Category: เศรษฐกิจ

  • “สแกมเมอร์” มะเร็งร้ายเศรษฐกิจ! คนไทย 6 ใน 10 เคยตกเป็นเหยื่อ

    “สแกมเมอร์” มะเร็งร้ายเศรษฐกิจ! คนไทย 6 ใน 10 เคยตกเป็นเหยื่อ

    สถิติล่าสุดจาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ชี้ชัดว่า “คนไทย 6 ใน 10 คน” เคยตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ แค่ปีเดียวมูลค่าความเสียหายพุ่งทะยานสู่ 1.1 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์

    สแกมเมอร์ไม่ใช่แค่อาชญากรรมรายวัน แต่คือ “ภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติ” ที่กำลังกัดกร่อนทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศ 

     “ความกลัว VS. ความโลภ” อาวุธทางจิตวิทยา

    กลโกงมิจฉาชีพในปัจจุบันล้ำลึกกว่าแค่การโทรศัพท์ข่มขู่แบบเดิมๆ หากถอดรหัสออกมาจะพบว่า

    อาชญากรได้แยกแนวทางปฏิบัติการออกเป็นสองขั้วหลักๆ โดยใช้ “อาวุธทางจิตวิทยา” ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    1. แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (อาวุธ: ความกลัว)

    กลุ่มนี้จะใช้การโทรศัพท์ (Voice Scam) แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อาทิ ตำรวจ DSI หรือ ปปง. เพื่อสร้างสถานการณ์ตื่นตระหนก เร่งรัด และกดดันให้เหยื่อโอนเงินหรือติดตั้งแอปฯ ดูดเงินในทันที

    2. แก๊งสแกมเมอร์ (อาวุธ: ความหวังและความโลภ)

    กลุ่มนี้ปฏิบัติการผ่านช่องทางดิจิทัลทุกรูปแบบ (โซเชียลมีเดีย, แอปหาคู่) โดยใช้กลยุทธ์สร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจผ่านการหลอกให้รัก (Romance Scam)

    หรือหลอกให้ลงทุน (Investment Scam) อาศัยเวลาในการสร้างความเชื่อใจเพื่อรอ “เชิดเงินก้อนใหญ่” ในระยะยาว

    สแกมเมอร์ “มะเร็งร้าย” ลามฉุด เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

    ความเสียหายจากขบวนการสแกมเมอร์ ไม่ได้จบอยู่แค่ตัวเลขในรายงานอาชญากรรม แต่ลุกลามกลายเป็น “มะเร็งร้าย” ที่กำลังกัดกินความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไปแล้ว

    ผลกระทบที่หนักหน่วงที่สุด ตกอยู่ที่ “ภาคการท่องเที่ยว” ซึ่งเปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย 

    กระแสข่าวฉาวเรื่องการหลอกลวงและค้ามนุษย์ที่ดังไกลไปทั่วโลก ได้สร้างความหวาดระแวงให้กับนักท่องเที่ยว และกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของไทยอย่างมหาศาล

    ข้อมูลจาก GASA (Global Anti-Scam Alliance) ตอกย้ำภาพความเสียหายนี้ชัดเจน โดยปีที่ผ่านมา คนไทยสูญเงินให้มิจฉาชีพรวมกันสูงถึง 1.1 แสนล้านบาท

    คิดเป็นค่าเฉลี่ยต่อคนสูงถึง 12,956 บาท

    ผลกระทบนี้ลามไปถึงภาคท่องเที่ยวอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ที่น่ากังวลว่า

    • ปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลง 6% (เหลือ 33.4 ล้านคน)
    • รายได้ท่องเที่ยวอาจลดลง 5% (เหลือ 1.51 ล้านล้านบาท)

    สาเหตุสำคัญ มาจาก “กระแสข่าวการค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ในไทย” ที่สร้างความวิตกกังวล

    โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดฮวบถึง 35% ทั้งที่เคยเป็นตลาดหลักและเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยมาตลอด สะท้อนชัดว่าความเชื่อมั่นถูกทำลายลงอย่างรุนแรง

    ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่า ปัญหาไม่ได้จำกัดวงแค่คนไทยถูกหลอก แต่ภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะ “จุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย” ก็ถูกสั่นคลอนอย่างหนักเช่นกัน

    และที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่านั้น คือบทบาทที่ไทยถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาชญากรรมระดับภูมิภาคโดยไม่เต็มใจ

    ไทยในฐานะ “ทางผ่าน” อาชญากรรมข้ามชาติ

    สถานการณ์ที่น่ากังวลยิ่งกว่าการตกเป็น “เหยื่อ” คือการที่ไทยกำลังถูกใช้เป็น “ทางผ่าน” และศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในภูมิภาค

    ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ

    บทวิเคราะห์เชิงลึกจากสื่อระดับโลกอย่าง “New York Times” เคยฉายภาพอันน่ากังวลนี้ไว้ว่า ไทยได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์และศูนย์กลางโลจิสติกส์ให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้โดยไม่เจตนา

    จากการวิเคราะห์พบว่า เครือข่ายสแกมเมอร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนและดำเนินงานโดย “กลุ่มจีนเทา” และกำลังใช้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในปฏิบัติการ

    • ตั้งฐานที่มั่นในประเทศเพื่อนบ้าน: ขบวนการเหล่านี้มีฐานปฏิบัติการหลักในประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาความขัดแย้งภายในและกฎหมายหละหลวม โดยเฉพาะในกัมพูชา (เช่น สีหนุวิลล์, ปอยเปต) และเมียนมา (เช่น ชเวโก๊กโก่, เมืองเมียวดี) ซึ่งมักเป็นเขตอิทธิพลที่รัฐบาลกลางเข้าถึงยาก
    • ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไทย: อาชญากรเหล่านี้อาศัยความพร้อมของไทย ทั้ง “ไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตที่เสถียร” รวมถึงใช้ “สนามบินและถนน” เป็นเส้นทางขนส่งเสบียง และลำเลียงแรงงานที่ถูกหลอกมาบังคับทำงาน
    • คุกคามความมั่นคงชายแดน: การที่ฐานที่มั่นตั้งอยู่ประชิดชายแดน ทำให้พื้นที่ชายแดนไทยเปราะบาง ทั้งยังมีรายงานว่าแก๊งอาชญากรบางส่วนได้เริ่มย้ายฐานเข้ามาซ่อนตัวในไทย เพื่อหนีการกวาดล้างจากประเทศเพื่อนบ้าน

    เห็นได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานของไทย ไม่ได้ถูกใช้เพื่อการลำเลียงเสบียงเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางลำเลียง “เหยื่อแรงงาน” ที่ถูกหลอกบังคับให้เป็นคนลงมือก่อเหตุในกลโกงต่างๆ

    สร้างวงจรที่คนไทยตกเป็นทั้งเหยื่อผู้สูญเสียทรัพย์สิน และเหยื่อผู้ถูกบังคับใช้แรงงาน

    ไทยในฐานะ “ทางผ่าน” จึงยกระดับปัญหาจากอาชญากรรมไซเบอร์ธรรมดา ให้กลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเมืองและอธิปไตยของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนในระดับนโยบาย

