Category: เศรษฐกิจ

  • “หัวหน้าเท้ง” – แกนนำปชน. นำทัพ สมัคร สส.ทั่วประเทศ มั่นใจ ปชช. เห็นผลงาน ย้ำวาระเร่งด่วนประเทศไทยขจัดสีเทา-ความมั่นคง-การจัดการภัยพิบัติ-ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ 

    “หัวหน้าเท้ง” – แกนนำปชน. นำทัพ สมัคร สส.ทั่วประเทศ มั่นใจ ปชช. เห็นผลงาน ย้ำวาระเร่งด่วนประเทศไทยขจัดสีเทา-ความมั่นคง-การจัดการภัยพิบัติ-ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ 

    กรุงเทพฯ, วันที่ 27 ธันวาคม – แกนนำพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตทั่วประเทศ ร่วมเดินทางเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.แบบแบ่งเขต ตามสถานที่ต่างๆ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้กำหนด สำหรับการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดย เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้า เป็นผู้นำผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เข้าสมัครรับเลือกตั้งด้วยตนเอง ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น)

    ณัฐพงษ์ กล่าวถึงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งว่า พรรคประชาชนมีความมั่นใจและกำลังใจเต็มเปี่ยม เชื่อว่าเพื่อนผู้สมัครทุกคนร่วมเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง และเชื่อมั่นว่าทุกคนได้ผ่านการทำงานและกระบวนการคัดสรรมาอย่างเข้มข้น ไม่มีใครที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนเทาและเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศในขณะนี้ และเป็นภารกิจที่ประชาชนทุกคนต้องทำร่วมกันในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในการขจัดเรื่องสีเทาออกจากประเทศ ทำให้สังคมไทยมีความเท่าเทียมกันและเท่าทันโลก

    ในส่วนของกรุงเทพมหานครเองนั้น พรรคประชาชนมีความมั่นใจ และจะหาเสียงอย่างเต็มที่ทั้ง 33 เขต ให้ได้ความไว้วางใจจนเป็นสีส้มทั้งกรุงเทพมหานคร แต่ก็ไม่เคยประมาทและไม่เคยดูถูกเสียงของประชาชน พรรคประชาชนไม่เคยคิดว่าจะมีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นเจ้าของเสียงของประชาชน แม้จะมีความมั่นใจว่าทั้งกรุงเทพมหานครเป็นสีส้มแน่นอนแต่ก็จะไม่ประมาท ทุกคนจะหาเสียงอย่างเต็มที่แน่นอนในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

    ผู้สื่อข่าวถามว่าประเมินคะแนนผู้สมัครแต่ละคนของพรรคประชาชนอย่างไร ณัฐพงษ์ระบุว่าทุกคนได้เกิน 10 แน่นอน ทั้งการทำงานในพื้นที่ และในสภาอย่างเต็มที่ จะเห็นว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้ผลักดันกฎหมายหลายฉบับผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ถึงแม้พรรคประชาชนจะทำงานในฐานะพรรคฝ่ายค้าน แต่ก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉยและทำทุกอย่างตามอำนาจหน้าที่ที่มี เพื่อผลักดันสังคมไทยไปข้างหน้าให้ดีที่สุด

    ปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนตอนนี้คือการขจัดเรื่องสีเทาและปัญหาความมั่นคง ที่นอกจากจะมีปัญหาความมั่นคงชายแดนแล้วยังมีภัยความมั่นคงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ การจัดการภัยพิบัติ ที่ผ่านมาประเทศไทยอาจคุ้นชินกับปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นทุกปี แต่ไม่มีน้ำท่วมครั้งไหนที่ทำให้เกิดความสูญเสียเป็น 100 คนแบบที่ภาคใต้ที่ผ่านมา และยังมีปัญหาในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจที่โตรั้งท้ายอาเซียน ด้วยปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

    ณัฐพงษ์กล่าวว่าตอนนี้สังคมไทยขาดความเท่าเทียมกันทุกด้าน และเป็นภารกิจที่พรรคประชาชนพร้อมเข้าไปบริหารประเทศ โดยทีมบริหารมืออาชีพ ซึ่งในวันที่ 11 มกราคม 2569 พรรคประชาชนจะมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพตัวจริงที่ไม่ได้มาจากมุ้งใหญ่ ทุนใหญ่ หรือทุนเทา แหล่งที่มาของทีมบริหารมืออาชีพของพรรคประชาชนไม่มีหนี้บุญคุณต้องตอบแทนใคร ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดของประชาชนที่จะเข้าไปแก้ไขทุกปัญหา

    ต่อข้อถามว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมา อดีตพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งมาได้ด้วยกระแส ในการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่ ณัฐพงษ์ระบุว่ากระแสที่เกิดขึ้นเกิดจากการทำงานอย่างแข็งขันของผู้สมัครและคณะทำงานจังหวัดในทุกตำบล อำเภอ และจังหวัด ถ้าพรรคประชาชนสามารถทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและเชื่อใจในพรรค กระแสภาพรวมทั้งประเทศก็จะเกิดขึ้นเอง เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว กระแสที่เกิดขึ้นที่ทำให้อดีตพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากกระแสบนโซเชียลมีเดีย แต่เกิดจากการทำความเข้าใจและการทำงานอย่างหนักในพื้นที่ของผู้สมัครทุกคน

    เมื่อถามว่าการเปลี่ยนตัวผู้สมัครกรุงเทพมหานคร 10 คนจะส่งผลอย่างไรหรือไม่ ณัฐพงษ์ระบุว่าผู้สมัครหลายคนที่มีการเปลี่ยนตัวยังทำงานร่วมกับพรรคต่อไป หลายคนย้ายไปลงบัญชีรายชื่อด้วยข้อจำกัดทางการเมือง พรรคประชาชนบริหารความเสี่ยงอย่างดีที่สุด และยืนยันว่าการเปลี่ยนตัวผู้สมัครไม่ได้ทำให้มีอุปสรรคแต่อย่างใด แต่ทำให้ได้ผู้สมัครที่เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถเพิ่มเติม และเป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กันหรือดีมากยิ่งขึ้นให้กับประชาชนชาวกรุงเทพมหานครด้วยซ้ำ หลายคนร่วมเดินทางมากับพรรคตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ พิสูจน์แล้วว่าอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนและเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับชาวกรุงเทพมหานครอย่างแน่นอน

