Category: เศรษฐกิจ

  • การเมืองไทยเริ่มเข้มข้น! หลายพรรคโชว์แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง โอกาสใหม่ ชู 3 ขุนพลชิงนายกฯ

    การเมืองไทยเริ่มเข้มข้น! หลายพรรคโชว์แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง โอกาสใหม่ ชู 3 ขุนพลชิงนายกฯ

    นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแพร่ ผู้มีบทบาททั้งในสนามการเมืองและด้านสาธารณสุข ถือเป็นตัวแทนของนักการเมืองที่เชื่อมโยงปัญหาปากท้องประชาชนกับนโยบายสาธารณะ

    และ นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ตรงในการบริหารรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ สะท้อนแนวคิดของพรรคที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และการปฏิรูปองค์กรภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ

    การจัดวางแคนดิเดตทั้ง 3 คน ถูกมองว่าเป็นการผสมผสาน “เทคโนแครต–นักการเมือง–นักบริหาร” เพื่อรองรับโจทย์ประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ และการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด

    การเมืองไทยเริ่มเข้มข้น! หลายพรรคโชว์แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง โอกาสใหม่ ชู 3 ขุนพลชิงนายกฯ

    โดยการเสนอรายชื่อครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเข้ามาบริหารประเทศ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ย้ำว่าพรรคต้องการเป็น “โอกาสใหม่ของประเทศ” ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้นและทางเลือกที่หลากหลายในสนามเลือกตั้งครั้งนี้

    ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ การเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงกระบวนการทางการเมือง แต่คือความหวังของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องการเห็นผู้นำซึ่งพร้อมเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความมั่นคง และนำพาประเทศก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง ในท้ายที่สุด เสียงของประชาชนย่อมสะท้อนความต้องการเดียวกัน คือผู้นำที่เป็น “คนดี มีความสามารถ” และทำงานเพื่อประโยชน์ของคนไทยอย่างแท้จริง

    การเมืองไทยเริ่มเข้มข้น! หลายพรรคโชว์แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง โอกาสใหม่ ชู 3 ขุนพลชิงนายกฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/861357&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07qw53wdy6mN7UrIvOE8Iu

  • ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตฯสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัว

    ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตฯสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัว


    คลังชี้ภาคตะวันออก-อีสานรับแรงหนุนจากมาตรการ Quick Big Win ทั้งคนละครึ่งพลัส-บัตรสวัสดิการ เข้าถึงประชาชนทุกภูมิภาค ช่วยกระตุ้นใช้จ่าย

    นายวินิจ  วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐยังคงเป็นแรงสนับสนุนหลักที่สำคัญ ทั้งนี้ควรติดตามทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

    นอกจากนี้กระทรวงการคลังได้จัดทำแบบสำรวจพิเศษเพื่อประเมินนโยบาย Quick Big Win พบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 79.1 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและมาตรการส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงอุปสงค์สินค้าอุตสาหกรรมที่มีต่อเนื่อง และคาดว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่อยู่ที่ระดับ 84.0

    ขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 75.2 โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเพาะปลูก สภาพอากาศคาดว่าจะเอื้ออำนวย ส่วนอุปสงค์สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 73.8 โดยมีปัจจัยบวกจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่คาดว่าจะมีต่อเนื่อง และคาดว่า จะมีผลผลิตเกษตรซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูปเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมที่มีต่อเนื่อง

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตกอยู่ที่ระดับ 71.2 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและภาคเกษตรเป็นสำคัญ จากนโยบายกระตุ้นการบริโภคและสนับสนุนเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีต่อเนื่องจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันความต้องการสินค้าเกษตรคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นจากทั้งในและต่างประเทศ

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้อยู่ที่ระดับ 70.3 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคบริการและการลงทุน ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และคาดว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวและภาคเกษตร รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลางอยู่ที่ระดับ 67.6 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคเกษตรและภาคบริการ จากมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล การขยายตัวของตลาดสินค้าเกษตร ประกอบกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและงานเทศกาลในหลายพื้นที่ ทั้งนี้ สภาพอากาศที่แปรปรวนและความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทย

    นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 67.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ  ควรติดตามประเด็นแนวโน้มต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากประเทศจีน ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่คาดว่าจะมีอย่างต่อเนื่อง

    รวมถึงความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกและการเดินทางท่องเที่ยว และความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่บรรเทาลง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน

    สำหรับเดือนธันวาคม 2568 กระทรวงการคลังได้จัดทำการสำรวจพิเศษเพื่อประเมินผลกระทบของนโยบาย Quick Big Win ซึ่งสะท้อนความสำเร็จตามเป้าหมาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” อย่างชัดเจน โดยในระยะสั้นพบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนมากที่สุด เนื่องจากเป็นนโยบายที่สามารถเข้าถึงประชาชนในทุกภูมิภาค และมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อน

    รองลงมาคือ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2568 และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว (เที่ยวดีมีคืน) ตามลำดับ

    สำหรับในระยะปานกลางถึงระยะยาว โครงการที่คาดว่าจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว (เที่ยวดีมีคืน)  ตามลำดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u2-D4DF2eI-XILHLyKm5O

  • 3 แคนดิเดต ประชาธิปัตย์ เปิดนโยบาย แก้ความยากจน

    3 แคนดิเดต ประชาธิปัตย์ เปิดนโยบาย แก้ความยากจน

    วันนี้, 14:25น.

              นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยแคนดิเดตอีก 2 คน คือนายกรณ์ จาติกวณิช และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ได้ร่วมแถลงวิสัยทัศน์ตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศ ภายใต้หัวข้อ “ทำอย่างไรให้ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น”

              นายกรณ์ ได้วิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยย้อนหลัง 15 ปี ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วง15 ปี ที่รัฐบาลในขณะนั้นโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤตการเงินโลก ทำให้จีดีพีจากติดลบกลับมาเติบโตได้กว่า 7% ภายในเวลาเพียง 1 ปี และตลาดหุ้นฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดด แต่ในช่วงหลายปีหลัง เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ เฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนติดลบต่อเนื่อง กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่เพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ประชาชน การจ้างงาน โบนัส และโอกาสขึ้นเงินเดือน

              ปัญหาสำคัญที่สะท้อนชัดคือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งเพิ่มจากราว 60% ของจีดีพี เป็นเกือบ 90% และยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับนานาประเทศ ทั้งที่รายได้ประชาชนยังไม่สูง โดยหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค สะท้อนว่ารายได้ไม่พอกับรายจ่าย สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจที่ไม่เติบโตตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนความกังวลด้านความเชื่อมั่น อนาคตเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและแนวทางบริหารเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

              บทบาทและความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีโลก ช่วยให้รัฐบาลสามารถประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตและผู้ซื้อยางพารา จนทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และเชื่อว่าสามารถฟื้นบทบาทและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศบนเวทีโลกได้อีกครั้ง

              ด้าน ดร.การดี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์เร่งด่วนหลายด้านที่ไม่อาจรอได้ และล้วนเป็นประเด็นละเอียดอ่อนในการตัดสินใจ โดยเฉพาะโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลง คนเกิดน้อย ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้คนวัยทำงานจำนวนมากต้องแบกรับภาระดูแลทั้งพ่อแม่และลูก ท่ามกลางภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา แม้คนไทยจะทำงานหนักติดอันดับโลก แต่กลับเผชิญความเหนื่อยล้าและความไม่มั่นคงในชีวิต

              คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้เด็กที่เกิดน้อยลงมีคุณภาพสูงสุด และสามารถเติบโตเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศและของโลกได้ ขณะเดียวกันต้องทำให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในอนาคตได้อย่างอิสระ ปลอดภัย ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตโลกเดือดและภัยพิบัติที่เกิดซ้ำซ้อน ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การค้า ค่าเงิน และการลงทุนของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมชี้ว่าการขึ้นกำแพงภาษีและการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

