Category: เศรษฐกิจ

  • เดอะมอลล์ กรุ๊ปหนุนขยายเกษียณ 65 ปี ช่วยสร้างเศรษฐกิจ ดันกำลังซื้อ

    เดอะมอลล์ กรุ๊ปหนุนขยายเกษียณ 65 ปี ช่วยสร้างเศรษฐกิจ ดันกำลังซื้อ

    นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดแรงงานกลายเป็นวิกฤตใหญ่ ผู้ประกอบการหลายธุรกิจ อาทิ การลงทุนเปิดร้านอาหารดีๆ มากมาย แต่ทุกรายบ่นเหมือนกันว่าหาคนไม่ได้ สะท้อนปัญหาโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งระบบ ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มรูปแบบ อีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า คนวัยเกษียณจะพุ่งเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งประเทศ

    สำหรับคนอายุเกิน 60 ปีในปัจจุบันยังมีสุขภาพแข็งแรง สามารถทำงานได้อีกหลายปี หากรัฐบาลขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี จะช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งแรงงาน ธุรกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม เพราะตอนนี้ขาดแคลนแรงงานจริงๆ

    ขณะเดียวกันปัญหาแรงงานไม่ได้มาจากคนเกษียณเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากคนเกิดน้อยลง ลดลงต่อเนื่องกว่า 10% แรงงานใหม่เข้าสู่ระบบลดลงทุกปี ขณะอายุเฉลี่ยของประชากรยืนยาวขึ้น ทำให้คนวัยทำงาน 1 คนต้องแบกภาระเลี้ยงดูคนถึง 3 คน ทั้งเด็กที่ยังไม่โตและผู้สูงอายุที่เกษียณแล้ว สร้างความหนักทั้งระบบเศรษฐกิจ

    อีกประเด็นท้าทายคือพฤติกรรมแรงงานรุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้คนยุคใหม่สมัยนี้ไม่อยากทำงาน 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น บางคนไม่อยากทำเสาร์อาทิตย์ด้วยซ้ำ อยากทำเมื่ออยากทำและหยุดเมื่อเหนื่อย ระบบการทำงานแบบเดิมไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป โดยเฉพาะธุรกิจบริการ ร้านอาหาร และค้าปลีกที่ต้องใช้พนักงานอยู่หน้างานตลอดเวลา หากไม่ปรับโครงสร้างการทำงานให้ยืดหยุ่นขึ้น ธุรกิจหลายประเภทจะเจอทางตัน

    อย่างไรก็ตาม สังคมสูงวัย ได้เปิดประตูโอกาสใหม่ทางธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพและเวลล์บีอิ้ง ธุรกิจโรงพยาบาลยังโตแน่นอน เพราะทุกวันนี้คนแก่แต่ไม่ตาย ต้องดูแลตัวเอง กินยา ตรวจสุขภาพต่อเนื่อง พัฒนาให้แก่แต่ไม่ตายจึงอยู่กันนานขึ้นอีก เชื่อว่าธุรกิจด้านสุขภาพ คลินิกเฉพาะทาง และสินค้าเพื่อผู้สูงอายุจะเติบโตต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า เมื่อคนไม่ตายง่ายๆ ทั้งรัฐและเอกชนก็ต้องแบกรับต้นทุนการดูแลมากขึ้นเช่นกัน

    นางสาววรลักษณ์ กล่าวว่า ด้านธุรกิจค้าปลีกนั้น จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีคิด จากการหาลูกค้าใหม่มาเน้นสร้างความถี่ในการกลับมาใช้บริการ ตอนนี้เน้น สร้างความถี่ ทำให้ลูกค้าเดิมกลับมาบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะจัดอีเวนต์หมุนเวียน เปลี่ยนธีมทุกเดือน หรือทำโปรแกรมสมาชิกให้สิทธิพิเศษเฉพาะกลุ่ม “ถ้าไม่ทำให้เขามาบ่อยขึ้น จะเอายอดขายจากไหน ลูกค้าใหม่มีได้แค่ระดับหนึ่ง”

    “การยืดอายุเกษียณเป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะช่วยให้แรงงานยังมีรายได้ ธุรกิจยังมีคนทำงาน และประเทศยังมีแรงขับเคลื่อนต่อ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าเราเข้าใจและปรับตัวทัน ต้องให้คนทุกวัยรู้สึกอยากใช้ชีวิต อยากใช้จ่าย และอยากมีส่วนร่วมกับระบบเศรษฐกิจต่อไป”

    ทั้งนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ เปิดแถลงข่าวจัดแคมเปญปีใหม่ “MONCHHICHI x THE MALL GROUP THE GREAT NEW YEAR 2026” ดึงคาแรกเตอร์ดังจากญี่ปุ่น “มอนชิชิ” มาสร้างประสบการณ์ Retailtainment ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกระดับเทศกาลปีใหม่ของไทยด้วยการผสาน Soft Power ญี่ปุ่น–ความอบอุ่นแบบไทย ผ่านการตกแต่งธีมพิเศษ คอลเลกชันลิมิเต็ด กิจกรรมป๊อปอัพสโตร์ มอนชิชิคริสต์มาสทาวน์ และสินค้าลิขสิทธิ์เฉพาะไทย พร้อมแคมเปญช้อป–รับของพรีเมียม และลุ้นรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2.4 ล้านบาท สะท้อนกลยุทธ์รีเทลยุคใหม่ที่เน้นประสบการณ์ ความสุข และการมีส่วนร่วมของลูกค้าช่วงปลายปี โดยใช้งบการตลาด 500 ล้านบาท โดยคาดว่าไตรมาสที่ 4 ของปีนี้กำลังซื้อจะกลับมาและตั้งเป้ายอดขายทั้งปี 2568 เท่ากับปีที่ผ่านมาในระดับ 55,000 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2895209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r4MMWJfdSxSiCHx0C0dh9

  • เชียงใหม่ตอบรับ ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน หนุนรัฐบาลเร่งเปิดเฟส 2

    เชียงใหม่ตอบรับ ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน หนุนรัฐบาลเร่งเปิดเฟส 2

    บรรยากาศ การจับจ่ายซื้อสินค้าในช่วงที่มีโครงการคนละครึ่งพลัสช่วงนี้เป็นไปอย่างคึกคัก ตลาดหลายแห่ง นั้นมีผู้คนมาจับจ่าย ซื้อสินค้าจำนวนมาก ผู้ประกอบการร้านค้าหลายรายสะท้อนออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่ามียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ล่าสุด สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (โฆษกรัฐบาล) เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ในช่วงจากนี้ไปถึงมีการเลือกตั้งใหม่ ประกอบด้วย โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนธันวาคมนี้ และเริ่มใช้ภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง

    “ขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูจำนวนคนที่จะได้รับสิทธิและวงเงินงบประมาณที่จะนำมาดำเนินโครงการ ในเบื้องต้นจะพิจารณาให้สิทธิคนที่ไม่ได้รับสิทธิเฟสแรกก่อน ขณะที่คนที่ได้เฟสแรกไปแล้วจะได้รับสิทธิเพิ่มด้วย โดยทั้งเฟส 1 และเฟส 2 จะได้รับเงินเท่าๆ กัน”

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ณัชยา เรือนแก้ว แม่ค้าร้านอาหารพื้นเมือง กล่าวว่า ตั้งแต่มีโครงการคนละครึ่งพลัสทำให้การซื้อขายของเป็นไปอย่างคึกคักทุกวันและทำให้ยอดขายร้านของตนเพิ่มขึ้นโดยคนมาใช้จ่ายด้วยวอลเล็ตของเป๋าตังที่ผูกกับโครงการคนละครึ่งกันจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เลือกซื้อกับข้าวมื้อเช้าของวันเป็นปกติ แต่สังเกตจากลูกค้าประจำพฤติกรรมการใช้จ่ายนั้นเปลี่ยนไป หลายคนก็สามารถซื้ออาหารได้มากขึ้นกว่าที่เคยใช้เงินของตัวเองเต็มจำนวน ส่วนใหญ่ซื้ออาหารตั้งแต่ 20-30 บาท ไปจนถึงหลักร้อย เพื่อไปรับประทานกับครอบครัวก่อนที่จะไปเรียนหรือไปทำงาน

    “ส่วนตัวแล้วเข้าร่วมโครงการมาหลายครั้งแล้ว เช่นเดียวกับครั้งนี้ก็เข้าร่วมอีก เพราะเห็นว่าเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือคนรากหญ้าจริงๆ การใช้จ่ายก็ง่ายมาก สะดวกสบาย เพียงแต่ต้องชาร์จแบตมือถือ มีสัญญาณเน็ต และต้องเติมเงินเข้าวอลเล็ตก่อน ซึ่งสนับสนุนมากๆ ที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญและช่วยเหลือประชาชนกลุ่มรากหญ้าได้ และสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งหากจะมีการพิจารณานำโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ซึ่งยืนยันร้านของตนเองก็จะเข้าร่วมอย่างแน่นอน” ณัชยา กล่าว

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo06-1.jpg

    ด้าน พิมพ์อักษร คำหง้า กล่าวว่า ส่วนตัวนั้นเข้าร่วมโครงการมาโดยตลอด ตั้งแต่ “คนละครึ่ง” จนมาถึง “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งถือว่าการทำแอพพลิเคชั่นให้ใช้ก็ใช้งานง่ายสะดวกสบาย ส่วนใหญ่ก็จะนำไปซื้ออาหารรวมถึงของใช้ในครัวเรือนที่จำเป็น

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    “ถือว่าโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันค่าของชีพนั้นสูงขึ้น หากเราใช้สิทธิ์ในโครงการคนละครึ่งพลัส เหมือนกับเราได้ย้อนเวลามาใช้จ่ายในสินค้าในยุคที่ถูกลงกว่าปัจจุบันครึ่งหนึ่ง ส่วนตัวอยากให้มีโครงการนี้ต่อเนื่อง เพราะสามารถช่วยเหลือประชาชนกลุ่มรากหญ้าได้จริงๆ”

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo07-1.jpg

    ขณะที่ สายทอง วงศ์กุณา ชาวเชียงใหม่ กล่าวว่า รู้สึกเสียดายที่พลาดโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 เนื่องจาก ไม่สามารถยืนยันตัวตนผ่านโทรศัพท์ได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าแอพพลิเคชั่นเป๋าตังได้ จึงต้องไปดำเนินการที่ธนาคารกรุงไทย แต่เนื่องจากมีคนรอคิวยืนยันตัวตนจำนวนมาก ก็ทำให้ตนเองนั้นพลาดโอกาสนี้ไป เพราะหลังจากที่ยืนยันตัวตนเสร็จ นั้นการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เฟส 1 นั้นเต็มทั้ง 20 ล้านสิทธิ์แล้ว

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-PhotoSQ01.jpg

    “จากการติดตามข่าวสารที่รัฐบาลจะมีการเปิดโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง โดยจะให้คนที่ไม่ได้ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส มาก่อน จะได้รับยอดเงิน 4,000 บาท เพื่อความเท่าเทียม ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ซึ่งยืนยันว่ารอบนี้จะติดตามข่าวสารและลงทะเบียนตามวันเวลาที่กำหนดให้ทัน เพราะถือว่าเงิน 4,000 บาท รวมกับของตนเองอีกครึ่งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นเงินจำนวนมากที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งค่าอาหารการกิน รวมถึงค่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต้องใช้ ก็ถือว่าช่วยได้เยอะ”

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo08.jpg

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo01.jpg

    รศ.นิสิต พันธมิตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ช่วยบรรเทาค่าของชีพประชาชนได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากการออกมาจับจ่ายซื้อสินค้าของใช้ที่จำเป็นในตลาดต่างๆ กันอย่างคึกคัก

    “แต่อย่างไรก็ตาม ในมิติของการท่องเที่ยว โครงการนี้อาจไม่รับความจูงใจมากนัก เพราะวงเงินที่ให้ใช้จ่ายต่อวันนั้นมีจำกัด หากคิดว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว โครงการคนละครึ่งพลัส วงเงินจะไม่เพียงพอต่อราคาที่พัก แต่ถ้ามองกลับกัน เช่นโครงการเที่ยวคนละครึ่ง จะเป็นการตอบโจทย์ด้านการท่องเที่ยวได้ ชัดเจนกว่า แต่พอมาเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส โดยประชาชนทั่วไป ผลที่จะไปกระตุ้นด้านการท่องเที่ยว เป็นรองกว่าปัจจัย 4 ก็คือสินค้าที่มีมีความจำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค”

    ข้อมูลจากสำนักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่พบว่า  ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 5,000 ราย ซึ่งคาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 จะส่งผลให้มีการเงินหมุนเวียนใน ระบบเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 4,174 ล้านบาท

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Chiang Mai-responds-to-Half-Half Plus- scheme-supporting-the-government-in-accelerating-Phase-2-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-responds-to-half-half-plus-scheme-supporting-the-government-in-accelerating-phase-2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nE5-ppdSTlujJ3RsTOF4b

