Category: เศรษฐกิจ

  • เลือกตั้ง 2569 : “เศรษฐกิจ” ไม่จับมือพรรคสแกมเมอร์ หวังคนเลือกให้ชนะแลนด์สไลด์

    เลือกตั้ง 2569 : “เศรษฐกิจ” ไม่จับมือพรรคสแกมเมอร์ หวังคนเลือกให้ชนะแลนด์สไลด์

    “พลเอกรังษี” ไม่ประนีประนอมกับความชั่ว ไม่จับมือพรรคสแกมเมอร์ ถ้ารับก็เท่ากับเป็นสแกมเมอร์ไปด้วย ถ้าอยากหลุดพ้นจากปัญหา ขอให้เลือกพรรคเศณษฐกิจแลนด์สไลด์พรรคเดียว

    วันที่ 27 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต สำหรับ “เลือกตั้ง 2569” เป็นวันแรก โดยที่กรุงเทพมหานครบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

    พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า พรรคเศรษฐกิจมีความพร้อม ส่งผู้สมัคร สส. ทั้ง 33 เขตใน กทม. และหวังว่าประชาชนจะให้การสนับสนุนพรรคโดยเลือกทั้ง 33 เขต อย่างไรก็ตาม พรรคเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต

    ช่างภาพพีพีทีวี
    เลือกตั้ง 2569 : “เศรษฐกิจ” ไม่จับมือพรรคสแกมเมอร์ หวังคนเลือกให้ชนะแลนด์สไลด์

    พลเอกรังษี กล่าวด้วยว่า พรรคเศรษฐกิจต้องการเสียงข้างมาก เนื่องจากวิกฤตใหญ่ประเทศ คือ ปัญหาหนี้ 3 ก้อน หนี้ประชาชน หนี้รัฐบาล หนี้นักธุรกิจ รวม 55 ล้านล้านบาท หรือ 3.5 เท่าของจีดีพี และ 17 เท่าของงบแผ่นดิน ถ้าไม่ได้เสียงข้างมากจะแก้ไขให้ลุล่วงไม่ได้ นี่เป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ กัดกร่อนไทยถอยไปเรื่อย ๆ

    เรามีนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค แต่ 2 โครงการใหญ่ คือ รถไฟเร็วสูง และโอเชียนลิงก์ เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย มั่นใจว่ารายได้ต่อหัวประชาชนจะเพิ่มขึ้น 3 เท่า จีดีพีจะโตขึ้น 3 เท่า

    พลเอกรังษี กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องคอร์รัปชัน เป็นปัญหาใหญ่ มีตั้งแต่ท้องถิ่นถึงระดับชาติ เต็มบ้านเมืองไปหมด เราจะอยู่แบบนี้ไม่ได้ ต้องเสนอแก้กฎหมายประหารผู้กระทำความผิดคอร์รัปชัน ทั้งผู้ให้ ผู้รับ ส่วนโทษขังจะไม่มีการลดโทษ แต่ให้สิทธิอุทธรณ์ 1 ปี หลังศาลฎีกาตัดสิน 1 ปีถ้าหาหลักฐานไม่ได้ก็เป็นไปตามนั้น

    พลเอกรังษี ยังประกาศว่า ที่ผ่านมายังไม่มีคนชื่อ พลเอกรังษี แต่ตอนนี้ถ้าเจอตอ ก็ขุดตอทิ้งแล้วเผา

    วันนี้เราต้องไม่เกรงใจเกรงกลัวพวกที่โกงชาติ ประชาชน 68 ล้านคนเดือดร้อน ต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจถึงราชทัณฑ์ หลังสร้างความอับอายไปทั่วโลก เปลี่ยนคุกเป็นซ่อง จะปล่อยคนพวกนี้ไม่ได้

    พรรคเศรษฐกิจกราบขอ ถ้าอยากพ้นความโสมมทั้งหลาย เลือกพรรคเศรษฐกิจแลนด์สไลด์พรรคเดียวไปเลย ถ้าทำไม่ได้ลาออกทันที

    เขายืนยันว่า จะไม่ประนีประนอมกับความชั่ว เผยปกครองคนมาเยอะ รับราชการตั้งแต่ร้อยตรียันพลเอก ในการร่วมงานกับตำรวจ มองว่า ตำรวจชั่วมีไม่เกิน 10% ต้องตัด 10% นี้ออก ตำรวจดีจะพอใจ เชื่อว่าตำรวจเองไม่อยากไปเก็บส่วยตามคำสั่งเจ้านายห่วย ๆ หรอก ส่วนทหาร ต้องปรับเยอะ ทำให้กองทัพแกร่งขึ้น เทคโนโลยีทันสมัย ให้ประชาชนเชื่อว่าทหารสามารถปกป้องอธิปไตยได้ 24 ชั่วโมง

    ด้านนโยบายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พลเอกรังษี บอกว่า ไม่เคยคิดแก้รัฐธรรมนูญ เพราะอยู่ที่คนใช้ ในชีวิตเห็นฉีกรัฐธรรมนูญมาไม่รู้กี่สิบครั้ง ถ้าคนใช้หัวหมอศรีธนญชัยยังไงมันก็ลอดไปได้ ยืนยันพรรคเศรษฐกิจไม่ยุ่งรัฐธรรมนูญ แต่จะแก้กฎหมายบางตัวที่ต้องสอดคล้องนโยบายฟื้นเศรษฐกิจกับที่จะปราบคอร์รัปชัน

    ส่วนพรรคที่จะไม่จับมือด้วย คือพรรคที่เกี่ยวข้องสแกมเมอร์รับไม่ได้อยู่แล้ว ถ้ารับก็เท่ากับเป็นสแกมเมอร์ไปด้วย ถ้ามีข่าวออกมาว่าพรรคไหนเป็น ตนเคยทำข่าวกรอง เช็กอีกทีก็เรียบร้อย

    ถ้าท่านเลือกพรรคเศรษฐกิจเป็นเสียงข้างมาก ไม่ว่า กทม. หรือต่างจังหวัด เราจะเซ็นเอ็มโอยูกับจีนใน 1 เดือน จะพ่วงเอ็มโอยูท่องเที่ยวจีน เอ็มโอยูจีนซื้อสินค้าเกษตร ไทยเราจะกลับมาทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/264730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Mo4CsqsZt1l32KiRMJyyU

  • เลือกตั้ง 2569: เปิดรับสมัคร สส. 400 เขตทั่วประเทศวันแรก แคนดิเดตนายกฯ หลายพรรคนำทีมสมัคร สส.กทม. – BBC News ไทย

    เลือกตั้ง 2569: เปิดรับสมัคร สส. 400 เขตทั่วประเทศวันแรก แคนดิเดตนายกฯ หลายพรรคนำทีมสมัคร สส.กทม. – BBC News ไทย

    .

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย (พท.) นำทีมว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. เดินทางมายังอาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง

    ในวันแรกของการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต 400 เขตทั่วประเทศ 27 ธ.ค. บรรยากาศเป็นไปด้วยความคักคัก โดยมีหัวหน้าพรรค ว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคการเมืองต่าง ๆ เดินทางไปให้กำลังใจเพื่อนร่วมพรรคขณะยื่นใบสมัครและจับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัครที่จะใช้รณรงค์สู้ศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569

    อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง สถานที่รับสมัคร สส.กทม. ทั้ง 33 เขต เป็นหนึ่งในจุดที่คึกคักที่สุด โดยมีทั้งผู้สมัครและบรรดาผู้สนับสนุนได้เดินทางมารอเจ้าหน้าที่เปิดประตูสนามกีฬาตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลา 05.00 น.

    เวลา 06.00 น. เศษ แกนนำพรรคการเมืองต่าง ๆ ทยอยเดินทางมาถึงศูนย์เยาวชนฯ สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น โดยมีกองเชียร์นำพวงมาลัยดอกดาวเรืองและดอกกุหลาบมารอมอบให้เหล่านักการเมืองจากค่ายต่าง ๆ อาทิ

    • พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ
    • พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ
    • พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รับผิดชอบพื้นที่ กทม.
    • พรรคกล้าธรรม (กธ.) นำโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค
    • พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ และ ดร.การดี เลียวไพโจน์ แคนดิเดตนายกฯ
    • พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ
    • พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำโดยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.
    • พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร แคนดิเดตนายกฯ

    .

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, พรรคไทยก้าวใหม่ (ทกม.) นำโดยนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สองแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค

    นอกจากนี้ยังมี “พรรคเกิดใหม่” ที่ได้รับความสนใจ ซึ่งหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ได้นำทีมมาส่งผู้สมัคร สส. เมืองหลวงด้วยตนเองเช่นกัน อาทิ

    • พรรคไทยก้าวใหม่ (ทกม.) นำโดยนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช
    • พรรคพลวัต นำโดยนายกัณวีร์ สืบแสง
    • พรรคเศรษฐกิจ (ศก.) นำโดย พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์
    • พรรคโอกาสใหม่ (อ.) นำโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์
    • พรรครักชาติ (รช.) นำโดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

    สำหรับสนาม กทม. เป็นพื้นที่ที่พรรคสีส้มชนะเลือกตั้งปี 2566 แบบ “แลนด์สไลด์” กวาด สส. เข้าสภาได้ถึง 32 คน จากทั้งหมด 33 เขต โดยมีพรรค พท. สอดแทรกเข้ามาได้เพียงคนเดียว

    ในการเลือกตั้ง 2569 พรรค ปชน. ส่ง สส. หน้าเก่าลงรักษาพื้นที่เดิมเป็นส่วนใหญ่ โดยมีเพียง 10 เขตที่มีการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ขณะที่พรรคคู่แข่งขันก็ต้องการช่วงชิงและคาดหวังจะปักธงในเมืองกรุงให้จงได้

    ความเห็นว่าที่แคนดิเดตนายกฯ แต่ละพรรค

    ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน:

    “พรรคประชาชนมีความมั่นใจและกำลังใจเต็มเปี่ยม เชื่อมั่นว่าเพื่อน ๆ ของผม ร่วมเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง ทุกคนผ่านกระบวนการคัดสรรมาอย่างเข้มข้น ไม่ใครเกี่ยวข้องกับทุนเทา อาชญากรข้ามชาติ และจะปักธงให้การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นภารกิจของทั้งประเทศที่จะขจัดทุนเทาออกไป”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • .

    • Photograph of Ronnie Lockwood wearing a Christmas cracker hat.

    • Two orcas in a tank in Marineland, Antibes, France. The tank appears dirty and algae is visible on the floor of the pool. One orca has its head out of the water and appears to be looking up, while the other is submerged and horizontal.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมา สส. กทม.ทำหน้าที่ทั้งในระดับพื้นที่และในสภาได้เป็นอย่างดี เป็นอีกหนึ่งผลงานที่แม้เป็นฝ่ายค้านก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ แต่ร่วมผลักดันกฎหมายและทำหน้าที่เต็มที่เพื่อผลักดันสังคมไทย นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 กระแสที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวพรรคส่วนกลาง ไม่ได้เกิดจากกระแสจากโซเชียลมีเดีย แต่เกิดจากการทำงานอย่างหนักของผู้สมัคร

    ในการเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้ ส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ 33 เขต พรรคประชาชนเปลี่ยนตัวผู้สมัคร 10 เขต นายณัฐพงษ์กล่าวว่าเป็นการปิดความเสี่ยงต่อคดีการเมือง ยืนยันการเปลี่ยนตัวไม่ได้ทำให้พรรค ปชน. มีอุปสรรคแต่อย่างใด แต่เป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กันหรือดีกว่า หลายคนร่วมกับพรรคมาอยู่ ยืนยันว่าอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแน่นอน

    “มั่นใจอย่างเต็มที่ว่า 33 เขตของ กทม. เราจะทำอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นสีส้มทั้งกรุงเทพฯ แน่นอน”

    .

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, นายณัฐพงษ์ แสดงความมั่นใจว่าครั้งนี้ พรรค ปชน. จะปักธงให้กรุงเทพฯ เป็นสีส้มทั้งจังหวัด

    ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย:

    “พรรคเพื่อไทยเรามีความมั่นใจครับว่าวันนี้เราพร้อม และผู้สมัครของเราทั้ง 33 เขตเลือกตั้งก็พร้อม เราลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอเพื่อที่จะส่งมอบนโยบายต่าง ๆ” แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ระบุ

    ศ.ดร.ยศชนันให้สัมภาษณ์กับสื่อโดยเน้นย้ำถึงนโยบายต่าง ๆ ของพรรคที่เขาเชื่อว่า “จะมีประโยชน์กับชาว กทม.” เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไข 3 ปัญหาหลักของคนกรุง ได้แก่ ปัญหาหนี้สิน การเดินทาง และที่อยู่อาศัย โดย “ลดรายจ่าย” ใน 3 ส่วนนี้

    วิธีการแรกที่เขานำเสนอคือการ “ปลดหนี้” โดยให้ความสำคัญกับหนี้เสียและหนี้นอกระบบ แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ระบุถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการจะพักชำระหนี้เกษตรกร และคืนกำไรให้กับ “ผู้ที่จ่ายหนี้ได้ดี”

    .

    ที่มาของภาพ, thai news pix

    จากนั้นเขาก็ไล่เรียงถึงนโยบายต่าง ๆ ของพรรค เช่น ลดค่าไฟเหลือหน่วยละ 3.70 บาท โดยใช้วิธีการเพิ่มพลังงานทดแทน, ผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต่อ, จัดทำ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, รถเมล์ติดแอร์ 10 บาท, หาพื้นที่เปิดให้ชาว กทม. ทำการค้าขายเพิ่มรายได้ และดึงดูดการท่องเที่ยวโดยทำสนามบินและปรับปรุงเรื่องความปลอดภัย เป็นต้น

    “วันนี้ สส. ทั้ง 33 คนมีความรู้ความสามารถ และในขณะเดียวกันเขาก็มีผู้มีประสบการณ์ของพรรคเพื่อไทย แล้วก็มีหลายคนที่มาจากพรรคไทยรักไทย พร้อมที่จะทำให้ตรงนี้ ส่งเสริมนโยบายตรงนี้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว เขาเน้นย้ำว่าการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ของพรรคเพื่อไทยใน กทม. นั้น “ไม่ได้ทำคนเดียว” แต่ “ส่งเสริมร่วมกับ กทม. อย่างเป็นระบบ”

    เมื่อถูกถามว่าอะไรจะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ เขาตอบว่าคือ “ความจริงใจ” “การส่งมอบนโยบาย” และการที่ “มีผู้มีประสบการณ์” ในการจะทำนโยบายต่าง ๆ ให้สำเร็จ โดยตั้งเป้า “ชนะทุกจุด” ใน กทม.

    พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ:

    แม้วันนี้จะเป็นวันที่นำผู้สมัคร กทม. มาสมัครรับเบอร์ แต่ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเศรษฐกิจ ยังคงชูนโยบายเรื่องความมั่นคงชายแดน เพื่อซื้อใจคน กทม. เขาระบุว่า ถ้าได้บริหารประเทศจะใช้มาตรการการทูตเชิงรุกและมาตรการทางทหารเชิงรุก โดยมองว่าที่ผ่านมาข่าวสารตามหลังกัมพูชาตลอด

    “ความมั่นคงพัวพันกับเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าประเทศเราไม่มั่นคง ใครจะมาลงทุน ประชาชนจะหากินกันอย่างไร มันมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันหมด”

    พล.อ.รังษี ยังแสดงความมุ่งมั่นต่อการได้ที่นั่ง สส. ครั้งนี้ 200 ที่นั่ง รวมทั้งการเข้าไปเป็นแกนนำรัฐบาล

    “ผมไม่คิดว่าผมจะร่วมรัฐบาล แต่ผมต้องการเป็นแกนนำรัฐบาล ผมมาการเมืองรอบนี้ไม่ต้องการเป็นแค่พรรคร่วม ผมลงเลือกตั้งก็มั่นใจ แต่คนตัดสินคือประชาชนกับสื่อ”

    อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์:

    นายอภิสิทธิ์ หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกับสื่อมวลชนว่า ตอนนี้ ปชป. เดินหน้าเต็มที่ และมั่นใจว่าจุดยืนพร้อมทั้งนโยบายของพรรคจะตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนชาวกรุงเทพฯ และชาวไทยทุกคน

    จากนั้นเขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยรัฐ โดยแสดงความมั่นใจในพื้นที่ กทม. ว่าพรรคประชาธิปัตย์ “ทำเต็มที่” แม้จะ “ไม่ได้รับโอกาส” ในการเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา แต่สมาชิกของพรรคในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็ยังทำงานการเมืองและคลุกคลีอยู่กับประชาชน

    “วันนี้เราได้เติมพลังจากคนใหม่ ๆ ที่ตัดสินใจเข้ามาเพราะอยากเห็นการเมืองเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าพี่น้องชาวกรุงเทพฯ เองก็เห็นว่าเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ในที่สุดแล้วบ้านเมืองก็ยังเหมือนจะหยุดอยู่กับที่ ดังนั้น วันนี้เราก็อาสาตัวเข้ามา เพราะว่าเราก็ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเห็นการเมืองเปลี่ยนแปลง” เขากล่าวกับสำนักข่าวไทยรัฐ

    นายอภิสิทธิ์ยังถูกถามระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยพีบีเอสด้วยว่า เขาประเมินจำนวน สส. ที่พรรคประชาธิปัตย์จะมีลุ้นจากทุกเขตทั่วประเทศอย่างไร ซึ่งหัวหน้าพรรค ปชป. ตอบว่าเขา “ยังไม่ได้ประเมิน” โดยเขาบอกว่าโจทย์ของพรรคไม่สำคัญเท่ากับโจทย์ของประเทศซึ่งพรรคต้องการให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าสามารถมีชีวิตที่ดีได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมาย

    “พลเมืองกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของหลายอย่าง สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างที่จะชัด อาจจะโดยตรง อาจจะโดยอ้อม เพราะฉะนั้นนโยบายจะเป็นเรื่องสำคัญมาก ประสบการณ์ในการบริหารจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก วันนี้สิ่งเรานำเสนอก็คือความกลมกลืนระหว่างประสบการณ์กับแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อมาตอบโจทย์ของคนทั้งประเทศ ตอบโจทย์ของคนกรุงเทพฯ” เขาระบุกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

    .