              นอกจากนี้ ดร.การดี ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเอไอ ที่จะเข้ามากระทบต่อรูปแบบการทำงานและตลาดแรงงาน ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทักษะของคนทุกช่วงวัย เพื่อให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมในยุคดิจิทัล

              นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวว่า ตัวที่จะเป็นคำตอบว่าประเทศไทยจะหายจนได้อย่างไร คือ บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจดี มีความยุติธรรม เป็นผู้นำในภูมิภาค และรัฐจะเป็นผู้ผลักดัน พร้อมกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการทำให้ “ไทยหายจน” ผ่านการออกแบบนโยบายที่ตรวจสอบได้

              เป้าหมายสำคัญข้อแรกคือ “บ้านเมืองสุจริต” โดยย้ำว่าการทุจริตไม่เพียงทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณ แต่ยังเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจ สร้างกฎระเบียบที่ซับซ้อน และบั่นทอนความเชื่อมั่น จนเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการพัฒนาประเทศ พร้อมชี้ว่าไม่มีประเทศใดเจริญได้ หากขาดความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

              เป้าหมายข้อที่สองคือ “เศรษฐกิจดี” นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงจากอดีต เหลือเพียงร้อยละ 2–3 ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนเติบโตเกินร้อยละ 5 หากไทยสามารถเร่งการเติบโตได้ จะทำให้รายได้ประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลดีต่อรายได้ประชาชนและรายได้ภาษีของรัฐ

             เป้าหมายข้อที่สามคือ “ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยุติธรรม” ซึ่งไม่เพียงเกี่ยวข้องกับรายได้ แต่รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม โดยชี้ว่าความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นชนวนความขัดแย้งในสังคม

              นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ ย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องกลับมามีบทบาทนำในภูมิภาค เพื่อรับมือปัญหาข้ามพรมแดน อาทิ อาชญากรรมออนไลน์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอให้ไทยใช้บทบาทผู้นำอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจและบรรษัทข้ามชาติ

              หากได้เข้าบริหารประเทศ จะกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนในการตรวจสอบผลลัพธ์ อาทิ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน ความโปร่งใส และต้นทุนการทำธุรกิจ เพื่อให้ประชาชนติดตามและประเมินได้ว่าการทำงานบรรลุเป้าหมาย “ไทยหายจน” อย่างแท้จริง โดยมีนโยบาย 27 ข้อ ให้ติดตามได้หลังจากนี้

              ภายหลังการแสดงวิสัยทัศน์นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วยนายกรณ์ และ ดร.การดี ได้อวยพรปีใหม่ให้กับประชาชนโดยพูดพร้อมกันว่า “2569 ปีใหม่ขอให้ไทยหายจน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gsqK3QP5CvNht8tpuesS1

  • วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ เลือกตั้ง 2569

    วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ เลือกตั้ง 2569

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AtpMD2WKd2DCm3T6o1ubI

  • ธปท. ยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า

    ธปท. ยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า

    นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาท และป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่ตรงกับแหล่งที่มาที่แจ้งไว้ หรือการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการทำธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศของผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ (Resident) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

    rn

     

    rn

    ปัจจุบัน จำนวนธุรกรรมขายดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อเงินบาทของ Resident ที่มีมูลค่าสูงกว่า 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อรายการ คิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนธุรกรรมขาเข้าของ Resident ทั้งหมด แต่มูลค่าของธุรกรรมดังกล่าวกลับมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 85 ซึ่งเกณฑ์การทำธุรกรรมเงินขาเข้าที่ไม่ได้มีการตรวจเอกสารในปัจจุบัน อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำทุจริตทางการเงิน และหากมีปริมาณสูงอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินได้ โดยการปรับเกณฑ์ข้างต้นจะครอบคลุมกรณีต่าง ๆ ดังนี้

    rn

     

