Category: เศรษฐกิจ

  • อ.ปานเทพยังยอมรับ Super G เพราะ..!? 24/01/69 #อาจารย์ปานเทพ #ศุภจี #นักธุรกิจ #เศรษฐกิจประเทศไทย

    อ.ปานเทพยังยอมรับ Super G เพราะ..!? 24/01/69 #อาจารย์ปานเทพ #ศุภจี #นักธุรกิจ #เศรษฐกิจประเทศไทย

    เผยแพร่:

    #อาจารย์ปานเทพ #ศุภจี #กราฟหุ้น #นักธุรกิจ #เศรษฐกิจประเทศไทย #ศุภจีดีเบต Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/social-videos/watch/X1yDZXHt5Qk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RxuJWhYyjw1AG-F_mE4sN

  • รถเมล์ไฟฟ้าเชียงรายมาแน่! กรีนบัสจัดหนักตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม ดีเดย์ ก.ค. 69 เส้นทางแม่สาย

    รถเมล์ไฟฟ้าเชียงรายมาแน่! กรีนบัสจัดหนักตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม ดีเดย์ ก.ค. 69 เส้นทางแม่สาย

    กรีนบัสรุกคืบ “รถเมล์ไฟฟ้า EV” เชียงราย–แม่สาย ดีเดย์ ก.ค. 2569 ชู “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” พร้อมปั้นสถานีชาร์จ 24 ชม. หนุนเศรษฐกิจชายแดน ลดแรงกดดัน PM2.5

    เชียงราย, 24 มกราคม 2569 – หาก “ฝุ่น” คือภาษาที่เมืองเหนือถูกบังคับให้พูดทุกฤดูกาล การขยับตัวของระบบขนส่งสาธารณะจึงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็น “นโยบายคุณภาพชีวิต” ที่คนเมืองสัมผัสได้จริงตั้งแต่หน้าป้ายรถเมล์ไปจนถึงรายจ่ายรายเดือนของครัวเรือน โดยล่าสุด บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ประกาศแผนยุทธศาสตร์ Green Mobility เตรียมเปิดให้บริการ รถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) บนเส้นทางเศรษฐกิจ เชียงราย–แม่สาย ภายใน เดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมแนวคิด “ตั๋วเดือน” ที่ตั้งเป้าให้ ราคาเฉลี่ยต่อเที่ยวเท่ากับรถพัดลมเดิม เพื่อไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพของคนท้องถิ่น

    ในเชิงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกชี้ชัดว่า มลพิษอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและหัวใจหลอดเลือด ซึ่งทำให้แนวคิด “ลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดในเมือง” ถูกยกขึ้นเป็นวาระในหลายประเทศ.

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ EV Bus ยังไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องตอบให้ได้ทั้ง “ความคุ้มค่า” “ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟ” และ “มาตรฐานบริการ” ที่ผู้โดยสารคาดหวังโดยเฉพาะเส้นทางชายแดนอย่างแม่สายที่พ่วงนัยเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ข้ามแดนอย่างแยกไม่ออก

    ดีเดย์ “เชียงราย–แม่สาย” เส้นทางเศรษฐกิจสู่ EV Bus เปลี่ยนรถ เปลี่ยนประสบการณ์เดินทาง

    นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ระบุว่า บริษัทมีแผนจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้า ขนาด 8 เมตร ประมาณ 20 กว่าที่นั่ง เพื่อทดแทนรถโดยสารแบบพัดลมเดิมในเส้นทาง เชียงราย–แม่สาย โดยคาดว่าจะได้รับมอบรถช่วง มิถุนายน–กรกฎาคม และเริ่มให้บริการภายใน กรกฎาคม 2569

    ประเด็นที่สะท้อน “การออกแบบบริการ” มากกว่า “การเปลี่ยนเครื่องยนต์” คือ ผู้บริหารชี้ว่า EV Bus ไม่สามารถทำเป็น “รถพัดลม” ได้ เนื่องจากช่องเก็บแบตเตอรี่จำเป็นต้องมี ระบบหล่อเย็น ส่งผลให้รถต้องติดตั้ง ระบบปรับอากาศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน ซึ่งในทางกลับกันทำให้ผู้โดยสารจะได้ใช้บริการรถที่ “ทันสมัยกว่าเดิม” โดยอัตโนมัติ

     “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” กลไกสำคัญลดแรงเสียดทานการเปลี่ยนผ่าน

    หากมองจากประสบการณ์ประเทศต่าง ๆ การเปลี่ยนระบบขนส่งให้สะอาดขึ้นมักติดกับดักเดียวกันคือ “ต้นทุนสูงขึ้นแล้วผลักไปที่ค่าโดยสาร” จนคนรายได้น้อยถูกตัดออกจากระบบ แต่กรณีนี้ กรีนแคปปิตอลเลือกวางโจทย์แบบกลับหัว ให้เทคโนโลยีใหม่ “เข้าหาคน” มากกว่าบังคับให้คน “ไล่ตามเทคโนโลยี”

    นายกฤษฏิภาชย์ระบุว่า บริษัทจะทำ ตั๋วเดือนสำหรับผู้เดินทางประจำทุกวัน และตั้งเป้าว่าเมื่อเฉลี่ยเป็นรายเที่ยวแล้ว จะมีราคาใกล้เคียงรถพัดลมเดิม เพราะ “ต้องให้บริการตรงกับความต้องการของคนจังหวัดเชียงรายเป็นหลัก”

    ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการลด “ค่าเปลี่ยนผ่าน” (Switching Cost) ของผู้ใช้บริการ ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออัตราการยอมรับ (Adoption) หากทำได้จริง EV Bus จะไม่ใช่บริการพรีเมียมเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น “มาตรฐานใหม่” ที่คนทำงาน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าถึงได้

    โครงสร้างพื้นฐานคู่ขนาน สถานีชาร์จ “Fair Super Charge” เปิด 24 ชม. ให้ประชาชนใช้ได้

    อีกหัวใจที่ขาดไม่ได้คือ “สถานีชาร์จ” เพราะต่อให้มีรถดีแค่ไหน หากชาร์จไม่สะดวกหรือค่าไฟแพงเกิน ระบบก็วิ่งไม่ยั่งยืน ผู้บริหารระบุว่า บริษัทเตรียมขยายสถานีชาร์จมายังเชียงราย โดยจะเปิดให้ รถยนต์ไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป เข้าใช้บริการได้ ตลอด 24 ชั่วโมง คล้ายโมเดลที่ทำในจังหวัดเชียงใหม่ และคาดว่าค่าบริการจะอยู่ราว 6 บาทกว่าต่อหน่วย

    ด้านข้อมูลอัตราค่าบริการชาร์จในตลาดไทย พบว่าเครือข่ายบางรายมีการประกาศอัตราแบบแยกช่วงเวลา (On-peak/Off-peak) และแยกประเภทหัวชาร์จ ซึ่งช่วยสะท้อน “เพดานความเป็นไปได้” ของราคาที่ผู้ใช้ยอมรับ.

