Category: เศรษฐกิจ

  • เจาะ 5 เรื่อง ปลุกเศรษฐกิจไทย ที่ภาคอุตสาหกรรม อยากเห็นในรัฐบาล “อนุทิน”

    เจาะ 5 เรื่อง ปลุกเศรษฐกิจไทย ที่ภาคอุตสาหกรรม อยากเห็นในรัฐบาล “อนุทิน”

    “เกรียงไกร เธียรนุกุล” เผย 5 เรื่องด่วนพลิกวิกฤตเศรษฐกิจยุคนายกฯ “อนุทิน” ความพร้อมภาษีสหรัฐ เสริมสภาพคล่องการเงิน SMEs ลดค่าไฟ ยุติปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง

    คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นการผสมผสานระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการประจำและผู้บริหารจากภาคเอกชน กลายเป็นความหวังจุดเริ่มต้นเศรษฐกิจไทยหรือไม่ และภาคธุรกิจต้องการฝากการบ้านกับรัฐบาลชุดใหม่อย่างไรบ้าง เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะตัวแทนภาคอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า “ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทาง”

    จากที่ได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ส.อ.ท.ได้ฝากการบ้านไว้ 5 เรื่องสำคัญ คือ 

    1) การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยจากการหารือที่ผ่านมา ทางนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมรับข้อเสนอของ ส.อ.ท. ในการเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ของสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ

    การจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (RVC) รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าและการตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการผลักดันการใช้และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเน้นซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือ Made in Thailand (MiT) เพื่อกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว 

    2) การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่กับการปฏิรูประบบภาษีให้ทันสมัย โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมทั้งจัดทำมาตรการจูงใจให้ SMEs เข้าสู่ระบบบัญชีเดียวและเสียภาษีที่ถูกต้อง เพื่อมีสิทธิในการรับประโยชน์ต่างๆ จากโครงการความช่วยเหลือจากภาครัฐในอนาคต

    3) การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ โดยไม่ผลักภาระไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

    ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้บนเวทีโลกและสอดคล้องกับมาตรการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในระยะยาว

    4) การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว  อีกทั้งช่วยหาเส้นทางการขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางอื่นๆ ทดแทน รวมถึงมาตรการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ และชดเชยค่าขนส่งที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    5) การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งหามาตรการเงินช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730767&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_Pw7xugHFnA6t7O4WxUpe

  • นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจหารือสมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้-เพิ่มสภาพคล่อง ตั้งทีมดูแลเงินไหลเข้าส่งผลบาทแข็ง : อินโฟเควสท์

    นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจหารือสมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้-เพิ่มสภาพคล่อง ตั้งทีมดูแลเงินไหลเข้าส่งผลบาทแข็ง : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังการหารือกับสมาคมธนาคารไทยว่า การพูดคุยครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยหารือหลากหลายประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินของประชาชน หนี้ครัวเรือน และหนี้เอสเอ็มอี พร้อมขอความร่วมมือจากสมาคมธนาคารไทยให้พิจารณาผ่อนปรน และเร่งเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ยังมีศักยภาพสามารถผลิตและนำสินค้าสู่ตลาดได้

    พร้อมมั่นใจว่า ทีมเศรษฐกิจ และสมาคมฯ จะนำผลการหารือในวันนี้ไปสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด และจะเร่งเรื่องศักยภาพของประเทศไทย การเพิ่มมูลค่าในภาคท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากที่สุด ทั้งภาคบริการ การแพทย์ การแพทย์เพื่อสุขภาพ เกษตรกรรม ทั้งผู้ผลิตและแปรรูป รวมถึงราคาพืชผลด้านการเกษตร และอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฮเทค ที่ประเทศไทยมีพื้นที่มากเพียงพอ ที่จะรองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมด้านนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพและขยายขนาดทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังเน้นย้ำถึงการหาตลาดใหม่เพื่อกระจายสินค้าไทยไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ แทนการพึ่งพาคู่ค้าเพียงไม่กี่ประเทศ พร้อมระบุว่าสินค้าไทยที่มีคุณภาพ และเมื่อรีแบรนด์แล้วจะสามารถแข่งขันได้ทั่วโลก โดยรัฐบาลจะเร่งสนับสนุนทุกกลไก เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย

