให้กับตนเอง และทีมงานด้านเศรษฐกิจเป็นแนวทาง ความห่วงใย ความกังวล และความเดือดร้อนที่ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขและช่วยเหลือ ซึ่งถือว่ามาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ภาคบริการ โดยที่ทุกคนมีเป้าหมายเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ ดังนั้นต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่ รวมถึงความได้เปรียบการแข่งขันทางการค้า นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางอาเซียนและภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะนำไปสู่เป้าหมายโดยที่ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่

    นายอนุทิน ยังกล่าวว่า เมื่อพบกับผู้ประกอบการแล้ว มีความจำเป็นต้องมาพบกับหัวใจระบบเศรษฐกิจ คือ สถาบันการเงิน และอยากให้สมาคมเปิดใจในการหารือ เพราะไม่ใช่คนอื่นคนไกล

    “จริงๆ ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ไอเอฟซีที ) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ โดยคุณผยงได้มาทำงานต่อจากตนเอง” นายอนุทิน กล่าว…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/448175&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_WMr3m1Tm64TLT1lVifcE

  • โลกร้อนทุบเศรษฐกิจพัง | เดลินิวส์

    โลกร้อนทุบเศรษฐกิจพัง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ก.ย. นายกรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงาน  MFLF Sustainability Forum  2025 เรื่อง “วิกฤตโลก ทางออกไทย” จัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า ผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ  ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากทุกฝ่ายยังปล่อยไว้และไม่ทำอะไร จะก่อให้เกิดการสูญเสียทางด้านต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

    ทั้งนี้จากงานวิจัยล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  (IPCC) ได้ประเมินว่า หากอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น 3.2 องศา ในปี พ.ศ. 2593  จะทำให้เกิดความเสียหายประมาณ 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 18% ของจีดีพีโลก โดยถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่สูญเสียไปประมาณ 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 3% ของจีดีพี หรือรุนแรงกว่าถึง 6 เท่าตัว

    นายกรินทร์ กล่าวว่า  หากเกิดขึ้นกับประเทศไทย  ก็เชื่อว่าจะกระทบประมาณ 44% ของจีดีพี หรือกระทบกับภาคการส่งออก 45% ถ้าเกิดไม่ปรับตัว สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ปรับตัว ถ้าเป็นภาคธนาคาร คือ ถ้าลูกค้าไม่ปรับตัว ไม่เปลี่ยนแปลง จะมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น ดังนั้นไทยก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน แล้วจะแข่งขันในเวทีโลกที่เปลี่ยนไปกันได้อย่างไร

    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้ใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์  หรือให้สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยในปี  2566 ทั่วโลกมีการจัดสรรเงินทุนระดับโลกที่จัดสรรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  หรือการปรับตัวเพื่อรับผลกระทบ ในวงเงินถึงประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 1.7% ของจีดีพีโลก โดยในส่วนนี้คาดว่าทั่วโลกจะมีวงเงินที่จัดสรรมาให้กับการจัดการโลกร้อน  จะเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยคาดว่าในปี 2573 วงเงินส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.4 – 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 – 3 เท่า ขณะที่ในปี 2574 – 2593 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.1 – 9.2 ล้านล้านดอลลาร์หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4 -5 เท่าจากในปัจจุบัน

    ทั้งนี้คาดว่าเงินที่จะถูกใช้ไปในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจากช่วงปี 2566 ที่เงินทุนกว่า 72% ไปลงทุนในส่วนของภาคพลังงานและการขนส่ง ไปสู่การปล่อยสินเชื่อ และลงทุนในส่วนของการลดคาร์บอนจากภาคการผลิต จากเทรนด์ความต้องการการสนับสนุนทางการเงินเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน

    นายกรินทร์ กล่าวว่า ธนาคารได้ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเป็นรายอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อสีเขียว เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีความต้องการขอสินเชื่อในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายเดิมคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2030 แต่ล่าสุดมีการขอเข้ามาแล้ว 1.65 แสนล้านบาท และน่าจะถึงเป้าหมาย 2 แสนล้านบาทในปี 2569
    “ความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตอนนี้ ธนาคารเตรียมปรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2030 จาก 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนล้านบาท และจะผลักดันเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น และสิ่งที่ทำคู่กันคือการขยายไปกลุ่มเล็กลงมา หรือกลุ่มเอสเอ็มอีมากขึ้น จากเดิมที่ปล่อยให้รายใหญ่ เพราะกลุ่มนี้ต้องการโซลูชันเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”

    นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานร่วม BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับความย้อนแย้งที่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมทวีความรุนแรงขึ้น แต่การลงมือทำยังติดอยู่กับการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยปัญหาหลักของระบบเศรษฐกิจปัจจุบันคือ สมการการเติบโตของโลกไม่ได้รวมสิ่งที่เรียกว่า Ecosystem Service หรือการเติมต้นทุนจากระบบนิเวศเกี่ยวกับการพัฒนาที่นั่งยืนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจด้วย ทั้งที่เป็นต้นทุนที่ใช้ในการทำธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทำให้การเติบโตที่ผ่านมาเป็นการเติบโตที่ทำให้อนาคตอายุสั้นลงแทนที่จะเกิดการพัฒนามากขึ้น

