Category: เศรษฐกิจ

  • “อนุทิน”นั่งหัวโต๊ะถกครม.เศรษฐกิจ “เอกนิติ” จ่อออกมาตรการหนุนท่องเที่ยว-ซื้อหนี้ประชาชน

    “อนุทิน”นั่งหัวโต๊ะถกครม.เศรษฐกิจ “เอกนิติ” จ่อออกมาตรการหนุนท่องเที่ยว-ซื้อหนี้ประชาชน

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ  (ครม.เศรษฐกิจ) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นรองประธาน มีหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการ เป็นกรรมการ 25 คน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นกรรมการและเลขานุการ 

    “การแต่งตั้ง ครม.เศรษฐกิจ เป็นไปตามนโยบายของนายอนุทินที่ต้องการให้มีการประชุมเพื่อติดตามการขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดใหประชุมในทุกวันจันทร์ อย่างไรก็ตามเนื่องจากในสัปดาห์หน้าวันจันทร์เป็นวันหยุดราชการ จึงยังไม่ได้กำหนดแน่นอนว่าจะมีการประชุมหรือไม่ อยู่ที่การสั่งการของนายกรัฐมนตรี”

    ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ นายสิริพงศ์ ระบุว่า คาดว่าจะมีการประชุมเรื่องนี้ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก รวมทั้งการแต่งตั้งทีมไทยแลนด์ชุดใหมด้วย

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีมไทยแลนด์เจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐ โดยความชัดเจนการตั้งทีมไทยแลนด์ชุดใหม่นั้นต้องสอบถามจากนางศุภจี้ ส่วนตนเองมีหน้าที่ในการสนับสนุนข้อมูลในการเจรจาในฐานะที่เคยร่วมทีมเจรจาเมื่อรัฐบาลที่ผ่านมา

    วันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ว่า รัฐบาลจะทยอยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนนี้  โดยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เตรียมจะออก 1.มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ให้นำมาหักค่าลดหย่อนภาษีได้ โดยให้สิทธิ์สำหรับผู้ที่จะท่องเที่ยวเมืองรองอย่างเดียว 2. เร่งรัดการจัดอบรมสัมมนาของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจให้เร็วขึ้น จากไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณเป็นช่วงต้นปี โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้จัดอบรมสัมมนาภายในเดือนม.ค.69 3.มาตรการภาษีสำหรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก (Renovation) โดยพิจารณาถึงวินัยทางการคลังอาจให้หักที่ 1.5-2 เท่า และได้หารือ ธนาคารออมสิน เพื่อให้เข้ามาช่วยสนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการโรงแรมด้วย

    “เม็ดเงินรวมจากการจัดอบรมสัมมนาของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมีจำนวนรวมกันเกือบ10,000 ล้านบาท หากสามารถเร่งรัดได้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมาก ผมไปดูตัวเลขแล้ว ส่วนราชการ มีประมาณ 3,600 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจอีก 3,000 กว่าล้านบาท ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีเงื่อนไขว่า หากจะไปอบรมในเมืองหลัก เช่น จังหวัดใหญ่ที่มีโรงแรมใหญ่ ต้องพ่วงเมืองรองไปด้วย เพื่อให้เงินกระจายไปสู่ชุมชนเมืองรอง”

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนด้วยกลไกซื้อหนี้ออกจากระบบธนาคารมาจัดการนอกระบบ จำนวนไม่เกิน 10,000 ล้านบาท พร้อมตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) มาบริหารจัดการ คาดเห็นผลเป็นรูปธรรมในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งขณะนี้ทีมงานอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.เข้ามาดูแลเองเพื่อผลักดันการแก้หนี้ประชาชนให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว ด้วยการใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ 26,000 ล้านบาท ที่สถาบันการเงินต่างๆ ส่งเข้ากองทุนฯ และบางส่วนจะนำไปซื้อหนี้ออกจากระบบธนาคารไม่เกิน 10,000 ล้านบาท โดยเป้าหมายการแก้หนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ชำระหนี้ตามกำลังในสถานการณ์รายได้ในปัจจุบัน หากในอนาคตมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็สามารถปรับการชำระหนี้ได้

