Category: เศรษฐกิจ

  • คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร หลัง “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว ช่วยจ่ายสูงสุด 2,000 บาท

    คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร หลัง “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว ช่วยจ่ายสูงสุด 2,000 บาท

    ไขข้อสงสัย “คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5” คืออะไร หลัง “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว หนุนร้านค้ายกระดับศักยภาพ พร้อมช่วยจ่ายสูงสุด 2,000 บาท

    ภายหลังจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2568 ได้เห็นชอบโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill)

    คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 คืออะไร

    ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส นับเป็นโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 เพื่อยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อยให้สามารถปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน มีเป้าหมายร้านค้าเข้าร่วม 400,000 ราย

    จากปัจจุบันที่มีร้านค้าลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งพลัส 858,991 ราย ในจำนวนนี้มีร้านค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่ลงทะเบียนกับผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ซึ่งประกอบด้วย แกร็บ ไลน์แมน โรบินฮู้ด และช็อปปี้ฟู้ด อยู่แล้ว 58,947 ราย คิดเป็น 6.86% ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสทั้งหมด

    รัฐบาลจ่ายเงินให้สูงสุด ร้านละ 2,000 บาท

    สำหรับร้านค้าที่ร่วมอบรมตามเงื่อนไข จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เฉพาะส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย โดยมีเพดานสิทธิสูงสุด 2,000 บาทต่อร้านค้า ระยะเวลาการอบรม 19 พ.ย.-19 ธ.ค. 2568 โดยรัฐบาลจะใช้วงเงินเดิมที่ได้รับมา จำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท มาดำเนินต่อไป

    อบรมผ่าน 4 วิธี โดยให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

    การอบรมมี 4 วิธีให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบ โดยจะประกาศผลร้านค้าที่ได้รับสิทธิ์ในวันที่ 23 ธ.ค. 2568 บนแอปฯ ถุงเงินและเริ่มโอนเงินให้วันที่ 25 ธ.ค. 2568 ได้แก่

    1. การอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน เพื่อเสริมสร้างความรู้ทางการเงินด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล

    2. ร่วมการอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้นำความรู้ไปต่อยอดในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มทักษะเทคโนโลยี โดยเรียนผ่านระบบอบรมออนไลน์ DBD Academy (e-Learning)

    3. เข้าร่วมและทดลองใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อสนับสนุนและยกระดับความสามารถให้กับผู้ประกอบการให้เกิดการต่อยอดและพัฒนาศักยภาพในการประกอบกิจการโดยการประยุกต์ใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลในรูปแบบสิทธิ์การใช้ดิจิทัลฟรี (d-voucher) ผ่านโครงการ AI Transformation

    4. เข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform ซึ่งต้องผ่านการเข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส รายใดรายหนึ่ง ได้แก่ แกร็บ ไลน์แมน โรบินฮู้ด และช็อปปี้ฟู้ด โดยต้องมีคำสั่งซื้อที่ใช้สิทธิ์ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส อย่างน้อย 5 รายการ ภายในวันที่ 19 ธ.ค. 2568 จึงจะถือว่าได้ดำเนินการสำเร็จ และต้องไม่เป็นร้านที่อยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้อยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 รัฐบาลเตรียมสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ เปิดสิทธิให้กลุ่มตกหล่นลงทะเบียนก่อน คาดเริ่มใช้สิทธิเดือน ม.ค. 2569 ซึ่งหากมีความคืบหน้า ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ จะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2894954&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w5Z9UrO9zGp8ZBYTW5Sik

  • ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน

    ญี่ปุ่น-ไทย พันธมิตรเก่ากับโจทย์ใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจอาเซียน

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง ไทยและญี่ปุ่น ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาค อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นนักลงทุนรายสำคัญที่มีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต และห่วงโซ่อุปทานของไทยจนกลายเป็น “Detroit of Asia” ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ แต่ยังเป็นแรงขับสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต

    เวทีเสวนา “Japan–Thailand: Shaping ASEAN’s Next Frontier” ที่จัดโดย Nikkei Asia ร่วมกับ The Standard ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025: Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จึงกลายเป็นพื้นที่สะท้อนมุมมองและโอกาสของภาคธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น ตลอดจนอนาคตเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยมี 3 ผู้นำจากองค์กรภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของทั้งสองประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้น ได้แก่

    • วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จํากัด (มหาชน)
    • โคจิ อิวานามิ (Koji Iwanami) ประธานและ CEO บริษัท Honda Automobile (Thailand) จำกัด
    • บุนเซอิ โอคุโบะ (Bunsei Okubo) ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น (JPC Banking) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

    ขณะที่ผู้ดำเนินรายการคือ โทโยอะกิ ฟูจิวาระ (Toyoaki Fujiwara) ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมและการประชุมระดับโลกของ Nikkei Incorporation ชี้ถึงความท้าทายอันน่ากังวลที่ญี่ปุ่นและไทยกำลังเผชิญ ทั้งการแข่งขันระดับโลก การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่คำถามสำคัญคือ เราจะร่วมกันขับเคลื่อนอนาคต ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้อย่างไร?

