Category: เศรษฐกิจ

  • ชาวโคราช รอคอยโครงการคนละครึ่ง เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายคนรากหญ้า

    ชาวโคราช รอคอยโครงการคนละครึ่ง เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายคนรากหญ้า

    วันที่ 22 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เขตเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อสอบถามความคิดเห็นกรณีรัฐบาลเตรียมนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาภายใน 1 เดือนนี้ ซึ่งจากการสอบถามประชาชนทุกคน ต่างเห็นด้วยกับการที่จะนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ เพราะมั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินจากวันละ 150 บาท เพิ่มเป็นวันละ 200 บาท

    นางชูจิต พนักงานร้านขนมจีนแม่พลอย เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งกลับมาอีกครั้ง ตนมองว่าดี โครงการนี้กระจายเงินทั่วถึงประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำ อย่างน้อยเงินที่รัฐบาลช่วยจ่ายวันละ 150 บาท คนรากหญ้าสามารถนำไปใช้ซื้อกับข้าวสาร อาหาร หรือสิ่งของในชีวิตประจำวัน ซึ่งตนเชื่อว่าโครงการคนละครึ่ง สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างดี และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ถึงแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังดี ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจากวันละ 150 บาท เพิ่มเป็นวันละ 200 บาท เพราะสำหรับคนที่ยากจนนั้น สามารถนำเงินดังกล่าวไปซื้อของใช้ในครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นอีก และยังเป็นการสนับสนุนร้านโชห่วย ร้านของชำในหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการได้อีกทางหนึ่ง

    นางสำราญ อายุ 63 ปี ชาวบ้านบ้านคลองตะแบก เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งที่รัฐบาลใหม่นำกลับมา ตนคิดว่าดี ชาวบ้านสามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ซึ่งโครงการช่วยเหลือช่วงหลังขั้นตอนยุ่งยาก ต้องสแกนใบหน้า ใส่ข้อมูลเยอะ บางครั้งสแกนใบหน้าไม่ติดก็ใช้เงินไม่ได้ หรือถ้าได้เป็นเงินสดมาใช้ก็จะดีมาก อยากให้โครงการคนละครึ่งกลับมาไวๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/448164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n-JuVXht8Ar_–Tv9k5xI

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์
    “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.84 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซนแนวต้าน 31.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.80-31.92 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า การรีบาวด์ปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 3,685 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด หลังเงินบาทได้อ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้าน ก็มีส่วนช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาท ทำให้เงินบาทยังคงไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น หลัง Dot Plot ล่าสุด สะท้อนว่า เฟดอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P Global (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกันยายน พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) โดยข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้ ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างคงมองว่า เฟดยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2026 จบรอบการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะต่างจากคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ล่าสุดของเฟด ที่สะท้อนว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และอีก 1 ครั้ง ในปี 2026 และ 2027

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน จากทั้งฝั่งยูโรโซนและอังกฤษ พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่สำรวจโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB อาจจบรอบการลดดอกเบี้ยแล้ว (โอกาสลดดอกเบี้ย 25bps ในปีนี้ อยู่ที่เพียง 15%)

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเศรษฐกิจญี่ปุ่น ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน และรอติดตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน ของกรุงโตเกียว ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ประเภท 1 ปี และ 5 ปี จากทางธนาคารกลางจีน (PBOC) ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า LPR 1 ปี และ 5 ปี จะยังคงอยู่ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% จนกว่าทาง PBOC จะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งอาจต้องเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนสิงหาคม ซึ่งอาจสะท้อนการเติบโตของยอดการส่งออกที่ชะลอลงจากเดือนก่อนๆ โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ยอดการส่งออกเดือนสิงหาคม อาจขยายตัวราว +7%y/y ชะลอลงจากที่โตกว่า +11% ในเดือนก่อน

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยอ่อนค่าแบบค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ในกรณีที่เงินดอลลาร์ทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะผู้เล่นต่างชาติ ต่างก็รอทยอยปรับสถานะถือครองและเริ่มมีมุมมองเชิงลบต่อเงินบาทมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากบรรดาบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ต่างชาติที่ต่างมองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงและมีความน่าสนใจที่จะเริ่มทยอยเพิ่มสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) นอกจากนี้ แรงขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย จากฝั่งนักลงทุนต่างชาติก็อาจยังคงดำเนินต่อไปได้ เพิ่มแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาท ขณะที่แรงขายบอนด์ไทย จากนักลงทุนต่างชาติ อาจชะลอลงบ้าง ยกเว้นบอนด์ยีลด์ไทยจะปรับตัวลงต่อเนื่องพอสมควร เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติทยอยขายทำกำไรสถานะลงทุนในบอนด์ไทย

    อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องไปได้ง่ายนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน ในช่วง 31.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และ 32.30 บาทต่อดอลลาร์) เราจะมั่นใจมากขึ้นว่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ตามกลยุทธ์ Trend-Following)

    ในทางกลับกัน หากเงินบาทได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่า เราประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทก็อาจถูกจำกัดแถวโซนแนวรับ 31.50-31.60 บาทต่อดอลลาร์ ได้

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทยอยออกมาสดใส ดีกว่าคาดต่อเนื่อง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ทว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.50-32.10 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.75-31.95 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/958713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ABsdwFaqruE0MvROUZPI8

  • อำนาจเจริญอ่วม! ‘พื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนหลัก’ น้ำท่วมครึ่งเมตร

    อำนาจเจริญอ่วม! ‘พื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนหลัก’ น้ำท่วมครึ่งเมตร

    22 ก.ย. 2568 – ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุฝนตกอย่างหนัก ในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ส่งผลให้ย่านเศรษฐกิจสำคัญ ถนนสายหลัก 2 สาย รวมถึง ถนนสายรอบเมือง มีน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กฝ่ากระแสน้ำ ทำให้เครื่องยนต์ดับไปตามๆ กัน และกระแสน้ำคลื่นน้ำจากรถวิ่งผ่าน พัดเข้าหาบ้านเรือนที่อยู่ริมถนน ทำให้น้ำไหลท่วมบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

    สำหรับถนนสายหลักอรุณประเสริฐ ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ (อำนาจเจริญ – กรุงเทพมหานคร) จมน้ำหลายจุด ได้แก่ หน้าวัดดอนหวาย ชุมชนดอนแดง หน้าพรรคภูมิใจไทย หน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ โดยเฉพาะถนนหน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ น้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี เนื่องจากคลองระบายน้ำมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน จึงประสบปัญหาน้ำท่วมทุกฤดูฝน

    ส่วนถนนชยางกูร ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ถือว่า เป็นถนนสายเศรษฐกิจ เพราะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 3 แห่งตั้งอยู่ รวมถึงเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ และสถานีขนส่งผู้โดยสารด้วย จากฝนตกหนักหลายชั่วโมง ส่งผลให้น้ำท่วมถนนตลอดแนว เริ่มจากห้างสรรพสินค้าดัง 3 ห้าง ไปจนถึง สถานีขนส่งผู้โดยสารอำนาจเจริญ ระดับน้ำอยู่ที่ 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กสัญจรลำบาก ออกจากห้างดังไม่ได้ ต้องรอร่วม 1 ชั่วโมง จึงคลี่คลายและออกมาได้ บางคันน้ำท่วมเข้าเครื่องยนต์ทำให้รถดับรถเสียกลางถนนหลายคัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยเหลือเข็ญเข้าที่สูงข้างทางหนีน้ำ เพื่อรอรถยกเข้าอู่ซ่อมต่อไป