    สำหรับนโยบายเศรษฐกิจที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภานั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ทำเสร็จหมดทุกเรื่องแล้ว และได้นำรายละเอียดต่าง ๆ ตลอดจนข้อห่วงใยของสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และภาคประชาชนนำมาปรับ เพื่อให้ตรงกับความต้องการและข้อห่วงใยของทุกภาคส่วนให้มากที่สุด โดยถือเป็นนโยบายที่ประกอบด้วยด้านความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน แผนการทำงานของรัฐบาล เป็นต้น

    นายอนุทิน ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ให้สัญญาทุกภาคส่วนไว้แล้วว่า 4 เดือนจะยุบสภา ดังนั้นเรื่องการจะไปคิดออกกฎหมายใหม่ คงดำเนินการไม่ทัน เพราะสภาชุดนี้จะปิดสมัยประชุมในสิ้นเดือนต.ค.68 ดังนั้นจึงจะใช้กฎหมายที่มีอยู่ และดำเนินการไปตามกฎหมายให้มากที่สุด

    “ส่วนไหนที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรม หรือทำลายเศรษฐกิจ หรือผิดกฎหมาย ก็ใช้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ บุคลากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือข้ามชาติ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด เมื่อใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้ว จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    • ตั้งทีมงานร่วมตรวจสอบต้นตอทำบาทแข็ง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีการพูดคุยกับสมาคมธนาคารไทย ถึงแนวทางความร่วมมือกันช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เร็วและยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการแก้ปัญหาเก่า เช่น หนี้ครัวเรือน ซึ่งได้รับคำแนะนำที่ดีจากสมาคมธนาคารไทย

    สำหรับเรื่องสภาพคล่องของผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นหัวใจของผู้ประกอบการไทยนั้น รัฐบาลจะพยายามเพิ่มสภาพคล่อง และเตรียมความพร้อม พัฒนาทักษะต่าง ๆ เพื่อให้ SME ไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

    “นายกฯ ได้พาไปที่สภาอุตสาหกรรมฯ ซึ่งก็คืออุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ของเรา เชื่อมโยงไปที่อุตสาหกรรม และแรงงานจำนวนมาก รวมทั้งหอการค้า ที่เป็นการพบกับผู้ประกอบการไทย สมาคมธนาคารไทย เหมือนน้ำมันหล่อลื่นที่จะไปหล่อลื่นให้เครื่องจักรเดิน ให้ผู้ประกอบการทำงานได้ดี และส่งเสริมให้เขาสู่ธุรกิจใหม่” รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าว

    พร้อมระบุว่า จะเป็นการรับโจทย์จากนายกรัฐมนตรี คือ ต้องดำเนินการ “Quick Big Win” และสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทย และทำให้เกิดเสถียรภาพ ให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นด้วย

    ส่วนประเด็นเรื่องการแข็งค่าของเงินบาท ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเงินสีเทาไหลเข้ามานั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ตามนโยบายนายกฯ “สั่งวันนี้ ให้ทำเมื่อวาน” ซึ่งเมื่อวานนี้ ตนได้ประสานกับทีมที่กระทรวงการคลังให้ Connect the Dots ไว้แล้ว และวันนี้ทางสมาคมธนาคารไทยมาฉายภาพให้เห็น และชี้จุดเดียวกันที่เราเจอ คือ เรื่องค่าเงิน

    “มีหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กระทรวงการคลัง โดยจะมีทีมทำงานร่วมกัน ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้เกาให้ถูกที่คัน และแก้ปัญหาให้ตรงจุด” รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ

    ด้าน นายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ ต้อง “Connect the Dots” การขับเคลื่อนเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผ่านหลายกลไกในระบบตลาด ทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ที่เป็นทั้งระบบธนาคาร และไม่ใช่ธนาคาร ซึ่งการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินนั้น ขณะนี้ ธปท. และ ปปง. กำลังเร่งดำเนินการอยู่

    อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลมาหารือวันนี้ ทางสมาคมฯ ไม่ได้ขออะไรเพิ่มเติม เพราะนายกรัฐมนตรีเข้าใจดีอยู่แล้ว และทีมงานมีทุก Pillar (เสาหลัก) ทั้งการเงินการธนาคาร ตลาดทุน พลังงาน การค้าการขาย ครบทั้งหมด ซึ่งวันนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในรอบ 58 ปี ที่นายกรัฐมนตรีมาเอง และทั้งคณะรัฐมนตรีทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน

    youtube.com/watch?v=910EPA0VU2g&feature=youtu.be

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JoEUO-nV9rqYIhK4NK48L

  • ทูตจีนเชิญ “ธรรมนัส” หารือด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยว 26 ก.ย.

    ทูตจีนเชิญ “ธรรมนัส” หารือด้านเศรษฐกิจท่องเที่ยว 26 ก.ย.


    ธรรมนัส,ท่องเที่ยว,ทูตจีน

    เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้มีคำเชิญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ร่วมหารือความร่วมมือ ด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวไทยจีน ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายนศุกร์นี้เวลา 18:00 น และจะจัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่รองนายกรัฐมนตรีด้วย ในการพบปะหารือครั้งนี้ จะมีวาระที่สำคัญคือ

    – การเชิญรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางเยือนประเทศจีน ช่วงปลายเดือนตุลาคมศกนี้ โดยจะไปเยือนกรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้หรือกวางโจวหรือเสฉวน

    – การหารือความร่วมมือและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน และความร่วมมือในการปราบปราม ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคาม ต่อประชาชนทั้ง 2 ประเทศร่วมกัน

    – การฟื้นฟูคณะกรรมการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าไทยจีน ที่มีระดับรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35683&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k8tl_eqdN9PSkwedUgJD4

  • “อนุทิน” ขนทัพ รมว.เศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ร่วมผลักดันเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

    “อนุทิน” ขนทัพ รมว.เศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ร่วมผลักดันเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

    นายกฯ อนุทิน ขนทัพรัฐมนตรีเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย หารือร่วมผลักดันภาคเศรษฐกิจไทยเดินหน้า ย้ำ สถาบันการเงินคือหัวใจของระบบเศรษฐกิจ อยากให้เปิดใจทำงานร่วมกัน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี ธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งคณะฯ ที่สมาคมธนาคารไทย โดยมีนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และคณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย ให้การต้อนรับ โดยเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงสมาคมธนาคารไทย ได้มอบกรอบรูปเป็นธนบัตรและเหรียญที่ระลึก รัชกาลที่ 9

    สำหรับการหารือในครั้งนี้ อยู่ภายใต้หัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” มีประเด็นเกี่ยวกับมุมมองความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศ , แนวทางที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน และประเด็นหารือและข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เผยในที่ประชุมว่า วันนี้ตนและทีมงานทางด้านเศรษฐกิจต้องขอบพระคุณสำหรับการต้อนรับของสมาคมธนาคารไทย โดยตั้งใจที่จะมาพบหารือหลังจากมีความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาล ได้พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารงานทางด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของผม ซึ่งพวกท่านก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ทีมรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องมาพบปะกับ สถาบันหลักๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่างๆ โดยข้อมูลที่ได้มาได้สร้างประโยชน์และแนวคิดให้กับตนเอง และทีมงานด้านเศรษฐกิจเป็นแนวทาง ความห่วงใย ความกังวล และความเดือดร้อนที่ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขและช่วยเหลือ ซึ่งถือว่ามาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ภาคบริการ โดยที่ทุกคนมีเป้าหมายเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ ดังนั้นต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่ รวมถึงความได้เปรียบการแข่งขันทางการค้า นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางอาเซียนและภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะนำไปสู่เป้าหมายโดยที่ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่

    ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่สำคัญที่สุด ที่ต้องมาพบ เปรียบเสมือน “หัวใจของระบบเศรษฐกิจ” ก็คือ สถาบันการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย อยากให้เปิดใจหารือกัน ไม่อยากให้แบ่งฝ่ายว่าเป็นฝั่งรัฐบาล หรือภาคธนาคาร พร้อมย้ำว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความเชี่ยวชาญในการทำงานด้านเศรษฐกิจ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2884302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J8WdALwoO6LlugBaynsAv

  • เปิดลงทะเบียนวันนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้แจกเงินรอบใหม่ อัดฉีดคูปองคนละ 100,000 วอน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เปิดลงทะเบียนวันนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้แจกเงินรอบใหม่ อัดฉีดคูปองคนละ 100,000 วอน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    รัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มเปิดลงทะเบียนรับ “คูปองบริโภค” มูลค่า 100,000 วอนต่อคน หรือประมาณ 2,279 บาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 90% ของประเทศ ตัดสิทธิ์ครัวเรือนรายได้สูง หวังกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ

    วันที่ 22 กันยายน 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือรอบใหม่ในรูปแบบ “คูปองบริโภค” มูลค่า 100,000 วอน หรือประมาณ 2,279 บาท  ต่อคน เริ่มตั้งแต่เวลา 9.00 น. ที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค.

    ขณะที่เพื่อเป็นการป้องกันความไม่สะดวก รัฐบาลกำหนดวันยื่นตามเลขปีเกิด โดยเลข 1 และ 6 สมัครวันจันทร์ เลข 2 และ 7 วันอังคาร เลข 3 และ 8 วันพุธ เลข 4 และ 9 วันพฤหัสบดี ส่วนเลข 5 และ 0 วันศุกร์

    รายงานข่าวระบุว่า มาตรการนี้ครอบคลุมประชาชนราว 90% ของทั้งประเทศ โดยแตกต่างจากรอบแรกที่แจกให้ทุกคน เพราะรอบใหม่จะตัดสิทธิ์ครัวเรือนที่มีรายได้สูง หรือมีฐานภาษีที่ดินเกิน 1,200 ล้านวอน และผู้ที่มีรายได้เกิน 20 ล้านวอนในปีที่ผ่านมา ขณะที่แม้ชาวต่างชาติจะถูกกันออกจากการเข้าร่วมโครงการตามหลักการ แต่ผู้ที่มีบัตรทะเบียนถิ่นที่อยู่ในเกาหลีใต้ และอยู่ในระบบประกันสุขภาพของรัฐ อาทิ ผู้พำนักถาวร คู่สมรสชาวต่างชาติ และผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรอง ยังคงมีสิทธิ์ลงทะเบียนเช่นกัน

    โดยผู้มีสิทธิ์สามารถตรวจสอบผ่านบัตรเครดิต ธนาคาร หรือศูนย์ชุมชนท้องถิ่น โดยเลือกวิธีรับเงินได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต เดบิต บัตรพรีเพด หรือบัตรกำนัลท้องถิ่น ขณะที่คูปองไม่สามารถใช้ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือซูเปอร์มาร์เก็ตได้

    ทั้งนี้ มาตรการรอบแรกมีประชาชนเข้าร่วมมากถึง 50.08 ล้านคน หรือ 99% ของประเทศ คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 9.06 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 243,000 ล้านบาท ขณะที่รอบใหม่นี้ยังคงมุ่งหวังกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังซบเซาเช่นกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2884259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dj2sYlbclZLOBHfQ6HW4b

