Category: เศรษฐกิจ

  • “นายกฯ” ขนทีมเศรษฐกิจ หารือ สมาคมธนาคารไทย

    “นายกฯ” ขนทีมเศรษฐกิจ หารือ สมาคมธนาคารไทย


    “นายกฯอนุทิน ” ขนทีม รมต.เศรษฐกิจ หารือ สมาคมธนาคารไทยรับฟังข้อเสนอแนะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 

    ที่สมาคมธนาคารไทย ถนนแจ้งวัฒนะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานหารือเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงรับฟังข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง นายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย คณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย ที่ปรึกษาสมาคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ ทั้งนี้สมาคมธนาคารไทยมอบกรอบรูปเป็นธนบัตรและเหรียญที่ระลึกรัชกาลที่ 9

    นายอนุทิน กล่าวว่า ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาพบสมาคมธนาคารไทย ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น  ตนมีความตั้งใจที่จะมาพบกับทุกคน หลังจากที่มีความชัดเจนในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ตนได้ใช้ความพยายามที่จะคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถมาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลนี้ เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องมาพบปะกับสถาบันต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ไปพบผู้ประกอบการ ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยใช้ความสามารถ ความได้เปรียบการแข่งขันทางการค้า นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางอาเซียนและภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะนำไปสู่เป้าหมาย โดยที่ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่ ฉะนั้นเมื่อพบกับผู้ประกอบการแล้ว มีความจำเป็นต้องมาพบกับหัวใจระบบเศรษฐกิจคือ การแก้ปัญหาทางการเงินการธนาคาร และอยากให้สมาคมเปิดใจในการหารือ

    “จริงๆข้างในยังไม่รู้ใคร ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งนายธนาคาร (แบงก์เกอร์) มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก นายเอกนิติ นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงินมาก่อน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ผมเป็นแบงก์เกอร์ผมเริ่มที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFCT )  หรือสถาบันการเมือง ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ โดยนายผยงได้มาทำงานต่อจากผมไม่รู้กี่ปีก่อน”  นายอนุทิน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W-XlSZLygXhJtEQrwWOAU

  • นายกฯ ถกสมาคมแบงก์ อัดสภาพคล่อง SMEs ฟื้นเศรษฐกิจ

    นายกฯ ถกสมาคมแบงก์ อัดสภาพคล่อง SMEs ฟื้นเศรษฐกิจ

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมทีมเศรษฐกิจ นำโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารือกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อหาทางออก “ฝ่าวิกฤติ พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่”

    โดย 3 โจทย์ใหญ่บนโต๊ะหารือ คือ หนี้ครัวเรือน หนี้ SMEs และการขาดสภาพคล่องในระบบ ซึ่งนายกฯ ขอความร่วมมือจากธนาคารในการ “อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาด” ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น พร้อมย้ำว่า “ถ้าเงินใหม่ไม่เข้า เงินเก่าก็จะหายไปด้วย” ขณะเดียวกันยังต้องประเมินความเสี่ยงควบคู่ไปกับการเลือกปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้านทีมเศรษฐกิจมองว่า ต้องไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ของประเทศ ผ่าน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่
    • เพิ่มมูลค่าภาคท่องเที่ยว–บริการ และ Medical Wellness
    • ยกระดับภาคเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงราคาพืชผล
    • ดันอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ไฮเทค รองรับการลงทุนใหม่

    เอกนิติ ระบุว่า โจทย์คือการทำ Quick Big Win – ฟื้นเศรษฐกิจให้เร็ว แต่ยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะการทำให้ SMEs มีสภาพคล่องและยืนได้ในยุคแข่งขันสูง ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดโลกได้จริง

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังตั้งทีมทำงานเฉพาะกิจ แก้ปัญหาเงินบาทแข็ง เงินทุนไหลเข้า และ ‘เงินเทา’ ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล (Connect the dots) เพื่อจัดการปัญหาอย่างตรงจุดและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

    สรุป การขับเคลื่อนครั้งนี้คือการผสานนโยบายการเงิน-การคลัง ให้ระบบธนาคารเป็นฟันเฟืองสำคัญ ‘อัดสภาพคล่อง’ สู่ผู้ประกอบการ พร้อมกับการยกระดับเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ไทยฟื้นเร็ว แข็งแรง และมั่นคงในสายตานานาชาติ

    anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/anutin-economic-team-thai-bankers-association-discussion-smes&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q9B41IHtbhg2sb0ecCPKc

  • หวั่น ‘โลกร้อน’ ทุบเศรษฐกิจพัง 18 ล้านล้านดอลลาร์ เตือนไทยรับมือด่วน

    หวั่น ‘โลกร้อน’ ทุบเศรษฐกิจพัง 18 ล้านล้านดอลลาร์ เตือนไทยรับมือด่วน

    วันนี้ (22 กันยายน 2568) นายกรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยในงาน MFLF Sustainability Forum 2025 เรื่อง “วิกฤตโลก ทางออกไทย” จัดโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า ผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ (Climate Change) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากทุกฝ่ายยังปล่อยไว้และไม่ทำอะไร จะก่อให้เกิดการสูญเสียทางด้านต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล 

    เบื้องต้นจากงานวิจัยล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) มีการประเมินว่า หากอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น 3.2 องศา ในปี ค.ศ.2050 จะก่อให้เกิดความเสียหายประมาณ 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 18% ของ DGP โลก สูงกว่าเมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่สูญเสียไปประมาณ 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 3% ของ DGP โลก หรือรุนแรงกว่าถึง 6 เท่าตัว

    “กรณีนี้หากเกิดขึ้นกับประเทศไทย เราเชื่อว่าจะกระทบประมาณ 44% ของ GDP ปี หรือกระทบกับภาคการส่งออก  45% ถ้าเกิดเราไม่ปรับตัว สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ปรับตัว ถ้าเราเป็นภาคธนาคาร คือถ้าลูกค้าเราไม่ปรับตัว ไม่เปลี่ยนแปลง เราจะหนี้เสียเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเราอยู่ไม่ได้เหมือนกันครับ แล้วเราจะแข่งขันในเวทีโลกที่เปลี่ยนไปกันได้อย่างไร” นายกรินทร์ กล่าว

    นายกรินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ใช้เครื่องมือทางการเงินเข้ามาให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยคาร์บอน หรือให้สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยในปี 2023 นั้นทั่วโลกมีการจัดสรรเงินทุนระดับโลกที่จัดสรรเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global climate finance) ทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการปรับตัวเพื่อรับผลกระทบ ในวงเงินถึงประมาณ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 1.7% ของ GDP โลก

    หวั่น ‘โลกร้อน’ ทุบเศรษฐกิจพัง 18 ล้านล้านดอลลาร์ เตือนไทยรับมือด่วน

    อย่างไรก็ตามในส่วนนี้คาดว่าทั่วโลกจะมีวงเงินที่จัดสรรมาให้กับ Global climate finance จะเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยคาดว่าในปี 2030 วงเงินส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.4 – 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 – 3 เท่า ขณะที่ในปี 2031 – 2050 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.1 – 9.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4  -5 เท่าจากในปัจจุบัน 

    ทั้งนี้คาดว่าเงินที่จะถูกใช้ไปในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจากช่วงปี 2023  ที่เงินทุนกว่า 72% ไปลงทุนในส่วนของภาคพลังงานและการขนส่ง (energy and transportation) ไปสู่การปล่อยสินเชื่อ และลงทุนในส่วนของการลดคาร์บอนจากภาคการผลิต จากเทรนด์ความต้องการการสนับสนุนทางการเงินเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน

    นายกรินทร์ กล่าวว่า ธนาคารได้ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเป็นรายอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อสีเขียว เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีความต้องการขอสินเชื่อในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายเดิมคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2030 แต่ล่าสุดมีการขอเข้ามาแล้ว 1.65 แสนล้านบาท และน่าจะถึงเป้าหมาย 2 แสนล้านบาทในปี 2569 

    “ความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตอนนี้ ธนาคารเตรียมปรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2030 จาก 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนล้านบาท และจะผลักดันเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น และสิ่งที่ทำคู่กันคือการขยายไปกลุ่มเล็กลงมา หรือกลุ่มเอสเอ็มอีมากขึ้น จากเดิมที่ปล่อยให้รายใหญ่ เพราะกลุ่มนี้ต้องการโซลูชันเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”

    หวั่น ‘โลกร้อน’ ทุบเศรษฐกิจพัง 18 ล้านล้านดอลลาร์ เตือนไทยรับมือด่วน

    นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานร่วม BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับความย้อนแย้งที่ปัญหาสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมทวีความรุนแรงขึ้น แต่การลงมือทำยังติดอยู่กับการแก้ปัญหาระยะสั้น 

    โดยปัญหาหลักของระบบเศรษฐกิจปัจจุบันคือ สมการการเติบโตของโลกไม่ได้รวมสิ่งที่เรียกว่า Ecosystem Service หรือการเติมต้นทุนจากระบบนิเวศเกี่ยวกับการพัฒนาที่นั่งยืนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจด้วย ทั้งที่เป็นต้นทุนที่ใช้ในการทำธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทำให้การเติบโตที่ผ่านมาเป็นการเติบโตที่ทำให้อนาคตอายุสั้นลงแทนที่จะเกิดการพัฒนามากขึ้น

    ทั้งนี้ได้เสนอว่าการเติบโตยุคใหม่ต้องสร้างอนาคตที่แท้จริงใน 3 ระดับ คือ ระดับมหภาค นโยบายต้องเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความยั่งยืนกับเศรษฐกิจเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อมา คือ ระดับตลาด ต้องสร้าง Development Market หรือตลาดที่มองว่าการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม คือโอกาสทางธุรกิจใหม่ (New Frontier) และระดับจุลภาค ด้วยการปลูกฝังให้การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในทุก ๆ วันเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืน

    “การมีผู้นำธุรกิจในโลกสมัยใหม่ จำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี และการพัฒนาให้เกิดผลอาจจะเริ่มต้นด้วยการทำสิ่งเล็ก ๆ แต่ต้องทำทุกวัน เพื่อให้มีผลเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป” นายปิยะชาติ ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639500&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_JxzQsIgxNYzf3IfUoYkE

  • “อนุทิน” ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย

    “อนุทิน” ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย

    สมาคมธนาคารไทย 22 ก.ย.- “อนุทิน” ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย ชี้เป็นหัวใจระบบเศรษฐกิจ บอกเคยเป็น Banker มาก่อน ระบุความเห็นเอกชนเป็นประโยชน์ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือดันไทยก้าวสู้ศูนย์กลางอาเซียน-ภูมิภาค

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยมีนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้การต้อนรับ

    จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการหารือในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” ว่า วันนี้ตนและทีมงานเศรษฐกิจต้องขอบคุณกับการต้อนรับที่อบอุ่น ตั้งใจมาพบกับทุกท่านหลังจากที่มีความชัดเจน ในการจัดตั้งรัฐบาล และตนได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่ง ในการคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของตน ซึ่งพวกท่านน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว และวันนี้มีความจำเป็นต้องพบปะ สถาบันหลัก ทางเศรษฐกิจโดยสัปดาห์ที่แล้วได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย เพราะตนก็ออกจากวงการนี้ไปนาน เมื่อไปถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้พบกับผู้ประกอบการ ที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งเราก็ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการที่เป็นประโยชน์มากๆ

    นายอนุทินกล่าวว่า ได้เดินทางไป ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับผู้ประกอบการ ซึ่งในยุคปัจจุบันต้องอาศัยความผสมผสานระหว่างผู้ประกอบการกับมืออาชีพ ข้อมูลที่ได้รับสร้างประโยชน์ ให้กับตนและทีมงานทางเศรษฐกิจ ทั้งแนวทางและความห่วงใย ความเดือดร้อนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ ทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการต่างๆ โดยที่ทุกคน ก็ยังมีเป้าหมาย เดียวกันคือใช้ทุกความสามารถที่เรามีก้าวไปเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องการไปถึงจุดนั้นเพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน อย่างเต็มที่ แล้ววันนี้ก็เป็นจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ต้องมา เพราะเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ ก็คือ หน่วยงาน ธุรกิจในระบบการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย มาที่นี่อยากให้ทุกคนเปิดใจกันหารือ พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็อยู่ในวงการการเงิน และการอุตสาหกรรมมาก่อนตนก็เคยเป็น คนในแวดวงธนาคารมาก่อน

    “จริงจริงสับข้างยังไม่รู้ใคร ยังไม่รู้เลยว่าใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี นางศุภจี นายอรรถพล นายวรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่ไอเอฟซีที (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์จำกัด) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ มาก่อน” นายอนุทินกล่าว .-319 -สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    กทม. 19 ก.ย.-โปรดเกล้าฯ ครม. “อนุทิน” นั่งนายกฯ ควบมหาดไทย พร้อมตั้ง รองนายกฯ 6 คน รมต.สำนักนายกฯ 4 คน ขณะรายชื่อตรงตามโผ ไม่มีเปลี่ยนแปลง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ก.ย. 68) เวลา 09.30 น. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 7 กันยายนพุทธศักราช 2568 แล้วนั้น บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเก้าแต่งตั้งรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ […]

    กรุงเทพฯ 19 ก.ย. – “เจ๊ปอง” น้ำตาคลอ เปิดใจหลังศาลฎีกาตีกลับยกฟ้อง เชื่อ 15 ปีที่ผ่านมา เป็นบทเรียนของชีวิต หลังจากนี้จะใช้ชีวิตของตัวเองอุทิศให้ประชาชนและประเทศชาติ ชี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองว่าจะออกมาเคลื่อนไหวอีกหรือไม่ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวขอบคุณกระบวนการยุติธรรม และศาลด้วยที่ความเมตตากับตนเอง ที่ผ่านมาเราต่อสู้ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม สำหรับการตัดสินในวันนี้ทำให้รู้สึกโล่งใจ ดีใจทำให้เรารู้ว่าหลังจากนี้เราจะใช้ชีวิตของเราอย่างไรต่อ เพราะถือว่าเป็นคดีสุดท้าย 15 ปีที่ผ่านมา เป็นบทเรียนของชีวิต ต่อจากนี้เป็นต้นไปขอทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดีเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดชีวิตนี้จะอุทิศให้กับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ พร้อมบอกว่าเป็นคดีสุดท้ายใน 20 ปี ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราใช้วิชาชีพของตัวเองใช้ความเชี่ยวชาญของตัวเองรับใช้พี่น้องประชาชน ถือว่าเป็น 20 ปี ที่คุ้มมาก พี่น้องประชาชนให้กำลังใจเราเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ร่วมมือกับเราในการแสวงหาข้อมูล เรารู้สึกว่ามีคนรักเรามาก และความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เรานำเสนอความจริง เมื่อถามว่าที่ผ่านรู้สึกอย่างไรได้มีเตรียมใจไว้หรือไม่ น.ส.อัญชะลี ระบุว่า ทุกอย่างเตรียมความพร้อม ทุกอย่างไม่ต้องแอบทำใจ หากเราสู้จนถึงที่สุดแล้วอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิด ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เคยช่วยเหลือทั้งในเรื่องเอกสาร หรืออื่นๆ ส่วนเหตุผลที่ศาลพิจารณายกฟ้องในคดีนี้ คือ ศาลเห็นว่าพยานให้การไม่ตรงกันในหลายประเด็นทั้งพยานวัตถุ […]