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และแคนดิเดตนายกฯ มาพร้อมกับ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ อีกคนหนึ่งของ ปชป. และนายสกลธี ภัททิยกุล

    นายอภิสิทธิ์ยังถูกถามระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยพีบีเอสด้วยว่าเขาประเมินจำนวน สส. ที่พรรคประชาธิปัตย์จะมีลุ้นจากทุกเขตทั่วประเทศอย่างไร ซึ่งหัวหน้าพรรค ปชป. ตอบว่าเขา “ยังไม่ได้ประเมิน” โดยเขาบอกว่าโจทย์ของพรรคไม่สำคัญเท่ากับโจทย์ของประเทศซึ่งพรรคต้องการให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าสามารถมีชีวิตที่ดีได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมาย

    “พลเรือนกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของหลายอย่าง สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างที่จะชัด อาจจะโดยตรง อาจจะโดยอ้อม เพราะฉะนั้นนโยบายจะเป็นเรื่องสำคัญมาก ประสบการณ์ในการบริหารจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก วันนี้สิ่งเรานำเสนอก็คือความกลมกลืนระหว่างประสบการณ์กับแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อมาตอบโจทย์ของคนทั้งประเทศ ตอบโจทย์ของคนกรุงเทพฯ” เขาระบุกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

    นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคไทยก้าวใหม่:

    นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า “พรรคไทยก้าวใหม่ เป็นพรรคของคนที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญ ที่สำคัญเราตั้งใจจะพาประเทศไทยก้าวใหม่จริง ๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยรอไม่ได้”

    เขากล่าวถึงแนวคิดการทำงานการเมืองของพรรคว่าคือการทำการเมืองสร้างสรรค์ อาสาเข้ามาแก้ปัญหาหลากหลายทั้งเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ การศึกษาชายแดน และสิ่งแวดล้อม ด้วยบุคลากรของพรรคที่เต็มไปด้วยคนมีความรู้ เป็นคนมืออาชีพ ทำงานเป็น ที่พร้อมจะเข้ามาทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

    “การทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ ต้องเน้นเรื่องความสามัคคี ที่ผ่านมาเป็นการเมืองแบบทะเลาะกันมาตลอด ซึ่งทำให้ประเทศไทยถดถอย พรรคไทยก้าวใหม่ทำการเมืองสร้างสรรค์ แต่อยากทำงานกับคนดี ทำงานกับพรรคที่ทำงานตามหลักวิชาการ ไม่บิดเบือน พูดความจริง ไม่เอื้อผลประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือกลุ่มที่ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ” นายสุชัชวีร์ กล่าว

    แม้เป็นพรรคเกิดใหม่ แต่นายสุชัชวีร์แสดงความมั่นใจว่าพรรค ทกม. จะสามารถปักธงได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ

    “เราส่งที่ไหน เรามั่นใจตรงนั้น อย่าง กทม. เรามั่นใจทั้ง 33 เขต 33 คน” แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค ทกม. กล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า “คนกรุงเทพฯ เปิดโอกาสให้คนใหม่ พรรคใหม่เสมอ”

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร พรรคไทยสร้างไทย:

    พล.ท.ภราดร กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยส่งผู้สมัคร สส. เขต กทม. ครบทั้ง 33 เขต โดยมีความมั่นใจ “เต็มร้อย” ว่าจะได้ สส.ครบทุกเขตที่ส่งลงสมัคร

    พล.ท.ภราดร กล่าวถึงการประกาศตัวลงสนามการเมืองของตัวเองด้วยว่า เขามีความตั้งใจ 100% ในการแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง

    “สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้จะต้องแก้ปัญหาด้านความมั่นคงก่อน จะต้องแก้เรื่อง big fighting (การสู้รบครั้งใหญ่) คือปิดจบเรื่องการสู้รบไทย-กัมพูชา จัดการสแกมเมอร์ กวาดล้างการทุจริต ฉะนั้นความเร่งด่วนมันอยู่ตรงนี้ นอกนั้นขายนโยบายอื่น ไปต่อไม่ได้” เขากล่าวกับสำนักข่าววันนิวส์

    “สู้รบไม่จบ การลงทุน [ก็] ไม่มา นักท่องเที่ยวไม่มา สแกมเมอร์ไม่จบ ลงทุนเท่าไหร่ [ก็] แพ้ทุนสีเทา แล้วจะเดินอะไรต่อ ประเทศนี้มีแต่ทุจริตคอร์รัปชัน มันไปต่อไม่ได้สักเรื่อง ฉะนั้นที่จะไปขายฝัน ขายนโยบายอะไรต่อ ไทยสร้างไทยเน้นว่าไปปิดจบภารกิจเร่งด่วนนี้ก่อน”

    พล.ท.ภราดร เน้นย้ำถึงแนวทางของพรรคไทยสร้างไทย จะเริ่มจากการแก้ปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา ให้จบก่อน จากนั้นจึงค่อยเริ่มเดินหน้าด้านเศรษฐกิจตามมา โดยจะลดความเหลื่อมล้ำและให้โอกาส “คนตัวเล็ก” คือกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม (SMEs)

    .

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. และแคนดิเดตนายกฯ กล่าวว่าเมื่อดูผลการเลือกตั้งปี 2566 ผู้สมัคร รทสช. 12 เขตมีคะแนนมาเป็นอันดับสอง เชื่อว่าเลือกตั้งครั้งนี้ ชาว กทม. จะให้ความไว้วางใจ

    พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ:

    หนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอสว่าเห็นถึงบรรยากาศความ “คึกคัก” ในวันรับสมัคร สส. วันนี้ ซึ่ง รทสช. ก็ “สู้เต็มที่”

    พีระพันธุ์กล่าวถึงนโยบายต่าง ๆ ของพรรคที่เคยประกาศไว้ “เป็นนโยบายของคนไทยทั้งประเทศ” ซึ่งเขามั่นใจว่าหลายนโยบายเป็นเรื่องที่ “ถูกใจคน” โดยเฉพาะเรื่องการให้ขวัญกำลังใจทหารและการแก้ปัญหาพลังงาน ซึ่งเขาได้ทำไปบ้างแล้วในขณะที่เป็น รมว.พลังงาน

    “ผมพูดได้เลยครับว่าผมเป็น รมว.พลังงานคนแรกที่ไม่เคยขึ้นค่าไฟ และประชาชนไม่ต้องห่วง ผมลดตลอด และวันนี้ก็ไม่มีใครกล้าขึ้นครับ เพราะว่าผมทำได้ ไม่มีใครกล้าบอกว่าทำไม่ได้” นายพีระพันธุ์กล่าว

    เมื่อถูกถามว่าพรรคคาดหวังอย่างไรในการเลือกตั้งครั้งนี้ เขาตอบว่าในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในเขตกรุงเทพมหานคร ผู้สมัครจาก รทสช. ได้รับคะแนนเป็นอันดับที่ 2 ในพื้นที่ 12 เขต ซึ่งครั้งนี้เขาเชื่อว่าจากการทำงานของพรรคที่ผ่านมาในระยะเวลา 2 ปี ที่ทำงานเพื่อประชาชนโดย “ไม่เคยมีประเด็นเรื่องการเมืองมาทำให้พรรคเสื่อมเสียชื่อเสียง” ประกอบกับผลงานต่าง ๆ นั้น ก็เชื่อว่าชาวกรุงเทพฯ จะให้ความไว้วางใจ

    .

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รับผิดชอบพื้นที่ กทม.

    ด้านพรรคภูมิใจไทย โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แสดงความมั่นใจในตัวผู้สมัครทั้ง 3 3เขต, นโยบายพรรรค, ทีมว่าที่รองนายกฯ ที่เปิดตัวไปแล้ว และยังยก “ผลงานของรัฐบาลในช่วง 73 วันที่ผ่านมา” มายืนยันว่าพรรค ภท. เป็นมากกว่าการพูดแล้วทำ และบอกด้วยว่าจะเอาใครมาทำ

    นายเอกนัฏ ซึ่งย้ายมาจากพรรค รทสช. ยังปฏิเสธด้วยว่า พรรค ภท. ไม่ใช่ศูนย์รวมของบ้านใหญ่ แต่เป็นการรับคนที่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อประเทศ และต้องการนำพาคนไทยกลับมาสู่จุดที่ภูมิใจอีกครั้งอย่างที่เคยมีมาก่อน

    อย่างไรก็ตาม พรรค ภท. ปฏิเสธจะให้ตัวเลขเป้าหมายจำนวน สส. กทม. ซึ่งพรรคสีน้ำเงินไม่เคยปักธงในสนามนี้ได้มาก่อนเลย โดย น.ส.ศุภมาสกล่าวเพียงว่า “ทุกคนย่อมมีการตั้งเป้า แต่ในวันนี้ยังไม่สามารถพูดได้ ขอให้เวลาผู้สมัครได้ลงพื้นที่และนำเสนอนโยบายต่อพี่น้องประชาชนก่อน”

    ส่วนพรรคกล้าธรรม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ประกาศว่า พรรคของเขาคาดหวังจำนวน สส.เอาไว้สูงว่าจะได้ 100 ที่นั่ง แต่สุดท้ายอยู่ที่การเลือกของประชาชน

    .

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    กระบวนการรับสมัคร สส. จะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลา 08.30 น. เริ่มต้นด้วยการให้ผู้สมัครกรอกใบสมัครและจัดเตรียมเอกสารประกอบการสมัครด้วยตนเอง ตามด้วยการลงทะเบียนการสมัครตามเขตที่ตนประสงค์จะสมัคร จากนั้นเจ้าหน้าที่จะจัดลำดับผู้สมัคร โดยผู้มาถึงก่อนเวลา 08.30 น. จะได้จับสลากลำดับที่จะได้จับสลาก แล้วจึงได้จับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัครที่จะใช้ในการเลือกตั้ง โดยดำเนินการไปพร้อม ๆ กันทุกเขต

    การดำเนินการของ กกต.กทม. ล้วนอยู่ในสายตาของพรรคการเมืองและประชาชนผู้สนับสนุนพรรค พวกเขาเข้าจับจองที่นั่งบนอัฒจันทร์ภายในอาคารกีฬาเวสน์ 2 เต็มพื้นที่ โดยมิลืมจัดเตรียมป้ายข้อความ ป้ายไฟ พร้อมส่งเสียงเชียร์ในระหว่างการจับสลากหมายเลข

    การรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต จะมีไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.

    สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด, อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง, เป็นสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 30 วัน (เนื่องจากมีการยุบสภา) และต้องแสดงหลักฐานประกอบการสมัครอย่างใดอย่างหนึ่งคือ มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครเป็น สส. เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี, เกิดในจังหวัดนั้น, เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา, เคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี

    เช็กเบอร์เช็คพรรค พื้นที่ กทม.

    ภายหลังเสร็จสิ้นการรับสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตวันแรก ทางพรรคการเมืองหลายแห่งได้เปิดเผยรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.กทม. 33 เขต พร้อมเบอร์ของแต่ละคน โดยบีบีซีไทยรวบรวมมาไว้ตรงนี้

    .

    ที่มาของภาพ, พรรคประชาชน กรุงเทพฯ

    คำบรรยายภาพ, พรรคประชาชน

    ปชป.

