Category: เศรษฐกิจ

  • น้ำป่าสัก ล้นพนัง ไหลท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและโดยรอบ อ.หล่มสัก เบื้องต้นกระทบแล้ว 5,340 ครัวเรือน

    น้ำป่าสัก ล้นพนัง ไหลท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและโดยรอบ อ.หล่มสัก เบื้องต้นกระทบแล้ว 5,340 ครัวเรือน

    วันที่ 20 กันยายน 2568 นายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก รายงานพื้นที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลากไหลเอ่อล้นตลิ่ง ในเขตพื้นที่อำเภอหล่มสัก โดยระดับน้ำบริเวณฝายศรีจันทร์ หมู่ที่ 4 ตำบลท่าอิบุญ ระดับไหลผ่านฝายระดับน้ำสูงกว่าสันฝายประมาณ 1.00 เมตร ปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดลง ที่ส่งผลกระทบในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำป่าสัก ตำบลท่าอิบุญ ตำบลสักหลง ตำบลห้วยไร่ ระดับน้ำเริ่มลดลง ระดับเตือนภัยสีแดง

    ส่วนระดับน้ำบริเวณฝายริมแม่น้ำป่าสักฝั่งซ้าย หมู่ที่ 5 บ้านวังร่อง ตำบลห้วยไร่ ระดับน้ำลดลง 0.07 เมตรสูงกว่าสันฝาย 4.10 เมตร (ระดับวิกฤตสูงกว่าสันฝาย 3.50 เมตร) ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงไหลเร็ว พื้นที่ริมตลิ่งตำบลห้วยไร่ ตำบลสักหลง ที่ได้รับผลกระทบระดับน้ำเริ่มลดลง ระดับเตือนภัยสีแดง

    ด้านย่านชุมชนเมืองหล่มสัก ระดับน้ำบริเวณสะพานตาลเดี่ยว ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 9.59 เมตร สูงกว่าตลิ่ง 1.29 เมตร (ระดับตลิ่ง 8.30 ม.) ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น/ไหลเร็ว ปริมาณน้ำส่งผลกระทบต่อพื้นที่ ริมแม่น้ำในเขตเทศบาลเมือง หล่มสัก เริ่มไหลล้นแนวกำแพงกั้นน้ำไหลลงพื้นที่ ต่ำลอดท่อระบายน้ำ ขึ้นถนนคนเดิน หอนาฬิกา เล็กน้อย ยังสามารถใช่สัญจรได้/เขตเทศบาลตำบลตาลเดี่ยว ม.7,8 ที่ไม่มีแนวกั้นน้ำน้ำ ไหลซึมล้นเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร ถนนสายตาลเดี่ยว – ปากห้วยขอนแก่น ม.7 น้ำล้นข้ามถนนบางส่วน ระดับเตือนภัยสีแดง

    ในพื้นที่อำเภอไม่มีฝนตก ท้องฟ้าโปร่ง ได้แจ้งกำชับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกแห่ง ได้เตรียมความพร้อม บุคลากรเครื่องจักรกลสาธารณภัย รองรับ สถานการณ์ เพื่อให้พร้อมเข้า ช่วยเหลือประชาชนได้ตลอด 24 ชม. และได้แจ้งเตือนให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำป่าสัก รวมถึงลำน้ำสาขา ให้ประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน ประชาชนให้ขนของขึ้นที่สูงเ และให้เฝ้าระวัง ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก และลำน้ำสาขา ตลอด 24 ชม. รวมถึงติดตามข่าวสาร แจ้งเตือน จากทางราชการ เฝ้าระวังอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ต่อมาเวลา 12.25 น. กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรรณ์รายงานสถานการณ์ว่าเกิดเหตุผนังแนววางกระสอบทรายกั้นน้ำเสียหายบางจุดบริเวณสวนดงตาล ในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก มวลน้ำไหลเข้าสู่เขตเศรษฐกิจของเทศบาลเมืองหล่มสักอย่างรวดเร็วเบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ระดับน้ำแม่น้ำป่าสัก ณ สถานี S3 สะพานตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสักโดย

    ระดับน้ำ 9.63 ม. สูงกว่าตลิ่ง 1.33 ม.ไหลเข้าท่วมเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก และเทศบาลตำบลตาลเดี่ยว และแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้เทศบาลเมืองหล่มสักกำลังดำเนิน การแก้ไขสถานการณ์โดยการวางแบริเออและจะนำกระสอบทรายมาเพิ่มเติมต่อไป

    กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ รายงานสถานการณ์เพิ่มเติมในเวลาต่อมาว่าระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมเขตพื้นที่อำเภอหล่มสัก จำนวน 1 ตำบล 6 หมู่บ้าน 1 เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบลตาลเดี่ยว ผลกระทบเบื้องต้น 5,340 ครัวเรือน ประชาชน 13,350 คน

    สภาพอากาศไม่มีฝนตกในพื้นที่ ระดับน้ำแม่น้ำป่าสัก ณ สถานี S3 สะพานตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก เวลา 13.00 น.ระดับน้ำเพิ่มเป็น 9.62 ม. สูงกว่าตลิ่ง 1.32 ม. เริ่มมีแนวโน้มทรงตัว มวลน้ำยังไหลเข้าท่วมเขตเทศบาลเมืองหล่มสักอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ฝ่ายปกครองท้องถิ่นทหารและมูลนิธิกู้ภัยกำลังเร่งช่วยเหลือประชาชน ทั้งนี้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ได้แจ้งเตือนพื้นที่ท้ายน้ำของอำเภอหล่มสักแล้ว

    ที่มา สวท.เพชรบูรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/57581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pZBpkRhwqkb3TaT74dPD4

  • “ลาการ์ด” เผย ECB บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อแล้ว แต่เศรษฐกิจ EU ยังไม่แน่นอน : อินโฟเควสท์

    “ลาการ์ด” เผย ECB บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อแล้ว แต่เศรษฐกิจ EU ยังไม่แน่นอน : อินโฟเควสท์

    คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ DRTV ของเดนมาร์กว่า ECB สามารถบรรลุเป้าหมายในการควบคุมระดับราคาสินค้าได้แล้ว แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ แม้ว่าสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ ตกลงกันได้เรื่องอัตราภาษีการค้าก็ตาม

    ลาการ์ดระบุว่าระดับความไม่แน่นอนลดลงประมาณ 50% ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ชัดเจนเท่ากับช่วงก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มเก็บภาษีการค้า

    ลาการ์ดกล่าวในการสัมภาษณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยต้องมีเป้าหมายต่อระดับเงินเฟ้อ ซึ่ง ECB ตั้งไว้ และตอนนี้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้ว

    ECB คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นครั้งที่สอง หลังจากลดดอกเบี้ยไปแล้ว 8 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในรอบ 1 ปี

    ผู้กำหนดนโยบายคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ราว 2% ตามเป้าหมาย หลังจากช่วงเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายชั่วคราวในปีหน้า และเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาสต่อ ๆ ไป

    เจ้าหน้าที่หลายคนของ ECB ระบุว่า ยังไม่เห็นความจำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม ตราบใดที่ไม่มีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจ แต่บางคนก็เห็นว่าควรเปิดโอกาสไว้เผื่อดำเนินมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530990&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hzbi7IPO7b63l0-BQ0u6_

