Category: เศรษฐกิจ

  • โจ๊กบางกอก ทำยังไง? ยืนระยะ 22 ปี มี 200 สาขา แม้เจอเศรษฐกิจแย่-หมูแพง-แข่งเดือด

    โจ๊กบางกอก ทำยังไง? ยืนระยะ 22 ปี มี 200 สาขา แม้เจอเศรษฐกิจแย่-หมูแพง-แข่งเดือด

    นี่คือเรื่องราวของ ‘โจ๊กบางกอก’ ร้านโจ๊กที่ยอดขายไม่โจ๊ก จากอาหารเช้าที่เปิดในห้องแถว สู่แฟรนไชส์โจ๊กหลักร้อยสาขา ที่ยืนระยะผ่านร้อนหนาวมาแล้วกว่า 22 ปี

    โจ๊กบางกอก
    ‘เคียว-สมชัย ธุระกิจเสรี’ ผู้ปลุกปั้นแบรนด์ ‘โจ๊กบางกอก’ มาพร้อมปรัชญาที่ทำให้ธุรกิจเติบโตมานานกว่า 20 ปี คือเดินไปข้างหน้าด้วยหลักคิดว่า “ให้สาขาอยู่รอดก่อน เราถึงจะรอด” 

    หนึ่งในเรื่องน่ารักของ ‘โจ๊กบางกอก’ คือให้เติมหมี่กรอบฟรีไม่อั้น จนกลายเป็นร้านที่เด็ก ๆ อยากทานทุกเช้า ไปจนถึงการช่วยคนที่มีทุนแค่ครึ่งเดียวให้ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ

    แล้วแนวคิดนี้นำไปสู่ผลลัพธ์แบบไหน? เราลองมาดูกัน

    จาก ‘โจ๊ก’ มื้อเช้าที่ทุกคนกินตามตึกแถว จนกลายมาเป็นแฟรนไชส์โจ๊กบางกอก เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2545 คุณเคียวและพี่ชายที่โตมาในธุรกิจอาหารที่มีทั้งร้านสเต๊ก, ก๋วยเตี๋ยว และโจ๊ก เล็งเห็นว่าในตอนนั้นยังไม่มีแฟรนไชส์โจ๊กและเป็นช่องว่างตลาดที่น่าสนใจ จึงเริ่มสาขาแรกที่โชคชัย 4

    2545 เป็นยุคแรก ๆ ของธุรกิจแฟรนไชส์ในเมืองไทย ประกอบกับมองเห็นยอดขายจากร้านที่มีอยู่แล้ว คุณเคียวจึงเห็นว่าธุรกิจนี้มียอดขายที่ดี และมีศักยภาพในการทำยอดขายเฉลี่ยระดับ 50,000 บาทต่อวัน เลยนำมาต่อยอดจากแค่ร้านโจ๊กเดี่ยว ๆ สู่แฟรนไชส์ ในรูปแบบร้านโต้รุ่งในยุคแรก เปิดตั้งแต่ 16:00 น. ถึง 9:00 น.

    หนึ่งปีให้หลังจากที่เริ่มเปิดร้านสาขาแรก โจ๊กบางกอกได้เข้าร่วมโครงการของกรมพัฒนาธุรกิจ ซึ่งมีโครงการ B2B ทำให้ได้แบ่งปันความรู้กับแบรนด์แฟรนไชส์ใหญ่ ๆ และยังทำให้คนเริ่มรู้จักแบรนด์โจ๊กบางกอกขึ้นเรื่อย ๆ จึงเริ่มมีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์

    จนมาถึงปี 2547 จุดเปลี่ยนของแบรนด์คือการไปออกรายการ ‘ช่องทางทำกิน’ ทำให้จำนวนแฟรนไชส์เพิ่มเป็น 40 สาขา และใน 10 ปีแรก ก็ขยายได้ถึง 130 สาขา และอีกจุดเปลี่ยนคือ การไปออกรายการ ‘อายุน้อยร้อยล้าน’ ทำให้มีผู้ประกอบการเจ้าใหม่รู้จักแบรนด์โจ๊กบางกอก ดันยอดแฟรนไชส์โตขึ้นทะลุ 200 สาขา

    กำไรไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้ ‘โจ๊กบางกอก’ โตได้

    โจ๊กบางกอกเปิดลงทุนแฟรนไชส์เริ่มต้นเพียงแสนนิด ๆ แบ่งเป็นค่าแฟรนไชส์เริ่มต้น 10,000 บาท ค่าอุปกรณ์ 100,000 บาท แต่การรับการลงทุนแฟรนไชส์ คุณเคียวไม่ได้สนเพียงการเข้ามาซื้อและขายแฟรนไชส์ บางทีถ้ามีผู้สนใจแต่ไม่มีทุนคุณเคียวก็อยากช่วยลงทุน

    คุณเคียวได้เล่าว่า “เคยมีบางร้านแบบว่า เฮียมีเงิน 50,000 ช่วยหน่อยเราก็ต้องดูทำเลเขาก่อน ถ้าทำเลมีความเป็นไปได้สูงเนี่ย เราก็ซัพพอร์ตเขา ทำป้ายให้ใช้ก่อน ให้ยืมเคาน์เตอร์อะไรไปก่อน ผ่านไป 10 ปี กลับมาดูเขาขายได้จนชีวิตเปลี่ยนเราก็มีความสุข”

    เพราะบางอย่างเราไม่ได้ดูเพียงกำไรที่จะเข้ามาอย่างเดียว บางอย่างเราต้องมองที่ผู้ประกอบการที่เขาซื้อ
    แฟรนไชส์ไปว่าสามารถอยู่ได้ไหม “เพราะถ้าเขาอยู่ได้นาน เราก็จะอยู่ได้เหมือนกัน”


    โดยคุณเคียวกล่าวเสริม  “ผู้ประกอบการก็เป็นทั้งลูกค้า เป็นพาร์ทเนอร์ ถ้าเราเน้นกำไรมองแต่ตัวเลขขึ้นราคาสินค้าอยู่ตลอด ตัวแบรนด์เองก็จะกระทบ ถ้าเค้าปิดไป ยอดขายเราก็ตก ปรัชญาง่ายๆ อันแรกคือ ให้เขาอยู่ได้ก่อน และใช้หลักการนี้เหมือนกันในการดูแลลูกค้า”