    นอกจากนี้ นายกฤษฏิภาชย์ให้เหตุผลเชิงต้นทุนว่า ราคาไฟฟ้าเท่ากันทั่วประเทศ ต่างจากราคาน้ำมันดีเซลที่พื้นที่ปลายทางอย่างอำเภอชายแดนอาจมีต้นทุนขนส่งสูงกว่า และมองว่าแม่สายเป็นพื้นที่ที่ราคาดีเซล “แพงมาก” เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

    เศรษฐกิจชายแดน ท่องเที่ยว เส้นทางระยะไกล ทำไม “แม่สาย” จึงเป็นสนามจริงของ Green Mobility

    เส้นทางเชียงราย–แม่สายไม่ใช่แค่เส้นทางประจำวันของคนทำงาน แต่เป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมกิจกรรมการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวชายแดน หากระบบขนส่งสาธารณะมีต้นทุนพลังงานที่เสถียรกว่าและภาพลักษณ์ที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” มากกว่า ก็อาจเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเมืองปลายทางได้ในทางอ้อม

    ผู้บริหารยังอธิบายภาพรวมเครือข่ายว่า บริษัทมองเส้นทางในภาพ “ภาคเหนือเชื่อมภาคใต้” และยกตัวอย่างเส้นทาง เชียงราย–ภูเก็ต รวมถึงเส้นทางเชื่อมภาคอีสานตอนบน โดยระบุว่าเป็น “รูตสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่เดินทางเป็นวงรอบ (ลงกรุงเทพฯ พัทยา อีสาน ขึ้นเหนือ ลงใต้ บินกลับ) และย้ำว่าหลังจากเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาที่เชียงราย

    อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ บริษัทอ้างอิงสถิติภายในว่า สัดส่วนผู้โดยสารชาวต่างชาติ เพิ่มจาก 5% ในปี 2567 เป็น 15% ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการเดินทางของต่างชาติในเส้นทางเชื่อมภูมิภาค “เริ่มยกระดับ” และต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐานมากขึ้น

    ในระดับมหภาค ภาพรวมการท่องเที่ยวขาเข้าต้นปี 2569 ยังมีความผันผวน โดยมีรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เผยแพร่ผ่านช่องทางหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุข้อมูลเชิงสัปดาห์/สะสมช่วงต้นปี ซึ่งชี้ว่าตลาดหลักอย่างจีนยังคงมีบทบาทสูง.

    แคมเปญ “ส่วนลดร้านค้า ที่พัก” และแนวคิด “Green Park” ทำให้รถเมล์ไม่ใช่แค่รถเมล์

    แผนงานที่น่าจับตาคือ บริษัทเตรียมทำแคมเปญร่วมกับร้านค้าและที่พักในเชียงราย เพื่อมอบส่วนลดให้ผู้โดยสาร EV Bus โดยมีเป้าหมายชัดคือ “ดึงนักท่องเที่ยวให้ใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น” ซึ่งหากออกแบบได้เหมาะสม จะทำให้ขนส่งสาธารณะกลายเป็น “แพลตฟอร์มการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงบริการเดินทาง

    ขณะเดียวกัน ผู้บริหารกล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่สถานี/ศูนย์บริการให้เป็น Green Park เพื่อรองรับทั้งคนเชียงรายและผู้เดินทางจากต่างถิ่น/ต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า “สถานีขนส่ง” อาจถูกยกระดับเป็น “ประตูเมือง” (Gateway) ที่ทำหน้าที่มากกว่าจุดรอรถ

    ปมท้าทายที่ต้องจับตา ต้นทุนลงทุน ความพร้อมไฟฟ้า มาตรฐานบริการ ความเป็นธรรม

    เพื่อให้ข่าวอยู่บนความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องชี้ปัจจัยเสี่ยงและเงื่อนไขความสำเร็จควบคู่กันไป ได้แก่

    1. ต้นทุนลงทุนและการซ่อมบำรุง
      EV Bus ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่า (ตัวรถ ระบบชาร์จ การฝึกอบรมช่าง อะไหล่เฉพาะทาง) ความสำเร็จจึงผูกกับ “อัตราการใช้บริการจริง” และ “การบริหารรอบวิ่ง/รอบชาร์จ” ให้คุ้ม
    2. ความน่าเชื่อถือของบริการ (Reliability)
      ผู้โดยสารจะยอมเปลี่ยนพฤติกรรมต่อเมื่อรถมา “ตรงเวลา” วิ่ง “สม่ำเสมอ” และมีแผนสำรองเมื่อระบบชาร์จหรือแบตเตอรี่มีปัญหา
    3. โครงข่ายชาร์จและราคาค่าไฟ
      แม้ผู้ประกอบการตั้งเป้าค่าบริการชาร์จราว 6 บาท/หน่วย แต่ตลาดมีความหลากหลายด้านอัตราค่าบริการตามประเภทหัวชาร์จและช่วงเวลา ดังนั้น “ต้นทุนจริงต่อกิโลเมตร” ต้องติดตามจากการปฏิบัติการจริง.
    4. ความเป็นธรรมด้านค่าโดยสารและการเข้าถึง
      แนวคิดตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลมเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ต้องดูรายละเอียด เช่น เงื่อนไขการใช้งาน การครอบคลุมกลุ่มนักเรียน/ผู้สูงอายุ และความชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำใหม่
    5. ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
      ประเด็นลด PM2.5 เป็นเป้าหมายเชิงสังคมที่ใหญ่ แต่การวัดผลต้องอาศัยข้อมูลหลายมิติ ทั้งแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการเผาในที่โล่ง/ไฟป่า/คมนาคม และข้อมูลสุขภาพประชาชน ซึ่ง WHO ย้ำว่า PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพ.