  • มวลน้ำยังทะลักท่วมเขตเศรษฐกิจหล่มสัก อ่วมรอบ 2 ใน 3 สัปดาห์

    มวลน้ำยังทะลักท่วมเขตเศรษฐกิจหล่มสัก อ่วมรอบ 2 ใน 3 สัปดาห์

    เพชรบูรณ์ 20 ก.ย.- มวลน้ำป่าสักยังไหลทะลักเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจ อ.หล่มสัก เป็นรอบ 2 ในช่วง 3 สัปดาห์ ขณะที่ทหารเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย

    ภาพมุมสูงล่าสุดในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก ยังถูกน้ำจากแม่น้ำป่าสักทะลักเข้าท่วม หลังพนังกั้นน้ำบริเวณบ้านดงตาล พังทลายลงมากว้างกว่า 10 เมตร ทำให้มวลน้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนในหลายชุมชน โดยเฉพาะชุมชนบ้านตาลเดี่ยวบ้านเรือน 2 ร้อยหลังถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร รวมทั้งอาคารร้านค้าย่านเขตเศรษฐกิจของหล่มสักที่ถูกน้ำท่วมเกือบเต็มพื้นที่ และขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ

    เจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปอุดรอยรั่วของพนังกั้นน้ำเพื่อลดปริมาณน้ำที่ทะลักเข้ามา ซึ่งนับเป็นน้ำท่วมหล่มสัก รอบที่ 2 แล้วในช่วง 3 สัปดาห์ หลังถูกน้ำท่วมใหญ่มาแล้วครั่งหนึ่งเมื่อช่วงต้นเดือน ขณะที่ทหารม.พัน.28 พล.ม.1 รุดเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยจัดกำลังพลเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และเตรียมกระสอบทรายให้กับประชาชนเพื่อป้องกันน้ำทะเข้าท่วมบ้านเรือนและร้านค้าเพิ่มเติมเพื่อลดความเสียหาย -สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    กทม. 19 ก.ย.-โปรดเกล้าฯ ครม. “อนุทิน” นั่งนายกฯ ควบมหาดไทย พร้อมตั้ง รองนายกฯ 6 คน รมต.สำนักนายกฯ 4 คน ขณะรายชื่อตรงตามโผ ไม่มีเปลี่ยนแปลง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ก.ย. 68) เวลา 09.30 น. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 7 กันยายนพุทธศักราช 2568 แล้วนั้น บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเก้าแต่งตั้งรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ […]

    กรุงเทพฯ 19 ก.ย. – “เจ๊ปอง” น้ำตาคลอ เปิดใจหลังศาลฎีกาตีกลับยกฟ้อง เชื่อ 15 ปีที่ผ่านมา เป็นบทเรียนของชีวิต หลังจากนี้จะใช้ชีวิตของตัวเองอุทิศให้ประชาชนและประเทศชาติ ชี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะออกมาเคลื่อนไหวอีกหรือไม่ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวขอบคุณกระบวนการยุติธรรม และศาลด้วยที่ความเมตตากับตนเอง ที่ผ่านมาเราต่อสู้ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม สำหรับการตัดสินในวันนี้ทำให้รู้สึกโล่งใจ ดีใจทำให้เรารู้ว่าหลังจากนี้เราจะใช้ชีวิตของเราอย่างไรต่อ เพราะถือว่าเป็นคดีสุดท้าย 15 ปีที่ผ่านมา เป็นบทเรียนของชีวิต ต่อจากนี้เป็นต้นไปขอทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดีเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดชีวิตนี้จะอุทิศให้กับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ พร้อมบอกว่าเป็นคดีสุดท้ายใน 20 ปี ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราใช้วิชาชีพของตัวเองใช้ความเชี่ยวชาญของตัวเองรับใช้พี่น้องประชาชน ถือว่าเป็น 20 ปี ที่คุ้มมาก พี่น้องประชาชนให้กำลังใจเราเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ร่วมมือกับเราในการแสวงหาข้อมูล เรารู้สึกว่ามีคนรักเรามาก และความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เรานำเสนอความจริง เมื่อถามว่าที่ผ่านรู้สึกอย่างไรได้มีเตรียมใจไว้หรือไม่ น.ส.อัญชะลี ระบุว่า ทุกอย่างเตรียมความพร้อม ทุกอย่างไม่ต้องแอบทำใจ หากเราสู้จนถึงที่สุดแล้วอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิด ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เคยช่วยเหลือทั้งในเรื่องเอกสาร หรืออื่นๆ ส่วนเหตุผลที่ศาลพิจารณายกฟ้องในคดีนี้ คือ ศาลเห็นว่าพยานให้การไม่ตรงกันในหลายประเด็นทั้งพยานวัตถุ […]

    ศาลอาญา 19 ก.ย. – วันนี้ที่ศาลอาญา รัชดา ได้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา หรือคดีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือ พธม. นำผู้ชุมนุมบุกยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ในช่วงระหว่างการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ในขณะนั้น ซึ่งศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในเวลา 10:00 น. โดยคดีดังกล่าวมีจำเลย 4 คน ได้แก่ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที และนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นน้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ทั้งหมดถูกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป อั้งยี่ซ่องโจร บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์ เนื่องจากปรากฏหลักฐานว่า จำเลยทั้งห้าเป็นระดับหัวหน้าและผู้สั่งการให้กระทำความผิด ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ได้มีจำเลยอีก 1 คน คือ นายสมเกียรติ […]

    ปารีส 19 ก.ย. – ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส และบริฌิตต์ ภริยา เตรียมเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ต่อศาลสหรัฐเพื่อพิสูจน์ว่าบริฌิตต์เป็นผู้หญิงจริงๆ ไม่ใช่ผู้ชาย ทนายความของประธานาธิบดีมาครงและบริฌิตต์ บอกว่า ทั้งคู่จะยื่นเอกสารเหล่านี้ในคดีหมิ่นประมาทที่ทั้งสองได้ยื่นฟ้อง แคนแดซ โอเวนส์ อินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายขวาชาวอเมริกัน ที่เผยแพร่ความเชื่อของตนผ่านทางสื่อและรายการพ็อคแคสต์ของตนเองว่าบริฌิตต์ เกิดมาเป็นผู้ชาย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เธอเสียใจและไม่สบายใจอย่างมากกับข้อกล่าวหาดังกล่าว และเรื่องนี้รบกวนจิตใจของประธานาธิบดีฝรั่งเศส แม้จะไม่ได้ทำให้มาครงสมาธิหลุดจากภารกิจหน้าที่ของเขาในฐานะผู้นำประเทศ แต่มันก็เป็นเรื่องรบกวนจิตใจของคนที่ต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องครอบครัวและเรื่องงาน ซึ่งตัวประธานาธิบดีก็ไม่มีข้อยกเว้น ในส่วนของการยื่นหลักฐานต่อศาลนั้น ทนายความของมาครงและภริยาบอกว่า ทั้งคู่พร้อมที่จะแสดงหลักฐานอย่างชัดเจนทั้งในภาพรวมและในรายละเอียด รวมถึงคำให้การจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะเป็นลักษณะทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเท็จ แม้จะเป็นกระบวนการที่บริฌิตต์จะต้องเผชิญต่อหน้าสาธารณชนอย่างเปิดเผย แต่เธอก็ยินดีที่จะทำ เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อทำให้เรื่องนี้กระจ่าง สำหรับประเด็นเรื่องบริฌิตต์ เป็นผู้ชาย ถูกเผยแพร่ครั้งแรกตามสื่อออนไลน์ของฝ่ายขวาและกลุ่มต่อต้านวัคซีนในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2021 ต่อมา แคนแดซ โอเวนส์ อดีตนักวิจารณ์ของเดลี่ไวร์ (Daily Wire) สำนักข่าวสายอนุรักษ์นิยมของสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียหลายล้านคน ได้เผยแพร่มุมมองของตนเองหลายครั้งว่า บริฌิตต์ เป็นผู้ชาย ที่มีชื่อว่า ฌอง-มิเชล ทรอกโนซ์ (Jean-Michel Trogneux) ก่อนที่จะแปลงเพศในเวลาต่อมา ถึงขั้นอ้างว่าเธอพร้อมเดิมพันชื่อเสียงในอาชีพทั้งหมดของเธอกับข้อกล่าวหานี้ ส่งผลให้มาครงและภริยายื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐฯ […]