    นอกจากโจ๊กที่เป็นจุดขายแล้ว อีกหนึ่งจุดขายคือหมี่กรอบที่สามารถตักได้ไม่อั้น ซึ่งบางร้านอาจจะมองว่าเป็นต้นทุนที่สิ้นเปลือง แต่สำหรับคุณเคียว ซึ่งเคยเจอนักเรียนมา 4-5 คน สั่งโจ๊กเปล่าและตักแต่เครื่องเคียง กลับมองว่าการที่ลูกค้ากินอิ่มและกลับมาบ่อย ๆ ดีกว่าการที่ขายแต่ละถ้วยและมองแต่กำไร

    คนแห่เปิดร้านอาหาร แต่ ‘โจ๊กบางกอก’ มองเป็นโอกาส

    เชื่อว่าหลังโควิด เศรษฐกิจก็เริ่มเป็นขาลง แต่ในวงการอาหารความยากนอกจากเศรษฐกิจที่ไม่ดีคือการที่มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ในละแวกเดียวกันจากที่มีร้านอาหาร 5 ร้าน กลับมีเป็นเกือบ 10 ร้าน ซึ่งก็กระทบต่อผู้ประกอบการ ยอดขายหน้าร้านก็มีลดลงบ้างบางสาขา

    ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โจ๊กบางกอกมีรายได้ ดังนี้

    • ปี 2563 รายได้ 13.7 ล้านบาท กำไร 1.3 ล้านบาท
    • ปี 2564 รายได้ 15.8 ล้านบาท กำไร 1.3 ล้านบาท
    • ปี 2565 รายได้ 16.6 ล้านบาท กำไร 1.1 ล้านบาท
    • ปี 2566 รายได้ 15.1 ล้านบาท กำไร 0.73 ล้านบาท
    • ปี 2567 รายได้ 13.3 ล้านบาท กำไร 0.57 ล้านบาท

    แต่โดยภาพรวมก็มีข้อดีในเรื่องร้าย เพราะการมีร้านมากขึ้นหมายความว่า มีผู้ประกอบการหน้าใหม่กระโดดเข้ามาวงการอาหารมากขึ้น ทำให้มีผู้ประกอบการที่มาซื้อแฟรนไชส์มากขึ้นไปด้วย ตั้งแต่หลังโควิดโจ๊กบางกอกโตขึ้นอยู่ตลอด ปีหนึ่งก็โตประมาณ 10-20 สาขา

    ในขณะที่ปัญหาเหมือนจะทุเลา แต่อุปสรรคใหม่ ๆ ก็เข้ามาในปี 2565 ที่เกิดวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี เนื้อหมูมีราคาแพงมาก ทำให้เป็นช่วงที่ต้องปรับตัวเพื่อให้รอดผ่านไปได้

    ในรอบ 20 ปี คุณเคียวไม่เคยใช้โซเชียลมีเดียในการโปรโมตร้านเลย แต่จะเน้นเป็นการได้ออกรายการทีวีหรือการที่มีคนรู้จักผ่านการสัมภาษณ์ นี่คือหนึ่งจุดที่มีการปรับตัว

    อีกเรื่องคือ คุณเคียวต้องเปลี่ยนจากการบริหารแบบมวยวัด ไปสู่การศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ เพื่อมาต่อยอดร้าน เพราะในตอนนี้การแข่งขันในวงการอาหารนั้นมีสูงมาก การบริหารแบบเดิม ๆ จะเสี่ยงต่ออนาคต

    ‘โจ๊กบางกอก’ จะโตได้ ต้องไปไกลกว่าโจ๊ก

    เมื่อถามถึงอนาคตของโจ๊กบางกอกที่จำนวนสาขาโตขึ้น 10% ในทุกปี คุณเคียวเล่าว่ายังมีแพลนในอนาคตที่จะเปิดแบรนด์ใหม่มาต่อยอดความสำเร็จ จากโจ๊กที่มีสาขามากกว่า 200 สาขา มาเป็นแฟรนไชส์หมูกรอบที่เป็นตัวเลือกใหม่ ๆ ให้ผู้ประกอบการที่เคยซื้อแฟรนไชส์โจ๊กสามารถมาเพิ่มเมนูใหม่ ๆ หรือจะเป็นผู้ประกอบการใหม่ที่เข้ามาซื้อแค่แฟรนไชส์หมูกรอบก็ได้

    และคุณเคียวยังได้สปอยล์ทิ้งท้ายว่านอกจากโจ๊ก และหมูกรอบ ยังจะมีแฟรนไชส์ใหม่ ๆ เอาใจสายของหวานเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่เข้ามาทานอาหารที่ร้าน เพราะถ้ามีเครื่องดื่ม หรือเบเกอรี ก็จะเข้ามาตอบโจทย์อาหารใน 1 มื้อได้อีกด้วย แต่จะมาเป็นแบรนด์อะไรยังต้องรอก่อน โดยคาดว่าในปีหน้าจะได้รู้แน่นอน

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/bangkok-rice-porridge/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NXEWTISayFL8yT368nfZI

  • เศรษฐกิจสีเขียว : พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ

    เศรษฐกิจสีเขียว : พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ

    วิกฤตภูมิอากาศได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด และได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกไปแล้วเกือบ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่าง ปี 1993-2022


    นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ประกาศว่า “ยุคของโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และยุคของโลกเดือดได้เริ่มต้นขึ้น” เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด
    นายชูตงหยู (Qu Dongyu) ผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้กล่าวเตือนอย่างชัดเจนว่า “ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นตัวขับเคลื่อนความอดอยากที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน“
    วิกฤตนี้กำลังทำลายผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งน้ำ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกตกอยู่ในความเสี่ยง ทุกประเทศทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันแบบสุดขั้ว (Extreme climate change)
    ในส่วนของประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ 2 ลูก ได้แก่ ระบบเศรษฐกิจที่อ่อนแอหมดกำลังโตต่ำโตช้าและขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย การจัดอันดับของ IMD ปีล่าสุด ไทยอยู่อันดับที่ 30 จาก 64 เขตเศรษฐกิจ ลดลง 5 อันดับ จากปีก่อน โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ลดลงถึง 8 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 32 ประสบปัญหางบประมาณขาดดุลติดต่อกันถึง 19 ปี และมีหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว

    แก้ปัญหาความยากจน

    ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ ประมาณ 90% ของ GDP และการเผชิญกับมาตรการภาษีคาร์บอนระหว่างประเทศเพราะไทยปล่อย GHG ประมาณ 280.73 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า (MtCO2eq) คิดเป็นประมาณ 0.7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก จึงกำหนดเป้าหมายการเป็น Net Zero ของประเทศไทย ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 120 ล้านตัน ภายในปี 2065
    นี่คือภาพรวมของกับดักความท้าทายที่เราต้องก้าวข้าม พร้อมกับเผชิญโจทย์ใหม่จากภัยคุกคามของโลกเดือด และการแสวงหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนมาขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีอนาคต
    ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จึงไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนและเป็น “กลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่” เพื่อพลิกฟื้นประเทศและสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน
    เพราะนี่คือโอกาสที่มูลค่าเศรษฐกิจสีเขียวของโลกสูงถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท ภายในปี ค.ศ. 2050 และกองทุนระหว่างประเทศก็ให้คำมั่นจะลงทุนกว่า 130 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในธุรกิจที่คำนึงถึง ESG(Environmental-Social-Governance) ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อสีเขียวรวมกันสูงเกือบ 5 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับความท้าทายของโลกใหม่ที่ถูกกำกับด้วยกฎสีเขียว (Green Regulation) ซึ่งคือบริบทใหม่ของกฎหมายและการเงินระหว่างประเทศที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขในการค้าและการลงทุน
    ESG Fund Flow
    เศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่คำนึงถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างให้เกิด “การเติบโตสีเขียว” (Green Growth) การใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมและรู้คุณค่า ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG-Green House Gas) ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย และตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน
    ในบริบทประเทศไทยนั้นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างน้อยวางอยู่บน 4 เสาหลักได้แก่
    1. เทคโนโลยีเกษตรและอาหารแห่งอนาคต
    MarketsandMarkets รายงานว่าตลาดเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech) ทั่วโลกมีมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
    ในขณะที่การใช้โดรนทางการเกษตรในไทยเพิ่มขึ้น 300% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตร สะท้อนถึงโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรสู่ตลาดโลก และการยกระดับการผลิตด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    ส่วนอาหารแห่งอนาคต (Future Food) นั้น เป็นเกษตรทางเลือกใหม่ ลดโลกร้อนในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเป็นอาหาร อาหารเสริม Functional food อาหารสัตว์ เวชสำอางค์ เภสัชภัณฑ์ และน้ำมันชีวภาพตอบโจทย์เทรนด์ของโลกยุค Next Normal ที่สนใจสุขภาพมากขึ้น หลังจากเกิดโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก (Covid Pandemic) ได้แก่ โปรตีนจากแมลง (Edible Inseat base Protein) โปรตีนจากพืช (Plant base Protein) เช่น ผำ เห็ด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว แหนแดง ฯลฯ โดยเฉพาะสาหร่ายเป็นพืชแห่งอนาคตที่ช่วยลดโลกร้อน ซึ่งมูลนิธิเวิลด์วิวไครเมท (WCF:Worldview Climate Foundation) ที่ผมเป็นประธาน กำลังส่งเสริมร่วมกับกรมประมงและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Blue Carbon ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนมีผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปสาหร่ายวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง โดยบริษัทสตาร์ทอัพภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล (WIF:Worldview International) และ WCF
    กระทรวงพาณิชย์รายงานสถานการณ์การส่งออกอาหาร Functional Food ของไทยมีมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2024 และเติบโต 15% ต่อปี
    ดังนั้นภาคเกษตรต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ให้บริการด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Service Provider) เพื่อสร้างรายได้เสริมจากตลาดคาร์บอนเครดิต

    2. พลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจน
    ประเทศไทยตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2037 ส่งผลให้ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยเติบโตขึ้น 40% ต่อปี
    นอกจากนี้ ยังมีการผลิตพลังงานหมุนเวียนประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio-Fuel) เช่น น้ำมันเครื่องบินชีวภาพ (SAF:Sustainable Aviation Fuel) รวมถึงเอทานอลและใบโอดีเซลแปรรูปจากพืช เช่น  อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ที่ผมก่อตั้งได้สนับสนุนส่งเสริมมากว่า 25 ปี
    ทางด้านไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่สำคัญ ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งมีปริมาณมากมาย เช่น ในน้ำ (H2O)

    3. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชิงสุขภาพเชิงธรรมชาติ (Low carbon Tourism)
    ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกมีมูลค่า 919,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ซึ่งเป็นรายงานของ Global Wellness Institute
    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรายงานว่า การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในไทยสร้างรายได้ 120,000 ล้านบาท ในปี 2024 และจำนวนที่พัก Eco-Friendly ในไทยเพิ่มขึ้น 25% ต่อปีตามรายงานของกรมการท่องเที่ยว แนวโน้มใหม่ของการท่องเที่ยวทั้งในไทยและระดับโลกล้วนมุ่งสู่ Low carbon Tourism

    เศรษฐกิจ BCG

    4. อุตสาหกรรมสีเขียว
    อุตสาหกรรมสีเขียว คืออุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่าอุตสาหกรรม BCG จะสร้างมูลค่า 4.4 ล้านล้านบาท ให้กับเศรษฐกิจไทยภายในปี 2030
    ขณะที่สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเปิดเผยว่า ยานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีอัตราการเติบโต 400% ในปี 2024
    สถาบันบรรจุภัณฑ์ไทย รายงานว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (Sustainable packaging) ในไทยมีมูลค่า 45,000 ล้านบาท ในปี 2024

    การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว: บทเรียนจากนานาประเทศ ตัวอย่างความสำเร็จจากหลากหลายภูมิภาคสามารถให้บทเรียนอันมีค่าได้ดังนี้

    1. เอเชีย : จากมลพิษสู่ต้นแบบเมืองยั่งยืน

    โซลาร์เซลล์บ้านใหม่

    ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมืองคิตะคิวชู เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ หลังจากเคยเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรมรุนแรงจนได้ชื่อว่า “เมืองแห่งฝนดำ” คิตะคิวชูสามารถฟื้นตัวได้สำเร็จด้วยโมเดล “ความร่วมมือร่วมกัน” ระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน รัฐบาลท้องถิ่น และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสมาคมสตรีเป็นแรงผลักดันให้เกิดการรวบรวมขยะรีไซเคิล ภาครัฐออกกฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต จนกลายเป็นเมืองสิ่งแวดล้อมต้นแบบของโลก
    ขณะที่ จีน ซึ่งเคยพึ่งพาถ่านหินอย่างหนัก กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวรายใหญ่ของโลก เช่น แผงโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายอุตสาหกรรมและตลาดส่งออก

    2. ยุโรป: ความมุ่งมั่นในระดับนโยบายและนวัตกรรม
    กลุ่มประเทศนอร์ดิกถือเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้ สวีเดน ตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศแรกของโลกที่ปลอดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี 2045 นอร์เวย์ ใช้พลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 95% และเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เดนมาร์ก เป็นผู้นำด้านพลังงานลม และพัฒนาเมืองหลวงอย่างโคเปนเฮเกนให้เป็นแบบอย่างของการออกแบบเมืองที่ยั่งยืน
    เยอรมนี จัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนา (KfW) เพื่อให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคารและโรงงาน ซึ่งช่วยให้ SME สามารถลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุนสูง
    สหภาพยุโรป (EU) มีนโบาย European Green Deal โดยตั้งเป้าที่จะทำให้ทวีปยุโรปมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2050 ซึ่งสนับสนุนโดยการลงทุนจำนวนมหาศาลเกินหนึ่งล้านล้านยูโร เพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน

    3. ละตินอเมริกาและอเมริกาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
    คอสตาริกา เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของประเทศเล็กๆ ที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่ ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าอย่างมีประสิทธิภาพ คอสตาริกาสามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้เกือบ 100% และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050
    รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการติดตั้ง BESS (Battery Energy Storage System)

    Middle East ตะวันออกกลาง

    4. ตะวันออกกลางจากฮับน้ำมันฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
    ประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมันอย่าง ซาอุดิอาระเบีย มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 12 กิกะวัตต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาดและการเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลก ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
    จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ประสบความสำเร็จล้วนมีองค์ประกอบสำคัญร่วมกัน ได้แก่
    1. ความเป็นผู้นำและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ของรัฐบาล
    2. ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง
    3. การลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ
    4. การออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับจุดแข็งและบริบทของแต่ละประเทศ
    ตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU) จัดทำโครงการ “Just Transition” เพื่อฝึกอบรมแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหินให้เปลี่ยนไปทำงานในภาคพลังงานหมุนเวียน เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์สีเขียวที่จะสร้างงานใหม่และลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง

    สรุป

    โลกกำลังเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่ปรับตัวเราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ถ้าเราก้าวไปข้างหน้า โอกาสทางธุรกิจจะเปิดกว้าง ซึ่งมีผลการวิจัยที่น่าสนใจสรุปว่าธุรกิจที่ดำเนินงานตามมาตรฐาน ESG มีผลประกอบการดีกว่าธุรกิจทั่วไปถึง 15-20% และการประหยัดพลังงานก็สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 10-30%
    เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ได้กลายเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในการสร้างงาน ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
    Green Economy ไม่ใช่ “ต้นทุน” แต่คือการ “ลงทุน” ที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องเร่งคว้าไว้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation


    Post Views: 170

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/07/green-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hbKfV7CwzAVN2YEFcMn6H

  • สรุป

    สรุป

    สรุป ‘คนละครึ่ง พลัส’ ลงทะเบียนอย่างไร เริ่มใช้ได้เมื่อไหร่ ใครใช้ได้บ้าง หลัง ครม. อนุมัติเห็นชอบแล้ว

    ตุลาคม 7, 2025 | By Techsauce Team

    ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญตามที่กระทรวงการคลังเสนอ นั่นคือ ‘โครงการคนละครึ่ง พลัส’ โดยอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรวมไม่เกิน 44,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับรากฐานอย่างเร่งด่วน

    สำหรับโครงการคนละครึ่ง พลัส จะดำเนินการในรูปแบบเดิมคือ ภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายสำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการตามที่กำหนดให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลดีโดยตรงไปยังผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าระดับท้องถิ่นให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

    สาระสำคัญของมติ ครม.

    • เห็นชอบกรอบงบประมาณไม่เกิน 44,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
      • งบกลางปี 2569 เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท
      • งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 19,000 ล้านบาท
    • มอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการ
    • กระทรวงการคลังประเมินว่า โครงการนี้จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 88,000 ล้านบาท และช่วยให้ GDP ปี 2568 ขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 0.21–0.22% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ
    • กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมบัญชีกลาง และกรุงเทพมหานคร มีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบ คัดกรอง และยืนยันร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
    • ผู้ที่ได้รับสิทธิตามโครงการยังจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

    คนละครึ่ง พลัส ต่างกับคนละครึ่ง อย่างไร ?

