Category: เศรษฐกิจ

  • หุ้นไทยปิดเช้าลบ 5.28 จุด วอลุ่มบางใกล้วันหยุดยาว กังวลบาทแข็งค่า-เศรษฐกิจชะลอข้ามปีกดดัน : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดเช้าลบ 5.28 จุด วอลุ่มบางใกล้วันหยุดยาว กังวลบาทแข็งค่า-เศรษฐกิจชะลอข้ามปีกดดัน : อินโฟเควสท์

    SET ปิดเช้าวันนี้ที่ 1,259.49 จุด ลดลง 5.28 จุด (-0.42%) มูลค่าซื้อขายราว 7,779 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้านี้ดัชนีปรับตัวลงไม่มีปัจจัยขับเคลื่อน ปริมาณการซื้อขายเบาบางใกล้เข้าสู่วันหยุดยาว ขณะที่ตลาดต่างประเทศหยุดในวัน Boxing day ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยยังกังวลผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขณะที่กลุ่มค้าปลีกและการเงินปรับลงจากความกังวลช่วงปลายปีและต้นปีหน้าขาดปัจจัยหนุนจากมาตรการรัฐ แนวโน้มช่วงบ่ายคาดดัชนียังเคลื่อนไหวทรงตัว โดยให้กรอบแนวรับ 1,250 จุด และแนวต้าน 1,280 จุด

    • ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้าวันนี้ 1,259.49 จุด ลดลง 5.28 จุด (-0.42%) มูลค่าซื้อขายราว 7,779 ล้านบาท
    • การซื้อขายช่วงเช้า ดัชนีแกว่งตัวลง โดยทำจุดต่ำสุด 1,256.63 จุด และสูงสุด 1,267.30 จุด

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง ไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนดัชนี โดยตลาดยังมีความกังวลผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกดดันหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งยังมีปัจจัยกดดันจากต้นทุนทองแดงที่ปรับขึ้น

    ขณะที่กลุ่มค้าปลีกและกลุ่มการเงิน ปรับตัวลงกังวเศรษฐกิจช่วงปลายปีและต้นปีหน้าอาจไม่มีแรงหนุนนโยบาย ประกอบกับกลุ่มการเงินกังวลใกล้จบวัฎจักรดอกเบี้ยขาลง ทำให้ไม่มีปัจจัยบวกด้านต้นทุนการเงิน ด้านปริมาณการซื้อขายวันนี้ยังเบาบาง แม้ยังเหลือวันทำการอีก 2 วันก่อนปิดทำการเทศกาลปีใหม่ แต่นักลงทุนบางส่วนหยุดไปแล้ว ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศบางตลาดยังปิดทำการเนื่องในวัน Boxing day

    แนวโน้มช่วงบ่ายคาดดัชนียังเคลื่อนไหวทรงตัว ยังไม่มีปัจจัยลบกดดัน โดยสัปดาห์นี้ลุ้นเชิงบวกผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งหากมีผลการเจรจาหยุดยิงอาจเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,250 จุด และแนวต้าน 1,280 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    • DELTA มูลค่าการซื้อขาย 500.11 ล้านบาท ปิดที่ 171.00 บาท ลดลง 1.00 บาท
    • BBL มูลค่าการซื้อขาย 346.80 ล้านบาท ปิดที่ 168.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท
    • SCB มูลค่าการซื้อขาย 326.93 ล้านบาท ปิดที่ 137.50 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
    • PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 276.98 ล้านบาท ปิดที่ 111.50 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
    • AOT มูลค่าการซื้อขาย 268.25 ล้านบาท ปิดที่ 53.75 บาท ลดลง 0.50 บาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/556804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HmvV_NKu50vv361sl2jXN

  • อุตสาหกรรม มอง เศรษฐกิจปีม้า 69 ตั้งหลักให้มั่นท่ามกลางความผันผวน

    อุตสาหกรรม มอง เศรษฐกิจปีม้า 69 ตั้งหลักให้มั่นท่ามกลางความผันผวน

    ความผันผวนทางเศรษฐกิจที่มีรอยต่อมาจากปี2568 ประเมินว่าปี2569จะเป็นอีกปีที่ท้าทายท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้านที่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมต้องรับมือ

    แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมประเมินเศรษฐกิจปีม้า พ.ศ. 2569 ถือเป็นปีแห่ง “การทรงตัวท่ามกลางความผันผวน” มากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด

    เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำประเทศพัฒนาแล้วยังเผชิญผลพวงจากดอกเบี้ยสูงในช่วงก่อนหน้าขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาโตได้ แต่ไม่สม่ำเสมอ

    ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สงครามการค้าและความขัดแย้งเชิงอำนาจยังไม่จบง่ายส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนพลังงาน

    อีกความเสี่ยงคือเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาดกระทบการค้า การท่องเที่ยว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงประเทศในอาเซียนอย่างไทยโดยตรง

    ด้านการเงิน โลกยังอยู่ในช่วง “ดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คิด”ทำให้ภาระหนี้ภาครัฐ เอกชน และครัวเรือนตึงตัวความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินจึงยังต้องจับตา

    สำหรับไทย ปี 2569 จะโตแบบค่อยเป็นค่อยไปแรงขับเคลื่อนหลักมาจากท่องเที่ยว การบริโภค และบริการแต่การส่งออกและการลงทุนเอกชนยังฟื้นไม่เต็มที่

    แนวทางรับมือคือเน้นเสริมความแข็งแกร่งจากภายในรัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดิจิทัลพร้อมดูแลวินัยการคลังอย่างรอบคอบ

    ภาคธุรกิจต้องปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพ และกระจายความเสี่ยง
    ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดใหม่เป็นเครื่องมือลดการพึ่งพาตลาดหรือคู่ค้ารายเดียว

    ภาคประชาชนควรบริหารหนี้อย่างระมัดระวังเพิ่มทักษะใหม่เพื่อรองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนเร็ว
    สรุปแล้ว ปีม้า 2569 ไม่ใช่ปีวิกฤต แต่เป็นปีแห่งการ “ตั้งหลักให้มั่น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/647569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eenPGTWLLYBO4GP-T01ND

  • พรรคประชาชนเปิดตัวเว็บไซต์ ‘Election 69’ กางนโยบายกว่า 200 ชุด  วางเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก ปั้นรัฐแพลตฟอร์ม แก้ปัญหาโครงสร้างประเทศ

    พรรคประชาชนเปิดตัวเว็บไซต์ ‘Election 69’ กางนโยบายกว่า 200 ชุด วางเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก ปั้นรัฐแพลตฟอร์ม แก้ปัญหาโครงสร้างประเทศ

    พรรคประชาชนเปิดตัวเว็บไซต์นโยบายเลือกตั้ง “Election 69” อย่างเป็นทางการ เพื่อเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 พร้อมนำเสนอนโยบายมากกว่า 200 ชุด ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยอยู่แบบเดิมไม่ได้” โดยวางเทคโนโลยีเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ 

    “เราไม่สามารถส่งต่อสังคมแบบนี้ให้คนรุ่นหลังได้” คือจุดตั้งต้นของการเปิดตัวเว็บไซต์ Election 69 และเป็นที่มาของ 4 เสาหลักนโยบายของพรรคประชาชน ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อว่า ประเทศไทยต้องถูกออกแบบใหม่ทั้งระบบ พรรคประชาชนประกาศวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าอยากเห็นประเทศที่มี ประชาธิปไตยและนโยบายความมั่นคงแบบใหม่ สิทธิเสรีภาพได้รับการเชิดชู มีกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

    ชูแนวคิด ‘รัฐแพลตฟอร์ม (Platform State)’