  • เงินบาทพลิกอ่อนค่า ดอลล่าห์แข็ง จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาสดใส | Investing.com

    เงินบาทพลิกอ่อนค่า ดอลล่าห์แข็ง จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาสดใส | Investing.com

    Economic Highlight

    ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด  

    ราคา

    ราคาปัจจุบัน

    แนวรับ

    แนวต้าน

    คาดการณ์แนวโน้ม

    31.85

    31.30/31.60

    32.00/32.30

    Sideways Up *อาจมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง

    ทองคำ**

    (ดอลลาร์ต่อออนซ์)

    3,685

    3,625/3,650

    3,700/-

    Sideways/Sideways Down

    **ราคาทองคำ = Spot Gold price (XAUUSD)

    FX Highlight

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง ตามการรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาสดใสและเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าลดดอกเบี้ยหลายครั้ง มากเท่ากับที่ตลาดคาดหวัง  

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทยอยออกมาสดใส ส่วนอัตราเงินเฟ้อก็ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดอาจปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยเฉพาะในปี 2026

    อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk หรือพร้อมปรับตัวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด

    นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด  

     เราประเมินว่า นอกเหนือจากแนวโน้มเงินดอลลาร์ แนวโน้มราคาทองคำและเงินหยวนจีน (CNY) ก็อาจส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้

     อย่างไรก็ดี ควรติดตามการออกมาตรการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อลดทอนผลกระทบจากราคาทองคำต่อเงินบาท ซึ่งในระยะหลัง ความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำ ได้เริ่มเปลี่ยนไปบ้าง

    ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ก็มีแนวโน้มเป็นฝั่งขายสุทธิสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย หลังตลาดหุ้นไทยขาดปัจจัยหนุนเพิ่มเติม ขณะที่ตลาดบอนด์ อาจพอเห็นแรงซื้อ สลับขายทำกำไร จากฝั่งนักลงทุนต่างชาติ 

    ในเชิงเทคนิคัลนั้น เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่า ตราบใดที่เงินบาท (USDTHB) ยังเคลื่อนไหวต่ำกว่า โซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following

     ทั้งนี้ แนวรับของเงินบาท (USDTHB) อยู่แถว 31.50-31.60 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 31.30 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านแรกจะอยู่ในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.30 บาทต่อดอลลาร์)

    Gold Highlight

    นับตั้งแต่ช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมา เคลื่อนไหว Sideways แม้จะเผชิญแรงกดดัน หลังเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดคาดหวัง ทว่า ราคาทองคำก็ยังสามารถรีบาวด์สูงขึ้น ตามแรงซื้อ buy on dip ของผู้เล่นในตลาด และความกังวลการเข้าแทรกแซงเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ  

    ในช่วงระยะสั้น เราคงมุมมองเดิมว่า ราคาทองคำเผชิญความเสี่ยง Two-way risk และมีโอกาสปรับตัวลงได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ในกรณีที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาสดใส

    อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอจังหวะราคาทองคำย่อตัวลง ในการทยอยเข้าซื้อ ท่ามกลางความกังวลการเข้าแทรกแซงเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น

     ทั้งนี้ ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำ (XAUUSD) จะยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หากสามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 3,620 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ต่อเนื่อง

    โดยรวม เราประเมินว่า แม้โมเมนตัมการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังมีกำลังอยู่ แต่การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำควรชะลอลงบ้าง และมีความเสี่ยงที่จะเห็นการย่อตัวลงของราคาทองคำ โดยเฉพาะ ถ้าตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง

    ภายใต้แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำดังกล่าว ทำให้เรามองว่า กลยุทธ์ที่น่าสนใจ คือ รอจังหวะ Buy on Dip (ไม่ควร ไล่ราคาซื้อ) สำหรับผู้เล่นที่ต้องการถือทองคำบ้างในพอร์ตการลงทุน 5%-10% เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง ส่วนผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะลงทุนแล้ว ก็อาจ Let Profits Run หรืออาจพิจารณาขายทำกำไรออกมาบ้าง หากราคาทองคำปรับตัวลงแรง ทะลุโซน 3,620 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    Economics Highlight