     “รถเมล์ไฟฟ้า” คือการลงทุนในเวลาของคน และลมหายใจของเมือง

    ในภาพใหญ่ ดีเดย์ EV Bus เส้นทางเชียงราย–แม่สาย ไม่ใช่แค่การเพิ่มรถรุ่นใหม่ แต่คือการทดสอบว่า “เมืองชายแดน” จะยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านขนส่งสาธารณะได้จริงเพียงใด โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่บริษัทพยายามชู คือ (1) ทำให้เทคโนโลยีใหม่ไม่แพงขึ้นสำหรับคนท้องถิ่นผ่านตั๋วเดือน (2) สร้างโครงสร้างพื้นฐานชาร์จที่ประชาชนใช้ได้ 24 ชั่วโมง และ (3) ผูกขนส่งเข้ากับเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านแคมเปญร้านค้า ที่พักและแนวคิด Green Park

    หากทำได้ตามที่ประกาศ นี่อาจเป็นโมเดลที่ส่งสัญญาณไปยังอำเภอเศรษฐกิจอื่นของเชียงรายว่า “การลดมลพิษและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง” ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระทางการเงินของประชาชนเสมอไป แต่ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายค่าโดยสาร การจัดการต้นทุนพลังงาน และการบริการที่รักษามาตรฐานได้จริงในชีวิตประจำวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/greenbus-chiang-rai-maesai-ev-bus/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OCQFhP1iInadz68zzBtn3

  • พ่อเมืองสุดปลื้ม BMX สนาม 1 ส่งเสริมการท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจ – INN News

    พ่อเมืองสุดปลื้ม BMX สนาม 1 ส่งเสริมการท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจ – INN News

    “นพฤทธิ์ ศิริโกศล” พ่อเมืองสุโขทัย ปลื้มใจศึกบีเอ็มเอ็กซ์ชิงแชมป์ประเทศไทยฯ สนามแรกที่ อ.ศรีสัชนาลัย ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ด้าน “พุทธภูมิ นาคแป้น” นักปั่นทีชาติไทยเจ้าของ 2 เหรียญเงินกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศตามคาด ขณะที่ “โกเมธ สุขประเสริฐ” เจ้าของ 2 เหรียญทองซีเกมส์ ขอพักรักษาอาการบาดเจ็บที่สะโพกให้หายขาด และเตรียมร่างกายให้สมบูรณ์เพื่อลงแข่งขันจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์นานาชาติ “ไทยแลนด์ บีเอ็มเอ็กซ์ คัพ 2026” ที่สนามสวนกีฬากมล กทม. ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับ C1 มีการเก็บคะแนนสะสมอันดับโลกคัดเลือกไปโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

    การแข่งขันจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569 สนามที่ 1 ระหว่าวันที่ 24-25 มกราคม ที่สนามบีเอ็มเอ็กซ์เฉลิมพระเกียรติ เทศบาลเมืองศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันเมื่อวันที่ 24 มกราคม โดยได้รับเกียรติจาก นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในพิธี โดยมี นาวาเอกฐิตพร น้อยรักษ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, นายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์ นายอำเภอศรีสัชนาลัย, นายไชยา บุญเกิด นายกเทศมนตรีเมืองศรีสัชนาลัย พร้อมหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ร่วมในพิธี ณ บริเวณลานพระบรมราชาอนุสาวรีย์พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท)

    นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า ขอขอบคุณสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ที่ได้มาจัดการแข่งขันจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ชิงแชมป์ประเทศไทยฯ ที่จังหวัดสุโขทัย โดยเฉพาะการมาจัดในพื้นที่อำเภอศรีสัชนาลัยซึ่งเป็นเมืองมรดกโลก สำหรับจังหวัดสุโขทัยเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นมรดกโลกถึง 4 รายการ ประกอบด้วย 1.เมืองมรดกโลก คือเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร, 2.มรดกความทรงจำแห่งโลก คือหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง, 3. เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน เรามีเครื่องเงินและทองคำโบราณ มีผ้าทอพื้นบ้าน ชามสังคโลก และ 4.เมืองแห่งการเรียนรู้ ที่ผสมผสานประวัติศาสตร์อารยธรรมมรดกโลก เข้ากับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    พ่อเมืองสุโขทัย กล่าวอีกว่า การที่มีกีฬาจักรยานเข้ามาแข่งขันในจังหวัดสุโขทัยเป็นการส่งเสริมให้นักกีฬามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และยังเป็นการส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว การกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่จังหวัดสุโขทัยด้วย นับว่าเป็นการส่งเสริมที่ครบทุกมิติทั้งด้านกีฬา ด้านท่องเที่ยว และด้านเศรษฐกิจ สำหรับนักกีฬาและนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอำเภอศรีสัชนาลัยก็สามารถซื้อสินค้าของฝากติดมือกลับไปได้ เรามีทั้งเครื่องเงิน-เครื่องทองโบราณ หรือจะเป็นผ้าทอพื้นเมือง รวมไปถึงเครื่องชามสังคโลก 3 สิ่งนี้คือสินค้าที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสุโขทัย นอกจากนี้ก็มีอาหารที่ขึ้นชื่อของเราคือถั่วทอด หรือก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยที่รสชาติอร่อย พี่น้องประชาชนชาวสุโขทัยยินดีต้อนรับทุกท่าน

    ด้านผลการแข่งขันจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ชิงแชมป์ประเทศไทยฯ สนามที่ 1 เมื่อวันที่ 24 มกราคม เป็นการแข่งขันรอบคัดเลือก มีผลรุ่นที่น่าสนใจ ดังนี้ รุ่นประชาชนชาย นายพุทธภูมิ นาคแป้น นักปั่นทีมชาติไทยเจ้าของ 2 เหรียญเงินกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จากทีม C.S.K. TOOLING PATHUMTHANI ทำคะแนนเป็นอันดับ 1 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศตามคาด โดยมี นายกณวรรธน์ เชื้อทหาร และ นายชัยรัตน์ โทมดอน สองนักปั่นเจ้าถิ่นจากทีม Sisatchanalai BMX Racing (SBR) ตามมาเป็นอันดับ 2 และ 3

    ขณะที่ “เอ้” ส.ท.โกเมธ สุขประเสริฐ นักปั่นทีมชาติไทยเจ้าของ 2 เหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จากทีมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ลงแข่งขัน เนื่องจากพักรักษาตัวอาการบาดเจ็บที่สะโพกขวาหลังจากปราบอุบัติเหตุล้มขณะเดินทางไปแข่งขันจักรยานชิงแชมป์เอเชีย 2025 ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา และเตรียมสภาพร่างกายให้สมบูรณ์เพื่อลงแข่งขันจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์นานาชาติ “ไทยแลนด์ บีเอ็มเอ็กซ์ คัพ 2026” ในวันที่ 15 มีนาคม ที่สวนกีฬากมล เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับ C1 มีการเก็บคะแนนสะสมอันดับโลกมีผลต่อการคัดเลือกไปโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐ

    รุ่นประชาชนหญิง น.ส.หทัยเพชร ใจสว่าง นักปั่นทีมฟิชเชอร์แมนเฟรนด์ พระราม 3 ทำคะแนนมาเป็นอันดับ 1 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศสำเร็จ พร้อมกับ “ฟ้า” ส.ท.หญิง ชุติกาญจน์ กิจวานิชเสถียร นักปั่นสาวทีมชาติไทยจากทีมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม รวมทั้ง น.ส.เขมิกา ศรีโสภา และ น.ส.ณัฐวรรณ ตาใส สองนักปั่นจากทีม S.R.I. Cycling Team : บ้านเด็กหญิงสระบุรี

    รุ่นเยาวชนชาย นายกันตพัฒน์ โพธิ์ศรี จากทีม CK RACING – ร.ร.อยุธยาวิทยาลัย เข้ารอบชิงชนะเลิศไปกับ นายภูมิใจไทย นาคแป้น จากทีม C.S.K. TOOLING PATHUMTHANI, นายคุณานนต์ รอดสุพรรณ จากทีมโรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร&Roojai

    รุ่นเยาวชนหญิง น.ส.ปภาดา ครองโปร่ง ทีม S.R.I. Cycling Team : บ้านเด็กหญิงสระบุรี ทำคะแนนเป็นอันดับ 1  เข้ารอบชิงชนะเลิศพร้อมกับคู่แฝด น.ส.ปภิชญา ครองโปร่ง จากทีมเดียวกัน รวมถึง น.ส.ณัฐธยาน์ ภู่เกตุ จากทีมโรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร&Roojai ส่วนผลการแข่งขันทั้งหมดติดตามได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ www.thaicycling.or.th

    สำหรับโปรแกรมการแข่งขันวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม เริ่มเวลา 09.00น. เป็นการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศทุกรุ่น มีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์ Thailand Cycling Association และ YouTube : TCA Channel ให้แฟน ๆ กีฬาได้ชมตลอดการแข่งขัน

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_993556/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kMhxfTvCzkATP4gSiIqaa

  • เลือกตั้ง’69: เพื่อไทยมั่นใจนโยบาย “กล่องสุ่มเศรษฐีวันละ 9 ล้าน” ไม่ขายฝัน : อินโฟเควสท์

    เลือกตั้ง’69: เพื่อไทยมั่นใจนโยบาย “กล่องสุ่มเศรษฐีวันละ 9 ล้าน” ไม่ขายฝัน : อินโฟเควสท์

    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงนโยบาย “เศรษฐีวันละ 9 ล้าน” ว่า เป้าหมายของเรื่องนี้คือการรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการซื้อขายต่าง ๆ ที่เราสามารถดูกลไกราคาต่าง ๆ เมื่อทุกคนรับใบเสร็จเข้าระบบให้ข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้สูงอายุ เรื่องที่จะให้คนที่มีเศรษฐกิจอยู่นอกระบบกลับเข้าระบบ ตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการผลักดันรัฐบาลดิจิทัล การที่เรารู้สารทุกข์สุขดิบของแต่ละคนและคนที่เดือดร้อน และรู้ราคาต่าง ๆ ทำให้เราคาดหมายในเรื่องของจีดีพี รายรับรายจ่ายต่าง ๆ ได้ และสามารถออกแบบการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพ สำหรับเรื่องงบประมาณก็ได้รู้แล้วว่าถ้าเรานำเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบมาอยู่ในระบบ เรื่องเกี่ยวกับคนไทยจะได้เงินทั้ง 9 ล้านก็จะสามารถดูแลตรงนี้ได้ ซึ่งทุกอย่างทางทีมงานได้ดูตรงนี้แล้ว และจะส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

    โดยเรื่องนี้มีความมั่นใจและได้มีการประเมินทำการศึกษามาระยะหนึ่งแล้วก่อนที่จะปล่อยนโยบายนี้ออกมา เรื่องนี้ต้องสื่อสารให้มากในการที่จะทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบ หากวันนี้เราไม่มีข้อมูลในการซื้อขายต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พยายามทำตรงนั้นก็คือ นำข้อมูลของทุกคน ทั้งรายรับรายจ่ายของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน การค้าขายที่ไหนที่มีของราคาแพง หรือที่ไหนมีความคึกคัก เราสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง ซึ่งตรงนี้จะมีงบประมาณหมุนเวียนจากนอกระบบเข้ามาในระบบ จะทำให้เราสามารถดูแลตรงนี้ได้ และได้คำนวณมาแล้วว่าสามารถทำได้

    นโยบายดังกล่าวจะดำเนินการแจกไปเรื่อยๆ ทุกปี ซึ่งเราจะดูตามระบบฐานภาษีอยู่แล้ว ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ว่าเป็นการใช้ภาษีประชาชนสิ้นเปลือง และไม่ตรงเป้าเรื่องเศรษฐกิจนั้น ต้องกลับมาดูเรื่องเกี่ยวกับการรวมศูนย์ข้อมูล การจะทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบของประเทศก็มีแนวนี้อยู่แล้ว ในเรื่องเกี่ยวกับใบเสร็จทุกคนเข้ามาสู่ระบบ สำหรับประชาชนที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก วันนี้จะมีในเรื่องของนโยบายลดหย่อนภาษี (e-Receipt) ที่เขาสามารถทำได้ และวันนี้หากเรารู้ค่าใช้จ่ายของทุกคน และรู้ว่าการค้าแต่ละที่เป็นอย่างไรบ้าง เราสามารถช่วยเหลือประเทศได้มากขึ้น อยากให้มองตรงนี้เป็นการรวมข้อมูลเพื่อทำเรื่องของรัฐบาลดิจิทัล

    ส่วนที่มองว่านโยบายกล่องสุ่ม ไม่ได้ไปปรับเรื่องโครงสร้างความยากจนได้ แต่ไปเปลี่ยนชีวิตของคนบางคนมากกว่านั้น เรามีนโยบายออกมาทุกรูปแบบ ตนพยายามสื่อสารเรื่องเศรษฐกิจ wellness เพื่อให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง ตรงนี้ยังไม่ได้มีความมากมายนัก และยังเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ เรื่องที่เรานำเสนอเกี่ยวกับรัฐบาลดิจิทัล เรายังเปิดเรื่องของคนไทยไร้จน การดูแลผู้ป่วยติดเตียง การจะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ จำเป็นต้องช่วยเหลือคนกลุ่มนี้