    นอกจากนี้ ถนนสายรอบเมืองด้านทิศตะวันออกจรดทิศเหนือและทิศใต้ (อำนาจเจริญ – มุกดาหาร – อุบลราชธานี) ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักติดต่อเป็นเวลาหลายชั่วโมงเช่นกัน และเกิดน้ำท่วมเป็นบางช่วง ระดับน้ำอยู่ที่ 20 – 30 เซนติเมตร ทำให้การขับขี่รถที่สัญจรผ่านจุดน้ำท่วมจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

    อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังเร่งระบายน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำ ในทุกจุดที่ถูกน้ำท่วมแล้ว เพื่อคืนผิวจราจรให้อยู่ในสภาพปกติต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/865771/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TPWxcKSq39QvY-96MSWf7

  • ส่องทีมเศรษฐกิจ ครม.หนู-1

    ส่องทีมเศรษฐกิจ ครม.หนู-1

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ส่องทีมเศรษฐกิจ ครม.หนู-1

    22 ก.ย. 2568 04:45 น.

    -ก+

    LightDark

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2884115&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fTDyRTRavmgPb72Rh5dju

  • แนวหน้าวิเคราะห์ : ปัญหาเศรษฐกิจ บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

    แนวหน้าวิเคราะห์ : ปัญหาเศรษฐกิจ บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

    เริ่มนับถอยหลัง 4 เดือนในการทำงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แล้ว โดยมีสารพันปัญหารอให้แก้ไขอยู่ ทั้งเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้า หรือเรื่องที่ต้องใช้เวลาแก้ไขในระยะยาว

    แต่ปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจำเป็นจะต้องจัดการให้ได้ก็คือปัญหาความยากจน เรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญในการบริหารประเทศ

    โดยรัฐบาลชุดนี้ก็ได้มีการเปิดเผยนโยบายด้านเศรษฐกิจออกมาบางส่วนแล้ว อาทิ นโยบาย“คนละครึ่ง” ซึ่งมีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท พร้อมทั้งจะมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท

    นโยบายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ต้องถูกเลื่อนจัดเก็บเต็มอัตราออกไปเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่เป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งกำลังหาทางออกที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย

    นโยบายด้านพลังงาน รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ “โซลาร์ชุมชน” ภายใน 4 เดือน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนรวมกว่า 1,500 เมกะวัตต์ในระยะเริ่มต้น สำหรับนโยบายเฉพาะหน้า จะมีการตรึงราคาพลังงาน และหากทำสำเร็จเรามองไปถึงการลดราคาพลังงานในปีหน้า

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังมีแนวคิดผลักดันให้แต่ละจังหวัดแต่งตั้ง รองผู้ว่าฯ ด้านเศรษฐกิจ เพื่อดูแลและขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงรุกในระดับพื้นที่

    ขณะที่มุมมองของ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเติบโตแผ่ว เหมือนคนไข้เรื้อรัง หรือคนเป็นโรคเบาหวาน สะท้อนจากความสามารถในการแข่งขันที่ชะลอตัวลง ความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่น้อยกว่าเพื่อนบ้าน การดูแลเรื่องการกระจายรายได้ และปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง ที่ต้องเร่งแก้ไข

    โดย ธปท. ประเมินว่าในปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.3% ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะขยายตัวได้ 3% และครึ่งปีหลังน่าจะอยู่ที่ราว 1% สอดคล้องกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขณะที่สำนักเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เริ่มทยอยปรับคาดการณ์ขึ้นมาที่ราว 2% แล้ว แต่ในปี 2569 ยอมรับว่ามีความเสี่ยงขาลงกับเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องงบประมาณที่อาจจะล่าช้า หากรัฐบาล 4 เดือนยุบสภาและต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเข้าใกล้ช่วงที่ต้องจัดทำงบประมาณ หากสะดุดก็จะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไป ทำให้มองว่าปี 2569 เศรษฐกิจจะขยายตัวลดลงที่ 1.7%

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกด้วยว่า สิ่งที่น่ากังวล คือ ความเสี่ยงด้านการคลัง ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน หลังจากช่วงโควิด-19 มีการใช้ทรัพยากรเยอะในการพยุงเศรษฐกิจ หลังจากใช้กระสุนทางการคลังไปเยอะ ก็ควรจะต้องเริ่มรัดเข็มขัดให้ฐานะทางการคลังกลับมาในรูปแบบที่สร้างเสถียรภาพในระยะปานกลางสูงขึ้น เพราะหากไม่มีการปรับในส่วนนี้ก็มีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกลดเครดิตได้ รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาดูแลเรื่องเสถียรภาพทางการคลัง เพราะแรงโน้มถ่วงจะนำไปสู่การใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้มีความจำเป็น แต่ต้องเป็นการใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง

    นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางการคลัง อาจเป็นปัจจัยให้รัฐบาลที่ระบุว่าจะอยู่ 4 เดือนเร่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่หนักกว่าเดิม แม้จะเข้าใจว่ายังเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่อยากมองว่าถ้าอยากให้คนเลือกรัฐบาลชุดนี้กลับมาอีก ก็จำเป็นต้องทำมาตรการระยะยาวด้วย ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น เพราะมาตรการระยะสั้น เช่น คนละครึ่ง มีความเสี่ยงที่คนจะติด ดังนั้นจึงอยากให้พิจารณามาตรการที่สอดคล้องกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง หากทำเยอะก็ต้องมีแผนจะทำให้รายได้ปรับขึ้นมาด้วย เช่น การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่ยอมรับว่าตรงนี้เป็นเรื่องยาก

    เป็นมุมมองและคำแนะนำที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยให้ไว้กับรัฐบาลชุดนี้

    สำหรับโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจชุดนี้ สะท้อนความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเมือง และมืออาชีพ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งมีทั้งนักการเมืองสายฐานเสียง ผู้บริหารระดับสูงจากภาคราชการ และเอกชน

    โดยตำแหน่งสำคัญๆ ใน ครม.เศรษฐกิจ ประกอบไปด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษี และการคลัง ถือเป็นเสาหลักด้านการเงินการคลังของรัฐบาล, นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อดีตผู้ว่าการธนาคารออมสิน และอดีตผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ใหญ่ เชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคาร, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตผู้บริหารไทยคม และกลุ่มโรงแรมดุสิต มีภาพลักษณ์ผู้บริหารหญิงมืออาชีพที่เข้าใจการค้าและกลยุทธ์ธุรกิจระดับนานาชาติ, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อดีตซีอีโอ ปตท. ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานและโครงการลงทุนขนาดใหญ่

    นอกจากนี้ ยังมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมทั้ง น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่ากากระทรวงคมนาคม, นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาผสานพลังช่วยกันทำงาน

    รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้มีจุดแข็งตรงที่มีคนที่เป็นมืออาชีพตัวจริง ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดและนักลงทุน มีนักการเมืองฐานเสียงที่จะช่วยเชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจกับประชาชนในระดับพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การประสานงานระหว่าง เทคนิคกับการเมือง เพื่อให้นโยบายเดินหน้าเป็นรูปธรรมในการบริหารประเทศชาติได้

    อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็อยู่ที่ว่าการลงมือทำงานจริงนั้น ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ก็ขอส่งกำลังใจให้อย่างเต็มที่เพราะนี่คืองานเพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคน

    – ทีมข่าวแนวหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/915783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kPCWItqfzu4n8gQw2SIWp

  • เปิดวิธีกู้คืนแอปฯ เป๋าตัง รองรับสิทธิคนละครึ่ง 2568

    เปิดวิธีกู้คืนแอปฯ เป๋าตัง รองรับสิทธิคนละครึ่ง 2568

    วิธีกู้คืนแอปฯ เป๋าตัง รองรับสิทธิลงทะเบียนคนละครึ่ง 2568 เวอร์ชั่น 2.0 ล่าสุด

    ความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง 2568 ยังคงเป็นเรื่องที่หลายคนเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิด หลังนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศนำกลับมาปัดฝุ่นเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน

    คนละครึ่ง 2568 ได้เมื่อไหร่?

    คาดการณ์ว่าจะเริ่มใช้ได้เร็วสุดในช่วงเดือน ต.ค. 2568 ใช้งบประมาณปี 2569 ในหมวดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินราว 25,000 ล้านบาท

    ซึ่งก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า มีความพร้อมทั้งระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

    เงื่อนไขคนละครึ่ง 2568 ล่าสุด

    คนละครึ่ง 2568 จะให้สิทธิคนไทยทุกคน แบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

    ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    • จะได้รับสิทธิพิเศษ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือรูปแบบ 60:40 โดยกลุ่มนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ ประมาณ 11 ล้านคน

    คนทั่วไป และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    • จะได้รับสิทธิจ่ายคนละครึ่ง หรือ 50:50 โดยประชาชนจ่าย 50% และรัฐช่วยจ่ายอีก 50%

    ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุแม้ว่าโครงการคนละครึ่งจะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป

    อีกทั้งยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่ง 2568 เพื่อรับสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    การลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา สามารถลงทะเบียนได้ 2 ช่องทาง ได้แก่

    • ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com
    • ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น เป๋าตัง พร้อมผูกกับกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อว่า G-Wallet (กดแถบโครงการคนละครึ่ง) โดยจะต้องเติมเงินเข้าไปก่อนใช้บริการ

    วิธีติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง รองรับคนละครึ่ง

    680480

    1. เปิดแอปฯ App Store หรือ Google Play หรือ Play Store รองรับโทรศัพท์ที่ใช้ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iPhone ที่มี iOS 15.0 ขึ้นไป
    2. พิมพ์ค้นหา “เป๋าตัง” ในช่องค้นหา
    3. เลือก “GET” หรือ เลือก “ติดตั้ง”
    4. เมื่อติดตั้งเสร็จ เปิดแอปฯ เป๋าตัง

    893115

    5. ให้ความยินยอมจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
    6. เตรียมบัตรประชาชน
    7. ถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน
    8. ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP

    903650

    9. ใส่รหัส OTP 6 หลักที่ได้รับจากโทรศัพท์มือถือ
    10. กรอกข้อมูล บัตรประชาชน
    11. เลือกวิธียืนยันตัวตน

    กรณียืนยันตัวตนด้วยบัญชี Krungthai NEXT

    152938

    1. เข้าสู่ Krungthai NEXT
    2. ระบุรหัส PIN Krungthai NEXT
    3. กดปุ่มดำเนินการบนแอปฯ เป๋าตัง
    4. กรอกรหัส OTP (OTP จะถูกส่งไปที่เบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับ Krungthai NEXT)

    121778

    5. ตั้งค่ารหัส PIN
    6. ยืนยันรหัส PIN

    ผู้สมัครต้องใช้บัญชี Krungthai NEXT ที่มีหมายเลขบัตรประชาชนเดียวกับแอปฯ เป๋าตัง

    กรณียืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า

    415778

    1. เตรียมสแกนใบหน้า
    2. สแกนใบหน้า (สามารถข้ามได้ หากโทรศัพท์ไม่มีกล้อง/ชำรุด)
    3. ตั้งค่ารหัส PIN
    4. ยืนยันรหัส PIN

    903650_1

    5. เปิดการใช้งานระบบสแกนใบหน้า หรือ สแกนลายนิ้วมือ
    6. ยอมรับ เงื่อนไขการใช้งานแอปฯ เป๋าตัง (ผู้ขอใช้บริการต้องยอมรับเท่านั้น)
    7. แสดงหน้าจอเฉพาะความยินยอมที่ผู้ใช้งานไม่เคยตอบ (การตอบคือการให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้)
    8. ขณะระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้งาน จะพบข้อความบนการ์ดว่า “กำลังตรวจสอบข้อมูล”
    9. หากลงทะเบียนสำเร็จ จะแสดงการ์ด wallet ดังภาพ เพื่อให้สมัครใช้บริการ

    806918

    ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943268/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VPy5s93Zug2oSc1QwQTFS

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 22 กันยายน 2568

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 22 กันยายน 2568

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/64031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KbJyeYzel4P46L1B3Lgwm

  • ‘เศรษฐพุฒิ‘ ชี้ไทยติดกับดัก ’โครงสร้าง‘  ห่วง ’เอสเอ็มอีสะดุด-หนี้ครัวเรือนพุ่ง’

    ‘เศรษฐพุฒิ‘ ชี้ไทยติดกับดัก ’โครงสร้าง‘ ห่วง ’เอสเอ็มอีสะดุด-หนี้ครัวเรือนพุ่ง’

    การเงิน-การลงทุน

    ‘เศรษฐพุฒิ‘ ชี้ไทยติดกับดัก ’โครงสร้าง‘ ห่วง ’เอสเอ็มอีสะดุด-หนี้ครัวเรือนพุ่ง’

    “เศรษฐพุฒิ“ ชี้ โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยคือหนี้สูง ครัวเรือน-เอสเอ็มอีแบกหนี้พุ่ง เอสเอ็มอีหนี้เสียสูง หากเทียบรายใหญ่ แถมโครงสร้างเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำสูง

    ‘เศรษฐพุฒิ‘ ชี้ไทยติดกับดัก ’โครงสร้าง‘  ห่วง ’เอสเอ็มอีสะดุด-หนี้ครัวเรือนพุ่ง’ “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ในรอบ Meet the Press ครั้งสุดท้ายในตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติ ก่อนครบวาระ 5 ปี มีหลากหลายประเด็นที่ หยิบยกให้เห็นถึง “ปัญหา” และ “โจทย์ใหญ่” ของเศรษฐกิจไทย

    โดยเฉพาะเรื่อง “หนี้”
    โดยชี้ให้เห็นว่า หนี้ครัวเรือน 2-3 ล้านครัวเรือน มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ โดยเอสเอ็มอี NPL สูงถึง 7.6% เทียบกับธุรกิจใหญ่แค่ 3% ดังนั้นทางออกในการแก้ปัญหา “หนี้” แก้ปัญหาการเข้า “สินเชื่อ” ได้ ต้องแก้และสร้างกลไกที่เรียกว่า “ค้ำประกัน”