    ที่มาของภาพ, พรรคประชาธิปัตย์

    พรรครวมไทยสร้างชาติ

    ที่มาของภาพ, พรรครวมไทยสร้างชาติ

    บรรยากาศรับสมัคร สส. ในต่างจังหวัด

    ส่วนในต่างจังหวัด บรรยากาศคึกคักไม่แพ้กัน มีหลายพรรคที่แคนดิเดตนายกฯ และแกนนำพรรคเลือกที่จะนำผู้สมัครไปยังจุดรับสมัคร สส. เขตของจังหวัดต่าง ๆ

    พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ นำผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ทั้ง 10 เขต มายังสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดรับสมัคร พร้อมแสดงความมั่นใจที่จะชิงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ กลับคืนมา

    ส่วนพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อนำผู้สมัคร สส. เขตไปที่จุดรับสมัคร ขณะที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอีกคน ลงพื้นที่นำผู้สมัคร สส. ที่ จ.ภูเก็ต

    นอกจากนี้พรรค ปชน. ยังส่งแกนนำของพรรคคนอื่น ๆ กระจายกันไปตามจังหวัดต่าง ๆ เช่น จ.เชียงใหม่ นำโดยนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง, จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ นำโดย นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค ปชน., จ.สงขลา นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน.

    ด้านหัวหน้าพรรค ภท. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ คนที่ 32 ผู้เสนอตัวเป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย เลือกไปให้กำลังใจผู้สมัคร สส. 3 จังหวัดรวด เริ่มตั้งแต่ จ.พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี, นครปฐม

    ภายหลัง “เป่ากระหม่อม” ผู้สมัคร สส.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทินกล่าวยอมรับว่าตั้งความหวังอยากจะได้ สส. เมืองเก่าครบทั้ง 5 เขต แต่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน

    หัวหน้าพรรค ภท. ยังระบุถึงการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเสนอตัวที่จะทำผลงานให้ประชาชนด้วยความตั้งใจ โดยเขาบอกว่าในการเลือกตั้งเขากำหนดอะไรเองไม่ได้ นอกจากการนำเสนอนโยบายและทำให้ได้ พร้อมกับยกตัวอย่างโครงการคนละครึ่งพลัส ที่นายอนุทินเชื่อว่าเป็นที่พึงพอใจของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรค ภท. ว่าสามารถทำได้จริง

    “จริง ๆ มันควรจะได้ทำถ้าไม่ยุบสภา ไม่งั้นป่านนี้ก็ได้คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ไปเรียบร้อยแล้ว” นายอนุทินกล่าวก่อนจะเสริมว่าเขาขอโอกาสให้พรรค ภท. กลับมาบริหารบ้านเมืองและทำโครงการนี้ต่อ

    แคนดิเดตนายกฯ เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ ทำประชามติแก้ รธน.

    ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ประชาชนชาวไทยไม่เพียงได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. 2 ระบบคือ สส.แบบแบ่งเขตที่เปิดรับสมัครในวันนี้ และ สส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะเปิดรับสมัครในวันพรุ่งนี้ (28 ธ.ค.) ทำให้โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) จัดกิจกรรม “ซาวด์เสียงว่าที่ สส.” ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง โดยทำบัตรออกเสียงประชามติจำลองมาสอบถามความคิดเห็นของว่าที่ผู้สมัคร สส. ว่ามีจุดยืนอย่างไรต่อคำถามประชามติ

    สำหรับคำถามในการออกเสียงประชามติรอบนี้ เป็นคำถามจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล “อนุทิน” ที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค ปชน. เป็นหนึ่งในบุคคลที่กากบาทช่อง “เห็นชอบ” แต่เขาออกตัวว่าขอออกความเห็นในฐานะส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการหาเสียงของพรรค เพื่อป้องกันเรื่องความเสี่ยงที่จะมีคดีเกิดขึ้น เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ให้ความชัดเจนในเรื่องนี้

    ด้านนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค พท. “ขอไม่กากบาท” โดยให้เหตุผลว่ารู้สึกไม่สบายใจในประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรค พท.

    “ผมกังวลหากทำในลักษณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยอาจได้รับผลกระทบมากกว่า” ดร.เชน-ยศชนันกล่าว และว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาจากช่วงรัฐประหาร แต่ในส่วนของพรรค พท. ขอรอฟังเสียงของประชาชนเป็นหลัก หากประชาชนเห็นควรให้มีการเปลี่ยนแปลง พรรคก็พร้อมดำเนินการ แต่มีเงื่อนไขชัดเจนว่าต้องไม่แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2

    นายยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา พรรคเห็นว่าควรแบ่งออกเป็น 3 เรื่องหลักคือ การบริหารราชการแผ่นดิน กระบวนการยุติธรรม และความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสุขภาพ

    ส่วนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอื่น ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมของไอลอว์ แล้วกากบาทช่อง “เห็นชอบ” อาทิ นายกัณวีร์ จากพรรคพลวัตร, พล.ท.ภราดร จากพรรคไทยสร้างไทย

    ขณะที่แคนดิเดตนายกฯ บางส่วนเลือกากบาทช่อง “ไม่เห็นชอบ” อาทิ นายชัยวุฒิ จากพรรครักชาติ, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม จากพรรคไทยภักดี

    ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กากบาทช่อง

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กากบาทช่อง “ไม่เห็นชอบ” ในบัตรประชามติจำลอง

    การสงวนท่าทีของนักการเมืองจากค่ายต่าง ๆ เป็นผลจากคำให้สัมภาษณ์ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่เตือนพรรคการเมืองให้พูดเพียงว่า “มีนโยบายเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ไม่ใช่ไปบอกว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ”

    อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 17 ระบุว่า ประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่าง ๆ มีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงได้อย่างเสรี เสมอภาค และเท่าเทียมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/clykllyg17ko&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VGeKCAGtNRAj-dlx99sES

  • ไทยสร้างไทย-เศรษฐกิจ ประกาศจับมือตั้งรัฐบาลสีขาว “พล.อ.รังษี” ลั่นต้องได้เสียงข้างมาก

    ไทยสร้างไทย-เศรษฐกิจ ประกาศจับมือตั้งรัฐบาลสีขาว “พล.อ.รังษี” ลั่นต้องได้เสียงข้างมาก

    “พล.ท.ภราดร” ยัน ไทยสร้างไทยส่งผู้สมัคร กทม. ครบทั้ง 33 เขต รับจุดยืนคล้ายพรรคเศรษฐกิจ ด้าน “พล.อ.รังษี” พรรคเศรษฐกิจต้องได้เสียงข้างมาก ขออย่าเพิ่งดูถูกว่าเป็นไปไม่ได้ ชี้ไม่มีปัญหาจับกับ ทสท. เป็นรัฐบาลพรรคสีขาว

    วันที่ 27 ธ.ค. 2568 เมื่อเวลา 08.02 น. ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และแคนดิเดตนายกฯ พรรคเศรษฐกิจ พร้อมคณะ และ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวเช้าหัวเขียว

    พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ในส่วนพรรคไทยสร้างไทย ส่งผู้สมัคร สส.กทม. ครบทั้ง 33 เขต และหวังทุกเขต ส่วนจะใช้อะไรมัดใจคนกรุงฯ นั้น ตอนนี้สถานการณ์คือการเผชิญหน้าขาวกับเทา พรรคเราปลายทางมุ่งหมายคือปราบทุจริต การเมืองที่มีวุฒิภาวะ ตรงนี้เป็นจุดขายของเรา ขอให้ประชาชนมาใช้สิทธิเยอะๆ จบที่ฝ่ายขาวจะได้มีไทยสร้างไทยอยู่ตรงนั้น

    เมื่อถามว่าจุดยืนคล้ายกับพรรคเศรษฐกิจ ทุจริตเท่ากับประหาร พรรคเศรษฐกิจจะใช้อะไรมัดใจคนกรุงฯ พล.อ.รังษี กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจคือหนี้ก้อนใหญ่ หนี้ของประชาชน รัฐบาล และภาคธุรกิจ มีกว่า 5 ล้านล้านบาท หรือ 17 เท่าของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งพรรคเศรษฐกิจ ได้คิดวิธีการแก้ปัญหา ด้วย 2 โครงการใหญ่ คือ สร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง 2 สาย จากเวียงจันทน์ ประเทศลาว มา กทม. และจากเชียงใหม่ไปทะลุเมียวดี ประเทศเมียนมา เพื่อเชื่อมต่อไปภาคใต้ ไปประเทศมาเลเซีย

    และอีกโครงการคือการสร้างโอเชี่ยนลิงก์ ทางเชื่อมทะเลจากมหาสมุทรอินเดีย อันดามัน บริเวณจ.ระนอง และจ.ชุมพร ผ่านอ่าวไทย ไปมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นการร่วมระดมทุนระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน เป็นการลงทุนแบบแบ่งปันผลกำไร ไม่ใช่สัมปทาน โดยจะมีการเซ็น MOU ร่วมกัน พ่วงซื้อสินค้าเกษตร จะทำให้การท่องเที่ยวไทยกลับมา, สินค้าเกษตรฟื้นตัว เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ โดยจะต้องเป็นผู้ส่งออกเอง จะทำให้รายได้ประชาชนและ จีดีพีของประเทศ เพิ่มขึ้น 3 เท่า

    “พรรคเศรษฐกิจต้องได้เสียงข้างมาก ขออย่าเพิ่งดูถูกว่าเป็นไปไม่ได้ อยู่ที่ประชาชน ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยืนยันว่า กทม. ส่งครบทั้ง 33 เขต” พล.อ.รังษี กล่าว