    rn

    1) กรณีการขายเงินตราต่างประเทศเพื่อรับเงินบาท และการโอนเงินตราต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit) สำหรับธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกตรวจสอบเอกสารให้แหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศตรงตามที่ลูกค้าแจ้งไว้เป็นรายธุรกรรมทุกครั้ง ยกเว้นธุรกรรมปกติของลูกค้าธุรกิจที่ธนาคารพาณิชย์รู้จักดี มีการทำ Know Your Business (KYB) และ Customer Due Diligence (CDD) อย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกเอกสารประกอบเป็นรายธุรกรรมสำหรับทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป โดยไม่มีข้อยกเว้น ในกรณีที่เงินตราต่างประเทศมีแหล่งที่มาดังต่อไปนี้

    rn

    (1) รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ

    rn

    (2) รายได้จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล

    rn

    (3) เงินทุนจากต่างประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนในเครือ/สาขา เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินกู้/ให้กู้ และเงินส่วนต่างธุรกรรมอนุพันธ์

    rn

    (4) เงินตราต่างประเทศที่ได้จากแหล่งที่มาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การรับค่าสินค้า บริการ รายได้ และเงินโอนและบริจาค เงินลงทุน ธนบัตรและเงินฝาก

    rn

     

    rn

    2) กรณีการขายและรับโอนเงินตราต่างประเทศที่มาจากการขายทองคำ ธนาคารพาณิชย์ต้องตรวจสอบเอกสารการขายทองคำในต่างประเทศ รวมทั้งเอกสารเรียกเก็บเงินและใบขนทองคำของลูกค้าในทุกธุรกรรม

    rn

    3) กรณีการขายธนบัตรเงินตราต่างประเทศ ธนาคารพาณิชย์ต้องตรวจสอบเอกสารการนำเข้าเงินตราต่างประเทศของลูกค้าที่นำเข้าธนบัตรที่มีมูลค่ารวมตั้งแต่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะส่งผลให้การตรวจสอบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้ามีความเข้มงวดขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    29 ธันวาคม 2568

    rn”}}” id=”anchor1″>

    นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาท และป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่ตรงกับแหล่งที่มาที่แจ้งไว้ หรือการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการทำธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศของผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ (Resident) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

    ปัจจุบัน จำนวนธุรกรรมขายดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อเงินบาทของ Resident ที่มีมูลค่าสูงกว่า 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อรายการ คิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนธุรกรรมขาเข้าของ Resident ทั้งหมด แต่มูลค่าของธุรกรรมดังกล่าวกลับมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 85 ซึ่งเกณฑ์การทำธุรกรรมเงินขาเข้าที่ไม่ได้มีการตรวจเอกสารในปัจจุบัน อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการทำธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำทุจริตทางการเงิน และหากมีปริมาณสูงอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินได้ โดยการปรับเกณฑ์ข้างต้นจะครอบคลุมกรณีต่าง ๆ ดังนี้

    1) กรณีการขายเงินตราต่างประเทศเพื่อรับเงินบาท และการโอนเงินตราต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit) สำหรับธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกตรวจสอบเอกสารให้แหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศตรงตามที่ลูกค้าแจ้งไว้เป็นรายธุรกรรมทุกครั้ง ยกเว้นธุรกรรมปกติของลูกค้าธุรกิจที่ธนาคารพาณิชย์รู้จักดี มีการทำ Know Your Business (KYB) และ Customer Due Diligence (CDD) อย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียกเอกสารประกอบเป็นรายธุรกรรมสำหรับทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป โดยไม่มีข้อยกเว้น ในกรณีที่เงินตราต่างประเทศมีแหล่งที่มาดังต่อไปนี้

    (1) รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ

    (2) รายได้จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล

    (3) เงินทุนจากต่างประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนในเครือ/สาขา เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินกู้/ให้กู้ และเงินส่วนต่างธุรกรรมอนุพันธ์