    ณัฐพงษ์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่านอกจากการเปิดตัวนโยบายที่เกิดขึ้นไปแล้ว วันนี้ยังมีการเปิดโฉมหน้าผู้สมัครทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ ที่วันนี้พรรคประชาชนได้ส่งแกนนำร่วมเป็นกำลังใจและรวมส่งใบสมัครกับ กกต. ในทุกจังหวัด รอให้ประชาชนทุกคนได้ติดตามต่อ และจะมีการเปิดตัวทีมบริหารและบุคลากรอีกมาก แล้วประชาชนจะได้เห็นว่าพรรคประชาชนเอาจริงกับการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมที่จะตัดสินอนาคตประเทศ พาประเทศไทยออกจากปากเหวและพาประเทศไทยไปข้างหน้าต่อไป

    ขณะเดียวกัน ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต พรรคประชาชน ในจังหวัดต่างๆ ก็ได้ร่วมเดินทางเข้ารับสมัครรับเลือกตั้ง โดยมีแกนนำพรรคประชาชนร่วมสังเกตการณ์ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น ภาคอีสาน ที่บุรีรัมย์ นำโดย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ที่ศรีสะเกษ และสุรินทร์ นำโดย รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค ขอนแก่น นำโดย อภิชาติ ศิริสุนทร อดีต สส. พรรคก้าวไกล นครราชสีมา นำโดย พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค อุดรธานี นำโดย เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบาย อุบลราชธานี นำโดย กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษก

    ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ นำโดย ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล  พิษณุโลก นำโดย ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภา ลำปาง นำโดย ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่, ภาคใต้ ที่จังหวัดภูเก็ต นำโดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้า นครศรีธรรมราช นำโดย ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษก สงขลา นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษก สุราษฎร์ธานี นำโดย ศรายุทธิ์​ ใจหลัก เลขาธิการพรรค, ภาคตะวันออก ที่จังหวัดจันทบุรี นำโดย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้า ชลบุรี นำโดย รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม.

    ทั้งนี้ หลังการรับสมัครเป็นที่เสร็จสิ้น ผู้สมัคร สส. พร้อมด้วยแกนนำพรรคประชาชนที่ร่วมสังเกตการณ์การรับสมัครทั่วประเทศ ได้ร่วมขบวนแห่หาเสียงตามพื้นที่ต่างๆ ในทันที โดยในส่วนของกรุงเทพมหานคร หัวหน้าพรรคประชาชนพร้อมด้วยด้วยผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จะมีการร่วมขบวนรถแห่จากอาคารกีฬาเวสน์ 2 เดินสายไปตามพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ก่อนจบเส้นทางที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/267519&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jNHJggpaWDF08gBS_bFG0

  • นโยบายพรรคประชาชาติ สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ชู “0-10-100” กลยุทธ์พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    นโยบายพรรคประชาชาติ สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ชู “0-10-100” กลยุทธ์พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    เปิดนโยบายพรรคประชาชาติ ดัน ยุทธศาสตร์ “ประชาชาติเพื่อสันติภาพและคุณภาพชีวิต 0-10-100” ปราบโกงให้เป็น 0 เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรง GDP โต 10% และนิติรัฐและนิติธรรม สิทธิเสรีภาพ เสมอภาคและเป็นธรรม 100%

    วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ปี่กลองเลือกตั้งดังทั่วประเทศแล้ว พามาดูรายละเอียดนโยบายพรรคการเมือง ก่อนให้ประชาชนตัดสินใจลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้งที่จะถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยในส่วนของพรรคประชาชาติ ได้เปิดนโยบายและยุทธศาสตร์ “ประชาชาติเพื่อสันติภาพและคุณภาพชีวิต 0-10-100”

    0% โกง หรือการทุจริต – งบถึงมือประชาชน

    • ปราบโกงให้เป็น 0 : บังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ
    • ปราบปรามนักค้ายาเสพติดให้เป็น 0 : ผู้จำหน่ายผู้ค้ายาเสพติดต้องปราบปราม ยึดทรัพย์และไม่ให้มีที่ยืนในพื้นที่ จชต นำกัญชาเป็นยาเสพติดใช้เฉพาะการแพทย์หรือการศึกษาวิจัยเพื่อการแพทย์ และให้พืชกระท่อมเป็นยาเสพติด ต้องมีการอนุญาตในการใช้
    •  ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เป็น 0% : พัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ส่งเสริมการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ
    • ขจัดอัตราการออกกลางคันให้เป็น 0% (Zero Dropout) : กำหนดแนวนโยบายและแนวปฏิบัติที่มุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนทุกคนอยู่ในระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรืออย่างน้อยจนมีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพที่พึ่งพาตนเองได้ โดยถือว่า “เด็กทุกคนมีคุณค่า รัฐ ชุมชน และสังคมต้องไม่ปล่อยให้ใครหลุดออกจากระบบ”