    ไทยต้องมีผู้นำที่มองไกล

    วิกรมเปิดประเด็นในการสนทนาอย่างเฉียบคมว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ ‘ผู้นำและนโยบาย’ โดยยกตัวอย่างอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยกว่า 5-6% ต่อปี ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่า

    “ถ้าไทยมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แบบนั้น เราสามารถโตได้มากกว่า 2% แน่นอน”

    เขาย้ำว่าจุดแข็งของไทยมีทั้งภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และความสัมพันธ์อันยาวนานกับชาติมหาอำนาจ

    “อเมริกามีพนักงานสถานทูตในไทยกว่า 4,300 คน มากที่สุดในโลก สะท้อนว่าไทยคือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ” เขากล่าว

    ในมุมมองของวิกรม ความสัมพันธ์นี้ไม่ควรใช้เพียงด้านการทูต แต่ต้อง “แปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ” โดยไทยควรใช้สถานะของตนเป็น ฐานความร่วมมือ ระหว่างญี่ปุ่น จีน และสหรัฐฯ ซึ่งไม่ใช่การเลือกข้าง แต่เป็นการใช้ทุกฝ่ายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

    “เราควรให้ญี่ปุ่นกับจีนร่วมผลิตในไทย แล้วส่งออกสู่ตลาดตะวันตก นี่คืออนาคตที่ควรเป็น”

    จากฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม

    โอคุโบะ ตัวแทนภาคธนาคาร ชี้ว่าไทยมี ‘ภารกิจสองด้าน’ คือเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น การผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่สำหรับอนาคต

    เขามองว่า “ไทยมีศักยภาพจะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค” หากสามารถผสานจุดแข็งของญี่ปุ่นด้านเทคโนโลยีเข้ากับทรัพยากรและตลาดของไทยได้

    “MUFG และกรุงศรีฯ พร้อมสนับสนุนทั้งภาคการเงินและเครือข่ายการลงทุน เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่ ไม่ใช่แค่ปล่อยกู้”

    เขาเสนอว่า ไทยควรพัฒนา 3 ด้านหลักเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ ได้แก่

    1.พลังงานสะอาดและเสถียร สำหรับอุตสาหกรรมอนาคต

    2.ทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง ที่เข้าใจเทคโนโลยีใหม่

    3.นโยบายและสิทธิประโยชน์การลงทุนที่มั่นคง

    เขายกตัวอย่างความร่วมมือที่ธนาคารจัดทำขึ้น เช่น โครงการจับคู่ธุรกิจระหว่างสตาร์ตอัปญี่ปุ่นกับบริษัทไทยกว่า 400 คู่ ซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์จริง หรือการร่วมพัฒนาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ระหว่างสตาร์ตอัปญี่ปุ่นกับเครือข่ายค้าปลีกไทย

    “นี่คือตัวอย่างว่าการสร้างนวัตกรรมข้ามพรมแดน ที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น”

    Honda กับบทบาท “เติบโตไปพร้อมสังคมไทย”

    อิวานามิ ประธานและ CEO บริษัท Honda Automobile (Thailand) ยืนยันว่า “ประเทศไทยคือพันธมิตรที่ไว้ใจได้ที่สุดของ Honda ในเอเชีย” เพราะมีตลาดที่มั่นคง แรงงานฝีมือดี และซัพพลายเชนที่แข็งแรง เขาย้ำว่า “ความสำเร็จของ Honda มาจากคนไทย”

    ประเด็นความท้าทายอย่างการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กับค่ายจีนที่รุกแรง เขาให้คำตอบอย่างมั่นใจว่า “Honda ไม่แข่งที่ความเร็ว แต่แข่งที่ความเชื่อมั่นและความทนทาน”

    โดยบริษัทจะเดินบนสองเส้นทางคู่กัน ทั้งยานยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งลงทุนพัฒนาแบตเตอรีและระบบจัดการพลังงานที่ผลิตได้เอง

    “เราจะพัฒนาคนควบคู่กับเทคโนโลยี ทำงานกับโรงเรียนและซัพพลายเออร์ เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะทั้งเชิงเทคนิคและดิจิทัล เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องเป็นฐานผลิตที่มีนวัตกรรม ไม่ใช่แค่ฐานแรงงานราคาถูกอีกต่อไป”

    เขายืนยันว่าแนวคิดของ Honda จะยังคงมุ่งเน้นที่สามเสาหลักคือ “สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และผู้คน (Environment, Safety, People)” เพื่อเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทย

    อนาคตความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น

    ช่วงท้ายของการเสวนา ฟูจิวาระได้ตั้งคำถามสำคัญถึงอนาคตของความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ว่าจะปรับตัวอย่างไรท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกและความไม่แน่นอนทางการเมืองของทั้งสองประเทศ

    วิกรมเสนอว่า ไทยควรเรียนรู้จากดูไบและสิงคโปร์ ในการเป็นประเทศที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับการลงทุนจากต่างชาติ (FDI)

    “นโยบายที่ดีไม่ต้องใช้เงิน แค่เปิดกว้างและทำให้นักลงทุนมั่นใจ” เขากล่าว และเชื่อว่า หากรัฐบาลไทยบริหารนโยบายเศรษฐกิจด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้ GDP ของประเทศจะโตได้เกิน 5-6% อย่างแน่นอน

    ขณะที่โอคุโบะเสริมว่า ความสม่ำเสมอของนโยบายเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการมากที่สุด

    “เมื่อไทยสร้างความเชื่อมั่นได้ การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือพลังงานสะอาด จะหลั่งไหลเข้ามา”

    ขณะที่อิวานามิกล่าวทิ้งท้ายว่า “หากไทยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและนโยบายได้ Honda และนักลงทุนญี่ปุ่นจะยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทต้องการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/japan-thailand-shaping-aseans-next-frontier/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t5WNufrdYjKfJj6ZaVzOj

  • สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น ‘วิศวกรเทคโนโลยี’ หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น ‘วิศวกรเทคโนโลยี’ หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    เศรษฐกิจ

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น ‘วิศวกรเทคโนโลยี’ หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    12 พ.ย. 2025 เวลา 6:40 น.