    ข่าวแนะนำ


    เพชรบูรณ์ 20 ก.ย. – พนังกั้นน้ำหน้าสวนดงตาลแตก ทำให้น้ำทะลักท่วมเทศบาลเมืองหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เจ้าหน้าที่เร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงและอพยพประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย มีรายงานว่า พนังกั้นน้ำหน้าสวนดงตาลแตก ฝั่งถนนพิทักษ์ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ทำให้น้ำทะลักท่วมเทศบาลเมืองหล่มสัก รอบที่ 2 กู้ชีพกู้ภัย รถพยาบาล ระดมกำลังเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียง และอพยพประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ประกาศห้ามรถทุกชนิดผ่าน และให้ยกของขึ้นที่สูงโดยด่วน ส่วนอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการชลประทาน พร้อมทหาร เร่งวางแบริเออร์ กระสอบทรายบริเวณสวนสาธารณะดงตาล เพื่อชะลอมวลน้ำไม่ให้เข้าในพื้นที่.-สำนักข่าวไทย

    เชียงใหม่ 20 ก.ย.- ทีมแพทย์ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ผ่าตัด 20 ชั่วโมง ต่อมือเด็กหญิงวัย 14 ปี ประสบความสำเร็จ หลังถูกฟันขาด เบื้องต้นยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เหตุการณ์ ขณะนายจายอ้ายหม่อง หรือ นายหม่อง อันธพาลเมียนมาและพวก ถือมีดสปาต้า วิ่งเข้าไล่ฟันกลุ่มผู้เสียหาย จนได้รับบาดเจ็บ 3 คน หนึ่งในนั้น คือ ด.ญ.อายุ 14 ปี ซึ่งยกแขนขึ้นบัง ทำให้ถูกนายหม่องฟันจนข้อมือขาด เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา บริเวณร้านซักรีดแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ต่อมาตำรวจตามจับคนก่อเหตุได้ทั้งหมด 15 ราย ล่าสุด รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ออกแถลงการณ์ ระบุได้รับผู้ป่วยเด็กหญิงอายุ 14 ปี ซึ่งถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดจนมือขวาขาดระดับข้อมือ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 […]

    อ่างทอง 20 ก.ย. – “นายกฯ อนุทิน” ลงพื้นที่อ่างทอง จังหวัดแรก ประกาศไม่ต้องลุ้น 4 เดือนยุบสภาแน่ ทำงานเต็มที่ หวังประชาชนเลือกกลับเข้ามาอีก พร้อมอวยพรวันเกิด “ภราดร” ครบ 46 ปี เจ้าตัวถึงกับคุกเข่ามอบมาลัยขอบคุณ “อนุทิน“ อ้อนชาวอ่างทอง อสม.แฟนเก่า ขอยืมตัว “ลูกแบด” ไปเป็น รมต. คุมสำนักงบฯ ตามติดตัว 24 ชั่วโมง บอกเก่งทุกเรื่อง ยกเว้นหาเมีย ขณะครอบครัว “ปริศนานันทกุล” ปลื้ม คนดังการเมืองตบเท้าแน่น “อนุทิน” ประกาศเชียร์คืนความเป็นธรรม อดีตผู้ว่าฯ อ่างทอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้โอกาสก่อนลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม เดินทางมาที่ อบจ.อ่างทอง เพื่อพบปะกับประชาชน และร่วมอวยพรวันเกิดให้กับนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อายุครบ 46 ปี ซึ่งมีครอบครัว ทั้งนายสมศักดิ์ […]

    รัฐสภา 20 ก.ย.- รัฐสภา จัดพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (องค์ใหม่) ประดิษฐานหน้าอาคาร ขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริง 4 เท่า เมื่อเวลา 08.00 น. รัฐสภา จัดพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (องค์ใหม่) เพื่อประดิษฐานบนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ณ บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา (ถนนสามเสน) โดยมีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่1 เป็นประธานในพิธี นอกจากนี้ยังมี พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. นายชวนหลีก หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปปัตย์ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่านพรรคเพื่อไทย น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และประธานกรรมการ บมจ.อสมท รวมถึงข้าราชการรัฐสภา ร่วมพิธีด้วย โดยนายไชยาและพล.อ.สวัสดิ์ ถวายพวงมาลัยและโปรยดอกไม้ที่พระบาทของพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ จากนั้นปักธูปที่เครื่องบวงสรางพร้อมโปรยดอกไม้ จากนั้นนายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้าโหรพราหมณ์ สำนักพระราชวัง อ่านโองการจากนั้นเชิญประธานในพิธีโปรยดอกไม้ที่โต๊ะเครื่องบวงสรวง วางพานประดับพุ่มดอกไม้ และจุด ธูป เทียน […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/region-1588040&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RtVbqfd11zxJ7uYAOsnVO

  • ประเมินโฉมหน้า ครม.อนุทิน 1 เดิมพันตระกูลการเมืองภูมิใจไทย

    ประเมินโฉมหน้า ครม.อนุทิน 1 เดิมพันตระกูลการเมืองภูมิใจไทย

    รัฐมนตรีครมอนุทิน โฉมหน้า ครม.อนุทิน 1 เดิมพันตระกูลการเมืองพรรคภูมิใจไทย รุ่นลูกตบเท้าคุมกระทรวงหลัก ประเมินเร่งแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง แก้รัฐธรรมนูญอาจไม่สำเร็จ

    โปรดเกล้าฯ ครม.อนุทิน 1 วันนี้ (19 ก.ย.68) ภายใต้เงื่อนไขที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ตกลงไว้กับพรรคประชาชน ที่จะโหวตให้เป็นนายกฯ แต่ด้วยเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญ และมีอายุรัฐบาลเพียง 4 เดือน

    รัฐมนตรีครมอนุทิน ด้วยเงื่อนไขที่นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า รัฐบาลชุดนี้อาจอยู่ยาว 8-9 เดือนเป็นอย่างต่ำ เพราะด้วยเงื่อนไขในการแก้กฎหมาย ซึ่งการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มีคนนอกที่เข้ามาคุมกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ พลังงาน และกระทรวงการคลัง เพื่อกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ แต่ในอีก 2 ปีก ก็เป็นกระทรวงที่ต้องจัดแบ่งให้กับพรรครวมอย่างกล้าธรรม รวมถึงพรรคอื่นที่ตบเท้าแตกแถวเข้า