    ศาลอาญา 19 ก.ย. – วันนี้ที่ศาลอาญา รัชดา ได้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา หรือคดีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือ พธม. นำผู้ชุมนุมบุกยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ในช่วงระหว่างการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ในขณะนั้น ซึ่งศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในเวลา 10:00 น. โดยคดีดังกล่าวมีจำเลย 4 คน ได้แก่ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที และนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นน้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ทั้งหมดถูกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป อั้งยี่ซ่องโจร บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์ เนื่องจากปรากฏหลักฐานว่า จำเลยทั้งห้าเป็นระดับหัวหน้าและผู้สั่งการให้กระทำความผิด ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ได้มีจำเลยอีก 1 คน คือ นายสมเกียรติ […]

    ปารีส 19 ก.ย. – ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส และบริฌิตต์ ภริยา เตรียมเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ต่อศาลสหรัฐเพื่อพิสูจน์ว่าบริฌิตต์เป็นผู้หญิงจริงๆ ไม่ใช่ผู้ชาย ทนายความของประธานาธิบดีมาครงและบริฌิตต์ บอกว่า ทั้งคู่จะยื่นเอกสารเหล่านี้ในคดีหมิ่นประมาทที่ทั้งสองได้ยื่นฟ้อง แคนแดซ โอเวนส์ อินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายขวาชาวอเมริกัน ที่เผยแพร่ความเชื่อของตนผ่านทางสื่อและรายการพ็อคแคสต์ของตนเองว่าบริฌิตต์ เกิดมาเป็นผู้ชาย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เธอเสียใจและไม่สบายใจอย่างมากกับข้อกล่าวหาดังกล่าว และเรื่องนี้รบกวนจิตใจของประธานาธิบดีฝรั่งเศส แม้จะไม่ได้ทำให้มาครงสมาธิหลุดจากภารกิจหน้าที่ของเขาในฐานะผู้นำประเทศ แต่มันก็เป็นเรื่องรบกวนจิตใจของคนที่ต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องครอบครัวและเรื่องงาน ซึ่งตัวประธานาธิบดีก็ไม่มีข้อยกเว้น ในส่วนของการยื่นหลักฐานต่อศาลนั้น ทนายความของมาครงและภริยาบอกว่า ทั้งคู่พร้อมที่จะแสดงหลักฐานอย่างชัดเจนทั้งในภาพรวมและในรายละเอียด รวมถึงคำให้การจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะเป็นลักษณะทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเท็จ แม้จะเป็นกระบวนการที่บริฌิตต์จะต้องเผชิญต่อหน้าสาธารณชนอย่างเปิดเผย แต่เธอก็ยินดีที่จะทำ เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อทำให้เรื่องนี้กระจ่าง สำหรับประเด็นเรื่องบริฌิตต์ เป็นผู้ชาย ถูกเผยแพร่ครั้งแรกตามสื่อออนไลน์ของฝ่ายขวาและกลุ่มต่อต้านวัคซีนในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2021 ต่อมา แคนแดซ โอเวนส์ อดีตนักวิจารณ์ของเดลี่ไวร์ (Daily Wire) สำนักข่าวสายอนุรักษ์นิยมของสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียหลายล้านคน ได้เผยแพร่มุมมองของตนเองหลายครั้งว่า บริฌิตต์ เป็นผู้ชาย ที่มีชื่อว่า ฌอง-มิเชล ทรอกโนซ์ (Jean-Michel Trogneux) ก่อนที่จะแปลงเพศในเวลาต่อมา ถึงขั้นอ้างว่าเธอพร้อมเดิมพันชื่อเสียงในอาชีพทั้งหมดของเธอกับข้อกล่าวหานี้ ส่งผลให้มาครงและภริยายื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐฯ […]

    ข่าวแนะนำ


    เชียงใหม่ 22 ก.ย.-ฝนถล่มเชียงใหม่ อุทยานฯ ดอยสุเทพ-ปุย ประกาศปิดน้ำตกแม่สา อ.แม่ริม ชั่วคราว หลังน้ำป่าไหลหลาก ส่วนวัดผาลาด แจ้งเตือนชาวบ้านรับมือน้ำป่าหลากลงน้ำตกผาลาด ช่วงบ่ายวันนี้ ( 22 กันยายน) เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ เพจเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้โพสต์ข้อความประกาศปิดน้ำตกแม่สา ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เนื่องจากเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากลงมาจนน้ำมีสีน้ำตาลขุ่น กระแสน้ำไหลแรงและเชี่ยวกราก โดยจะปิดน้ำตกแม่สาตั้งแต่วันนี้จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ ขณะที่พระมหาสง่า ไชยวงค์ เจ้าอาวาสวัดผาลาด ก็ได้โพสต์คลิปภาพวิดีโอ พร้อมข้อความ “มวลน้ำจากยอดดอยกำลังผ่านวัดผาลาด ญาติโยมด้านล่างช่วงนี้ก็เฝ้าไว้เน้อ” ซึ่งทางวัดผาลาดจะมีการแจ้งเตือนชาวบ้านที่อยู่ใกล้ทางน้ำไหลน้ำตกผาลาด และบริเวณเชิงดอยสุเทพในตัวเมืองเชียงใหม่ ให้เฝ้าระวังน้ำป่าที่ไหลผ่านวัดลงสู่ด้านล่างทุกครั้ง สำหรับวัดผาลาดตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ และมีน้ำตกผาลาดไหลผ่านพื้นที่วัดช่วงที่เกิดฝนตกหนัก จะมีน้ำป่าไหลหลากจากบนดอยสุเทพผ่านน้ำตกผาลาด ก่อนจะไหลลงสู่พื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่.-สำนักข่าวไทย

    กทม. 22 ก.ย.- กองทัพไทย ย้ำบ้านหนองหญ้าแก้วอยู่เขตแดนไทย ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน ชี้ JBC รับรองแล้ว สอดคล้อง MOU 2543 พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยถึงประเด็นหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ในพื้นที่ อ.โคกสูง จ.สระแก้วว่า หลักเขตแดนที่ 42 ตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน) ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และหลักเขตแดนที่ 43 ตั้งอยู่ที่บ้านโนนหมากมุ่น ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยการกำหนดแนวเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นตรงจากหลักเขตแดนที่ 41 มายังหลักเขตแดนที่ 42 และต่อเนื่องไปยังหลักเขตแดนที่ 43 จากนั้นแนวเขตแดนจะไปตามคลองระลมระสือจนถึงหลักเขตแดนที่ 44 สำหรับกระบวนการสำรวจ ชุดสำรวจร่วมไทย–กัมพูชาได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ 1 ของ TOR คือ การสำรวจสภาพ และที่ตั้งของหลักเขตแดนทั้งหมด 74 หลัก ตั้งแต่ปี พ.ศ. […]