    สำหรับเรื่องข้อกฎหมายดูแล้วจะไม่ติดล็อคเหมือนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยศึกษาแนวทางไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อนโยบายของพรรคนั้นก็เป็นสิทธิ์ของทุกคน เราน้อมรับและได้ศึกษามาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พยายามพูดคุยกับพี่น้องประชาชน วันนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเงินอย่างเดียว แต่ต้องหารายได้เข้ามาในประเทศด้วยคือ อีกหนึ่งหมุดหมาย และหากเราดูเรื่องข้อมูลสาธารณสุข 30 บาทเอไอ เรารู้ข้อมูลต่างๆ ก็จะทำให้รู้ว่าประเทศควรเดินไปทางไหน ซึ่งจะทำให้การส่งมอบนโยบายให้ตรงจุดมากขึ้น ตรงนี้เรามองว่าเป็นการทำทั้งระบบ และสามารถทำได้

    นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรวมข้อมูลของรัฐบาลดิจิทัล คนไทยมี 60 ล้านคน เราสามารถดูแลคนได้ทั้งหมดไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำ ซึ่งตรงนี้เป็นกฎหมายหลัก ส่วนการที่เราออกนโยบายนี้ออกมาก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่มาเติมเต็มให้กลไกนี้ เพื่อดึงดูดให้คนเข้าสู่ระบบภาษี โดยมั่นใจว่าจะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน ซึ่งเราสื่อสารเสมอว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล การใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาหนุน และในหลายประเทศก็มีธุรกิจที่เข้าสู่ระบบภาษีมากกว่าเรา จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เราพยายามผลักดัน ขอให้มองเรื่องเกี่ยวกับฐานข้อมูลเป็นหลัก การเข้ามาของเอไอ จะไม่มีประโยชน์หากวันนี้เราไม่รู้จักคนไทย เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่คนไทยกรอกข้อมูลเองและข้อมูลจะเชื่อมกัน เราศึกษามาอย่างรอบคอบแล้ว

    ส่วนการแก้ไขเรื่องภาษีนั้นแก้ไขทั้งระบบ เราสื่อสารตลอดว่าเป็นการยกเครื่องประเทศไทย ทุกสิ่งทุกอย่างในครั้งนี้เราไม่สามารถทำเรื่องเดียวได้ ต้องแก้ทั้งระบบ แก้แต่ละจุดเราก็แก้ อยากให้ทุกคนมองไปที่นโยบายตั้งแต่วันแรกที่เราเปิดมา นี่เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่เราเปิด แต่ปฏิเสธที่จะตอบว่างบ 3 พันล้านบาทจะหาได้ใช่หรือไม่ เพียงแค่ยิ้มและพยักหน้า พร้อมยกนิ้วโป้ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/563763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2be4HVqjdCXr0lDYQdNZvp

  • ทรัมป์ขู่เก็บภาษีแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงการค้ากับจีน

    ทรัมป์ขู่เก็บภาษีแคนาดา 100% หากทำข้อตกลงการค้ากับจีน

    ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนแคนาดาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า หากประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือเซ็นข้อตกลงการค้ากับจีน เขาจะเก็บภาษีสินค้าทุกประเภทจากแคนาดาในอัตรา 100 เปอร์เซ็นต์

    ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดาตึงเครียดมากขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปีที่แล้ว โดยมีข้อพิพาทเรื่องการค้าและนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ออกมาวิจารณ์ถึง “ความแตกร้าว” ในระบบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ

    คาร์นีย์เซ็นข้อตกลงเบื้องต้นกับจีน

    ระหว่างการเยือนปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คาร์นีย์ประกาศ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ใหม่” กับจีน ซึ่งส่งผลให้เกิด “ข้อตกลงการค้าเบื้องต้นที่เป็นจุดสำคัญ” เพื่อลดภาษีศุลกากร แต่ทรัมป์เตือนถึงผลที่ตามมาอย่างรุนแรงหากข้อตกลงดังกล่าวเป็นจริง

    “หาก คาร์นีย์ คิดว่าจะทำให้แคนาดากลายเป็น ‘ท่าเรือขนส่ง’ ให้จีนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้าสหรัฐอเมริกา เขาคิดผิดไปแล้ว” ทรัมป์เขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนต่อว่า “จีนจะกิน แคนาดา ทั้งเป็น กลืนมันอย่างสมบูรณ์ รวมถึงการทำลายธุรกิจ โครงสร้างทางสังคม และวิถีชีวิตโดยทั่วไป”

    ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นจากเวที ‘ดาวอส’

    ผู้นำทั้งสองได้กระชับคำพูดในการโต้เถียงกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการปราศรัยของคาร์นีย์เมื่อวันอังคารที่ World Economic Forum ในดาวอส ซึ่งได้รับการปรบมือยืนจากการประเมิน “ความแตกร้าว” ในระบบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมา

    ความเห็นของเขาถูกมองว่าเป็นการอ้างอิงถึงอิทธิพลที่สร้างความวุ่นวายของทรัมป์ในกิจการระหว่างประเทศ แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรง ทรัมป์ตอบโต้คาร์นีย์วันรุ่งขึ้นในการปราศรัยของตนเอง และยกเลิกคำเชิญให้นายกรัฐมนตรีแคนาดาเข้าร่วม “คณะกรรมการแห่งสันติภาพ”

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    แคนาดาพึ่พิงการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างมาก โดยกว่าสามในสี่ของการส่งออกแคนาดามีปลายทางเป็นสหรัฐฯ ภาคส่วนสำคัญของแคนาดา เช่น ยานยนต์ อะลูมิเนียม และเหล็กกล้า ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาษีสินค้าตามภาคส่วนของทรัมป์

    การเจรจาเพื่อปรับปรุงข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือที่มีอยู่กำหนดเริ่มต้นในช่วงต้นปีนี้ โดยทรัมป์ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสหรัฐอเมริกาไม่จำเป็นต้องเข้าถึงผลิตภัณฑ์แคนาดาใดๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านทางเหนืออย่างกว้างขวาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/trump-threatens-canada-100-percent-tariff-china-trade-deal&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y3wzdz6yHm8QoQCKWowwy

  • “อภิสิทธิ์”ฉะนโยบายเพื่อไทยแจกวันละ 9 ล้าน ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ

    “อภิสิทธิ์”ฉะนโยบายเพื่อไทยแจกวันละ 9 ล้าน ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่หาเสียงช่วยนายเจษฎา เลิศธนสาร ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ ถึงการประเมินจำนวนที่นั่ง สส. ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงว่า ยังไม่สามารถตอบเป็นตัวเลขได้ เนื่องจากผลสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์ยังมีความเป็นไปได้หลายทาง อีกทั้ง สส.บัญชีรายชื่อและ สส.เขตเลือกตั้ง บางครั้งก็ไม่สัมพันธ์กันอย่างที่หลายคนเข้าใจ

    อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่หาเสียงในหลายจังหวัด โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา ที่เดินสายถึง 4 จังหวัดในภาค ตะวันออก ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีผู้มาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก ทำให้เชื่อมั่นว่าภาพรวมกระแสของพรรคดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เดิมทีหลายคนอาจมองว่าฐานคะแนนหลักของประชาธิปัตย์อยู่ที่ภาคใต้ แต่ขณะนี้พบว่าในกรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออก รวมถึงจังหวัดอื่นอย่างสุโขทัย ก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่สะท้อนว่าจะหันกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

    เมื่อถามถึงการประเมินจำนวน สส.กรุงเทพมหานคร จากกระแสตอบรับที่คึกคัก นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า หากเปรียบเทียบในเชิงปฏิกิริยาของประชาชน ถือว่าดีกว่าการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา แต่ยังไม่อาจสรุปได้ว่าจะสะท้อนออกมาเป็นจำนวนที่นั่ง สส. มากน้อยเพียงใด

    ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดนโยบายแจกเงินล้านทุกวัน วันละ 9 คน ในช่วงโค้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ แสดงความเห็นว่า หากจะทำก็คงสามารถทำได้ในเชิงเทคนิค แต่ประเด็นสำคัญคือ เหตุผลเชิงนโยบายสาธารณะและประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ

    “ถ้าคำนวณคร่าว ๆ วันละ 9 ล้านบาท ตลอด 1 ปี ก็ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท ผมคิดว่าถ้าเอาเงินก้อนนี้ไปให้คนจำนวนมาก นำไปพัฒนาทักษะ เพิ่มศักยภาพแรงงาน จะเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจมากกว่า การทำให้มีคนรวยแบบเฉียบพลันวันละ 9 คน ในมุมของเศรษฐกิจภาพรวม ความยั่งยืน และความเป็นธรรม ผมยังไม่เห็นว่านโยบายนี้จะตอบโจทย์” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    เมื่อถามถึงนโยบายหรือ “หมัดเด็ด” ของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงโค้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า พรรคยังมีประเด็นสำคัญที่จะสื่อสารกับประชาชนเพิ่มเติม ทั้งในเชิงนโยบายและแนวทางการเมือง แต่ขอเก็บไว้ก่อน ยังไม่เปิดเผยในขณะนี้

    สำหรับกรณีที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ประกาศชัดเจนว่าจะจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคใดหลังการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า ควรไปสอบถามพรรคเพื่อไทยโดยตรง พร้อมระบุว่า จากการปราศรัยที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยสื่อสารชัดว่า พร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง

    ส่วนการปราศรัยของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งมีการโจมตีพรรคประชาชนเป็นหลัก แต่ใช้ท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัยกับพรรคภูมิใจไทยนั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด และเป็นสิทธิ์และทางเลือกของพรรคเพื่อไทย

    ท้ายสุด นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีการปราศรัยที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีการพูดเชิงแซวว่า “แก่แล้วอย่ามาหลอก” ว่า ยอมรับว่าตนเคยปราศรัยที่ชลบุรีหลายครั้ง มีประชาชนมาร่วมฟังอย่างล้นหลาม แต่สุดท้ายแพ้การเลือกตั้ง จึงเป็นการพูดแซวประชาชนในพื้นที่เท่านั้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/649785&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw296sYA3oNRhm5G1oL-7XYm

  • นักลงทุนแห่หา “กูรูภูมิรัฐศาสตร์” ช่วยประเมินความเสี่ยง หลังทรัมป์ฯ ป่วน เขย่าตลาดหุ้นทั่วโลก

    นักลงทุนแห่หา “กูรูภูมิรัฐศาสตร์” ช่วยประเมินความเสี่ยง หลังทรัมป์ฯ ป่วน เขย่าตลาดหุ้นทั่วโลก

    ปัจจุบันเหล่าซีอีโอหรือนักลงทุนระดับโลก ไม่ได้พูดถึงแค่การเติบโตทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม หรือทิศทางดอกเบี้ยโลกอีกต่อไป แต่บทสนทนาที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในงาน World Economic Forum (WEF) เมืองดาวอสในปี 2026 นี้ กลับกลายเป็นว่า “โลกกำลังเดินหน้าไปสู่ความไม่แน่นอนระดับไหน”

    หลังจากที่โลกการเงินและการลงทุนกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันเชิงอำนาจของประเทศมหาอำนาจ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ผันผวน กำลังเข้ามาเปลี่ยนสมการการลงทุน

    โลกการเงิน-การลงทุน กำลังเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน

    ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลกต้องรับมือกับความผันผวน ที่ไม่ได้มาจากตัวเลขเศรษฐกิจ นโยบายดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และผลประกอบการบริษัทเป็นหลักเท่านั้น แต่ขยายไปสู่ปัจจัยด้านการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปจนถึงการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างประเทศมหาอำนาจ 

    อย่างเหตุการณ์สงครามยูเครน สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลา การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ นโยบายภาษีการค้าสหรัฐฯ ล้วนสร้างแรงกระเพื่อมต่อทั้งตลาดหุ้น พันธบัตร พลังงาน และค่าเงินในเวลาอันรวดเร็วและส่งผลไปทั่วโลก

    เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ถูกยกระดับขึ้นมาอยู่แถวหน้าของกระบวนการตัดสินใจลงทุน ดังนั้น นักลงทุน และผู้จัดการสินทรัพย์จึงหันมาให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงเชิงสถานการณ์ และมิติทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจว่า “การเมืองโลก” จะเข้ามาเปลี่ยนสมดุลของตลาดการเงินและโอกาสการลงทุนอย่างไร

    นักลงทุนแห่พึ่ง “นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์”

    สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า ความต้องการด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยิ่งชัดเจนขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์นี้ หลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณอาจใช้มาตรการทางภาษีกับประเทศต่าง ๆ ในยุโรป หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ ในการควบคุมเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดการเงินและเพิ่มความผันผวนในระยะสั้น

    ก่อนหน้านี้ เหตุการณ์สำคัญอย่างการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 มาตรการกีดกันทางการค้าครั้งใหญ่ในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความเคลื่อนไหวทางการเมืองของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ล้วนตอกย้ำว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับนักลงทุนอีกต่อไป

    Mehill Marku นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์อาวุโสของ PGIM Fixed Income กล่าวว่า ในอดีตปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มักถูกจัดอยู่ในลำดับรอง เมื่อเทียบกับข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคหรือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง แต่หลังสงครามยูเครน ความสำคัญของการวิเคราะห์ด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ก่อนปี 2022 ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องหลักในการบริหารพอร์ตการลงทุน แต่ปัจจุบันจำนวนคำถาม และการขอคำปรึกษาจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากความเชื่อมโยงกันของวิกฤตการณ์ทั้งหมดทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องท้าทาย