    ทั้งนี้ได้เสนอว่าการเติบโตยุคใหม่ต้องสร้างอนาคตที่แท้จริงใน 3 ระดับ คือ ระดับมหภาค นโยบายต้องเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความยั่งยืนกับเศรษฐกิจเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อมา คือ ระดับตลาด ต้องสร้างตลาดที่มองว่าการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม คือโอกาสทางธุรกิจใหม่  และระดับจุลภาค ด้วยการปลูกฝังให้การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในทุก ๆ วันเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืน

    “การมีผู้นำธุรกิจในโลกสมัยใหม่ จำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี และการพัฒนาให้เกิดผลอาจจะเริ่มต้นด้วยการทำสิ่งเล็ก ๆ แต่ต้องทำทุกวัน เพื่อให้มีผลเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5135984/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FScaYBEbj9a_lSWg8wQAd

  • นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    “นายกฯ อนุทิน” ฟังแถลงผลการศึกษาจาก นศ.วปอ.รุ่น 67 บอกเห็นค่า วปอ. ไม่เหมือนผู้นำคนอื่น ลั่น ไทยมีความพร้อมไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจ “คนละครึ่งพลัส” 60:40 จูงใจคนเสียภาษี-กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 เข้าร่วมงานการแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 67 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานการแถลงผลการศึกษาฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.อ.พงศ์เทพ แก้วไชโย ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และพล.ต.เสด็จ อาคะจักร ประธานนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 67 เข้าร่วม

    นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า สวัสดีพี่ๆ ทุกคน พี่หนู วปอ.61 นกหัวขวาน รายงานตัว ตนเรียน วปอ.61 แต่มางานแถลงผลการศึกษาแทบทุกปี เพราะเข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในปี 2562 ตนเห็นคุณค่าของการเป็นนักศึกษา วปอ. อย่างมาก อาจมีมุมมองต่างจากผู้นำรัฐบาลท่านอื่นๆ ตนคิดว่าการเรียน วปอ. สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อได้มาฟัง วปอ.67 ยอมรับว่าเหมือนเพลงพรหมลิขิตชักพาให้มาพบกันทันใด ทำไมเหมือนกับนโยบายรัฐบาลของตนที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภาต้นเดือนตุลาคม อาจจะมีถ้อยคำที่ต่างกัน แต่กรอบความคิด ยุทธศาสตร์ตรงกัน ที่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์คือจับต้องได้ เทคโนโลยีต้องทันโลกทันสมัย ทันท่วงที

    ทั้งนี้ นักศึกษา วปอ.67 ยึดหลัก STEM แต่ตนจะขับเคลื่อนด้วยหลักที่คล้ายๆ กัน แต่โดยขอใช้คำว่า STECS ประกอบด้วย Systematic คือขับเคลื่อนต้องมีระบบ, Thainess ความเป็นเอกลักษณ์ของไทย เชื่อถือได้ ราคายุติธรรม, Exponential ขยายศักยภาพแบบเขย่งก้าวกระโดด และ C ที่ขอเติม S เพราะมีหลายคำ ไม่ว่าจะเป็น Connection คือสายสัมพันธ์ ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องมีจริยธรรม ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า, Continuity คือต่อเนื่องไม่สิ้นสุด และ Constructive คือคิดเป็นบวก คิดก้าวหน้า และวันนี้ปัญหาคอร์รัปชันถึงเวลาแล้วเราต้องแก้ และคนไทยรังเกียจเดียดฉันท์ความไม่โปร่งใส ไม่สะอาด ทั้งทางการทำงาน จิตใจ รักชาติรักแผ่นดินคนไทย ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการแบ่งแยกแล้ว

    นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า วันนี้แยกกันเดินร่วมกันตี มีความหมายกับตนมาก ทหารก็คิดยุทธศาสตร์ไป รัฐบาลก็ต้องหาวิธีที่ต้องกดดัน วันนี้ยอมไม่ได้แล้ว มาถึงขนาดนี้ไม่ใช่การไล่ตี แต่เป็นการทำงานเชิงรุก กำหนดเงื่อนไขให้คนที่มีปัญหากับเราต้องยอมรับ เพราะประเทศไทยได้เปรียบทุกประตู ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจ แสนยานุภาพ เมื่อได้เปรียบแบบนี้จะให้เรายอมก่อนไม่ได้ ตนคิดว่าตนและผู้ที่นั่งในห้องนี้สะกดคำนี้ไม่เป็น ตนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและทุกเหล่าทัพ จะใช้แนวทางนี้ดำเนินยุทธศาสตร์ต่อกรกับคนที่เรามีปัญหาอยู่ ชายแดนกัมพูชาต้องมีคำตอบมีผลลัพธ์ให้ประเทศไทยไม่สูญเสียอะไรไปมากกว่าผู้ที่เสียชีวิต ตนขอต้องไม่มีเราต้องทำให้ได้ภายใน 4 เดือน

    “ประเทศไทยที่เราเบื่อหน่ายจะก้าวหน้าสักที ใครที่เคยดูถูกว่าพลังมวลชนไม่มีความหมาย พูดเลยว่าเปิดด่าน พูดเลยว่าเกี๊ยเซี๊ยะ พูดเลยว่ายอมเขา แล้วท่านจะรู้ว่านรกมีจริง”

    สำหรับโครงการคนละครึ่ง นายอนุทิน ระบุว่ามีประโยชน์ เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กัน รัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อโดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน (Big Win) ของประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2884389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2boowQ3gWTOcpYySHphu74