    ไฮไลต์สำคัญคือแนวคิด ‘รัฐแพลตฟอร์ม (Platform State)’ ที่เปลี่ยนรัฐดิจิทัลแบบเดิมให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางซึ่งหน่วยงานรัฐเชื่อมต่อข้อมูลถึงกันได้ทั้งหมด ประชาชนไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำหลายที่อีกต่อไป ติดตามสถานะงานภาครัฐได้แบบเรียลไทม์เสมือนการติดตามพัสดุ พร้อมเป้าหมายปฏิรูประบบราชการให้คล่องตัว วัดผลจากคุณภาพชีวิตประชาชน และยุบรวมหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน

    นโยบายปฏิรูปรอบด้าน

    ด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาชนวางหมากใหญ่ด้วยการผลักดันการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักเดิม โดยเฉพาะการชู Defense Tech เป็น New S-Curve สำคัญ สนับสนุนให้เกิดการผลิตโดรนสำรวจ และ แบตเตอรี่คุณภาพสูงภายในประเทศ แนวคิดนี้ไม่เพียงมุ่งปฏิรูปกองทัพในเชิงโครงสร้าง แต่ยังตั้งใจเปลี่ยนงบประมาณด้านความมั่นคงให้กลายเป็นงบวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว พร้อมต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียวและหุ่นยนต์ในอนาคต 

    ในขณะเดียวกัน พรรคยังพยายามแก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วยนโยบาย “หวยใบเสร็จ” ซึ่งนำกลไก Gamification และการใช้ข้อมูลเข้ามาจูงใจผู้บริโภค ทุกการซื้อสินค้าจากร้านรายย่อยจะถูกแปลงเป็นโอกาสลุ้นรางวัล เป้าหมายไม่ใช่แค่กระตุ้นการใช้จ่าย แต่คือการดึง SMEs เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ให้มีตัวตน มีข้อมูล และมีแต้มต่อในการแข่งขันกับทุนขนาดใหญ่ 

    อีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนยกระดับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ โดยเสนอแนวทางแก้ไขแบบเบ็ดเสร็จผ่านยุทธศาสตร์ 3 ชั้น 

    1. ปิดช่องโหว่ระบบการเงินและความปลอดภัย Fintech
    2. จัดการฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนด้วยเทคโนโลยี 
    3. ประสานความร่วมมือสากลเพื่อทลายเครือข่ายฟอกเงิน

    นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจและความมั่นคงดิจิทัล เว็บไซต์ Election 69 ยังรวบรวมนโยบายด้าน การเมืองและโครงสร้างรัฐที่เข้มข้น ตั้งแต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร ไปจนถึงการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ควบคู่กับนโยบายเชิงโครงสร้างอย่าง Data Bureau, Economic Model 2.0 และการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มในยุค Gig Economy ทั้งหมดสะท้อนภาพของรัฐที่ถูกออกแบบใหม่ให้ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการเติบโตของประชาชนและเศรษฐกิจยุคดิจิทัล มากกว่าการเป็นเพียงผู้ควบคุมเหมือนที่ผ่านมา

    จากเวทีหาเสียง สู่นโยบายที่เข้าถึงได้แค่คลิกเดียว

    เว็บไซต์ Election 69 ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มสาธารณะที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงนโยบายได้ง่าย ค้นหาและทำความเข้าใจแต่ละนโยบายได้ด้วยตนเอง ลดระยะห่างระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน และทำให้นโยบายไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือจำกัดอยู่แค่เวทีหาเสียง

    การเปิดตัวเว็บไซต์ Election 69 ครั้งนี้คือการประกาศ ทิศทางประเทศใหม่ ภายใต้ 4 เสาหลักของพรรคประชาชน ที่ใช้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูล เป็นเครื่องมือหลักในการคืนอำนาจให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ ปรับรัฐให้ทำงานมีประสิทธิภาพ และวางรากฐานเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    อ้างอิง: Election69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/people-party-election-69-platform&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DsNMFVll-WGTLORAnix1u

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D561041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YtmH9-NA3SVSmQmFBf2cE

  • “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” ผลักดันแก้หนี้กู้เศรษฐกิจ | TOPNEWS