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น 'วิศวกรเทคโนโลยี' หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    “เอกสิทธิ์ ปธ.สภานายจ้างฯ” แนะ รัฐบาลหนุนสร้าง “วิศวกรด้านเทคโนโลยี” ต่อเนื่อง เชื่อ เป็นกำลังสำคัญเคลื่อนศก.ประเทศเติบโตยั่งยืนได้แน่นอน

    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่สถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) เดินทางเพื่อศึกษาดูงาน ที่สถาบันโคเซ็นฯ โดยมีรศ. ดร.ณัฐวุฒิ เดไปวา รักษาการแทน คณบดีสถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และคณะ ให้การต้อนรับ โดยได้หารือเพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรนักศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์กับภาคนายจ้างที่เป็นผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลขั้นสูง ซึ่งมีการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น 

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น 'วิศวกรเทคโนโลยี' หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้สถาบันโคเซ็นฯ ได้ให้การต้อนรับ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทยเป็นอย่างดี ได้หารือและแสวงหาความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต โดยสภาองค์การนายจ้างฯ มีนโยบายในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอยู่แล้ว และถือว่าสถาบันโคเซ็นได้ผลิตและสร้างบุคลากรที่มีความสามารถสูงด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี AI เทคโนโลยีใหม่ๆ และด้านภาษา ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการสามารถตอบโจทย์กับการสรรหาบุคลากรเข้าทำงานของภาคธุรกิจผู้ประกอบการเป็นอย่างดี ซึ่งรัฐบาลเองควรจะให้การสนับสนุนโครงการของสถาบันโคเซ็นฯให้เกิดความต่อเนื่องต่อไป เชื่อมั่นว่า แรงงานในภาคส่วนวิศวกรเทคโนโลยี มีศักยภาพสูงที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้แน่นอน หากรัฐบาลให้การสนับสนุนต่อเนื่อง

    ด้านรศ. ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ทางสถาบันโคเซ็นฯ ต้องขอขอบคุณ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญและพร้อมให้การสนับสนุน สถาบันโคเซ็นฯ เพื่อสร้างอัตลักษณ์และผลิตวิศวกรที่มีอายุน้อยกว่าวิศวกรทั่วไป ถึง 2 ปี ทางสถาบันโคเซ็นฯ หวังว่า ทางสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย จะได้ร่วมมือและให้การสนับสนุนเรื่องการจ้างงานแก่นักศึกษาของสถาบันโคเซ็นใน อนาคตต่อไป

    สภานายจ้างฯ ชงรัฐบาลเร่งปั้น 'วิศวกรเทคโนโลยี' หัวใจดันเศรษฐกิจไทยโต

    สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT:Employers’ Confederation of Thailand ) เป็นสภาองค์การนายจ้างเพียงองค์การเดียวในประเทศไทย ที่เป็นภาคีสมาชิกองค์การนายจ้างระหว่างประเทศ (International Organization of Employers) เป็นตัวแทนนายจ้างของประเทศไทยในการทำงานร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) โดยมีภารกิจหลักคือให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในด้านต่างๆ ซึ่งสภาองค์การนายจ้างฯได้ดำเนินงานตามภารกิจ มาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 49 เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีแนวปฏิบัติในการดำเนินงานที่ดี และเพิ่มพูนประสิทธิภาพ ความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง ให้บริการสนับสนุนการดำเนินกิจการของนายจ้างไทยในด้านต่างๆ ซึ่งสภาองค์การนายจ้างฯ อยู่ในคณะกรรมการไตรภาคี โดยเป็นตัวแทนฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการที่มี 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง เพื่อดำเนินงานและกำหนดนโยบายด้านแรงงาน

    รวมทั้งมีบทบาทในคณะกรรมการค่าจ้าง, คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เพื่อเป็นกระบอกเสียงและเป็นตัวแทนของฝ่ายนายจ้างในการหารือและการตัดสินใจ ทั้งนี้ คณะกรรมการไตรภาคีทำหน้าที่ปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน เช่น การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ การส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ และการปรับปรุงกฎหมาย ฯลฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207216&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw001XOt2Z4ebnGuP7E1zms5

  • เปิดเบื้องลึกโยก ‘ฉันทานนท์’ จากกระทรวงเกษตรฯ  ขึ้น C11 ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักนายกฯ

    เปิดเบื้องลึกโยก ‘ฉันทานนท์’ จากกระทรวงเกษตรฯ ขึ้น C11 ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักนายกฯ

    เศรษฐกิจ

    11 พ.ย. 2025 เวลา 16:54 น.

    มติ ครม.โอนย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ โอน “ฉันทานนท์” จากเลขาฯ สศก.มานั่งซี 11 ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักนายกฯ “อนุทิน” ให้นั่งหน้าห้องช่วยประสานงาน วางแผน ร่วมกับข้าราชการประจำ ช่วยขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (11 พ.ย.68) เห็นชอบการโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี) ตามที่นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอรับโอน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)   ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งเป็นต้นไป ทั้งนี้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลง ยินยอมการโอน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าการโอนนายฉันทานนท์ มารับตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ต้องการ ให้นายฉันทานนท์ มาช่วยงานหน้าห้องนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยประสานงานกับข้าราชการประจำ และเป็นคลังสมอง (Think Tanks) ที่เข้ามาช่วยทำงานให้กับรัฐบาลโดยเฉพาะการวางแผนนโยบายในด้านต่างๆ

    โดย นายฉันทานนท์ ทำงานเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) มานานหลายปีทำให้มีความเชี่ยวชาญในการวางแผน และผลักดันให้จากนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ

    นอกจากนี้การโอนให้มาดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้เท่ากับเป็นการเลื่อนตำแหน่งจากซี 10 เป็น ซี11 เพื่อที่จะรอตำแหน่งบริหารระดับสูงที่จะว่างลงเพื่อแต่งตั้งให้ไปเป็นหัวหน้าส่วนราชการในตำแหน่งที่เหมาะสมกับความสามารถในโอกาสต่อไป

    สำหรับประวัติ นายฉันทานนท์ ปัจจุบันอายุ 55 ปี

    ประวัติการศึกษา : 

    2539-2540 : ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ [University of New Hampshire, U.S.A.]

    2538-2539 : ประกาศนียบัตร หลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับการบริหารธุรกิจ [University of Winconsin – Madison, U.S.A.]