     ทั้งนี้ กลไกการซื้อหนี้ หากตั้ง AMC ขึ้นมาใหม่ อาจไม่ทันเวลา 4 เดือน จึงต้องใช้กลไกที่มีอยู่แล้ว บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ซึ่งเป็นบริษัทที่ทั้ง ธปท. และกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่แล้ว ดำเนินการได้ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2887678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2weMVwMGI_M0b7UdsZBUwh

  • หอการค้าฯปรับเป้าGDPเพิ่ม 2% ชี้เศรษฐกิจไทยเริ่มกระเตื้อง -ส่งออกโตเกินคาด

    หอการค้าฯปรับเป้าGDPเพิ่ม 2% ชี้เศรษฐกิจไทยเริ่มกระเตื้อง -ส่งออกโตเกินคาด

    วันนี้ ( 8 ต.ค.2568) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประกาศปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 จาก 1.7 % เป็น 2.0% เนื่องจากมีปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจมากกว่าผลลบ

    โดยปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยผลักให้จีดีพีทั้งปีปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ จีดีพีในช่วงครึ่งปีแรก ขยายตัวได้สูงถึง 3% เร่งขึ้นจากประมาณการเดิม ,การส่งออกครึ่งปีแรกขยายตัว 15% โตเกินคาด จากการเร่งนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และคาดว่าทั้งปีนี้จะโตเพิ่มขึ้นจากเป้าเดิม 2.5% เป็น 6% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนครึ่งปีแรก ขยายตัวเป็นบวก1.4%หลังจากที่ติดลบมานาน

    นอกจากนี้รัฐบาลยังมีการดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส และเติมเงินบัตรคนจน คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจรวม 59,080 ล้านบาท และ23,000 ล้านบาท ตามลำดับ จะช่วยผลักให้จีดีพีปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นอีก 0.44%

    ส่วนปัจจัยลบสำคัญคือนักท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีแรกมีจำนวนเพียง 16.7 ล้านคน และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมฟื้นตัวเพียง 80.0% เมื่อ เทียบกับระดับก่อนโควิด-19 ,มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยบริหารประเทศในระยะเวลาสั้นเพียง 4 เดือน ,ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อคาดว่ามีการปิดด่านไปจนถึงปลายปี เบื้องต้นคาดว่าจะสร้างผลกระทบด้านการค้าราว 59,103 ล้านบาท ฉุดจีดีพี ลดลง0.32% และยังมีสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่รวม 5.3 ล้านไร่ ใน 36 จังหวัด

    ในช่วงที่เหลือจนถึงสิ้นปีเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบทำให้จีดีพีทั้งปีนี้ต่ำ หรือ สูงกว่าเป้าคาดการณ์ใหม่ 2% ซึ่งเป็นกรณีฐาน หรือ กรณีที่มหาวิทยาลัยคาดว่าเป็นไปได้มากที่สุดได้ ได้แก่ปัจจัยยทางด้าน ภาษีTransshipment,เสถียรภาพของรัฐบาล เสียงข้างน้อย , ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา และ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ซึ่งจะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยได้ทำแบบจำลองสถานการณ์ไว้เพิ่มเติมดังนี้ กรณีที่แย่ที่สุด จีดีพีปีนี้อาจโตเพียงลดลงเหลือ 1.2% หากสหรัฐประกาศ สัดส่วน Local Content เพิ่มจาก 40% เป็น 60% ,รัฐบาลประกาศยุบสภาก่อน 4เดือน ,ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาตลอดทั้งปี และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเหลือ 33 ล้านคน

    และกรณีที่ดีที่สุด จีดีพีอาจโตเพิ่มขึ้นเป็น 2.4% หาก การเจรจาภาษีTransshipment ยังไม่ เสร็จสิ้นภายในปี 2568 ,ยุบสภาภายใน 4 เดือน ตามข้อตกลง เปิดด่านชายแดนฯ ภายในเดือนต.ค. 2568 และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 34ล้านคน

    การปรับเพิ่มประมาณการณ์จีดีพีปีนี้เป็น 2% แต่ก็ยังมีปัจจัยบวกและลบ ที่อาจทำให้โตสูงหหรือต่ำกว่าเป้าได้ ทั้งนี้ต้องขอดูผลของมาตรการคนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการรัฐก่อนว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากแต่ไหน เบื้องต้นคาดว่า ทั้ง 2 มาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่4ให้ฟื้นขึ้นได้แน่นอน ส่วนจีดีพีในปีหน้ายังมองไม่ชัด แต่อาจจะเติบโตได้ ราว 2-2.5%