    “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” ผลักดันแก้หนี้กู้เศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เมื่อถามว่า เชื่อมั่นว่าแคนดิเดตของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 3 คน เมื่อเทียบกับพรรคอื่น แล้วสู้ได้หรือไม่ นางการดีกล่าวว่า เราไม่ได้เทียบในลักษณะตัวบุคคล แต่มองว่าวันนี้ประเทศต้องการอะไร และเราเลือกในทักษะที่เรามี ก็จะเห็นว่าเป็นส่วนผสมที่กลมกล่ม และเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ที่เรามี สิ่งที่เราเคยทำและสำเร็จไปแล้ว ดังนั้นการที่เราทำเป็นจริงๆ จะช่วยได้

    “ลองมองภาพดูพี่มาร์คมีความเป็นผู้นำในระดับประเทศ และระดับสากล ในแนวคิดที่มุ่งมั่นชัดเจน ต้องการทำการเมืองโปร่งใสและสุจริต มีความเข้าใจเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเรื่องในประเทศ และต่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ ขณะที่พี่กรณ์ มีฝีมือที่ชัดเจนสุดยอด เป็นรัฐมนตรีคลังระดับโลก และในภาวะที่เราตกต่ำในอดีต ตอนที่พี่กรณ์เป็นรมว.คลัง ก็นำพาประเทศเติบโตจีดีพีกว่า7% ในวันนี้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยี ดิฉันก็น่าจะเป็นองค์ประกอบที่ขับเคลื่อนนำพาประเทศไปสู่เศรษฐกิจใหม่และโอกาสใหม่ในอนาคต ซึ่งจากนี้ไปก็ต้องช่วยกันเต็มที่ ทั้งการช่วยหาเสียง และการให้ข้อมูล การกำหนดและวิเคราะห์นโยบาย โดยจะร่วมลงพื้นที่หาเสียงกับผู้สมัครทุกคน”นางการดี กล่าว

    ส่วนหากได้เป็นนายกฯสิ่งแรกที่คิดไว้จะทำอะไร นางการดีกล่าวว่า ตอนนี้ยังเป็นแค่แคนดิเดตนายกฯ ไม่อยากให้มองที่ตัวบุคคล อยากให้มององค์ประกอบที่เราเข้ามา และประสบการณ์ในการอาสาเป็นแคนดิเดตนายกฯ สิ่งหนึ่งที่สนุกในการทำงาน คือเราไม่ได้โยนเรื่องแล้วมาวางอยู่โดดๆ แต่เรารู้จักและทำงานด้วยกันมานาน ว่าง่ายๆ เรามี DNA เหมือนๆกันในเรื่องความสุจริตและความตั้งใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1435992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26ngJWqgvmjY4ddCfHjt9M

  • แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การหดตัวต่อเนื่องของสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน จากทั้งความต้องการสินเชื่อธุรกิจที่ลดลง และความระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อเพราะต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (credit cost) เพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้สินเชื่อธุรกิจกลับมาขยายตัวได้และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    rn

     

    rn

    กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน ‘โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost’ ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ ‘สินเชื่อใหม่’ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุม (1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูปยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์ และ (2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่[1] ที่มีแผนว่าจะนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ยกระดับศักยภาพธุรกิจหรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนของโครงการจะมาจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    rn

     

    rn

    โครงการ SMEs Credit Boost ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘ตรงจุด มี impact กระจาย คล่องตัว’ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    rn

      rn

    • ตรงจุด เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในภาคธุรกิจเป้าหมาย หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อให้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
    • rn

    • มี impact ช่วยให้มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่ช้า โดยกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุด ในช่วง 15-30% (ขึ้นกับขนาดของผู้ประกอบการ) ของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในช่วง 2 ปีนับจากวันเริ่มโครงการ ระยะเวลาการค้ำประกันสูงสุด 7 ปีนับจากวันปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่า
      rnของวงเงินชดเชย
    • rn

    • กระจาย เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายราย จึงกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกธนาคารพาณิชย์สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่
    • rn