    • ปรับลดเกณฑ์อายุผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการจากเดิม 18 ปีบริบูรณ์ เป็น 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มวัยรุ่นยุคใหม่ที่มีรายได้จากการขายของออนไลน์และมีกำลังซื้อสูงขึ้น สามารถเข้าร่วมและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
    • เพิ่มวงเงินที่รัฐช่วยสมทบต่อวันจากเดิม 150 บาท เป็น 200 บาทต่อคนต่อวัน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนให้สูงขึ้น และเร่งการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ
    • ปรับเปลี่ยนการให้วงเงินรวมตามกลุ่มบุคคล โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับสิทธิพิเศษที่ 2,400 บาท, ประชาชนทั่วไปได้รับ 2,000 บาท และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับ 1,700 บาท
    • ขยายประเภทของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมได้ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะผู้ค้ารายย่อย เพิ่มเติมให้ ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลและวิสาหกิจชุมชนสามารถเข้าร่วมโครงการได้ด้วย
    • เพิ่มมิติด้านการพัฒนาศักยภาพ โดยจะมีการจัดอบรม อัปสกิล-รีสกิล (Upskill-Reskill) ให้กับร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจและขยายกิจการได้อย่างยั่งยืน

    คนละครึ่ง พลัส ใช้ที่ไหนได้บ้าง ?

    จากข่าวล่าสุดตอนนี้ หนึ่งในจุดเด่นของ ‘คนละครึ่ง พลัส’ คือการขยายสิทธิ์ให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์ม ฟู้ดเดลิเวอรี ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วจาก 3 แพลตฟอร์มใหญ่ ได้แก่ Robinhood, Grab และ LINE MAN Wongnai ที่ประกาศพร้อมเข้าร่วมทันที

    Grab เตรียมร่วมผลักดันในรูปแบบแคมเปญการตลาด ส่วนลด และโปรแกรมแพ็กเกจส่งเสริมร้านค้ารายย่อย เพื่อให้โครงการนี้สร้างผลเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง

    จากประสบการณ์โครงการเดิม LINE MAN Wongnai พบว่า ร้านขนาดเล็กที่เข้าร่วมมียอดขายโตขึ้น 1.7–4 เท่า และยอดขายจากเดลิเวอรีเพิ่มเฉลี่ย 2.5 เท่า เขามองว่าโมเดล co-payment เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการขนาดเล็ก เพราะช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมลดความเสี่ยงจากการทุจริตทางระบบ

    ลงทะเบียนใช้ คนละครึ่ง พลัส ได้เมื่อไหร่ ?

    • 15 ตุลาคม 2568 เริ่มเปิดให้ร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการ รอบนี้เพิ่มสิทธิ์ให้กับร้านค้านิติบุคคลขนาดเล็ก ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30 ล้านบาทต่อปี
    • 20–26 ตุลาคม 2568 เปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” และเว็บ www.คนละครึ่ง.com โดยมีสิทธิ์จำนวน 20 ล้านสิทธิ์ ระบบจะตรวจสอบฐานข้อมูลผู้เสียภาษีเพื่อกำหนดสิทธิ์สูงสุด 2,400 บาทต่อคน
    • 29 ตุลาคม 2568 เริ่มใช้สิทธิ์จ่ายเงิน โดยรัฐสนับสนุน 200 บาทต่อวัน
    • 31 ธันวาคม 2568 ปิดโครงการ

    ใครใช้ คนละครึ่ง พลัส ได้บ้าง ?

    • ผู้ที่มีสัญชาติไทย
    • อายุ 16 ปีขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
    • มีบัตรประชาชน
    • ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
    • ไม่ถูกระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการคนละครึ่งช่วงก่อนหน้า (ระยะ 1–5)

    สรุปวิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 

    • ดาวน์โหลดแอปฯ เป๋าตัง และเปิดใช้บริการ G Wallet
    • กดลงทะเบียนรับสิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 20 ต.ค. – 26 ต.ค. 68 เวลา 06:00 – 22:00 น.
    • ผู้ที่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง
    • ผู้ที่ไม่เคย เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565) ตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่าน SMS และแอปฯ เป๋าตัง
    • ผู้ได้รับสิทธิเข้าแอปฯเป๋าตัง และกดแบนเนอร์โครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเริ่มใช้จ่าย วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68 เวลา 06:00 – 23:00 น.

    ขั้นตอนการลงทะเบียนการลงทะเบียนสำหรับผู้ที่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet
    2. เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ ’โครงการคนละครึ่ง พลัส’
    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน
    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่าน การแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง
    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ
    6. เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68 เวลา 06:00 – 23:00 น.
    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิคงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง

    ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/khon-la-khrueng-plus-how-to-register&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OBxVsvLbeOOFsAOZcAump

  • ครม.ไฟเขียวโครงการคนละครึ่ง พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก

    ครม.ไฟเขียวโครงการคนละครึ่ง พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก

    ครม.ไฟเขียวโครงการคนละครึ่ง พลัส เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก


    7/10/2568 | 11 |

    (7 ตุลาคม 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาโครงการคนละครึ่ง พลัส ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

    1. เห็นชอบโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) และกรอบวงเงินงบประมาณจำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท โดยมอบหมาย กค. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขรายละเอียดที่ไม่ขัดกับหลักการโครงการฯ เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพ
    2. เห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนไม่เกิน 25,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สศค. และอนุมัติให้ สศค. เป็นหน่วยงานดำเนินโครงการฯ 
    3. เห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สศค. สำหรับการดำเนินโครงการฯ ทั้งนี้ สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 19,000 ล้านบาท กค. โดย สศค. จะได้ดำเนินการขอรับจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
    4. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
    (1) กค. โดยกรมบัญชีกลางทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินแทนกัน
    (2) กระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยกรมการปกครองตรวจสอบคุณสมบัติและคัดกรองกลุ่มเป้าหมายด้านการทะเบียนราษฎรโครงการฯ และหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ ตามที่ กค. โดย สศค. กำหนด
    (3) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการขนส่งทางบก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการพัฒนาชุมชน สนับสนุนข้อมูลร้านค้าให้ สศค. เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติร้านค้าเป็นร้านค้าในโครงการฯ
    (4) มท. และกรุงเทพมหานครดำเนินการยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้าที่ประสงค์สมัครเข้าร่วมโครงการฯ
    5. เห็นชอบให้ สศค. มอบอำนาจให้หน่วยงานในสังกัด มท. ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการทางกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ แทน สศค. โดยให้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการมอบอำนาจต่อไป
    6. เห็นชอบในหลักการการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ และมอบหมาย กค. โดยกรมสรรพากรพิจารณาดำเนินการยกร่างกฏหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