    อย่างไรก็ตาม สนับสนุนให้ ธปท. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะที่ผ่านมา การลดดอกเบี้ย ไม่มีผลให้ อัตราสินเชื่อของธนาคารกลับมารวมทั้งเห็นด้วยกับมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านกลไกของ AMC เพื่อดึงหนี้เสียออกมาจากระบบ หรือ เพิ่มการขยายการซื้อหนี้ให้การปล่อยสินเชื่อง่ายขึ้น เร่งลดปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ต่ำกว่า 86% ต่อจีดีพีจะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจได้ดี

    นอกจากนี้ ควรดูแลให้ อัตราเงินเฟ้อ ในช่วงที่เหลือของปี ให้กลับมาเป็นบวกโดยเร็ว ซึ่งน่าจะดีขึ้นหลังใช้มาตรการคนละครึ่ง สะท้อนถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี เพื่อให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้โตใกล้เคียง 2.5% ให้ได้ เพราะธนาคารโลกยังคงประเมินให้ไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตต่ำสุดในอาเซียนและที่สำคัญ ต้องวางรากฐานเศรษฐกิจในระยะยาวทั้งเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน และวางโครงการเมกะโปรเจคต่างๆ เพื่อให้เป็นประเทศไทยกลับน่าสนใจในเวทีโลก

    อ่านข่าว:

     “อนุทิน” คิกออฟ 28 ต.ค.68 เพิ่มทางเลือกประชาชนซื้อยานอกรพ.เอกชน

    หั่นเป้าเงินเฟ้อเหลือ 0.0% สนค. เผยราคาพลังงาน-อาหารลด ยันไม่ใช่เงินฝืด

    ประเมิน “นักท่องเที่ยวจีน” เที่ยวไทยเพิ่มเฉลี่ยวันละ 2.2 หมื่นคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J8QglgHEQFi0inov-09tk

  • กนง.ตุนกระสุน ดอกเบี้ย มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยย่ำแย่

    กนง.ตุนกระสุน ดอกเบี้ย มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยย่ำแย่

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-42&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26DG0HPDGms5AKt_F33h-X

  • “

    “สติธร” ยก “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายคุ้มสองต่อ หมุนเศรษฐกิจ–ดึงประชาชน เข้าระบบภาษี


    8/10/2568 | 80 |

    วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นต่อโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคมนี้ว่า ถือเป็นการต่อยอดนโยบายที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว และเป็นแนวทางที่ช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในเวลาเดียวกัน

    ดร.สติธร ระบุว่า จุดเด่นของ “คนละครึ่งพลัส” อยู่ที่การอุดหนุนเงินตามสถานะภาษีของผู้ได้รับ ซึ่งช่วยให้เงินหมุนเวียนลงสู่ร้านค้ารายย่อยได้รวดเร็วและทั่วถึง ขณะเดียวกันยังสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ถือเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่เกิดประโยชน์สองต่อ ทั้งในระยะสั้นคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ และในระยะยาวคือการเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับระบบภาษีที่ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการคลังของประเทศ

    พร้อมกันนี้ ดร.สติธรยังมีข้อกังวลว่า สิ่งที่ต้องระวังคือปัญหาทางเทคนิคและการใช้งานระบบ เนื่องจากเป็นโครงการที่ประชาชนจำนวนมากเคยเข้าร่วมมาก่อน ระบบการลงทะเบียนจึงต้องมีความเสถียร  และต้องป้องกันพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ผิดเงื่อนไข เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นและผลลัพธ์ในเชิงบวกของโครงการในภาพรวม. ///


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/430177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kPA8KxMPw1laVEln1jl_P

  • ‘อรรถพล’ เร่งเครื่อง Quick Big Win เต็มสูบ กระตุ้นเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน

    ‘อรรถพล’ เร่งเครื่อง Quick Big Win เต็มสูบ กระตุ้นเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง เปิดกระทรวงพลังงานแถลงนโยบายสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจ  การส่งเสริมการลงทุน การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งในส่วนของกระทรวงพลังงาน ได้ผลักดันโครงการ “Quick Big Win” ด้านพลังงาน

    การสร้างรายได้ ลดรายจ่ายด้านพลังงานภาคประชาชน นำโดยโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เร่งขับเคลื่อน “โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร” กว่า 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินผ่านการลงทุนกว่า 12,500 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ 87.5 เมกะวัตต์ และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.6 ล้านตันต่อปี “โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน” เป้าหมายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนได้กว่า 30,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 1,600 ตำแหน่ง และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.8 ล้านตันต่อปี โดยจะสามารถประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ภายในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ 
     

    อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    ส่วนเป้าหมาย “การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์” คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 90,000 ครัวเรือน กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน ได้กว่า 20,250 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2.8 แสนตันต่อปี นอกจากนั้น ยังมีการเร่งอนุมัติ “การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของ กฟผ.” (เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์) ซึ่งมีต้นทุนต่ำ กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์เกิดการลงทุนกว่า 53,000 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 0.8 ล้านตันต่อปี
     
    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ได้เร่งดำเนินการ “โครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดตรง” หรือ Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเสนอ กบง. ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 เกิดเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 65,000 ล้านบาท ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นอกจากนั้น ยังมี “การพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมเขตภาคตะวันออก (EEC)” คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้ากว่า 800 เมกะวัตต์ รองรับธุรกิจ Data Center 16 ราย รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมผ่านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์ผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
     

    'อรรถพล' เร่งเครื่อง Quick Big Win เต็มสูบ กระตุ้นเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน

    การสร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับ Net Zero 2050 ผ่านโครงการต่างๆ ข้างต้น รวมทั้งการเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ แผน PDP ที่จะมีการทบทวนรายละเอียดให้การผลิตไฟฟ้าตอบโจทย์กับเป้าหมาย Net Zero 2050 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการเริ่มโครงการพัฒนาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ภายในปี 2577 และระหว่างปี 2577 ถึงปี 2607 (30 ปี) จะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 6.4 ล้านตันต่อปี

    'อรรถพล' เร่งเครื่อง Quick Big Win เต็มสูบ กระตุ้นเศรษฐกิจ 7 แสนล้าน

    ต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนทุกท่านที่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้วางกรอบการทำงาน “Quick Big Win” ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีระยะเวลาในการทำงานที่ค่อนข้างจำกัด เป้าหมายความสำเร็จจึงต้องมีความชัดเจน โดยในด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน ผมให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งกระทรวงพลังงานก็เพิ่งได้มีการตรึงค่าก๊าซหุงต้มและลดราคาน้ำมันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในอนาคตก็จะมีเป้าหมายในการลดค่าไฟ ซึ่งต้องหารือกับหลายหน่วยงาน ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แผนงานที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ทั้งโครงการโซลาร์รูปแบบต่างๆ จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ กฟผ. ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาต้นทุนที่ถูกลง การส่งเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิตในพื้นที่เศรษฐกิจ EEC รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม จากทุกโครงการที่นำเสนอข้างต้น สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดมูลค่าการลงทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10 ล้านตันต่อปี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967827&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Da9DZrGFWake3uaY3UFP9

  • ราคาทองปีนี้ พุ่งขึ้นร้อยละ 50 สะท้อนเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน

    ราคาทองปีนี้ พุ่งขึ้นร้อยละ 50 สะท้อนเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน

    วันนี้, 13:00น.