    • คล่องตัว ธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัวเพราะทราบโควตาวงเงินชดเชยที่ได้รับการจัดสรรอย่างชัดเจน ณ วันปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการการขอรับเงินชดเชยภายในโควตาได้สะดวก จากกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ
    • rn

    rn

     

    rn

    โครงการนี้จะช่วยเสริมการดำเนินงานของโครงการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อ และสนับสนุนการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ อันจะส่งผลบวกไปยังการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการโครงการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

    rn

     

    rn

    กระทรวงการคลัง

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    สมาคมธนาคารไทย

    rn

    สมาคมธนาคารนานาชาติ

    rn

    26 ธันวาคม 2568

    rn

     

    rn


    rnrn

    [1] หากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องแสดงให้เห็นว่าสินเชื่อที่ได้รับจะนำไปช่วยสร้างประโยชน์หรือส่งเสริม SMEs ใน supply chain ด้วย

    rn”}}” id=”anchor1″>

    ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ การหดตัวต่อเนื่องของสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน จากทั้งความต้องการสินเชื่อธุรกิจที่ลดลง และความระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อเพราะต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (credit cost) เพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้สินเชื่อธุรกิจกลับมาขยายตัวได้และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน ‘โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost’ ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ ‘สินเชื่อใหม่’ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุม (1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูปยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์ และ (2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่[1] ที่มีแผนว่าจะนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ยกระดับศักยภาพธุรกิจหรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนของโครงการจะมาจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    โครงการ SMEs Credit Boost ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘ตรงจุด มี impact กระจาย คล่องตัว’ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ตรงจุด เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในภาคธุรกิจเป้าหมาย หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อให้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
    • มี impact ช่วยให้มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่ช้า โดยกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุด ในช่วง 15-30% (ขึ้นกับขนาดของผู้ประกอบการ) ของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในช่วง 2 ปีนับจากวันเริ่มโครงการ ระยะเวลาการค้ำประกันสูงสุด 7 ปีนับจากวันปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่า
      ของวงเงินชดเชย
    • กระจาย เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายราย จึงกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกธนาคารพาณิชย์สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่
    • คล่องตัว ธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัวเพราะทราบโควตาวงเงินชดเชยที่ได้รับการจัดสรรอย่างชัดเจน ณ วันปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการการขอรับเงินชดเชยภายในโควตาได้สะดวก จากกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ

    โครงการนี้จะช่วยเสริมการดำเนินงานของโครงการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อ และสนับสนุนการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ อันจะส่งผลบวกไปยังการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการโครงการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

    กระทรวงการคลัง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    สมาคมธนาคารไทย

    สมาคมธนาคารนานาชาติ

    26 ธันวาคม 2568


    [1] หากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องแสดงให้เห็นว่าสินเชื่อที่ได้รับจะนำไปช่วยสร้างประโยชน์หรือส่งเสริม SMEs ใน supply chain ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251226.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MyaiRbzZukWEfNLMZvvxV

  • เศรษฐกิจเบตงพุ่ง! นทท.มาเลย์-สิงคโปร์แห่เที่ยว คาดเงินสะพัดกว่า 20 ล้าน

    เศรษฐกิจเบตงพุ่ง! นทท.มาเลย์-สิงคโปร์แห่เที่ยว คาดเงินสะพัดกว่า 20 ล้าน

    วันศุกร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

    เศรษฐกิจเบตงพุ่ง! นทท.มาเลย์-สิงคโปร์ ‘แห่เที่ยวฉลองปีใหม่’ คาดเงินสะพัดกว่า 20 ล้านบาท

    วันที่ 26 ธันวาคม 2568 บรรยากาศบริเวณด่านพรมแดนอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นไปอย่างคึกคักเป็นพิเศษ มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจำนวนมากพบุตรหลานเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน และอยู่ในห้วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 ส่งผลให้เศรษฐกิจในตัวเมืองเบตงกลับมามีสีสัน ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และสถานประกอบการต่างๆ เนืองแน่นไปด้วยผู้คน

    นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวด้วยการเดินชอปปิ้ง ชิมอาหารไทยและสตรีทฟู้ด รวมถึงขนมพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากรสชาติที่ถูกปาก ก่อนจะเดินทางไปสัมผัสไอเย็นชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง และต่อด้วยการลงเรือท่องเที่ยวในทะเลสาบฮาลา-บาลา เพื่อชมทัศนียภาพหุบเขาและสัตว์ป่าที่หาชมได้ยาก พร้อมเดินสายทำบุญเสริมสิริมงคลรับพุทธศักราชใหม่

    นายนฤเทพ อายุ 64 ปี เจ้าของร้านเซ้งติ่มซำ เปิดเผยว่า บรรยากาศในช่วงนี้คึกคักมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมของโรงเรียนในประเทศมาเลเซีย พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ต่างมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์แล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวส่งท้ายปีด้วยเช่นกัน

    นายนฤเทพ ยังระบุอีกว่า ขณะนี้โรงแรมและที่พักในอำเภอเบตงส่วนใหญ่ถูกจองเต็มล่วงหน้ายาวไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยคาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ จะมีเงินหมุนเวียนสะพัดในอำเภอเบตงไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้นตามลำดับ

    ////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/937402&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xVr7KL4u6XmZ2dkkezBJ9

  • ทย.เล็งชงครม.เคาะแจ้งเกิด ‘สนามบินบึงกาฬ’ บูมเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ทย.เล็งชงครม.เคาะแจ้งเกิด ‘สนามบินบึงกาฬ’ บูมเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ‘คมนาคม’ เร่งเครื่อง ‘สนามบินบึงกาฬ’ หนุนเศรษฐกิจชายแดนเชื่อมโยง ‘เวียดนาม – สปป.ลาว – ไทย – เมียนมา’ ดันชงครม. เคาะ ลุ้นตอกเสาเข็มปี72  ปักธงเปิดใช้ปี75  รองรับผู้โดยสารกว่า 1.4 แสนคนต่อปี บูมท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนภาคอีสานตอนบน

    26 ธ.ค.2568-นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมทางอากาศที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาจังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคม และเสริมความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมถึงยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด

    สำหรับท่าอากาศยานบึงกาฬจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เชื่อมต่อจากทะเลจีนใต้ ผ่านเวียดนาม สปป.ลาว ไทย และเมียนมา ออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พบว่าในด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาพบว่า โครงการมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ หรือ EIRR อยู่ที่12.66 %และมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน หรือ B/C เท่ากับ 1.07 สะท้อนให้เห็นว่าโครงการมีความเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว

    ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน(ทย.)กล่าวว่า โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานบึงกาฬได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้และคัดเลือกตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมตั้งแต่ปี2564 ต่อมาในปี 2566 ได้ดำเนินการออกแบบรายละเอียดอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ พร้อมทั้งปรับปรุงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA )ซึ่งปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนการเสนอรายงาน EIA โดยได้จัดส่งเอกสารชี้แจงผลกระทบฯ ครั้งที่ 3 แล้ว และมีการประชุมพิจารณารายงานเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 หากขั้นตอนดังกล่าวแล้วเสร็จ จะเข้าสู่กระบวนการเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาอนุมัติและเดินหน้าโครงการในขั้นตอนถัดไป

    ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานคาดการณ์ว่า หากโครงการได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2572 และเปิดให้บริการท่าอากาศยานบึงกาฬอย่างเป็นทางการในปี 2575 โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2575 จะมีผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 149,172 คนต่อปี มีจำนวนเที่ยวบิน 1,244 เที่ยวบินต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 4 เที่ยวบินต่อวัน ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับระบบคมนาคมทางอากาศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับจังหวัดบึงกาฬในเวทีเศรษฐกิจภูมิภาคและระหว่างประเทศ