    (4) เงินตราต่างประเทศที่ได้จากแหล่งที่มาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การรับค่าสินค้า บริการ รายได้ และเงินโอนและบริจาค เงินลงทุน ธนบัตรและเงินฝาก

    2) กรณีการขายและรับโอนเงินตราต่างประเทศที่มาจากการขายทองคำ ธนาคารพาณิชย์ต้องตรวจสอบเอกสารการขายทองคำในต่างประเทศ รวมทั้งเอกสารเรียกเก็บเงินและใบขนทองคำของลูกค้าในทุกธุรกรรม

    3) กรณีการขายธนบัตรเงินตราต่างประเทศ ธนาคารพาณิชย์ต้องตรวจสอบเอกสารการนำเข้าเงินตราต่างประเทศของลูกค้าที่นำเข้าธนบัตรที่มีมูลค่ารวมตั้งแต่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าขึ้นไป

    ทั้งนี้ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะส่งผลให้การตรวจสอบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้ามีความเข้มงวดขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    29 ธันวาคม 2568

    สอบถามเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251229.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ofqsBQXaeXywwGrDOhGq2

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 29 ธันวาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 29 ธันวาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 10.47 น.

    กลยุทธ์ : Buy-on-dips
    แนวรับ : $4,430 หรือ 66,000
    แนวต้าน : $4,530 หรือ 66,800

    ข่าว :

    .

    บรรยากาศปลายปีทำให้ตลาด “เหวี่ยงแรง” ได้ง่าย เพราะสภาพคล่องบาง แต่จุดที่ต้องโฟกัสจริง ๆ คือสัปดาห์แรกหลังเปิดปี โดยเฉพาะตัวเลข Non-Farm Payrolls คืนวันศุกร์ ซึ่งมักเป็นตัวชี้โทนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ช่วงต้นปีและอาจทำให้ราคาทองแกว่งแรงได้อีกระลอก ขณะเดียวกันตลาดยังจับตาความเห็นต่างระหว่าง Fed กับมุมมองของตลาดเรื่องจำนวนครั้งการลดดอกเบี้ย รวมถึงประเด็นการเมือง/นโยบายปีหน้าอย่าง “การเปลี่ยนประธาน Fed” ที่อาจเปลี่ยนโทนการเงินทั้งระบบ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาพตะวันออกกลางดูผ่อนลง แต่ความเสี่ยงยังคุกรุ่นในยูเครน–รัสเซีย และแรงเสียดทานในทะเลจีนใต้/จีน–ญี่ปุ่น ซึ่งพร้อมปะทุเป็นข่าวเร่งให้ทองดีดได้ทุกเมื่อ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    โครงสร้างราคาวันนี้สะท้อนภาพ “ลงแรงแต่เด้งไว” จึงยังตีความเป็นการพักตัวจากแรงขายทำกำไรระยะสั้นมากกว่าการกลับตัวเป็นขาลงเต็มรูปแบบ การรีบาวด์เร็วและกลับมายืนเหนือโซนสำคัญได้ ทำให้เทรนด์หลักยังดูแข็งแรง แต่ความผันผวนมีโอกาสสูงต่อเนื่องจากทั้งปัจจัยข้อมูลเศรษฐกิจและสภาพคล่องบางช่วงปลายปี-ต้นปี ในเชิงเทคนิค โซนแนวรับสำคัญอยู่แถว $4,430 (ประมาณ 66,000 บาท) และโซนย่อยที่ตลาดจับตาคือ $4,460–4,470 ว่าย่อแล้วรับอยู่หรือไม่ ขณะที่แนวต้านหลักอยู่แถว $4,530 (ประมาณ 66,800 บาท) และถ้าผ่านโซนสำคัญถัดไปได้ ภาพจะกลับเข้าสู่โหมด “ไปต่อ” ชัดขึ้น

    กลยุทธ์ :

    .