  • ชี้ปลายปีตลาดหุ้นฟื้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยหนุน

    ชี้ปลายปีตลาดหุ้นฟื้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยหนุน

    ชี้ปลายปีตลาดหุ้นฟื้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยหนุน

    วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนตุลาคม 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-31 ตุลาคม 2568)  พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าคงอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 135.73 นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน รองลงมาคือสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และความผันผวนของค่าเงินบาท

    ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนตุลาคม 2568 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้ 1.ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มกราคม 2569) อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” (ช่วงค่าดัชนี 120-159) ที่ระดับ 135.73  2.ความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ กลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่และนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” 3.หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพาณิชย์ (COMM)   3.หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION) 4.  ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ 5.ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ  สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน

    สำหรับผลสำรวจ ณ เดือนตุลาคม 2568 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับลด 4.9% อยู่ที่ระดับ 124.30 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับลด 11.6% อยู่ที่ระดับ 137.50 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 7.7% อยู่ที่ระดับ 153.85 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับลด 16.0% อยู่ที่ระดับ 140.00  โดยในเดือนตุลาคม 2568 ดัชนี SET ปรับตัวทะลุ 1,300 จุดโดยมีปัจจัยหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวซึ่งจะช่วยหนุนกระแสเงินสดในระบบเศรษฐกิจไทย แต่ยังคงมีความกังวลต่อการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจกลุ่มยุโรปที่ซบเซายืดเยื้อ แรงกดดันด้านการค้าระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ Government Shutdown ของสหรัฐอเมริกา โดย SET Index ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 ปิดที่ 1,309.50 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.77% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 39,473 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,496 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวม 100,739 ล้านบาท

    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ผลการเจรจานโยบายการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และ จีน การแก้ปัญหา Government shutdown ของสหรัฐฯ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน แนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลงในหลายประเทศซึ่งอาจทำให้มีการผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ยในประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้สภาพคล่องทั่วโลกมีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียโดยรวม ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศทั้งภาคการส่งออก ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะจับตามองหุ้นในกลุ่มค้าปลีกซึ่งน่าจะได้รับประโยชน์ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐมากที่สุด อย่างไรก็ตามจากภาวะตลาดหุ้นของวันนี้(12 พ.ย.68) กลับพบว่าหุ้นกลุ่มค้าปลีกปรับตัวร่วงลงมาโดยเฉพาะหุ้น CPAXT ที่ร่วงนำกลุ่ม หลังจากที่มีการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/68 ที่มีกำไรลดลงอย่างมาก และพลาดเป้าคาดการณ์ของตลาดและนักวิเคราะห์ ซึ่งมองว่าปัจจัยหลักมาจากความอ่อนแอของธุรกิจทั้งขายส่งและขายปลีก รวมถึงแรงกดดันจากอัตรากำไรขั้นต้น โดยผลประกอบการไตรมาส 3/68 ของ  CPAXT รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.86 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวลดลงถึง -22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งผลกำไรที่ออกมานี้ถือว่า ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 15% และยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 18%

    สำหรับภาพรวมกลุ่มค้าปลีกปัจจุบันการลงทุนหุ้นในกลุ่มค้าปลีกยังคงเป็นไปได้ยาก ซึ่งการร่วงลงของกลุ่มค้าปลีกในวันนี้จึงเป็นผลมาจากการกดดันด้านผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่หุ้นที่โดดเด่นในกลุ่มค้าปลีกมองเป็นหุ้น CPALL

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/927297&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NDZbi1HFJSoakxVBf7CoM

  • FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนคงอยู่เกณฑ์ “ร้อนแรง” คาดหวังศก.ไทยฟื้นจากมาตรกระตุ้นภาครัฐ

    FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนคงอยู่เกณฑ์ “ร้อนแรง” คาดหวังศก.ไทยฟื้นจากมาตรกระตุ้นภาครัฐ

    12 พฤศจิกายน 2568, 16:51น.

              นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนตุลาคม 2568 (สำรวจวันที่ 20-31 ตุลาคม 2568) พบว่า ‘ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน’ (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าคงอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’ ที่ระดับ 135.73

              นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)

              ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน รองลงมาคือสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และความผันผวนของค่าเงินบาท

               ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนตุลาคม 2568 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

               – ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มกราคม 2569) อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” (ช่วงค่าดัชนี 120-159) ที่ระดับ 135.73

               – ความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ กลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่และนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’

               – หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพาณิชย์ (COMM)

               – หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION)

               – ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

               – ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน

              ผลสำรวจ ณ เดือนตุลาคม 2568 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับลด 4.9% อยู่ที่ระดับ 124.30 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับลด 11.6% อยู่ที่ระดับ 137.50 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 7.7% อยู่ที่ระดับ 153.85 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับลด 16.0% อยู่ที่ระดับ 140.00

               ในเดือนตุลาคม 2568 ดัชนี SET ปรับตัวทะลุ 1,300 จุดโดยมีปัจจัยหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวซึ่งจะช่วยหนุนกระแสเงินสดในระบบเศรษฐกิจไทย แต่ยังคงมีความกังวลต่อการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจกลุ่มยุโรปที่ซบเซายืดเยื้อ แรงกดดันด้านการค้าระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ Government Shutdown ของสหรัฐอเมริกา โดย SET Index ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 ปิดที่ 1,309.50 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.77% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 39,473 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,496 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวม 100,739 ล้านบาท

               ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ผลการเจรจานโยบายการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และ จีน การแก้ปัญหา Government shutdown ของสหรัฐฯ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน แนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลงในหลายประเทศซึ่งอาจทำให้มีการผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ยในประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้สภาพคล่องทั่วโลกมีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียโดยรวม

               ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศทั้งภาคการส่งออก ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    #ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน

    #สภาธุรกิจตลาดทุนไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ENdKKeNmr7ZVfhRzmNC_v

  • 5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    ในเวทีเสวนาครั้งสำคัญ “Panel Discussion : Halal Economy ขุมทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ” ที่จัดขึ้นโดย “เนชั่น กรุ๊ป” ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและสถาบันการเงินได้ตอกย้ำถึงโอกาสทองของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจฮาลาล” ของภูมิภาค โดยระบุชัดว่าอุตสาหกรรมฮาลาลคือ “เครื่องจักรใหม่” ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม (GDP) ของประเทศให้เติบโตอย่างมหาศาล เนื่องจากปัจจุบันไทยยังมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพียง 1.6% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างทางโอกาสขนาดใหญ่ที่รอการต่อยอด