    สำหรับพื้นที่โครงการทั้งหมดแบ่งเป็นพื้นที่ส่วนที่ไม่ใช่เขตการบิน หรือ landside จำนวน 2,542 ไร่ และพื้นที่เขตการบิน หรือ airside จำนวน 1,858 ไร่ รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นประมาณ 8,196 ล้านบาท และจากผลการศึกษาความเหมาะสม พื้นที่ตั้งโครงการอยู่ในตำบลโป่งเปือย อำเภอโซ่พิสัย และตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ ห่างจากตัวเมืองบึงกาฬและสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 ประมาณ 12 กิโลเมตร และมีระยะห่างจากท่าอากาศยานใกล้เคียง ได้แก่ ท่าอากาศยานอุดรธานี 194 กิโลเมตร ท่าอากาศยานสกลนคร 190 กิโลเมตร และท่าอากาศยานนครพนม 188 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นทำเลที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโครงข่ายการบินในภูมิภาค

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/922030/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Zp87Z6janpGrM8llc2Ku9

  • เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตสูงกว่าคาด |ทันโลก EXPRESS | 26 ธ.ค. 68

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตสูงกว่าคาด |ทันโลก EXPRESS | 26 ธ.ค. 68

    เศรษฐกิจของสหรัฐฯขยายตัวได้เกิน 4 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการส่งออกและการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น
    #สหรัฐฯ #เศรษฐกิจสหรัฐฯ #เศรษฐกิจ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/207961&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aXRA0pLiMUcA6agMFV8eq

  • EM DISTRICT ผนึกพลังภาคเอกชน ยกระดับถนนสุขุมวิทสู่เคาน์ดาวน์แลนด์มาร์ก ดึงนักท่องเที่ยว ปลุกเศรษฐกิจปลายปี

    EM DISTRICT ผนึกพลังภาคเอกชน ยกระดับถนนสุขุมวิทสู่เคาน์ดาวน์แลนด์มาร์ก ดึงนักท่องเที่ยว ปลุกเศรษฐกิจปลายปี

    เอ็ม ดิสทริค (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และเอมสเฟียร์) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรุงเทพมหานคร และพันธมิตรภาคเอกชน จัดงาน EXTRAVAGANZA SUKHUMVIT COUNTDOWN 2026 สร้างปรากฏการณ์เคาน์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่อย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยกระดับสุขุมวิทสู่การเป็นหนึ่งใน COUNTDOWN LANDMARK สำคัญระดับโลก

    26 ธ.ค. 2568 – นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ เป็นช่วงเวลาที่เกิดการเดินทางท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศอย่างคึกคัก การจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองขนาดใหญ่จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ และช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางเข้ามายังประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของการท่องเที่ยวระดับโลก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงร่วมมือกับภาคเอกชน จัดกิจกรรมเคาน์ดาวน์ส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิดการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอีเวนท์ด้านการท่องเที่ยว

    โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญในปีนี้ ได้แก่ การจัดงาน EXTRAVAGANZA SUKHUMVIT COUNTDOWN 2026 ร่วมกับ เอ็ม ดิสทริค และภาคเอกชน ที่จะช่วยยกระดับถนนสุขุมวิท สู่แลนด์มาร์กการเฉลิมฉลองระดับนานาชาติ เป็นการสร้างจุดเช็กอินใหม่ และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางการนับถอยหลังสู่ปีใหม่ในระดับโลกที่ไม่ควรพลาด ขณะที่ภาพรวมการเฉลิมฉลองทั่วประเทศ คาดว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวออกมาร่วมกิจกรรมเคาน์ดาวน์ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 คน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศในช่วงปลายปีได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, EM DISTRICT และผู้นำเครือข่ายภาคีภาคเอกชนย่านสุขุมวิท กล่าวว่า “การจัดงาน EXTRAVAGANZA SUKHUMVIT COUNTDOWN 2026 สะท้อนพลังความร่วมมือของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะย่านสุขุมวิท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในย่านการค้าที่มีศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ ที่เป็นจุดมุ่งหมายจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นที่ตั้งของศูนย์การค้า โรงแรมระดับโลก ร้านอาหาร และเอ็นเตอร์เทนเมนท์ชั้นนำ รองรับนักท่องเที่ยว โดยที่การสร้างกิจกรรมระดับ ‘เมกะอีเวนต์’ ในช่วงเวลาสำคัญของปี นับเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการดึงดูดนักท่องเที่ยว ส่งเสริมภาพลักษณ์ทางด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย การยกระดับให้เป็นแลนด์มาร์กการเฉลิมฉลองระดับประเทศ จึงไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กรุงเทพฯ แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว การบริการ และช่วยยกระดับเอ็ม ดิสทริคสู่การเป็น เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ฮับ ในระดับภูมิภาค และเป็นอีกก้าวสำคัญ ในการยกระดับกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยสู่เมืองท่องเที่ยวชั้นนำของโลก