    พรรคภูมิใจไทย ก็ยังยึดกระทรวงใหญ่ ที่มีแนวโน้มในการกุมคะแนนเสียง สร้างแต้มต่อในการเลือกตั้งครั้งนี้ ดังนั้นหากประเมินโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ย่อมมีทั้งข้อดีและความเสี่ยงตามมา

    รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ข้อมูลกับทีมเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ว่า โฉมหน้า ครม.อนุทิน 1 ขอตั้งชื่อให้ว่า ครม.จอยต์เวนเจอร์ เพราะเป็นส่วนผสมจากหลายฝ่ายมาร่วมกัน ทั้งฝ่ายการเมือง กลุ่มทุน และข้าราชการประจำ ทำให้มีที่มาหลากหลาย

    กระทรวงที่ต้องจับตาใน ครม.อนุทิน 1 คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงคมนาคม เพราะภารกิจของรัฐบาลชุดนี้มีเวลาแค่ 4 เดือนตามข้อตกลงกับพรรคประชาชน ดังนั้น คงจะขับเคลื่อนนโยบายอะไรไม่ได้มาก

    รัฐมนตรีครมอนุทิน ครม.ชุดใหม่ จะต้องเร่งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น เช่น นำโครงการคนละครึ่งมาปัดฝุ่น เพื่อทำให้เศรษฐกิจเดินได้ก่อน

    การทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ต้องดูต่อ ว่าสุดท้ายแล้วการทำประชามติจะได้แค่ไหนเพียงใด เพราะวันนี้มีเงื่อนไขที่ซับซ้อนขึ้นอีก ไม่ได้มีเงื่อนไขเพียง ม.256 เพราะมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญเดิม และผนวกกับคำวินิจฉัยล่าสุด 9/2568 ในเรื่องที่ห้ามไม่ให้มีการเลือกผู้ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงจากประชาชน นี่จึงกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ที่เพิ่มขึ้น

    ครม. 3 ส่วน รัฐมนตรีเงื่อนไขจัดสรรพรรคภูมิใจไทย

    รศ.ดร.ยุทธพร เล่าต่อถึงการจัดสรรคณะรัฐมนตรีของ ครม.ชุดใหม่ ที่แบ่งเป็นคนนอก โควต้าพรรคร่วม และพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากยุทธศาสตร์ของรัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องการจะอยู่ยาว แต่เป็นการคาดหวังกับการเลือกตั้งครั้งหน้า ทำให้หลายกระทรวงขนาดใหญ่ ที่อาจมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งถัดไป ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ก็จะเข้าไปคุม

    “ผมยังยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทย คงไม่ได้อยู่เป็นรัฐบาลยาว แต่จะอยู่ในระยะสั้นเพื่อที่จะเดินเกมเพื่ออยู่ยาวต่อ ทำให้ต้องมีการเตรียมพร้อมในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ขณะเดียวกันเรื่องเศรษฐกิจ ก็ต้องทำให้ฟื้นในระยะสั้นก่อนเพื่อหวังคะแนนนิยม”

    คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของพรรคภูมิใจไทย คงปฏิเสธไม่ได้ถึงกลุ่มตระกูลการเมือง ที่มีการส่งรุ่นลูกมาเป็นคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่เคยปฏิเสธเรื่องเหล่านี้

    รัฐมนตรีครมอนุทิน สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การแก้ไขเศรษฐกิจให้กับประชาชน ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องลุ้นในด่านถัดไปว่าจะแก้ได้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2883909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nTTjQj2f8gQEd21qhOi2h

  • จับตานโยบาย ครม.ใหม่ ส.อ.ท. หวัง! เห็นความต่อเนื่อง-ผลลัพธ์ชัดเจน

    จับตานโยบาย ครม.ใหม่ ส.อ.ท. หวัง! เห็นความต่อเนื่อง-ผลลัพธ์ชัดเจน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี หรือครม. ชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการประจำและผู้บริหารจากภาคเอกชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางทิศทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและการลงทุนของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งในและต่างประเทศ

    “ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายเกรียงไกร กล่าว

    นายเกรียงไกร ระบุว่า จากที่ได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ประกอบกับ ครม. ชุดใหม่ที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน ถือว่าเป็นทีม ครม.เศรษฐกิจชุดเดิมที่ได้มีการหารือร่วมกัน และมีทิศทางความเห็นที่สอดคล้องกัน 

    ทั้งนี้ ระยะเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาล ถือว่าท้าทายมากสำหรับการทำงาน จึงต้องการเห็นความร่วมมือ ความตั้งใจจริง และการทำงานเป็นทีมของ ครม. รวมทั้งอยากให้นำ “5 ข้อเสนอเร่งด่วน” ที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะครอบคลุมหัวข้อดังนี้

    1.การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยจากการหารือที่ผ่านมา ทางนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมรับข้อเสนอของ ส.อ.ท. ในการเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ของสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ 

    การจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (RVC) รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าและการตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการผลักดันการใช้และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเน้นซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือ Made in Thailand (MiT) เพื่อกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว 

    2) การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่กับการปฏิรูประบบภาษีให้ทันสมัย โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมทั้งจัดทำมาตรการจูงใจให้ SMEs เข้าสู่ระบบบัญชีเดียวและเสียภาษีที่ถูกต้อง เพื่อมีสิทธิในการรับประโยชน์ต่างๆ จากโครงการความช่วยเหลือจากภาครัฐในอนาคต

    3) การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ โดยไม่ผลักภาระไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้บนเวทีโลกและสอดคล้องกับมาตรการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในระยะยาว

    4) การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว  อีกทั้งช่วยหาเส้นทางการขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางอื่นๆ ทดแทน รวมถึงมาตรการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ และชดเชยค่าขนส่งที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    5) การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งหามาตรการเงินช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท 

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยและผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าภาคการผลิตและสร้างความสามารถแข่งขันในระดับโลก 

    ด้านแรงงานก็ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดย ส.อ.ท. พร้อมร่วมกับกระทรวงแรงงาน พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ทั้งในด้านดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างแรงงานคุณภาพสูงที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

    ส่วนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G–6G การสนับสนุนเทคโนโลยี AI และ IoT รวมถึงมาตรการความมั่นคงไซเบอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความได้เปรียบในการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    สำหรับด้านนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้นวัตกรรมเป็นพลังหลัก ประเทศไทยต้องเน้นสร้าง “นวัตกรรมมุ่งเป้า” โดยใช้จุดแข็งของไทยนำมาต่อยอด เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งไทยถือเป็นความได้เปรียบ ไปสู่เกษตรสมัยใหม่หรืออัจฉริยะ เพื่อพัฒนาวัตถุดิบป้อนไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ 

    นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI มายกระดับศักยภาพบุคลากร ผ่านการจัดทำหลักสูตรที่ช่วย Upskill (ยกระดับทักษะเดิม) Reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) และ Newskill (สร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในอนาคต) เช่น การประยุกต์ใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านราคา เพื่อให้สินค้าของไทยมีความโดดเด่นและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ แนวทางสู่การยกระดับประเทศไทยให้เป็น “ประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม” อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วงครึ่งปีหลัง ส.อ.ท. มองว่าภาครัฐควรมีมาตรการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมา และจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ให้ทั่วถึง โดยไม่กระจุกตัวเพียงจังหวัดใหญ่ๆ เพียงแค่ 4-5 จังหวัด ส่วนระยะยาวควรปรับโครงสร้างด้านความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High-value Tourism) และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการจัดประชุมและงานแสดงสินค้า (MICE) เพื่อสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    “4 เดือนแรก เราต้องเห็นผลลัพธ์แบบ Quick Win และอีก 4 เดือนถัดมาก็ควรเน้นการประคองให้ต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุด คือ การแปลงนโยบายเป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและชัดเจน หากรัฐบาลสามารถทำได้เช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย” นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oIVo81oWiyP7oY0l53DwU

  • ด่วน! กูรูไพศาลตีข่าว “ธรรมนัส”เตรียมเยือนจีนปูทางเรื่องสำคัญ

    ด่วน! กูรูไพศาลตีข่าว “ธรรมนัส”เตรียมเยือนจีนปูทางเรื่องสำคัญ

    “ธรรมนัสเตรียมเยือนจีน ฟื้นเศรษฐกิจการค้า-ท่องเที่ยว ปูทางเรื่องสำคัญพ.ย.นี้”

    เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กระบุว่า “ด่วน ท่านรองนายกรัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร โดยได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เตรียมเดินทางเยือนประเทศจีน ในเร็ววันนี้ เพื่อหารือความร่วมมือในการยกระดับ การ ท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนระหว่างไทย-จีน ซึ่งซบเซามานานมากแล้ว และรัฐบาลต้องการจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ โดยเร็วที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นวงกว้าง และกระทบต่อภาคธุรกิจหลายภาคส่วนของประเทศไทยด้วย 

    โดยรองนายกรัฐมนตรี ธรรมนัส พรหมเผ่า มีวัตถุประสงค์ที่จะเดินทางไปเยือนประเทศจีนโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะไปเยือนปักกิ่งและอีกเมืองหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นเซี่ยงไฮ้หรือกวางโจว โดยได้ประสานงาน ขอให้สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีน ช่วยประสานงานเป็นการภายในก่อน คาดว่าในการเดินทางครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี จะได้พบปะหารือกับผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน รัฐบาลจีนรวมทั้งผู้นำระดับมณฑล และนักธุรกิจสำคัญ ในกิจการที่เกี่ยวข้องด้วย และจะถือโอกาสนี้พบปะ กับผู้นำองค์กรภาคเอกชนที่สำคัญของจีน ที่มีมิตรไมตรีอันยาวนาน กับเครือข่ายของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีที่มีสายสัมพันธ์สนิทแน่นแฟ้นกับประเทศจีนมานานแล้ว ในประเทศจีนด้วย 

    เพื่อเตรียมการเดินทางดังกล่าว รองนายกรัฐมนตรี ธรรมนัส พรหมเผ่า จะพบปะหารือ กับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งท่านทูตจีน จะจัดอาหารเลี้ยงรับรองแสดงความยินดีแก่ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ด้วยในการเดินทางเยือนประเทศจีนครั้งนี้ ฝ่ายจีนจะ รายงานให้ทราบ เกี่ยวกับการเตรียมการถวายการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีที่จะเสด็จเยือนประเทศจีน ในเดือนพฤศจิกายนศกนี้ ที่ได้เตรียมการอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นที่รู้ทั่วไปในประเทศจีนแล้วทำให้ทั่วทั้งประเทศจีนและพี่น้องประชาชนจีนทั่วประเทศ เตรียมรอชมพระบารมี กันอย่างคึกคักในขอบเขตทั่วประเทศ และคาดว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และภรรยาจะถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่นสมพระเกียรติและลึกซึ้งยิ่ง เพราะมีความสัมพันธ์ ระหว่างกันอย่างลึกซึ้งและอบอุ่น ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งที่ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและภรรยา เดินทางมาประชุมเอเปคที่ประเทศไทย 

    ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี โปรดเกล้าอนุญาตให้ ท่านประธานาธิบดีและภรรยาเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์เป็นเวลานานมากถึง 1 ชั่วโมงเต็ม ทั้งที่รัฐบาล ได้มีกำหนดเวลาเข้าเฝ้า เพื่อถ่ายรูป เพียงประเทศละ 3 นาทีเท่านั้น

    อนึ่ง ใน ขณะ นี้ กษัตริย์สีหะมุนี และพระมารดา กำลังอยู่ระหว่างเสด็จประเทศจีน ตั้งแต่ก่อน การจัดงานประชุมองค์การความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ และการจัดงานฉลองชัยชนะ 80 ปีในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ทำให้ ชาวเขมร ได้ นำ เรื่อง นี้ มา โฆษณา ตี ฆ้อง ร้องป่าว ข่มขวัญประเทศไทยและคนไทยเป็นการใหญ่ แต่จะเป็นเรื่อง จิ๊บจ๊อยปลีกย่อยทันที ที่พระเจ้าอยู่หัวของเราจะเสด็จเยือนปักกิ่ง

    คอยดูกันเถิด ว่าพระบารมีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้านั้นมากพ้นรำพันเจิดจ้า ดุจดั่งดวงตะวัน ที่ฉายแสงขึ้นในฟากฟ้าบูรพาทิศนั่นเอง
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จเยือนประเทศจีนเมื่อครั้งที่ทรงเป็นสยามมกุฎราชกุมารในครั้งนั้นรองประธานาธิบดีหวังเจิ่นเป็นผู้ถวายการต้อนรับ และในการเสด็จเยือนประเทศจีนครั้งนี้ จะเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศภูฏาน
    คนไทย ทั่วประเทศจะมีความภาคภูมิใจ ในเหตุการณ์ครั้งนี้โดยทั่วหน้ากันอย่าได้สงสัยเลย

    อนึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้ประกาศ เป็นทางการโดยสำนักพระราชวัง แต่เป็นที่รู้กันโดยกว้างขวางและทั่วไปในประเทศจีน แล้ว”

    #ธรรมนัสพรหมเผ่า #ไทยจีน #การค้า #การลงทุน #การท่องเที่ยว #สีจิ้นผิง #เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/652498&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qs9en_cYFFlVrflzsCtx5

  • เอกชนจับตา ครม.อนุทิน 1 แก้เศรษฐกิจ-ยกระดับความสามารถแข่งขัน

    เอกชนจับตา ครม.อนุทิน 1 แก้เศรษฐกิจ-ยกระดับความสามารถแข่งขัน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการประจำและผู้บริหารจากภาคเอกชน 

    โดยถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางทิศทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและการลงทุนของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากทั้งในและต่างประเทศ

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “จากที่ได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา ประกอบกับ ครม. ชุดใหม่ที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน ถือว่าเป็นทีม ครม.เศรษฐกิจชุดเดิมที่ได้มีการหารือร่วมกัน และมีทิศทางความเห็นที่สอดคล้องกัน” 

    เอกชนจับตา ครม.อนุทิน 1 แก้เศรษฐกิจ-ยกระดับความสามารถแข่งขัน

    สำหรับระยะเวลา 4 เดือนของการเป็นรัฐบาล ถือว่าท้าทายมากสำหรับการทำงาน จึงต้องการเห็นความร่วมมือ ความตั้งใจจริง และการทำงานเป็นทีมของ ครม. รวมทั้งต้องการให้นำ 5 ข้อเสนอเร่งด่วนที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะครอบคลุมหัวข้อดังนี้

    • การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยจากการหารือที่ผ่านมา ทางนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมรับข้อเสนอของ ส.อ.ท. ในการเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ของสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ การจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (RVC) รวมทั้งกำกับดูแลการนำเข้าและการตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการผลักดันการใช้และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเน้นซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือ Made in Thailand (MiT) เพื่อกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว 
    • การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่กับการปฏิรูประบบภาษีให้ทันสมัย โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมทั้งจัดทำมาตรการจูงใจให้ SMEs เข้าสู่ระบบบัญชีเดียวและเสียภาษีที่ถูกต้อง เพื่อมีสิทธิในการรับประโยชน์ต่างๆ จากโครงการความช่วยเหลือจากภาครัฐในอนาคต
    • การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ โดยไม่ผลักภาระไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้บนเวทีโลกและสอดคล้องกับมาตรการสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในระยะยาว
    • การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว  อีกทั้งช่วยหาเส้นทางการขนส่งสินค้าด้วยเส้นทางอื่นๆ ทดแทน รวมถึงมาตรการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ และชดเชยค่าขนส่งที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว เพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
    • การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งหามาตรการเงินช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาท 

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยและผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ดิจิทัลและเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าภาคการผลิตและสร้างความสามารถแข่งขันในระดับโลก 

    ด้านแรงงานถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ โดย ส.อ.ท. พร้อมร่วมกับกระทรวงแรงงาน พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ทั้งในด้านดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างแรงงานคุณภาพสูงที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

    ในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ส.อ.ท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G–6G การสนับสนุนเทคโนโลยี AI และ IoT รวมถึงมาตรการความมั่นคงไซเบอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความได้เปรียบในการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    สำหรับด้านนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้นวัตกรรมเป็นพลังหลัก ประเทศไทยต้องเน้นสร้างนวัตกรรมมุ่งเป้า โดยใช้จุดแข็งของไทยนำมาต่อยอด เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งไทยถือเป็นความได้เปรียบ ไปสู่เกษตรสมัยใหม่หรืออัจฉริยะ เพื่อพัฒนาวัตถุดิบป้อนไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกรซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ 

    อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI มายกระดับศักยภาพบุคลากร ผ่านการจัดทำหลักสูตรที่ช่วย Upskill (ยกระดับทักษะเดิม) Reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) และ Newskill (สร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในอนาคต) เช่น การประยุกต์ใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรม

    อีกทั้งต้องเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านราคา เพื่อให้สินค้าของไทยมีความโดดเด่นและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ แนวทางสู่การยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    สำหรับภาคการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วงครึ่งปีหลัง ส.อ.ท. มองว่าภาครัฐควรมีมาตรการประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมา และจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง เพื่อกระจายรายได้ให้ทั่วถึง โดยไม่กระจุกตัวเพียงจังหวัดใหญ่ๆ เพียงแค่ 4-5 จังหวัด 

    ส่วนระยะยาวควรปรับโครงสร้างด้านความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวมูลค่าสูง (High-value Tourism) และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการจัดประชุมและงานแสดงสินค้า (MICE) เพื่อสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    “4 เดือนแรกต้องเห็นผลลัพธ์แบบ Quick Win และอีก 4 เดือนถัดมาก็ควรเน้นการประคองให้ต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุด คือ การแปลงนโยบายเป็นการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและชัดเจน หากรัฐบาลสามารถทำได้เช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639342&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DvGHrk5w9VddTzcV0lcoG

  • ปธ.สภานายจ้างฯ แนะรัฐบาลหาตลาดใหม่แทนกัมพูชา พร้อมหนุน ‘คนละครึ่ง’

    ปธ.สภานายจ้างฯ แนะรัฐบาลหาตลาดใหม่แทนกัมพูชา พร้อมหนุน ‘คนละครึ่ง’

    วันนี้ (20 กันยายน) เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) กล่าวถึงมาตรการคนละครึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่เตรียมรื้อฟื้นกลับมาใช้อีกครั้งที่ประเมินแล้วว่าจะส่งผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศระยะสั้นว่า โครงการคนละครึ่งเคยใช้มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ผลการตอบรับที่ดี

    ส่วนตัวเห็นด้วยกับมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่อยู่สั้น จำเป็นจะต้องเร่งทำนโยบายที่เห็นผลเร็ว และมีผลต่อประชาชนได้ทันที ซึ่งคนละครึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้หมุนเวียน มีสภาพคล่องให้ประชาชนและเชื่อว่าในระยะเบื้องต้นจะมีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ

    ส่วนปัญหาเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบหลังจากการปิดด่านไม่สามารถค้าขายและส่งออกสินค้าได้นั้น เอกสิทธิ์ เสนอว่า เรื่องการเปิดด่านยังถือเป็นเรื่องเซนซิทิฟเพราะยังมีสถานการณ์กระทบกระทั่งกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับความมั่นคงให้จบก่อน จึงจะสามารถพิจารณาเปิดด่านอีกครั้ง โดยในช่วงนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องส่งเสริม มองหาตลาดอื่นมาทดแทนกัมพูชา

    และอีกด้านหนึ่งรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านทักษะดิจิทัลด้วย ควรจะสนับสนุนให้มีจัดฝึกอบรมบุคลากรของหน่วยงานต่างๆ เพื่อรองรับอนาคตในการแข่งขันด้านดิจิทัล ซึ่งครอบคลุม เกี่ยวข้องทุกด้านทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงควรจะเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนมาตรการด้านภาษีเป็นพิเศษให้กับภาคเอกชนที่จัดฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/govt-half-half-scheme-thai-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ozaaSEZI3aOrks_zfcl-L

  • บันทึกการเดินทาง 5 ปีของ ธปท. การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย

    บันทึกการเดินทาง 5 ปีของ ธปท. การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย

    ตลอด 5ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2568)เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง หลายเรื่องไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรคระบาด สงครามที่ส่งผลเป็นวงกว้าง ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกมานาน ในฐานะองค์กรที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบและยืดหยุ่น ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังต้องวางรากฐานให้เศรษฐกิจแข็งแรงพอที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ภายใต้ภารกิจหลัก 3ด้าน คือ การรักษาเสถียรภาพโดยรวม (macro-financial stability), การวางรากฐานภาคการเงินสำหรับอนาคต (Financial Landscape) และ การคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Consumer protection) หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบาย คือ การผสมผสานใช้เครื่องมือที่หลากหลาย หรือ “Integrated Policy Mix” เพราะ ธปท.ตระหนักดีว่า เครื่องมือหลักอย่าง ‘ดอกเบี้ย’ นั้นจะส่งผลกระทบในวงกว้าง (Blunt Tool) อาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนจึงต้องอาศัยเครื่องมืออื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางการเงินระยะสั้นที่ตรงจุด หรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    ปี 2563-2564: รับมือวิกฤตฉุกเฉิน (COVID-19)

    ปี 2563กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างฉับพลันจากมาตรการ lockdown ในช่วงการระบาดของ COVID-19 จีดีพีหดตัวมากที่สุดในรอบ 22 ปี ที่ 6.1% การท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจแทบจะเป็นอัมพาต จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยมี 40 ล้านคนต่อปีลดลงเหลือเกือบศูนย์ ขณะที่อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น เพราะกิจการไม่สามารถเปิดทำการได้ตามปกติ

    ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ เป้าหมายของ ธปท.คือ ดำเนินมาตรการให้ทันท่วงทีและต้องยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยน เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงมาก รวมทั้งดูแลให้ระบบการเงินและระบบสถาบันการเงินยังทำงานได้ปกติและสามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปถึงผู้ได้รับผลกระทบได้ โดยในช่วงดังกล่าว กนง.ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วและต่อเนื่องจนสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ควบคู่กับการออกมาตรการทางการเงิน ทั้งแก้หนี้เดิมและเติมเงินใหม่

    ตัวอย่างมาตรการแก้ปัญหาหนี้เดิมของรายย่อยและธุรกิจ ได้แก่ การออกมาตรการพักชำระหนี้แบบ ‘ปูพรม’ ให้กับลูกหนี้ธุรกิจและครัวเรือนในวงกว้างเป็นเวลา 3-6 เดือน ตามประเภทสินเชื่อ อย่างไรก็ดี ธปท.ตระหนักว่ามาตรการแบบปูพรมนั้นมีต้นทุนสูงและอาจสร้างผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ในระยะยาว เช่น บั่นทอนวินัยทางการเงิน (moral hazard) จึงได้ปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยปรับมาตรการพักชำระหนี้วงกว้างให้เป็นการพักหนี้แบบสมัครใจ (opt-in) ไปจนถึงการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงหลัง โดย ธปท.ได้ผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้อย่างจริงจัง ควบคู่กับการผ่อนปรนเกณฑ์กำกับดูแลให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ได้คล่องตัวขึ้น

    การปรับมาตรการที่ยืดหยุ่นและตรงจุดนี้ สะท้อนหลักคิดในการดำเนินนโยบายที่พร้อมปรับตัว และการขับเคลื่อนมาตรการอย่างจริงจังเพื่อให้การช่วยเหลือเกิดประสิทธิผลสูงสุด ทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้ (จีดีพีขยายตัว 1.6% ในปี 2564) ระบบการเงินโดยรวมยังทำงานได้ไม่สะดุด และกลไกสินเชื่อสามารถเป็นที่พึ่งให้กับเศรษฐกิจต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด โดยโครงการสินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ถูกใช้เกือบเต็มวงเงินที่ 3.5 แสนล้านบาท ช่วยธุรกิจได้กว่า 6.7 หมื่นราย

    ปี 2565: ประคองการฟื้นตัวท่ามกลางเงินเฟ้อ

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังค่อยๆ ฟื้นตัวในลักษณะที่ไม่ทั่วถึง (K-shaped Recovery) ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายระลอกใหม่จาก สงครามรัสเซียยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ประเทศเศรษฐกิจหลักหลายประเทศเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อไทยพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ 7.9% (เดือน ส..65) สถานการณ์ดังกล่าวสร้างโจทย์ที่ยากลำบาก คือ การรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ กับ การสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ไม่สะดุด (smooth take-off) โดยในช่วงเวลานั้น ธปท.ถูกแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเหมือนหลายประเทศที่ปรับแบบก้าวกระโดด เพราะมองว่าไทยขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป (behind the curve)

    ธปท.ได้เลือกดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป (gradual and measured) ไม่ได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงเหมือนธนาคารกลางขนาดใหญ่หลายแห่ง เนื่องจากเห็นว่าเงินเฟ้อของไทยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านอุปทาน (cost-push inflation) ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นชั่วคราว อีกทั้งเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และไม่ได้ขยายตัวร้อนแรงเหมือนประเทศอื่น การใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากไป (เหยียบเบรก) จึงอาจกระทบการฟื้นตัวโดยไม่จำเป็น

    ขณะเดียวกัน ธปท.ได้ทยอยถอนมาตรการปูพรมบางส่วน เพื่อปรับให้นโยบายสู่ภาวะปกติและลดผลข้างเคียงต่อระบบการเงิน เช่น ปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund: FIDF) ของสถาบันการเงินกลับมาเป็นปกติที่ 0.46% จากที่ปรับลดเหลือ 0.23% ในช่วงโควิด ขณะที่อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิต ธปท.ยังขอให้คงการลดอัตราฯ ไว้ที่ 5% จนถึงปี 2566 ก่อนที่จะให้ทยอยปรับอัตราฯ ขึ้นเป็น 8% ต่อไป

    มองย้อนกลับไป การเลือกปรับดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้ความสำคัญกับบริบทการฟื้นตัวของไทยมากกว่าสถานการณ์ในต่างประเทศ ถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม โดยเงินเฟ้อทยอยปรับลดลงกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ภายใน 7 เดือน โดยไม่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องสะดุดลง (จีดีพีขยายตัว 2.6% ในปี 2565)

    ปี 2566-2567: วางรากฐานทางการเงินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

    เมื่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อคลี่คลายลง เศรษฐกิจโลกกลับเผชิญความผันผวนระลอกใหม่ ทั้งจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในประเทศเศรษฐกิจหลักและการชะลอลงของเศรษฐกิจจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยแม้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่กลับเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยภาคการผลิตและอุตสาหกรรมชะลอลง ซึ่งไม่ได้มาจากปัจจัยเชิงวัฏจักรภายนอกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมานาน ทั้งศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงราว 90% ต่อจีดีพี การดำเนินนโยบายในช่วงนี้จึงมุ่งเน้นการปรับเข้าสู่ระดับที่ช่วยรักษาสมดุลของเศรษฐกิจในระยะปานกลาง ควบคู่ไปกับการวางรากฐานสำหรับอนาคต ภายใต้หลักคิดของการทำ นโยบายที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน (robust policy) ที่ต้องยืดหยุ่น สามารถรองรับพลวัตของเศรษฐกิจการเงินที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และใช้เครื่องมือแบบผสมผสาน (policy mix) ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

    โดยในช่วงนี้ กนง.ได้ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.5% ซึ่งเป็นระดับที่เอื้อต่อการเติบโตตามศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว และการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน (neutral rate)

    นอกจากการปรับมาตรการระยะสั้นให้อยู่ในจุดสมดุล ธปท.ยังให้ความสำคัญกับนโยบายระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการพัฒนาภาคการเงินให้สามารถสนับสนุนการปรับตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยมีนโยบายสำคัญดังนี้ 1.การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน: ธปท.ได้ยกระดับการแก้ปัญหาหนี้ให้เป็นระบบและครบวงจรมากขึ้น โดยออกหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่เน้นให้สถาบันการเงินปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ทั้งก่อน/หลังเป็น NPL และมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง (persistent debt) ควบคู่กับการปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรม

    2.การผลักดันภูมิทัศน์ภาคการเงินใหม่ (New Financial Landscape): ธปท.ได้ริเริ่มวางทิศทางปรับภูมิทัศน์ภาคการเงินใหม่ในภาพรวมตั้งแต่ปี 2565 และทยอยขับเคลื่อนแผนงานภายใต้ทิศทางดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ซึ่งหลายเรื่องต้องใช้เวลาและอาจไม่เห็นผลเร็ว ได้แก่ ด้านดิจิทัล (digital): ส่งเสริมนวัตกรรมที่รับผิดชอบ (responsible innovation) ภายใต้แนวคิด 3 Opens: Open Competition-อนุญาตให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank), Open Infrastructure-เชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ และ Open Data เริ่มโครงการ Your Data ที่ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเองได้มากขึ้น และด้านความยั่งยืน (sustainability): สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (brown เป็น less brown) โดยสร้างผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด (low-disruptive transition)