    22 ก.ย.- ทีมทนายวัดนาป่าพง หอบเอกสารเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบ ขณะที่สีกาเยอรมนีเตรียมนั่งเครื่องเข้าพบตำรวจ 2 ต.ค.นี้ หลังจากที่นายนันทน อินทนนท์ ทนายความวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี พร้อมทีมทนายความ ได้มีการตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงประเด็นที่ น.ส.ทองใหม่ ขวัญหมื่น หรือ ทนายอุ้ม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากสีกาจากประเทศเยอรมนี เข้ามาร้องเรียนที่กองบังคับการปราบปราม กล่าวหาว่า พระคึกฤทธิ์ ยักยอกเงินวัด ก่อนนำมาฟอกกับมูลนิธิพุทธวจนที่ประเทศเยอรมนีนั้น ความเคลื่อนไหวล่าสุดวันนี้ (22 ก.ย.68) เวลา 10.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม กองกำกับการ 2 นายนันทน อินทนนท์ ทนายความวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี และทีมทนายความ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยนำเอกสารเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นเงิน เงินบริจาคภายในวัด มามอบให้กับพนักงานสอบสวน เพื่อชี้แจงในประเด็นต่างๆ โดยใช้เวลาในการชี้แจงกับพนักงานสอบสวนไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางกลับทันที และไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด หลังจากนั้นทีมข่าวได้ติดต่อไปที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดนาป่าพง โดยเฉพาะเงินที่เปิดรับบริจาคทั่วประเทศ หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริง […]

    อยุธยา 22 ก.ย. – จ.พระนครศรีอยุธยา อ่วม! น้ำท่วมขยายวงกว้างครอบคลุม 8 อำเภอ ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะมัสยิด ระดับน้ำเพิ่มสูงต่อเนื่อง ขณะที่เขื่อนป่าสักชลฯ เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำอีกตั้งแต่ 24 ก.ย.นี้ เตือนน้ำล้นตลิ่งพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อน สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.พระนครศรีอยุธยา ขยายวงกว้างครอบคลุม 8 อำเภอ 103 ตำบล 626 หมู่บ้าน รวมกว่า 31,227 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบ โดยพื้นที่ ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะมัสยิดดารุซซุนนะห์ ซึ่งอยู่นอกคันกั้นน้ำ ถูกน้ำเอ่อท่วมและระดับน้ำยังเพิ่มสูงต่อเนื่อง ชาวบ้านสัญจรลำบาก บางจุดต้องใช้เรือ ต้องเดินลุยน้ำเข้า-ออกบ้านและมัสยิด ขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง เร่งนำไม้มาทำสะพานชั่วคราว ให้ประชาชนเดินเข้ามัสยิดเพื่อประกอบพิธีละหมาดได้ พร้อมเร่งตัดต้นไม้และกำจัดวัชพืช ให้เรือสัญจรได้สะดวก และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใกล้ชิด เนื่องจากระดับน้ำเจ้าพระยายังมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง นายธีรยุทร อายุ 43 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า บ้านถูกน้ำท่วมเกือบถึงเอว ลำบากมาก […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1588464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MDnlZ-9Cs6dbbBMivZ2Fv

  • ‘คนละครึ่ง’ ล่าสุด เริ่มลงทะเบียนเมื่อไหร่ เงื่อนไข ใครได้สิทธิ์

    ‘คนละครึ่ง’ ล่าสุด เริ่มลงทะเบียนเมื่อไหร่ เงื่อนไข ใครได้สิทธิ์

    ‘คนละครึ่ง’ ล่าสุด เริ่มลงทะเบียนเมื่อไหร่ เงื่อนไข ใครได้สิทธิ์

    คนละครึ่ง” โครงการที่กระแสตอบรับร้อนแรงที่สุดในยุคที่ประเทศไทยมีผู้นำที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    โดยคนละครึ่งเป็นโครงการเดิมที่เคยใช้แล้วประสาบความสำเร็จเป็นอย่างมากสมัยที่พลอ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลอนุทินเตรียมนำกลับมาปัดฝุ่น เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนอีกครั้ง

    แต่อาจจะมีการปรับเงื่อนไขการลงทะเบียน และสิทธิการใช้จ่าย เน้นสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี แต่ยังคงสิทธิเดิมสำหรับประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการ

    ทั้งนี้ คำถามที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากก็คือ “คนละครึ่ง” จะได้เริ่มใช้เมื่อไหร่ มีเงื่อนไจอย่างไร ใครที่ได้รับสิทธิ์บ้าง

    จากการตรวจสอบล่าสุดของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงโครงการ “คนละครึ่ง” โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการโครงการฯ และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคลัง เร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้

    ‘คนละครึ่ง’ ล่าสุด เริ่มลงทะเบียนเมื่อไหร่ เงื่อนไข ใครได้สิทธิ์

    เงื่อนไข

    จากการให้ข่าวของพรรคภูมิใจไทย โครงการคนละครึ่งจะไม่ได้มีแค่คนละครึ่ง 50:50 เท่านั้น แต่รอบนี้ยังมี 60:40 ด้วย 

    โดยเบื้องต้นแบ่งตามกลุ่มประชาชน ซึ่งประชาชนทั่วไป รัฐช่วยจ่าย 50% 

    ส่วนกลุ่มผู้อยู่ในระบบเงินได้บุคคลธรรมดา รัฐช่วยจ่าย 60% และอาจเพิ่มวงเงินใช้จ่าย เช่น จาก 1,000 บาทเป็น 1,200 บาท

    เพิ่มสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ส่วนกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มสิทธิให้กับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในลักษณะ Top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ 300 บาท รัฐบาลอาจเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป 

    โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ได้อย่างเร็วที่สุดในช่วงกลางเดือน ต.ค. ถึงปลายเดือน ต.ค. ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจหมุนได้หลายรอบ

    สำหรับงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้ ประเมินว่าอาจจะมากกว่า 25,000 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้สิทธิคาดว่าจะอยู่ที่ 25-26 ล้านคน ส่วนวงเงินที่จะได้รับสิทธิอาจลดลงเมื่อเทียบกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพราะใช้งบประมาณปี 2568 และงบปี 2569 มาดำเนินโครงการ ไม่ได้กู้เพิ่ม

    คุณสมบัติผู้มีสิทธิคนละครึ่ง 2568

    • มีบัตรประจำตัวประชาชนจำนวน 13 หลัก
    • สัญชาติไทย
    • มีอายุตั้งแต่ 18 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 

    อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีแผนขยายอายุ 16 ปีขึ้นไปสามารถลงทะเบียนได้

    วิธีลงทะเบียน

    • คนเก่า : กดยืนยันตัวตนบนแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง
    • คนใหม่ : ลงทะเบียนบนเว็บไซต์คนละครึ่งเวอร์ชั่น 2.0 ที่ www.คนละครึ่ง.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639454&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XKi6p4rfmwUgrirXx3pv_

  • นโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลควรทําสี่เดือนข้างหน้า

    นโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลควรทําสี่เดือนข้างหน้า

    อาทิตย์ที่แล้วสํานักข่าวหลายแห่งถามผมว่ารัฐบาลทําอะไรได้บ้างช่วงสี่เดือนข้างหน้าที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะส่วนใหญ่มองว่าคงทําอะไรได้ไม่มากจากเวลาที่มีจำกัด แต่ผมมองต่าง มองว่าสี่เดือนถ้ารวมเลือกตั้งก็หกเดือนหรือครึ่งปีที่รัฐบาลจะทําอะไรได้มาก รัฐบาลจึงควรมองสี่เดือนว่าเป็นโอกาสที่จะแสดงฝีมือ แสดงผลงานให้ประชาชนเห็นว่าสิ่งดีๆ สิ่งที่ถูกต้องกําลังเกิดขึ้น ให้ประชาชนชอบและอยากให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก นี่คือสิ่งที่รัฐบาลควรมอง และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    ในความเห็นของผม นโยบายของรัฐบาลช่วงสี่เดือนข้างหน้าในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจควรทําสามด้านขนานกัน