    2532-2536 : ปริญญาตรี สาขาบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    ประวัติการทำงาน :

    2563-ปัจจุบัน : เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  

    2562-2563 : ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2560-2562 : รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2558-2560 : ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2553-2557 : อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ผู้อำนวยการสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2545-2553 : หัวหน้ากลุ่มความตกลงสุขอนามัย และสุขอนามัยพืชอื่นๆ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ

    2543-2545 : นักวิเคราะห์นโยบาย และแผน ส่วนนโยบายเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

     นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำนวน 5 ราย ได้แก่

     1. นายโสภัชย์ ชวาลกุล ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    2. นางสุวรรณี ศรีสุวรรณ์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    3. นายสุรชัย ยุทธชนะ ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    4. นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    5. นายพงศ์ไท ไทโยธิน ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XvTzIv7ZcEVpwhNSWR6hP

  • เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

    เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.21 น.

    เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ดังนี้

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายวิวัธน์ชัย คงลำธาร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านควบคุมการก่อสร้าง) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    เรื่อง การปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ

                       คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ โดยมีหน้าที่และอำนาจคงเดิม

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                       องค์ประกอบคณะกรรมการ ที่เสนอแต่งตั้งในครั้งนี้

                       1. ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม                 ประธานกรรมการ

                       2. ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง                      รองประธานกรรมการ ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                       3. ผู้แทนสำนักงบประมาณ                                      กรรมการ

                       4. ผู้แทนสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล                         กรรมการ (องค์การมหาชน)

                       5. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการรักษา                    กรรมการ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

                       6. ผู้แทนกรมบัญชีกลาง                                         กรรมการ

                       7. นายธีรวุธ กลั่นเลี้ยง                                             กรรมการ

                       8. รองศาสตราจารย์ปานวิทย์ ธุวะนุติ                          กรรมการ

                       9. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รวิน ระวิวงศ์                             กรรมการ

                       10. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชยกฤต อัศวธิตานนท์                  กรรมการ

                       11. ผู้ช่วยศาสตราจารย์มานิต สาธิตสมิตพงษ์                  กรรมการ

                       12. ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ                    กรรมการ และเลขานุการและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                       13. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยี                           กรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                       14. ผู้อำนวยการกลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ                กรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการเพื่อการบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                       15. ผู้แทนศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ                           กรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                       หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ

                       1. พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสม เสนอแนะแนวทางการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของส่วนราชการ องค์การมหาชน ที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน รวมถึงแหล่งเงินอื่นที่นอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นภาระที่รัฐจะต้องตั้งงบประมาณชดใช้ ในการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมูลค่าเกินกว่า 200 ล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะการบูรณาการงบประมาณ เทคโนโลยี และการใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินการ รวมทั้งให้มีการใช้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกันในการพิจารณาการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

                       2. พิจารณาติดตามแผนงานและโครงการที่ได้ให้ความเห็นชอบของส่วนราชการและรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ

                       3. พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ

                       4. พิจารณากำหนด และเผยแพร่ข้อมูลในเรื่องราคาและคุณลักษณะของระบบคอมพิวเตอร์ ที่เหมาะสมกับลักษณะงานต่างๆ

                       5. เสนอแนะข้อวินิจฉัย ปัญหาและแนวทางปฏิบัติในการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมอบหมาย

                       6. ให้มีอำนาจเชิญเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง เสนอข้อมูล และ/หรือเอกสารประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น

                       7. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน และผู้ช่วยเลขานุการเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น

                       8. ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    หมายเหตุ : 1. หลักเกณฑ์ในการจำแนกประเภทหน่วยงานในรูปแบบ ส่วนราชการ หรือองค์การมหาชนให้พิจารณาตามหลักการจำแนกประเภทหน่วยงานของรัฐในกำกับของฝ่ายบริหารของสำนักงาน ก.พ.ร.

                   2. งบประมาณรายจ่ายประจำปี หมายถึง จำนวนเงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือให้ก่อหนี้ผูกพันได้ตามวัตถุประสงค์และภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายโดยปีงบประมาณมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของปีหนึ่ง ถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ชื่อปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสำหรับปีงบประมาณนั้น

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณ เสนอแต่งตั้ง นางพลินี เตชะมวลไววิทย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็น วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพรวม 3 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

                       1. นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล                 ประธานกรรมการ

                       2. นางปัทมา วีระวานิช                     กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       3. นายอดุล ขาวละออ                       กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรรวม 2 คน แทนรองประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ดังนี้

                       1. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข               รองประธานกรรมการ

                       2. นายนิรันดร์ มูลธิดา                       กรรมการ (ผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์)

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้เห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอแต่งตั้ง นายวิศนุเวศ เศวตนันทน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                       ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอน และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอรับโอน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)    

                        ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลง ยินยอมการโอน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ดังนี้

                       1. นายโสภัชย์ ชวาลกุล ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       2. นางสุวรรณี ศรีสุวรรณ์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       3. นายสุรชัย ยุทธชนะ ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       4. นายบุญญกฤช ปิ่นประสงค์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารระดับต้น) กรมปศุสัตว์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       5. นายพงศ์ไท ไทโยธิน ตำแหน่งรองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอแต่งตั้ง พันตำรวจเอก วทัญญู วิทยผโลทัย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. (นักบริหารระดับสูง)

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงโปรดพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

                       1) นายชนะศักดิ์ อัตถาวงศ์

                       2) นายวุฒิกร สติฐิต

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการ การประปานครหลวง จำนวน 14 ราย ดังนี้

                       1) นายฉันทานนท์ วรรณเขจร              ประธานกรรมการ

                       2) นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์                กรรมการ

