“สแกมเมอร์” มะเร็งร้ายเศรษฐกิจ! คนไทย 6 ใน 10 เคยตกเป็นเหยื่อ

“สแกมเมอร์”-มะเร็งร้ายเศรษฐกิจ!-คนไทย-6-ใน-10-เคยตกเป็นเหยื่อ

สถิติล่าสุดจาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ชี้ชัดว่า “คนไทย 6 ใน 10 คน” เคยตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ แค่ปีเดียวมูลค่าความเสียหายพุ่งทะยานสู่ 1.1 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์

สแกมเมอร์ไม่ใช่แค่อาชญากรรมรายวัน แต่คือ “ภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติ” ที่กำลังกัดกร่อนทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศ 

 “ความกลัว VS. ความโลภ” อาวุธทางจิตวิทยา

กลโกงมิจฉาชีพในปัจจุบันล้ำลึกกว่าแค่การโทรศัพท์ข่มขู่แบบเดิมๆ หากถอดรหัสออกมาจะพบว่า

อาชญากรได้แยกแนวทางปฏิบัติการออกเป็นสองขั้วหลักๆ โดยใช้ “อาวุธทางจิตวิทยา” ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

1. แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (อาวุธ: ความกลัว)

กลุ่มนี้จะใช้การโทรศัพท์ (Voice Scam) แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อาทิ ตำรวจ DSI หรือ ปปง. เพื่อสร้างสถานการณ์ตื่นตระหนก เร่งรัด และกดดันให้เหยื่อโอนเงินหรือติดตั้งแอปฯ ดูดเงินในทันที

2. แก๊งสแกมเมอร์ (อาวุธ: ความหวังและความโลภ)

กลุ่มนี้ปฏิบัติการผ่านช่องทางดิจิทัลทุกรูปแบบ (โซเชียลมีเดีย, แอปหาคู่) โดยใช้กลยุทธ์สร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจผ่านการหลอกให้รัก (Romance Scam)

หรือหลอกให้ลงทุน (Investment Scam) อาศัยเวลาในการสร้างความเชื่อใจเพื่อรอ “เชิดเงินก้อนใหญ่” ในระยะยาว

สแกมเมอร์ “มะเร็งร้าย” ลามฉุด เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

ความเสียหายจากขบวนการสแกมเมอร์ ไม่ได้จบอยู่แค่ตัวเลขในรายงานอาชญากรรม แต่ลุกลามกลายเป็น “มะเร็งร้าย” ที่กำลังกัดกินความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไปแล้ว

ผลกระทบที่หนักหน่วงที่สุด ตกอยู่ที่ “ภาคการท่องเที่ยว” ซึ่งเปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย 

กระแสข่าวฉาวเรื่องการหลอกลวงและค้ามนุษย์ที่ดังไกลไปทั่วโลก ได้สร้างความหวาดระแวงให้กับนักท่องเที่ยว และกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของไทยอย่างมหาศาล

ข้อมูลจาก GASA (Global Anti-Scam Alliance) ตอกย้ำภาพความเสียหายนี้ชัดเจน โดยปีที่ผ่านมา คนไทยสูญเงินให้มิจฉาชีพรวมกันสูงถึง 1.1 แสนล้านบาท

คิดเป็นค่าเฉลี่ยต่อคนสูงถึง 12,956 บาท

ผลกระทบนี้ลามไปถึงภาคท่องเที่ยวอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ที่น่ากังวลว่า

  • ปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลง 6% (เหลือ 33.4 ล้านคน)
  • รายได้ท่องเที่ยวอาจลดลง 5% (เหลือ 1.51 ล้านล้านบาท)

สาเหตุสำคัญ มาจาก “กระแสข่าวการค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ในไทย” ที่สร้างความวิตกกังวล

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดฮวบถึง 35% ทั้งที่เคยเป็นตลาดหลักและเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยมาตลอด สะท้อนชัดว่าความเชื่อมั่นถูกทำลายลงอย่างรุนแรง

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่า ปัญหาไม่ได้จำกัดวงแค่คนไทยถูกหลอก แต่ภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะ “จุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย” ก็ถูกสั่นคลอนอย่างหนักเช่นกัน

และที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่านั้น คือบทบาทที่ไทยถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอาชญากรรมระดับภูมิภาคโดยไม่เต็มใจ

ไทยในฐานะ “ทางผ่าน” อาชญากรรมข้ามชาติ

สถานการณ์ที่น่ากังวลยิ่งกว่าการตกเป็น “เหยื่อ” คือการที่ไทยกำลังถูกใช้เป็น “ทางผ่าน” และศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในภูมิภาค

ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ

บทวิเคราะห์เชิงลึกจากสื่อระดับโลกอย่าง “New York Times” เคยฉายภาพอันน่ากังวลนี้ไว้ว่า ไทยได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์และศูนย์กลางโลจิสติกส์ให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้โดยไม่เจตนา

จากการวิเคราะห์พบว่า เครือข่ายสแกมเมอร์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนและดำเนินงานโดย “กลุ่มจีนเทา” และกำลังใช้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในปฏิบัติการ

  • ตั้งฐานที่มั่นในประเทศเพื่อนบ้าน: ขบวนการเหล่านี้มีฐานปฏิบัติการหลักในประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาความขัดแย้งภายในและกฎหมายหละหลวม โดยเฉพาะในกัมพูชา (เช่น สีหนุวิลล์, ปอยเปต) และเมียนมา (เช่น ชเวโก๊กโก่, เมืองเมียวดี) ซึ่งมักเป็นเขตอิทธิพลที่รัฐบาลกลางเข้าถึงยาก
  • ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไทย: อาชญากรเหล่านี้อาศัยความพร้อมของไทย ทั้ง “ไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตที่เสถียร” รวมถึงใช้ “สนามบินและถนน” เป็นเส้นทางขนส่งเสบียง และลำเลียงแรงงานที่ถูกหลอกมาบังคับทำงาน
  • คุกคามความมั่นคงชายแดน: การที่ฐานที่มั่นตั้งอยู่ประชิดชายแดน ทำให้พื้นที่ชายแดนไทยเปราะบาง ทั้งยังมีรายงานว่าแก๊งอาชญากรบางส่วนได้เริ่มย้ายฐานเข้ามาซ่อนตัวในไทย เพื่อหนีการกวาดล้างจากประเทศเพื่อนบ้าน

เห็นได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานของไทย ไม่ได้ถูกใช้เพื่อการลำเลียงเสบียงเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางลำเลียง “เหยื่อแรงงาน” ที่ถูกหลอกบังคับให้เป็นคนลงมือก่อเหตุในกลโกงต่างๆ

สร้างวงจรที่คนไทยตกเป็นทั้งเหยื่อผู้สูญเสียทรัพย์สิน และเหยื่อผู้ถูกบังคับใช้แรงงาน

ไทยในฐานะ “ทางผ่าน” จึงยกระดับปัญหาจากอาชญากรรมไซเบอร์ธรรมดา ให้กลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเมืองและอธิปไตยของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนในระดับนโยบาย

“ตัดไฟแต่ต้นลม” กู้ความมั่นคงชาติไทย

ต้องยอมรับว่า ภัยสแกมเมอร์ได้ยกระดับกลายเป็น “ภัยความมั่นคง” เต็มรูปแบบไปแล้ว

การรับมือที่ล่าช้าหรือไร้เอกภาพ มีแต่จะฉุดให้ประเทศจมดิ่งลงสู่ปัญหานี้ลึกยิ่งขึ้น

วิกฤตสแกมเมอร์คือสมรภูมิที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน

1. ในส่วนของประชาชน : “สติ” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า “ของดี-ของฟรี-ผลตอบแทนสูง” ไม่มีอยู่จริง

หลักการง่ายๆ คือ “ไม่ให้ข้อมูล ไม่กดลิงก์แปลกปลอม สงสัยให้วางสายทันที” แล้วไปตรวจสอบกับหน่วยงานที่ถูกอ้างชื่อโดยตรง

หากพลาดท่าตกเป็นเหยื่อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “อายัดบัญชี” กับธนาคาร แล้วรีบแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ผ่าน สายด่วน 1441 โดยเร็วที่สุด

2. ในส่วนของภาครัฐ : ต้อง “รุก” และ “ประสานงานข้ามแดน”

การไล่ปราบปรามมิจฉาชีพในประเทศอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการ “เชิงรุก” และ “บูรณาการ” ที่ชัดเจน ที่สำคัญคือต้องยกระดับ “ความร่วมมือระหว่างประเทศ” อย่างจริงจัง

เพื่อติดตามเส้นทางการฟอกเงิน (ทั้งคริปโตฯ และอสังหาฯ) และต้องใช้ทุกช่องทางกดดันประเทศเพื่อนบ้าน ให้ทลายฐานที่มั่นของอาชญากรที่ตั้งอยู่ประชิดชายแดนไทย

การปล่อยให้ปัญหานี้กัดกินสังคม ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้ “ไฟลามทุ่ง” ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องลงมืออย่างเด็ดขาด เพื่อ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามจนยากเกินแก้ไข

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EefTxNheSJvueDAZOMYHc