              นายไมเคิล แลงฟอร์ด หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุนของบริษัทสคอร์เปียน มิเนอรัลส์ เปิดเผยว่า ราคาทองคำพุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรก เป็นผลจากความต้องการด้านการลงทุนที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในวงกว้าง ตลอดถึงกระแสคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 ระหว่างการประชุมในวันที่ 28-29 ต.ค.นี้

             ที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งขึ้นร้อยละ 51 ตั้งแต่ต้นปีนี้(2568)จากแรงซื้อทองคำจำนวนมากจากธนาคารกลางหลายแห่ง ความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในกองทุน อีทีเอฟ ที่ลงทุนในหุ้น โดยมีทองคำเป็นหลักประกันความเสี่ยงการลงทุน, เงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงและความสนใจที่มากขึ้นจากนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการจะลงทุนในทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่สูงขึ้นในด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ในไตรมาสแรกของปีนี้ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าตอบแทนการลงทุนรายไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2529

             ทั้งนี้ ราคาทองคำจะสูงขึ้นในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ และช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นสูง และไม่มีผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ โดยนักลงทุนเชื่อว่า ทองคำจะคงมีมูลค่า คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ โกลด์แมนแซกส์ ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯประกาศเมื่อวันจันทร์(6 ต.ค.) ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์สำหรับราคาทองคำช่วงเดือนธ.ค.ปีหน้า(2569)ขึ้นมาอยู่ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 4,300 ดอลลาร์

    #ตลาดทองคำ

    ที่มา: cnn

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155325&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0b4MVSzfLReWU3x6Ny-0X7

  • กรมพัฒนาธุรกิจฯดึงอินฟลูฯขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยสู่สากลเติบโตอย่างยั่งยืน

    กรมพัฒนาธุรกิจฯดึงอินฟลูฯขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยสู่สากลเติบโตอย่างยั่งยืน

    เศรษฐกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจฯดึงอินฟลูฯขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยสู่สากลเติบโตอย่างยั่งยืน

    วันพุธ ที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กรมพัฒนาธุรกิจฯผสานพลังสมาคมอินฟลูเอนเซอร์ไทยเตรียม Kick Off ดึงอินฟลู ครีเอเตอร์ ขับเคลื่อนสินค้าท้องถิ่น ดันแบรนด์ไทยสู่สากล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 กรมฯ ได้จัดประชุมความร่วมมือกับสมาคมอินฟลูเอนเซอร์ไทย ณ ห้องประชุมม่วงระย้า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมอินฟลูเอนเซอร์ไทยให้เติบโตอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมอินฟลูเอนเซอร์ไทยได้ดำเนินการโดยมุ่งเน้นการยกระดับอินฟลูเอนเซอร์ไทยผ่านการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมร่วมกับสภาคุ้มครองผู้บริโภค และเชื่อมโยงอินฟลูเอนเซอร์กับผู้ประกอบการ โดยจัดโครงการอบรมด้านการประชาสัมพันธ์สินค้า การผลิตคอนเทนต์ และการทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึง ผลักดันโอกาสของอินฟลูเอนเซอร์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

    อธิบดีพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า สมาคมฯ เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ จึงได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายและรวบรวมข้อมูลอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมดังกล่าว พร้อมแนะนำแนวทางในการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีทิศทางการนำเสนอเนื้อหาสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ และใช้อินฟลูเอนเซอร์รายย่อย (Micro Influencer) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงแต่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ตรงจุด รวมถึงแนะนำให้อินฟลูเอนเซอร์ ปรับตัวตามอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม โดยนิยมใช้รูปแบบ “3 คอนเทนต์ 1 ไลฟ์” เพื่อเพิ่มการมองเห็นของช่องทางออนไลน์ และขยายตลาดให้กว้างขึ้น

    โดยในส่วนของแนวทางความร่วมมือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสมาคมฯ ได้หารือแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึงผู้ประกอบการชุมชนในการสร้าง Story telling และ Influencer marketing มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    ปัจจุบันรูปแบบการค้ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค คือ “อินฟลูเอนเซอร์” ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดออนไลน์และอีคอมเมิร์ซทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยอุตสาหกรรม ครีเอเตอร์ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีผู้สร้างคอนเทนต์มากกว่า 60 ล้านคนทั่วโลก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงพลังของคอนเทนต์ที่สามารถสร้างแรงจูงใจและเชื่อมโยงผู้บริโภคกับสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สอดคล้องกับภารกิจสำคัญของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถสร้างแบรนด์ ขยายช่องทางการตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการผลักดันผู้ประกอบการให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างยอดขายและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    การหารือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่พร้อมเดินหน้าภารกิจยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน นำพาผู้ประกอบการไทยก้าวสู่อนาคตเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างมั่นใจ อธิบดีพูนพงษ์ กล่าวปิดท้าย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/449656&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31xqDNuQtHH9kjaZNo04rr