    “ โครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นโครงการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจถึงระดับฐานราก โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยทุกระดับมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันแก่ประชาชนให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มการบริโภค สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนโนระบบ กระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในช่วงปลายปี 2568 ได้อย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงการคลังประมาณการว่าการดำเนินโครงการฯ จะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 88,000 ล้านบาท และช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.21 – 0.22ในปี 2568 เมื่อเทียบกับไม่มีโครงการฯ รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเอื้อให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีอากรได้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป โดยกระทรวงการคลังได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ


    Line



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/429838&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b16oyGmXoHWHbd1ieKIUx

  • “โรบินฮู้ด” พร้อมหนุนโครงการ “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | เดลินิวส์

    “โรบินฮู้ด” พร้อมหนุนโครงการ “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | เดลินิวส์

    “โรบินฮู้ด” พร้อมหนุนโครงการ “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    โรบินฮู้ด ขานรับนโยบายรัฐบาล ตอบสนองโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้ร้านค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5183562/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rSlDT-oJOnmleZVOIhzGZ

  • ด่วน มติครม.อนุมัติ ‘คนละครึ่งพลัส’ งบ 4.4 หมื่นล้าน แจก 20 ล้านคน

    ด่วน มติครม.อนุมัติ ‘คนละครึ่งพลัส’ งบ 4.4 หมื่นล้าน แจก 20 ล้านคน

    คนละครึ่งพลัส‘ นโยบายสำคัญของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจ้งว่า โครงการได้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วในวันนี้ (7 ตุลาคม 2568)

    โดยอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจ และงบกลาง ครอบคลุมผู้ได้รับสิทธิในโครงการทั้งหมด 20 ล้านคน ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส กำหนดให้ประชาชนทั่วไปจะได้รับเงินจากรัฐโอนลงไปยังแอปพลิเคชันเป๋าตัง คนละ 2,000 บาท หรือ 50:50

    แต่หากเป็นประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี รัฐบาลจะโอนเงินให้เพิ่มไปคนละ 2,400 บาท หรือ 60:40 เบื้องต้นกระทรวงการคลัง ประเมินว่า โครงการครั้งนี้น่าจะช่วยเพิ่มตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 0.3-0.4%

    ด่วน มติครม.อนุมัติ 'คนละครึ่งพลัส' งบ 4.4 หมื่นล้าน แจก 20 ล้านคน

    ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ฐานเศรษฐกิจ จะรายงานให้ทราบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640802&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3irdcNkIx_81Nz8jlZMbzR

  • “อนุทิน” ลงพื้นที่นครพนม ปลุกใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ชูนโยบายพักหนี้ 1 แสนบาท เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจฐานราก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “อนุทิน” ลงพื้นที่นครพนม ปลุกใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ชูนโยบายพักหนี้ 1 แสนบาท เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจฐานราก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a3YLW8U4_INzsBWhF-bA9

  • เปิดเงื่อนไขรายละเอียด “คนละครึ่งพลัส” คุณสมบัติ-ขั้นตอนลงทะเบียน | TOPNEWS

    เปิดเงื่อนไขรายละเอียด “คนละครึ่งพลัส” คุณสมบัติ-ขั้นตอนลงทะเบียน | TOPNEWS

    เปิดเงื่อนไขรายละเอียด “คนละครึ่งพลัส” คุณสมบัติ-ขั้นตอนลงทะเบียน

    • เผยแพร่ : 07/10/2025 17:14

    เปิดเงื่อนไขรายละเอียด “คนละครึ่งพลัส” คุณสมบัติ-ขั้นตอนลงทะเบียน

    วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่จะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
    คณะรัฐมนตรีเล็งเห็นว่า เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่คาดว่าจะมีการขยายตัวระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ต่ำกว่าประเทศในภูมิภาค และต่ำกว่าศักยภาพ (Potential Growth) โดยมีปัจจัยสำคัญจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การฟื้นตัว

    ของเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง ท่ามกลางความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ที่อาจจะชะลอตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
    จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ จำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน โดยมีรายละเอียดโครงการฯ ดังนี้

    1. ระยะเวลาโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
    1.1 เปิดรับลงทะเบียนร้านค้าตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 หรือระยะเวลา
    ตามที่กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนด
    1.2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชนตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 (เวลา 06.00 – 22.00 น.)
    1.3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
    (เวลา 06.00 – 21.00 น.)
    2. กลุ่มเป้าหมาย
    2.1 ประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด. 90) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเภทเดียว (ภ.ง.ด. 91) หรือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้
    บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 95) ของปีภาษี 2567 ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568
    2.2 ประชาชนทั่วไป

    ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายตามข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2) มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 3) มีบัตรประจำตัวประชาชน 4) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูล
    ของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และ 5) ไม่เป็นผู้ที่ถูก สศค. ระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืน
    ในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 – 5

    สามแพนด้าเซี่ยงไฮ้ฉลองวันเกิด

    โรงงานจีนผลิตจักรยาน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนเปิดหลักสูตรรู้เท่าทัน AI สร้างนักนวัตกรรมรุ่นใหม่

    ดีเอ็นเอชัด! ปล้นทองสุไหงโก-ลก ฝีมือกลุ่มผู้ก่อการร้าย

    อดีตเชฟหนุ่มไทยป่วยหนักในกัมพูชา ถูกปฏิเสธรักษา สิ้นใจคาหน้าร้านค้า

    ตร.จัดอุปสมบทหมู่ ถวายเป็นพระราชกุศล ในหลวง ร.9 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ต.ค.