    10% โต (GPP) – เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรง

    • “การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อพลิกโฉมสามจังหวัดชายแดน” โดยสร้างเขตพัฒนาเต็มพื้นที่สามจังหวัดและสี่อำเภอในจังหวัดสงขลา เนื่องจากมีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบมา 20 กว่าปี มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ การยกเว้นอากรนำเข้าและส่งออกในรูปแบบ Freeport การยกเว้นภาษีขายทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีท้องถิ่นหรือภาษีรูปแบบเฉพาะในรูปแบบ Duty Free และผนวกการส่งเสริมการลงทุนตามรูปแบบของ BOI เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่มีพลังในอนาคต อันจะสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีความน่าสนใจและสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคต่อไป
    •  ผลักดัน “นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล” ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
    • ส่งเสริมและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่นให้มีศักยภาพและมีความโดดเด่น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชุมชน ด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรม (Soft Power) เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่มีความยั่งยืน จัดทำแผนที่การท่องเที่ยวเชิงเชื่อมโยงที่บูรณาการแหล่งท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนภายในชุมชน
    • ยกระดับและสนับสนุนธุรกิจร้านอาหารไทยหรือร้าน “ต้มยำ” ชายแดนใต้และประเทศเพื่อนบ้านที่สร้างรายได้ให้กับพื้นที่พร้อมกับยกระดับแรงงานท้องถิ่นและเร่งจัดหาแหล่งงานในประเทศเพื่อนบ้าน
    •  จัดตั้ง “กองทุนหมู่บ้านแห่งความสำเร็จ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และสถานการณ์ความขัดแย้ง เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระดับฐานราก ให้ชุมชนมีแหล่งเงินทุนหมุนเวียนของตนเอง ลดปัญหาการขาดแคลนเงินทุน กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ สร้างงาน แหล่งเงินทุนหมุนเวียน และดำเนินกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน
    •  ล้างหนี้ กยศ. ทั้งหมด ด้วยระบบแบ่งภาระอย่างเป็นธรรม ผู้กู้ยืมชำระเงินต้นเพียง 10% ของยอดหนี้ทั้งหมด ส่วนที่เหลือ 90% ให้ปลดหนี้ การปฏิบัติงานดังกล่าวถือเป็นการชดใช้หนี้ต่อรัฐในรูปแบบแรงงานและบริการสาธารณะ โดยรัฐต้องรับรองสถานะและสิทธิของผู้เข้าร่วมอย่างชัดเจน มุ่งใช้กำลังคนเพื่อภารกิจเร่งด่วนของประเทศและชุมชน ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกปฏิบัติงานในภารกิจที่สอดคล้องกับความจำเป็นของรัฐและชุมชน อาทิ การป้องกัน บำบัด และฟื้นฟูผู้เสพและผู้ใช้ยาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน งานด้านสาธารณสุขชุมชนและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน งานพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน งานด้านความมั่นคงของประเทศ งานด้านสาธารณสุข งานด้านการศึกษา งานจัดการและพัฒนาฐานข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ โดยรัฐจัดค่าตอบแทนและคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน พร้อมให้ความคุ้มครองด้านสวัสดิการขั้นพื้นฐานตลอดระยะเวลาการปฏิบัติงาน
    •  แก้ไขกฎหมายสหกรณ์ฯ โดยให้มี “สหกรณ์ปลอดดอกเบี้ย” เป็นประเภทหนึ่งของสหกรณ์ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ซึ่งในปัจจุบันมีเฉพาะสหกรณ์ที่มีระบบดอกเบี้ย ส่งผลให้ขัดหรือแย้งกับหลักการของศาสนาอิสลามซึ่งห้ามมีดอกเบี้ย ดังนั้นจึงผลักดันให้แก้กฎหมายมี “สหกรณ์ปลอดดอกเบี้ย”
    • ประกอบพิธีฮัจญ์ราคาถูก โดยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก และค่าบริการนำแสวงบุญ โครงการบัญชีเงินฝากอัลฮัจญ์ สถาบันการเงินรัฐสนับสนุน Top up สูงกว่า (ผลตอบแทนสูงกว่า) และแจกรางวัลมากกว่า เช่น แจกทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 2 รางวัล
    •  สนับสนุนให้มีการให้สวัสดิการและค่าตอบแทนแก่บุคลากรทางศาสนาของทุกศาสนา กรณีศาสนาพุทธ ได้แก่ พระภิกษุสงฆ์ บุคลากรและองค์กรในพระพุทธศาสนา กรณีศาสนาอิสลาม ได้แก่ อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น กรรมการอิสลามมัสยิด และกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ตลอดจนบุคลากรของศาสนาอื่นๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีกิจกรรมข้ามวัฒนธรรมระหว่างศาสนิกชนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างกัน

    100% นิติรัฐและนิติธรรม – สิทธิเสรีภาพ เสมอภาคและเป็นธรรม

    • การศึกษามีคุณภาพ เท่าเทียม ทั่วประเทศ ต้องมี “การศึกษาภาคบังคับ” ถึงมัธยมปลาย (ม.6) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 100% สำหรับคนไทยทุกคนที่มีศักยภาพและประสงค์จะศึกษา ต้องเป็นการศึกษาฟรีถึงอุดมศึกษา และมุ่งสร้างระบบการศึกษาที่รับประกันว่า เด็กและเยาวชนทุกคน ไม่ว่าจะเกิดที่ใด มีฐานะหรืออัตลักษณ์ใด จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน พร้อมให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามความจำเป็นของแต่ละพื้นที่และแต่ละบุคคล
    • ชุมชนเป็นศูนย์กลางขจัดยาเสพติด 100% : ยึดแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยให้ “ชุมชน” เป็นแกนหลักในการป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟูอย่างรอบด้าน แทนการพึ่งพาเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายจากรัฐเพียงอย่างเดียว โดยคืนบทบาทให้ชุมชนเป็นเจ้าของปัญหาและเจ้าของคำตอบ รัฐทำหน้าที่หนุนเสริม เพื่อให้การแก้ปัญหายาเสพติดเกิดผลจริงและยั่งยืนในระยะยาว
    • ความขัดแย้งประชาชนกับรัฐเรื่องที่ดิน ป่าไม้ ต้องได้รับการ “พิสูจน์สิทธิ 100%” ที่หลักเกณฑ์การพิสูจน์มีความเป็นธรรม ใช้ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชุมชนได้ ดำเนินการให้เป็นรูปธรรม ภายในกรอบระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และผลักดันให้มีกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและป่าไม้ ที่เกิดความผิดพลาด ประกาศป่าหรือที่สงวนหวงห้ามครั้งแรกทับที่ประชาชน และผิดพลาดจากการกระทำของรัฐอื่น อาทิ ผู้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า (ยุค คสช.) เป็นราษฎรที่ยากไร้และไร้ที่ทำกิน ได้ถูกดำเนินคดี

    ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

    แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่บางแห่งของจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี “กระบวนการสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติ” เป็นกลไกขับเคลื่อนการเมือง รวมทั้งนิรโทษกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่สันติภาพและสันติสุข มี “ศูนย์เฝ้าระวังภัย” เป็นกลไกคุ้มครองชีวิตประชาชน และการพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบท คือ

    • กำหนดให้การสร้างสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติ โดยใช้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นคณะกรรมการถาวรระดับชาติ พิจารณาทบทวนหรือยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎอัยการศึก เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การใช้กฎหมายปกติและการบริหารงานโดยพลเรือน
    • การแก้ไข พ.ร.บ. ศอ.บต. ให้มีกระบวนการสันติภาพและความคุ้มกันทางกฎหมาย แก่คณะพูดคุยและผู้เข้าร่วมกระบวนการสันติภาพทุกฝ่าย ไม่ให้ถูกฟ้องร้องในข้อหายุยงปลุกปั่น นำมาตรการถอนฟ้องหรือพักโทษมาใช้กับผู้ที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ พร้อมตั้งกองทุนเยียวยาที่เป็นธรรมและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย
    • นิรโทษกรรมทางอาญา แพ่ง และปกครอง แก่ผู้กระทำความผิดที่มีมูลเหตุจากการแสดงออกทางการเมือง อุดมการณ์ทางความคิด หรือการชุมนุมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรม ภาษา อัตลักษณ์ หรือชุมนุมทางความคิดและการเมือง
    • มี “ศูนย์ความช่วยเหลือภัยพิบัติ” ทั้งภัยจากมนุษย์สร้างขึ้นและภัยจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือ การเยียวยา และการฟื้นฟู รวดเร็ว เป็นธรรม และมีเอกภาพในการช่วยเหลือ

    นโยบายประชาชาติมีเจตจำนงที่มีคุณธรรม ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการเมืองที่มุ่งสร้างสันติภาพและสันติสุข สามารถเกิดขึ้นได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2904591&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LwqiT4Y9kUZbQmJOo7PXt

  • ธอส. เข้าเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

    ธอส. เข้าเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

    ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารธนาคาร เข้าเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568

    1517834

    1517836

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/946211/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10WXdzY9ZUyeNmBjAec4P_

  • พรรคเศรษฐกิจ-ไทยสร้างไทย ชูเป็นพรรคสายขาว สู้สายเทา | 27 ธ.ค. 68 | ข่าวเช้าหัวเขียว เสาร์-อาทิตย์

    พรรคเศรษฐกิจ-ไทยสร้างไทย ชูเป็นพรรคสายขาว สู้สายเทา | 27 ธ.ค. 68 | ข่าวเช้าหัวเขียว เสาร์-อาทิตย์

    27 ธ.ค. 2568 18:55 น.

    พรรคเศรษฐกิจ-ไทยสร้างไทย ประกาศจุดยืนเป็นพรรคสายขาว สู้สายเทา ด้าน “พลโทภราดร” ชวนใช้สิทธิ์เกิน 75% หวังได้ สส.เกิน 25 คน ขณะที่ “พลเอก รังษี” ไม่ไว้กัมพูชา เตือนอย่าไปติดกับ ลั่น พร้อมตื้บทุนเทา #พรรคเศรษฐกิจ #พรรคไทยสร้างไทย #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าวการเมือง #เลือกตั้ง69 #เลือกอีกสักตั้ง #TRC #ป๊อปปุ ———————————————- 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/greenhead-morning-news/1176396&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hAuaWfxOWJ7M8SWIG9Pxx

  • หนี้จีน ‘พุ่ง 3 เท่า’ ของขนาดศก. แตะ 300% ของ GNP

    หนี้จีน ‘พุ่ง 3 เท่า’ ของขนาดศก. แตะ 300% ของ GNP

    หนี้จีน ‘พุ่ง 3 เท่า’ ของขนาดศก. แตะ 300% ของ GNP

    หนี้จีนพุ่งกว่า ‘3 เท่า’ ของขนาดเศรษฐกิจ ท่ามกลางการเติบโตที่ชะลอลงและแรงกดดันเงินฝืดที่ทวีความรุนแรง สัญญาณเหล่านี้กำลังทำให้โครงสร้างหนี้ของจีนเข้าใกล้ภาพญี่ปุ่นก่อนวิกฤติ พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า จีนยังเหลือพื้นที่ทางการคลังมากแค่ไหนในการพยุงเศรษฐกิจในยุคสังคมสูงวัย

    เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ภาระหนี้ของจีนมีขนาดใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจถึงกว่า “3 เท่า” และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ กำลังคุกคามให้ภาระหนี้ดังกล่าวให้สูงขึ้นอีก

    ข้อมูลล่าสุดจากสถาบัน National Institution for Finance & Development (NIFD) ซึ่งเป็นคลังสมองที่เชื่อมโยงกับภาครัฐของจีน ระบุว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน อัตราส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) ของจีนอยู่ที่ 302.3% โดยตัวเลขดังกล่าวรวมถึงหนี้ของภาคครัวเรือน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน

    ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 1.9 จุดเปอร์เซ็นต์จากสิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราส่วนหนี้ต่อเศรษฐกิจทะลุระดับ 300% เป็นครั้งแรก ขณะที่ยอดหนี้รวมของประเทศขณะนี้สูงเกิน 400 ล้านล้านหยวน หรือราว 57 ล้านล้านดอลลาร์

    ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาคธุรกิจและครัวเรือนเริ่มลังเลที่จะก่อหนี้ใหม่ ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนมีแนวโน้มชะลอลงต่อไป และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะ “เงินฝืดจากหนี้สิน” 

    ขณะเดียวกัน อัตราส่วนหนี้ของภาครัฐต่อ GDP เพิ่มขึ้น 2.2 จุดเปอร์เซ็นต์จากสิ้นเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ 67.5% ณ สิ้นเดือนกันยายน สาเหตุหลักมาจากการออกพันธบัตรรัฐบาลในปริมาณมากขึ้น เพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและโครงการอื่น ๆ