                       3) นายยุทธนา สาโยชนกร                   กรรมการ

                       4) ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล              กรรมการ

                       5) นางสาวเพียงออ เลาหะวิไลย             กรรมการ

                       6) พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ         กรรมการ

                       7) นายภูวเดช สุระโคตร                     กรรมการ

                       8) นายพรรณรบ เตชะมงคลาภิวัฒน์        กรรมการ

                       9) นายจรูญเดช เจนจรัสสกุล                กรรมการ

                       10) นายกช พัชรารัตน์                      กรรมการ

                       11) นายฐิติวุฒิ เงินคล้าย                    กรรมการ

                       12) นายสมชาย อ่วมกระทุ่ม                กรรมการ

                       13) นายธีรพจน์ จันทรศุภแสง              กรรมการ

                       14) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ              กรรมการ

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค จำนวน 8 ราย ดังนี้

                       1) นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ                 ประธานกรรมการ

                       2) นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล   กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

                       3) นางปาณิสรา ดวงสอดศรี                 กรรมการ

                       4) นายเผ่าภัค ศิริสุข                         กรรมการ

                       5) นายหลักชัย พัฒนเจริญ                  กรรมการ

                       6) นายคราทิพย์ เอี่ยมกมลา                 กรรมการ

                       7) รองศาตราจารย์ชัยวัฒน์ อุตตมากร      กรรมการ

                       8) นายอธิป ตันติวรวงศ์                     กรรมการ

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 13 คน ดังนี้

                       1) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์                  ประธานกรรมการ

                       2) นายกรณินทร์ กาญจโนมัย               กรรมการ

                       3) นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์                  กรรมการ

                       4) นายเจษฎ์ โทณะวณิก                     กรรมการ

                       5) นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์                กรรมการ

                       6) รองศาสตราจารย์ธีร เจียศิริพงษ์กุล      กรรมการ

                       7) นายปริญญา แสงสุวรรณ                 กรรมการ

                       8) ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ กีรติวินทกร กรรมการ

                       9) นายพนิต ธีรภาพวงศ์                     กรรมการ

                       10) ศาสตราจารย์ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์       กรรมการ

                       11) พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา          กรรมการ

                       12) พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม     กรรมการ

                       13) นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช             กรรมการ

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/927122&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SnnvtHLciCGFumXJvVmsI

  • จีนเตรียมประยุกต์ใช้ “เทคโนโลยีใหม่” กระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต

    จีนเตรียมประยุกต์ใช้ “เทคโนโลยีใหม่” กระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต

    จีนเร่งสำรวจ “สถานการณ์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคุณภาพสูง

    จีนกำลังสำรวจหาสถานการณ์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มเติมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการประยุกต์ใช้และพัฒนาทางอุตสาหกรรมขนานใหญ่ รวมถึงเร่งการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่

    เมื่อวันจันทร์ (10 พ.ย.) หลี่ชุนหลิน รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน แถลงข่าวว่าสถานการณ์การประยุกต์ใช้งานกลายเป็นทรัพยากรสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่สำคัญ เป็นดัง “สะพาน” เชื่อมต่อระหว่างเทคโนโลยีกับอุตสาหกรรม รวมถึงการวิจัยและพัฒนากับตลาด

    อนึ่ง คณะเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐบาลต่างๆ ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวครั้งนี้หลังจากสำนักงานทั่วไปแห่งคณะรัฐมนตรีจีนเผยแพร่ชุดแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    หลี่กล่าวว่าแนวปฏิบัติมุ่งสำรวจและพัฒนาสถานการณ์การประยุกต์ใช้งานใหม่ใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1) เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) 2) การเปลี่ยนผ่านและยกระดับทางอุตสาหกรรมของภาคธุรกิจต่างๆ เช่น การผลิตและการขนส่ง 3) อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การทำเหมืองแร่และการรับมือเหตุฉุกเฉิน 4) การบริการธรรมาภิบาลสังคม 5) สวัสดิการสาธารณะ

    มาตรการเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้เงินทุนภาคเอกชนและบริษัทเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานการณ์การประยุกต์ใช้งาน โดยการจัดสรรเงินทุนของรัฐบาลกลางจะสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าเงื่อนไขส่งเสริมสถานการณ์การประยุกต์ใช้งานที่สำคัญ

    ด้าน เหยาจวิ้น เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน แถลงว่ากระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างสถานการณ์การประยุกต์ใช้งาน และจะเร่งสำรวจหาสถานการณ์การประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเครือข่ายสัญญาณ 5G ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ อินเทอร์เน็ตอุตสาหกรรม และระบบนำทางเป่ยโต่ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/182/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ccLD1IBDQ9hl3MjFaQfJ7

  • รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

    รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 11 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 11 พ.ย. 2568

    | 19 view

    เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนายพัก ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

    รองปลัดฯ แสดงความยินดีกับสาธารณรัฐเกาหลีต่อความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคปี 2568 และขอบคุณฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลีสำหรับการประสานงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยให้การเข้าร่วมสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะผู้แทนไทยเป็นไปอย่างราบรื่น โดยทั้งสองฝ่ายย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทั้งยังแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำคัญของภูมิภาค

    ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือไทย – สาธารณรัฐเกาหลีในมิติต่าง ๆ อาทิ การขยายการค้าและการลงทุน ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม การสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ของไทย รวมถึงความร่วมมือในกรอบลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) ตลอดจนหารือการขยายความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ โดยเอกอัครราชทูตฯ ย้ำความพร้อมของสาธารณรัฐเกาหลีที่จะมีส่วนร่วมและสนับสนุนการจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการปรามปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งไทยมีแผนจะเป็นเจ้าภาพภายในปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dps-meets-amb-rok-nov-25-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1az8I1fYIOnyaCG_SFW0By

  • รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนานเศรษฐกิจสีเขียว | TOPNEWS

    รัฐบาลส่งสัญญาณบวก! “สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดโรงงาน Unicq Technology ตอกย้ำการพัฒนา EEC คู่ขนานเศรษฐกิจสีเขียว | TOPNEWS