    ด้านแรกคือ แก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่กําลังกระทบความเป็นอยู่ของประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งที่ประชาชนและธุรกิจบ่นมากคือ เงินหายาก รายได้มีจำกัด กําลังซื้ออ่อนแอ สภาพคล่อง ภาระหนี้ ราคาพลังงานที่สูง และการปรับตัวกับภาษีทรัมป์ที่ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนว่ารายละเอียดคืออะไร เอกชนต้องทําอะไรบ้าง และรัฐบาลจะช่วยธุรกิจในการปรับตัวอย่างไร นี่คือด้านแรก

    ในส่วนนี้ ผมมีความเห็นที่อยากจะแนะนำรัฐบาลสองเรื่อง เรื่องเเรก การปรับโครงสร้างหนี้เป็นเรื่องสําคัญต่อการฟื้นเศรษฐกิจและต้องทําจริงจัง เพราะเศรษฐกิจขณะนี้อ่อนแอและระบบการเงินอยู่ในช่วงการลดหนี้หรือ Deleveraging จากหนี้เสียที่ได้เพิ่มขึ้น ธนาคารจึงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ ทำให้การขยายตัวของสินเชื่อของธนาคารพานิชย์ทั้งระบบติดลบ กระทบสภาพคล่องของภาคธุรกิจ การแก้สินเชื่อให้ขยายตัวจึงต้องทําและควรทําในสองด้าน หนึ่ง ลดความเสี่ยง หรือ risk ของการปล่อยกู้ สอง ทําให้เศรษฐกิจขยายตัวเพื่อให้เกิดความต้องการสินเชื่อ การลดความเสี่ยงของการปล่อยกู้ทําได้โดยลดจำนวนหนี้เสียในบัญชีของธนาคารพานิชย์ให้มากสุด เมื่อธนาคารพานิชย์มีหนี้เสียในบัญชีน้อยลง ความพร้อมที่จะปล่อยสินเชื่อหรือ take risk ของธนาคารพานิชย์ก็จะกลับมา

    ด้วยเหตุนี้ การปรับโครงสร้างหนี้จึงจําเป็นและสำคัญต่อการฟื้นเศรษฐกิจ คล้ายกรณีปี 2540 การปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องทําจริงจัง ต่อยอดจากสิ่งที่ทําอยู่ ทําเป็นระบบโดยใช้กลไกตลาดและรัฐไม่ควรเข้าไปยุ่งหรือเอาเงินหลวงไปอุ้มเพราะเป็นการกู้ยืมของภาคเอกชน แต่ควรสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพานิชย์ปรับโครงสร้างหนี้จริงจัง และใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานที่มีในระบบการเงินเข้ามาช่วยการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์ในประเทศที่มีกว่า70แห่ง

    คําแนะนําที่สอง คือการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่ควรใช้วิธีแจกเงิน แต่ควรใช้เงินแก้ปัญหาที่ตรงเป้าตรงประเด็น ที่เป็นข่าวมากขณะนี้คือโครงการคนละครึ่งที่รัฐจะช่วยหารสองเพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านบริโภคของประชาชน เป็นการกระตุ้นด้านอุปสงค์ โครงการนี้ถ้าจะทำ รัฐควรเรียนรู้และปิดจุดอ่อนต่าง ๆ ของโครงการนี้ที่สร้างปัญหาในอดีต เช่น การเข้าถึงของประชาชนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ การกําหนดวงเงินใช้จ่าย ทําเลร้านค้าร่วมโครงการ และประเภทสินค้าที่ประชาชนสามารถใช้ได้

    แต่ที่อยากแนะนําคือ ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ลึกกว่าเมื่อห้าปีที่แล้วตอนนําโครงการคนละครึ่งมาใช้ครั้งแรก โครงการคนละครึ่งให้ประโยชน์คนที่มีรายได้ มีงานทํา มีเงินใช้ ที่สามารถใช้เงินที่มีซื้อของได้มากขึ้น แต่คนที่ไม่มีรายได้ ตกงาน ไม่มีเงินก็ไม่ได้ประโยชน์ และสิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการคือ มีงานทํา มีรายได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทําคือกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอุปทาน คือสร้างงานให้คนเหล่านี้มีงานทํา ให้มีรายได้ ด้วยโครงการในลักษณะคนละครึ่งเช่นกัน แต่เป็นคนละครึ่งด้านการจ้างงาน

    รายละเอียดคือบริษัทใดจ้างงานเพิ่ม รัฐจะช่วยบริษัทโดยหารสองหรือจ่ายครึ่งหนึ่งค่าจ้างหรือเงินเดือนที่บริษัทจ่ายให้พนักงานที่จ้างเพิ่ม นี่คือเเรงจูงใจที่จะนําไปสู่การสร้างงานที่ภาคธุรกิจจะมีส่วนร่วม รัฐอาจกำหนดเงื่อนไขว่าพนักงานที่จ้างต้องเป็นคนไทย ตกงานมาแล้วนานกว่าหกเดือนหรือเป็นนักศึกษาจบใหม่ รายได้หรือเงินเดือนของพนักงานที่โครงการช่วยไม่เกิน 25,000บาทต่อเดือน แต่ละคนที่ได้งานรัฐจะช่วยเหลือเป็นเวลาสูงสุดห้าเดือน คือสามเดือนแรกช่วงทดลองงานและอีกสองเดือนหลังได้บรรจุเป็นพนักงาน โครงการลักษณะนี้จะเป็นประโยชน์มากกับธุรกิจเอสเอ็มอีที่เงินเดือนพนักงานจะเป็นค่าใช้จ่ายอันดับต้นๆที่บริษัทจะตัดเมื่อธุรกิจมีปัญหา คือลดการจ้างงาน

    ในแง่ผลต่อเศรษฐกิจ ตัวทวีคูณต่อเศรษฐกิจจะมากกว่าโครงการคนละครึ่งที่กระตุ้นการใช้จ่ายอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัวเพราะจะมีเงินของบริษัทเข้ามาร่วมกระตุ้นอีกครึ่งหนึ่ง และผลต่อเศรษฐกิจจะยิ่งทวีคูณถ้าคนละครึ่งด้านการจ้างงานสามารถทําคู่ไปกับคนละครึ่งด้านการใช้จ่าย

    ด้านที่สองของนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลควรทําในช่วงสี่เดือนข้างหน้า คือวางระบบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างโดยเริ่มต้นให้เห็นว่าปัญหาโครงสร้างของประเทศเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ และถ้าเริ่มแก้ไขประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและคนในประเทศก็จะเกิดขึ้นทันทีแบบทันตาเห็น ซึ่งมีสองเรื่องที่ผมคิดว่ารัฐบาลสามารถทําได้ในสี่เดือนและเป็นสองเรื่องที่ผมได้ให้ความเห็นกับสื่อไป

    หนึ่ง ยกระดับทักษะของแรงงานไทยด้านเทคโนโลยี การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีเป็นปัญหาหลักที่ทําให้ภาคอุตสาหกรรมไทยขาดการพัฒนาและไม่ยกระดับด้านเทคโนโลยีอย่างที่ควร รวมถึงทำให้ประเทศไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงในประเทศได้ แต่นอกจากทักษะแรงงาน ข้อจํากัดของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมคือการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีในเขตชนบท และการไม่ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาโดยบริษัทในภาคอุตสาหกรรมไทยเอง ดังนั้น จุดแรกที่ต้องแก้ไข คือทักษะด้านดิจิทัลคอมพิวเตอร์ของแรงงานเพื่อต่อยอดไปสู่การลงทุนของภาคเอกชน