    ททท.สุราษฎร์ฯ ขับเคลื่อน “ชักพระสู่สากล”

    แพทย์ มช.มิติใหม่ ยกระดับการรักผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ หลอดเลือด ล้ำสุดในเอเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1346377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-9PBchrdJ_R_ZweFB36bc

  • สรุปที่นี่รัฐบาลแถลง “คนละครึ่งพลัส” ทุกขั้นตอนลงทะเบียนและการใช้จ่าย

    สรุปที่นี่รัฐบาลแถลง “คนละครึ่งพลัส” ทุกขั้นตอนลงทะเบียนและการใช้จ่าย

    นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า เมื่อวันที่  7 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่จะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

    คณะรัฐมนตรีเล็งเห็นว่า เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่คาดว่าจะมีการขยายตัวระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

    และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาค และต่ำกว่าศักยภาพ (Potential Growth) โดยมีปัจจัยสำคัญจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การฟื้นตัว ของเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง ท่ามกลางความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ที่อาจจะชะลอตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 
    จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว 

    โดย คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ จำนวนไม่เกิน 44,000 ล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน โดยมีรายละเอียดโครงการฯ ดังนี้

    1. ระยะเวลาโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1.1 เปิดรับลงทะเบียนร้านค้าตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 หรือระยะเวลา ตามที่กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนด

    1.2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชนตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 (เวลา 06.00 – 22.00 น.)

    1.3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 23.00 น.)

    โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (เวลา 06.00 – 21.00 น.)

    2. กลุ่มเป้าหมาย

    2.1 ประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด. 90) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเภทเดียว (ภ.ง.ด. 91) หรือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 95) ของปีภาษี 2567 ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568

    2.2 ประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายตามข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2) มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 3) มีบัตรประจำตัวประชาชน 4) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และ 5) ไม่เป็นผู้ที่ถูก สศค. ระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 – 5

    3. การใช้จ่าย

    ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน ในอัตราร้อยละ 50 ทั้งนี้ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน แต่ไม่เกินจำนวน วงเงินสิทธิที่กำหนด โดยประชาชนผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91 หรือ ภ.ง.ด. 95 ในปีภาษี 2567 จะได้รับวงเงินสิทธิ ไม่เกิน 2,400 บาทต่อคน และประชาชนทั่วไปจะได้รับวงเงินสิทธิไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาใช้จ่าย ของโครงการฯ

    ซึ่งประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถใช้สิทธิในโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป

    นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า โครงการฯ ได้มีการกำหนดวงเงินสิทธิของผู้ที่ยื่นแบบภาษีมากกว่าประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น ประกอบกับการดำเนินโครงการฯ ในระยะต่อไปภาครัฐอาจมีการกำหนดเงื่อนไขให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ มีการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) ในด้านความรู้ทางด้านการเงิน (Financial Literacy) หรือความรู้ทางด้านดิจิทัล (Digital Literacy) ผ่านแพลตฟอร์มหรือช่องทางที่กำหนด เพื่อให้สร้างทักษะในด้านต่าง ๆ เช่น การประยุกต์ใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการบริหารจัดการต้นทุนของร้านค้า เป็นต้น

    ซึ่งร้านค้าที่พัฒนาสำเร็จอาจจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับการเข้าร่วมโครงการฯ ในอนาคตโดยการดำเนินโครงการฯ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันให้แก่ประชาชนเพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มการบริโภคที่จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศในช่วงปลายปี 2568 ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการดำเนินโครงการฯ จะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 88,000 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.22

    นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้มีมติเห็นชอบในหลักการการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับสิทธิตามโครงการฯ ที่ประชาชนได้รับ และสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ขอเรียนยืนยันว่า ข้อมูลโครงการฯ ไม่ได้มีการเชื่อมต่อระบบกับกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบรายได้แต่อย่างใด โดยผู้ประกอบการไม่ว่าจะเข้าร่วมโครงการฯ หรือไม่ก็ตาม เมื่อมีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือมีรายได้ ย่อมต้องมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล แล้วแต่กรณี และหากคำนวณภาษีแล้วมีเงินได้สุทธิหรือกำไรสุทธิไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี ผู้ประกอบการก็จะไม่มีภาระภาษีที่จะต้องชำระแต่อย่างใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/258663&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DugfsX5vwlGE9fLEW7-5T

  • SET มีสัญญาณบวก?  นโยบายรัฐ หนุนเศรษฐกิจ ตลท. ย้ำต่างชาติยังรอสตอรี่หุ้นไทย ชูปันผลเป็นจุดแข็ง

    SET มีสัญญาณบวก? นโยบายรัฐ หนุนเศรษฐกิจ ตลท. ย้ำต่างชาติยังรอสตอรี่หุ้นไทย ชูปันผลเป็นจุดแข็ง

    ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสีสันและความคึกคักกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมาสักพักใหญ่ ตอนนี้สัญญาณบวกเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากปัจจัยในประเทศที่การเมืองเริ่มนิ่ง และมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาให้เห็น ไปจนถึงปัจจัยนอกประเทศอย่างทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนจะเป็นใจให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น

    ในขณะที่เรากำลังตื่นเต้นกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่ในใจของหลายๆ คนก็คือแล้วเงินลงทุนจากต่างชาติ หรือ Fund Flow จะกลับมาจริงๆ เมื่อไหร่?