    ควบคู่กับการพัฒนาข้อมูลเครดิต และใช้ Risk-based Pricing การปล่อยกู้ตามความเสี่ยงผู้กู้ เพื่อดึงลูกหนี้นอกระบบกลับมาสู่ระบบการเงินอีกครั้ง 

    ไม่เพียงเท่านั้นภาครัฐต้องมีบทบาทสำคัญ “อย่าถ่วง” แต่ต้องหนุนภาคเอกชนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้จริง ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่และระหว่างทุนใหญ่กับรายเล็ก

    “ดร.เศรษฐพุฒิ” ฉายภาพ โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเวลานี้ มีหลายมิติ โดยเฉพาะในมิติของ “หนี้” โดยเน้นย้ำว่า ปัญหาหนี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่สะสมมานาน ไม่ใช่โรคเฉียบพลัน และปัญหาหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันส่วนหนึ่งเกิดจากการตัดสินใจเชิงนโยบายในอดีต รวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเกินไปเป็นเวลานาน ก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนี้เพิ่มสูงขึ้น การทำเช่นนี้ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์สร้างความเปราะบางและความเสี่ยงที่อาจไม่ปรากฏในทันที แต่จะไปเกิดผลในอนาคต

    หากดูในมิติ หนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ ภาคธุรกิจก็เห็นเหมือนกันว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 5% ของประเทศมีรายได้มากกว่าครึ่งของระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ตรงนี้ทำให้เห็นว่า “เอสเอ็มอี” บ้านเราเจอปัญหาจริงๆ

    โดยพบว่าเอสเอ็มอีหลายแห่ง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ตอนนี้แข่งขันได้ลำบากขึ้นมาก เมื่อเทียบกับทุนใหญ่ จึงเป็นที่มาของความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ เห็นได้ชัดจากการที่กลุ่มที่อยู่ในกรุงเทพฯ กับภาคกลางเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ภาคอีสานหรือภาคใต้ยังคงเผชิญ “ข้อจำกัด” ค่อนข้างมาก เหล่านี้ถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาที่เราเจอทุกวันนี้มันไม่ได้มีแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เกี่ยวโยงกันหมด ปัญหาทั้งหมดมาจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง”

    ถามว่าจะแก้เรื่องโครงสร้างได้อย่างไร ผมไม่อยากพูดเยอะวันนี้ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่มากและแก้ยาก แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องพยายามทำให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลัก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐเองต้องทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ตัวถ่วง รัฐต้องดูแลทั้งธุรกิจรายใหญ่ และในขณะเดียวกันต้องสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี และรายย่อย ลดอุปสรรคในการทำธุรกิจให้มากที่สุด ที่สำคัญคือต้องไม่สร้างปัญหาเพิ่มให้เอกชนอีก”

    ดังนั้น หากดูถึงภาพ “หนี้ครัวเรือน” เป็นสิ่งที่น่าห่วงมากขึ้น หนี้ครัวเรือน เป็นโจทย์ใหญ่และเรื้อรัง ตัวเลขสะท้อนว่า “ครัวเรือนไทย” ประมาณ 2-3 ล้านครัวเรือน มีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ หมายความว่าต่อให้ล้างหนี้เดิมหมด แต่ถ้ารายได้ไม่พอ รายจ่ายยังมากกว่า หนี้ก็จะกลับมาใหม่อยู่ดี

    วิธีแก้หนี้จริงๆ มีทางเดียวคือทำให้รายได้เติบโต ซึ่งก็จะโยงไปสู่โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยว่าต้องหาทางให้การเติบโตกลับมา 

    ไม่เพียงเท่านั้น พอมองไปที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ก็จะเห็นว่าการเข้าถึงสินเชื่อยัง “ยากมาก” ปัญหาหลักคือ “ความเสี่ยง” โดยเฉพาะความเสี่ยงที่มาจาก “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” หรือ “เอ็นพีแอล” ของเอสเอ็มอีปัจจุบันที่อยู่ระดับสูงถึง 7.6% ในขณะที่ของธุรกิจใหญ่มีแค่ประมาณ 3% เท่านั้น

    ดังนั้น ความเสี่ยงตรงนี้ทำให้สถาบันการเงินลังเล ไม่อยากปล่อยกู้เอสเอ็มอีเพราะกลัว “หนี้เสีย”เหล่านี้ จึงกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หากเราไม่มีมาตรการมาช่วยลดความเสี่ยงทางเครดิต

    เช่น ระบบค้ำประกันสินเชื่อ กลไกต่างๆ ของรัฐ หรือการพัฒนาข้อมูลเครดิตที่ดีขึ้น ก็ยากมากที่เอสเอ็มอีจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
    หากดูถึงกลไกค้ำประกันและข้อมูลเครดิต ปัจจุบันมีกลไกอย่าง บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งช่วยค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี แต่ก็ยังมีข้อจำกัดและถูกบ่นอยู่มาก บางครั้งธนาคารไม่อยากปล่อยกู้เอง แต่ก็ผลักภาระให้บสย.ค้ำแทน แต่หากยิ่งไม่มีกลไกค้ำประกันเลยการปล่อยกู้เอสเอ็มอีจะยิ่งยาก

    อีกจุดที่สำคัญคือ “ข้อมูล”(data) ซึ่งวันนี้ข้อมูลยังแยกส่วนกันอยู่ จึงอยากให้ข้อมูลของลูกหนี้สามารถโอนย้าย สามารถใช้ประเมินข้ามระบบได้จริง เพื่อให้ธนาคารหรือผู้ให้กู้มีฐานข้อมูลเพียงพอที่จะวิเคราะห์ความเสี่ยง โครงการที่เดินหน้าอยู่อย่าง National Digital ID หรือระบบ data sharing ถือเป็นหัวใจสำคัญ ต้องทำต่อเนื่อง เพราะมันจะช่วยทั้งการเพิ่มการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ

    นอกจากนี้มองว่า กลไกที่จะช่วยเอสเอ็มอีได้มากขึ้น คือ Risk-based Pricing หรือ การกำหนดราคาตามความเสี่ยงของผู้กู้ ถ้าความเสี่ยงสูงก็กำหนดดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่ยังอยู่ในระบบที่เป็นธรรม แม้แน่นอนว่า ครัวเรือนหรือเอสเอ็มอีเอง อาจเผชิญความเสี่ยงสูงที่ดอกเบี้ยจะแพงกว่ากลุ่มอื่นๆ หรือคนทั่วไป แต่ แต่ก็ยังถูกกว่าการไปกู้นอกระบบมาก วิธีนี้จะช่วยดึงคนจากนอกระบบกลับเข้ามาในระบบการเงินปกติ

    ดร.เศรษฐพุฒิ ระบุว่า หลายครั้งที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมคนจะถามกันแค่ดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลง 0.25% แต่จริงๆ แล้ว ผลกระทบของการขยับเล็กน้อยตรงนั้นไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจมากนัก

    สิ่งที่มีผลระยะยาวจริงๆ คือเรื่องเชิงโครงสร้าง เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ การพัฒนาข้อมูลเครดิต การแข่งขันในระบบการเงิน และการกำหนดราคาตามความเสี่ยง 

    “ถ้าเราไม่ทำเรื่องเหล่านี้ ต่อให้ดอกเบี้ยปรับขึ้นหรือลง ก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนหรือการเข้าถึงสินเชื่อได้จริง” 

    ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ‘ความเหลื่อมล้ำ’ปัญหาเรื้อรังบั่นทอนเศรษฐกิจไทย

    ผู้ว่าการ (ธปท. แสดงความห่วงใยและให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเด็นความเหลื่อมล้ำ (Inequality) โดยมองว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางสังคมและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

     หนึ่งในนั้นมาจาก “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” ปัญหาเชิงโครงสร้างและเสถียรภาพสังคม

    “ความเหลื่อมล้ำ” ถือเป็นประเด็นสำคัญที่บั่นทอนสังคม และนำมาสู่วิกฤติในหลายประเทศ โดยยกตัวอย่างจากเหตุการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย หรือศรีลังกา ซึ่งไม่ได้เกิดจากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ไม่ทั่วถึงและไม่สร้างโอกาส

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ คนรุ่นใหม่ ที่จุดเริ่มต้นมาจากความเหลื่อมล้ำ ที่เป็นปัญหาใหญ่ที่ฝังลึกในเศรษฐกิจไทย

    ซึ่งความเหลื่อมล้ำนี้ ถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ยากและท้าทายอย่างมาก และเวลามีการศึกษาเรื่องนี้ในไทย มักจะใช้ข้อมูลด้านรายได้และการกระจายรายได้มาเปรียบเทียบ เช่น สัดส่วนรายได้ของกลุ่มบนสุด 1% เทียบกับกลุ่มล่างสุด 10% รวมถึงดัชนีการกระจายรายได้ แต่แท้จริงแล้ว ตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนความเหลื่อมล้ำได้ครบถ้วน

    สิ่งที่สำคัญกว่าคือการพิจารณา ทรัพย์สินสุทธิ เพราะจะสะท้อนความเหลื่อมล้ำได้ชัดกว่ารายได้ เนื่องจากครัวเรือนไทยจำนวนมากมีหนี้สูงจนทำให้ทรัพย์สินสุทธิติดลบ หากเรียงลำดับครัวเรือน 24 ล้านครัวเรือนจากจนที่สุดไปจนถึงรวยที่สุด จะเห็นได้ว่ากลุ่มบนสุด 1% หรือประมาณ 240,000 ครัวเรือน ถือครองทรัพย์สินสุทธิรวมกันมากถึง 13 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงอย่างยิ่ง

    แม้ตัวเลขดังกล่าวดูสูงมาก แต่แท้จริงยังต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะการสำรวจข้อมูลในประเทศมักจับกลุ่ม “รวยจริงๆ” ได้ยาก เนื่องจากผู้มีทรัพย์สินระดับมหาศาลไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูล ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำในไทยจึงรุนแรงกว่าที่ตัวเลขทางการแสดงไว้

    ไม่เพียงแต่ด้านสินทรัพย์ ด้านรายได้แต่ความเหลื่อมล้ำกลายเป็นปัญหาที่กระจายไปสู่หลายภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสะท้อนผ่านภาคธุรกิจ จากโครงสร้างรายได้ธุรกิจขนาดใหญ่ 5% ของประเทศ มีสัดส่วนรายได้สูงถึง 80% ของรายได้ทั้งหมด

    ความแตกต่างนี้เป็นที่มาของปัญหาที่ทำให้ “เอสเอ็มอี” ในบ้านเรามีปัญหาจริงๆ และทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในการแข่งขันมากขึ้น  

    ดังนั้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำเหล่านี้เป็นอาการที่สังคมไทยกำลังเผชิญ และการแก้ไขปัญหาต้องเน้นไปที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นและทั่วถึงอย่างยั่งยืน

    “เศรษฐพุฒิ” ปิดท้ายว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทย ทั้งหนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ล้วนเป็นโจทย์เชิงโครงสร้าง ที่ต้องแก้ด้วยการประสานงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินในลักษณะต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่โฟกัสกับมาตรการระยะสั้นเพียงเท่านั้นสิ่งสำคัญคือการสร้างกลไกให้ภาคเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เต็มที่ 

    โดยที่รัฐคอยสนับสนุน ไม่ถ่วง และที่สำคัญที่สุด ต้องทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น เพื่อให้ครัวเรือนและธุรกิจมีรายได้เพียงพอที่จะจัดการหนี้ และพัฒนาต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1199775&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sD1LPKJNBT_NTYVz37Hq8

  • สรรพสามิต โชว์ปีงบ 68  เก็บรายได้ทะลุ 5.3 แสนล้าน ดูแลสังคม หนุนเศรษฐกิจโต | เดลินิวส์

    สรรพสามิต โชว์ปีงบ 68  เก็บรายได้ทะลุ 5.3 แสนล้าน ดูแลสังคม หนุนเศรษฐกิจโต | เดลินิวส์

    กรมสรรพสามิตแถลงผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่มิได้เป็นเพียงหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บรายได้เพื่อนำส่งรัฐบาลเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศเท่านั้น หากแต่ยังคงมุ่งเน้นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายภาษีที่มีส่วนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ผลิตและผู้บริโภค ให้หันมาใส่ใจสุขภาพและสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันเป็นพลังสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่าในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา แม้กรมสรรพสามิตเผชิญความท้าทายหลายด้านทั้งเป้าหมายการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น (Revenue Pressure) สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศที่ลดลง อีกทั้ง ข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคอันเนื่องมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่อยู่ในเกณฑ์สูง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรรมผู้บริโภคที่เน้นการดูแลสุขภาพ และสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมของประเทศที่เพื่อให้แข่งขันในตลาดโลกได้ อย่างไรก็ตามกรมสรรพสามิตยังสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานตามภารกิจต่าง ๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ SMART Excise ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ด้วยความร่วมมือของบุคลากรทุกคนในองค์กร ดังนี้

    1. S: Sustainability มุ่งเน้นความยั่งยืน โดยเป็นเรื่องที่กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญและ จะยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ ได้แก่

    1.1  ด้านสิ่งแวดล้อม คือ การสร้างกลไกราคาคาร์บอนในภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และ

    การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2065 ซึ่งได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษี เพื่อแสดงกลไกราคาคาร์บอนในสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน และออกประกาศ กรมสรรพสามิต เพื่อกำหนดราคาคาร์บอน 200 บาทต่อตันคาร์บอน เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมให้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับภาคเอกชน 2 ราย ได้แก่  บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTT OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการแสดงค่าการปล่อยคาร์บอนในการเติมน้ำมันแต่ละครั้ง และกรมสรรพสามิตจะนำข้อมูลที่ได้ไปต่อยอดเพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อใช้ประกอบการเสนอนโยบายในเรื่องภาษีคาร์บอนต่อไป

    1.2  ด้านเศรษฐกิจ กรมสรรพสามิตเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินมาตรการสนับสนุน การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ (มาตรการ EV 3) และมาตรการสนับสนุนการใช้ ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (มาตรการ EV 3.5) ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการใช้ยานยนต์แห่งอนาคต ส่งผลให้ตั้งแต่มีการเริ่มมาตรการเมื่อเดือนมีนาคม 2565 จนถึงเดือนสิงหาคม 2568 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าสะสม จำนวน 233,802 คัน และรถยนต์จักรยานยนต์ไฟฟ้าสะสม จำนวน 71,667 คัน