    “ตัดไฟแต่ต้นลม” กู้ความมั่นคงชาติไทย

    ต้องยอมรับว่า ภัยสแกมเมอร์ได้ยกระดับกลายเป็น “ภัยความมั่นคง” เต็มรูปแบบไปแล้ว

    การรับมือที่ล่าช้าหรือไร้เอกภาพ มีแต่จะฉุดให้ประเทศจมดิ่งลงสู่ปัญหานี้ลึกยิ่งขึ้น

    วิกฤตสแกมเมอร์คือสมรภูมิที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน

    1. ในส่วนของประชาชน : “สติ” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

    ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า “ของดี-ของฟรี-ผลตอบแทนสูง” ไม่มีอยู่จริง

    หลักการง่ายๆ คือ “ไม่ให้ข้อมูล ไม่กดลิงก์แปลกปลอม สงสัยให้วางสายทันที” แล้วไปตรวจสอบกับหน่วยงานที่ถูกอ้างชื่อโดยตรง

    หากพลาดท่าตกเป็นเหยื่อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “อายัดบัญชี” กับธนาคาร แล้วรีบแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ผ่าน สายด่วน 1441 โดยเร็วที่สุด

    2. ในส่วนของภาครัฐ : ต้อง “รุก” และ “ประสานงานข้ามแดน”

    การไล่ปราบปรามมิจฉาชีพในประเทศอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการ “เชิงรุก” และ “บูรณาการ” ที่ชัดเจน ที่สำคัญคือต้องยกระดับ “ความร่วมมือระหว่างประเทศ” อย่างจริงจัง

    เพื่อติดตามเส้นทางการฟอกเงิน (ทั้งคริปโตฯ และอสังหาฯ) และต้องใช้ทุกช่องทางกดดันประเทศเพื่อนบ้าน ให้ทลายฐานที่มั่นของอาชญากรที่ตั้งอยู่ประชิดชายแดนไทย

    การปล่อยให้ปัญหานี้กัดกินสังคม ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้ “ไฟลามทุ่ง” ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องลงมืออย่างเด็ดขาด เพื่อ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามจนยากเกินแก้ไข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EefTxNheSJvueDAZOMYHc

  • เศรษฐกิจไทยติดหล่ม “เงินเฟ้อต่ำ” กำลังซื้อลด ผลักสู่ภาวะเงินฝืด ?

    เศรษฐกิจไทยติดหล่ม “เงินเฟ้อต่ำ” กำลังซื้อลด ผลักสู่ภาวะเงินฝืด ?

    หลายคนคงสงสัย ทำไม? เงินในกระเป๋าเท่าเดิม แต่กลับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้น้อยลง สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะมูลค่าของเงินลดลงด้วย เดิมเคยซื้อกาแฟราคาแก้วละ 50 บาท แต่ปัจจุบันต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 10 บาท เพื่อซื้อกาแฟ 1 แก้ว หรือ ข้าวกระเพรา ไข่เจียว 1 จาน ราคาเดิม 35-40 บาท แต่วันนี้ต้องควักเงินจ่ายเพิ่มเป็น 45-50 บาท ขณะที่ปริมาณเท่าเดิม พูดง่าย ๆ คือ ทุกวันนี้เงินมีมูลค่าเท่าเดิม แต่กลับซื้อของได้น้อยลง 

    ปัญหาหลักที่ทำให้เกิดภาวะ “เงินเฟ้อ”หรือ Inflation เรียกว่า ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปในเศรษฐกิจ “เพิ่มสูงขึ้น” อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ คนต้องการซื้อของ มากกว่าของที่มี เช่น มีรายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจฟื้น รัฐบาลอุดหนุนเงิน ทำให้ผู้ขายขึ้นราคา ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าแรง วัตถุดิบ ยิ่งดันสินค้าและบริการปรับตัวสูงตาม รวมถึงรัฐหรือธนาคารกลางพิมพ์ธนบัตรเข้าสู่ระบบมากเกินไป มีเงินในระบบมาก แต่ของเท่าเดิม ของแพงขึ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคซื้อของแพงขึ้นสวนทางรายได้ที่ลดลงหรือเท่าเดิม ยังไม่รวมถึงปัจจัยภายนอกประเทศที่ฉุดให้เงินเฟ้อไทยติดลบ

    เมื่อมีเงินเฟ้อ มีคำถามต่อว่าแล้ว “เงินฝืด” หรือ Deflation มีโอกาสจะเกิดขึ้นหรือไม่ จากตัวเลขของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยยังคงลงต่อเนื่อง 7 เดือนติดต่อกัน ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดเงินฝืดอาจจะมีความเป็นไปได้แต่น้อยมาก

    “เงินฝืด” คือ ภาวะที่ ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไป “ลดลงต่อเนื่อง” หรือพูดง่าย ๆ คือ “ของถูกลง แต่คนไม่อยากซื้อ” เช่น ข้าวแกงปีก่อน ราคา 50 บาท แต่ปีนี้ข้าวแกง จานละ 45 บาท แต่คนไม่มีความต้องการจะซื้อ เพราะไม่มีเงิน หรือมีเงินแต่ไม่อยากใช้จ่าย ต้องการเก็บเงินสดไว้

    แล้วสาเหตุของเงินฝืด เกิดจากอะไร? คนตกงาน รายได้ลด ความมั่นใจในเศรษฐกิจลดลงส่งผลให้การใช้จ่ายลดลง สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยกู้ /คนไม่อยากกู้ทำให้เงินที่จะไหลเวียนในระบบน้อยลง รวมถึงผู้ผลิตผลิตสินค้าออกมาล้นตลาด แต่คนซื้อน้อย สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ลดราคาสินค้า สิ่งเหล่านี้ คือ เงาสะท้อนของรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายและชีวิตที่ต้องประหยัดมากขึ้นทุกวัน

    กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์ไว้ว่า ท่ามกลางความไม่มั่นคงในชีวิตประจำวันและความคาดหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นในวันข้างหน้า คำถามหนึ่งที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมไทย คือ เศรษฐกิจไทยแตะจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง? คำถามนี้ไม่เพียงสะท้อนความรู้สึกของผู้บริโภคเท่านั้น หากยังสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่กำลังอยู่ในภาวะการขยายตัวต่ำ (Persistent Low Growth) ควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับต่ำ ภาวะที่ในเชิงสถิติอาจดูเป็นข่าวดีด้านเสถียรภาพราคา แต่ในเชิงเศรษฐกิจมหภาคกลับเป็นสัญญาณเตือนถึงแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) วิเคราะห์ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงลงต่อเนื่อง 7 เดือนติดต่อกัน ซึ่งปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงยังคงมาจาก ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกลุ่มประเทศโอเปกพลัสปรับเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านโครงการ Quick Big Win ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (OFFO) ปรับลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนฯ และทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดลงมาอยู่ที่ 30.94 บาทต่อลิตร ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือนก.ย. – ธ.ค. 2568 มาอยู่ที่ 15.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย

    เช่นเดียวกับราคาผักสดและผลไม้สดต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก จากผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก รวมทั้งฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับสูงและผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับลดราคาห้องพัก เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ ( วันที่ 21 ต.ค. 2568) โดยเฉพาะมาตรการหักลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวภายในประเทศสูงสุด 20,000 บาท

    คาดตลอดปี “เงินเฟ้อไทย” หลุดเป้าติดลบ

    สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น คือ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวมีแนวโน้มทำให้ค่าโดยสารเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น และ ราคาสินค้าเกษตรและเครื่องประกอบอาหารบางชนิดมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า เช่น กะทิสำเร็จรูป กาแฟสำเร็จรูป เกลือป่น และน้ำมันพืช เป็นต้น ด้วยปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.0

    ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.01% และในเดือนกันยายน 2568 ลดลง 0.72% ส่งผลให้ติดลบต่อเนื่องถึง 6 เดือนสะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาที่ลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากฝั่งอุปทาน (Specific Supply-side Factors)ซึ่งสาเหตุจากหมวดสินค้าสำคัญที่มีน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีน้ำหนักในตะกร้าประมาณ7.6% ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำหนักประมาณ 4% และผักและผลไม้ น้ำหนักประมาณ 4.8%

    สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้เงินเฟ้อลดลงต่อเนื่องมีไม่กี่ประเด็นหลักๆไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่กลุ่มประเทศ OPEC+ เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันนำเข้าของไทยลดลงในเชิงมูลค่าซึ่งส่งผลให้เกิดแรงกดจากเงินเฟ้อนำเข้า (imported inflation)ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและส่งผ่านผลโดยตรงต่อดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI)ผ่านต้นทุนที่ต่ำลง เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงมีน้ำหนักราว 7.6% ของตะกร้าเงินเฟ้อ

    เช่นเดียวกับราคาสินค้าเกษตรลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น หมวดผักและผลไม้ ซึ่งมีน้ำหนักรวมประมาณ 4.8% ของตะกร้า CPI ที่เป็นหมวดที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศและฤดูกาลผลิต ปี 2568 ถือเป็นปัจจัยด้านอุปทานเอื้ออำนวยต่อผลผลิตอย่างชัดเจน ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาผักและผลไม้สดหลายชนิดปรับลดลงและช่วยชะลอแรงกดดันด้านราคาในหมวดอาหารสดโดยรวม

    “มาตรการรัฐ-ราคาสินค้าลด-ค่าไฟ” ฉุดเศรษฐกิจติดลบ 

    และประเด็นที่กดให้เงินเฟ้อลดลงอย่างต่อเนื่องอีกปัจจัย คือ มาตรการภาครัฐลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีปัญหาเชิงโครงสร้าง รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาภาระประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าผ่านกลไก ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ” (Fuel Adjustment Charge : Ft) ซึ่งส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ผ่านสองช่องทางสำคัญ ได้แก่ ผลโดยตรง เนื่องจากค่าไฟฟ้ามีน้ำหนักประมาณ 4% ของตะกร้าเงินเฟ้อ การลดค่าไฟฟ้าจึงลดแรงกดดันเงินเฟ้อในหมวดพลังงานโดยตรงและผลทางอ้อม การลดต้นทุนพลังงานช่วยลดต้นทุนการผลิตของภาคเอกชน ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการในหมวดอื่น ๆ ชะลอตัวตามไปด้วย

    “ทั้งสามปัจจัยจะเห็นได้ว่าการชะลอตัวของเงินเฟ้อไทยในระยะหลังไม่ได้สะท้อนการหดตัวของอุปสงค์อย่างแท้จริง แต่เกิดจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ลดลงจากปัจจัยภายนอก และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ดังนั้นภาวะปัจจุบันเป็นเพียง “ช่วงเวลาของเงินเฟ้อระดับต่ำต่อเนื่อง (Sustained Low Inflation)” มากกว่าการเข้าสู่ “ภาวะเงินฝืด (Deflation)”ในเชิงอุปสงค์

    นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่ได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง สินค้านำเข้ามีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะหมวดของใช้ส่วนบุคคลและเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดภายในประเทศรุนแรงขึ้นจนผู้ผลิตในประเทศไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ เป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยกดระดับราคาสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำ

    สนค.วิเคราะห์ ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ “เงินฝืด”

    ข้อมูลของสนค.วิเคราะห์อีกว่า แม้ในภาพรวมประเทศไทยจะยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดอย่างแท้จริง แต่หากพิจารณาในระดับภูมิภาค จะพบสัญญาณที่น่ากังวล โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องถึง 6 เดือน สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคจากธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือนส.ค. ที่ชี้ว่า

    การลงทุนภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่องกว่า 6 เดือน การบริโภคภาคเอกชนลดลงต่อเนื่อง 5 เดือน และดัชนีรายได้เกษตรกรติดลบต่อเนื่อง 3 เดือน จากราคาข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ลดลงจากปีที่แล้ว

    ขณะที่ภาคท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดน ซึ่งทั้งหมดสะท้อนภาพ การลดลงพร้อมกันของราคา รายได้ และการใช้จ่าย ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการหดตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้เพื่อลดผลกระทบและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืดในภูมิภาค รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเฉพาะพื้นที่ เช่น การให้เงินเยียวยาผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ชายแดนใน 7 จังหวัด ผ่านงบช่วยเหลือครัวเรือนละ 2,000 – 5,000 บาท

    รวมถึงโครงการ Quick Big Win เช่น มหกรรมธงฟ้าชายแดนและเมืองเศรษฐกิจ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ เชื่อมโยงตลาดออนไลน์ – ออฟไลน์ และเตรียมจัดงานการค้าชายแดนปี 2569 เพื่อขยายโอกาสทางการค้าในภูมิภาคท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อต่ำและเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ

    “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นบริโภค ทางเลี่ยงภาวะเงินฝืด

    ทั้งนี้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืดในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยใช้ทั้งมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ว่าจะเป็น “คนละครึ่งพลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโดยไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ ถือเป็น มาตรการการคลังที่ไม่เร่งเงินเฟ้อและเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจไทยในช่วงอุปสงค์อ่อนแรง

    ส่วนมาตรการแก้หนี้ประชาชน ภายใต้“กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน” วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ใช้กลไก “รวมศูนย์หนี้ ปรับโครงสร้าง ลดต้น ลดดอก” เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคครัวเรือน และ มาตรการของกระทรวงพาณิชย์ ในการควบคุมราคาสินค้าและบริการจำเป็น 57 รายการให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง มาตรการธงฟ้า จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด และมาตรการธงเขียว ซึ่งเน้นลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร พร้อมบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานในสินค้าสำคัญ และพยุงราคาสินค้าเกษตรผ่านการส่งออก เพื่อรักษาเสถียรภาพรายได้เกษตรกร