    นายภัทรพล ลิ้มภักดี รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้เน้นย้ำว่าโครงสร้างของอุตสาหกรรมฮาลาลนั้นไม่ได้จำกัดเพียงแค่อาหาร แต่ครอบคลุมมิติอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์, สุขภาพ, ท่องเที่ยว, แฟชั่น, ยา และเครื่องสำอาง ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์และซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่องในหลายเซกเตอร์อยู่แล้ว สศอ. จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ผ่านแผนพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลระยะแรก (พ.ศ. 2567-2570) เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางฮาลาล” โดยใช้กลไกหลัก 3 ด้าน

    หนึ่งคือ ด้านดีมานด์ (Demand) มุ่งส่งเสริมการค้าและสร้างการรับรู้ในตลาดโลก สองคือ ด้านซัพพลาย (Supply) เน้นยกระดับคุณภาพสินค้าและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะเทรนด์ใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การผลิตแบบโลว์คาร์บอนและการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออกในอนาคต และสามคือ ด้านอีโคซิสเต็ม (Ecosystem) เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมพัฒนากลไกสนับสนุนตามนโยบาย Quick-Big-Win

    นอกจากนี้ “ซอฟต์พาวเวอร์ไทย” ยังสามารถนำมาต่อยอดได้ โดยเฉพาะด้านอาหาร แฟชั่น และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายด้านคุณภาพวัตถุดิบ การสอดคล้องกับมาตรฐานฮาลาลของประเทศคู่ค้า รวมถึงการขาดแคลนแรงงานที่มีความรู้ความเข้าใจหลักศาสนาอิสลาม นายภัทรพลย้ำว่า “ฮาลาลไม่ใช่ของมุสลิมไทย แต่เป็นของคนไทยทั้งประเทศ” และเสนอให้มี “ศูนย์อุตสาหกรรมฮาลาลแห่งชาติ” เพื่อสร้างมาตรฐานและบูรณาการการทำงานอย่างเป็นระบบ เนื่องจากฮาลาลคือความเชื่อ ความไว้วางใจ และจริยธรรมทางเศรษฐกิจในฐานะหน่วยงานสนับสนุนผู้ประกอบการรากฐาน

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนผู้ประกอบการรากฐาน ดร. ปณิตา ชินวัตร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ว่า สสว. ให้ความสำคัญกับการพัฒนา SME โดยมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการเข้าใจและแก้ไข “จุดด้อย” ของธุรกิจได้อย่างตรงจุด ทั้งด้านการบริหารจัดการ กระบวนการผลิต การตลาด และคุณภาพสินค้า โดยหนึ่งในปัญหาสำคัญที่พบคือการเข้าถึงข้อมูล และความเข้าใจผิดที่มองว่าการขออนุญาตหรือรับรองมาตรฐานฮาลาลเป็นเรื่องยุ่งยาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาด

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่ Digital Transformation เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในยุคปัจจุบัน สสว. จึงได้มีการจัดอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบให้ความช่วยเหลือ เช่น โครงการ SME ปัง! ตั้งได้คืน ภายใต้ระบบ BDS (Business Development Service) ในรูปแบบ E-Marketplace ที่ สสว. จะอุดหนุนค่าใช้จ่ายแบบร่วมจ่าย (Co-payment) ในสัดส่วน 50-80% ดร.ปณิตาได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันแนวคิด “ฮาลาล วัน สตอป เซอร์วิส” (Halal One Stop Service) เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย ทั้งสินค้าฮาลาลและสินค้าทั่วไป ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    ด้านการสนับสนุนทางการเงินและแพลตฟอร์มดิจิทัล นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ได้ประกาศ “สามธงสำคัญ” ในการขับเคลื่อน SME ฮาลาล ธงแรกคือ การเติมทุน โดยเตรียมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษที่อัตรา 3% คงที่ 3 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนได้สะดวก ซึ่งรวมถึงสินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาท, สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท และสินเชื่อ “SME Green Productivity” สำหรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท

    ธงที่สองคือ การพัฒนาผู้ประกอบการ โดยเน้นการเตรียมความพร้อมของ SME ก่อนเข้าถึงแหล่งทุน และให้ความสำคัญกับการยกระดับสู่ยุคดิจิทัลผ่าน “DX Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ครบวงจร 24 ชั่วโมง ที่มีเครื่องมือสำคัญ 6 ด้าน เช่น ระบบ Business Health Check, E-Learning, และ SME D Coach แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการฮาลาลสามารถพัฒนาธุรกิจได้ด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสัมมนาแบบ On-site และธงที่สามคือ การร่วมลงทุน

    โดยธนาคารพร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อลดภาระทางการเงินและเพิ่มโอกาสขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้อย่างเดียว นายพิชิตได้เสนอให้จัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล” (Halal Economy Integration Center) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางนโยบายและการประสานงานแบบ Single Command เพื่อกำหนดทิศทางและกลไกสนับสนุนที่ครบวงจร

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    นายณรงค์เดช สุขจันทร์ รองเลขาธิการ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า มาตรฐานฮาลาลไทยภายใต้ชื่อ “The Central Islamic Council of Thailand” เป็น “ฮาลาลของประเทศไทย” ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากทั่วโลกมายาวนานกว่า 70 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 และถือเป็นโลโก้ฮาลาลเดียวของประเทศไทยที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้บนบรรจุภัณฑ์ได้ และเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจคือ โลโก้นี้สามารถนำไปขายได้ทั่วโลก (One Logo, Sell Worldwide) ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่น (trust) ที่มีต่อประเทศไทย

    ปัจจุบัน ไทยได้รับการยอมรับในระดับสูง โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองประมาณ 10,000 ราย และมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 200,000 รายการ ซึ่งถือว่าอยู่อันดับต้นๆ ของโลก แม้หลายฝ่ายอาจมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นมุสลิม (non-Muslim) อาจมีเครดิตน้อยในการผลิต แต่ไทยยังคงมีโอกาสสูงในการใช้กลยุทธ์หลักคือการใช้สถานะความเป็น “ครัวโลก” ในการผลิตอาหาร โดยเน้นยุทธศาสตร์การสร้างความร่วมมือและการยอมรับซึ่งกันและกัน ล่าสุดในการจัดงาน Grand Halal มีองค์กรที่ทำความร่วมมือกับไทยรวม 156 องค์กร จาก 54 ประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ว่าฮาลาลไทยสามารถสร้างมูลค่าให้กับสินค้าขององค์กรเหล่านั้นได้

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    เสริมในมิติของโอกาสและการปรับ Mind Set ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (IBank) ได้ชี้ว่า เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจที่เติบโตสูงนี้ ประเทศไทยและผู้ประกอบการต้องเปลี่ยน Mind Set เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็น “Muslim friendly country” โดยจุดแข็งที่สำคัญของไทยคือการเป็นประเทศที่เปิดรับวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ชาวตะวันออกกลางมองประเทศไทยในแง่ดี