  • เอกชนจี้รัฐเร่งปั๊มเศรษฐกิจโค้งท้าย ห่วงหนี้ครัวเรือนรุม-กำลังซื้อตก ต้องโหมมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

    เอกชนจี้รัฐเร่งปั๊มเศรษฐกิจโค้งท้าย ห่วงหนี้ครัวเรือนรุม-กำลังซื้อตก ต้องโหมมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

    เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายด้าน ทำให้ยังต้องจับตาความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด แม้จะมีสัญญาณบวกจากการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างโครงการคนละครึ่งออกมา แต่แรงกดดันจากทั้ง เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความผันผวนของ อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนก็ยังเป็นตัวถ่วงสำคัญ

    หลายสำนักยังคงมองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่าง เปราะบางและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ต้องพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศ และการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่กลับมาแข็งแกร่งอย่างที่ควรจะเป็น คำถามสำคัญที่กำลังถูกจับตา รัฐบาลจะมีมาตรการรับมืออย่างไร เพื่อประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงความเสี่ยงนี้ไปได้ และจะสามารถจุดพลุให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากภาวะเงินเฟ้อที่ติดลบหรือต่ำกว่ากรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่ 1-3 % กำลังสะท้อนถึงภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลือของปีว่า มีกำลังซื้อถดถอยจากปัญหาหนี้ครัวเรือน รายได้น้อยกว่ารายจ่าย และเงินบาทแข็งค่า ทำให้การนำเข้าพลังงานที่เป็นหมวดใหญ่ลดลง นำไปสู่สถานการณ์ที่ประชาชนในภาพรวมรู้สึกว่าเงินไม่สะพัด ไม่มีกำลังซื้อ โดยเฉพาะต่างจังหวัดจะยิ่งเห็นได้ชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณชี้วัดตามมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ว่าจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำในช่วง 4 เดือน ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่คณะกรรมร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือกกร. และส.อ.ท. เสนอ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่ง หรือแพจเกจท่องเที่ยวที่อาจจะเกิดขึ้นนระยะข้างหน้า สิ่งดังกล่าวเหล่านี้จะเป็นเครื่องชี้วัดว่าหลังจากที่ทำมาตรการ หากเงินเฟ้อดีขึ้นจากติดลบขยับขึ้นมาเป็น 0-1% หรือสูงกว่าศูนย์ได้ก็ถือว่าเป็นการกระตุ้นที่เห็นผล

    “เวลานี้รัฐบาลและทีมงานเศรษฐกิจน่าจะทราบถึงสัญญาณดังกล่าวแล้ว ดังนั้ ก็จะต้องหามาตรการเพื่อมากระตุ้น โดยเชื่อว่าหากสามารถกระตุ้นได้ดีตัวชี้วัดก็จะแสดงให้เห็นว่า ตัวเลขเงินเฟ้อขยับขึ้นมาใกล้ศูนย์ได้ ก็ถือว่ามาตรการเกิดผ แต่ถ้าสามารถขยับขึ้นมาที่ระดับ 0-1% ก็ถือว่ายื่งประสบความสำเร็จ”

    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สะท้อนว่า การใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ณ เวลานี้ได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว ซึ่งในโค้งสุดท้ายของปีนี้ยังถือเป็นงานหนัก การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากนักที่รัฐบาลชุดใหม่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ หากรัฐบาลได้นำผลการหารือร่วมระหว่างผู้บริหารของ ส.อ.ท. กับนายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงดำเนินการตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา หากสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และกำลังซื้อได้

    “จุดต่ำสุดข้างต้นที่มองว่าเป็นความท้าทายคือ การใช้กำลังการผลิตของหลายอุตสาหกรรมในไทย จากที่สำรวจดูมีมากกว่า 20 กลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มได้รับผลกระทบการใช้กำลังผลิตที่ต่ำลง จากปัญหาการชะลอการสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐอเมริกา หลังมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าอีก 19% ซึ่งขณะนี้ส.อ.ท.ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการหาตลาดใหม่เพื่อลดผลกระทบตลาดสหรัฐ และช่วยเพิ่มยอดขาย”