    เงินเฟ้อต่ำ “สัญญาณเตือน” รัฐนำประเทศหนีเงินติดลบ

    ภาพรวมทั้งหมดชี้ชัดว่า “เงินเฟ้อต่ำ…แต่ไม่ใช่เงินฝืด” โดยแรงหลักมาจากฝั่งต้นทุนและนโยบายพลังงานมากกว่าการหดตัวของอุปสงค์ฝ่ายเดียว ราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันทางการค้าที่ยังรุนแรง ทำให้ระดับราคาทั่วไปทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างไม่ทั่วถึง และยังถูกกดทับด้วยโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุและหนี้ครัวเรือนในระดับสูงถึงร้อยละ 87.4 ของ GDP อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation) ที่ตัดหมวดอาหารสดและพลังงานยังคงเป็นบวก สะท้อนว่าราคาสินค้าและบริการในภาพรวมยังคงขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดในเชิงระบบ ทั้งนี้ โครงการ

    “คนละครึ่งพลัส” ทำหน้าที่เป็นมาตรการการคลังที่กระตุ้นเศรษฐกิจโดย ไม่เร่งเงินเฟ้อช่วยพยุงการบริโภคและความเชื่อมั่นได้อย่างเหมาะสมท้ายที่สุด ภาวะเงินเฟ้อต่ำควรถูกใช้เป็น “โอกาสเชิงนโยบาย” เพื่อขับเคลื่อนมาตรการด้านอุปทาน ทั้งการผลักดันโครงการสินค้าราคาย่อมเยา กลไกราคาที่เป็นธรรม และการดูแลบริการอ่อนไหวควบคู่กับวินัยทางการคลัง รวมถึงการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนด้านพลังงาน เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “เสถียรภาพด้านราคา” และ“การเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว” ของประเทศไทย

    กรุงศรีฯ คาดปลายปีแบงก์ชาติ “ลดดอกเบี้ย”ส่งท้าย

    ด้านธนาคารกรุงศรีอยุธยา วิเคราะห์ว่า เงินเฟ้อทั่วไปเดือนต.ค.ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 นับตั้งแต่เดือนเม.ย. เนื่องจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ค่ากระแสไฟฟ้า และอาหารสดบางชนิด ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาหมวดอาหารสดและพลังงาน) อยู่ที่ 0.61% ชะลอลงเล็กน้อยจาก 0.65% ในเดือนก.ย. สำหรับในช่วง 10 เดือนแรกของปี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ -0.09% และ 0.87% ตามลำดับ

    โดยเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มที่จะยังอยู่ในแดนลบ จากปัจจัย ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน ( มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพด้านราคาพลังงาน โดยการปรับลดราคาค่ากระแสไฟฟ้า (Ft) สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในปีนี้หนุนให้ผลผลิตภาคเกษตรออกสู่ตลาดมากขึ้น และอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอแม้ได้ปัจจัยบวกชั่วคราวจากมาตการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งนี้ คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 อาจกลับมาติดลบอีกครั้งในรอบ 5 ปี ที่ -0.1%

    สำหรับมุมมองด้านดอกเบี้ยนโยบาย ศูนย์วิจัยกรุงศรี ฯคาดว่ามีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ ในวันที่ 17 ธ.ค.2568 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระทางการเงินของภาคเอกชน ปัจจัยหนุนหลักจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ, อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง และอาจต่ำกว่าที่ธปท.คาดที่ 0% ในปี 2568 และ 0.5% ในปี 2569 ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่เงินเฟ้อจะกลับสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ภาวะการเงินที่ตึงตัวสะท้อนจากการหดตัวของสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

    “ไทย” เบอร์ 1 เงินเฟ้อต่ำสุดในอาเซียน 

    ทั้งนี้ หากเทียบอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยกับต่างประเทศ พบว่า เงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนก.ย. ลดลง 0.72% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเป็นอันดับที่ 6 จาก 140 เขตเศรษฐกิจและต่ำเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน จาก 10ประเทศที่ประกาศตัวเลข นั้นหมายความว่า เงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในทิศทางที่ดีถ้าเทียบกับประเทศอาเซียนด้วยกัน

    โดย ลาว มีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง +4.5% อันดับหนึ่งของอาเซียน รองลงมาเป็น เวียดนามที่มีอัตราเงินเฟ้อที่ +3.38% อันดับ 3 อินโดนีเซีย อันตราเงินเฟ้อที่ +2.65% กัมพูชา อัตราเงินเฟ้อที่ +2.06% ฟิลิปปินส์ อัตราเงินเฟ้อที่ +1.7% มาเลเซีย อัตราเงินเฟ้อที่ +1.5% ติมอร์-เลสเต อัตราเงินเฟ้อที่ +0.9% สิงคโปร์อัตราเงินเฟ้อที่ +0.7% และ บูไน อัตราเงินเฟ้อที่ +0.03% ขณะที่ไทยมีอัตราเงินเฟ้อที่ – 0.72%

     อ่านข่าว:

     ชะตากรรม “ข้าวไทย” เผชิญคู่แข่งรอบด้าน ชาวนาจะรอดอย่างไร

    เด็กไทยเกิดน้อย-สูงวัย “ล้นเมือง” ต่ออายุเกษียณ ทางออกหรือวิกฤต

    “ทองคำ” พักรบ Vs ปรับฐาน ลุ้น 5 พ.ย.ศาลฎีกาชี้ชะตา”ภาษีทรัมป์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kV9MSgjsxZOoYPA8r4LEV

  • เจาะลึกอนาคตเศรษฐกิจสีเขียว ‘ฉลากสิ่งแวดล้อม’ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นใบเบิกทางสู่ความยั่งยืน และความอยู่รอดทางธุรกิจ

    เจาะลึกอนาคตเศรษฐกิจสีเขียว ‘ฉลากสิ่งแวดล้อม’ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นใบเบิกทางสู่ความยั่งยืน และความอยู่รอดทางธุรกิจ

    ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนและรุนแรงขึ้นทุกขณะ การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว ได้เปลี่ยนสถานะจากกระแสทางเลือกมาเป็นยุทธศาสตร์หลักที่จำเป็นต่อการอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การเสวนาในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว” ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่างๆ มาถอดรหัสถึงทิศทาง โอกาส และความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ โดยมีฉลากสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่คือกลไกขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงทุกองคาพยพของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่นโยบายระดับมหภาคไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภครายบุคคล

    เวทีเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ. ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ประธานคณะกรรมการฉลากผลิตภัณฑ์หมุนเวียน คุณอมรรัตน์ เดชอุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารเขียวและที่ปรึกษาโครงการระดับนานาชาติ, และ คุณณพล ก่อก้องวิศรุต รองประธานกรรมการบริหารฝ่าย Ecosystem จากบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) โดยมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นผู้ดำเนินรายการและร่วมให้มุมมอง

    วิวัฒนาการฉลากเขียวในประเทศไทย

    รศ. ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ได้เริ่มต้นด้วยการพาย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของการขับเคลื่อน ฉลากเขียวในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาคลาสสิกแบบ ‘ไก่กับไข่’ กล่าวคือ ผู้ผลิตลังเลที่จะลงทุนเพราะไม่แน่ใจในตลาด ขณะที่ผู้บริโภคก็หาซื้อสินค้าทางเลือกได้ยาก ดร.ธำรงรัตน์เล่าว่า “การทลายกำแพงนี้จึงเริ่มต้นจากการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่ายและใกล้ตัว เช่น คลิปหนีบกระดาษ หรือตู้เหล็ก เพื่อสร้างความคุยเคยและพิสูจน์ให้เห็นว่าของรักษ์โลกไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป”