    ปี 2568-ปัจจุบัน: สนับสนุนการปรับตัวรับโลกใหม่

    ล่าสุด เศรษฐกิจไทยยังพบกับความท้าทายเพิ่มเติมจาก มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ (US Tariffs) ซึ่งเป็น ‘พายุลูกใหญ่’ ที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนทั่วโลก รวมทั้งกดดันภาคการผลิตและการส่งออกของไทยให้ต้องเร่งปรับตัว ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ธปท.จึงปรับทิศทางนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะที่ยังให้ความสำคัญกับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (policy space) ไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

    เป้าหมายหลักของการทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 4ครั้ง (ตั้งแต่ปลายปี 67– เดือน ส..68)สู่ระดับ 1.5%ในช่วงนี้ ไม่ใช่เพื่อ ‘กระตุ้น’ เศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เป็นการ ‘ผ่อนคลายภาวะการเงิน’ และ ‘บรรเทาภาระ’ ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เปราะบาง เพื่อเอื้อต่อการปรับตัวรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้ นอกจากการผ่อนคลายภาวะการเงินแล้ว ธปท.ยังได้ออกมาตรการภายใต้โครงการคุณสู้ เราช่วย เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางที่มีศักยภาพให้สามารถรักษาทรัพย์สิน และลดภาระหนี้เพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายไหว (ตัวเบาขึ้น) และไปต่อได้

    ขณะเดียวกัน ภารกิจด้านการวางรากฐานภาคการเงินที่ได้ริเริ่มไว้ก็มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมหลายอย่าง เช่น การประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) การเปิดบริการขอข้อมูลการใช้-ชำระค่าน้ำ-ไฟ เพื่อนำไปขอสินเชื่อภายใต้โครงการ Your Data และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Financing the Transition) ที่ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 9.7 หมื่นล้านบาท (ณ มิ.ย.68) จากเป้าหมาย 1 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ นอกจากการผลักดันด้านนวัตกรรมแล้ว หนึ่งในหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ภาพ การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe and Inclusive Digital Finance) คือ การสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการที่มีต่อระบบการเงิน ระบบการชำระเงิน และการใช้บริการทางการเงินต่างๆ รวมถึงการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน ซึ่ง ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการเพื่อจัดการภัยทุจริตทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยปรับนโยบายให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละช่วง

    การเดินทางตลอด 5 ปีที่ผ่านมาสอนเราว่า การดูแลเศรษฐกิจของประเทศไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกการตัดสินใจล้วนมาจากการชั่งน้ำหนักปัจจัยรอบด้านภายใต้ข้อมูลที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น และต้องพร้อมเรียนรู้และปรับเปลี่ยนเสมอ ภารกิจของธนาคารกลางไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการทำงานหนักในวันนี้ เพื่อสร้างเสถียรภาพและรากฐานที่แข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยสำหรับวันข้างหน้า.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/864950/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P1g9ruPhRb72l6a8LSie2

  • น้ำป่าสักล้นตลิ่ง ทะลักท่วมหล่มสัก พื้นที่เศรษฐกิจจมบาดาลอีกรอบ

    น้ำป่าสักล้นตลิ่ง ทะลักท่วมหล่มสัก พื้นที่เศรษฐกิจจมบาดาลอีกรอบ

    (20 ก.ย.68) ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ช่วงเช้าที่ผ่านมา เริ่มทวีความรุนแรง หลังมวลน้ำจากเขื่อนห้วยขอนแก่นเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝายห้วยขอนแก่น ม.12 ต.ห้วยไร่ มีปริมาณน้ำมากขึ้นตามไปด้วย

    กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ (ปภ.) รายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ระดับน้ำแม่น้ำป่าสักในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก เพิ่มสูงจนเกินตลิ่ง 1.18 เมตร และทะลักข้ามแนวกระสอบทรายที่เทศบาลฯ วางไว้ เพื่อป้องกันน้ำเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ ทำให้มวลน้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนและร้านค้าหลายแห่งในชุมชนสำคัญ เช่น ชุมชนวัดทุ่งจันทร์สมุทร , ชุมชนบ้านไร่ , ชุมชนท่ากกโพธิ์ , ชุมชนในเมือง และชุมชนศรีมงคล โดยมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

    กรมชลประทาน คาดการณ์ว่า ระดับน้ำจะทรงตัวประมาณช่วงเวลา 14.00 น. สำหรับพื้นที่รอบนอก แต่ยังมีความเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่งต่อไป หากมีฝนตกซ้ำหรือมวลน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำไหลสมทบ

    เพื่อรับมือสถานการณ์ นายอำเภอหล่มสัก ได้มอบหมายให้กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอหล่มสักที่ 4 ระดมกำลังพร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือ เตรียมพร้อมตั้งแต่เวลา 10.36 น. โดยจัดกำลัง อส. 9 นาย ผรส. (ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ) 4 นาย พร้อมรถยนต์ตรวจการณ์ 1 คัน ออกตรวจตราพื้นที่น้ำท่วม ช่วยเหลือประชาชนเสริมแนวคันกั้นน้ำบริเวณริมแม่น้ำป่าสัก หมู่ 8 ต.ตาลเดี่ยว รวมทั้งช่วยขนย้ายพืชผลทางการเกษตรไปเก็บไว้ในพื้นที่สูง

    ขณะเดียวกัน อำเภอหล่มสักได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชน ณ หอประชุมอำเภอหล่มสัก เพื่อเป็นจุดประสานงานและเตรียมความพร้อม หากสถานการณ์ลุกลามขยายวงกว้างไปยังหลายตำบล

    อย่างไรก็ตาม พื้นที่รอบนอกตัวอำเภอหล่มสัก ได้รับผลกระทบหนักกว่าพื้นที่ชั้นใน เนื่องจาก ไม่มีแนวป้องกันน้ำท่วม เช่น กระสอบทรายหรือคันกั้นน้ำเหมือนใจกลางเมือง หลายครอบครัวต้องช่วยเหลือกันเอง เช่นเดียวกับ ร้านลาบเป็ดเฮียตี๋ ร้านชื่อดังในพื้นที่ ที่จำเป็นต้องหยุดขายชั่วคราว เนื่องจาก น้ำเข้าท่วมร้านและต้องเร่งเก็บข้าวของ รวมถึงดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน 

    “ตอนนี้ทุกอย่างต้องช่วยเหลือกันเอง ดูแลกันเอง ต่างจากในตัวเมืองที่ยังมีเจ้าหน้าที่คอยสนับสนุน”

    ขณะนี้เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ติดแม่น้ำป่าสัก ให้เตรียมพร้อมรับมือ และขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงอย่างเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่นิ่งและอาจรุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ

    ล่าสุด นับแต่เวลา 11.30 น. มวลน้ำได้ไหลเข้าท่วมบริเวณชุมชนชั้นในของ อ.หล่มสักอีกรอบ ระดับน้ำขึ้นเรื่อย ขึ้นไว น่าจะทรงตัวประมาณช่วงเย็น – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/Nf2Y6ALl7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m_VK5UwGT6l3kL9wE2zFM