    ขณะที่ในปี 2569 ผู้ประกอบการคงทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ไม่ได้ ต้องปรับตัวในหลายด้าน เช่น เน้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลดคาร์บอนในการผลิต หาพันธมิตรทางการค้าในภูมิภาคต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศในเอเชียตะวันออก กลาง รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ห่วงภาคการส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐฯ และตลาดอื่น ๆ จะชะลอตัวลง หลังสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย 19% ซึ่งจะส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยชะลอตัวลงในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ หลังช่วง 8 เดือนแรก การส่งออกไทยไปสหรัฐและตลาดอื่น ๆ ในภาพรวมยังขยายตัวได้ เนื่องจากมีการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนการขึ้นภาษีของสหรัฐจะมีผลบังคับใช้ (เริ่มบังคับใช้ 7 ส.ค. 68) และเวลานี้คู่ค้ายังมีสต๊อกสินค้าจำนวนมาก เฉลี่ยยังใช้ได้อีกประมาณ 3 เดือน ทำให้ชะลอการนำเข้า

    “สิ่งที่คาดหวังจากรัฐบาลนับจากนี้ ต่อเนื่องไปถึงปีหน้าคือ การแก้ไขปัญหาเงินบาท อย่าให้แข็งค่ามากกว่าในภูมิภา การแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน เรื่องของหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน หนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อประคับประคองให้เขาผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้ และอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หากปรับลดลงได้อีกจะช่วยเรื่องสภาพคล่องได้มาก เพราะยุคนี้ธุรกิจทำกำไรยาก หากผลิตสินค้าขายแล้วยังไม่พอจ่ายดอกเบี้ยก็ลำบาก”

    3 ความท้าทายดึงเศรษฐกิจพ้นกับดัก

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้ความเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ผู้ประกอบการ SMEs กำลังเผชิญกับ “กับดักทางเศรษฐกิจ” ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาหนี้สินที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ 3 ความท้าทายเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเข้ามาดำเนินการอย่างเข้มข้น ได้แก่ 1. การแก้กับดักหนี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีหนี้ครัวเรือนที่ด้อยคุณภาพ ควบคู่ไปกับปัญหาหนี้เสียและหนี้นอกระบบที่มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยต้องมีการกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน, การจัดตั้งผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลางและ การจัดการหนี้ไฮบริดควบคู่กันไป

    จากการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า SMEs 45% มีลักษณะเป็น “หนี้แบบไฮบริด” ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบควบคู่กันไป ดังนั้นจึงต้องแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งสองส่วนไปพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นจะจะมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับมาเป็นหนี้เสียใหม่ได้ในที่สุด นอกจากนี้ต้องดำเนินการฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อการกลับเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีขีดความสามารถในการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ได้อีกครั้งอย่างมั่นคง

    2. การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนผ่านการยกระดับขีดความสามารถ โดยสมาพันธ์ฯ สนับสนุนแนวทางที่ต้องการให้การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นเป็น “ระยะสั้น แต่ได้ยาว” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งการที่เศรษฐกิจจะถูกกระตุ้นให้เกิดผลยาวนานได้นั้น อาจจะต้องมีการปรับกระบวนการ ในการ “สร้างแรงจูงใจ” เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ระบบ มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลไกต่าง ๆ ของภาครัฐได้อย่างเต็มที่ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ได้

    อย่างไรก็ดี การกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจะไม่นำมาซึ่งความยั่งยืน หากไม่มีการทรานส์ฟอร์มก้าวไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่สำคัญ ซึ่งรวมถึง AI (ปัญญาประดิษฐ์), Digital Technology รวมถึงการนำ นวัตกรรมและความสร้างสรรค์ เข้ามาช่วยในการดำเนินงาน หากผู้ประกอบการไม่ปรับตัวจะขาดความยั่งยืน นอกจากนี้ การทำเรื่องเหล่านี้ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับ ESG (Environmental, Social, and Governance) ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้ SMEs มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงต้องดำเนินไปควบคู่ไปกับการยกระดับเพิ่มขีดความสามารถ

