Category: เศรษฐกิจ

  • SNNP งบ 9 เดือนปี 68 กำไรย่อรับผลเศรษฐกิจชะลอ โค้งสุดท้ายลุ้น”คนละครึ่งพลัส”กระตุ้นกำลังซื้อเสริมไฮซีซั่น : อินโฟเควสท์

    SNNP งบ 9 เดือนปี 68 กำไรย่อรับผลเศรษฐกิจชะลอ โค้งสุดท้ายลุ้น”คนละครึ่งพลัส”กระตุ้นกำลังซื้อเสริมไฮซีซั่น : อินโฟเควสท์

    บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง (SNNP) เผยรายได้จากการขายในงวด 9 เดือนแรกของปี 68 จำนวน 4,250.2 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไตรมาส 3/68 มีรายได้จากการขาย 1,376.7 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากไตรมาสก่อนและลดลง 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า จากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจไทย แนวโน้มแรงกดดันของมาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของการบริโภคในภาพรวม ประกอบการชะลอตัวของยอดขายสินค้าเครื่องดื่มจากปัจจัยฤดูกาล

    นายวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ SNNP เปิดเผยว่า รายได้จากการขายภายในประเทศยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขายของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าและการจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายได้จากการขายในต่างประเทศลดลงจากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากอุทกภัยในภาคเหนือของเวียดนาม รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

    บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ในงวด 9 เดือนแรกปี 68 เท่ากับ 429.8 ล้านบาท ลดลง 11.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ในไตรมาส 3/68 อยู่ที่ 129.6 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดและส่งเสริมการขายที่วางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อการสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่ม Gen Z และขยายฐานผู้บริโภครุ่นใหม่ และรักษาความเป็นผู้นำทางการตลาดของสแน็คและเยลลี่พร้อมดื่ม

    นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 68 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของตลาดขนมขบเคี้ยว ประกอบกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ คาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อยอดขายสินค้าของบริษัท

    ด้านกลยุทธ์ทางการตลาด ยังคงพัฒนาและวางแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องพร้อมเดินหน้าสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร ควบคู่กับการสร้างการรับรู้แบรนด์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งด้านการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทุกช่องทาง เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mMdORJGd-qZDsV5pnWPaY

  • แบงก์ชาติจับมือคลัง เปิดโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ หวังช่วยลูกหนี้เกือบ 2 ล้านบัญชี ปิดหนี้เสียเคลียร์ประวัติ

    แบงก์ชาติจับมือคลัง เปิดโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ หวังช่วยลูกหนี้เกือบ 2 ล้านบัญชี ปิดหนี้เสียเคลียร์ประวัติ

    หนี้ครัวเรือนเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่รายได้ของครัวเรือนจำนวนมากยังฟื้นตัวช้าและมีภาระหนี้สูง ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางยังมีปัญหาในการชำระหนี้ และกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว อาจซ้ำเติมสถานการณ์หนี้ครัวเรือน และส่งผลต่อการบริโภคภาคเอกชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้

    rn

     

    rn

    กระทรวงการคลัง ธปท. และภาคสถาบันการเงิน จึงร่วมกันดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) ขึ้น ภายใต้ชื่อ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” การช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว โดยเน้นหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งในระยะแรกจะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์จำนวนประมาณ 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย ภาระหนี้ประมาณ 43,600 ล้านบาท โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จะรับซื้อหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายข้างต้น เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระหนี้ได้ โดย ธปท. จะปรับยุทธศาสตร์ให้ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม (social AMC) ที่มุ่งเน้นช่วยแก้หนี้ให้ประชาชนโดยไม่มุ่งหากำไร ซึ่งในระยะต่อไปจะพิจารณาขยายให้ SAM รับซื้อหนี้จากผู้ให้บริการทางการเงินประเภทอื่นเพิ่มเติมด้วย