    นอกจากนี้ หน่วยงานท้องถิ่นยังเร่งออกพันธบัตรเพื่อทดแทน “หนี้แฝง” ที่เคยถืออยู่ผ่านโครงการระดมเงินทุนนอกงบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่นจีน (Local Government Financing Vehicles – LGFV) 

    นอกเหนือจากการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาครัฐแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจในเชิงมูลค่าที่อ่อนแอ ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้อัตราส่วนหนี้ต่อเศรษฐกิจของจีนปรับสูงขึ้น ตามการวิเคราะห์ของ NIFD โดยแรงกดดันด้านเงินฝืดทวีความรุนแรงขึ้น สะท้อนจากตัวเลขดัชนี GDP deflator ซึ่งเป็นตัวชี้วัดแนวโน้มราคาภายในประเทศโดยรวม ที่ติดลบอย่างต่อเนื่อง

    สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าภาระหนี้ ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น แตกต่างจากภาครัฐ ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเริ่มระมัดระวังมากขึ้นในการก่อหนี้ใหม่

    ท่ามกลางราคาที่อยู่อาศัยซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัว ผู้คนจำนวนมากเลือกขายบ้านหลังที่สองและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนอื่น ๆ เพื่อนำเงินไปชำระหนี้สินเชื่อบ้านหลัก ส่งผลให้ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมยังคงซบเซา

    การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรตลอดทั้งปี รวมถึงการก่อสร้างโรงงาน มีแนวโน้มจะปรับลดลงเป็นครั้งแรกในปีนี้

    ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ระบุว่า อัตราส่วนหนี้ของจีนกำลังเข้าใกล้ระดับของญี่ปุ่นในปี 1998 ซึ่งเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเผชิญความไม่มั่นคงทางการเงินอย่างหนัก

    ในขณะนั้น ญี่ปุ่นมี GDP ต่อหัวในเชิงมูลค่าอยู่ที่เพียงกว่า 32,000 ดอลลาร์ ขณะที่จีนในปีที่แล้วมีตัวเลขอยู่ที่ราว 13,300 ดอลลาร์ ตามเกณฑ์ของธนาคารโลก จีนอยู่ในภาวะใกล้ก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงมาหลายปีแล้ว

    อย่างไรก็ตาม จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและสังคมที่เข้าสู่ภาวะสูงวัย จะทำให้รัฐต้องแบกรับภาระด้านประกันสังคมมากขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายภาครัฐหลายส่วนปรับลดได้ยาก ส่งผลให้จีนมีพื้นที่ทางการคลังเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ในการก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ

    อ้างอิง: nikkei

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1214130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aKaZ9S6pxhKQXnEta9NLw

  • ลดราคาน้ำมัน 5 บาทปั๊มบางจากเริ่มวันไหน ถึงเมื่อไหร่ ชนิดใด

    ลดราคาน้ำมัน 5 บาทปั๊มบางจากเริ่มวันไหน ถึงเมื่อไหร่ ชนิดใด

    ลดราคาน้ำมัน 5 บาทกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่ช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีการเดินทางของประชนเป็นจำนวนมาก

    โดยราคาน้ำมันถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าครองชีพประชาชนทั้งทางตรง และทางอ้อม

    ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปไขคำตอบให้คลายสงสัย เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการ “ลดราคาน้ำมัน 5 บาท” พบว่า

    บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศลดราคาน้ำมัน 5 บาทต่อลิตรเฉพาะกลุ่มไฮพรีเมียม โดยไม่มีขั้นต่ำ 

    สำหรับบางจากไฮพรีเมียม 97 และบางจากไฮพรีเมียมดีเซล S 

    ลดราคาน้ำมัน 5 บาทปั๊มบางจากเริ่มวันไหน ถึงเมื่อไหร่ ชนิดใด

    ระยะเวลา

    • ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 

    สถานที่

    • สถานีบริการน้ำมันบางจาก (ปั๊มบางจาก) ทั่วประเทศที่จำหน่ายน้ำมันกลุ่มไฮพรีเมียม

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ปั๊มบางจากกลุ่มไฮพรีเมียมที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นปัจจุบัน เป็นดังนี้

    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท 
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท

    ลดราคาน้ำมัน 5 บาทปั๊มบางจากเริ่มวันไหน ถึงเมื่อไหร่ ชนิดใด

    ขณะที่เมื่อลดราคาน้ำมัน 5 บาท จะทำให้ราคาเป็นดังนี้

    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 44.54 บาท 
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 40.64 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/647641&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vppZ83IOZAEIGXX1ykKmm

  • ถึงเวลาสร้างพลังจากภายใน โต้คลื่นลมแรงรับปีใหม่ 2569

    ถึงเวลาสร้างพลังจากภายใน โต้คลื่นลมแรงรับปีใหม่ 2569

    ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 หลายสำนักวิจัยเศรษฐกิจมองตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตชะลอลงจากปีนี้เหลือไม่ถึง 2% มุมมองลบต่อเศรษฐกิจไทยในปีใหม่นับว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

    SCB EIC มองว่า “ในปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตแค่ 1.5% นับว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 30 ปี (ไม่รวมช่วงปีวิกฤต)” แรงกดดันเข้ามาหลายทาง ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศรุนแรง และปัจจัยภายใน เช่น บาดแผลเชิงโครงสร้างฝังลึกในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตด้อยลง และข้อจำกัดพื้นที่การคลัง ปัจจัยรุมเร้าเหล่านี้ทำให้เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจเร่งไม่ขึ้น ขณะที่ประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองกลับมาเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจ

    ปีใหม่นี้จึงอาจไม่ใช่แค่รอให้ปัจจัยรุมเร้าปรับดีขึ้น แต่สามารถมองให้เป็น โอกาสเปลี่ยนความท้าทาย ให้กลายเป็นพลังจากภายใน เปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นแผนทำจริง ซึ่งเราควบคุมได้