    เศรษฐกิจอิสลาม (Islamic Economy) ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพมหาศาล เพราะปัจจุบัน 1 ใน 4 ของประชากรโลกคือชาวมุสลิม ทำให้เกิดกำลังซื้อขนาดใหญ่ โดยสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจฮาลาลคือ อาหาร รองลงมาคือเรื่องการท่องเที่ยวและการเดินทาง และสิ่งที่น่าจับตาคือ ประชากรมุสลิมส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอายุน้อย ซึ่งหมายถึงโอกาสในการเติบโตและกำลังซื้อในอนาคตที่สูงมาก ดร.ทวีลาภอธิบายว่า เศรษฐกิจอิสลามนั้นเป็นมากกว่าการบริโภคทั่วไป แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศรัทธา หัวใจหลักคือการมีชีวิตที่พอเพียง และหลักการทางการเงินที่ไม่พึ่งพาระบบดอกเบี้ย ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดความยั่งยืนและความพอเพียงที่สังคมโลกกำลังให้ความสำคัญ

    นอกจากนี้ ยังมีเทรนด์ที่น่าจับตามองคือ การที่ผู้บริโภคเริ่มมีความรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแบรนด์ของตะวันตก (West) ซึ่งสร้างโอกาสให้แบรนด์เล็ก ๆ สามารถสร้างการรับรู้และกำลังซื้อในตลาดอาหรับได้ ในบทบาทของ IBank ในฐานะ Islamic Bank ดร.ทวีลาภกล่าวว่า ธนาคารพยายามทำตัวเป็น “ตัวเชื่อม” ในโลกของการเงินอิสลาม และเป็น “ประตูสำหรับประเทศไทยที่เปิดไปสู่โลก” เพื่อเชื่อมโยงการค้า (Trade) และการลงทุน (Investment) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับเครือข่ายธนาคารอิสลามในประเทศสำคัญ เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

    5 กูรูชี้โอกาสทองไทย เปิดขุมพลังใหม่ ‘ฮาลาล’ เครื่องจักรเศรษฐกิจแสนล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643878&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g6y9GKmAeHHyU7X1L8Fwl

  • คนละครึ่งพลัส โดนตัดสิทธิ 2.39 แสนคน เหลือเงินคืนรัฐกี่บาท เอาไปทำอะไรต่อ

    คนละครึ่งพลัส โดนตัดสิทธิ 2.39 แสนคน เหลือเงินคืนรัฐกี่บาท เอาไปทำอะไรต่อ

      
              คนละครึ่งพลัส สรุปคนโดนตัดสิทธิ 2.39 แสนคน คำนวณยอดเงินส่งคืนรัฐไปเท่าไร และเงินก้อนนี้จะเอาไปใช้ตรงไหนต่อ ถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ

    คนละครึ่งพลัส
    ภาพจาก Silvia Yulita Ratih/shutterstock.com

              วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 สวพ.FM91 รายงานว่า นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากข้อมูลสะสมคนคนละครึ่งพลัส ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.30 น. พบว่า มีผู้ที่ยังไม่ใช้จ่ายครั้งแรก 239,731 คน และจะถูกตัดสิทธิ เนื่องจากถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ

              ขณะเดียวกัน กระปุกดอทคอม คำนวณว่า ยอดเงินงบประมาณที่ตั้งวงเงินไว้ จะต้องคืนรัฐประมาณ 480-500 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 สำหรับผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมเฟส 1 และลงทะเบียนสำเร็จแทน

    ข่าวคนละครึ่งพลัส ที่เกี่ยวข้องล่าสุด

    ขอบคุณข้อมูลจาก สวพ.FM91

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296448.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LAKIpPj8Np0Wh__vNQCYw

  • อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน ต้นแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น

    อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน ต้นแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น

    นักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยน่าจะได้เคยไปเยี่ยมเยือน เมืองผูเอ่อร์ ที่ตั้งอยู่ในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเสน่ห์ของเมืองนี้นอกเหนือจากจุดเด่นในด้านชัยภูมิที่ดีที่ตั้งอยู่ตามแนวเส้นทางรถไฟจีน–ลาว แล้ว ยังเป็นเมืองที่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพาะปลูกกาแฟที่ขึ้นชื่อ ผสมผสานกับทัศนียภาพอันงดงาม เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงกาแฟที่ให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการคั่วและชงกาแฟด้วยตัวเอง ดังนั้นใครที่ได้เดินทางมาเมืองนี้ รับรองว่าต้องตกหลุมรักวัฒนธรรมกาแฟที่นี่อย่างแน่นอน


    เพราะภายในหมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองผูเอ่อร์จะมีร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นหลายแห่ง โดยพนักงานในพื้นที่จะคั่วเมล็ดกาแฟสดและสาธิตขั้นตอนการผลิตให้ผู้มาเยือนได้ชมอย่างใกล้ชิด กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ผสานวัฒนธรรมกาแฟเข้ากับวิถีชีวิตชนบทอย่างกลมกลืน
    ไม่เพียงแค่การผสมผสาน “วัฒนธรรมการผลิตกาแฟ” เพื่อสร้างประสบการณ์ในภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น ทว่าในภาคอุตสาหกรรม ผูเอ๋อ ยังถือเป็นศูนย์กลาง อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน ของจีนก็ว่าได้ เพราะจากสถิติล่าสุดหลังเทศกาลตรุษจีนปี 2568 สถานการณ์ตลาดกาแฟเมืองผูเอ่อร์ยังคงมีทิศทางขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก
    โดยราคารับซื้อผลกาแฟเชอรี่ (ผลกาแฟสด) อยู่ที่ระดับสูงกว่ากิโลกรัมละ 10 หยวน ซึ่งเป็นราคา สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 100 ปีนับตั้งแต่เมืองผูเอ่อร์เริ่มปลูกกาแฟเมื่อปี ค.ศ. 1912 เป็นต้นมา และหลายปีที่ผ่านมา ตลาดกาแฟเมืองผูเอ่อร์มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีเนื้อที่เพาะปลูกกาแฟคงที่ไม่น้อยกว่า 670,000 หมู่ (ประมาณ 280,000 ไร่)
    ขณะที่มูลค่าอุตสาหกรรมกาแฟของเมืองผูเอ่อร์ก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมกาแฟของเมืองผูเอ่อร์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปีที่ระดับ 2,780 ล้านหยวน 5,130 ล้านหยวน 6,300 ล้านหยวน และ 8,500 ล้านหยวนตามลำดับ โดยคาดว่าในปี 2568 จะมีโอกาสขยายตัวแตะระดับ 10,000 ล้านหยวนอีกด้วย