    สถานการณ์/เหตุการณ์สำคัญ

    ผลกระทบต่อ

    ค่าเงินบาท

    ราคาทองคำ

    บรรดาเจ้าหน้าที่เฟด มองว่า เฟดอาจไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยหลายครั้งในปีหน้า

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    อัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม ปรับตัวสูงขึ้น มากกว่าคาด

    ปัจจัยลบ

    ปัจจัยลบ *หากเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น

    ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของสหรัฐฯ เดือนกันยายน ปรับตัวลดลง แย่กว่าคาด

    ปัจจัยบวก

    ปัจจัยบวก *หากเงินดอลลาร์ย่อตัวลง

    ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

    ปัจจัยลบ

    ปัจจัยลบ *หากเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น

    ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของยูโรโซน และอังกฤษ ในเดือนกันยายน ปรับตัวลดลง แย่กว่าคาด

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    ปัจจัยลบเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น

    อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของยูโรโซน ยังอยู่ในระดับสูงเกิน 2% ต่อเนื่อง

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์ย่อตัวลง

    ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของญี่ปุ่น ในเดือนกันยายน ปรับตัวลดลง แย่กว่าคาด

    ปัจจัยลบเล็กน้อย

    ปัจจัยลบเล็กน้อย *หากเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น

    ยอดการส่งออกและนำเข้าของไทย ในเดือนสิงหาคม ขยายตัวต่อเนื่อง ดีกว่าคาด

    ปัจจัยบวกเล็กน้อย

    Week Ahead Calendar

    1234

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200454656&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-hljzJ_xNH4oU8wE0nPuk

  • ‘นายกฯอนุทิน’ ขนทีมเศรษฐกิจคุยแบงก์ ย้ำปัญหาการเงินหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ  | เดลินิวส์

    ‘นายกฯอนุทิน’ ขนทีมเศรษฐกิจคุยแบงก์ ย้ำปัญหาการเงินหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ  | เดลินิวส์

    ‘นายกฯอนุทิน’ ขนทีมเศรษฐกิจคุยแบงก์ ย้ำปัญหาการเงินหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ 

    ‘นายกฯ อนุทิน’ ขนทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ยันปัญหาการเงินการธนาคารหัวใจหลักระบบเศรษฐกิจ พร้อมเปิดรับข้อห่วงใย-แนวทางแก้ไข ร่ายยาวมีความรู้ด้านการเงิน บอกในอดีตเคยเป็นนักวิเคราะห์สินเชื่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5134053/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04vyuG87b0npSZowPdbUyn

  • ‘เกาหลีใต้’ แจกคูปองแสนวอนรอบใหม่ ปลุกเศรษฐกิจ แต่ตัดสิทธิ์คนรายได้สูง

    ‘เกาหลีใต้’ แจกคูปองแสนวอนรอบใหม่ ปลุกเศรษฐกิจ แต่ตัดสิทธิ์คนรายได้สูง

    ‘เกาหลีใต้’ แจกคูปองแสนวอนรอบใหม่ ปลุกเศรษฐกิจ แต่ตัดสิทธิ์คนรายได้สูง

    รัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มดำเนินการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ด้วยการแจก “คูปองบริโภค” มูลค่า 100,000 วอน หรือประมาณ 2,279 บาทต่อคน โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนตั้งแต่เช้าวันที่ 22 กันยายน 2568 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคมนี้ โดยโครงการนี้จะครอบคลุมประชาชนเกือบ 90% ของประชากรทั้งประเทศ แต่จะไม่รวมครัวเรือนที่มีฐานะทางการเงินสูงออกจากการเข้าร่วม

    เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความแออัดในระบบการลงทะเบียน รัฐบาลได้กำหนดวันลงทะเบียนตามเลขปีเกิดของผู้มีสิทธิ์ โดยผู้ที่มีเลขลงท้ายด้วย 1 และ 6 จะลงทะเบียนได้ในวันจันทร์ ขณะที่เลข 2 และ 7 จะลงทะเบียนในวันอังคาร เลข 3 และ 8 ในวันพุธ เลข 4 และ 9 ในวันพฤหัสบดี และเลข 5 และ 0 ในวันศุกร์ มาตรการนี้ถือเป็นการปรับปรุงจากรอบแรกที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ โดยรอบนี้จะคัดกรองครัวเรือนที่มีรายได้สูงออกไป เช่น คนที่มีฐานภาษีที่ดินเกิน 1,200 ล้านวอน หรือมีรายได้เกิน 20 ล้านวอนในปีที่ผ่านมา

    แม้ว่าชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ แต่รัฐบาลยังคงเปิดโอกาสให้กลุ่มบางส่วนที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ผู้พำนักถาวร คู่สมรสของชาวต่างชาติ หรือผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรอง สามารถลงทะเบียนเพื่อรับคูปองได้เช่นกัน

    สำหรับขั้นตอนการรับสิทธิ์ ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ที่ธนาคาร บัตรเครดิต หรือศูนย์ชุมชนท้องถิ่น โดยสามารถเลือกวิธีรับเงินได้หลากหลาย ทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรพรีเพด หรือบัตรกำนัลท้องถิ่น อย่างไรก็ดี คูปองนี้ไม่สามารถใช้จ่ายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือซูเปอร์มาร์เก็ตได้

    มาตรการแจกคูปองในรอบแรกเมื่อปีที่แล้วถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก มีประชาชนเข้าร่วมถึง 50.08 ล้านคน หรือคิดเป็น 99% ของประชากรทั้งหมด สร้างเม็ดเงินอัดฉีดกว่า 9.06 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 243,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีความหวังว่าการแจกคูปองรอบใหม่ แม้จะเข้มงวดขึ้น แต่ก็ยังจะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/639473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e4AvLskp0Mv5WudEsCmhA

  • นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจ ถกสมาคมธนาคารไทย วางเป้าดันไทยก้าวสู่ศูนย์กลางอาเซียน

    นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจ ถกสมาคมธนาคารไทย วางเป้าดันไทยก้าวสู่ศูนย์กลางอาเซียน

    ‘อนุทิน’ ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย ชี้เป็นหัวใจระบบเศรษฐกิจ ระบุความเห็นเอกชนเป็นประโยชน์ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือดันไทยก้าวสู่ศูนย์กลางอาเซียน

    22 ก.ย.2568-ที่สมาคมธนาคารไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.การคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ร่วมหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยมีนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้การต้อนรับ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการหารือในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” ว่า วันนี้ตนและทีมงานเศรษฐกิจต้องขอบคุณกับการต้อนรับที่อบอุ่น ตั้งใจมาพบกับทุกท่านหลังจากที่มีความชัดเจน ในการจัดตั้งรัฐบาล และตนได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่ง ในการคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของตน ซึ่งพวกท่านน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว และวันนี้มีความจำเป็นต้องพบปะ สถาบันหลัก ทางเศรษฐกิจโดยสัปดาห์ที่แล้วได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย เพราะตนก็ออกจากวงการนี้ไปนาน เมื่อไปถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้พบกับผู้ประกอบการ ที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งเราก็ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการที่เป็นประโยชน์มากๆ

    นายอนุทินกล่าวว่า ได้เดินทางไป ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับผู้ประกอบการ ซึ่งในยุคปัจจุบันต้องอาศัยความผสมผสานระหว่างผู้ประกอบการกับมืออาชีพ ข้อมูลที่ได้รับสร้างประโยชน์ ให้กับตนและทีมงานทางเศรษฐกิจ ทั้งแนวทางและความห่วงใย ความเดือดร้อนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ ทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการต่างๆ โดยที่ทุกคน ก็ยังมีเป้าหมาย เดียวกันคือใช้ทุกความสามารถที่เรามีก้าวไปเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