    นอกจากนี้ มีการขยายเวลาการลดอัตราภาษีสถานบริการเพื่อกระตุ้นภาคท่องเที่ยว โดยลดจากอัตราร้อยละ 10 เหลืออัตราร้อยละ 5 จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ขยายต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบสรรพสามิตเพิ่มขึ้น และสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีสถานบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนการลดอัตราภาษีในปี 2566 จัดเก็บได้จำนวน 138.77 ล้านบาท และในปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกที่ลดอัตราภาษีสามารถจัดเก็บได้จำนวน 182.15 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2568 (1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2568) จัดเก็บได้จำนวน 199.73 ล้านบาท

    อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันเพื่อเสถียรภาพทางการคลัง โดยปรับขึ้นภาษีกลุ่มน้ำมันเบนซินและกลุ่มน้ำมันดีเซล 1  บาทต่อลิตร โดยไม่กระทบต่อราคาขายปลีก เนื่องจากมีการปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมัน ส่งผลให้กรมจัดเก็บรายได้ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพิ่มขึ้น ประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน  และล่าสุดได้มีการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์โบราณขึ้นใหม่ โดยจัดเก็บภาษี ในอัตราร้อยละ 45 เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงรถยนต์โบราณในภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมบูรณะรถยนต์โบราณ (Restoration) ในประเทศ และเป็นการขยายฐานรายได้ใหม่ ในการจัดเก็บภาษีสินค้ารถยนต์

    1.3  ด้านสังคม กรมสรรพสามิตได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมสุราชุมชน เพื่อต่อยอดนโยบายการส่งเสริม Soft Power ของประเทศ โดยปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมผู้ผลิตสุราชุมชน ลดอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายใหม่ ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับ ฐานรากทำให้มีผู้ประกอบการในระบบ 1,824 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และจัดเก็บภาษีสุราชุมชนได้จำนวน 1,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และได้มีการปรับขึ้นอัตราภาษีเครื่องดื่มตามความหวาน ระยะที่ 4 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรการผลิต ส่งผลให้ปัจจุบันมีเครื่องดื่มที่ได้รับเครื่องหมายทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Healthier Choice) จำนวน 3,411 ผลิตภัณฑ์

    2. M: Modernization พัฒนาการจัดเก็บภาษีให้ทันสมัย โดยเน้นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย พร้อมกับการทำ Digital Transformation โดยได้รับผลสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ อาทิ

    2.1  การปรับกฎหมายและพัฒนาระบบอนุมัติฉลากดิจิทัลเต็มรูปแบบ (D-Label) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมผลิตสุรา

    2.2  การปรับกฎหมายและพัฒนาระบบใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ (D-License) แบบ End to End Service โดยสามารถยื่นเอกสาร ชำระค่าธรรมเนียม และได้รับใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์เบ็ดเสร็จผ่าน Mobile Application เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอใบอนุญาตสุรา ยาสูบและไพ่ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1 ล้านใบอนุญาต

    2.3  การเพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจราคา โดยใช้ระบบสำรวจราคาขายสินค้าประเภทสุรา เบียร์ ยาสูบ และ เครื่องดื่ม (Excise Price Survey) โดยกำหนดให้ผู้ประกอบขายสินค้าสุราและยาสูบที่ได้รับใบอนุญาตประเภทที่ 2 แจ้งราคาขายปลีกผ่านระบบสำรวจราคาขายปลีกสินค้าสรรพสามิต เพื่อให้ได้ข้อมูลการวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนของราคาขายปลีกจริงกับราคาขายปลีกแนะนำ โดยระบบนี้ได้นำมาทดแทนการสำรวจราคา โดยเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต

    นอกจากนั้น มีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสียภาษีในอัตราศูนย์สุราสามทับแปลงสภาพเพื่อส่งออก การเสียภาษีในอัตราตามมูลค่าสำหรับเครื่องดื่ม กฎหมายเกี่ยวกับสินค้าที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบทำสิ่งของอื่น เพื่อส่งออก และการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าส่งออก และสินค้าที่ผู้ประกอบการมีสิทธิได้รับคืนหรือยกเว้นภาษี                

    3. A: Accountability เสริมสร้างความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการกำกับดูแลที่ดีโดยกรมสรรพสามิตได้พัฒนากลไกการปฏิบัติงานให้มีความทันสมัยและตอบสนองต่อสถานการณ์การกระทำผิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัลและ Dashboard ในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น โดยมีผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ ได้แก่ การลงนาม MOU กับบริษัทขนส่งพัสดุเอกชน เช่น J&T และ KEX                     เพื่อยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าหนีภาษีผ่านช่องทางของบริษัทขนส่งพัสดุเอกชน ส่งผลทำให้สามารถจับกุมดำเนินคดีได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสินค้าสุรา ยาสูบ น้ำมัน และสินค้าอื่น ๆ โดยในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 สามารถจับกุมและดำเนินคดีได้ทั้งสิ้น 33,766 คดี สูงกว่าปีก่อนร้อยละ 8.69 และสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 37.33 ตลอดจนมีการนำเงินส่งคลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถนำเงินส่งคลังได้จำนวน 497.95 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนร้อยละ 27.74 และสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 64.12

    4. R: Revenue Collection กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตในรอบ 11 เดือน (1 ตุลาคม 2567 ถึง 31 สิงหาคม 2568) ได้จำนวน 489,564.14 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนร้อยละ 1.61 โดยคาดว่าในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตจะสามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนดที่จำนวน 535,000 ล้านบาท หรือสูงกว่าปีก่อนร้อยละ 2.17

    5. T: Technology and Innovation-Driven ยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม  มีผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ ได้แก่

    5.1  จัดทำระบบควบคุมและติดตามการขนส่งสินค้าน้ำมันที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร ทางบกด้วยอุปกรณ์ซีลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Seal) เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลการส่งออกน้ำมันให้มีความรัดกุม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง ลดความเสี่ยงจากการลักลอบนำน้ำมันที่ส่งออกไปแล้วกลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศ อันจะช่วยป้องกันการสูญเสียรายได้ของรัฐและเสริมสร้างความเป็นธรรมทางการค้า

    5.2  จัดทำระบบตรวจสอบติดตามและแกะรอย (Track & Trace) สำหรับสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตและนำเข้า ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทางด้านภาษี และสนับสนุนการปราบปราม ในการแยกบุหรี่ซิกาแรตในระบบและนอกระบบออกจากกันได้อย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5132932/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sA9DzdJa1s2vqQxlQT3S1

  • ฤดูดอกดินในพะเยา ของดีปีละครั้งจากป่า สู่เมนู “ข้าวเหนียวดอกดิน” สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    ฤดูดอกดินในพะเยา ของดีปีละครั้งจากป่า สู่เมนู “ข้าวเหนียวดอกดิน” สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    พะเยาเข้าสู่ฤดู “ดอกดิน” จากครัวบ้านถึงครัวชุมชน สีม่วงจากป่าที่โผล่เพียงปีละครั้ง สู่เมนูเอกลักษณ์ “ข้าวเหนียวดอกดิน”