    บทความนี้เสนอ “กลยุทธ์สร้างพลังจากภายใน (Inside strategy) : ใช้จ่ายระวัง – ฝังคุณค่าในงาน – สานโอกาสใหม่” สำหรับคนทำงานและธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนภาพปี 2569 จากปีแห่งการรอคอยด้วยความหวัง เป็นปีแห่งการสร้างโอกาส และเติบโตอย่างมีคุณค่า

    Inside strategy #1 : ใช้จ่ายระวัง

    ข้อเท็จจริงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยนับว่ายังน่าห่วง สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูง 86.8% (Q2/2568) การเข้าถึงสินเชื่อครัวเรือนเริ่มหดตัวตั้งแต่ต้นปี 2568 พร้อมสัญญาณความเปราะบางในตลาดแรงงาน เช่น รายได้ครัวเรือนหดตัวครั้งแรก (-5% ใน H1/2568 เทียบ H1/2566) การจ้างงานลดลง และแรงงานกลุ่มบนเริ่มกังวลปัญหาภาระหนี้จากปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย เช่นเดียวกับธุรกิจ SMEs รายได้ยังไม่ฟื้นจากวิกฤตโควิดและมีปัญหาสภาพคล่อง สินเชื่อ SMEs หดตัวนาน 13 ไตรมาสแล้ว

    พลังภายในข้อแรก สร้างได้จากการคิดก่อนใช้ ซึ่งจะช่วยลดความตึงตัวของภาวะการเงิน และเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงินได้

    สำหรับคนทำงาน

    1. จัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายอย่างมีสติ : จดบันทึกรายรับรายจ่าย จำกัดรายจ่ายไม่จำเป็น
    2. ลดหนี้อย่างมีแผน/เก็บเงินสำรอง : ตรวจสอบยอดหนี้ วางแผนชำระหนี้ให้ตรงเวลา มีแผนลดหนี้ แบ่งเก็บเงินสำรองให้พอใช้ได้นาน 3-6 เดือน
    3. ลงทุนระมัดระวัง : กระจายการลงทุนหลายสินทรัพย์ บนระดับความเสี่ยงที่รับได้ เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินระยะยาว

    สำหรับธุรกิจ

    1. รักษากระแสเงินสด : เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ
    2. ลดต้นทุนแบบมีคุณภาพ : อาศัยเทคโนโลยีและข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
    3. เข้าใจลูกค้าด้วยข้อมูล : ปรับสินค้าและกลยุทธ์บริการให้ตรงความต้องการ

    Inside strategy #2 : ฝังคุณค่าในงาน

    ในโลกการทำงานแข่งขันสูงขึ้น ตลาดแรงงานไม่ได้มีตัวเลือกแค่แรงงาน แต่มีทางเลือกให้ AI เป็นผู้ช่วยหรือทำงานแทนแรงงานในบางลักษณะงานได้มากขึ้น ผลสำรวจการใช้ AI ของภาคธุรกิจในโลกปี 2568 โดย McKinsey พบว่าภาคธุรกิจราว 88% ได้ใช้ AI ในการทำธุรกิจแล้ว (สัดส่วนเพิ่มขึ้นเร็วจาก 55% และ 72% ในปี 2566 และ 2567) แม้ 34% ตอบว่ายังอยู่ในขั้นทดลองใช้ แต่อีกกว่า 60% เข้าสู่ขั้นตอนโครงการนำร่อง (Pilot projects) และการขยายผล (Scaling) แล้ว ในช่วงข้างหน้าจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ภาคธุรกิจจะมุ่งสู่การขยายผลเต็มที่ (Full scaling) จากการใช้ AI ในไม่ช้า

    พลังภายในข้อสอง สร้างได้จากการทำงานให้เกิดคุณค่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถและรักษางาน

    สำหรับคนทำงาน

    1. ยกระดับทักษะ (Upskill / Reskill) : ประยุกต์ AI ให้เกิดผลทวีคูณ สร้างคุณค่าด้วยทักษะที่มนุษย์เหนือกว่า AI เช่น วิจารณญาณ ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) และการเล่าเรื่อง (Storytelling)
    2. มองหาความหมายในงาน (Purpose) ต่อทีม องค์กร ลูกค้า และสังคม : ด้วยการส่งมอบงานที่สำเร็จตามเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ทำงานเสร็จ

    สำหรับธุรกิจ

    1. ยกระดับความสามารถการแข่งขันขององค์กร : เช่น ยกระดับมาตรฐานสู่องค์กรยั่งยืน เปิดรับ Digital transformation จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนถูกลง
    2. ลงทุนยกระดับทักษะพนักงาน และเทคโนโลยี
    3. สร้างวัฒนธรรมองค์กรเน้นผลลัพธ์ : เช่น ตั้ง KPI ผูกโยงกับคุณค่าต่อลูกค้าและผลิตภาพองค์กร

    Inside strategy #3 : สานโอกาสใหม่

    ข้อมูลจาก OECD รายงานผลิตภาพแรงงานของไทยลดลงมากกว่าเท่าตัว จาก 4.8% ในช่วงปี 2553-2558 เหลือ 2.1% ในช่วงปี 2559 – 2566 สวนทางกับผลิตภาพแรงงานบางประเทศในภูมิภาคที่ปรับดีขึ้นและสูงกว่าไทยมาก เช่น เวียดนาม (5.1%) สิงคโปร์ (2.6%) เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่อาจยังขาดการพัฒนาความสามารถแข่งขันในสินค้า/บริการ การกระจายตลาด และการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้

    พลังภายในข้อสาม สร้างได้จากการมองหาโอกาสใหม่ ต่อยอดจากสิ่งที่มี เริ่มจากสิ่งเล็ก แต่ลงมือทำจริงอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับคนทำงาน

    1. ต่อยอดจากทักษะปัจจุบัน/ความสนใจพิเศษ : รวมถึงทักษะดิจิทัลที่จะสร้างอาชีพเสริมได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างสรรค์ เช่น เรียนรู้ AI ฟรี บนแพลตฟอร์มออนไลน์
    2. เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ : AI และ Automation