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์ รศ. ดร.ธำรงรัตน์ ได้เจาะลึกถึงต้นทุนที่แท้จริง โดยชี้ว่า การประเมินด้วยหลักการวัฏจักรผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment – LCA) แสดงให้เห็นว่า ต้นทุนของผลิตภัณฑ์ทั่วไปนั้นสูงกว่าที่เห็น หากเรารวมต้นทุนภายนอก (Externality) หรือผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนต้องร่วมกันจ่ายผ่านภาษีเพื่อการฟื้นฟู ในทางตรงกันข้าม หากตลาดผลิตภัณฑ์สีเขียวเติบโตจนเกิดการผลิตในปริมาณมาก (Economy of Scale) ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง และเมื่อบวกกับผลประโยชน์ภายนอก (Saving) ที่สังคมได้รับจากการลดมลพิษ ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์สีเขียวนั้นคุ้มค่ากว่าอย่างมหาศาล ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มได้รับการยอมรับในภาครัฐ โดยกรมบัญชีกลางอนุญาตให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อสินค้าสีเขียวได้แม้จะมีราคาสูงกว่าปกติถึง 15% หากมีเหตุผลอันสมควร

    รศ. ดร.ธำรงรัตน์ ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านฉลากสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอาเซียน โดยได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาแก่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและภูฏานในการพัฒนาระบบฉลากเขียวของตนเอง อย่างไรก็ตาม เขายังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงนโยบายภายในประเทศ โดยเฉพาะการนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) มาปฏิบัติจริง ซึ่งยังคงติดปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) โดยยกตัวอย่างว่า “ยุทธศาสตร์ชาติที่ 5 ว่าด้วยการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควรเป็นหัวใจของทุกกระทรวง แต่ในทางปฏิบัติ หลายหน่วยงานยังมองว่าเป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพียงหน่วยงานเดียว” ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการบูรณาการอย่างแท้จริง

    แปลงนโยบายสู่การกระทำที่วัดผลได้

    คุณณพล ก่อก้องวิศรุต ได้นำเสนอมุมมองจากภาคธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างโฮมโปร ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากที่สุด เขาชี้ว่าในฐานะผู้จำหน่ายสินค้ารายใหญ่ โฮมโปรตระหนักดีว่าบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างขยะ แต่ในขณะเดียวกันก็มองเห็นโอกาสมหาศาลในการเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

    กลยุทธ์ของโฮมโปรนั้นลึกซึ้งกว่าแค่การรีไซเคิล โดยเริ่มต้นจากการ ‘ยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ (Product Life Extension)’ ผ่านการจัดตั้งศูนย์บริการซ่อมแซมที่ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการซ่อมแทนการทิ้ง ก่อนจะเข้าสู่โครงการแลกเก่าเพื่อโลกใหม่ ซึ่งเป็นระบบการรับคืนสินค้าเก่าจากบ้านลูกค้าโดยตรงและนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยกอย่างเป็นระบบ จากข้อมูลพบว่าสามารถรวบรวมสินค้าเก่าได้แล้วกว่า 5 แสนชิ้น โดย 95% เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และกว่า 80% ของวัสดุที่เก็บกลับมา สามารถนำไปรีไซเคิลและป้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตใหม่ได้สำเร็จ เช่น สุขภัณฑ์เก่ากว่า 400 ตันที่ถูกนำไปผลิตเป็นกระเบื้องปูพื้น

    คุณณพลยังได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับทุกธุรกิจ

    • ในอดีตราคาคืออุปสรรคสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าสีเขียว แต่ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่า ปัจจุบันอุปสรรคหลักได้เปลี่ยนเป็นการขาดความหลากหลายของสินค้า (Lack of Choice) ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคมีความต้องการ แต่ตลาดยังตอบสนองไม่เพียงพอ
    • กลุ่มผู้บริโภค Gen Z และรุ่นถัดไป เติบโตมาพร้อมกับความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (Green Conscious) ที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ในโรงเรียน คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นกำลังซื้อหลักของตลาดในอนาคตอันใกล้ และจะเลือกแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
    • ผู้บริโภคยุคใหม่มีความกังวลเรื่อง ‘การฟอกเขียว (Greenwashing)’ หรือการแอบอ้างว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สินค้าที่ได้รับการรับรองจากฉลากที่น่าเชื่อถือ มีข้อมูลที่โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) จะสามารถสร้างความไว้วางใจและมีความได้เปรียบทางการตลาดอย่างชัดเจน

    อาคารเขียว ตลาดมูลค่าล้านล้านบาทที่ขับเคลื่อนด้วยฉลากวัสดุ

    คุณอมรรัตน์ เดชอุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารเขียว ได้เชื่อมโยงความสำคัญของฉลากสิ่งแวดล้อมเข้ากับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล โดยมูลค่าการก่อสร้างอาคารใหม่ในปีที่ผ่านมาสูงถึงระดับล้านล้านบาท และมีแนวโน้มที่อาคารเขียวจะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีสัดส่วนไม่ถึง 1% ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4% ของอุปทานใหม่ทั้งหมด โดยมีแรงขับเคลื่อนทั้งด้านกฎหมาย (เช่น Building Energy Code) และแรงจูงใจทางการเงิน (เช่น Thailand Taxonomy ที่ธนาคารจะใช้พิจารณาสินเชื่อ)

    คุณอมรรัตน์ ชี้ให้เห็นว่า มาตรฐานอาคารเขียวที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น TREES (ของไทย), LEED (ของสหรัฐอเมริกา), หรือ EDGE ล้วนมีข้อกำหนดที่ให้คะแนนกับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทต่างๆ ทำให้ฉลากเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการพิสูจน์คุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนของโครงการ คุณอมรรัตน์กล่าวว่า “ฉลากได้เปลี่ยนมุมจากสัญลักษณ์เชิงเทคนิค มาเป็นภาษาเดียวกันของความโปร่งใส”

    ยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์ของอุตสาหกรรมกำลังก้าวไปสู่ ‘การออกแบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” (Data-Driven Design)’ โดยสถาปนิกและวิศวกรยุคใหม่จำเป็นต้องคำนวณคาร์บอนฝังตัว (Embodied Carbon) ในวัสดุแต่ละชนิดตั้งแต่วันแรกของการออกแบบ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด ซึ่งหมายความว่า วัสดุก่อสร้างที่มาพร้อมข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เช่น ฉลาก EPD (Environmental Product Declaration) และ Carbon Footprint จะกลายเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างสูงและเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้ ความยั่งยืนยังขยายขอบเขตไปถึงมิติของสุขภาวะที่ดีของผู้ใช้งาน (Health & Wellbeing) ทำให้ฉลากที่รับรองเรื่องการปลอดสารพิษมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในโครงการโรงพยาบาลและโรงเรียน

    ความร่วมมือคือหนทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน

    การเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวในประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่ไม่อาจหวนกลับ โดยมีแรงผลักดันจากทุกทิศทาง ทั้งกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น, นโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว, แรงจูงใจทางการเงิน, และที่สำคัญที่สุดคือจิตสำนึกและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

    ฉลากสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ ได้กลายเป็นภาษาและเครื่องมือกลางที่ทุกภาคส่วนใช้ในการสื่อสาร วัดผล และสร้างความน่าเชื่อถือในเส้นทางสู่ความยั่งยืน มันได้สร้างโอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ให้กับผู้ผลิตที่พร้อมจะปรับตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรม และในขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก อนาคตของธุรกิจไทยจึงไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและส่งมอบโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไปด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/sustainable-focus/tei-thailand-green-label-circular-economy-trends-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3667w5Z0Bw3S5B0PepURj-

  • แบงก์ชาติฝรั่งเศสคาดเศรษฐกิจโตต่อเนื่องใน Q4 แม้การเมืองมีความเสี่ยง : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติฝรั่งเศสคาดเศรษฐกิจโตต่อเนื่องใน Q4 แม้การเมืองมีความเสี่ยง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจภายในประเทศจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4/2568 แม้ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นทั้งในด้านการเมืองและงบประมาณยังคงฉุดรั้งภาคธุรกิจของฝรั่งเศส็ตาม

    ผลสำรวจรายเดือนของธนาคารกลางฝรั่งเศสบ่งชี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มีแนวโน้มขยายตัวอีกเล็กน้อยในไตรมาส 4 หลังจากมีการขยายตัว 0.5% ในไตรมาส 3 ซึ่งถือเป็นระดับที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนและการส่งออก

    ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวของธนาคารกลางฝรั่งเศส ได้จากการสอบถามความเห็นของบริษัทเอกชนจำนวน 8,500 แห่ง รวมทั้งพิจารณาจากตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจล่าสุด โดยดัชนีชี้วัดความไม่แน่นอนของธนาคารกลางฝรั่งเศสซึ่งอิงจากการตอบกลับจากบรรดาผู้นำธุรกิจนั้น ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในภาคอุตสาหกรรมและการบริการในเดือนต.ค.

    ผลการสำรวจบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจฝรั่งเศสยังสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้วิกฤตการณ์ทางการเมืองได้ทำให้ฝรั่งเศสเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง และทำให้ประเทศไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการอนุมัติงบประมาณ นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังเผชิญกับอุปสรรค เมื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติได้ลงมติแก้ไขร่างกฎหมายซึ่งจะทำให้อัตราภาษีที่เรียกเก็บจากบริษัทขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากกฎหมายการเงินดังกล่าวถูกบังคับใช้ในท้ายที่สุด

    แต่ถึงกระนั้นก็ตาม นับจนถึงขณะนี้ ความไม่แน่นอนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนมากกว่าภาคธุรกิจ เนื่องจากอัตราการออมยังคงสูง และการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bL4F-YDek4O79BxwwDQvK

  • รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

    รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

    เทคโนโลยี

    รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

    รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

    ปัจจุบันประเทศไทยถูกห้อมล้อมไปด้วยเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาถึง 2 ด้านด้วยกัน คือทั้งทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก

    ทั้งนี้ปรากฏว่า เครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ยังได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 เป็นต้นมาด้วย

    อ้างอิงจากรายงานข่าวของต่างประเทศที่พบว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศจีนได้เริ่มติดตามสอบสวนการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่ม Prince Holding Group ในกัมพูชาที่ถูกสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมฟอกเงินและอาชญากรรมสแกมเมอร์ (cyber scams) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 ก่อนที่จะมีรายงานข่าวของกระทรวงการคลังสหรัฐว่า 

    มีการประมาณการมูลค่ารวมของเงินที่คนอเมริกันถูกหลอกลวงจากอาชญากรรมไซเบอร์ในปี ค.ศ. 2024 ที่สูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเหล่าสแกมเมอร์ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็นความเสียหายที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2023

    ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้มักทำการหลอกขโมยเงินจากเหยื่อผ่านบัญชีม้าเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่จะรีบถอนโอนเงินออกนอกประเทศโดยแปลงเป็นเงิน stablecoins อย่างเช่น USDT หรือ USDC เป็นต้น

    นอกจากนี้ยังมีข้อน่าสังเกตที่น่าสนใจว่า เงินจำนวนมากที่เครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์ได้จากการล่อลวงเหยื่อ ก่อนจะแปลงเป็นเงิน USDT หรือ USDC ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของเครือข่ายมิจฉาชีพและอาชญากรรมสแกมเมอร์ในช่วง ค.ศ. 2020-2024 แล้วนั้น

    มันยังบังเอิญมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาดของ stablecoins อย่าง USDT และ USDC ในช่วงเวลาเดียวกันด้วย (ดูรูปที่ 1) การขยายตัวของแหล่งสแกมเมอร์ในภูมิภาคนี้ จึงขยายตัวตามมูลค่าตลาดของ stablecoins ทั้งระบบด้วย

    รู้เท่าทันเศรษฐกิจ (สีเทา) ดิจิทัล?

    ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการจะตัดเส้นเลือดใหญ่ของเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์อย่างถอนรากถอนโคนแล้ว รัฐบาลคงหนีไม่พ้นที่จะต้องดำเนินมาตรการต่อไปนี้อย่างจริงจัง เพื่อจะสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์ให้ได้ผลต่อไป ซึ่งได้แก่

    มาตรการแรก ประเทศไทยควรต้องเตรียมเรื่องการออกกฎหมายเฉพาะด้านเพื่อรับมือกับนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่อย่างเช่น stablecoins และอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะได้สามารถกำกับดูแลธุรกรรมผ่านช่องทาง stablecoins ให้เกิดผลได้จริงมากขึ้น 

    ทั้งนี้ ก.ล.ต. อาจจะเริ่มต้นด้วยการติดตามและศึกษาจากกฎหมาย GEINUS Act (Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act) ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ก.ล.ต. อาจประสานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของสหรัฐอเมริกา อย่างเช่น Securities and Exchange Commission (SEC) เพื่อช่วยแนะนำเรื่องของการรับมือกับนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่

    มาตรการที่สอง ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ทำการยึดทรัพย์สินและจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพในเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาอื่น ๆ ให้ได้ผลมากขึ้น 

    ตัวอย่างเช่น ที่สหรัฐอเมริกาได้ทำการยึด bitcoin ที่มีมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากนายเฉินจื้อ (Chen Zhi) ซึ่งเป็นประธานและผู้บริหารของ Prince Holding Group

    ในขณะที่ประเทศอังกฤษก็ได้ทำการยึดคฤหาสน์ของนายเฉินจื้อที่มีมูลค่า 12 ล้านปอนด์ และอาคารสำนักงานอีกราว 100 ล้านปอนด์ ไต้หวันได้ยึดทรัพย์คิดเป็นมูลค่า 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับเรือยอชต์อีก 1 ลำและอื่น ๆ

    ฮ่องกงได้ประกาศยึดทรัพย์ที่เป็นทั้งเงินสดและหุ้นที่มีมูลค่า 353 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศสิงคโปร์ก็ได้ยึดทรัพย์ของเครือข่ายกลุ่มนี้คิดเป็นเงินรวม 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น