    พะเยา, 21 กันยายน 2568 — เมื่อม่านฝนแรกคลอเคลียผืนป่าตามแนวเขาเหนือสุดของประเทศ ผืนดินในอำเภอดอกคำใต้ก็แย้มสัญญาณแห่งฤดูกาล—ดอกทรงกรวยก้านแดงอมม่วง “โผล่พ้นดิน” เป็นหย่อมเล็ก ๆ คล้ายฝากะทิ้งไว้กลางผืนใบไม้ชื้น นี่คือ “ดอกดิน” พืชป่าหายากที่มาเยือนชั่วคราวปีละครั้ง สร้างความคึกคักให้ชุมชนที่ต่างรู้คิวและรู้ทางเดินของตัวเองดี—ออกหาแต่เช้าตรู่ เก็บอย่างพอเพียง นำกลับบ้านไปปรุงอาหาร หรือแปรรูปเป็นเมนูที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ไปแล้วอย่าง “ข้าวเหนียวดอกดิน”

    ภาพเช้าหลังฝนในดอกคำใต้จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมเข้าป่าทั่วไป แต่เป็น “ฤดูเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม” ของชุมชน เป็นวิถีที่เชื่อมโยงระหว่างคน ดิน และผืนป่า ผ่านพืชเล็ก ๆ ที่มีอายุบนดินเพียงไม่กี่สัปดาห์

    ดอกดินคือใครในเชิงวิทยาศาสตร์ พืชเบียนที่รอฝนก่อนโผล่เหนือดิน

    ข้อมูลเชิงวิชาการระบุว่า “ดอกดิน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aeginetia indica L. อยู่ในวงศ์ Orobanchaceae มีลักษณะเป็นพืชเบียน (parasitic plant) ที่ไม่มีใบสีเขียว ไม่สังเคราะห์แสง แต่ใช้ชีวิตใต้ดินเกาะรากพืชเจ้าบ้าน (มักเป็นหญ้าหรือพืชใบแคบ) และจะชูช่อดอกขึ้นเหนือผิวดินในช่วงดินชื้นจัด โดยก้านดอกมีสีแดงอมม่วง ดอกตูมแน่น เมื่อบานจะเห็นกลีบสีม่วง-ชมพูอ่อน ลักษณะทางชีววิทยาเช่นนี้ทำให้ประชากรดอกดินขึ้นเป็นหย่อม ๆ เฉพาะจุด และปรากฏแก่สายตาเพียงช่วงสั้น ๆ ของปี จึงยิ่งเพิ่มมูลค่าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนที่อยู่ร่วมกับป่าอย่างรู้จักเวลา

    จากครัวบ้านสู่ครัวชุมชน ดอกดินในตำรับอาหารและสีธรรมชาติ

    ดอกดินเข้าครัวเหนือมาเนิ่นนาน ทั้งในเมนูเรียบง่ายอย่างแกงดอกดิน ผัดดอกดินใส่ไข่ และแกงเลียง แต่สิ่งที่ทำให้ดอกคำใต้เป็นที่รู้จักกว้างขวางคือ “ข้าวเหนียวดอกดิน”—สีม่วงอ่อนชวนมอง กลิ่นหอมอ่อน ๆ และรสละมุนแบบข้าวใหม่ โดยวิธีทำที่ชาวบ้านเล่าต่อกันคือ นำดอกดินมาต้มคั้นให้ได้ “น้ำสีม่วงธรรมชาติ” แล้วจึงนำไปหุงกับข้าวเหนียวหรือข้าวขาว สีม่วงอ่อนเป็นเอกลักษณ์ของเมนู และยิ่งเด่นเมื่อรับประทานคู่กับกับข้าวพื้นบ้าน

    สื่อสาธารณะเคยบันทึกภาพกระบวนการนี้ไว้อย่างชัดเจน ทั้งในรายการสารคดีชุมชนที่ถ่ายทอดวิถีไปจนถึงคลิปสั้นสาธิตการทำสีจากดอกดิน ซึ่งสะท้อนว่า อาหารจานนี้ไม่ได้เป็นแค่ “ของอร่อยตามฤดูกาล” แต่เป็น “อัตลักษณ์ชุมชน” ที่ผสานภูมิปัญญา การจัดการวัตถุดิบ และการสื่อสารของคนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

    อาหารคือยา” สรรพคุณในความเชื่อพื้นบ้านและข้อเท็จจริงที่ควรรู้

    ในสายตาชาวบ้าน ดอกดินคือพืชสมุนไพรจากป่าที่ “กินแล้วมีกำลัง” บางตำรับพื้นบ้านยกให้ช่วยบำรุงเลือด แก้ร้อนใน หรือขับปัสสาวะ ความเชื่อและการใช้ประโยชน์ดังกล่าวปรากฏในคลังความรู้สมุนไพรและแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นหลายแห่ง ขณะที่แวดวงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีข้อมูลด้านองค์ประกอบเคมีของสกุลนี้และพืชวงศ์เดียวกันอยู่บ้าง เช่น การศึกษาฐานข้อมูลพืชมีประโยชน์เขตร้อนสรุปภาพรวมชีววิทยาและการใช้ประโยชน์ของ Aeginetia indica ในหลายประเทศเอเชีย อย่างไรก็ดี งานทบทวนเชิงคลินิกเฉพาะ “ดอกดินไทย” ยังมีไม่มากพอให้เคลมสรรพคุณทางการแพทย์อย่างชัดเจนในระดับมาตรฐานสาธารณสุข จึงควรยึดหลัก “กินเป็นอาหาร” มากกว่า “กินเป็นยา” และใช้ความระมัดระวังสำหรับผู้มีโรคประจำตัวหรือหญิงตั้งครรภ์

    เศรษฐกิจชุมชนเมื่อฤดูดอกดินมา รายได้เสริมและโอกาสต่อยอด

    ฤดูดอกดินในพะเยา—โดยเฉพาะดอกคำใต้—ไม่ใช่แค่ความคึกคักชั่วคราว แต่กลายเป็น “เครื่องมือ” สร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือน เกิดการแบ่งงานกันในชุมชน ตั้งแต่คนออกหา คนคัด คนต้มน้ำสี คนหุงข้าวเหนียว ไปจนถึงการจัดจำหน่ายในตลาดชุมชนและออนไลน์ ผู้สูงวัยมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดภูมิปัญญาเรื่อง “เลือกเก็บเท่าใด เก็บอย่างไร ให้เหลือไว้ปีหน้า” ขณะคนรุ่นใหม่ช่วยสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ “ข้าวเหนียวดอกดิน” กลายเป็นสินค้าที่มี “เรื่องเล่า” ชัดเจน—ป่า ฝน ดิน วิถี และคน—ซึ่งตลาดยุคใหม่ให้คุณค่า

    นักพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ลงพื้นที่พะเยามองว่า เมื่อสินค้ามีอัตลักษณ์ชัดและหายากตามฤดูกาล สามารถสร้าง “ความต้องการเชิงประสบการณ์” (experience demand) ได้ดี หากมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ สื่อสารแหล่งที่มา (provenance) และกำกับมาตรฐานความสะอาด-ปลอดภัยอย่างเหมาะสม โอกาสต่อยอดสู่ “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร (culinary tourism)” ก็ยิ่งเห็นภาพ เช่น ทัวร์สั้น ๆ เรียนรู้การออกหาดอกดิน (บนฐานมารยาทป่าและข้ออนุญาตที่ถูกต้อง) การทำสีธรรมชาติ และการหุงข้าวเหนียวดอกดินชุดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยว

    หาอย่างไรไม่ให้ “ของดีปีละครั้ง” กลายเป็น “ของหายากขึ้นทุกปี”

    ความนิยมที่เพิ่มขึ้นย่อมพาความเสี่ยงเรื่อง “เก็บเกินกำลัง” และ “รุกพื้นที่หวงห้าม” นักพฤกษศาสตร์ไทยชี้ว่า Aeginetia indica เป็นพืชเบียนที่ขึ้นได้เมื่อเงื่อนไขระบบนิเวศเหมาะสม—ชั้นดิน ความชื้น เจ้าบ้าน—หากวงจรนี้ถูกรบกวน อาจทำให้ประชากรลดลงได้ การเก็บจึงต้องยึดหลัก “สั้น-น้อย-แบ่งปัน” (เก็บเฉพาะที่สมควร เก็บให้น้อยกว่าที่เจอเสมอ แบ่งพื้นที่ให้ธรรมชาติ) และ “ไม่รุกเข้าเขตอนุรักษ์/เขตห้ามเก็บ” ซึ่งหน่วยงานป่าไม้และเทศบาลท้องถิ่นต่างย้ำใช้กติกาชุมชนเป็นเครื่องมือแรก ก่อนยกระดับเป็นกฎหมายเมื่อจำเป็น

    ชาวบ้านดอกคำใต้เองก็รับรู้โจทย์นี้ดี หลายหมู่บ้านมีกติกา “เว้นจุดเกิดใหม่” ไม่ตัดถอนทั้งกอ เลือกเก็บเฉพาะดอกที่เหมาะแก่การกิน และไม่ใช้เครื่องมือขุดลึกที่ทำลายรากและเชื้อใต้ดิน ซึ่งเป็นความรู้ปฏิบัติที่เกิดจากการอยู่ร่วมกับป่ามานาน

    สีม่วงที่แต้มใจ ทำไม “ข้าวเหนียวดอกดิน” จึงติดตรึงฤดูกาล

    ในเชิงประสบการณ์ผู้บริโภค “สี” และ “กลิ่น” คือความทรงจำที่ชัดเจน ข้าวเหนียวดอกดินมีสีม่วงอ่อนละเมียด ไม่จัดจ้านแบบสีจากดอกไม้อื่น ให้กลิ่นอ่อน ๆ คล้ายพืชป่า เมื่อจับคู่กับของเคียง—น้ำพริกผัก หรือตำรับเหนือ—ยิ่งเด่น นักสื่อสารอาหารบอกว่า ความพิเศษอยู่ที่ความ “ชั่วครั้งชั่วคราว” (ephemeral) ของวัตถุดิบ มันไม่มาให้คิดทุกวัน จึงบังคับให้ “รอคอย” และทำให้ทุกครั้งที่ได้กิน กลายเป็นเหตุการณ์พิเศษของครัวบ้าน ครัวชุมชน และนักเดินทาง

    เสียงสะท้อนจากชุมชน “หาอย่างสบายใจ ขายอย่างพอดี กินอย่างขอบคุณธรรมชาติ”

    คำเล่าจากผู้สูงวัยในชุมชนมักลงท้ายคล้ายกัน—“ของดีจากป่ากินได้ปีละครั้ง อย่าเก็บหมด อย่าเก็บเล่น” คนรุ่นใหม่เสริมต่อว่า การขายออนไลน์ช่วยเพิ่มรายได้ แต่ก็ต้อง “เล่าให้หมด” ว่าเก็บอย่างไร ทำไมถึงแพงกว่าข้าวเหนียวทั่วไป เพื่อให้ผู้ซื้อ “ซื้อเรื่อง” และ “ซื้อระบบนิเวศ” ไปพร้อมกับสินค้าหนึ่งห่อ ในบางหมู่บ้าน มีการรวมกลุ่มทำ “แบรนด์หมู่บ้าน” ใส่ป้ายแหล่งที่มา วันทำ วันเก็บ ลงบนซอง เพื่อให้เกิดความภูมิใจร่วมกันและถือเป็น “สัญญากับป่า” แบบไม่เป็นทางการ

    โอกาสและการบ้านภาครัฐ มาตรฐานปลอดภัย-การตลาด-การเรียนรู้

    ฝ่ายสาธารณสุขท้องถิ่นและพัฒนาชุมชนสามารถเสริมพลังให้ฤดูดอกดิน เช่น

    • อบรมสุขลักษณะขั้นตอนการต้มคั้นสี/การหุง/การบรรจุ เพื่อให้จำหน่ายได้มั่นใจขึ้น
    • สนับสนุนฉลากชุมชนที่ระบุ “ที่มา-วิธีเก็บ-ข้อควรระวัง” และคำแนะนำผู้แพ้ง่าย/กลุ่มเปราะบาง
    • จัดเทศกาลเล็ก ๆ เชื่อม “ตลาด-ท่องเที่ยว-การเรียนรู้” ในช่วงสั้น ๆ ของฤดู พร้อมกำหนดโควตาการเก็บในพื้นที่เปราะบาง
    • ประสานเขตป่า อปท. และผู้นำชุมชน ทำแนวทาง “เก็บยั่งยืน” ที่สื่อสารง่าย เช่น โปสเตอร์/คลิปสั้นในตลาด

    ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ “เศรษฐกิจฤดูกาล” เติบโตคู่กับการคงอยู่ของทรัพยากร

    ทำอย่างไรให้ “ดอกดิน” อยู่กับพะเยาไปอีกนาน

    ข่าวดีคือ ปัจจุบันยังมี “ดอกดิน” โผล่ให้เห็นในหลายหย่อมป่าของดอกคำใต้และพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อฝนชุ่มและป่าพร้อม แต่เส้นทางสู่ความยั่งยืนต้องเริ่มวันนี้—ตั้งแต่ผู้เก็บ ผู้ขาย ผู้ซื้อ ไปจนถึงหน่วยงานดูแลป่า ทุกคนมีบทบาทร่วมกัน ความหอมสีม่วงหนึ่งห่อที่ซื้อมาวันนี้จึงอาจมี “ราคาจ่าย” ของระบบนิเวศที่ควรรับรู้และดูแลร่วมกัน

    สำหรับผู้มาเยือนพะเยา—ถ้าอยากลิ้มรสข้าวเหนียวดอกดินแท้ ๆ—ให้ถามหาต้นทาง ถามวิธีเก็บ ถามช่วงฤดู และพร้อมจ่าย “ราคาแห่งความยั่งยืน” ที่ช่วยให้ชุมชนตั้งราคาอย่างยุติธรรม ฤดูหน้าจึงยังมีเรื่องเล่าและรสชาติเดิมรออยู่

    ท้ายที่สุด ดอกดินไม่ใช่เพียงวัตถุดิบ หากเป็น “นาฬิกาฤดูกาล” ของผู้คน เป็นบทพิสูจน์ว่าความอุดมของป่ายังหายใจ และเป็นเครื่องเตือนใจว่าความอร่อยที่แท้จริง ต้องไม่ทำร้ายบ้านของมันเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/phayao-dok-din-sticky-rice-local-economy-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oR8_NJJmG0mRiTxHwT-Bd