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนมากกว่าปกติเพื่อลดภาระหนี้ อาทิเช่น ยกเว้นดอกเบี้ยคงค้างทั้งหมดและค่าธรรมเนียม ลดยอดเงินต้นบางส่วน เป็นต้น ทำให้ลูกหนี้สามารถกลับมาจ่ายชำระได้และปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น รวมทั้งกลับมามีประวัติการชำระหนี้ในเครดิตบูโรที่ดีขึ้นและมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อีกครั้ง โดยมี 2 มาตรการ ได้แก่ (1) จ่ายปิดจบ ให้ลูกหนี้จ่ายชำระหนี้บางส่วนเพื่อปิดจบหนี้ในทันที และ (2) ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ให้ลูกหนี้ผ่อนชำระเป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 3 ปี และจะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ในระหว่างที่เข้าร่วมมาตรการ หากปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

    rn

     

    rn

     

    rn

    สำหรับลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนอีก 3.3 แสนบัญชี ซึ่งกระทรวงการคลังจะดำเนินการภายใต้หลักการและแนวทางการช่วยเหลือที่สอดคล้องกัน รวมทั้งสิ้นโครงการจะช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยได้มากถึง 1.9 ล้านบัญชี โดยลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถศึกษารายละเอียดโครงการได้ที่ website ธปท. (www.bot.or.th/cleardebt) ช่องทางของ SAM (www.sam.or.th) หรือช่องทางของสถาบันการเงิน ซึ่งลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ที่สนใจปรับโครงสร้างหนี้กับโครงการนี้ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. (BOT contact center 1213) และ SAM (call center 1443) ได้ตั้งแต่ 5 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    rn

    rnกระทรวงการคลัง

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    สมาคมธนาคารไทย

    rn

    บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด

    rn

    บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

    rn

    11 พฤศจิกายน 2568

    rn”}}” id=”anchor1″>

    หนี้ครัวเรือนเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่รายได้ของครัวเรือนจำนวนมากยังฟื้นตัวช้าและมีภาระหนี้สูง ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางยังมีปัญหาในการชำระหนี้ และกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว อาจซ้ำเติมสถานการณ์หนี้ครัวเรือน และส่งผลต่อการบริโภคภาคเอกชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้

    กระทรวงการคลัง ธปท. และภาคสถาบันการเงิน จึงร่วมกันดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) ขึ้น ภายใต้ชื่อ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” การช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว โดยเน้นหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งในระยะแรกจะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์จำนวนประมาณ 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย ภาระหนี้ประมาณ 43,600 ล้านบาท โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จะรับซื้อหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายข้างต้น เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระหนี้ได้ โดย ธปท. จะปรับยุทธศาสตร์ให้ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม (social AMC) ที่มุ่งเน้นช่วยแก้หนี้ให้ประชาชนโดยไม่มุ่งหากำไร ซึ่งในระยะต่อไปจะพิจารณาขยายให้ SAM รับซื้อหนี้จากผู้ให้บริการทางการเงินประเภทอื่นเพิ่มเติมด้วย

    ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนมากกว่าปกติเพื่อลดภาระหนี้ อาทิเช่น ยกเว้นดอกเบี้ยคงค้างทั้งหมดและค่าธรรมเนียม ลดยอดเงินต้นบางส่วน เป็นต้น ทำให้ลูกหนี้สามารถกลับมาจ่ายชำระได้และปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น รวมทั้งกลับมามีประวัติการชำระหนี้ในเครดิตบูโรที่ดีขึ้นและมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อีกครั้ง โดยมี 2 มาตรการ ได้แก่ (1) จ่ายปิดจบ ให้ลูกหนี้จ่ายชำระหนี้บางส่วนเพื่อปิดจบหนี้ในทันที และ (2) ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด ให้ลูกหนี้ผ่อนชำระเป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 3 ปี และจะได้รับการยกเว้นดอกเบี้ยเงินกู้ในระหว่างที่เข้าร่วมมาตรการ หากปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

    สำหรับลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนอีก 3.3 แสนบัญชี ซึ่งกระทรวงการคลังจะดำเนินการภายใต้หลักการและแนวทางการช่วยเหลือที่สอดคล้องกัน รวมทั้งสิ้นโครงการจะช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยได้มากถึง 1.9 ล้านบัญชี โดยลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถศึกษารายละเอียดโครงการได้ที่ website ธปท. (www.bot.or.th/cleardebt) ช่องทางของ SAM (www.sam.or.th) หรือช่องทางของสถาบันการเงิน ซึ่งลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ที่สนใจปรับโครงสร้างหนี้กับโครงการนี้ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. (BOT contact center 1213) และ SAM (call center 1443) ได้ตั้งแต่ 5 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    กระทรวงการคลัง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    สมาคมธนาคารไทย

    บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด

    บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

    11 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251111.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23sWxYdgVigYN5RJS9LCx-

  • โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้

    โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้

    ความเป็นมา

    หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งภาครัฐและธปท. ได้ร่วมกันผลักดันแนวทางแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่รายได้ของครัวเรือนยังฟื้นตัวช้า ทำให้ยังมีปัญหาการชำระหนี้และกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น

    โครงการ“ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” จึงเป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว มุ่งเน้นช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPLs ให้ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดภาระหนี้ ปิดจบหนี้ได้เร็ว และกลับมามีประวัติการชำระหนี้ที่ดีขึ้น

    * ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถศึกษารายละเอียดโครงการและติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือ สอบถามผ่าน ช่องทาง ธปท. (BOT contact center 1213) และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM call center 1443) ได้ตั้งแต่ 5 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”

    rn”}}” id=”a2″>

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”

    วัตถุประสงค์ของโครงการ 

    rn

     

    rn

      rn

    • เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะจุด คือ ลูกหนี้รายย่อยที่เหลือยอดหนี้เสีย (NPL) ไม่สูง ให้กลับมาจ่ายหนี้ได้ หลุดจากสถานะ NPL ได้เร็ว และมีประวัติหนี้ที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต
      rn
    • rn

    • เพื่อช่วยเหลือเป็นการเฉพาะกิจ โดยจะดำเนินการเพียงครั้งเดียว เพื่อไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด จนทำให้ลูกหนี้เสียวินัยทางการเงิน (moral hazard) รวมทั้งมีแนวทางจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้และรักษาวินัยในการชำระหนี้
      rn 
    • rn

    rn

    กำหนดการโครงการ
    rn  

    rn

    เริ่มโครงการตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    rn

    o 1 ม.ค. 2569  ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ โอนกรรมสิทธิ์หนี้ไปยัง SAM 

    rn

    o  5 ม.ค. 2569  ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ ที่สนใจปรับโครงสร้างหนี้กับโครงการนี้ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. และ SAM

    rn

    o ตั้งแต่ ก.พ. 2569  SAM หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก SAM ติดต่อกลับลูกหนี้ 

    rn”}}” id=”text-28b33e9e2c”>

    วัตถุประสงค์ของโครงการ 

    • เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะจุด คือ ลูกหนี้รายย่อยที่เหลือยอดหนี้เสีย (NPL) ไม่สูง ให้กลับมาจ่ายหนี้ได้ หลุดจากสถานะ NPL ได้เร็ว และมีประวัติหนี้ที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต
    • เพื่อช่วยเหลือเป็นการเฉพาะกิจ โดยจะดำเนินการเพียงครั้งเดียว เพื่อไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด จนทำให้ลูกหนี้เสียวินัยทางการเงิน (moral hazard) รวมทั้งมีแนวทางจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้และรักษาวินัยในการชำระหนี้
       

    กำหนดการโครงการ
     

    เริ่มโครงการตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    o 1 ม.ค. 2569  ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ โอนกรรมสิทธิ์หนี้ไปยัง SAM 

    o  5 ม.ค. 2569  ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ ที่สนใจปรับโครงสร้างหนี้กับโครงการนี้ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. และ SAM

    o ตั้งแต่ ก.พ. 2569  SAM หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก SAM ติดต่อกลับลูกหนี้ 