    3. การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการใช้ประโยชน์ FTA รัฐบาลต้องเร่ง “เจรจา FTA” (ข้อตกลงการค้าเสรี) และดำเนินการเพื่อให้ผู้ประกอบการในทุก ๆ ขนาด สามารถเข้าถึงและเข้าใจ ตลอดจนใช้ประโยชน์จาก FTA ในทุกฉบับได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการขยาย FTA ไปยังประเทศอื่น ๆ หรือในกลุ่มอื่น ๆ ที่ประเทศไทยมีเป้าหมายในการที่จะขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการ การดำเนินการในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการขยายตลาดนี้ จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4 ปลายปีนี้

    SME ยังมีปัญหาเข้าถึงแหล่งเงินทุน

    นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ยังพบว่าการเข้าถึงสินเชื่อของ SME โดยเฉพาะ Micro SME ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งคลี่คลาย โดยเฉพาะสินเชื่อรายละราว 90,000-150,000 บาท ที่ยังเป็นจุดเปราะบางของระบบการเงิน

    ทั้งนี้ แม้เอสเอ็มอีหลายรายจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ แต่สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังมองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ หรือ “รีเจคเรท” เพิ่มขึ้นจากระดับปกติราว 10% เป็น 15-18% ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังไม่คลี่คลาย และถือเป็นความท้าทายสำคัญของไตรมาส 4 ปีนี้

    ดังนั้น เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ บสย.ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการค้ำประกันสินเชื่อภายใต้ PGS11 ที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่ราว 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อแก่เอสเอ็มอีทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการประมูลงานภาครัฐ ซึ่งจะเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

    “รัฐบาลเองมีท่าที “โปรแอคทีฟ” มากขึ้นในการออกแบบโครงการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอี โดยเฉพาะกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีที่เข้าถึงแหล่งทุนยาก ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้ให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการรายย่อย และเพิ่มสภาพคล่องให้หมุนเวียนต่อเนื่องในระบบ”

    นายสิทธิกร ยังฝากถึงรัฐบาลให้ช่วยดูแลเรื่องสภาพคล่องของเอสเอ็มอีทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ภาครัฐเริ่มเปิดโอกาสให้ บสย. เข้าไปค้ำประกันสินเชื่อในระบบ Non-Bank และ นาโนไฟแนนซ์ ได้ ซึ่งจะทำให้มีพันธมิตรทางการเงินรายใหม่เข้ามาเสริมกำลัง และช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจฐานรากให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคงมากขึ้นในปีหน้า

    สำหรับปี 2569 บสย.เตรียมวางบทบาทตัวเองให้เป็น “SME Gateway” เพื่อเปิดทางให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้สะดวกขึ้น พร้อมใช้กลไกการค้ำประกันสินเชื่อช่วยเหลือรายที่ขาดคนค้ำ โดยจะเน้นช่วยเหลือใน 6 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ กลุ่มไมโครเอสเอ็มอีหรือพ่อค้าแม่ค้า สินเชื่อรายละ 50,000-90,000 บาท, กลุ่มเอสเอ็มอีทั่วไป, กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจ, กลุ่มที่ต้องการปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ, กลุ่มผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์พลังงานสะอาด (Transformation Loan) และกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการสินเชื่อเพื่อจัดหารถกระบะหรือรถยนต์เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/640885&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ofe_3y12KgWDak–Cg6Ci

  • คาดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรลด ตามแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง

    คาดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรลด ตามแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-41&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l99Kz7Yd8xcZhds-qQ1_K

  • “เศรษฐกิจดิจิทัล” ครองสัดส่วนจีดีพีของสิงคโปร์ 18.6% ในปี 2567 | เดลินิวส์

    “เศรษฐกิจดิจิทัล” ครองสัดส่วนจีดีพีของสิงคโปร์ 18.6% ในปี 2567 | เดลินิวส์

    สำนักสารสนเทศ การสื่อสาร และการพัฒนาสื่อของสิงคโปร์ เผยแพร่รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลสิงคโปร์ ประจำปี 2568 ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของสิงคโปร์มีสัดส่วนคิดเป็น 18.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของสิงคโปร์ในปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก 14.9% เมื่อปี 2562

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5183476/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oWAMRp1PMK9jmNVtguLBV