    เมื่อถามว่า เมื่อฟังอย่างนี้พรรคไทยสร้างไทยน่าร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ พล.ท.ภราดร กล่าวว่า น่าร่วม เพราะพรรคเศรษฐกิจเป็นสีขาว ไทยสร้างไทยก็สีขาว สถานการณ์การเมืองตอนนี้ต้องปิดจบที่สีขาว บ้านเมืองจะผ่านไปได้ แต่ต้องปิดจบ 4 ประกาศ สแกมเมอร์ ทุจริต คอร์รัปชัน และความเหลื่อมล้ำ ต้องปิดจบ พรรคไทยสร้างไทยต้องได้ 25 เสียงขึ้นไป ตนเองจึงจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

    เมื่อถามว่า พรรคเศรษฐกิจสามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคไทยสร้างไทยได้หรือไม่ พล.อ.รังษี กล่าวว่า “ไม่มีปัญหา พรรคสีขาวต้องรวมกับพรรคสีขาว” เมื่อถามว่าดูอย่างไรพรรคสีขาว พล.อ.รังษี กล่าวว่า “ก็ไม่มีสแกมเมอร์ ไม่ใช่ว่าจะไม่ร่วมอย่างเดียว ผมจะไล่กระทืบด้วย”

    เมื่อถามว่าวันนี้ถ้าหยุดยิง 72 ชั่วโมง ดีต่อประเทศไทยหรือไม่ พล.อ.รังษี กล่าวว่า เรายังไว้ใจไม่ได้ เพราะกัมพูชาละเมิดเรามาเกือบ 700 ครั้งแล้ว เราต้องดูต่อ ที่กัมพูชายอมเพราะต้องยอมจำนน ไทยไล่ถล่มจนคลังแสง ซึ่งศึกครั้งนี้กัมพูชาทหารตายเป็นหมื่นคนแล้ว ส่วนฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ก็ใกล้จะสติแตกแล้ว และเกือบจะถูกถีบตกเก้าอี้แล้ว

    ด้าน พล.ท.ภราดร กล่าวว่า เรื่องหยุดยิงเป็นเรื่องที่ดีต่อประชาชน เพราะเรายึดพื้นที่ได้ครบทุกกระบวนท่าแล้ว เท่ากับเราเป็นต่อ หากพูดไม่รู้เรื่อง เราก็ไม่จำเป็นต้องหยุด เพราะเรามียุทธศาสตร์สงคราม โดยเฉพาะทางการทหารเหนือชั้นกว่า และสถาปนาพื้นที่ความมั่นคงไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่กังวล

    เมื่อถามว่าเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมามีการยิง BM 21 ไม่หมดสักที พล.อ.รังษี กล่าวว่า เป็นนิสัยของกัมพูชาและเชื่อว่าตอนนี้มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ส่วนที่กัมพูชายิงเข้ามาแบบสะเปะสะปะ เพื่อทำให้เกิดความรุนแรง เมื่อขึ้นสู่โต๊ะเจรจาจะได้มีอำนาจต่อรองกับไทย จึงอย่าไปติดกับกัมพูชา เพราะเชื่อว่าตอนนี้เหลืออาวุธไม่ถึง 20%

    ส่วนเรื่องปราบปรามสแกมเมอร์ไทยยังทำน้อยมาก เพราะดูเส้นเงินที่ทางสหรัฐฯ ส่ง เหมือนให้ไทย ประมาณ 2 แสนล้าน อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และตลาดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายสิบบริษัท แต่ไทยยึดได้แค่ 10,000 ล้านบาท แต่เหลืออยู่อีกเป็นแสนๆ ล้าน ตนเองจึงกลัวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะใช้เงินสแกมเมอร์มาไล่ซื้อเสียง

    ส่วนกระแสข่าวว่าพวกสแกมเมอร์ไล่ซื้อ สส. และพรรคการเมือง เป็นอย่างไร พล.อ.รังษี กล่าวว่า มีการแจกเงินแล้วจริงทั้งภาคใต้ กทม. และอีสานหัวละ 5 พันบาท และ 2 พันบาท ที่จะจ่ายก่อนการเลือกตั้ง

    พล.ท.ภราดร กล่าวเสริมว่า เป็นสิ่งที่อันตราย อย่าไปคิดว่ายังไงก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลนั้น ก็ยังมีความเป็นไปได้ว่าจะได้เป็นรัฐบาล เพราะเงินสีเทามันมาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแล้ว จึงขอให้จบที่พรรคสีขาว ให้ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2904453&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30JpQOsImp793c9qcHLS_R

  • “ภูมิใจไทย” ชูนโยบาย “เศรษฐกิจ” ควบคู่ “ความมั่นคง” | 27 ธ.ค. 68 | ข่าวเช้าหัวเขียว เสาร์-อาทิตย์

    “ภูมิใจไทย” ชูนโยบาย “เศรษฐกิจ” ควบคู่ “ความมั่นคง” | 27 ธ.ค. 68 | ข่าวเช้าหัวเขียว เสาร์-อาทิตย์

    27 ธ.ค. 2568 09:40 น.

    “ศุภมาส อิศรภักดี” ชู 2 นโยบาย หมัดเด็ดคว้าใจ กทม. (1) นโยบายเศรษฐกิจ อย่าง “คนละครึ่งพลัส” ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ (2) นโยบายความมั่นคง #ภูมิใจไทย #พรรคภูมิใจไทย #ข่าวการเมือง #เลือกตั้ง69 #เลือกอีกสักตั้ง #TRC #ป๊อปปุ ———————————————— 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath-news/greenhead-morning-news/1176378&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LeX8Hoa-QajN5vuIhYHBE

  • SCB EIC มองไทยปี 2026 โตช้าสุดในรอบ 30 ปี ถ้าไม่นับช่วงวิกฤติใหญ่

    SCB EIC มองไทยปี 2026 โตช้าสุดในรอบ 30 ปี ถ้าไม่นับช่วงวิกฤติใหญ่

    นี่ไม่ใช่คำอวยพรปีใหม่ แต่จะชวนมองไทยด้วย ‘ใจจริง’

    ปี 2025 ว่าแย่แล้ว แต่ปี 2026 จะแย่กว่า เพราะในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา SCB EIC มองว่า ปี 2026 จะเติบโตได้แย่ที่สุด (ถ้าแย่กว่านี้ก็คือปีที่เจอวิกฤติใหญ่)

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจาก 2% ในปี 2025

    ถามว่าแย่แค่ไหน? SCB EIC บอกว่าตัวเลขนี้ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงวิกฤติ)

    เรื่องนี้สะท้อนแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกหลาย ๆ เรื่อง เช่น สงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศรุนแรงขึ้น ทั้งสินค้านำเข้าและการท่องเที่ยว ตลอดจนความเปราะบางภายในประเทศ ทั้งครัวเรือน ธุรกิจ และข้อจำกัดทางการคลัง ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมา

    [ ปีหน้าแย่เพราะคนไทยไร้แรงจับจ่าย ]

    SCB EIC วิเคราะห์ว่า การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปี 2026 เพราะรายได้ฟื้นตัวช้า จากตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น เห็นได้จากการจ้างงานและชั่วโมงทำงานที่ลดลง

    ข้อมูลจาก SCB EIC Consumer survey ปี 2025 ชี้ว่า ผู้บริโภคยังเผชิญปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงการชำระหนี้เริ่มกระจายไปสู่กลุ่มรายได้สูงมากขึ้น

    [ การเมืองไทยไม่แน่นอน กระทบการเบิกจ่ายงบลงทุน ]

    ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการคลัง โดยคาดว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 จะทำได้น้อยกว่าปกติ

    ขณะที่การจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มล่าช้าบ้าง ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนช่วงต้นปีงบประมาณ 2570 ต่ำกว่าปกติ แม้ผลกระทบอาจไม่รุนแรงมาก แต่ความไม่แน่นอนยังสูง

    นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะเผชิญข้อจำกัดการคลังมากขึ้น จากความพยายามปฏิรูปการคลังเพื่อลดขนาดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะ

    [ ดอกเบี้ยลดแล้ว แต่คนปล่อยสินเชื่อยังระวังตัว ]

    ในปี 2025 แม้ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก ในปี 2026 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0%

    เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท

    อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยนโยบาย อาจไม่ช่วยให้สินเชื่อครัวเรือนและ SME ปรับตัวดีขึ้นมากนัก เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่

    ที่มา: SCB EIC

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thai-grow-slowest-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17HI2813pviLWUQzGfBsc8

  • ส่องนโยบายมั่นคง 5 พรรค “สร้างรั้ว-รับทหารอาสา-ยกเลิกเกณฑ์ทหาร”

    ส่องนโยบายมั่นคง 5 พรรค “สร้างรั้ว-รับทหารอาสา-ยกเลิกเกณฑ์ทหาร”

    เปิดตัว ติดป้ายผู้สมัคร สส.เขตกันแล้ว ทั้งในเมืองหลวง และต่างจังหวัด รอเพียงแค่เบอร์พรรคและเบอร์ผู้สมัคร สส.ที่จะตามหลัง นับจากการเปิดรับสมัคร สส.เขต และ สส.ระบบบัญชีรายชื่อในอีก 2 วันนี้ ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งปี 2569 ทุกพรรคการเมืองมีเวลาในการหาเสียงสั้นและกระชั้นชิดมากก็จริง หลายพื้นที่ หลายเขต มีหน้าใหม่ และ “บ้านใหญ่” ลงชนกัน กลายเป็นศึกช้างชนช้าง

    นอกจากตัวผู้ลงสมัคร สส. โดยเฉพาะ สส.เขต ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง ทุก “สมรภูมิรบ” ดุเดือดไม่แพ้สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ “นักรบไทย” ต้องฝ่ากระสุนและจรวด BM-21 ชิงพื้นที่อธิปไตยกลับคืนมาให้ได้ ครานี้พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เคยนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ปัญหาเศรษฐกิจ ได้มีการนำเสนอนโบบายด้านความมั่น และการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์ ทุนเทา เป็นครั้งแรก

    “ภท.” เสนอ “สร้างรั้วกั้นชายแดนไทย-เขมร เปิดรับทหารอาสา 1 แสนคน”