     ซึ่งผู้ประกอบการต้องการไปถึงจุดนั้นเพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน อย่างเต็มที่ แล้ววันนี้ก็เป็นจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ต้องมา เพราะเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ ก็คือ หน่วยงาน ธุรกิจในระบบการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย มาที่นี่อยากให้ทุกคนเปิดใจกันหารือ พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็อยู่ในวงการการเงิน และการอุตสาหกรรมมาก่อนตนก็เคยเป็น คนในแวดวงธนาคารมาก่อน

     “จริงจริงสับข้างยังไม่รู้ใคร ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่ไอเอฟซีที (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์จำกัด) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ มาก่อน” 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/865847/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m9UlPK_aJTexFu43ybGil

  • “นายกฯอนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ “สมาคมธนาคารไทย” แลกเปลี่ยนมุมมองขับเคลื่อนศก.ประเทศ | TOPNEWS

    “นายกฯอนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ “สมาคมธนาคารไทย” แลกเปลี่ยนมุมมองขับเคลื่อนศก.ประเทศ | TOPNEWS

    22 กันยายน 2568 ที่สมาคมธนาคารไทยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าประชุมหารือใหญ่ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย โดยการประชุมกำหนดขึ้นในเวลา 9.30 น. โดยการประชุมครั้งนี้มีหัวข้อหลักคือ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการหาแนวทางพลิกฟื้นอนาคตเศรษฐกิจด้วยพลวัตใหม่

    สำหรับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่เข้าร่วมหารือประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยจะร่วมรับฟังการหารือกับ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยกรรมการและที่ปรึกษาของสมาคม

    โดยวาระการหารือหลักถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1. มุมมองความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศ
    2. แนวทางที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
    3. ประเด็นหารือและข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี

    สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแก้ไข ในการประชุมนี้คือ ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและปัญหาภาระหนี้สินของกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีความเสี่ยงสูง รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

    ทั้งนี้ มีความคาดหวังว่าการหารือครั้งนี้จะสามารถหามาตรการที่ช่วยปลดล็อกปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและ ฟื้นฟูสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ SME ซึ่งถือเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยได้ การหารือนี้ยังรวมถึงการรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธนาคารในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยในที่ประชุมว่า วันนี้ตนและทีมงานทางด้านเศรษฐกิจต้องขอบพระคุณสำหรับการต้อนรับของสมาคมธนาคารไทย โดยตั้งใจที่จะมาพบหารือหลังจากมีความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาล ได้พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารงานทางด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของผม ซึ่งพวกท่านก็คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ทีมรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องมาพบปะกับ สถาบันหลัก ๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่าง ๆ

    โดยข้อมูลที่ได้มาได้สร้างประโยชน์และแนวคิดให้กับตนเอง และทีมงานด้านเศรษฐกิจเป็นแนวทาง ความห่วงใย ความกังวล และความเดือดร้อนที่ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขและช่วยเหลือ ซึ่งถือว่ามาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ภาคบริการ โดยที่ทุกคนมีเป้าหมายเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ ดังนั้นต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่ รวมถึงความได้เปรียบการแข่งขันทางการค้า นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางอาเซียนและภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะนำไปสู่เป้าหมายโดยที่ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่

    ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่สำคัญที่สุด ที่ต้องมาพบ เปรียบเสมือน “หัวใจของระบบเศรษฐกิจ” ก็คือ สถาบันการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย อยากให้เปิดใจหารือกัน ไม่อยากให้แบ่งฝ่ายว่าเป็นฝั่งรัฐบาล หรือภาคธนาคาร พร้อมย้ำว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความเชี่ยวชาญในการทำงานด้านเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1324693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vKbFItZE4d0bMoJicyCHm