    ภาพรวมยังเหมาะกับแนวทาง Buy-on-dips คือเล่นตามเทรนด์หลัก แต่ต้องบริหารความเสี่ยงให้เข้มขึ้นเพราะตลาดกำลังเข้า “ช่วงเดดไลน์” ของ Christmas Effect แถว 5 ม.ค. ที่มักเห็นแรงปรับพอร์ต/ทำกำไร ก่อนจะลุ้นแรงหนุนแบบ January Effect ในช่วงถัดไป แผนปฏิบัติคือรอจังหวะย่อเข้าซื้อใกล้แนวรับสำคัญและทยอยลดความเสี่ยงเมื่อเข้าใกล้แนวต้าน โดยระวังความผันผวนจากตัวเลข NFP เป็นพิเศษ เพราะถ้าตัวเลขออกมาดีมากอาจกดดันทองช่วงต้นปีได้ ในทางกลับกัน หากเกิดข่าวภูมิรัฐศาสตร์แรง ๆ ก็พร้อมเป็นตัวเร่งให้ราคาดีดขึ้นเร็วเช่นกัน

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-29-dec-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SDmTDJVRWkt-MDX1apAVd

  • เปิดรายได้ธุรกิจ บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส. พรรคดัง ที่สังคมกำลังจับตา

    เปิดรายได้ธุรกิจ บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส. พรรคดัง ที่สังคมกำลังจับตา

    เปิดรายได้ธุรกิจ บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ที่สังคมกำลังจับตามอง

    นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เป็นหนึ่งในผู้สมัครที่หลายคนจับตามอง เพราะก่อนที่เขาจะลงสมัครรับเลือกตั้ง นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ เคยทำงานเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติหลายตำแหน่ง เช่น ผผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, เลขานุการคณะกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา, ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและส่งเสริมการประกอบธุรกิจสีเขียว, และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า

    นอกจากงานที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว ในอีกมุมหนึ่งนายบุญฤทธิ์ ยังเป็นนักธุรกิจ และยังมีบริษัทส่วนตัวอีกด้วย

    เปิดรายได้ธุรกิจ บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์

    Sanook Money ตรวจสอบข้อมูลจาก creden data จากฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ผ่านระบบวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทครบวงจร พบว่า นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ปรากฎเป็นกรรมการ 2 แห่ง และถือหุ้น 3 รายการ มูลค่าหุ้นทั้งหมด 2,840,786 บาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้

    บริษัท เอ็มคอน อินเตอร์เทรด จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2553 พบนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัท และถือหุ้นจำนวน 5,100 หุ้น (51.00%) มูลค่าหุ้น 1,568,664 บาท ดำเนินธุรกิจการขายส่งอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้

    • ปี 2565 รายได้ 3,816,898.86 บาท กำไร 677,430.79 บาท
    • ปี 2566 รายได้ 4,854,160.79 บาท กำไร 587,748.17 บาท
    • ปี 2567 รายได้ 3,187,970.95 บาท ขาดทุน 37,876.83 บาท

    ปี 2567 มีสินทรัพย์รวม 3,103,902.10 บาท รวมหนี้สิน 28,090.00 บาท


    บริษัท เอ็มทีซี ปิโตร แอนด์ ทรานส์ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2566 พบนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัท และถือหุ้นจำนวน 10,200 หุ้น (51.00%) มูลค่าหุ้น 60,497 บาท ดำเนินธุรกิจการขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร ปัจจุบันทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้

    • ปี 2567 รายได้ 54,552,519.81 บาท ขาดทุน 1,838,208.67 บาท

    ปี 2567 มีสินทรัพย์รวม 1,760,526.62 บาท รวมหนี้สิน 1,641,905.29 บาท


    นอกจากนี้ ยังพบว่านายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ถือหุ้นบริษัท เซซูแป เอเจนซี จำกัด จำนวน 304 หุ้น (3.04%) มูลค่าหุ้น 1,211,625 บาท ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจรับจัดงานแสดงสินค้า, ประสานงานในกิจกรรมต่างๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/946239/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw132jkizbY6-nHjGVh2gty1

