Category: เศรษฐกิจ

  • ประธานสภานายจ้างฯ แนะ รัฐบาลหาตลาดใหม่ทดแทนกัมพูชาช่วงยังปิดด่าน หนุน “คนละครึ่ง” ทำเศรษฐกิจหมุนเวียนระยะสั้นได้ดี

    ประธานสภานายจ้างฯ แนะ รัฐบาลหาตลาดใหม่ทดแทนกัมพูชาช่วงยังปิดด่าน หนุน “คนละครึ่ง” ทำเศรษฐกิจหมุนเวียนระยะสั้นได้ดี

    นายเอกสิทธ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวถึงมาตรการคนละครึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่เตรียมรื้อฟื้นกลับมาใช้อีกครั้งส่งผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศระยะสั้น ว่า โครงการคนละครึ่งเราเคยใช้มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ผลการตอบรับที่ดี ส่วนตัวก็เห็นด้วยในมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่อยู่สั้น จำเป็นจะต้องเร่งทำนโยบายที่เห็นผลเร็ว มีผลต่อประชาชนได้ทันที ซึ่งคนละครึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้หมุนเวียนมีสภาพคล่องให้ประชาชนและเชื่อว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในเบื้องต้น

    ส่วนปัญหาเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบหลังจากการปิดด่านไม่สามารถค้าขายและส่งออกสินค้าได้นั้น นายเอกสิทธิ์ เสนอว่า เรื่องการเปิดด่านยังถือเป็นเรื่องเซนซิทีฟเพราะยังมีสถานการณ์กระทบกระทั่งกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับความมั่นคงให้จบก่อน จึงจะสามารถพิจารณาเปิดด่านอีกครั้ง โดยในช่วงนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องส่งเสริมมองหาตลาดอื่นมาทดแทนกัมพูชา

    ทั้งนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านทักษะดิจิทัลด้วย ควรจะสนับสนุนให้มีจัดฝึกอบรมบุคลากร ของหน่วยงานต่างๆ เพื่อรองรับอนาคตในการแข่งขันด้านดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมเกี่ยวข้องทุกด้านทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลควรจะเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนมาตรการด้านภาษีเป็นพิเศษให้กับภาคเอกชนที่จัดฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/243476&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XAj8hUvOI-hxCbZD6IYae

  • ‘ทูตจีน’ เชิญ ‘ร.อ.ธรรมนัส’ ถก ‘ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-ปราบแก๊งคอลฯ’ | เดลินิวส์

    ‘ทูตจีน’ เชิญ ‘ร.อ.ธรรมนัส’ ถก ‘ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-ปราบแก๊งคอลฯ’ | เดลินิวส์

    ‘ทูตจีน’ เชิญ ‘ร.อ.ธรรมนัส’ ถก ‘ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-ปราบแก๊งคอลฯ’

    เอกอัครราชทูตจีน เชิญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ-รมว.เกษตรฯ หารือ 26 ก.ย.นี้ เน้นวาระ การค้าการลงทุน และ ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมเชิญเยือนจีนปลาย ต.ค.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5132700/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37txyXZClYPjLxpI2LWgcS

  • จีน-มาเลเซียจับมือขยายเครือข่ายขนส่งสินค้าทางอากาศทั่วอาเซียน : อินโฟเควสท์

    จีน-มาเลเซียจับมือขยายเครือข่ายขนส่งสินค้าทางอากาศทั่วอาเซียน : อินโฟเควสท์

    ความพยายามในการเชื่อมโยงจีนกับประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ได้รับการส่งเสริมผ่านความร่วมมือด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศเชิงกลยุทธ์ระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA) และท่าอากาศยานนานาชาติเจิ้งโจวซินเจิ้ง (CGO)

    ผู้เข้าร่วมงาน Zhengzhou-Kuala Lumpur “Air Silk Road” Forum for International Cooperation กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (18 ก.ย.) ว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อขยายการเชื่อมต่อด้านการขนส่งสินค้าทั่วเอเชีย โดยวางตำแหน่ง KLIA และ CGO เป็นศูนย์กลางภูมิภาคชั้นนำ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative ในส่วนของ ‘Air Silk Road’