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงาน Unicq Technology ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี โดยมีนายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหารและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC), นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รวมถึงผู้บริหารนิคมอมตะซิตี้ และผู้ประกอบการไทย–ต่างชาติ เข้าร่วมในพิธีอย่างคับคั่ง

    การเปิดโรงงานในครั้งนี้ ถือเป็น สัญลักษณ์สำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการผลักดันพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูงและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายสุชาติฯ กล่าวเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดผลกระทบต่อธรรมชาติ เช่น โรงงาน Unicq Technology ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับแนวทาง “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy)

    “รัฐบาลกำกับดูแลให้ทุกโครงการในพื้นที่ EEC ดำเนินการภายใต้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนและมั่นคงสำหรับลูกหลานในอนาคต” นายสุชาติกล่าว

    ทั้งนี้ การลงทุนของ Unicq Technology ไม่เพียงยกระดับภาคอุตสาหกรรมของจังหวัดชลบุรี แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั่วโลกถึงเสถียรภาพและทิศทางการพัฒนาที่มั่นคงของเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

    ภาพ/ข่าว วิศาล แสงเจริญ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1387434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qQW9sqZnvS4Z59a1fZAPa

  • กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่การเติบโตยั่งยืน

    กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่การเติบโตยั่งยืน

    กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่การเติบโตยั่งยืน

    กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ ร่วมขับเคลื่อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างคุณค่าร่วม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    วันที่ 11 พ.ย. 68 นายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความยั่งยืนของประเทศเริ่มต้นจากความเข้มแข็งของชุมชน เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตจากฐานราก สนับสนุนให้ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้ต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”

    สำหรับเรา การพัฒนาชุมชนไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบขององค์กร แต่เป็นหัวใจของวิสัยทัศน์ที่กลุ่มเซ็นทรัลยึดถือมายาวนาน เรามุ่งใช้พลังของธุรกิจเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงคุณค่าของผู้คน ท้องถิ่น และสังคม ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อให้ความเจริญทางเศรษฐกิจเดินคู่ไปกับความภูมิใจในรากเหง้าความเป็นไทย เราจึงมุ่งมั่นร่วมพัฒนาสินค้าชุมชน (Community Product) ให้มีศักยภาพทางการตลาด ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและเครือข่ายพันธมิตรในระดับพื้นที่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงบนพื้นฐานของความยั่งยืน”

    กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ ร่วมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในมิติต่างๆ ดังนี้

    โครงการด้านความยั่งยืน เซ็นทรัล ทำ ของกลุ่มเซ็นทรัล

    • โครงการ “ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา” อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ดำเนินงานร่วมกับมูลนิธิสายใยแผ่นดิน (Earth Net Foundation) ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ขับเคลื่อนการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาผลผลิต การรับซื้อ แปรรูป และจัดจำหน่ายผ่าน “จริงใจ Farmers’ Market” และ “ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต” รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต และโลจิสติกส์ให้ได้มาตรฐาน อย. นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรโดยจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนแม่ทา ออร์แกนิก” เป็นศูนย์การเรียนรู้และโฮมสเตย์ด้านเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 14 ล้านบาท มีจำนวนสมาชิกกว่า 130 ครัวเรือน และต้อนรับผู้มาเยือนและศึกษาดูงานกว่า 800 คน ในปี 2567
    • โครงการศูนย์การเรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และวิสาหกิจชุมชน พัฒนาเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคนิคคาร์บอนต่ำ พลิกฟื้นพื้นที่เสื่อมโทรมกว่า 5,000 ไร่ สู่เกษตรยั่งยืน นำผลผลิตจำหน่ายที่ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ จริงใจ Farmers’ Market สร้างรายได้รวมกว่า 41 ล้านบาท พร้อมขยายเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดกว่า 1,000 ราย โครงการยังได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนระดับเขตเข้าประกวดเกษตรกรดีเด่นระดับชาติ และได้รับการต่อยอดโดยโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ของกลุ่มเซ็นทรัล ได้พัฒนาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี
    • โครงการศูนย์การเรียนรู้ทอผ้าย้อมครามและสีธรรมชาติ บ้านกุดจิก วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก จ.สกลนคร สืบสานภูมิปัญญาการย้อมครามและสีธรรมชาติ พัฒนานวัตกรรมย้อมผ้าให้ทันสมัยและคงทน ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมสร้างโรงย้อม โรงทอ และพื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์ ได้มีการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่ายผ่าน Good Goods และห้างเซ็นทรัล ช่วยขยายตลาด และเพิ่มรายได้ให้ชุมชนจาก 3.5 แสนบาท เป็นกว่า 3.6 ล้านบาท ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 3,000 คนต่อปี สะท้อนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กับการส่งเสริมสินค้าชุมชน และในมิติต่างๆ