  • คลัง เผยเศรษฐกิจไทย พ.ย.รับแรงหนุนส่งออกโตต่อเนื่อง 17 เดือน จับตาผลมาตรการรัฐ-เหตุปะทะชายแดน : อินโฟเควสท์

    คลัง เผยเศรษฐกิจไทย พ.ย.รับแรงหนุนส่งออกโตต่อเนื่อง 17 เดือน จับตาผลมาตรการรัฐ-เหตุปะทะชายแดน : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้า ที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากปีก่อนหน้า

    ปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 15.4% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -4.6% ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.2 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่ทั้งนี้ ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางชายแดนไทย-กัมพูชา

    ขณะที่ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -6.8% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนที่ -6.0% และรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -12.8%

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากปีก่อนหน้า

    การลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 13.9% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 2.2% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -11.7% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ที่ -10.2%

    – มูลค่าการส่งออกสินค้า ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    มูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ที่ 7.1% และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 11.8% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง

    – เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว

    ภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.91 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -7.5% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศ มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวน 23.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.1%

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.4% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ -2.9% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าวโพด และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.1 จากระดับ 87.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.8 จากระดับ 56.6 ในเดือนก่อนหน้า

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี

    สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ -0.49% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.66% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 65.2% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

    สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 274.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    – ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด ปรับตัวดีขึ้นบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน

    โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ แม้จะมีแรงซื้อสุทธิกลับเข้ามาบ้างในบางวันของเดือนธันวาคม อย่างไรก็ดี ข้อมูล ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2568 นักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศมีการซื้อสุทธิ 1,367.55 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมในเดือนธันวาคม (ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1-25 ธันวาคม 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ขายสุทธิรวม -1,479.43 ล้านบาท ซึ่งแตกต่างจากเดือนก่อนหน้า โดยเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี (YTD) นักลงทุนกลุ่มนี้ ยังคงซื้อสุทธิอยู่ในระดับสูงที่ 155,358.69 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แม้จะมีแรงขายบางส่วนเพื่อทำกำไรระยะสั้น

    ขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ พบว่ามีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในวันดังกล่าวมูลค่า -786.55 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมยอดสะสมทั้งเดือนธันวาคม (ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2568) พบว่าเป็นยอดซื้อสุทธิรวม 3,169.39 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวมทั้งสิ้น -105,277.92 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงมีอยู่ภายใต้ภาวะตลาดการเงินโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน

    สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่าในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 นักลงทุนต่างชาติ มีการขายสุทธิเล็กน้อย -72.0 ล้านบาท และเมื่อพิจารณายอดสะสมทั้งเดือนธันวาคม นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้มีสถานะขายสุทธิรวม -16,343.53 ล้านบาท ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 70,872.22 ล้านบาท บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลัง และพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่อยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557301&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jNmcaidgcLqi-V65Xcs4U

  • จีนส่งสัญญาณเดินหน้าสนับสนุนการคลัง หวังพยุงเศรษฐกิจเติบโตปี 69 : อินโฟเควสท์

    จีนส่งสัญญาณเดินหน้าสนับสนุนการคลัง หวังพยุงเศรษฐกิจเติบโตปี 69 : อินโฟเควสท์

    ทางการจีนให้คำมั่นว่าจะขยายฐานการใช้จ่ายทางการคลังให้กว้างขึ้นในปี 2569 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทายในต่างประเทศ โดยการประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังการประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ (Central Economic Work Conference) ในช่วงสิ้นปี เพื่อกำหนดลำดับความสำคัญของนโยบายการคลังในปีหน้า

    กระทรวงการคลังจีนออกแถลงการณ์ในวันอาทิตย์ (28 ธ.ค.) ว่า จีนจะขยายการลงทุนอย่างเจาะจงเป้าหมายในภาคส่วนที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เช่น การผลิตขั้นสูง นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์ นอกจากนี้ กระทรวงจะยังคงให้การสนับสนุนทางการคลังสำหรับโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภค (Trade-in Programs) เพื่อกระตุ้นการบริโภค

    สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างคำกล่าวของหลาน ฝออัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของจีนซึ่งกล่าวในการประชุมครั้งนี้ว่า จีนจะยังคงสนับสนุนโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคระดับชาติ ซึ่งโครงการริเริ่มดังกล่าวนี้จะมอบเงินอุดหนุนแก่ครัวเรือนที่เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นรุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานมากกว่า โดยโครงการดังกล่าวได้ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคักในช่วงต้นปีนี้

    กระทรวงการคลังยังได้เน้นย้ำให้ยึดถืออุปสงค์ภายในประเทศเป็น “แรงขับเคลื่อน” การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าผู้กำหนดนโยบายจะดำเนินการเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับภาคครัวเรือนและกระตุ้นการบริโภค พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะสร้างมาตรฐานให้กับมาตรการจูงใจทางภาษี และเปิดตัวกลุ่มเมืองนำร่องใหม่ที่มุ่งเน้นการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต

    ถ้อยแถลงดังกล่าวถือเป็นการตอกย้ำสัญญาณที่ว่า จีนกำลังเตรียมพร้อมที่จะพึ่งพานโยบายการคลังมากขึ้นเพื่อพยุงการเติบโต ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำเป็นเวลานานและแรงกดดันจากภายนอกที่เพิ่มสูงขึ้น

    นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า การที่จีนมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องหันไปใช้การใช้จ่ายของรัฐบาลแบบเจาะจงเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBS0IQC6BQNCJINBNKVO34WQQXR4ZK5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ev4Gw_sNH5S99oM3XUhFm

  • แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    แบงก์ชาติ ผนึกคลังและธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน หนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


    29/12/2568 | 116 |

    กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน ‘โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost’ ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ ‘สินเชื่อใหม่’ ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยที่เผชิญความท้าทายและการชะลอตัวของสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบต่อเนื่องถึง 13 ไตรมาส ล่าสุด กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ ผลักดันโครงการ ‘SMEs Credit Boost’ กลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ เพื่อทลายข้อจำกัดด้านความเสี่ยงเครดิต (Credit Cost) และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งเงินทุน

    ปรับลดเงินนำส่ง FIDF จัดตั้งกองทุนค้ำประกัน 2 หมื่นล้าน

    โครงการนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้แหล่งเงินทุนจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ของธนาคารพาณิชย์ในปี 2569 จำนวนประมาณ 20,000 ล้านบาท มาตั้งเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยง ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินสินเชื่อปล่อยใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท ภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    ชูแนวคิดหลัก: ตรงจุด มี Impact กระจาย และคล่องตัว

    โครงการถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ:

    • ตรงจุด (Targeted): เน้นกลุ่ม SMEs ในภาคธุรกิจเป้าหมายตามนโยบาย Reinvent Thailand อาทิ การท่องเที่ยว การแพทย์ เกษตรแปรรูป ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โลจิสติกส์ และธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงธุรกิจที่เน้นนวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม

    • มี Impact (High Impact): กำหนดวงเงินชดเชยสูงสุด 15-30% ของยอดสินเชื่อใหม่ (ตามขนาดธุรกิจ) ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 7 ปี เพื่อจูงใจให้เกิดการปล่อยกู้ที่รวดเร็ว

    • กระจาย (Inclusive): กระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึง โดยจำกัดวงเงินสินเชื่อรวมต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่ที่มีแผนยกระดับศักยภาพ

    • คล่องตัว (Agile): ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ธนาคารพาณิชย์สามารถทราบโควตาวงเงินชดเชยได้ทันที ณ วันปล่อยสินเชื่อ โดยไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ

    ผนึกกำลังร่วมกับ บสย. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน

    ‘SMEs Credit Boost’ จะเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำงานควบคู่กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน อันจะนำไปสู่การจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุนที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

    กำหนดเริ่มดำเนินโครงการ: ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/460052&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ljDmnkNIw1mt4SIq7LcKR