    ในการกล่าวปาฐกถานั้น แอนโทนี โลค ซิว ฟุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของมาเลเซียระบุว่า การเชื่อมโยงเจิ้งโจวหนึ่งในศูนย์โลจิสติกส์ที่เติบโตเร็วที่สุดในภาคกลางของจีน กับ KLIA ซึ่งเป็นประตูสู่อาเซียนจะช่วยสร้างโอกาสในภาคส่วนมูลค่าสูง เช่น อีคอมเมิร์ซ อิเล็กทรอนิกส์ เภสัชภัณฑ์ และสินค้าเกษตรสด

    KLIA จะเสริมความแข็งแกร่งผ่านโครงการนี้ในฐานะศูนย์กลางขนส่งสินค้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ดิจิทัล และการปรับปรุงด้านศุลกากรให้ราบรื่น จะช่วยให้เข้าถึงตลาดสำคัญได้รวดเร็วขึ้น

    เจิ้ง ซือฟาง หัวหน้าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำมาเลเซียกล่าวว่า มณฑลเหอหนานและมาเลเซียได้บรรลุข้อตกลงในการเปิดและเพิ่มความถี่เที่ยวบินขนส่งสินค้าระหว่างเจิ้งโจวและมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างโครงการนำร่อง “Air Silk Road” ที่เชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    การประชุมครั้งนี้ยังมีการลงนามในข้อตกลงหลายฉบับระหว่างผู้ประกอบการจีนและมาเลเซีย ครอบคลุมด้านการขยายความจุการขนส่งทางอากาศ การส่งออกสินค้าเกษตร โลจิสติกส์ระบบเย็น และการอำนวยความสะดวกด้านการค้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yLVMwqtwsYlxppz5-U-b2

  • เปิด ’10 จังหวัดคนจนสูงสุดในไทย’ แม่ฮ่องสอน-ปัตตานีจนซ้ำซ้อน 15 ปี

    เปิด ’10 จังหวัดคนจนสูงสุดในไทย’ แม่ฮ่องสอน-ปัตตานีจนซ้ำซ้อน 15 ปี

    สภาพัฒน์เปิดข้อมูล 10 อันดับคนจนมากที่สุดในไทย แม่ฮ่องสอนครองแชมป์ตามด้วย 3 จว.ชายแดนใต้ ชี้ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่แต่ใน กทม.

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยในปี 2567 พบคนจนในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.89 ของประชากรทั้งหมด คือ 3.43 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ร้อยละ 3.41 

    โดยพิจารณาจากเส้นความยากจนที่ปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิมอยู่ที่ 3,043 บาทต่อคนต่อเดือน

    สำหรับเส้นความยากจน คือ การคำนวณค่าใช้จ่ายขั้นต่ำต่อคนต่อเดือนที่ครัวเรือนจำเป็นต้องมีเพื่อดำรงชีวิตอย่างน้อยในระดับมาตรฐาน

    สศช.ยังได้เปิดเผย 10 อันดับจังหวัดที่มีคนจนสูงที่สุดในไทย ได้แก่

    1. แม่ฮ่องสอน
    2. ยะลา
    3. ปัตตานี
    4. นราธิวาส
    5. อุบลราชธานี
    6. สระแก้ว
    7. พัทลุง
    8. ศรีสะเกษ
    9. เชียงราย
    10. ตาก

    โดยมีข้อมูลจังหวัดที่มีสัดส่วนความยากจนสูงสุด 10 อันดับ เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่  

    1. แม่ฮ่องสอน  25.69%
    2. ยะลา 25.41%
    3. ปัตตานี 25.39%
    4. นราธิวาส  21.07%
    5. อุบลราชธานี  20.34%
    6. สระแก้ว 16.00%
    7. พัทลุง  15.74%
    8. ศรีสะเกษ 14.08%
    9. เชียงราย  13.69%
    10. ตาก  13.37%

    ทั้งนี้ พบว่า 5 ใน 10 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตาก มักติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มี สัดส่วนคนจนสูงสุดในปีอื่น ๆ ด้วย คือ มีแนวโน้มเผชิญกับปัญหาความยากจนเรื้อรัง

    นอกจากนี้ แม่ฮ่องสอนและปัตตานี ยังมีปัญหาความยากจนเรื้อรังนานกว่า 15 ปี

    การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทำให้เกิดปัญหา ‘ความเหลื่อมล้ำ’ 