    มาตรการและรูปแบบการช่วยเหลือลูกหนี้

    rn”}}” id=”a3″>

    มาตรการและรูปแบบการช่วยเหลือลูกหนี้

    บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะรับซื้อรับโอนหนี้เสียของลูกหนี้รายย่อยมาจากเจ้าหนี้เดิม และจะปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้

    rn

     

    rn

    โดยในระยะแรก SAM จะรับซื้อเฉพาะหนี้ NPL ที่ไม่มีหลักประกัน (เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล) และติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน
    rn
    ไม่รวมสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อ nano finance ที่มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เนื่องจากถือเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน

    rn

     

    rn

    โครงการมีระยะเวลา 3 ปี ประกอบด้วย 2 มาตรการย่อย ได้แก่
    rn
    rn1. มาตรการ “จ่ายปิดจบ”

    rn

    ให้ลูกหนี้เข้ามาจ่ายคืนหนี้บางส่วนแก่ SAM เพื่อปิดบัญชี
    rn 

    rn

    2. มาตรการ “ผ่อนชำระเป็นงวด”
    rn
    • ลดภาระหนี้บางส่วนให้กับลูกหนี้ และส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเป็นงวดแก่ SAM 

    rn

    • ระยะเวลาผ่อนสูงสุด 3 ปี (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละรายจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะเหลือน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ) 

    rn

    • อัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างเข้าร่วมโครงการจะพักแขวนไว้ หากลูกหนี้ปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขจะยกเว้นดอกเบี้ยทั้งจำนวน

    rn

     

    rn

    กลุ่มเป้าหมายในระยะแรก ประกอบด้วย ลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์และลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะถูกรับโอนซื้อหนี้และช่วยเหลือต่อโดย SAM

    rn”}}” id=”text-65016f2ea0″>

    บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) จะรับซื้อรับโอนหนี้เสียของลูกหนี้รายย่อยมาจากเจ้าหนี้เดิม และจะปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้

    โดยในระยะแรก SAM จะรับซื้อเฉพาะหนี้ NPL ที่ไม่มีหลักประกัน (เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล) และติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน
    ไม่รวมสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อ nano finance ที่มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เนื่องจากถือเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน

    โครงการมีระยะเวลา 3 ปี ประกอบด้วย 2 มาตรการย่อย ได้แก่

    1. มาตรการ “จ่ายปิดจบ”

    ให้ลูกหนี้เข้ามาจ่ายคืนหนี้บางส่วนแก่ SAM เพื่อปิดบัญชี
     

    2. มาตรการ “ผ่อนชำระเป็นงวด”
    • ลดภาระหนี้บางส่วนให้กับลูกหนี้ และส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเป็นงวดแก่ SAM 

    • ระยะเวลาผ่อนสูงสุด 3 ปี (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละรายจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะเหลือน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ) 

    • อัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างเข้าร่วมโครงการจะพักแขวนไว้ หากลูกหนี้ปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขจะยกเว้นดอกเบี้ยทั้งจำนวน

    กลุ่มเป้าหมายในระยะแรก ประกอบด้วย ลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์และลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะถูกรับโอนซื้อหนี้และช่วยเหลือต่อโดย SAM

    คุณสมบัติลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ

    rn”}}” id=”a4″>

    คุณสมบัติลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ

    ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการสามารถเข้าร่วมโครงการได้ทุกคน โดยลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ดังนี้

    rn

    (1) เป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดา

    rn

    (2) สถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 2568 เป็นหนี้ที่ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน (NPL) 

    rn

    (3) มีภาระหนี้ NPL รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงิน และทุกประเภทสินเชื่อ ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย*  

    rn

    rn*นับเฉพาะผู้ให้บริการทางการเงินที่รายงานข้อมูลในเครดิตบูโร (NCB) และใช้ภาระหนี้ตามการรายงาน NCB

    rn”}}” id=”text-76f09a2947″>

    ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการสามารถเข้าร่วมโครงการได้ทุกคน โดยลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ดังนี้

    (1) เป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดา

    (2) สถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 2568 เป็นหนี้ที่ค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน (NPL) 

    (3) มีภาระหนี้ NPL รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงิน และทุกประเภทสินเชื่อ ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย*  

    *นับเฉพาะผู้ให้บริการทางการเงินที่รายงานข้อมูลในเครดิตบูโร (NCB) และใช้ภาระหนี้ตามการรายงาน NCB

    ประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ

    rn”}}” id=”a5″>

    ประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ

    (1) ได้ลดภาระหนี้ และเงื่อนไขการผ่อนชำระแบบผ่อนปรน จึงช่วยให้ลูกหนี้เสียสามารถกลับมาเป็นลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น

    rn

    (2) ประวัติชำระหนี้ในเครดิตบูโร (NCB) ปรับดีขึ้น  

    rn

    (3) มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น

    rn”}}” id=”text-140d84ba93″>

    (1) ได้ลดภาระหนี้ และเงื่อนไขการผ่อนชำระแบบผ่อนปรน จึงช่วยให้ลูกหนี้เสียสามารถกลับมาเป็นลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น

    (2) ประวัติชำระหนี้ในเครดิตบูโร (NCB) ปรับดีขึ้น  

    (3) มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้น

    รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ

    rn”}}” id=”a6″>

    รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ

    (1) ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการทุกราย จะถูกโอนขายหนี้ให้ SAM ตั้งแต่ต้นเดือน 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    rn

    (2) เจ้าหนี้เดิม และ SAM จะส่งหนังสือแจ้งการโอนสิทธิ์เรียกร้องให้กับลูกหนี้ทุกรายที่ถูกโอนหนี้ไปยัง SAM 

    rn

    (3) ลูกหนี้จะได้รับการติดต่อจาก SAM หรือคนที่ SAM มอบหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามโครงการต่อไป

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ หากลูกหนี้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขโครงการแต่ไม่ได้รับจดหมายดังกล่าว และมีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. หรือ SAM ได้ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่ง SAM (หรือคนที่ SAM มอบหมาย) จะติดต่อกลับหากลูกหนี้มีสิทธิ์ตามเงื่อนไขของมาตรการ

    rn”}}” id=”text-8fb391ffd7″>

    (1) ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการทุกราย จะถูกโอนขายหนี้ให้ SAM ตั้งแต่ต้นเดือน 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

    (2) เจ้าหนี้เดิม และ SAM จะส่งหนังสือแจ้งการโอนสิทธิ์เรียกร้องให้กับลูกหนี้ทุกรายที่ถูกโอนหนี้ไปยัง SAM 

    (3) ลูกหนี้จะได้รับการติดต่อจาก SAM หรือคนที่ SAM มอบหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามโครงการต่อไป

    ทั้งนี้ หากลูกหนี้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขโครงการแต่ไม่ได้รับจดหมายดังกล่าว และมีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ หรือสอบถามผ่านช่องทาง ธปท. หรือ SAM ได้ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่ง SAM (หรือคนที่ SAM มอบหมาย) จะติดต่อกลับหากลูกหนี้มีสิทธิ์ตามเงื่อนไขของมาตรการ

    โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้

    ช่องทางการติดต่อ

    rn”}}” id=”a7″>

    ช่องทางการติดต่อ

    หากลูกหนี้มีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อ

    rn

    – SAM (call center 1443 หรือ www.sam.or.th)

    rn

    – สถาบันการเงินเจ้าหนี้เดิม

    rn

    – BOT contact center 1213

    rn”}}” id=”text-21d41ed83e”>

    หากลูกหนี้มีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อ

    – SAM (call center 1443 หรือ www.sam.or.th)

    – สถาบันการเงินเจ้าหนี้เดิม

    – BOT contact center 1213

    TAG ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/cleardebt.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q52KZYk3fpiX5HOCV0XbL

  • เปิดเมืองศิลปะ “ภูเก็ต” ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ดันเศรษฐกิจ-ภาพลักษณ์ไทย | TOPNEWS

    เปิดเมืองศิลปะ “ภูเก็ต” ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ดันเศรษฐกิจ-ภาพลักษณ์ไทย | TOPNEWS

    วันที่ 11 พ.ย. 2568 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมการจัดงาน ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2568 (Thailand Biennale, Phuket 2025) ว่า จากการลงพื้นที่ติดตามเมื่อวันที่ 8–9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ร่วมกับนางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายอริญชย์ รุ่งแจ้ง ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ นางสาวมาริสา พันธรักษ์ราชเดช ภัณฑารักษ์ นางอัญชลี วานิช เทพบุตร นายกสมาคมศิลป์ภูเก็ต และนางพวงผกา เชาวน์ไวย วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต พบว่า การดำเนินงานโดยรวมมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องและน่าพอใจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่และติดตั้งผลงานศิลปะ ซึ่งมีความคืบหน้าแล้วกว่า 70%

    ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า “จากการติดตามในพื้นที่ เห็นได้ชัดถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน และประชาชนชาวภูเก็ต ที่ร่วมกันเตรียมงานอย่างเข้มแข็ง ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการจัดงานศิลปะร่วมสมัยนานาชาติระดับโลกครั้งนี้” สำหรับการจัดงาน ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 – สิ้นเดือนเมษายน 2569 รวมระยะเวลากว่า 5 เดือน โดยมีศิลปินหลักกว่า 65 คน/กลุ่ม จากทั้งในและต่างประเทศ ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในพื้นที่จัดแสดง 19 แห่ง และศาลาแสดงงานอีก 13 แห่งทั่วจังหวัดภูเก็ต

    การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว และนโยบายของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมอัตลักษณ์ไทยและทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังแห่งภาพลักษณ์เกียรติภูมิไทย ผ่านการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน และเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ขณะที่ปลัดวธ.เชิญชวนคนไทยและต่างชาติร่วมชมเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติสุดยิ่งใหญ่ ที่จะ “เปิดเมืองด้วยศิลปะ เปิดหัวใจด้วยวัฒนธรรม และเปิดโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยก้าวไกลบนเวทีโลก”

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1386850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ykZ5G4yxFkBV82254fFIW

  • ทองปิดพุ่ง $112.2 เก็งเฟดหั่นดอกเบี้ยหลังข้อมูลศก.ซบ : อินโฟเควสท์

    ทองปิดพุ่ง $112.2 เก็งเฟดหั่นดอกเบี้ยหลังข้อมูลศก.ซบ : อินโฟเควสท์

    สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ในวันจันทร์ (10 พ.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. หลังมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งรวมถึงข้อมูลการจ้างงาน

    • ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 112.2 ดอลลาร์ หรือ 2.80% ปิดที่ 4,122.00 ดอลลาร์/ออนซ์

    ปีเตอร์ แกรนท์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Zaner Metals กล่าวว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทำให้นักลงทุนมีมุมมองบวกมากขึ้นว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. พร้อมกับให้กรอบเป้าหมายราคาทองคำในช่วงสิ้นปีนี้ที่ระดับ 4,200 – 4,300 ดอลลาร์/ออนซ์ และคาดว่าราคาทองมีโอกาสพุ่งขึ้นแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

    Challenger, Gray & Christmas ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการจ้างงาน เปิดเผยว่า การประกาศเลิกจ้างพนักงานของภาคเอกชนในสหรัฐฯ มีจำนวนรวม 153,074 ตำแหน่งในเดือนต.ค. เพิ่มขึ้นถึง 183% เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ทำการปรับโครงสร้างพนักงานให้เหมาะสมกับยุคของ AI ที่กำลังมีการขยายตัว ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในตลาดแรงงาน

    โดยรวมแล้ว ในปีนี้ บริษัทต่าง ๆ ได้ประกาศปลดพนักงานรวมกว่า 1.1 ล้านตำแหน่ง เพิ่มขึ้น 65% จากปี 2567 และเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่โรคโควิด-19 แพร่ระบาด

    ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ร่วงลงสู่ระดับ 50.3 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2565 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 53.0 จากระดับ 53.6 ในเดือนต.ค. เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544425&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JbOcMlsp2cvU2NGXsBfw-

  • นโยบายและแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลปี 2568 และ 2569

    นโยบายและแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลปี 2568 และ 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M4UjpGIpkbRqgdWL3GTk4

  • รัฐบาลส่งสัญญาณบวก “สุชาติ” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว” | TOPNEWS

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก “สุชาติ” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนาน “เศรษฐกิจสีเขียว” | TOPNEWS

    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงาน Unicq Technology ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี โดยมี นายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหารและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เข้าร่วมในพิธี พร้อมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการจากทั้งในและต่างประเทศ

    การเปิดโรงงานดังกล่าวถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกำกับดูแลให้ทุกโครงการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับทรัพยากรธรรมชาติ

    “รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนา EEC ให้เป็น ‘เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)’ โดยโรงงาน Unicq Technology แห่งนี้ เป็นตัวอย่างของความสำเร็จจากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม” -นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1387117&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_eIK64yZgH29KEIUuUeov

  • กฎหมายแอลกอฮอล์ฉบับใหม่สร้างปัญหาเส้นขนาน

    กฎหมายแอลกอฮอล์ฉบับใหม่สร้างปัญหาเส้นขนาน

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/xAltuDjmQVQ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U_s9CphIBUBXu7CJFl76K

  • ผู้นำจีนส่งสัญญาณพร้อมรับเศรษฐกิจโต 4% หลังมณฑลกวางตุ้งขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย : อินโฟเควสท์

    ผู้นำจีนส่งสัญญาณพร้อมรับเศรษฐกิจโต 4% หลังมณฑลกวางตุ้งขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย : อินโฟเควสท์

    ปธน. สี จิ้นผิง (ภาพ: Thaigov.go.th)

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนแสดงท่าทีว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างชะลอตัวของมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นมณฑลที่มั่งคั่งที่สุดของประเทศนั้น ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนล่าสุดของผู้นำจีนที่พร้อมยอมรับอัตราการขยายตัวที่ช้าลงสู่ราว 4% ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดและความพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

    รายงานของสำนักข่าวซินหัวระบุว่า เจ้าหน้าที่กวางตุ้งรายงานต่อสีว่า เศรษฐกิจของมณฑลขยายตัว 4.1% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศที่ 5.2% แต่ยังดีกว่าปีก่อนหน้า ซึ่งผู้นำจีนตอบรับว่าผลผลิตรวมของกวางตุ้งยังคงครองอันดับหนึ่งของประเทศ และด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ การเติบโตระดับนี้ยังถือว่ามีนัยสำคัญ พร้อมแนะให้มณฑลกวางตุ้งเปรียบเทียบกับตัวเองและมุ่งแก้ปัญหาใหม่ ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

    การแสดงความเห็นของสีมีขึ้นระหว่างการเดินทางเยือนมณฑลไห่หนานและกวางตุ้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำถึงแนวทางของรัฐบาลจีนที่ยอมรับการเติบโตในระดับปานกลาง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ด้านนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียงระบุว่า ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนคาดว่าจะเกิน 170 ล้านล้านหยวน หรือราว 23.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายถึงอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 4% ต่อปีจนถึงปี 2573 โดยไม่รวมผลของอัตราเงินเฟ้อ

    ขณะเดียวกัน คู่มือแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์จีนระบุว่า จีนจำเป็นต้องรักษาอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีไว้ที่ 4.17% ตลอดทศวรรษหน้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเพิ่มขึ้นของ GDP ต่อหัวเป็นสองเท่าระหว่างปี 2563 ถึง 2578

    ทั้งนี้ มณฑลกวางตุ้งในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจที่คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของ GDP ทั้งประเทศ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการล่มสลายของภาคอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความไม่แน่นอนทางการค้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Vikhle5LjC22D0XtiSejI

  • ‘โดรน’ อาวุธลับใหม่เศรษฐกิจจีน โอกาสทองไทยยุคเทคโนโลยีบินได้

    ‘โดรน’ อาวุธลับใหม่เศรษฐกิจจีน โอกาสทองไทยยุคเทคโนโลยีบินได้

    ‘โดรน’ อาวุธลับใหม่เศรษฐกิจจีน โอกาสทองไทยยุคเทคโนโลยีบินได้

    ในขณะที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จีนกลับเดินเกมอีกหนึ่งหมากสำคัญอย่างเงียบแต่ทรงพลัง ด้วยการผลักดันอุตสาหกรรมโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ (UAV) ให้กลายเป็น “กุญแจเศรษฐกิจใหม่” ของประเทศ ผ่านแนวคิด “เศรษฐกิจการบินเพดานต่ำ” (Low-altitude Economy) ที่มุ่งใช้ประโยชน์จากน่านฟ้าต่ำกว่า 3,000 เมตร เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบริการในหลายมิติ ตั้งแต่เกษตร โลจิสติกส์ ไปจนถึงการขนส่งผู้โดยสารในอนาคต

    ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) ระบุว่า จีนคือผู้นำตลาดโดรนโลกอย่างแท้จริง ทั้งด้านการผลิต การใช้งาน และการถือครองเทคโนโลยี ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 1.62 ล้านราย และโดรนขึ้นทะเบียนกว่า 2.18 ล้านลำ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อนหน้า จีนยังส่งออกโดรนมากที่สุดในโลกกว่า 3.72 ล้านลำ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านหยวน พร้อมครองสิทธิบัตรเทคโนโลยีโดรนมากกว่า 70% ของโลก

    แบรนด์สัญชาติจีนอย่าง DJI, Ehang และ Yuneec กลายเป็นผู้นำระดับโลกในตลาดโดรนทั้งเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ขณะที่รัฐบาลจีนวางอุตสาหกรรมนี้เป็นหนึ่งใน “ยุทธศาสตร์ชาติ” เพื่อสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ ล่าสุดได้ปรับกฎระเบียบการบินเพดานต่ำให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดทางให้สตาร์ทอัปพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น โดรนโดยสาร หรือ “แท็กซี่อากาศ” (eVTOL) ที่คาดว่าจะให้บริการเชิงพาณิชย์ภายใน 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ มีการประเมินว่า เศรษฐกิจการบินเพดานต่ำของจีนจะมีมูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านหยวนในปี 2568 และพุ่งแตะ 3.5 ล้านล้านหยวนภายในปี 2578

    ในระดับมณฑล “กว่างซี” ซึ่งมีพรมแดนติดกับอาเซียน กำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของเศรษฐกิจการบินเพดานต่ำ โดยได้ประกาศแผนพัฒนา พ.ศ.2567-2569 เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโดรนใน 6 ด้าน ทั้งการสนับสนุนเชิงนโยบาย การสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรม การพัฒนานวัตกรรม และการขยายการใช้งานในหลายฉากทัศน์ เช่น การขนส่งสินค้า การกู้ภัย และเกษตรอัจฉริยะ

    นครหนานหนิง เมืองศูนย์กลางของแผนดังกล่าว มีบริษัทกว่า 300 แห่งเข้ามาลงทุน ครอบคลุมทั้งการผลิต การวิจัย และการให้บริการในระบบเศรษฐกิจเพดานต่ำ หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “ศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจการบินเพดานต่ำชิงซิ่ว” ที่รวมบริษัทด้านโดรนกว่า 26 แห่ง เช่น UCAV Aviation และ UAVSKY รวมถึง “ค่ายปฏิบัติการการบินเพดานต่ำเป่ยโถวกว่างซี” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาเทคโนโลยีครบวงจร ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้วกว่า 10 แห่ง และมีนักบินโดรนที่ได้รับใบอนุญาตมากกว่า 1,000 คน

    การเติบโตของเศรษฐกิจการบินเพดานต่ำไม่เพียงสร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังสร้าง “อาชีพใหม่” จำนวนมาก โดยเฉพาะนักบินโดรน ซึ่งคณะกรรมาธิการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ประเมินว่าอาจเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคนทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังเกิดตำแหน่งงานเฉพาะทางอื่นๆ เช่น วิศวกร ช่างเทคนิค ช่างซ่อมบำรุง นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่เกี่ยวข้องกับระบบอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งล้วนเป็นแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจเทคโนโลยีในศตวรรษใหม่

    สำหรับประเทศไทย โอกาสในการเข้ามามีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจโดรนของจีนถือว่าน่าจับตา ไทยสามารถเริ่มต้นจากการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในนครหนานหนิง ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโดรน รวมถึงการต่อยอดสู่ห่วงโซ่การผลิตในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพของไทยในหลายด้าน เช่น เกษตรแม่นยำ การท่องเที่ยวอัจฉริยะ การจราจรอัจฉริยะ และการจัดการภัยพิบัติ ที่สามารถนำเทคโนโลยีโดรนมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม

    ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/643722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cvlctr4PEPuI1cWp0GaMY