    • Central Robinson Love the Earth Project มุ่งสนับสนุนสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่าน Central Edition ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากชุมชนทั่วไทย และร่วมกับดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ 24 ราย นำวัสดุเหลือใช้กลับมาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างประโยชน์และรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ล่าสุดเปิดตัว Organic Zone ในแผนกบิวตี้ ห้างเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งเป็นครั้งแรกของห้างในไทยที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ความงามที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังรณรงค์ใช้วัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ หรือรีไซเคิลได้ เพื่อลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง พร้อมส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสสู่ชุมชน รวมถึงเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าชุมชนที่ผลิตจากวัสดุพื้นถิ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร่วมกับพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำ ครอบคลุมทุกหมวดสินค้าในห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันทั่วประเทศ
    • “ท็อปส์ ท้องถิ่น” เป็นโครงการสนับสนุน SME ไทยที่มีศักยภาพสูง แม้เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ให้สามารถเติบโตและเข้าถึงเครือข่าย Tops ทั่วประเทศ รวมถึงขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Local Discoveries – Supporting Thai SMEs to Create Sustainable Growth Together” โครงการได้ผลักดันผู้ประกอบการกว่า 140 ราย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนด้านการตลาด การตรวจสอบคุณภาพสินค้า (QA) การออกแบบบรรจุภัณฑ์ รวมถึงเงื่อนไขพิเศษ เช่น เครดิตเทอม 15 วัน และไม่มีค่าแรกเข้า โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี และพนักงานไม่เกิน 50 คน เข้าร่วมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและอัตลักษณ์ท้องถิ่น “ท็อปส์ ท้องถิ่น” เชื่อว่าความสำเร็จของธุรกิจเล็กคือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มั่นคงและยั่งยืน
    • จริงใจ Farmers’ Market ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต ได้เปิดโอกาสให้เกษตรกรท้องถิ่นได้นำพืชผักปลอดภัยและสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนมาวางจำหน่ายในพื้นที่ของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อให้เกษตรกรและผู้บริโภคได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำไปพัฒนาสินค้า พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะศูนย์กลางการใช้ชีวิตของผู้คน (Central to Life) และการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจทั้งในระดับชุมชนและประเทศ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2561 ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต เซ็นทรัล อุดรธานี ปัจจุบันขยายผลสู่ 28 จังหวัด สนับสนุนกว่า 12,300 ครัวเรือน ยกระดับสินค้าชุมชนกว่า 5,000 SKU สร้างรายได้รวมกว่า 160 ล้านบาทในปี 2025
    • โครงการสนับสนุนวิสาหกิจท้องถิ่นขนาดเล็ก รวมถึงการสนับสนุนผู้ค้า, เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค โรบินสันไลฟ์สไตล์และท็อปส์พลาซ่า สนับสนุนวิสาหกิจท้องถิ่น ผู้ค้า และเกษตรกรทั่วประเทศ โดยจัดสรรพื้นที่กว่า 50,000 ตร.ม. สำหรับจำหน่ายและแสดงสินค้าชุมชน เพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สร้างรายได้กว่า 20 ล้านบาท และอาชีพกว่า 3,000 ตำแหน่งในไตรมาส 1–3 ปี 2568 พร้อมจัดพื้นที่ประจำโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในหลายจังหวัด เช่น กาดเมืองราช, Sea, Kids Market, ตลาดชุมชนคนแปดริ้ว และอาหารดีวิถีเมืองเพชร
    • ไทวัสดุ เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ออกสู่ตลาด เพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการชุมชน 5 แห่ง ใน 5 จังหวัด ได้แก่ แพร่ นครปฐม ปราจีนบุรี มหาสารคาม และลำปาง นำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาจำหน่ายในสาขาไทวัสดุทั่วประเทศ ความร่วมมือนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2556 ส่งผลให้เกิดรายได้รวมกว่า 5.1 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุม 166 ครัวเรือน และสินค้ากว่า 34 SKU สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
    • ตลาดนัดชุมชน โก โฮลเซลล์ โก โฮลเซลล์ไม่เพียงเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งโอกาสและความใส่ใจต่อชุมชนในทุกจังหวัดที่เปิดสาขา โดยเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนนำสินค้าท้องถิ่นมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก กิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกสิ้นเดือน เพื่อให้ชุมชนเติบโตไปพร้อมกัน ปัจจุบันโก โฮลเซลล์มี 13 สาขา สนับสนุนร้านค้าชุมชนแล้วกว่า 247 ร้าน สร้างรายได้รวมกว่า 6.1 ล้านบาท เพราะสำหรับเรา การทำธุรกิจไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการร่วมแบ่งปันความสุขและความสำเร็จกับชุมชนที่เราอยู่ร่วมกัน
    • เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม เดินหน้าโครงการ “Livelihood for Community” เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนภูเขา ผ่านแนวคิด “สร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value)” ที่เติบโตไปพร้อมธุรกิจอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2017 โครงการได้ช่วยเกษตรกรรายได้น้อยกว่า 7 ล้านด่งต่อเดือน ขยายผลในปี 2024 ครอบคลุม 6 โครงการใน 3 จังหวัด สร้างมูลค่าผลผลิตกว่า 4.4 พันล้านด่อง และยกระดับชีวิตเกษตรกรกว่า 126 ครัวเรือน

    บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) กับการส่งเสริมสินค้าชุมชน

    • เซ็นทรัลพัฒนา กับการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายให้กับชุมชน มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยเปิดพื้นที่ภายในศูนย์การค้าทั่วประเทศให้ชุมชนได้นำสินค้าท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ OTOP และของดีประจำจังหวัดมาจำหน่าย รวมกว่า 2,700 กิจกรรม อาทิ งาน Sacit, เพลิน Craft, งานโครงการหลวง และงานจำหน่ายผลไม้ล้นตลาด พร้อมทั้งจัดกิจกรรม “จริงใจมหานคร” ที่เซ็นทรัลเวิลด์เป็นครั้งแรก และร่วมจัดนิทรรศการ Thailand Rice Fest เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ข้าวจากเกษตรกรไทย รวมไปถึงการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายสินค้าชุมชนและสนับสนุนพื้นที่ฟรีสำหรับกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่น อาทิ งาน “มีเทศน์ มีทอล์ค”, พิธีทำบุญตักบาตร, สรงน้ำพระ, งานประเพณีจังหวัด และการอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายใต้โครงการ Go Local Love Local ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่ออนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เขาพับผ้า Unseen Thailand จ.นครศรีธรรมราช, งานแห่เทียนเข้าพรรษา จ.อุบลราชธานี และงาน ปักษ์ใต้ดีไซน์วีค จ.สงขลา เป็นการสร้างรายได้ กระจายโอกาส และขับเคลื่อนความยั่งยืนให้กับชุมชนทั่วประเทศ

    บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา

    •  เซ็นทารา มุ่งส่งเสริมการพัฒนาชุมชนผ่านการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยนำเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่มาประยุกต์ในการออกแบบ การตกแต่ง และการบริการภายในโรงแรม รวมถึงสนับสนุนสินค้าชุมชนและงานหัตถกรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับชุมชน ทั้งยังให้ความสำคัญกับการเคารพวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และสถานที่ทางประวัติศาสตร์ พร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านกิจกรรม อาหาร และการสื่อสารกับลูกค้า เพื่อสร้างความเข้าใจและคุณค่าในความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ในปี 2024 โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา สนับสนุนผลิตภัณฑ์สินค้าที่ระลึกจากชุมชน จำนวน 6,066 ชิ้นสินค้า จาก 23 ชุมชน เพื่อวางจำหน่ายในโรงแรมและใช้เป็นของที่ระลึกในห้องพักสำหรับการ เปิดเตียง (Turndown Service) ให้กับลูกค้า

    บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)

    • บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ร่วมกับ บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ จำกัด (สลัดแฟคทอรี่) เดินหน้าสานต่อพันธกิจความยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนและพัฒนา “ฟาร์มสามารถ” ณ สมาคมคนพิการ จังหวัดปทุมธานี เพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างอาชีพให้ผู้พิการอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนงบประมาณรวม 1,000,000 บาท สำหรับปรับปรุงพื้นที่ สร้างโรงเรือนปลูกผักปลอดสาร พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ให้ผู้พิการ และจำหน่ายใน “ฟาร์มสามารถ คาเฟ่”
    • ขณะเดียวกัน สลัดแฟคทอรี่ ยังส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่น ด้วยการรับซื้อผักจากกลุ่มเกษตรกรกว่า 45 ชุมชนทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในร้าน ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมส่งมอบอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภค

    กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นว่า การสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญของความยั่งยืนของประเทศ เพราะในทุกผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นล้วนสะท้อนเรื่องราวของผู้คน ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน การต่อยอดและพัฒนาให้สินค้าชุมชนเติบโตอย่างเข้มแข็งจึงเป็นมากกว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก แต่คือการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของสังคมไทยให้คงอยู่และก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิ

    กลุ่มเซ็นทรัลจะยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสให้กับผู้คนในทุกพื้นที่ ส่งเสริมให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมไทยไปด้วยกันบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน เพื่อให้ความเจริญเติบโตเกิดขึ้นอย่างมีคุณค่า แบ่งปันความภาคภูมิใจและความงดงามของความเป็นไทยสู่ทุกชุมชนทั่วประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2894936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VnqXo7XG9-PyD2Gy5BeLH

  • “คนละครึ่งพลัส” เฟส 1.5 ยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อย ช่วยสนับสนุนสูงสุด 2,000 บาท

    “คนละครึ่งพลัส” เฟส 1.5 ยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อย ช่วยสนับสนุนสูงสุด 2,000 บาท

    คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 “ครม.เศรษฐกิจ” ไฟเขียว ยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อย เรียนแล้วรัฐจ่ายเงินให้อีกสูงสุดร้านละ 2,000 บาท ตั้งเป้า 4 แสนร้านค้า

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2568 ได้เห็นชอบโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” นับเป็นโครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 1.5” เพื่อยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อยให้สามารถปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน มีเป้าหมายร้านค้าเข้าร่วม 400,000 ราย จากปัจจุบันที่มีร้านค้าลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งพลัส 858,991 ราย ในจำนวนนี้มีร้านค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่ลงทะเบียนกับผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ซึ่งประกอบด้วย แกร็บ ไลน์แมน โรบินฮู้ด และช็อปปี้ฟู้ด อยู่แล้ว 58,947 ราย คิดเป็น 6.86% ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสทั้งหมด

    ทั้งนี้ ร้านค้าที่ร่วมอบรมตามเงื่อนไข จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เฉพาะส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย โดยมีเพดานสิทธิ์สูงสุด 2,000 บาทต่อร้านค้า ระยะเวลาการอบรม 19 พ.ย.-19 ธ.ค.นี้ โดยรัฐบาลจะใช้บริหารวงเงินเดิมที่ได้รับมา จำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท มาดำเนินต่อไป

    สำหรับการอบรมมี 4 วิธีให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบ โดยจะประกาศผลร้านค้าที่ได้รับสิทธิ์ในวันที่ 23 ธ.ค.บนแอปฯ ถุงเงินและเริ่มโอนเงินให้วันที่ 25 ธ.ค.2568 ได้แก่

    1. การอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน เพื่อเสริมสร้างความรู้ทางการเงินด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล

    2. ร่วมการอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้นำความรู้ไปต่อยอดในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มทักษะเทคโนโลยี โดยเรียนผ่านระบบอบรมออนไลน์ DBD Academy (e-Learning)

    3. เข้าร่วมและทดลองใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อสนับสนุนและยกระดับความสามารถให้กับผู้ประกอบการให้เกิดการต่อยอดและพัฒนาศักยภาพในการประกอบกิจการโดยการประยุกต์ใช้งานสินค้าและบริการในบัญชีบริการดิจิทัลในรูปแบบสิทธิ์การใช้ดิจิทัลฟรี (d-voucher) ผ่านโครงการ AI Transformation

    4. เข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform ซึ่งต้องผ่านการเข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส รายใดรายหนึ่ง ได้แก่ แกร็บ ไลน์แมน โรบินฮู้ด และช็อปปี้ฟู้ด โดยต้องมีคำสั่งซื้อที่ใช้สิทธิ์ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส อย่างน้อย 5 รายการ ภายในวันที่ 19 ธ.ค. 2568 จึงจะถือว่าได้ดำเนินการสำเร็จ และต้องไม่เป็นร้านที่อยู่ในแพลตฟอร์มเหล่านี้อยู่แล้ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2894735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ejqYfUKv8I4mCRHumxb13