    และในปัจจุบันเมืองผูเอ่อร์มีจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟกว่า 220,000 ราย โดยคาดว่าปี 2568 เกษตรกร ผู้ปลูกกาแฟจะมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าหลักหมื่นหยวน ต่อรายต่อปี โดยมณฑลยูนนานมีเนื้อที่เพาะปลูกกาแฟกว่า 1.2 ล้านหมู่ (ประมาณ 500,000 ไร่) ครอบคลุมเมืองผูเอ่อร์ เมืองหลินชาง เมืองเป่าซาน และเขตฯ เต๋อหง
    ส่วนปริมาณผลผลิตเมล็ดกาแฟดิบกว่า 146,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.82 ของเนื้อที่เพาะปลูกกาแฟทั่วโลกและร้อยละ 1.08 ของปริมาณผลผลิตเมล็ดกาแฟดิบทั่วโลก ขณะที่เนื้อที่เพาะปลูกกาแฟของมณฑลยูนนานคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 98 ของเนื้อที่เพาะปลูกกาแฟในจีน โดยที่เมืองผูเอ่อร์เป็นแหล่งเพาะปลูกและผลิตกาแฟที่ใหญ่ที่ สุดโดยครองสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของมณฑลยูนนาน
    จากศักยภาพนี้ ทางรัฐบาลจีนได้วางแผนส่งเสริมและพัฒนา อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน อย่างต่อเนื่อง ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมชาและกาแฟเมืองผูเอ่อร์ได้เปิดเผย “รายงานการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟในมณฑลยูนนาน ปี 2567” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านกาแฟของมณฑลยูนนานทั้งในด้านขนาดพื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต แหล่งเพาะปลูกที่สำคัญ ไปจนถึงการผลิตและการแปรรูป ส่งผลให้มณฑลยูนนานกลายเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่สำคัญของจีน ทั้งนี้ ในรายงานดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นจุดเด่นของการพัฒนาด้านกาแฟของมณฑลยูนนาน 4 ประการ คือ
    1. มณฑลยูนนานมีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟและผลผลิตเมล็ดกาแฟสูงเป็นอันดับหนึ่งของจีน ทั้งนี้ สถิติ ในปี 2567 มณฑลยูนนานมีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟ 1.19 ล้านหมู่ (ประมาณห้าแสนไร่) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 97.9 ของพื้นที่เพาะปลูกกาแฟทั้งประเทศ และให้ผลผลิตกาแฟ 150,200 ตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 98.7 ของผลผลิตกาแฟของทั้งประเทศ
    2. มณฑลยูนนานเป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยแหล่งเพาะปลูกสำคัญส่วนใหญ่กระจายอยู่ในพื้นที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 900-1,800 เมตรบริเวณลุ่มแม่น้ำนู่เจียง แม่น้ำล้านช้าง (แม่น้ำโขง) แม่น้ำแดง และแม่น้ำจินซา โดยเมืองที่มีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เมืองผูเอ่อร์ (มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 52 ของพื้นที่เพาะปลูกกาแฟทั้งหมดของมณฑลยูนนาน) เมืองหลินชาง (มีสัดส่วนร้อยละ 20) เมืองเป่าซาน (มีสัดส่วนร้อยละ 12) เขตฯ สิบสองปันนา (มีสัดส่วนร้อยละ 8) และเขตฯ เต๋อหง (มีสัดส่วนร้อยละ 7)

    3. อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน กำลังฟื้นตัวดีทั้งในด้านราคาและคุณภาพ โดยในปี 2567 ยูนนานมีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ราคาเมล็ดกาแฟโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 41.02 หยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 และสูงกว่าราคาโดยเฉลี่ยของกาแฟอาราบิก้าในตลาดโลกร้อยละ 14.1 ส่วนราคากาแฟระดับพรีเมียมอยู่ที่กิโลกรัมละ 67.37 มีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 46,100 ตัน และอัตราส่วนกาแฟระดับพรีเมียมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31.6 จากปี 2564 ซึ่งมีไม่ถึงร้อยละ 8 ขณะเดียวกัน ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ฉบับที่ 13 และฉบับที่ 14 มูลค่าภาคเกษตรของกาแฟในมณฑลยูนนานมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 4.15, -4.5 และ 22.5 ตามลำดับ และสาเหตุที่มูลค่ากาแฟยูนนานในช่วง “แผนฯ 13” ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 4.5 ต่อปี เป็นผลกระทบจากหลายปัจจัย อาทิ ตลาดกาแฟโลกชะลอตัว โครงสร้างการผลิตที่เน้นปริมาณมากกว่าคุนภาพ และต้นทุนที่สูงขึ้น
    4. อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน มีพัฒนาการชัดเจนทั้งด้านการแปรรูปขั้นต้นและเชิงลึก สำหรับการแปรรูปขั้นต้น ในปี 2567 มณฑลยูนนานมีโรงงานแปรรูปผลกาแฟสด 510 แห่ง มีกำลังการผลิตมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี และโรงงานกะเทาะเปลือกกาแฟ 95 แห่ง มีกำลังผลิตเมล็ดกาแฟดิบ 92,000 ตันต่อปี ในส่วนของการแปรรูปเชิงลึกเริ่มมีการก่อตัวรวมเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยปี 2567 มณฑลยูนนานใช้เมล็ดกาแฟดิบในการผลิตเชิงลึก 96,000 ตัน คิดเป็นอัตราการแปรรูปเชิงลึกร้อยละ 80.8 มีผู้ประกอบการแปรรูปเชิงลึก 128 ราย ในจำนวนนี้เป็นบริษัทขนาดกลางขึ้นไป 41 ราย พื้นที่สำคัญของเขตอุตสาหกรรมแปรรูปกาแฟเชิงลึก ได้แก่ นครคุนหมิง เมืองเป่าซาน เมืองผูเอ่อร์ เขตฯ ฉู่สง เขตฯ หงเหอ และเขตฯ เต๋อหง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์กาแฟของมณฑลยูนนานมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟคั่ว กาแฟสกัดเย็นสูตรเข้มข้น ผงกาแฟสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูปชนิดฟรีซดราย กาแฟ 3 in 1 และกาแฟผสมผลไม้ รวมถึงแบรนด์กาแฟของมณฑลยูนนาน เช่น Zhongka (中咖) Beaton (比顿) Cat Four (四只猫) และ Aini (爱伲) ก็มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

