การสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีน

ในวันที่ 19 กันยายน 2568 นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และนาย Nguyen Thanh Sinh รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัด หล่าวกาย (Lao Cai) เป็นประธานร่วมในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย(เวียดนาม) – ยูนนาน (จีน)
นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากล่าวว่า เวียดนามมีประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุด 3 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว กัมพูชา และจีน ซึ่งเวียดนามมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนมากที่สุด และยังมีศักยภาพอย่างมากที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า
โครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย (เวียดนาม) – ยูนนาน (จีน) เชื่อมโยงกับนโยบายและแนวทางปฏิบัติของพรรคและรัฐบาล โดยเฉพาะ มี 3 ประเด็นที่สำคัญดังนี้
ประการแรก ทำเลที่ตั้งของจังหวัดหล่าวกาย (Lao Cai) มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เปรียบเสมือนประตูสู่ การเชื่อมโยงเวียดนามกับจีน
ประการที่สอง เงื่อนไขสำหรับโครงสร้างพื้นฐานการค้าชายแดนระหว่าง 2 ฝ่ายได้รับการสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันจนถึงปัจจุบัน โครงการรถไฟความเร็วสูงหล่าวกาย (Lao Cai) – นครไฮฟอง (Hai Phong) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2568 จะช่วยเปิดเส้นทางเชื่อมโยงที่สำคัญยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะสมต่อการวางแนวทางการสร้างเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจชายแดน
ประการที่สาม ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดหล่าวกาย(Lao Cai) จะมีโอกาส อย่างมากมายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ
สถาบันวิจัยกลยุทธ์และนโยบายอุตสาหกรรมและการค้า ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของโครงการระบุว่า เขตเศรษฐกิจชายแดนหล่าวกาย- ยูนนาน มุ่งเป้าไปที่รูปแบบความร่วมมือที่เท่าเทียม การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การแบ่งส่วนงาน และการบริหารจัดการที่ประสานกัน รายงานภาพรวมโครงการระบุว่า หลักการดำเนินงานตั้งอยู่บนพื้นฐานที่แต่ละฝ่ายบริหารจัดการพื้นที่ตามกฎหมาย ควบคู่ไปกับการสร้างกลไก การประสานงานร่วมกัน เพื่อสร้างพื้นที่เศรษฐกิจที่ราบรื่น โดยรูปแบบการดำเนินงานประกอบด้วยสองแกนหลัก ได้แก่ (๑) จัดตั้งคณะกรรมการร่วมเวียดนาม – จีน ซึ่งรับผิดชอบทางยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหา และรักษาสมดุลผลประโยชน์ (๒) จัดตั้งคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจภายใต้คณะกรรมการประชาชนจังหวัดหล่าวกายเป็นหน่วยงานประจำ รับผิดชอบการบริหารจัดการโครงการ ส่งเสริมการลงทุน และประสานงานธุรกิจ โครงสร้างดังกล่าวมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความโปร่งใส
แผนงานโครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ระยะ (๑) ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2568-2569 ดำเนินโครงการให้เสร็จ และดำเนินการลงนามในเอกสารทวิภาคี ทดสอบการชำระเงินด่ง (VND) – หยวน (CNY) และจัดตั้งคณะกรรมการร่วม (๒) ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2569-2570 ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ ด่านชายแดน คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า (Inland Container Depot: ICD) เชื่อมต่อทางหลวงและทางรถไฟ จัดตั้งคณะกรรมการบริหารเขต และนำร่อง เขตเศรษฐกิจชายแดนและโลจิสติกส์ (๓) ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2571-2573 ขยายเขต จัดทำกรอบนโยบาย รายงานต่อรัฐบาล และเสนอมติระดับชาติ เพื่อการดำเนินการในวงกว้าง โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะบรรลุเป้าหมายมูลค่าการนำเข้า – ส่งออกอยู่ที่ 12,000 – 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2573 และสร้างงานกว่า 50,000 ตำแหน่ง โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะเพิ่มมูลค่าการส่งออกเป็น 25,000 – 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2588
การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดนดังกล่าวจะเป็นก้าวสำคัญ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากศักยภาพสูงสุดของระเบียงเศรษฐกิจคุนหมิง– หล่าวกาย– กรุงฮานอย – นครไฮฟอง โดยเฉพาะเมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุบทบาท “เสาหลักแห่งการเติบโต ศูนย์กลางการเชื่อมโยง” ที่กำหนดไว้สำหรับหล่าวกาย
นาย Nguyen Sinh Nhat Tan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ากล่าวว่า เขตเศรษฐกิจชายแดนจะเป็นแกนหลักในการดึงดูดโครงการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงขนาดใหญ่ ไม่เพียงแต่สำหรับหล่าวกายเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังจังหวัดทางตะวันตกเฉียงเหนือ สร้างความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งในภูมิภาค สร้างห่วงโซ่คุณค่าที่สมบูรณ์ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปเชิงลึก ไปจนถึงการขนส่งและการส่งออก และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและแร่ธาตุ ในขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่ได้รับการปรับปรุงจะเสริมสร้างสถานะของหล่าวกาย ให้เป็นประตูที่สั้นที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเชื่อมต่อภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับอาเซียนผ่านท่าเรือ นครไฮฟองและเมืองกว๋างนิญโดยการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนระหว่าง 2 ประเทศเป็นนโยบายร่วมกัน นายกรัฐมนตรีฯ ยังได้มีมติให้จังหวัดหล่าวกายเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้น การก่อสร้างเขตเศรษฐกิจชายแดนจึงจำเป็นต้องมี แนวทางแก้ไขที่ก้าวล้ำ เพื่อให้นโยบายบรรลุผล
(จาก https://vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
ในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่เวียดนามและจีนได้เป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ความสัมพันธ์เวียดนาม-จีนยังคงรักษาการพัฒนาที่มั่นคงพร้อมความก้าวหน้ามากขึ้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ายังคงเป็นจุดสำคัญในความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ มูลค่าการค้าทวีภาคีระหว่างเวียดนามและจีนในปี 2567 มีมูลค่า 260,650 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน จีนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ในขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนในอาเซียน สินค้าหลักที่เวียดนามส่งออกไปยังจีน ได้แก่ โทรศัพท์และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์ สินค้าเกษตรกรรม ป่าไม้และการประมง เครื่องจักรและอุปกรณ์ เป็นต้น และสินค้าหลักที่เวียดนามนำเข้าจากจีน ได้แก่ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน เป็นต้น โดยการก่อสร้างโครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนเวียดนาม-จีนเป็นนโยบายที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างประเทศ และกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมระหว่างเวียดนามและจีน ถือเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจีนและเวียดนาม โดยเฉพาะความสัมพันธ์การค้าของสองประเทศส่งผลให้เกิดข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในหลากหลายด้าน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง การค้า และเทคโนโลยี นับเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความร่วมมือให้ลึกซึ้งและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งสองประเทศยังแสดงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ร่วมกัน ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางรถไฟ ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาคโดยรวม โดยความร่วมมือระหว่างเวียดนามและจีนในการส่งเสริมการเชื่อมโยงทางรถไฟและทางบก เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืนในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงการตั้งใจของทั้งสองฝ่ายในการอำนวยความสะดวกในการส่งเสริมการค้า
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hdfjk8yqvjgxxdq037nyevhm&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EPOIrxunGJ48gKyvStIDb