    สศช. ระบุว่าหากพิจารณาเรื่องความยากจนจำแนกเป็นภูมิภาคของไทย พบว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

    โดยพบว่าสัดส่วนคนจนในภาคเหนือมี 5.75% ในขณะที่ภาคอีสานมี 6.56% ภาคใต้ 9.43% 

    โดยความเจริญจะกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และภาคกลาง ซึ่งมีแรงงานกว่าร้อยละ 25 ในภาคบริการสมัยใหม่ ครอบคลุมสาขาเทคโนโลยี การเงิน การแพทย์ และการสื่อสาร  และยังเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ซึ่งทำให้พื้นที่ดังกล่าวได้เปรียบกว่าภูมิภาคอื่น

    ทั้งนี้ การดำเนินนโยบาของภาครัฐที่ผ่านมาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ยังมีช่องว่าง ที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม ได้แก่

    1. มาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและสังคมหลายโครงการไม่สอดคล้องกับความต้องการของครัวเรือนยากจนที่มีภาระพึ่งพิงสูง เพราะไม่สามารถเข้าถึงบริการสนับสนุนที่จำเป็น
    2. การออกแบบและดำเนินนโยบายไม่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ประชากร และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน
    3. ภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบโครงการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 
    4. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรยากจนส่วนใหญ่เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ขาดการสร้างรายได้ที่มั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/730744&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l7RfSsZsChZiT0n7rgFe0

  • คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เท่าไหร่

    คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เท่าไหร่

              คนละครึ่ง รัฐบาลอนุทิน เร่งจัดสูตร 60 : 40 สั่งดำเนินการให้เสร็จ ภายใน 1 – 2 เดือน ส่องดีเทลคร่าว ๆ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เท่าไหร่ 

    คนละครึ่ง 2568
    JN 999 / Shutterstock.com

              โครงการคนละครึ่ง ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางการจับตาของประชาชน ว่ามาตรการนี้จะคลอดเมื่อไหร่ และคนละครึ่ง 2568 จะได้รับเงินคนละกี่บาท ทั้งในกลุ่มผู้เสียภาษีและกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

              ล่าสุด (21 กันยายน 2568) ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พูดถึงโครงการคนละครึ่ง ระหว่างลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.อ่างทอง เมื่อวานนี้ (20 กันยายน) โดยระบุว่า เดี๋ยวจะรีบจัดคนละครึ่ง 60 : 40 มาให้พี่น้องด้วย อันนี้เป็นนโยบายที่ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งดำเนินการให้เสร็จ ภายใน 1-2 เดือนนี้ โดยเร็วที่สุด 

              ซึ่งหากอิงตามคำพูดนี้ของนายอนุทิน ทำให้คาดได้ว่าโครงการคนละครึ่ง 2568 จะมาเป็นรูปแบบ 60 : 40  

    อัปเดตเงื่อนไขคนละครึ่ง 2568

              – เติมเงินในลักษณะ top up ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น ผู้ถือบัตรได้สิทธิใช้จ่ายทุกเดือน 300 บาท รัฐบาลอาจจะเติมเงินเพิ่มเข้าไป 700 บาทรวมเป็น 1,000 บาท เพื่อใช้จ่ายผ่านแอปฯ ถุงเงิน กับร้านค้าที่ร่วมโครงการ

              – รัฐบาลกำลังพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาทต่อคน 

    คนละครึ่ง 2568

    สูตรใหม่คนละครึ่ง 

              – คาดใช้สูตรใหม่ รัฐสนับสนุน 60 : 40 สำหรับผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีอยู่จำนวน 11 ล้านราย แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 4 ล้านราย

              – รัฐสนับสนุน 50 : 50 สำหรับประชาชนทั่วไป

              – ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐบัตรคนจนจำนวน 13.5 ล้านรายรอความชัดเจนอย่างเป็นทางการหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิคนละครึ่ง 

              1. มีบัตรประจำตัวประชาชน เลข 13 หลัก

              2. สัญชาติไทย

              3. อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ลงทะเบียน

    ข่าวโครงการคนละครึ่ง 2568 ที่น่าสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295135.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2So-O3crukopixKOkgpcgs