    สำหรับธุรกิจ

    1. มองหาตลาดใหม่ที่กำลังเติบโต : เช่น อินเดีย และตะวันออกกลาง
    2. โอกาสทางธุรกิจเกาะเทรนด์ใหม่ : เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว

    เปลี่ยนภาพปี 2569 ให้เป็นปีแห่งความหวังและสร้างความหมาย

    ปี 2569 คลื่นลมเศรษฐกิจอาจไม่สงบ แต่เราจะแล่นเรือในลมแรงได้ หากมี Inside strategy สร้างพลังจากภายใน

    “Life isn’t about waiting for the storm to pass. It’s about learning how to dance in the rain.” — Vivian Greene

    ขอให้ปีใหม่ 2569 เป็นปีที่คุณสร้างคุณค่าในทุกการตัดสินใจ สานต่อความคิดให้เป็นความจริง และเติบโตได้จากพลังภายในของผู้อ่านทุกคนค่ะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2904487&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tExkXfUGDCdA5vW3Mt6QO

  • 5 ปมร้อนการเมืองบนโลกโซเชียล ท่ามกลางสถานการณ์ก่อนเลือกตั้ง 2569

    5 ปมร้อนการเมืองบนโลกโซเชียล ท่ามกลางสถานการณ์ก่อนเลือกตั้ง 2569

    2. ภูมิใจไทยกับการเดิมพันชายแดน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังเผชิญกับการจับตาและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากการตัดสินใจยุบสภาท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    โพสต์วิดีโอสัมภาษณ์นายอนุทินทาง TikTok จาก @amarintvhd  ได้นำเสนอประเด็นร้อนที่นายอนุทินยืนยันว่า ‘พยายามจบปัญหาชายแดนให้เร็วที่สุด’ พร้อมทั้งตั้งคำถามย้อนไปถึงอดีตผู้นำพรรคอย่างนายธนาธรและนายพิธา ในลักษณะการโยนลูกกลับไปยังฝ่ายตรงข้าม โพสต์นี้ได้รับ 323,858 เอ็นเกจเมนต์ ซึ่งยังเป็นประเด็นทางการเมืองที่ผูกติดกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ที่ประชาชนยังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด  รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบที่มาพร้อมกับความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจเป็นประเด็นสำคัญของการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้อีกด้วย

    3. การแก้รัฐธรรมนูญสะดุด จุดจบของการแก้ไขและทางออกสู่การเลือกตั้ง

    ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ต้องสิ้นสุดลงอย่างน่าเสียดาย หลังจากการลงมติในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของวุฒิสภา (สว.) ในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหวังโดยเฉพาะพรรคประชาชน “Thai PBS” ได้สรุปสถานการณ์นี้อย่างเข้าใจง่ายว่า ‘เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา แล้วประเทศไทยจะเป็นยังไงต่อ?’ โพสต์วิดีโอจาก บัญชี @thaipbs ที่ได้รับ 278,718 เอ็นเกจเมนต์ นำเสนอข้อมูลช่วยให้ผู้ชมเข้าใจกระบวนการยุบสภาและผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

    4. เสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดียและการจัดอันดับพรรคการเมืองที่ถูกพูดถึงมากที่สุด

    ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ร้อนระอุหลังการยุบสภา คำถามสำคัญที่วนเวียนอยู่ในใจของคนไทยคือ ‘ถ้าได้เลือกตั้ง อยากเลือกพรรคไหน?’ โพสต์จาก ‘คนดังนั่งเคลียร์’ ทาง Facebook ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ สูงถึง 221,919 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคตอันใกล้ กระแสความเห็นบนแพลตฟอร์มต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิด ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ยังคงสนับสนุนพรรคเดิม หรือผู้ที่มองหาพรรคใหม่ๆ ที่มีโอกาสเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลง ข้อถกเถียงนี้ครอบคลุมทั้งประเด็นนโยบาย ผลงานที่ผ่านมา ไปจนถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำพรรคแต่ละคน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงออกถึงความต้องการผ่านช่องทางออนไลน์เช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า แม้สถานการณ์การเมืองจะผันผวนเพียงใด แต่ประชาชนยังคงเป็นผู้ตัดสินใจสูงสุดในการกำหนดทิศทางของประเทศ

    จัดอันดับพรรคการเมืองที่ถูกชาวโซเชียลพูดถึงมากที่สุด

    • พรรคประชาชน 142,551 ข้อความ (33,545,910 เอ็นเกจเมนต์)
    • พรรคเพื่อไทย 86,172 ข้อความ (14,866,553 เอ็นเกจเมนต์)
    • พรรคภูมิใจไทย 51,808 ข้อความ (21,563,657 เอ็นเกจเมนต์)
    • พรรคเศรษฐกิจ 24,421 ข้อความ (1,740,273 เอ็นเกจเมนต์)
    • พรรคประชาธิปัตย์ 15,201 ข้อความ (3,548,344 เอ็นเกจเมนต์)

    5. นโยบายประชาชนที่ถูกแช่แข็งที่เกิดมาจากผลกระทบจากการยุบสภาต่อสวัสดิการและเศรษฐกิจ

    การยุบสภาไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ยังแช่แข็งนโยบายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายคนตั้งตารอ ต้อง ‘หยุดไว้ก่อน’ เนื่องจากข้อจำกัดของกฎหมายเลือกตั้ง สะท้อนว่าความผันผวนทางการเมืองมีราคาที่ประชาชนต้องจ่ายผ่านนโยบายที่ถูกระงับและโอกาสที่ล่าช้าออกไป

    การยุบสภาโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดฉากสู่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นผลจากความตึงเครียดทางการเมือง โดยเฉพาะความล้มเหลวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โพสต์ยอดนิยมจาก TikTok และ Facebook สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนต่อการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างพรรคภูมิใจไทยที่ถูกวิจารณ์ถึงกลยุทธ์ช่วงชิงอำนาจ ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียด ส่วนพรรคประชาชนก็เผชิญคำวิจารณ์เรื่อง ‘ความไร้เดียงสา’ แต่ก็มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดและตั้งเป้าหมายชนะเสียงข้างมาก ด้านพรรคเพื่อไทยก็เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ และนโยบายใหม่ๆ หวังกลับมาชิงเก้าอี้ในรัฐบาลอีกครั้ง ขณะที่นโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส เฟส 2’ ต้องถูกระงับจากผลพวงของการยุบสภา ทำให้เห็นถึงผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นเดิมพันสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต

    ที่มา : Wisesight

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861335&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HekMEqeLjQFSfJkMLPrmr

  • กกท.พอใจปี 68 กีฬาไทยโกยเศรษฐกิจ 4 หมื่นล้าน ลุยเวิลด์คลาสอีเวนต์ปี 69

    กกท.พอใจปี 68 กีฬาไทยโกยเศรษฐกิจ 4 หมื่นล้าน ลุยเวิลด์คลาสอีเวนต์ปี 69

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. พอใจภาพรวมวงการกีฬาปี 2568 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 40,000 ล้านบาท ขณะที่อีเวนต์กีฬาระดับโลกยังช่วยสร้างเงินหมุนเวียนต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมกีฬาด้วย พร้อมเดินหน้าปี 2569 ผลักดันเวิลด์คลาสอีเวนต์ รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ต่อไป

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงภาพรวมของวงการกีฬาไทยในปี 2568 ว่า เป้าหมายการเติบโตของมูลค่าเศรษฐกิจทางกีฬา ที่เราตั้งเป้าเอาไว้คือ ร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งในปี 2568 ตลอดทั้งปี กีฬาสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างมูลค่าได้กว่า 40,000 ล้านบาท โดย กกท. ได้ร่วมมือกับ สมาคมกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตลอดจนภาคเอกชนต่าง ๆ มาโดยตลอด ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นมูลค่าที่น่าพึงพอใจอย่างมากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก

    “แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่กิจกรรมกีฬายังคงสามารถดำเนินต่อไปได้ ที่ผ่านมาเรามีอีเวนต์กีฬาระดับโลกในประเทศไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก, เจ็ตสกีเวิลด์คัพ, อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน, วิ่งเทรล หรือ การวิ่งผจญภัยบนเส้นทางธรรมชาติ ที่ได้มาตรฐานสากล, การแข่งขันมวยไทย ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะมีเงินหมุนเวียนจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในบ้านเราแล้ว อีเวนต์กีฬาเหล่านี้ยังต่อยอดไปถึงอุตสาหกรรมกีฬา เช่น เสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์กีฬา และการบริการด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมวยไทยซึ่งอุปกรณ์และชุดที่สวมใส่สามารถนำไปประยุกต์เป็นแฟชั่นได้ด้วย”

    ผู้ว่าการ กกท. กล่าวต่อว่า ในปี 2569 กกท. เน้นผลักดันกีฬามวลชน อาทิ วิ่งมาราธอน หรือ มวยไทย ซึ่งสร้างมูลค่ามากมายให้กับประเทศไทย แต่อาจมีการปรับแผนให้การสนับสนุนกีฬาชนิดอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้มีความหลากหลายมากขึ้น และกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้กีฬาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติ

    ในปี 2569 ประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยเวิลด์คลาสอีเวนต์ เริ่มจาก โมโตจีพี เปิดสนามฤดูกาล 2026 เดือนกุมภาพันธ์ และยังมี วิ่งเทรลที่จังหวัดยะลา รวมถึง วอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ ลีก 2026 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันสนามที่ 2 เดือนมิถุนายน นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันรายการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากแต่ละสมาคมกีฬาอีกมากมาย ซึ่งเรายังสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬาควบคู่กันไปด้วย เชื่อว่าจะเป็นอีกปีที่ดี และสร้างความคึกคักให้แก่วงการกีฬาไทย” ดร.ก้องศักด กล่าว

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/97078/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F0ky52cSD75n4S4MQXVFh

  • จีนผ่านกฎหมายโดรน เริ่มใช้ 1 ก.ค. ปีหน้า หนุนเศรษฐกิจน่านฟ้าต่ำ : อินโฟเควสท์

    จีนผ่านกฎหมายโดรน เริ่มใช้ 1 ก.ค. ปีหน้า หนุนเศรษฐกิจน่านฟ้าต่ำ : อินโฟเควสท์

    สื่อของทางการจีนรายงานในวันนี้ (27 ธ.ค.) ว่า จีนผ่านกฎหมายฉบับแก้ไขครั้งแรกที่กำกับดูแลอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนอย่างเป็นทางการ การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้คาดว่าจะเปลี่ยนโฉมภาคเศรษฐกิจโดรนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในน่านฟ้าระดับต่ำของจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) อนุมัติการแก้ไขกฎหมายการบินพลเรือนในวันนี้ โดยเพิ่มบทบัญญัติให้โดรนต้องได้รับการรับรองความสมควรเดินอากาศ ซึ่งช่วยอุดช่องว่างด้านกฎระเบียบที่สำคัญ

    การปรับปรุงกฎหมายมีขึ้นในช่วงที่จีนพัฒนาภาคเศรษฐกิจน่านฟ้าระดับต่ำซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ มุ่งเน้นกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในระดับความสูงต่ำกว่า 3,000 เมตร โดยคาดว่าจะขยายตัวจากมูลค่า 1.5 ล้านล้านหยวนในปี 2568 เป็นกว่า 2 ล้านล้านหยวน (ราว 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2573 ตามการประเมินของสถาบันวิทยาศาสตร์จีน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และสำนักงานการบินพลเรือนจีน (CAAC)

    ภายใต้กฎใหม่ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 หน่วยงานและบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ การผลิต การนำเข้า การบำรุงรักษา และการใช้งานโดรน จะต้องได้รับการรับรองความสมควรเดินอากาศตามที่กฎหมายกำหนด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u-csTt5CU0fpDYXeiIRlt