    ในวันนี้ ด้วยจุดแข็งของ อุตสาหกรรมกาแฟยูนนาน ได้ปูทางสู่ความร่วมมือ ไทย-จีน โดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (ARDA) สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) และมูลนิธิโครงการหลวง ได้เดินทางไปหารือกับกับ มหาวิทยาลัยเกษตรยูนนาน วิทยาเขตผูเอ่อร์ มณฑลยูนนาน เพื่อพัฒนาพันธุ์กาแฟพรีเมียม การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการแปรรูป และการทดลองใช้เครื่องจักรแปรรูปกาแฟอัจฉริยะในประเทศไทย
    โดยในการเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ ได้มีการไปเยี่ยมชมโรงเรือนเพาะพันธุ์กาแฟของมหาวิทยาลัย รวมสายพันธุ์กว่า 300 สายพันธุ์ ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ สายพันธุ์ป่าดั้งเดิม และสายพันธุ์ใหม่สำหรับการวิจัยและต่อยอดเชิงพาณิชย์ พร้อมเยี่ยมชมสถาบันพืชเขตร้อน เปิดหลักสูตรเฉพาะทางด้านกาแฟ ครอบคลุมตั้งแต่การจำแนกพันธุ์ การคั่ว การสกัด ไปจนถึงการชง ทั้งยังได้ได้เดินทางไปดูงานบริษัท Yunnan Agricultural Reclamation Co., Ltd. ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดในยูนนาน ภายใต้แบรนด์ “Yun Coff” ที่มีกำลังการผลิต 50–60 ตันต่อวัน (รวมกว่า 5,000–6,000 ตันต่อปี) ด้วยสายการผลิตอัจฉริยะ ด้วย

    ดังนั้น ความร่วมมือในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการค้าระหว่าง ไทย-จีน จึงมีแนวโน้มที่สดใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 ซึ่งเป็นปีพิเศษที่ไทยและจีนก้าวสู่การครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษนี้ ไม่เพียงหล่อหลอมด้วยสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและมิตรภาพอันแน่นแฟ้น แต่ยังถูกเสริมสร้างด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แน่นหนา ซึ่งสะท้อนอยู่ในแนวคิด ‘Harmony in Business’ หรือ ‘ความปรองดองในธุรกิจ’ ที่เป็นหัวใจของงานในปีนี้ด้วย

    ที่มา :


    เรียนรู้จากต้นแบบการพัฒนาในจีน

    พลิกฟื้น เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง เชื่อมจีน-ไทย-ลาว ด้วยการเดินทางสี่รูปแบบ “น้ำ-บก-อากาศ-ราง”

    ถอดรหัสความสำเร็จของ “เรดบูล” ทะยานสู่ “หงหนิว” เครื่องดื่มให้พลังงานแบรนด์ไทยที่ครองใจชาวจีนมากว่า 30 ปี

    เจาะระบบนิเวศอุตสาหกรรมป้องกันประเทศแดนมังกร ยุทธศาสตร์ล้ำสมัยที่ขับเคลื่อนกองทัพจีนให้เหนือชั้น

    Post Views: 76

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/11/12/lesson-learn-from-coffee-industry-in-yunnan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FnR7f9buy6CMujG523_vM

  • รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยประจำปี 2568 “Thailand Franchise Award 2025 : TFA 2025” เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการ มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล และเป็นแบบอย่างของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างแบรนด์แฟรนไชส์ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบรางวัลและกล่าวแสดงความยินดีต่อผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่ได้รับรางวัล ว่างานมอบรางวัล Thailand Franchise Award ถือเป็นเวทีสำคัญในการค้นหาและยกย่องธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐาน มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน เพื่อส่งเสริมการตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและผู้สนใจลงทุน อีกทั้งยังเป็นการเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ต้นแบบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ธุรกิจแฟรนไชส์ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่สร้างมูลค่าทางการตลาดกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15–20% ต่อปี โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์สามารถสร้างอาชีพได้แม้ไม่มีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจ เพราะโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์เป็นระบบที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถดำเนินการได้จริงและประสบความสำเร็จ

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    “ขอบคุณกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ถือเป็นโครงการที่ช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับผู้ประกอบธุรกิจไม่เฉพาะ SME แต่รวมไปถึง MSME ด้วย และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ช่วยผลักดันให้สามารถขยายไปยังต่างประเทศได้ด้วย ปัจจุบันแฟรนไชส์ไทยขยายสาขาไปแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง” รมว.ศุภจีกล่าว

    รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก รมว. ศุภจี มอบรางวัล 10 สุดยอดแฟรนไชส์ไทย ยกระดับ SME ไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    ในปี 2568 มีธุรกิจแฟรนไชส์สมัครเข้าร่วมประกวดรวม 39 แบรนด์ โดยผ่านเกณฑ์คัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย 23 แบรนด์ และได้รับการพิจารณาอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จนได้ผู้ชนะเลิศรวม 10 แบรนด์ ที่ได้รับโล่รางวัลอันทรงเกียรติและประกาศเกียรติคุณในฐานะต้นแบบธุรกิจแฟรนไชส์ไทย

    การมอบรางวัลแบ่งออกเป็น 5 ประเภท รวม 13 รางวัล ได้แก่

    1.รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมตามขนาด (3 รางวัล)

    2.รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมรายอุตสาหกรรม (5 รางวัล)

    3.รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีความโดดเด่นเฉพาะด้าน (2 รางวัล)

    4.รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ต่างประเทศ (1 รางวัล)

    5.รางวัลสุดยอดแฟรนไชส์ไทยแห่งปี (2 รางวัล)

    “ขอแสดงความยินดีและชื่นชมผู้ประกอบการแฟรนไชส์ทุกแบรนด์ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ รางวัลที่ได้รับถือเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ และสามารถนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชน รวมทั้งยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานพันธมิตร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรายอื่นมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ของตนให้มีมาตรฐานและความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น”รมว.พาณิชย์ กล่าว

    ผู้สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://franchise.dbd.go.th และสอบถามข้อมูลได้ที่กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953 และสายด่วน 1570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/pr-news/news/pr/609804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TOL4nINBfYCvi3Qj7tUMB

  • จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    จตุพร หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ประกาศนำทัพลุยศึกเลือกตั้ง 2569 ภายใต้แนวคิด “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” มุ่งสร้างความหวังใหม่ให้ประเทศในภาวะไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    • นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ประกาศความพร้อมนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569
    • พรรคก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้คนไทยทุกกลุ่ม
    • พรรคมองว่าการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค เทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจดิจิทัล คือโอกาสสำคัญของประเทศไทย