    สิ่งที่รัฐบาลทําได้ช่วงสี่เดือนคือทําโครงการนำร่องยกระดับทักษะแรงงานด้านดิจิทัลให้เห็นเป็นตัวอย่าง เป็นรูปธรรม ทําเป็น Sandbox ที่กระจายอยู่ใน4-5 พื้นที่ของประเทศ อันนี้ไม่ใช่การจัดหลักสูตรอบรมสองสามอาทิตย์ที่ราชการชอบทําที่เน้นจํานวนผู้เข้าอบรมเยอะๆ แต่เป็นหลักสูตรยกระดับทักษะและความรู้ของแรงงานด้านเทคโนโลยีที่จริงจัง มีภาคธุรกิจ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเข้าร่วม เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิตอลและ cloud computing ให้กับภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ เช่น AI และ Data Centre ในอนาคต ไม่ให้ประเทศไทยตกขบวน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลสามารถริเริ่มได้ และเราอาจเห็นคนไทยที่มีทักษะระดับนี้เกิดขึ้นเป็นพันคนได้ภายในปีนี้

    สอง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในประเทศด้วยการเปิดเสรีธุรกิจ ให้คนที่มีความสามารถมีโอกาสที่จะทําธุรกิจและประกอบอาชีพ ความไม่เสรีคือธุรกิจมีการแข่งขันน้อย ส่วนใหญ่เป็นผลจากกฏหมาย ระเบียบ ข้อห้าม และเงื่อนไขของราชการ ที่สร้างข้อกําหนดในการทําธุรกิจที่ยุ่งยาก มีต้นทุนสูง ปิดกั้นการเข้ามาของคนใหม่ ๆ ซึ่งถ้ารุนแรงก็กลายเป็นธุรกิจผูกขาด ไม่มีการแข่งขัน มีผู้ประกอบการรายเดียวที่มีอำนาจเหนือตลาด การเปิดเสรีคือการผ่อนคลาย ยกเลิกหรือแก้ระเบียบเหล่านี้ ที่ไม่ต้องใช้เงิน แต่มีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจเพราะโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับคนทั้งประเทศ ตัวอย่างเช่น การเปิดเสรีธุรกิจเบียร์ ที่ท้องถิ่นทั่วประเทศรวมถึงเกษตรกรได้ประโยชน์

    ในช่วงสี่เดือน รัฐบาลสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนทั้งประเทศโดยผ่อนคลายกฏระเบียบที่ปิดกั้นการแข่งขันในระดับที่รัฐบาลสามารถทําได้โดยใช้อํานาจบริหารของกระทรวง ไม่ต้องแก้กฏหมาย ประเทศเรามีหน่วยราชการระดับกระทรวงอยู่ 20 แห่ง ซึ่งถ้าแต่ละกระทรวงสามารถผลักดันการเปิดเสรีในส่วนที่ตนเกี่ยวข้องเพียงหนึ่งเรื่องในช่วงสี่เดือนข้างหน้า เช่น พลังงานเรื่องการใช้ที่พลังงานแสงอาทิตย์ เกษตรเรื่องปุ๋ย ประโยชน์ของการผ่อนคลายกฏระเบียบ 20 เรื่องต่อเศรษฐกิจจะมหาศาล และจะสร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต เหมือนฝนที่ทำให้ดอกไม้ทั้งประเทศบานสะพรั่ง

    ด้านที่สามของนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลควรทําในช่วงสี่เดือนข้างหน้า คือ สร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุนว่าการทํานโยบายเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง มีเหตุมีผล เพื่อแก้ปัญหาของประเทศกําลังเกิดขึ้น เพื่อเรียกความเชื่อมั่นในประเทศไทยกลับคืนมา และที่ควรทําคือ

    หนึ่ง ศึกษาทบทวนโครงการต่าง ๆ ที่ค้างอยู่โดยรัฐบาลชุดก่อน ๆ ว่าควรทําต่อหรือไม่ เพราะมีหลายโครงการที่ใช้เงินมาก แต่สาธารณชนไม่มีข้อมูลว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจหรือไม่ หรือจะสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจตามมา เช่น อนุญาตินักท่องเที่ยวแปลงสินทรัพย์คริปโตเป็นเงินบาทเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์หรือคาสิโน โครงการ20บาทตลอดสายซึ่งคงมีหน่วยงานรัฐขาดทุน และโครงการแลนด์บริดจ์ นี่คือโครงการที่ควรมีการศึกษาเชิงลึกถึงผลดีผลเสียต่อเศรษฐกิจในแง่นโยบายสาธารณะ ทําโดยองค์กรวิชาชีพอิสระที่เป็นกลางและมีความรู้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐบาล อันไหนดีก็ทำต่อ อันไหนไม่ดีก็หยุด ผมเชื่อว่าการทํานโยบายอย่างมีเหตุมีผลจะเรียกศรัทธาและความไว้วางใจที่ภาคเอกชนและประชาชนมีต่อรัฐบาลและนักการเมืองกลับคืนมา

    สอง เริ่มแก้ปัญหาระยะยาวที่เป็นความเป็นความตายของประเทศ ที่คนพูดถึง แต่ไม่ทําอะไร หนึ่งในนั้นคือปัญหาสังคมสูงวัย ที่จะนำไปสู่สองปัญหาใหญ่ตามมา คือ คนสูงวัยในประเทศมีมากขึ้นแต่ไม่มีรายได้ และประเทศขาดแคลนแรงงาน ต้องนําแรงงานหรือผู้อพยพจากต่างประเทศมาช่วยเศรษฐกิจ จนนำไปสู่ความตึงเครียดในสังคม เช่นล่าสุดที่อังกฤษ ออสเตรเลีย และในยุโรป

    เพื่อลดทอนความรุนแรงของปัญหานี้ในอนาคต รัฐบาลอาจสร้างแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนเริ่มจ้างคนสูงวัยเข้าทำงานตามความสามารถเพื่อช่วยบรรเทาการขาดแคลนแรงงาน ทําให้คนสูงวัยมีรายได้ สามารถอยู่ได้อย่างสง่างาม ไม่เป็นภาระให้รัฐหรือลูกหลาน โดยรัฐให้เครดิตภาษีกับภาคธุรกิจเป็นการตอบแทน ซึ่งมีหลายบริษัทเริ่มทําแล้ว นี่คือตัวอย่างของนโยบายที่รัฐบาลสามารถเริ่มผลักดันให้เกิดขึ้นได้ในสี่เดือน ซึ่งไม่ยาก และเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่ประชาชนพร้อมสนับสนุน

    เห็นได้ว่าเวลาสี่เดือนนั้นไม่สั้น และมีหลายอย่างที่รัฐบาลสามารถเลือกทำได้ ที่ตรงกับการแก้ปัญหาของประเทศ แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกทําอะไร ต้องทําอย่างมีธรรมาภิบาล คือ โปร่งใส มีเหตุมีผล ตรวจสอบได้ ถูกต้องตามกฏหมาย และมองผลประโยชน์ของประเทศและส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

    ที่สําคัญ รัฐบาลต้องสื่อสารกับประชาชนให้มาก ให้ประชาชนเข้าใจสิ่งที่รัฐบาลทํา อย่าปิดบังหรือคลุมเครือ เพราะประชาชนคือผู้ถือหุ้นถ้าเปรียบประเทศเป็นบริษัท และอย่างที่ทราบผู้ถือหุ้นสามารถเปลี่ยนบอร์ดและฝ่ายจัดการของบริษัทได้