    ข้อดีของความร่วมมือกันระหว่างประเทศคือการสามารถร่วมกันยึดทรัพย์สินของนายเฉินจื้อและพรรคพวกในเครือข่ายที่พยายามกระจายทรัพย์สินไปแฝงตัวอยู่ในหลาย ๆ ประเทศได้มากขึ้นนั่นเอง

    มาตรการที่สาม ต้องมุ่งกำจัดเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตต่อหน้าที่ในแต่ละสายงานที่เห็นแก่อามิสสินจ้างที่ได้จากนายทุนสีเทา

    อย่างไรก็ตาม ระบบกระบวนการยุติธรรมปกติที่แม้จะมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาก็ตาม แต่ก็มักต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลสรุปที่ชัดเจน หรืออาจจะถูกแทรกแซงบิดเบือนจากการใช้อำนาจหน้าที่อย่างไม่ถูกต้องของบรรดาผู้ที่ทุจริตด้วย

    ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้กฎหมายสำคัญอื่น ๆ  อย่างเช่น กฎหมายภาษี เข้ามาร่วมใช้กับการรายงานบัญชีทรัพย์สินเพื่อใช้เล่นงานผู้บริหารที่มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ ด้วยข้อหาที่ไม่รายงานรายได้พึงประเมินให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง เนื่องจากผู้ทุจริตจะไม่สามารถรายงานรายได้ในส่วนที่ได้มาโดยทุจริตได้ 

    การใช้กฎหมายภาษีเพื่อลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตต่อหน้าที่นี้ก็จะมีข้อดีในแง่ที่ว่า จะสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ใช้เวลาไม่มาก และมีต้นทุนในการดำเนินการที่ค่อนข้างต่ำด้วย

    โดยสรุปแล้ว การรับมือให้เท่าทันกับการขยายตัวของปัญหาสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทานั้น เราจำเป็นต้องดำเนินการให้ได้อย่างน้อย 2 ใน 3 ด้านหลักตามที่ได้กล่าวไปแล้วคือ ด้านความพร้อมในเรื่องกฎหมายเฉพาะทางเพื่อรับมือกับนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่

    ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อทำการยึดทรัพย์สินของเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย และด้านการใช้กฎหมายภาษีมาเป็นเครื่องมือเสริมในการลดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตต่อหน้าที่ให้เหลือน้อยลง เช่นนี้แล้ว ไทยก็จะสามารถรับมือกับธุรกิจสีเทาและสแกมเมอร์ได้อย่างเท่าทันต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/1207141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M4vceY1n3qaUD4RVbX2pZ

  • เจาะลึกตลาด “เห็ดหูหนู” พืชเศรษฐกิจมาแรง! ราคาพุ่งรับเทรนด์อาหารสุขภาพ

    เจาะลึกตลาด “เห็ดหูหนู” พืชเศรษฐกิจมาแรง! ราคาพุ่งรับเทรนด์อาหารสุขภาพ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FKoDzd8EvDNHgs6Cz7g6o

  • บทบาทของนวัตกรรมต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว: รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 2025

    บทบาทของนวัตกรรมต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว: รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 2025

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-48&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uyuBBcWUVX0L0fGnMr04C

  • ลงนามMOU “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซื้อหนี้เสีย 1 แสน คลัง-ธปท.ย้ำทำเพื่อช่วยชีวิตลูกหนี้-ฟื้นเศรษฐกิจ

    ลงนามMOU “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซื้อหนี้เสีย 1 แสน คลัง-ธปท.ย้ำทำเพื่อช่วยชีวิตลูกหนี้-ฟื้นเศรษฐกิจ

    คลัง-ธปท.ผนึก 3 หน่วยงานลงนาม MOU เปิดโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ให้ SAM ซื้อหนี้เสียไม่มีหลักประกันรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ยกดอกเบี้ยคงค้างและค่าธรรมเนียม ลดต้นบางส่วน หวังช่วยลูกหนี้กลับมาส่งหนี้ได้ “เอกนิติ” ย้ำไม่เร่งแก้เศรษฐกิจไทยไม่ฟื้น ชี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องหนี้ แต่ช่วยชีวิตคนไทย

    เมื่อ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)นายชาติศิริ โสภณพณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนสมาคมธนาคารไทย น.ส.นารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทบริหารสิทรัพย์สุขุมวิทหรือ SAM และ นางลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร ร่วมลงนามหลักการเบื้องต้น (MOU) และเปิดตัวโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ขึ้น ภายใต้ชื่อ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะประธาน และร่วมเป็นเป็นสักขีพยาน กล่าวว่า หนี้ครัวเรือน ถือเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย และหากปล่อยให้หนี้ครัวเรือนสูงมาก และไม่เร่งแก้ไข จะมีปัญหาต่อเนื่องถึงฐานะการเงินของครัวเรือนไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถฟื้นได้ โดยโครงการนี้เป็นเสาที่ 2 ของมาตรการ “Big Quick Win” ที่ต้องการแก้ไขหนี้ครัวเรือน และขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมมือผลักดันโครงการหนี้ออกมาไดน 1 เดือน เพราะสิ่งสำคัญจะไม่ได้ช่วยแค่ฐานะการเงินของคนไทยเท่านั้น  แต่ยังได้ช่วยชีวิตคนให้กลับมาดำเนินชีวิตได้

    “เราไม่ได้จะเอาหนี้ออกมาบริหารที่ AMC เท่านั้น แต่ต้องการต่อลมหายใจให้ลูกหนให้มีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการลดดอกเบี้ย ยืดเวลาให้เขามีเวลาหายใจ และมีโอกาสกลับมาเป็นคนดี  ซึ่งเรื่องนี้เครดิต บูโร จะช่วยเปิดทางให้เข้ากลับเข้าสู่การขอสินเชื่อใหม่ได้ เป็นการช่วยให้ชีวิตเขาให้ไปต่อได้ ซึ่งไม่ได้ดีขึ้นแค่ลูกหนี้ แต่ครอบครัวเขาด้วย โดยหลังการทำ MOU ในวันนี้จะต้องทำรายละเอียดเพิ่มเติมอีก เพื่อที่จะช่วยชีวิตลูกหนี้ได้อย่างแท้จริง”

    ขณะที่นายวิทัย กล่าวชี้แจงว่า โครงการนี้เราเลือกกลุ่มลูกหนี้ีที่มีปัญหามาก และเป็นรายย่อยก่อน ซึ่งจะช่วยได้ทั้งระบบเศรษฐกิจและช่วยคนด้วย สอดคล้องกับนโยบาย ธปท.ที่นอกเหนือจะแก้ไขปัญหาในภาพรวมจะลงไปเข้าแก้ปัญหาในรายจุดเพื่อให้คนไทยกินดีอยู่ดีได้ กลุ่มเป้าหมาย คือ ลูกหนี้รายย่อยที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ( NPLs) กับทุกประเภทสินเชื่อทุกผู้ให้บริการทางการเงิน รวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยต้องเป็นหนี้เสีย ณ วันที่ 30 ก.ย. 2568 โดยจะเป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธนาคารพาณิชยก่อน 1.6 ล้านบัญชี จำนวนลูกหนี้ 1.2 ล้านราย ภาระหนี้ 43,600 ล้านบาท ซึ่งหากมองตัวเลขอาจจะไม่สูงมาก แตคิด่เป็นสัดส่วนจะสูงถึง 64% ของเอ็นพีแอลทั้งหมด โดย SAM  จะรับซื้อหนี้เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้