    ค่ายน้ำเงิน-ภูมิใจไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” เสนอแคนดิเดตนายกฯ 2 รายชื่อ คือ “อนุทิน” และ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ นำเสนอนโยบายด้านความมั่นคง คือ  “สร้างกำแพง” เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่เพียงเฉพาะภัยทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ และสังคม ทั้งการลักลอบนำของเถื่อนเข้าประเทศ สินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามากดราคาพืชผลทางการเกษตรไทย แรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน กาสิโน และทุนสีเทา

    ภูมิใจไทย ประกาศว่า ประเทศไทยไม่เอาสิ่งเหล่านี้ และจำเป็นต้องมีกำแพงที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องอธิปไตย เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน  นอกจากนี้ ยังนำเสนอ นโยบายเปิดรับสมัคร ทหารอาสา 100,000 คน  รับราชการเป็นพลทหาร 4 ปี มีรายได้เดือนละ 12,000 บาท UP-SKILL / RE-SKILL และมีโอกาสสอบเป็นนายสิบ นายทหาร”

    ค่ายส้ม ปชน. “ยกเลิก” เกณฑ์ทหาร รับสมัคร “ทหารอาสา”

    ค่ายส้ม “พรรคประชาชน” เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ มาพร้อมสโลแกน “สร้างประเทศไทยที่ไม่มีสีเทา – เท่ากัน – ทันโลก”  แคนดิเดตนายกฯ 3 คน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นเบอร์ 1, ตามมาด้วย “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคฯ , และ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรคฯ

    นโยบายด้านความมั่นคง “ค่ายส้ม” ยังเน้นเรื่องเดิม คือ  “ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร” สู่ทหารมืออาชีพ เงินดี สวัสดิการครบ ระบบเข้มแข็ง ป้องกันประเทศมีประสิทธิภาพ ระบุว่า จะใช้ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) พ.ศ.2565 ในการรับสมัคร “ทหารอาสา” มาแทนที่การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ หรือการบังคับเกณฑ์ทหาร พร้อมกับปรับปรุงระเบียบเพื่อให้พลทหารที่ผ่านการฝึก และปรับตัวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้แล้ว สามารถปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” หรือมีวันหยุดที่มีความถี่มากขึ้นได้

    เพื่อให้พลทหารมีรูปแบบการใช้ชีวิต ที่ไม่แตกต่างจากอาชีพลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้างเหมาบริการของหน่วยงานราชการอื่น ซึ่งจะทำให้พลทหารมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกับสามารถสร้างสมดุลในการดำเนินชีวิตและการดูแลครอบครัวได้

    “รทสช.”ออกรบรับ 2 แสนบาท ทำกำแพงกั้น ป้องกัมพูชาล้ำอธิปไตย

    ม้านอกสายตา สำหรับศึกเลือกตั้งครั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นำเสนอนโยบายภายใต้สโลแกน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” โดย “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หัวหน้าพรรคฯเป็นแคนดิเดตเบอร์ 1 ตามด้วย อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคฯ และ นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคฯ

    มีการนำเสนอหลายนโยบายทั้งเศรษฐกิจและพลังงาน แต่ที่เด่นสุด และไม่เคยมีมาก่อน คือ กาวประกาศจุดยืนเด็ดขาด วางนโยบายความมั่นคง ยกระดับสวัสดิการทหาร เสริมศักยภาพประเทศ  เช่น ออกรบ รับ 200,000 บาท เกณฑ์ทหาร สมัครใจ รับ 30,000บาท, ทหารเกณฑ์ รับ ‘เงินเดือน + เงินเพิ่ม’ ช่วยค่าครองชีพ รวม 15,000 บาท, สร้างอาวุธพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ’ เร่งด่วน ดูแลครอบครัว ทหารผู้สูญเสียจากการป้องกันประเทศ ลูกไม่ต้องออกจากบ้านพัก รับราชการทหารต่อ สร้างรั้ว ไทย-กัมพูชา กั้นเขตแดนไทยไม่ให้ใครมารุกล้ำอธิปไตย

    ปชป.หยุดคอรัปชัน “เปิดฟ้าใหม่ ไล่เมฆเทา” ต้านสแกมเมอร์

    ค่ายฟ้า “พรรคประชาธิปัตย์” ภายใต้แคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ ไล่เมฆเทา” มีการเปิดเผยชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคแล้ว 3 คน คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, “กรณ์ จาติกวณิช” รองหัวหน้าพรรคฯ และ “ดร.การดี เลียวไพโรจน์” รองหัวหน้าพรรคฯ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง

    โดยมีการนำเสนอ 3 นโยบาย ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที คือ ด้านเศรษฐกิจและการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน, ด้านความมั่นคงและการต่อต้านมิจฉาชีพ (Scammer) อันมีรากฐานมาจากปัญหาคอร์รัปชัน และการขับเคลื่อนบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก (International Stage of Thailand)

    “ค่ายแดง” พท.เสนอหยุด “ภัยไซเบอร์-ค้ามนุษย์-สแกมเมอร์”

    ส่วนค่ายแดง “เพื่อไทย” ภายใต้สโลแกน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” มีแคนดิเดต 3 คน ประกอบด้วย  “จุลพันธุ์  อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผอ.การเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย และ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” อดีตรองคณบดีฝ่ายวิจัย และวิเทศสัมพันธ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

    “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” นโยบายส่วนใหญ่ เน้นด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับ credit rating ประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง  ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ, หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ-ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง, ปลดล็อกกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเงินจากต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย

    มีนโยบายด้านการเกษตร เอาใจเกษตรกร ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% เกษตรกรต้องไม่แบกรับความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร โครงการไฟฟ้าเพื่อคนไทย ค่าไฟไม่เกิน 3.70 บาท/หน่วย  รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย

    ส่วนนโยบายด้านความมั่นคง คือ แก้ปัญหาภัยไซเบอร์ ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ ปัญหาทุนเทา ยกระดับความปลอดภัยธุรกรรมออนไลน์ โดยธนาคาร-เครือข่ายโทรศัพท์ร่วมรับผิดชอบ ตั้งกองทุนคืนเงินผู้ถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพขึ้นบัญชีดำอาชญากรข้ามชาติ ร่วมมือนานาชาติ ให้ไทยมีบทบาทนำ

    ด้านพรรคเล็ก “เศรษฐกิจ” ภายใต้การนำของ พล.อ. รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เจ้าของแคมเปญ “คนไทยต้องมาก่อน”  สำหรับ “พล.อ.รังษี” ไม่เคยหลุดจากผลการสุ่มสำรวจของนิด้าที่คนไทยอยากเลือก และสนับสนุนให้เป็นนายกฯ สนามกทม.ครั้งนี้ ส่งผู้สมัครครบ 33 เขตเลือกตั้ง ส่องดูแล้ว ผู้สมัครมีทั้ง อดีตนายทหาร ตำรวจและพลเรือน มี “คริส โปตระนันท์” เป็นประธานพรรค

    นโยบายด้านความมั่นคง ในเพจพรรคฯยังไม่มีการนำเสนออย่างเป็นทางการ ปรากฏเพียงการเดินสายออกสื่อ เรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และมีเพียงข้อเสนอให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปตำรวจเท่านั้น การแก้ปัญหาชายแดนไทย-เขมร ยังไม่มีเป็นรูปธรรม

    ต้องจับตาดูว่านโยบายด้านความมั่นคงและการแก้ปัญหาภัยอาชญากรรมออนไลน์ของ 5 พรรคการเมืองจะทำได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงราคาคุยเพื่อใช้หาเสียงท่ามกลางสมรภูมิรบไทย-เขมร

    ทบ.เปิดข้อมูลพบ PMN-2 อีก 4 ทุ่น ใกล้จุดทหารไทยเหยียบกับระเบิด

    “ตุรกี” ทลายแผนก่อการร้าย จับผู้ต้องสงสัยโยงไอเอส 115 คน

    ทหารไทยยึดคืน 3 พื้นที่ บ้านคลองแผง–หนองจาน–หนองหญ้าแก้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500516&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n3_linNo3nGjJQcI_2oaR

  • ถอดรหัส ‘เอกนิติ’ ดัน ‘ลงทุน Plus’ แตะ 30% GDP  ยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจไทย’ พ้นวิกฤต ‘โตต่ำ’

    ถอดรหัส ‘เอกนิติ’ ดัน ‘ลงทุน Plus’ แตะ 30% GDP ยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจไทย’ พ้นวิกฤต ‘โตต่ำ’

    ถอดรหัส ‘เอกนิติ’ ดัน ‘ลงทุน Plus’ แตะ 30% GDP  ยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจไทย’ พ้นวิกฤต 'โตต่ำ'

    ถอดรหัส “เอกนิติ” กางแผนยุทธศาสตร์ “ลงทุนพลัส” เร่งเครื่องดึงเม็ดเงินนอกงบประมาณผ่านกลไก PPP-กองทุน TFF และ Matching Fund กับชุมชน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 23% เป็น 30%

    • ถอดรหัส “เอกนิติ” กางแผนยุทธศาสตร์ “ลงทุนพลัส”
    • เร่งเครื่องดึงเม็ดเงินนอกงบประมาณผ่านกลไก PPP-กองทุน TFF และ Matching Fund กับชุมชน
    • ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 23% เป็น 30% ภายใน 4 ปี
    • เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง EV-AI-พลังงานสะอาด ลั่นเป็นการ “ยกเครื่องรถยนต์เศรษฐกิจ” ให้กลับมาวิ่งเต็มศักยภาพ

    หนึ่งในนโยบาย “10 พลัส” ที่นายเอกนิติ นิติทัศน์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศบนเวทีเปิดนโยบายพรรคภูมิใจไทยคือนโยบายขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไปภายใช้ชื่อนโยบายว่า “ลงทุนพลัส” ซึ่งตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็น 30% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 23%      