    เขียนให้คิด

    ดร. บัณฑิต นิจถาวร

    ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    [email protected]

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/865860/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29SiLkEaINROndN2SCOMCn

  • โมดีขอคนอินเดียใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจหลังสหรัฐฯ เก็บภาษีแพง

    โมดีขอคนอินเดียใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจหลังสหรัฐฯ เก็บภาษีแพง

    นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย กล่าวปราศรัยต่อสาธารณชนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยขอให้ประชาชนหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในต่างประเทศ และหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศแทน เพื่อผลักดันให้เกิดการพึ่งพาตนเอง ท่ามกลางความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่กำลังตึงเครียด

    หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% โมดีได้กระตุ้นให้มีการใช้ “Swadeshi” หรือสินค้าที่ผลิตในอินเดีย ผู้สนับสนุนของโมดีเริ่มรณรงค์คว่ำบาตรแบรนด์สินค้าอเมริกันหลายแบรนด์ อาทิ แม็คโดนัลด์ เป๊ปซี่ และแอปเปิล ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในอินเดีย

    “สินค้าหลายอย่างที่เราใช้ในชีวิตประจำวันล้วนผลิตในต่างประเทศ เราแค่ไม่รู้…เราจะต้องกำจัดมันทิ้ง” โมดีกล่าวในการปราศรัยต่อประชาชนทั่วประเทศ ก่อนการบังคับใช้มาตรการลดหย่อนภาษีผู้บริโภคในวงกว้างในวันจันทร์ “เราควรซื้อสินค้าที่ผลิตในอินเดีย”

    อินเดียมีประชากร 1,400 ล้านคน และเป็นตลาดหลักของสินค้าอุปโภคบริโภคอเมริกัน ซึ่งมักซื้อจากแอมะซอน ผู้ค้าปลีกออนไลน์ของสหรัฐฯ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ต่างๆ ของสหรัฐฯ ได้ขยายการเข้าถึงไปยังเมืองเล็กๆ มากขึ้น

    โมดียังขอให้เจ้าของร้านค้ามุ่งเน้นไปที่การขายปลีกสินค้าที่ผลิตในอินเดีย โดยให้เหตุผลว่าสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งเริ่มส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นมากขึ้น

    ทั้งนี้ คาดว่า ปิยุช โกยัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอินเดียจะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันเพื่อเจรจาการค้า ซึ่งจะเป็นการเปิดการเจรจาครั้งใหม่ ท่ามกลางความพยายามในการคลี่คลายความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ตึงเครียด

    Photo by Kin Cheung / POOL / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/modi-urges-indians-get-rid-foreign-products-amid-strained-us-ties&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q4-gAD2_xW2zWHF9OyT2w

  • ฝนถล่มอำนาจเจริญ น้ำท่วมถนนสายเศรษฐกิจ รถเล็กออกจากห้างดังไม่ได้ รอร่วม 1 ชั่วโมง

    ฝนถล่มอำนาจเจริญ น้ำท่วมถนนสายเศรษฐกิจ รถเล็กออกจากห้างดังไม่ได้ รอร่วม 1 ชั่วโมง

    ภูมิภาค

    ฝนถล่มอำนาจเจริญ น้ำท่วมถนนสายเศรษฐกิจ รถเล็กออกจากห้างดังไม่ได้ รอร่วม 1 ชั่วโมง

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.41 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 22 ก.ย.68  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น.ของวันที่ 21 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุฝนตกอย่างหนัก ในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ส่งผลให้ตัวเมืองอำนาจเจริญ ย่านเศรษฐกิจสำคัญ ถนนสายหลัก 2 สาย รวมถึง ถนนสายรอบเมือง มีน้ำท่วม สูงเฉลี่ย 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กฝ่ากระแสน้ำ ทำให้เครื่องยนต์ดับไปตามๆกัน และกระแสน้ำคลื่นน้ำจากรถวิ่งผ่าน พัดเข้าหาบ้านเรือนที่อยู่ริมถนน ทำให้น้ำไหลท่วมบ้าน เดือดร้อนกันถ้วนหน้า

    สำหรับถนนสายหลักอรุณประเสริฐ ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ (อำนาจเจริญ – กรุงเทพมหานคร) จมน้ำหลายจุด ได้แก่ หน้าวัดดอนหวาย ชุมชนดอนแดง หน้าพรรคภูมิใจไทย หน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ โดยเฉพาะถนนหน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ น้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี เนื่องจากคลองระบายน้ำมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน จึงประสบปัญหาน้ำท่วมทุกฤดูฝน

    ส่วนถนนชยางกูร ตำบลบุ่ง  อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ถือว่า เป็นถนนสายเศรษฐกิจ เพราะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 2 แห่งตั้งอยู่ รวมถึง เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ และ สถานีขนส่งผู้โดยสารด้วย จากฝนตกหนักหลายชั่วโมง ส่งผลให้น้ำท่วมถนนตลอดแนว เริ่มจาก ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี แม็คโคร โลตัส และ สถานีขนส่งผู้โดยสารอำนาจเจริญ ระดับน้ำอยู่ที่ 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กสัญจรลำบาก ออกจากห้างดังไม่ได้ ต้องรอร่วม 1 ชั่วโมง จึงคลี่คลาย จึงออกมาได้ บางคันน้ำท่วมเข้าเครื่องยนต์ทำให้รถดับรถเสียกลางถนนหลายคัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยเหลือเข็ญเข้าที่สูงข้างทางหนีน้ำ เพื่อรอรถยก เข้าอู่ซ่อมต่อไป

    นอกจากนี้ ถนนสายรอบเมืองด้านทิศตะวันออกจรดทิศเหนือและทิศใต้(อำนาจเจริญ – มุกดาหาร – อุบลราชธานี) ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักติดต่อเป็นเวลาหลายชั่วโมงเช่นกัน และเกิดน้ำท่วมเป็นบางช่วง ระดับน้ำอยู่ที่ 20 – 30 เซนติเมตร ทำให้การขับขี่รถที่สัญจรผ่านจุดน้ำท่วมจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

    อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังเร่งระบายน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำ ในทุกจุดที่ถูกน้ำท่วมแล้ว เพื่อคืนผิวจราจรให้อยู่ในสภาพปกติ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447309&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xC7H-7BkRXYXiw8i9U1w7

  • นายกฯ เผยร่าง นโยบายรัฐบาล เสร็จแล้ว ครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งสังคม-เศรษฐกิจ-มั่นคง

    นายกฯ เผยร่าง นโยบายรัฐบาล เสร็จแล้ว ครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งสังคม-เศรษฐกิจ-มั่นคง

    วันนี้ (21 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างนโยบายรัฐบาล ที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่า ขณะนี้วางเค้าโครง รวมถึงเนื้อหาเสร็จหมดทุกเรื่องแล้ว แต่วันนี้ได้มาพบกับสมาคมธนาคารไทย หรือแม้แต่สัปดาห์ที่แล้วที่ได้พบกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงการพบปะประชาชน ทำให้อาจต้องปรับเนื้อหานิดหน่อย เพื่อให้ตรงความต้องการ และความห่วงใยจากทุกภาคส่วนมากที่สุด

    ส่วนนโยบายเศรษฐกิจจะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในร่างนโยบายนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มีคำว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นนโยบายที่ประกอบในหลายมิติ ทั้งความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน และแผนการทำงานของรัฐบาล

    ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า ขณะนี้ร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีจำนวนทั้งหมด 8 หน้า โดยนโยบายทั้งหมดจะเน้น 4 ด้าน ประกอบด้วย เศรษฐกิจปากท้อง, ความมั่นคงและชายแดน, ปัญหาสังคม, ภัยธรรมชาติและการเยียวยา

    นโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นเรื่องการลดค่าครองชีพแก่ประชาชน เช่น นโยบายคนละครึ่ง ซึ่งขณะนี้เรื่องระบบการใช้-วงเงินอยู่ระหว่างการพูดคุย, การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น ลดค่าทางด่วน รวมถึงอาจจะมีการปรับนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ เช่น โซลาร์รูฟท็อป เป็นโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ เพื่อให้เข้ากับการทำงานของอายุรัฐบาล 4 เดือน

    นอกจากนี้จะมีการหยิบนโยบายของพรรคเพื่อไทย มา เช่น หวยเกษียณ โดยอาจจะมีการปรับรูปแบบ ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย สายสีแดงและม่วง ที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.นี้ แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวต้องรอการพูดคุยอีกครั้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนหลังแถลงนโยบาย

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/government-policy-draft/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NP05tOS_mXuMIXHufr2jm

  • อนุทิน ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย ชี้เป็นหัวใจระบบเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือดันเศรษฐกิจไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

    อนุทิน ขนทีมเศรษฐกิจถกสมาคมธนาคารไทย ชี้เป็นหัวใจระบบเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือดันเศรษฐกิจไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

    วันนี้ (22 กันยายน) ที่สมาคมธนาคารไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยมี ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ให้การต้อนรับ

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างการหารือในหัวข้อ ‘ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่’ ว่า วันนี้ตนและทีมงานเศรษฐกิจต้องขอบคุณกับการต้อนรับที่อบอุ่น ตั้งใจมาพบกับทุกท่านหลังจากที่มีความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล และตนได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของตน ซึ่งพวกท่านน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว และวันนี้มีความจำเป็นต้องพบปะสถาบันหลักทางเศรษฐกิจ

    สัปดาห์ที่แล้วได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย เพราะตนก็ออกจากวงการนี้ไปนาน เมื่อไปถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้พบกับผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งเราก็ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการที่เป็นประโยชน์มากๆ

    อนุทินกล่าวว่า ได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้พบกับผู้ประกอบการ ซึ่งในยุคปัจจุบันต้องอาศัยความผสมผสานระหว่างผู้ประกอบการกับมืออาชีพ ข้อมูลที่ได้รับสร้างประโยชน์ให้กับตนและทีมงานทางเศรษฐกิจ ทั้งแนวทางและความห่วงใย ความเดือดร้อนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ ทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการต่างๆ โดยที่ทุกคนก็ยังมีเป้าหมายเดียวกันคือ ใช้ทุกความสามารถที่เรามีก้าวไปเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องการไปถึงจุดนั้น เพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอย่างเต็มที่

    แล้ววันนี้ก็เป็นจุดสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ต้องมา เพราะเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ ก็คือหน่วยงานธุรกิจในระบบการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย มาที่นี่อยากให้ทุกคนเปิดใจกันหารือ พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็อยู่ในวงการการเงินและการอุตสาหกรรมมาก่อน ตนก็เคยเป็นคนในแวดวงธนาคารมาก่อน

    “จริงๆ สลับข้างยังไม่รู้ ใครอยู่ฝั่งรัฐ ฝั่งแบงก์เกอร์มาก่อน ผมดูรายชื่อแต่ละท่าน 4 ท่านแรก ทั้งท่านเอกนิติก็ดี ศุภจี อรรถพล วรภัค ก็อยู่ในวงการการเงิน และวงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งนั้น แต่ผมก็แบงก์เกอร์นะ ผมเริ่มที่ไอเอฟซีที (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอเอฟซีที ไฟแนนซ์ จำกัด) ทำเป็นเล่นไปนะ ผมเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อมาก่อน” อนุทินกล่าว

    ทั้งนี้ ภายหลังการหารือนั้น นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ตนเองและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำลังเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน เราไม่เสียเวลาหารือกับสมาคมธนาคารไทย โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่งจากประธานสมาคมและคณะกรรมการบริหาร โดยมีการหารือหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่รัฐบาลมีความห่วงใยและขอรับการสนับสนุนจากสมาคมธนาคารไทย เช่น เรื่องปัญหาหนี้สินของประชาชน หนี้สิน SMEs หนี้ครัวเรือน การขอความร่วมมือในการผ่อนปรนและเร่งให้มีความเท่าเทียมทางการค้า จึงต้องรับฟังความเห็น ความกังวล และข้อห่วงใยของสมาคมธนาคารไทย

    อนุทิน กล่าวต่อว่า เราต้องสู้กับการแข่งขันในภูมิภาคด้วย ทำอย่างไรให้ระบบการธนาคารของประเทศไทยที่เคยเป็นผู้นำกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน ทำอย่างไรจะแข่งขันกับตลาดโลกที่มีพื้นฐานของการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นทุกวัน สิ่งใดที่รัฐบาลจะทำให้ได้ก็เร่งดำเนินการ ตนไม่ค่อยกังวล เพราะหลายคนในทีมเศรษฐกิจเป็นประธานกรรมการผู้จัดการธนาคารเก่า เรื่องพวกนี้ รับไปหมดแล้ว ตนมีหน้าที่เห็นชอบและผลักดันตามที่เอกนิติได้ทำการเสนอขึ้นมา ตนมั่นใจว่าจะนำการหารือในวันนี้ไปสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด

    อนุทิน กล่าวต่อว่า จะเร่งศักยภาพของประเทศไทย เพิ่มมูลค่าในภาคท่องเที่ยว การบริการ Medical Wellness พืชผลทางการเกษตร อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฮเทคที่ไทยยังมีพื้นที่มากพอที่จะรองรับการขยายอุตสาหกรรม เพื่อขยายขนาดของเศรษฐกิจต่อไป

    สำหรับประเด็นที่ห่วงที่สุดในภาคการเงินนั้น เอกนิติ กล่าวเสริมว่า วันนี้ได้หารือเรื่องปัญหาเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาเยอะ ได้ตกลงร่วมกันในการฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เร็วยั่งยืน ฟื้นสั้นให้มีผลยาว เพื่อสัมพันธ์กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แก้ปัญหาเก่าๆ ที่สามารถทำได้ 

    โดยเฉพาะเรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมานาน และได้รับคำแนะนำที่ดีจากสมาคมธนาคารไทย และจะทำงานร่วมกันเรื่องสภาพคล่อง เพราะ SMEs เป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบการไทย จะพยายามให้สภาพคล่องไปถึงเขา ไม่ใช่แก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะเตรียมพร้อมไปสู่โลกยุคใหม่ แข่งขันได้เก่งขึ้น พัฒนาทักษะและดูเรื่องการทำธุรกิจ 

    เนื่องจากที่ผ่านมาตนเองได้ไปที่สภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้พบกับผู้ประกอบการไทยไปรับฟังปัญหา ซึ่งสมาคมธนาคารไทยเปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นให้เครื่องจักรเดิน ผู้ประกอบการทำงานได้ดีส่งเสริมไปสู่ธุรกิจใหม่ในเวลาสั้นๆ “QUICK BIG WIN” ต้องรับไปทำการบ้านอีกเยอะ

    อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมเศรษฐกิจประชุมสมาคมธนาคารไทย

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-economic-team-thai-bank-association-meeting/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NFrKg5A5-jVJxYqgBypAs