    Rishi Kapoor รองประธาน และประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Investcorp กล่าวในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอสว่า องค์กรจำเป็นต้อง “สร้างขีดความสามารถใหม่” เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงเร็วและรุนแรงขึ้น

    Pandu Patria Sjahrir ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กองทุน Danantara หรือกองทุนความมั่งคั่งรัฐ ของอินโดนีเซีย ระบุว่า ปีนี้กองทุนให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านผู้นำทางการเมืองและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าปีอื่นๆ ตอนนี้เราคิดถึงกรณีที่เลวร้ายที่สุดในแง่ของการกระบวนการประเมินและรับความเสี่ยงทางการเงิน อันที่จริง กรณีพื้นฐานของผมคือกรณีที่เลวร้ายที่สุด

    Marc Gilbert หัวหน้าศูนย์ BCG Center for Geopolitics ระบุว่า นโยบายของรัฐบาลทรัมป์ได้ช่วยผลักดันให้ภูมิรัฐศาสตร์ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของลำดับความสำคัญของลูกค้า จากที่เคยอยู่ในประมาณ 20 อันดับแรก เมื่อประมาณสิบปีก่อน

    ทุกอย่างเปลี่ยนไว ผันผวน และรุนแรงขึ้น ทำให้ช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา เขาต้องประชุมหารือกับผู้บริหารระดับสูง และคณะกรรมการบริษัทรวม 235 ครั้งในประเด็นเหล่านี้ 

    สุดท้ายไม่ว่าจะภาคธุรกิจ หรือ ฝ่ายนักวิเคราะห์ยิ่งต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง จากประเด็นสำคัญเหล่านี้ในงาน World Economic Forum (WEF) อาจเป็นเรื่องที่ไทยต้องให้ความสำคัญเช่นกัน

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2909684&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qABBBKFGVkgnIXChpRgwO

  • จับตาภูมิรัฐศาสตร์โลก-ไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปี69

    จับตาภูมิรัฐศาสตร์โลก-ไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปี69

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี2026(2569)โตต่ำเพียง 1.5% โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปีที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราต่ำกว่า 1% จากภูมิรัฐศาสตร์โลกและความไม่แน่นอนทางการเมือง

    แรงส่งเศรษฐกิจหลักของไทยจะแผ่วลง จากเม็ดเงินสนับสนุนของรัฐที่ลดลงในช่วงรัฐบาลรักษาการ การส่งออกมีแนวโน้มหดตัวจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะส่งผลชัดเจนขึ้น และการแข่งขันโลกที่สูงขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกเร่งตัว

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ เช่น ยุโรป อินเดีย และอเมริกาที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ ซึ่งจะช่วยหนุนเศรษฐกิจให้ดีขึ้นในปีนี้  

    การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือน พ.ค. 2026 (2569)และการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 (2570) จะล่าช้าเพียง 1-2 เดือน อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้ไทม์ไลน์นี้ล่าช้าออกไป และอาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายการลงทุนของรัฐในปีนี้

    นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังเน้นให้เงินอุดหนุน แม้เริ่มเสนอแนวทางยกระดับธรรมาภิบาลและภาครัฐ รวมถึงนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศมากขึ้น แต่ยังไม่มีนโยบายปฏิรูปรายได้และรายจ่ายภาครัฐที่เป็นรูปธรรม

    เศรษฐกิจไทยชะลอตัว

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงสู่ 1% ในช่วงครึ่งแรกของปี และทรงตัวตลอดปีจากแนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ต่ำ ภาวะการเงินยังคงตึงตัวจากสินเชื่อที่ยังหดตัวโดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนและธุรกิจ SMEs

    เศรษฐกิจโลกปี 2026 จะชะลอลงบ้าง ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2025 ตามผลกระทบกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น หลังเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ในปีก่อน

    ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ เช่น การปรับกลยุทธ์ความมั่นคงสหรัฐฯ ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น ส่งผลให้ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกยังมีสูง

    นโยบายการเงินโลกมีแนวโน้มผ่อนคลาย คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีกรวม 0.5% ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำที่ 2% ตลอดปี ขณะที่ BOJ จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในปีนี้ แต่ต้นทุนการกู้ยืมภาครัฐส่วนใหญ่สูงกว่าอดีต จากความเสี่ยงการคลังและการเมืองที่สูงขึ้น

    เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวต่ำเพียง 1.5%

    โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปีที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราต่ำกว่า 1% ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นความเสี่ยงสำคัญSCB EIC ประเมินแรงส่งเศรษฐกิจหลักของไทยจะแผ่วลงในปีนี้ ท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวช่วยสนับสนุนได้บ้าง เศรษฐกิจไทยช่วงต้นปี 2026 ยังได้รับแรงส่งจากเม็ดเงินภาครัฐตามมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายและงบผูกพันรอเบิกจ่ายสูง แต่แรงส่งนี้อาจแผ่วลงบ้างจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคเอกชนปรับดีขึ้นชั่วคราวจากชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี แต่ในระยะข้างหน้าจะเผชิญปัจจัยกดดันจากรายได้แรงงานฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนสูง และภาวะการเงินตึงตัวจากสินเชื่อที่ยังหดตัว

    ด้านการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวในปี 2026 หลังจากขยายตัวสูงในปี 2025 โดยจะได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น และการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ เช่น ยุโรป อินเดีย และอเมริกาที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่

    SCB EIC ประเมินการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใช้เวลา 5 เดือนและจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. 2026 ท่ามกลางหลายปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ไทมไลน์นี้ล่าช้าออกไป เช่น กรณีร้องเรียนผลเลือกตั้ง หากปัญหาชายแดนกัมพูชาเกิดความไม่สงบอีกครั้ง หรือกรณีตัดสินคดีการเมือง อย่างไรก็ดี รัฐบาลผสมชุดใหม่อาจเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายพรรค เพราะอาจไม่มีพรรคที่ได้คะแนนเสียงเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกับผลเลือกตั้งในปี 2023

    ทั้งนี้การจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 อาจประกาศใช้ล่าช้าเพียง 1-2 เดือน ความเสี่ยงล่าช้ามากขึ้นกับระยะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการพิจารณาแก้ไขร่าง พ.ร.บ. งบประมาณของรัฐบาลใหม่ เพื่อดำเนินนโยบายชุดใหม่ตามที่ประกาศไว้ ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐตลอดปีนี้