  • ‘อนุทิน’ ควงทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ถกปมร้อนสินเชื่อ-เงินบาทแข็ง พรุ่งนี้

    ‘อนุทิน’ ควงทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ถกปมร้อนสินเชื่อ-เงินบาทแข็ง พรุ่งนี้

    ‘อนุทิน’ ควงทีมเศรษฐกิจ พบสมาคมธนาคารไทย ถกปมร้อนสินเชื่อ-เงินบาทแข็ง พรุ่งนี้

    รายงานข่าวเปิดเผยว่า วันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, และทีมงาน จะเข้ารับฟังการหารือกับ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และสมาชิกสมาคมธนาคารไทย ที่สมาคมธนาคารไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

    การประชุมนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการหาทางออกให้กับปัญหาต่างๆ ในภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของการเข้าถึงสินเชื่อและปัญหาภาระหนี้สินของกลุ่ม SMEs ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ซึ่งไม่ได้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

    การหารือครั้งนี้มีความคาดหวังว่าจะสามารถหามาตรการที่ช่วยปลดล็อกปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและฟื้นฟูสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ SME ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทย 

    ทั้งนี้ ในการประชุมที่ผ่านมาของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อลดภาระต้นทุนและเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาแรงงานก็เป็นอีกประเด็นที่มีการหารือ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของแรงงานไทยในตลาดแรงงานโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dO1w5qDbL59MyB3yFaqBx

  • ส่องแนวทาง “คนละครึ่ง 2568” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-กลุ่มเสียภาษี ได้สิทธิอะไรบ้าง

    ส่องแนวทาง “คนละครึ่ง 2568” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-กลุ่มเสียภาษี ได้สิทธิอะไรบ้าง

    ส่องแนวทาง “คนละครึ่ง 2568” กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-กลุ่มเสียภาษี รัฐบาลจ่อเพิ่มสิทธิพิเศษหวังกระตุ้นกำลังซื้อ เช็กเลยมีอะไรบ้าง

    แม้ว่ามาตรการคนละครึ่ง จะยังไม่เคาะออกมาเป็นรูปธรรมและชัดเจนเท่าไหร่นัก เพราะรัฐบาลยุคอนุทิน จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน ถึงจะดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่ที่แน่ๆ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงแนวทางการดำเนินการคนละครึ่งนั้น เบื้องต้นได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    • จะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป

    ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี

    • รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาทต่อคน

    จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

    นอกจากนี้ ภาคเอกชนได้เสนอให้เพิ่มวงเงินในโครงการคนละครึ่ง จากเดิม 150 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน คนที่ใช้แพลตฟอร์ม และมีสิทธิอยู่แล้วจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เมื่อถึงเวลาสามารถใช้ได้ทันที ส่วนคนที่ยังไม่เคยใช้ต้องลงทะเบียน และสำหรับคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็มีระบบออฟไลน์รองรับ

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่ง 2568 จะเริ่มใช้ได้ในช่วงเดือน ต.ค. 68 โดยใช้งบประมาณปี 2569 ในหมวดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินราว 25,000 ล้านบาท

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943252/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xbbO641iTQb0rILAvQIgS

  • เปิดขั้นตอนสมัคร “เป๋าตัง” ลุ้นลงทะเบียน “คนละครึ่ง 2568” ใช้สิทธิผ่านแอปฯ

    เปิดขั้นตอนสมัคร “เป๋าตัง” ลุ้นลงทะเบียน “คนละครึ่ง 2568” ใช้สิทธิผ่านแอปฯ

    “คนละครึ่ง 2568” อัปเดตล่าสุด เช็กเงื่อนไขใหม่ ใครได้บ้าง แนะขั้นตอนสมัครใช้งานแอปฯ “เป๋าตัง” เตรียมความพร้อมก่อนลงทะเบียนร่วมโครงการ

    ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอยู่ต่อเนื่องสำหรับ “โครงการคนละครึ่ง” ปี 2568 หลังจากที่ “รัฐบาลอนุทิน” ได้ประกาศเตรียมนำกลับมาปัดฝุ่น เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนอีกครั้ง แต่อาจจะมีการปรับเงื่อนไขการลงทะเบียน และสิทธิการใช้จ่าย เน้นสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี แต่ยังคงสิทธิเดิมสำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการ

    อัปเดตล่าสุด “คนละครึ่ง 2568” ได้เมื่อไร

    สำหรับ “คนละครึ่งอนุทิน” นี้ คาดการณ์ว่าจะเริ่มใช้ได้เร็วที่สุดในช่วงเดือน ต.ค. 2568 โดยใช้งบประมาณปี 2569 ในหมวดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินราว 25,000 ล้านบาท 

    โดยก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมายืนยันแล้วว่า ขณะนี้มีความพร้อมทั้งในส่วนระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

    “คนละครึ่งอนุทิน” เช็กเงื่อนไขใหม่ ใครได้บ้าง

    สำหรับโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ หรือ คนละครึ่งอัปเกรด จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคน โดยแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

    • ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้รับสิทธิพิเศษ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือรูปแบบ 60:40 โดยกลุ่มนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ ประมาณ 11 ล้านคน
    • ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิจ่ายคนละครึ่ง หรือ 50:50 โดยประชาชนจ่าย 50% และรัฐช่วยจ่ายอีก 50%

    โดยความคืบหน้าล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังได้เปิดเผยถึง นโยบายคนละครึ่งล่าสุด ระบุว่า แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป 

    ขณะเดียวกันยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่ง 2568 เตรียมใช้สิทธิผ่านแอปฯ

    ก่อนหน้านี้ นายสิริพงศ์ ยังได้เปิดเผยไว้อีกว่า การระงับบัญชีม้า จะไม่กระทบกับ “โครงการคนละครึ่ง” ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล เพราะโครงการจะดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชี

    สำหรับการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ “โครงการคนละครึ่ง” ที่ผ่านมา สามารถลงทะเบียนได้ 2 ช่องทาง ได้แก่

    • ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com
    • ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” พร้อมผูกกับกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อว่า G-Wallet (กดแถบโครงการคนละครึ่ง) โดยจะต้องเติมเงินเข้าไปก่อนใช้บริการ

    อัปเดตปี 2568 ขั้นตอนสมัครใช้งานแอปฯ “เป๋าตัง”

    • วิธีติดตั้ง แอปฯ เป๋าตัง และการลงทะเบียน

    1. เปิดแอปฯ App Store หรือ Google Play หรือ Play Store รองรับโทรศัพท์ที่ใช้ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iPhone ที่มี iOS 15.0 ขึ้นไป

    2. พิมพ์ค้นหา “เป๋าตัง” ในช่องค้นหา
    3. เลือก “GET” หรือ เลือก “ติดตั้ง”
    4. เมื่อติดตั้งเสร็จ เปิดแอปฯ เป๋าตัง

    5. ให้ความยินยอมจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
    6. เตรียมบัตรประชาชน
    7. ถ่ายรูปหน้าบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน
    8. ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP

    9. ใส่รหัส OTP 6 หลักที่ได้รับจากโทรศัพท์มือถือ
    10. กรอกข้อมูล บัตรประชาชน
    11. เลือกวิธียืนยันตัวตน

    • กรณียืนยันตัวตนด้วยบัญชี Krungthai NEXT

    1. เข้าสู่ Krungthai NEXT
    2. ระบุรหัส PIN Krungthai NEXT
    3. กดปุ่มดำเนินการบนแอปฯ เป๋าตัง
    4. กรอกรหัส OTP (OTP จะถูกส่งไปที่เบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับ Krungthai NEXT)

    5. ตั้งค่ารหัส PIN
    6. ยืนยันรหัส PIN
    ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องใช้บัญชี Krungthai NEXT ที่มีหมายเลขบัตรประชาชนเดียวกับแอปฯ เป๋าตัง

    • กรณียืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า

    กรณียืนยันตัวตนด้วย การสแกนใบหน้า
    1. เตรียมสแกนใบหน้า
    2. สแกนใบหน้า (สามารถข้ามได้ หากโทรศัพท์ไม่มีกล้อง/ชำรุด)
    3. ตั้งค่ารหัส PIN
    4. ยืนยันรหัส PIN

    5. เปิดการใช้งานระบบสแกนใบหน้า หรือ สแกนลายนิ้วมือ
    6. ยอมรับ เงื่อนไขการใช้งานแอปฯ เป๋าตัง (ผู้ขอใช้บริการต้องยอมรับเท่านั้น)
    7. แสดงหน้าจอเฉพาะความยินยอมที่ผู้ใช้งานไม่เคยตอบ (การตอบคือการให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอมก็ได้)
    8. ขณะระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้งาน จะพบข้อความบนการ์ดว่า “กำลังตรวจสอบข้อมูล”
    9. หากลงทะเบียนสำเร็จ จะแสดงการ์ด wallet ดังภาพ เพื่อให้สมัครใช้บริการ.