    จตุพร หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ประกาศนำทัพลุยศึกเลือกตั้ง 2569 ภายใต้แนวคิด “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” มุ่งสร้างความหวังใหม่ให้ประเทศในภาวะไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรค “โอกาสใหม่” ประกาศความพร้อมอย่างเป็นทางการในการนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ภายใต้สโลแกน “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” โดยยืนยันว่าพรรคจะเป็นทางเลือกใหม่ที่เน้นการรวมตัวของคนทุกเจเนอเรชัน เพื่อผลักดันประเทศไทยให้กลับมามีศักยภาพบนเวทีโลกอีกครั้ง

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    นายจตุพร กล่าวว่า พรรคโอกาสใหม่เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้คนไทยทุกกลุ่ม โดยใช้ประสบการณ์จากการทำงานภาครัฐที่เข้าใจระบบราชการอย่างลึกซึ้ง ผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ที่มองโลกในมุมใหม่ เพื่อออกแบบนโยบายที่ “ทำได้จริง และเห็นผลจริง”

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    “วันนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รายได้ครัวเรือนลดลง ภาระหนี้สูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคมขยายตัว ในขณะที่ปัญหาชายแดนยังคงมีอยู่ ตลอดชีวิตราชการและการทำงานเพื่อประเทศ ผมเห็นศักยภาพของคนไทยมากมายที่ยังไม่ได้รับโอกาส  นี่คือเวลาที่ประเทศไทยต้องการ ‘โอกาสใหม่’  เพื่อให้เศรษฐกิจและสังคมกลับมามั่นคงอีกครั้ง”

    นายจตุพรกล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านของโลกเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจดิจิทัล คือโอกาสสำคัญของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันยังขาดนโยบายชัดเจนในการเตรียมคน เตรียมธุรกิจ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้น

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    “พรรคโอกาสใหม่” จะเป็นเวทีของคนทุกวัย ที่รวมความคิดและลงมือทำ เราจะไม่ปล่อยให้ประเทศนี้ติดอยู่กับความขัดแย้งทางการเมือง แต่จะเดินหน้าเพื่ออนาคตของลูกหลาน ให้ประเทศไทยกลับมามีศักยภาพและศักดิ์ศรีบนเวทีโลกอีกครั้ง”นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/860693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tnZhiR6It5ee6hiTrpiZh

  • ICHI โชว์ผลงาน Q3/68 โตแกร่ง กวาดยอดขาย 2,135 ลบ. Q4 รุกต่อเนื่อง รับมาตรการรัฐฯกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ICHI โชว์ผลงาน Q3/68 โตแกร่ง กวาดยอดขาย 2,135 ลบ. Q4 รุกต่อเนื่อง รับมาตรการรัฐฯกระตุ้นเศรษฐกิจ


    ICHI Q3/68 พลังสินค้าหลากหลาย-OEM แกร่ง ดันยอดขาย 2,135 ลบ. กำไรสุทธิ 358.3 ลบ. ชูกลยุทธ์ “คุ้มค่า” รุกต่อเนื่อง Q4 รับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป หรือ ICHI รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 3/2568 มียอดขายรวม 2,135 ล้านบาท เติบโต (0.3%) จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิรวม 358.3ล้านบาท รักษา GP 25.8% ตามระดับเป้าหมาย ประเมินโค้งสุดท้ายปีนี้ถึงต้นปีหน้าคึกคักจากนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ผนึกกำลังธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ที่เติบโตสูง พร้อมเร่งขยายตลาดเครื่องดื่มกลุ่ม Tea และ Non-Tea ขนาดบิ๊กไซส์ตอกย้ำกลยุทธ์ “ราคาคุ้มค่า” ดึงดูดผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย พร้อมโชว์ศักยภาพบริหารต้นทุนทุกมิติรักษาอัตรากำไรขั้นต้นเหนือกว่าตลาด

    ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป หรือ ICHI เผยว่า “ผลประกอบการในไตรมาส 3 แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ของเราสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้ความหลากหลายของสินค้าและการขยายธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนผลกำไรและยอดขายในทุกสภาพแวดล้อม”

    กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนและสร้างความยืดหยุ่นของ ICHI

    • กลยุทธ์สินค้าคุ้มค่า (Value for Money) : ICHI มุ่งเน้นสินค้าในกลุ่ม “ราคาคุ้มค่า” รวมถึงการขยายสินค้าในรูปแบบ Big Size เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย ช่วยรักษาฐานยอดขายรวมในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    • ธุรกิจ OEM ยังแกร่งต่อเนื่อง : ธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) เติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะยอดสั่งซื้อน้ำมะพร้าวในตลาดจีน ซึ่งช่วยเสริมรายได้และรักษาอัตรากำไรสุทธิในระดับที่แข็งแกร่ง ทำหน้าที่เป็นกันชน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจในประเทศ

    • การบริหารจัดการต้นทุนและการตลาดที่ยืดหยุ่น : ICHI บริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด ทั้งจากการ วางแผนจัดซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า และการใช้กำลังการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงกลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินค้าที่หลากหลาย (product mix) อาทิ ตัน พาวเวอร์ และ อิชิตัน น้ำด่าง ในการรักษายอดขายแม้ปัจจัยภายนอกจะไม่เอื้ออำนวย

    สำหรับแนวโน้มโค้งสุดท้ายของปี ICHI ยังคงวางแผนเชิงบวก โดยคาดว่ายอดขายจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และการเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น อิชิตัน ไอซ์ที, อิชิตัน บิ๊กไซส์ แคนดี้ แอปเปิ้ล และเย็นเย็น ยักษ์ ไซส์ใหญ่จุใจ เพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงไตรมาส 4 ในส่วนของตลาดต่างประเทศ อิชิตัน อินโดนีเซีย ยังคงรุกตลาดด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ICHITAN CHIZ TEA (อิชิตัน ชีสที) ชานมชีสคั่วหอมสูตรพิเศษ เอาใจคนรักชานมและชีส โดยมุ่งมั่นขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั้งร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกท้องถิ่น

    นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการยอมรับด้านความยั่งยืน (ESG) อย่างต่อเนื่อง อาทิ รางวัล Green Industry ระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระทรวงอุตสาหกรรม, รางวัล T-VER Awardsแสดงถึงความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรวมพลังลดโลกร้อน, รางวัลด้านนวัตกรรม Thailand 4.0 และล่าสุดรางวัลจรรยาบรรณดีเด่น หอการค้าไทย ปีที่ 23 ประจำปี 2568 ในฐานะองค์กรที่มุ่งดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ ยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/37466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SEjjdpL8yWfnRQKo51XU9