    นโยบายหาเสียงยังเน้นให้เงินอุดหนุน ยกระดับธรรมาภิบาลและภาครัฐ รวมถึงเสนอนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศมากขึ้น อาทิ มิติหนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากรและคุณภาพแรงงาน ความเหลื่อมล้ำและสวัสดิการ และธรรมาภิบาลภาครัฐ ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ยังไม่เห็นนโยบายปฏิรูปรายได้และรายจ่ายของภาครัฐที่ชัดเจนภายใต้แรงกดดันปฏิรูปการคลังที่สูงขึ้น หลังจากระดับหนี้สาธารณะไทยมีแนวโน้มใกล้ชนเพดานเร็วขึ้น และเสี่ยงถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศจากเสถียรภาพการคลัง

     ดอกเบี้ยนโยบายไทยจะปรับลดลงสู่ 1% ภายในครึ่งแรกของปีนี้

    SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงสู่ 1% ภายในครึ่งแรกของปี และทรงตัวตลอดปี สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง สินเชื่อภาคเอกชนที่หดตัวเป็นวงกว้าง ภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs จึงเผชิญภาวะการเงินตึงตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนอุปสงค์ในประเทศซบเซา การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการทางการเงินของรัฐบาลในการบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและ SMEs

     เศรษฐกิจโลกปี 2026 จะชะลอลงบ้างจากผลภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2025 ตามการค้าโลกที่จะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นหลังเร่งส่งออก (Front-loading) ไปตลาดสหรัฐฯ ในปีก่อน เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตชะลอลงบ้างตามการจ้างงานของภาคธุรกิจที่ลดลง ขณะที่การลงทุนใน AI ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ เศรษฐกิจยูโร ชะลอลงตามความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ปรับแย่ลง แม้การใช้จ่ายภาครัฐปรับเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจจีน จะถูกกดดันต่อเนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ดี การผลิตและส่งออกจะยังเป็นเครื่องยนต์หลักได้ต่อไป เศรษฐกิจญี่ปุ่น ชะลอลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ แต่อุปสงค์ในประเทศยังเป็นแรงหนุนสำคัญ โดยญี่ปุ่นมีกำหนดจัดเลือกตั้งทั่วไปใหม่ในวันที่ 8 ก.พ. SCB EIC ประเมินว่าพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน (LDP) จะยังเป็นแกนนำรัฐบาลต่อไป

    ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ จากการปรับกลยุทธ์ความมั่นคงของสหรัฐฯ (National Security Strategy Nov 2026) ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติเป็นหลัก ส่งผลให้สหรัฐฯ เร่งเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ สะท้อนจากกรณีการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลาโดยใช้เหตุผลการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงาน ความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการภาษี กดดันประเทศในสหภาพยุโรปให้เร่งเจรจาความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะซื้อกรีนแลนด์ นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันยังดำเนินต่อไป ส่งผลให้ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกสูง มีโอกาสที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินให้การบังคับใช้ภาษีนำเข้าบางส่วนของรัฐบาลทรัมป์ไม่ชอบด้วยต่อกฎหมาย รัฐบาลทรัมป์อาจต้องหากฎหมายอื่น ๆ ใช้บังคับแทน

    นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลาย แต่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยรวม 0.5% ในช่วงกลางปีนี้ จากทิศทางตลาดแรงงานที่ชะลอลง และจะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังมี ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในปีนี้ หลังข้อมูลการปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยต่ำ 2% ตลอดปี โดยเงินเฟ้อของประเทศกลุ่มยูโร ส่วนใหญ่กลับสู่เป้าหมาย 2% แล้ว อย่างไรก็ดี แม้นโยบายการเงินโลกจะมีทิศทางผ่อนคลายลง แต่ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐจะยังอยู่ในระดับสูงจากความเสี่ยงเสถียรภาพการคลัง โดยหนี้สาธารณะมีทิศทางสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/649806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AJFsOI3NS60rQTdZTmZ3Q

  • 5 โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ เพื่อทางออกประเทศ

    5 โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ เพื่อทางออกประเทศ

    Loading…

    5 โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ เพื่อทางออกประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-214&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0col2SoqWEzPNnO7doRoPN

  • กสิกรฯ คาดกรอบหุ้นสัปดาห์หน้า 1,285-1,345 ดูผลประชุมเฟด-ผลประกอบการบจ.-Flow : อินโฟเควสท์

    กสิกรฯ คาดกรอบหุ้นสัปดาห์หน้า 1,285-1,345 ดูผลประชุมเฟด-ผลประกอบการบจ.-Flow : อินโฟเควสท์

    บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ประเมินดัชนีหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า (26-30 ม.ค.) มีแนวรับที่ 1,300 และ 1,285 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,330 และ 1,345 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟด (27-28 ม.ค.), ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของ บจ.ไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ (Flow) ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน, ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยเดือน พ.ย., ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ธ.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 ของยูโรโซน, กำไรบริษัทภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค.ของจีน รวมถึงผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค.ของญี่ปุ่น

    ดัชนีหุ้นไทยแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือนในช่วงกลางสัปดาห์ก่อนจะลดช่วงบวกลง บางส่วนปรับตัวขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์แม้จะมีปัจจัยลบจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป แต่ตลาดประเมินว่าไทยน่าจะได้รับผลกระทบในกรอบจำกัด ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยมีแรงหนุนจากแรงซื้อต่อเนื่องของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ นำโดยหุ้นบิ๊กแคปกลุ่มค้าปลีก โรงพยาบาล พลังงานและเทคโนโลยี

    ดัชนีหุ้นไทยแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือนที่ระดับ 1,327.91 จุด ก่อนจะย่อตัวลงช่วงสั้น ๆ ตามแรงขายทำกำไร ประกอบกับมีปัจจัยลบเฉพาะตัวของหุ้นรายใหญ่ในกลุ่ม ICT จากประเด็นการลงนามขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผู้ถือหุ้น

    อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยขยับขึ้นอีกครั้งช่วงท้ายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนเข้ามาในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นสื่อสารที่ถูกเทขายก่อนหน้านี้ อนึ่งสัปดาห์นี้หุ้นกลุ่มแบงก์ปรับตัวลงสวนทางภาพรวม โดยเผชิญแรงขายทำกำไรหลังเสร็จสิ้นการรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568

    ในวันศุกร์ที่ 23 ม.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,314.39 จุด เพิ่มขึ้น 3.04% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 56,109.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.76% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.79% มาปิดที่ระดับ 211.14 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/563714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3x1onYMNitpzHJrPEQIQvs