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2884066&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s8mETwvPtidMhJzq8N0Fp

  • อิรักประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ ตั้งเป้าลดการพึ่งพาน้ำมันภายใน 25 ปี : อินโฟเควสท์

    อิรักประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ ตั้งเป้าลดการพึ่งพาน้ำมันภายใน 25 ปี : อินโฟเควสท์

    มุฮัมมัด ชิยาอ์ อัลซูดานี นายกรัฐมนตรีอิรัก ได้ประกาศวิสัยทัศน์ว่าด้วยการพัฒนาแห่งชาติในวันเสาร์ (20 ก.ย.) พร้อมกับย้ำว่าอิรัก “ไม่สามารถพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพียงอย่างเดียวในฐานะรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจได้อีกต่อไป”

    แถลงการณ์ระบุว่า นายกรัฐมนตรีอิรักได้เข้าร่วมพิธีเปิดตัววิสัยทัศน์ “Iraq Vision 2050 for Development and the Future” โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล นักการทูต และตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมงาน

    วิสัยทัศน์ดังกล่าวมุ่งสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาน้ำมัน และยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

    ตัวอย่างโครงการสำคัญ ได้แก่ การผลักดันให้อิรักเป็นศูนย์กลางการขนส่ง เพื่อรองรับ 20% ของการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรปผ่านทางท่าเรืออัลฟาว (Al-Faw Grand Port) รวมถึงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน “Development Road” ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานมากถึง 1.5 ล้านตำแหน่ง

    วิสัยทัศน์ใหม่ยังมุ่งเป้าไปที่โครงการด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม เพื่อพึ่งพาตนเองด้านอาหาร น้ำ และพลังงานให้ได้ 70% โดยหลังจากนี้จะมีการจัดทำแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนา และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติในลำดับถัดไป

    นายกรัฐมนตรีอิรักกล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก และ “อิรักปรารถนาที่จะเป็นอิสระจากการพึ่งพาน้ำมันในอนาคต ด้วยเศรษฐกิจที่มั่นคงและมีความหลากหลายมากขึ้น”

    “วิสัยทัศน์ Iraq Vision 2050 เป็นแนวทางระดับชาติที่มุ่งสร้างเอกภาพ โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม ตลอดจนเยาวชน” เขากล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZsOFTlTyaI8Ai063HWmLU

  • คณะผู้แทนของอิหร่าน: ชาวอิหร่านจะไม่ทนต่อการรุกรานของมหาอำนาจต่างชาติ

    คณะผู้แทนของอิหร่าน: ชาวอิหร่านจะไม่ทนต่อการรุกรานของมหาอำนาจต่างชาติ

    คณะผู้แทนของอิหร่าน: ชาวอิหร่านจะไม่ทนต่อการรุกรานของมหาอำนาจต่างชาติ

    คณะผู้แทนอิหร่าน ณ เจนีวา:
    🔹ตลอดประวัติศาสตร์ ชาวอิหร่านได้รับแรงบันดาลใจจากวีรบุรุษทางศาสนาและตำนานของตนเสมอมา และมีความรักสงบ
    🔹ตลอดเวลากว่าสองศตวรรษที่ผ่านมา ชาวอิหร่านไม่เคยแสวงหาการรุกรานชาติใด ๆ อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะไม่ยอมทนต่อความอยุติธรรมหรือการรุกรานจากมหาอำนาจต่างชาติที่กระทบต่อศักดิ์ศรีและมาตุภูมิของตน
    🔹ในวันสันติภาพโลก เรามีโอกาสที่จะเน้นย้ำและยืนยันอีกครั้งถึงพันธะสัญญาอันแน่วแน่ของอิหร่านต่อสันติภาพ