    Thairath Money พาเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่สัญญาณบวกที่ทำให้เราใจชื้น สิ่งที่ต่างชาติกำลังรอคอย ความเสี่ยงที่ต้องจับตา ไปจนถึงแผนการยกเครื่องตลาดหุ้นไทยในอนาคต

    ภาพรวมเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น สัญญาณบวกตลาดหุ้นไทย

    ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร และโครงการกลยุทธ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการดึงดูดเงินลงทุน

    สถานการณ์การเมืองไทยมีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ถูกมองว่าเป็นมืออาชีพ และเริ่มทยอยออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการ “คนละครึ่ง” ที่ได้ประกาศออกมาแล้ว

    ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ และเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค แม้ยังไม่ถึงช่วงที่เงินลงสู่ระบบ แต่ผลจาก “ข่าว” ก็ช่วยในแง่ของความคาดหวังได้แล้ว

    นอกจากนี้ การที่สหรัฐอเมริกาได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งแรก ถือเป็นสัญญาณที่ดี แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างว่าการลดดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งมาก อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยนี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้ามามากขึ้น

    อย่างไรก็ดี หากดูในแง่ของความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย พบว่า การจ่ายเงินปันผล (Dividend) ยังคงเข้มแข็ง และหลายบริษัทมีนโยบายปันผลที่ชัดเจนมากขึ้น

    ในด้านของปริมาณการซื้อขาย (Volume) แม้จะยังน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว ถือว่าพุ่งขึ้นค่อนข้างสูง นอกจากนี้ แรงขายจากกองทุน LTF ที่เคยค้างอยู่มากก็ได้ลดลงมากแล้ว ตั้งแต่ในช่วงสิงหาคมถึงกันยายน

    ต่างชาติยังรอ “สตอรี่” ชี้เป้า “หุ้นปันผล” คือแม่เหล็ก

    สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) นั้น ได้มีการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน พบว่าต่างยังคงติดตามและให้ความสนใจประเทศไทยอย่างใกล้ชิด โดยมีการใช้คำว่า “อย่างไรก็ต้องมองประเทศไทย”

    อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีการจับตามองอยู่ แต่เงินลงทุนจริงอาจจะยังไม่ไหลเข้า โดยพวกเขา รอให้ “สตอรี่ของไทย” มีความชัดเจน ก่อนตัดสินใจเข้าลงทุน ซึ่งจุดแข็งหลักของตลาดหุ้นไทยที่ต่างชาติให้ความสนใจคือหุ้นปันผล หรือ Dividend Play

    ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เพิ่มการให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงการนำ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ กับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้นด้วย

    อย่างไรก็ดี ดร.ศรพล ได้เน้นย้ำว่า “ไม่อยากให้ใช้ Fund Flow เป็น Indicator ของคุณภาพตลาด”

    โดยระบุว่าต้องดูภาพระยะยาวของประเทศเป็นหลัก เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงปัจจัยพื้นฐาน และคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน  เพราะกระแสเงินทุน หรือ Fund Flow นั้นเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

    เช่น อัตราแลกเปลี่ยน และภาวะของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งอาจทำให้กระแสเงินอาจไหลออกไปได้ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ดังนั้น การตัดสินคุณภาพตลาดจาก Fund Flow เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์

    จับตา “3 ความเสี่ยง” ที่อาจกระทบภาพการลงทุน

    ดร.ศรพล ชี้ว่า ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม และอาจเป็นความเสี่ยงต่อภาพการลงทุนในอนาคต คือ

    1. นโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ

    2. ความเสี่ยงค่าเงินบาท

    3. หนี้ครัวเรือน

    ทั้งนี้ ดร.ศรพล ระบุเพิ่มเติมว่า กรณีการปิดหน่วยงานราชการของสหรัฐฯ หรือ Government Shutdown นั้น มีผลกระทบต่อตลาดทุนไทยน้อยมาก เนื่องจากเป็นกลไกที่เฉพาะเจาะจงกับประเทศสหรัฐฯ เอง

    ภารกิจ “เปลี่ยนโฉม SET50” และความท้าทายกรณี DELTA

    อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เปิดเผยถึงแนวคิดในการเปลี่ยนโฉมหน้าดัชนี SET50 โดยชี้ว่า การดำเนินการนี้ ต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาบริษัทที่อยู่ใน LiveX หรือบริษัทที่ระดมทุนในประเทศก่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่ต้องยอมรับว่าอาจต้องใช้เวลา และผลลัพธ์อาจไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนภายในปีหน้า

    อย่างไรก็ดี การดึงดูดบริษัทต่างประเทศ หรือบริษัทในกลุ่ม New Economy ขนาดใหญ่เข้ามาจดทะเบียนนั้น ยังคงเป็นความท้าทาย ผู้บริหาร ตลท. ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างของตลาดทุนไทยจะมีความพร้อมหรือไม่ และการประเมินมูลค่า (valuation) ที่ตลาดไทยให้นั้น จะสามารถดึงดูดบริษัทเหล่านี้ได้เทียบเท่ากับตลาดต่างประเทศหรือไม่

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของบริษัทขนาดใหญ่อย่าง DELTA เข้าข่ายนี้หรือไม่ อัสสเดช ระบุว่า หากดูในความเป็นจริงแล้ว บริษัทนี้อาจไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีระดับสูง แม้ว่าบริษัทจะได้รับอานิสงส์จากการเป็นผู้ผลิตในซัพพลายเชนก็ตาม

    ผู้บริหาร ตลท. ได้กล่าวเตือนนักลงทุนให้พิจารณาราคาของหุ้นอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้องยอมรับว่า Free Float ที่แท้จริงของบริษัทดังกล่าวมีน้อยมาก จึงอาจมีคำถามว่าปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบันจะสามารถพิสูจน์หรือรองรับราคานี้ได้จริงหรือไม่

    ในด้านการดูแลตลาด อัสสเดช กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้นำเรื่อง SET50 Capped Weight เข้ามาใช้แล้ว ซึ่งหวังว่าจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากกองทุนต่าง ๆ ต้องเริ่มใช้ดัชนีนี้ อย่างไรก็ตาม การซื้อขายต้องเป็นไปตามกลไกของตลาด

    หน้าที่หลักของตลาดหลักทรัพย์ คือการคอยเฝ้าระวังการซื้อขายที่ผิดปกติ เพื่อให้คอยเตือนนักลงทุน นอกจากนี้ อัสสเดช ได้กล่าวถึงการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวว่ามีความขยันในการออกมาสื่อสาร โดยประกาศว่าราคาที่ขยับขึ้นมานั้น ไม่ได้มีข่าวสารที่ตลาดไม่ทราบ หรือไม่มีการพัฒนาใด ๆ

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2887641&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uFhr8mlvUJr-kpRtOC4EW