    สำหรับงาน EXTRAVAGANZA SUKHUMVIT COUNTDOWN 2026 เกิดจากการผนึกกำลังของผู้ประกอบการย่านสุขุมวิท ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจการค้า กลุ่มธุรกิจโรงแรม กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ เน้นการเคาท์ดาวน์ในรูปแบบใหม่ A New Dimension of Urban Celebration ที่ผสานการแสดงแสงสีเสียงสุดตระการตา จาก Eco-Friendly Pyro, Drone Performance, Laser & Architectural Lighting, Searchlight เพื่อสร้างการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ โดยเคารพบริบทของเมืองและชุมชนอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “สนุกได้…โดยไม่ละเลยชุมชนและสิ่งแวดล้อม” ลดเสียง ลดควัน ลดความเสี่ยง พร้อมเพิ่มมิติศิลปะและเทคโนโลยี นอกจากนั้น ย่านสุขุมวิทเป็นหนึ่งในพื้นที่เมืองที่มีความหนาแน่นสูงที่สุดของกรุงเทพฯ EM DISTRICT จึงออกแบบการแสดง ในรูปแบบที่เรียกว่า DESIGNED FOR THE CITY ปลอดภัยและไม่รบกวนชุมชน ขยายการแสดงเชื่อมพื้นที่เมืองและอาคารต่างๆ อาทิ เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์ และอาคารอื่นโดยรอบ ให้กลายเป็น “Living Stage” โดยจัดแสดง Drone กว่า 500 ลำ ในการเล่าเรื่องผ่านภาพเคลื่อนไหวที่วิจิตรสวยงาม มีความหมายประทับใจ ที่สามารถรับชมได้จากหลายจุดทั่วทั้งย่านสุขุมวิท พร้อมเลเซอร์ แสง สี เสียงสุดอลังการมอบความสุขให้ทุกๆคนที่เข้าร่วมงาน

    นอกจากนั้น ยังยกทัพศิลปินชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทยร่วมสร้างสีสันและความสนุกแบบนัน-สต็อป ร่วมเคาท์ดาวน์นับถอยหลังสู่ปีใหม่ 2026 ในบรรยากาศสุดอลังการ กับการแสดงคอนเสิร์ต แสง สี เสียง สุดตระการตาที่จะร่วมมอบความประทับใจให้ทุกคนส่งท้ายปี สร้างแลนด์มาร์กแห่งความสุขใจกลางถนนสุขุมวิท ด้วยกิจกรรม WONDER COUNTDOWN  สนุก สุดมันส์กับการแสดงจากศิลปินชั้นนำของเมืองไทยและต่างประเทศ ได้แก่ เจ เจตริน, บุรินทร์, TREE MAN DOWN, PERSESศิลปิน J-POP PSYCHIC FEVER,ANTHONY WEI และดีเจชั้นนำ, DJ P-U ที่ QUARTIER PARC ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ในค่ำคืนเคาน์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่า 31 ธันวาคม 2568 ก่อนร่วมกันนับถอยหลังพร้อมกันสู่ปี 2026 อย่างยิ่งใหญ่

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/922064/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VOwIg64rpe8JboAGI6EOr