    นายเอกนิกล่าวว่าปัญหาการลงทุนต่ำ (Underinvestment) ถือเป็นปัญหาที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยสัดส่วนการลงทุนลดลงเหลือเพียง 23% ของ GDP ส่งผลให้การเติบโตของ GDP ลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ โดยบางช่วงเติบโตไม่ถึง 1%โดยสภาวะการลงทุนต่ำส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน “รถยนต์เก่า” ที่เครื่องยนต์เริ่มเสื่อมสมรรถนะและวิ่งได้ช้าลงเรื่อยๆ นโยบาย “ลงทุน Plus” จึงเป็นทางออกที่สำคัญในการยกระดับประเทศอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้สิ่งที่กำหนดไว้ในเป้าหมายของนโยบายลงทุนพลัสคือ การปรับเพิ่มเป้าหมายในการลงทุนของประเทศเป็น 30% โดยที่ผ่านมาในอดีตก่อนปี 2540 ประเทศไทยเคยมีการลงทุนสูงถึง 40% ของ GDP ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดที่ 6-7% ดังนั้นเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้กลับขึ้นไปอยู่ที่ 30% ของ GDP ภายในระยะเวลา 4 ปี เพื่อรีเซ็ตศักยภาพการเติบโตของประเทศใหม่จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญ

    ถอดรหัส ‘เอกนิติ’ ดัน ‘ลงทุน Plus’ แตะ 30% GDP  ยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจไทย’ พ้นวิกฤต 'โตต่ำ'

    สำหรับกลไกการระดมการลงทุนเพิ่ม โดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ”ไม่กระทบต่อวินัยการเงินการคลัง ได้กำหนดนโยบายว่าจะเน้นการใช้เม็ดเงินนอกงบประมาณผ่าน 3 เครื่องมือหลัก ได้แก่

    1.การลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

    2.การลงทุนในระดับท้องถิ่นจะใช้กลไก Matching Fund เป็นการร่วมลงทุนคนละครึ่งระดับท้องถิ่นกับรัฐบาล โดยรัฐบาลส่วนกลางจะนำเงินไปร่วมลงทุนกับเงินสะสมของท้องถิ่นในสัดส่วนคนละครึ่ง เพื่อพัฒนาโครงการในพื้นที่ เช่น ระบบจัดการน้ำท่วม ซึ่งจะช่วยให้การใช้เงินมีประสิทธิภาพสูงสุด

    3.การใช้กลไกลงทุนผ่าน Thailand Future Fund (TFFIF) โดยจะนำรายได้จากสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมของรัฐ เช่น สนามบิน มาแปลงเป็นกองทุนระดมทุนจากนักลงทุน เพื่อนำเงินไปก่อสร้างโครงการใหม่ เช่น สนามบินนครศรีธรรมราช โดยวิธีนี้จะไม่สร้างหนี้สาธารณะเพิ่มและช่วยกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์เพราะกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้จะระดมทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย

    นายเอกนิติระบุว่า ในส่วนของการลงทุนของภาคเอกชนโดยเฉพาะในส่วนของอุตสาหกรรมเป้าหมายยังคงมีความสำคัญ โดยนโยบายการลงทุนพลัสจะให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการลงทุน อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ถือเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่จะช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีเก่าไปสู่โลกยุคใหม่ ได้แก่  

    1.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเป็นการอัปเกรดฐานการผลิตจากรถยนต์น้ำมันสู่รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

    2.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยมุ่งเน้นการลงทุนในระบบ Server, AI และ Smart Electronics ที่ต้องดึงการลงทุนเพื่อนำมาแทนที่ฮาร์ดดิสก์แบบดั้งเดิม

    3.อุตสาหกรรมการแพทย์และ Wellness โดยต่อยอดจุดแข็งด้านสาธารณสุขสู่ศูนย์ดูแลสุขภาพและความงามครบวงจร

    และ 4.เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยสนับสนุนการลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น Solar Rooftop และ Floating Solar เพื่อดึงดูดนักลงทุนระดับโลกที่เน้นมาตรฐานความยั่งยืน

    สำหรับการลงทุนที่สำคัญอีกอย่าง นายเอกนิติ กล่าวว่าประเทศไทยต้องเน้นการลงทุนในทุนมนุษย์ (Human Capital) เน้นการ Up-skill และ Re-skill แรงงานและผู้สูงอายุให้มีความเก๋าและทักษะที่ทันสมัย พร้อมรับมือกับอุตสาหกรรมใหม่

    นอกจากนั้นต้องให้ความสำคัญกับการเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ ได้แก่ การเดินหน้ามาตรการ “Thailand Plus Fast Track” ลดขั้นตอนกฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่รออยู่อีกกว่า 4.7 แสนล้านบาทให้สามารถลงทุนได้จริง ซึ่งการทำในเรื่องนี้เปรียบเสมือนการเปลี่ยนจาก รถติดไฟแดงบ่อย” ให้เป็นทางด่วน

    “การดันสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% คือการเติมน้ำมันและยกเครื่องใหม่ให้รถยนต์เศรษฐกิจไทย เราไม่ได้แค่ต้องการเงิน แต่เราต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำและกลับมาแข็งแกร่งในเวทีโลกอีกครั้ง” นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1213795&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Cb8IY1Fe8ud1UIxVgpb3n

  • ปี 2025 เศรษฐกิจแขวงอัตตะปือขยายตัวเฉลี่ย 5.6%

    ปี 2025 เศรษฐกิจแขวงอัตตะปือขยายตัวเฉลี่ย 5.6%

    ลงเมื่อ

    26 ธันวาคม 2568 14:15

    สคต. ณ กรุงเวียงจันทน์ (สปป.ลาว) (TTC, Vientiane (Lao PDR))

             ท่าน ธนูไซ บัญชาลิด ประธานคณะกรรมการปกครองแขวงอัตตะปือ ได้รายงานต่อการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 10 ของสภาประชาชนแขวง ชุดที่ 4 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2025 ว่า ในปี 2025 เศรษฐกิจของแขวงอัตตะปือมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6% (สูงกว่าเป้าหมายของสภาที่กำหนดไว้ 5.4%) คิดเป็นมูลค่าตามราคาปีปัจจุบัน 7,368 พันล้านกีบ หรือคิดเป็น 94% ของแผนการ (เป้าหมายสภา 7,822 พันล้านกีบ) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัด (GDP) ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 42 ล้านกีบ หรือประมาณ 1,940 ดอลลาร์สหรัฐ (เป้าหมายสภา 45.96 ล้านกีบ หรือ 2,102 ดอลลาร์สหรัฐ) ผลการดำเนินงานของแต่ละภาคเศรษฐกิจ มีดังนี้ ภาคเกษตรกรรม ขยายตัวเฉลี่ย 7.6% คิดเป็น 41.7% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวเฉลี่ย 4.7% คิดเป็น 31.6% ของ GDP ภาคบริการ ขยายตัวเฉลี่ย 4.4% คิดเป็น 25.3% ของ GDP ภาษีและอากรสุทธิ ขยายตัวเฉลี่ย 4.8% คิดเป็น 4.4% ของ GDP ขณะเดียวกัน สำหรับปี 2026 แขวงอัตตะปือคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 5.4% คิดเป็นมูลค่าตามราคาปีปัจจุบัน 7,850 พันล้านกีบ หรือเท่ากับ 100% ของแผนการ โดย GDP ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 44 ล้านกีบ หรือประมาณ 2,060 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีโครงสร้างการเติบโตของแต่ละภาคดังนี้ภาคเกษตรกรรม ขยายตัวเฉลี่ย 6.4% คิดเป็น 42.3% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวเฉลี่ย 4.5% คิดเป็น 3.7% ของ GDP ภาคบริการ ขยายตัวเฉลี่ย 5% คิดเป็น 25.6% ของ GDP ภาษีและอากรสุทธิ ขยายตัวเฉลี่ย 5.1% คิดเป็น 1.4% ของ GDP ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 6 ประการ ซึ่งเป็นจุดเน้นสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ–สังคม ประจำปี 2026 ได้แก่ สร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเอง ใช้ศักยภาพที่มีอยู่เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง เข้มแข็ง มีคุณภาพ สมดุล และยั่งยืน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพสูงขึ้น และสามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พัฒนาเขตเมือง และชนบทอย่างสมดุล พร้อมทั้งลดความยากจนของประชาชนลงอย่างต่อเนื่อง อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติต่าง ๆ ส่งเสริมการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคและนานาชาติอย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างการบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ การเมืองมีเสถียรภาพ สังคมสงบเรียบร้อย เป็นธรรม และมีความเจริญก้าวหน้า
    ที่มา : www.laophattananews.com
     

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/umyg5jhof5tc5p144c1jonjg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GxJ4XMysRWjlEhSCv0LdS

  • 2569 ปีแห่งม้าลุยไฟ เมื่อเครื่องยนต์ดับ กระตุ้นเศรษฐกิจถึงทางตัน

    2569 ปีแห่งม้าลุยไฟ เมื่อเครื่องยนต์ดับ กระตุ้นเศรษฐกิจถึงทางตัน

    สิ้นสุดปี 2568 และ กำลังก้าวสู่ปี 2569 หลายสำนักต่างออกมาประเมินภาวะเศรษฐกิจของไทย (GDP) ในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวตํ่าในช่วง 2-2.4 % ปรับลดลงจากช่วงต้นปีที่เคยมองไว้ 2.8-3.0%

    แม้ตัวเลขจะดูเหมือนเป็นบวก แต่เป็นการเติบโตกระจุกตัว เฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่ภาคเศรษฐกิจจริงกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ที่มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีกับสหรัฐอเมริกา ที่ภาคการส่งออกไท ต้องเผชิญกับมรสุม ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งส่งออกล่วงหน้าในช่วงครึ่งปีแรก

    ผลที่ตามมาคือ ไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 การส่งออกจึงวูบลงอย่างหนัก และไม่มีคำสั่งซื้อเหลือส่งต่อให้ปี 2569
     ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงระดับ 90.7% ของ GDP ส่งผลต่อสินเชื่อรายย่อย เช่น ที่อยู่อาศัย และรถยนต์ ในระบบธนาคารเริ่มหดตัวลง (ติดลบ 1-2%) สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยกู้ถึงขีดสุด ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศอยู่ในภาวะถูกแช่แข็ง

    ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ปี 2568 หดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ที่มียอดผลิตลดลงตํ่าสุดในรอบหลายปี จากการรุกคืบของสินค้าราคาถูกจากจีน และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่ไทยยังปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดการปิดโรงงานและเลิกจ้างในวงกว้าง

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ -0.2% ถึง 0.3% ซึ่งสะท้อนถึงราคาสินค้าเกษตรและพลังงานลดลง ประกอบกับประชาชนไม่มีเงินจ่าย ทำให้ระบบเศรษฐกิจขาดแรงหมุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนเพิ่ม

    รวมถึงการไร้เสถียรภาพทางการเมือง และการเตรียมตัวเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2569 ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอการตัดสินใจ ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนโตเพียง 1.2-1.7% เท่านั้น

    จากปัจจัยดังกล่าว เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดับลง ทั้งการบริโภคที่แผ่วลงหลังหมดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการส่งออกที่ชะงักงัน จะเป็นตัวฉุดให้ภาวะเศรษฐกิจปี 2569 ตกอยู่ในสภาวะยากลำบากยิ่งขึ้น หรือไม่มีโมเมนตัม” ใดๆ ส่งต่อมาถึง

    โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก ที่ต้องเผชิญกับสุญญากาศทางการเมือง ที่อยู่ระหว่างช่วงเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ กระทบมาถึงงบประมาณการลงทุนภาครัฐจะชะลอตัวลงทันที

    นโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติจะเข้าสู่ภาวะรอการตัดสินใจ เพื่อรอดูโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี และนโยบายใหม่ ทำให้การลงทุนภาคเอกชน ที่ควรจะเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนต้องหยุดชะงัก

    หรือแม้แต่ความหวังของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 ที่แต่เดิมจะนำมาใช้กระตุ้นเศรษบกิจในช่วงไตรมาสแรก ปี 2569 งบประมาณที่จะนำมาใช้ ไม่เหลือหน้าตักเพียงพอ ที่จะใส่เงินสดลงไปในระบบได้เหมือนเก่า จะทำให้เศรษฐกิจฐานรากที่พึ่งพาการอัดฉีดแบบ Quick Win ต้องเข้าสู่ภาวะช็อกในช่วงต้นปี ส่งผลต่อกำลังซื้อในประเทศลดลง

    ในขณะที่หนี้ครัวเรือนยังจ่อระดับ 90% ของ GDP ซึ่งเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถขยับตัวได้ในปี 2569

    นโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติจะเข้าสู่ภาวะรอการตัดสินใจ เพื่อรอดูโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีและนโยบายใหม่ ทำให้การลงทุนภาคเอกชนที่ควรจะเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนต้องหยุดชะงัก

    การส่งออกที่เคยเป็นพระเอกในปี 2568 จากการเร่งระบายสินค้าก่อนกำแพงภาษี “ทรัมป์” จะบังคับใช้ ถูกดึงไปใช้หมดแล้ว ประกอบกับผลกระทบเต็มรูปแบบจากสงครามการค้า ทำให้การส่งออกเสี่ยงติดลบหรือเติบโตตํ่าเตี้ย

    มีการมองว่า ในปี 2569 จะเป็นปีแห่งม้าลุยไฟ ที่ประเมินกันว่า GDP จะเติบโตตํ่าเพียง 1.5% แต่สิ่งที่น่ากลัง คือ คนไทยจะไม่มีกำลังซื้อที่เพียงพอ และรัฐบาลไม่มีเครื่องมือในการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ได้อีกแล้ว

    บทบรรณาธิการ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,161 วันที่ 28 -31 ธันวาคม พ.ศ. 2568
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/647605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33A8BqC0vO5DshisGdz59c

  • ดีเดย์! กรมประมงคิกออฟ จ.กาฬสินธุ์ เปิดตัวโครงการชุมชนต้นแบบการจัดการกุ้งก้ามกราม มุ่งเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    ดีเดย์! กรมประมงคิกออฟ จ.กาฬสินธุ์ เปิดตัวโครงการชุมชนต้นแบบการจัดการกุ้งก้ามกราม มุ่งเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    ดีเดย์! กรมประมงคิกออฟ จ.กาฬสินธุ์ เปิดตัวโครงการชุมชนต้นแบบการจัดการกุ้งก้ามกราม มุ่งเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2568 ณ กลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังการทำประมงบ้านหนองโน อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ตำบลหัวหิน อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการเสริมสร้างการจัดการชุมชนประมงต้นแบบในการบริหารจัดการทรัพยากรกุ้งก้ามกรามเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน” ตั้งเป้ายกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง พร้อมพัฒนาชุมชนประมงน้ำจืด 3 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พัทลุง และกาฬสินธุ์ เป็นต้นแบบการใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมี นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ห้การต้อนรับ และมีผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

    นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำท้องถิ่นให้เกิดความยั่งยืน โดยสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มและขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทในการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมดูแลและร่วมใช้ประโยชน์
    จากสัตว์น้ำอย่างเหมาะสม ตามนโยบายของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จนประสบผลสำเร็จในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นทั้งหมด 3,495 กลุ่ม รวมจำนวนสมาชิกกว่า 121,652 ราย ซึ่ง “โครงการเสริมสร้างการจัดการชุมชนประมงต้นแบบในการบริหารจัดการทรัพยากรกุ้งก้ามกรามเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน” นี้ กรมประมงได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ในการพัฒนาองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็งให้เป็นต้นแบบด้านการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ควบคู่ไปกับการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามที่เป็น
    สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและต่อยอดขยายผลสำเร็จไปสู่ชุมชนอื่น ๆ ในอนาคต

    โดยคัดเลือกชุมชนประมงในพื้นที่แหล่งน้ำจืดที่มีความโดดเด่นเพื่อดำเนินการภายใต้โครงการฯ 3 แห่ง ประกอบด้วย 1. กลุ่มผู้ทำประมงตกกุ้งบ้านใหม่ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในการควบคุมการทำการประมงผิดกฎหมายในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยา 2. กลุ่มเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำอ่าวคลองขุด ตำบลหานโพธิ์ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ที่มีการจัดตั้งธนาคารกุ้งก้ามกรามที่คนในชุมชนสามารถเพาะพันธุ์เพื่อผลิตลูกพันธุ์และปล่อยลงสู่ทะเลสาบสงขลาได้ปีละกว่า 3 ล้านตัว และ 3. กลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังการทำประมงบ้านหนองโน ตำบลหัวหิน อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการจะมีเจ้าหน้าที่กรมประมงเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา พร้อมติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด

    สำหรับ “กลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังการทำประมงบ้านหนองโน”ตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว มีการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์สัตว์น้ำประจำชุมชน ตั้งแต่ปี 2558 โดยศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดกาฬสินธุ์ได้เข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนให้ขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จนได้รับเงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง ซึ่งทางกลุ่มฯ ได้นำงบประมาณดังกล่าวไปจัดสร้างแนวเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำขนาด 70 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์น้ำ พัฒนาอาชีพประมงด้วยการจัดซื้อเครื่องมือทำการประมงเพื่อปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง ตามกฎหมายและส่งเสริมการแปรรูปสัตว์น้ำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ปลาแดดเดียว ปลาตากแห้ง และน้ำพริกปลา เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกภายในกลุ่ม รวมถึงจัดทีมอาสาสมัคร ชปพ.ประมง ออกปฏิบัติงานควบคุมเฝ้าระวังการทำการประมงผิดกฎหมายร่วมกับเจ้าหน้าที่ จนได้รับรางวัลอาสาสมัครประมงดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2568 นับว่ากิจกรรมของกลุ่มฯ มีศักยภาพการดำเนินงานที่ครอบคลุมด้านการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ อีกทั้ง กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ มีจุดเด่นด้านคุณภาพและได้รับการผลักดันให้เป็นสินค้า GI ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นที่ต้องการของร้านอาหารในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งชุมชนมีการจัดตั้งตลาดรับซื้อกุ้งก้ามกรามจากสมาชิก เพื่อจำหน่ายกุ้งก้ามกรามที่สดและมีคุณภาพดี ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคอีกด้วย

    โดยภายในงานมีการมอบรางวัลให้กับนักเรียนที่เข้าร่วมการประกวดวาดภาพ หัวข้อ กุ้งใหญ่เขื่อนลำปาว มอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการประมง ประจำปี พ.ศ.2569 ให้แก่ประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 3 องค์กร โครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม จำนวน 1 ชุมชน มอบพันธุ์กุ้งก้ามกรามและพันธุ์สัตว์น้ำจืดให้กับผู้แทนเครือข่ายชุมชนประมงรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว และร่วมกันปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำกว่า 2 ล้านตัว เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศ พร้อมกันนี้ ยังได้มีการจัดนิทรรศการการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและกุ้งก้ามกรามของชุมชนรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของกลุ่มแปรรูปจากชุมชนบ้านหนองโน ตำบลหัวหิน อำเภอห้วยเม็ก บ้านคำคา ตำบลโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ และบ้านทับปลา ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี อาทิ น้ำพริกปลา ปลาร้า ปลาส้ม ปลาตากแห้ง เป็นต้น

    อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า…การดำเนินโครงการผ่าน 3 ชุมชนต้นแบบในครั้งนี้ สะท้อนถึงพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในการขับเคลื่อนภาคนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง ชุมชนสามารถบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่นของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยกรมประมงพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและนำโมเดลความสำเร็จนี้ ไปขยายผลสู่พื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชาวประมงให้มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985699&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AFBTcvuWsHf-XhKhjwrmf