    “ธปท.จะปรับให้ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม (social AMC) ช่วยแก้หนี้ให้ประชาชนโดยไม่มุ่งหากำไร ลูกหนี้จะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนมากกว่าปกติิ เช่น ยกเว้นดอกเบี้ยคงค้างและค่าธรรมเนียม ลดยอดเงินต้นบางส่วน ทำให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระและปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น รวมทั้งกลับมามีประวัติเครดิตบูโรที่ดีขึ้น โดยจะมี 2 ทางเลือกคือ จ่ายปิดจบ จ่ายชำระหนี้บางส่วนเพื่อปิดจบหนี้ในทันที และ 2. หากไม่ไหวให้ผ่อนชำระหนี้สูงสุด3 ปี และได้ยกเว้นดอกเบี้ยระหว่างเข้าร่วมมาตรการ โดยคาดว่าจะมีลูกหนี้ปิดจบหนี้ได้ประมาณ 30-50% ”

    ส่วนการเริ่มโครงการนั้น นายวิทัย กล่าวว่า ใน 1 ม.ค. 2569 จะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์หนี้ไปยัง SAM  และตั้งแต่ ก.พ. 2569  SAM จะติดต่อกลับลูกหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และเมื่อตกลงกันได้ ช่วงแรกจะผ่อนหนี้ผ่านเจ้าหนี้เดิมก่อนระยะหนึ่ง จากนั้นเริ่มส่งหนี้ที่ SAM โดยตรง และหากลูกหนี้สามารถปิดจบ หรือผ่อนตามเงื่อนไขก็จะได้รับการปรับประวัติใหม่จากเครดิต บูโร เป็นลูกหนี้ปกติโดยไม่ต้องรอ 3 ปี ส่วนลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านการขายและโอนหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนอีก 330,000 บัญชี ทำให้เมื่อรวมทั้งสิ้นจะช่วยเหลือลูกหนได้ถึง 1.9 ล้านบัญชี 

    ด้านชาติศิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือที่ดีระหว่างสถาบันการเงินและทางการไทย และสมาคมธนาคารไทยเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องช่วยลูกหนี้ โดยเฉพาการช่วยลูกหนี้ที่มีศัพยภาพให้กลับมาผ่อนหนี้ และออกจากเครดิตบูโรและกลับมาใช้สินเชื่อในระบบการเงิน และที่สำคัญเป็นเงินที่ใช้ในโครงการมาจาก เงินนำส่งของสถาบันการเงินและเงินของ AMC ซึ่งเป็นการผนึกกำลังที่ดี และไม่เสียวินัยทางการเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2894910&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yxvufhaqBz_KNMQc_SZiV

  • รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”


    11/11/2568 | 167 |

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว”
    นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงาน Unicq Technology ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี โดยมี นายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหารและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เข้าร่วมในพิธี พร้อมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการจากทั้งในและต่างประเทศ

    การเปิดโรงงานดังกล่าวถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกำกับดูแลให้ทุกโครงการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับทรัพยากรธรรมชาติ

    “รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนา EEC ให้เป็น ‘เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)’ โดยโรงงาน Unicq Technology แห่งนี้ เป็นตัวอย่างของความสำเร็จจากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม”
    — นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    รองนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนในพื้นที่จังหวัดชลบุรีครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก ถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่มีเสถียรภาพ และมีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการผลักดันให้ EEC เป็นพื้นที่ต้นแบบของ “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อม


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/441243&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qiWxM4PaDlcStCTVDIn2u

  • G7 ประชุมที่แคนาดาหารือวิกฤตยูเครน-จีนผูกขาดแร่ธาตุสำคัญ

    G7 ประชุมที่แคนาดาหารือวิกฤตยูเครน-จีนผูกขาดแร่ธาตุสำคัญ

    รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม G7 เริ่มการประชุมที่แคนาดาเมื่อวันอังคาร เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตยูเครนและหาทางออกสำหรับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมา 4 ปี พร้อมทั้งรับมือการผูกขาดแร่ธาตุสำคัญของจีนที่กระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจโลก

    การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ภูมิภาคไนแอการ่า ประเทศแคนาดา ชายแดนสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะมุ่งเน้นหาแนวทางระดมทุนสนับสนุนยูเครนในสงครามต่อต้านรัสเซีย หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศมาตรการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรัสเซีย 2 แห่งที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

    ยูเครนเผชิญการโจมตีโครงสร้างพลังงาน

    อนิตา อานันด์ รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา กล่าวว่ายูเครนกำลังเผชิญการโจมตีที่รุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม เธอหลีกเลี่ยงการสัญญาผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมสำหรับการช่วยเหลือเคียฟในการประชุมครั้งนี้

    อานันด์ระบุว่าลำดับความสำคัญของการประชุมคือการขยายการสนทนาให้กว้างขึ้นนอกเหนือจากกลุ่ม G7 ที่ประกอบด้วยอังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ โดยมีตัวแทนจากซาอุดีอะระเบีย อินเดีย บราซิล ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ เม็กซิโก และเกาหลีใต้เข้าร่วมด้วย

    วิกฤตการผูกขาดแร่ธาตุสำคัญ

    การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นหลังจากรัฐมนตรีพลังงาน G7 ตกลงมาตรการเพิ่มเติมเพื่อตอบโต้การผูกขาดห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญของจีนเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ปักกิ่งสร้างการควบคุมตลาดในการกลั่นและแปรรูปแร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะแร่ดินหายากที่จำเป็นสำหรับแม่เหล็กในเทคโนโลยีที่ทันสมัย

    G7 ประกาศโครงการร่วมเบื้องต้นเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อเพิ่มกำลังการกลั่นที่ไม่รวมจีน แม้สหรัฐฯ จะไม่เป็นภาคีในข้อตกลงเบื้องต้นเหล่านั้น แต่รัฐบาลทรัมป์ส่งสัญญาณสอดคล้องกับพันธมิตร G7

    การเจรจาทวิภาคีสหรัฐฯ-แคนาดา

    มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กำหนดจะจัดการเจรจาทวิภาคีกับอานันด์ในวันพุธ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุม G7 อานันด์กล่าวว่าไม่คาดหวังจะเรียกร้องปัญหาสงครามการค้าของทรัมป์ที่ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของแคนาดา

    เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยก่อนการประชุมว่า ห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญจะเป็นจุดสนใจหลัก โดยระบุว่า มีฉันทามติระดับโลกที่เพิ่มขึ้นในหมู่พันธมิตรว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจคือความมั่นคงของชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/g7-meeting-canada-ukraine-china-critical-minerals-dominance&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ddUvQYoJx9SjVA1D2uWTv