Category: เศรษฐกิจ

  • ปัง! แพลตฟอร์มโฮมเซอร์วิส เติบโตเร็วใน 5 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ปัง! แพลตฟอร์มโฮมเซอร์วิส เติบโตเร็วใน 5 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นายโคทาโร่ อิเสะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Ayasan Holdings บริษัทที่นำเสนอโฮมเซอร์วิสสไตล์ญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ในขณะที่ AI กำลังแทนที่งานไว้ท์คอลลาร์ บริษัทนี้กลับเลือกมุ่งเป้าไปที่ “พื้นที่ที่ไม่สามารถถูกแทนที่ได้” อย่างจงใจ บริการทำความสะอาด พี่เลี้ยงเด็ก ดูแลผู้สูงอายุ—บริการบลูคอลลาร์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประจำวัน บริษัทประสบความสำเร็จด้วยการเติบโตของยอดขาย 160% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

    ภาพจาก : Ayasan
    ปัง! แพลตฟอร์มโฮมเซอร์วิส เติบโตเร็วใน 5 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ปัจจุบันขยายธุรกิจไปแล้ว 5 ประเทศ มีผู้ใช้บริการกว่า 1 ล้านคน และมีแรงงานที่ลงทะเบียนมากกว่า 100,000 คน สร้างแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งเหนือใคร โดยนายอิเสะ ซึ่งเคยทำงานกับดิสนีย์และแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ก่อนก่อตั้ง Ayasan ในปี 2013 แม้จะเป็นผู้ก่อตั้งชาวญี่ปุ่น แต่กลับเลือกประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้นอย่างมีเหตุผล

    “ประเทศไทยเป็นเมืองนานาชาติที่มีพื้นฐานการยอมรับความหลากหลาย และมีความเอื้อเฟื้อต่อสตาร์ทอัพ หากเริ่มต้นจากญี่ปุ่น คงเป็นไปไม่ได้ที่จะขยายธุรกิจได้ขนาดนี้”

    กลยุทธ์นี้ ประสบความสำเร็จอย่างสูง ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าองค์กรมากกว่า 1,000 ราย รวมถึง ธนาคารกสิกรไทย, FedEx, Canon, Coca-Cola, lululemon พร้อมด้วยอัตราการใช้บริการต่อเนื่องที่น่าทึ่ง 98%
    มุ่งเป้าเป็น “Grab แห่งวงการโฮมเซอร์วิส” ในตลาด 2 แสนล้านดอลลาร์

    ตลาดโฮมเซอร์วิสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่ารวม 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ บริการทำความสะอาดเพียงอย่างเดียวมีอัตราการเติบโตปีละ 15% ส่วนตลาดพี่เลี้ยงเด็กมีมูลค่าถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นตลาดขนาดใหญ่มหาศาล

    อาวุธของ Ayasan คือ การผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญในการจัดการคุณภาพแบบญี่ปุ่น เทคโนโลยีการจับคู่แรงงานด้วย AI และเครือข่ายแรงงานที่ครอบคลุมทั่วเอเชีย ปัจจุบันมีพนักงาน 500 คน พร้อมทีมวิศวกร IT ที่ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

    ในแหล่งท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยา บริษัทเริ่มให้บริการพี่เลี้ยงเด็กระยะสั้นและบริการดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2024 และบันทึกการเติบโต 200% ต่อเดือน แบรนด์ “Ayasan Cares” สำหรับตลาดผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัวในเอเชียก็เติบโตเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน

    วิวัฒนาการสู่แพลตฟอร์มแรงงานข้ามพรมแดนยุคใหม่ จุดแข็งที่แท้จริงของบริษัทอยู่ที่การวิวัฒนาการจากบริการท้องถิ่นสู่บริการข้ามพรมแดน บริษัทวางแผนให้บริการสนับสนุนแรงงานข้ามประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เช่น การเชื่อมต่อผู้หางานชาวไทยกับนายจ้างในญี่ปุ่น

    “ในอนาคต เอเชียจะรวมตัวกันเป็นตลาดแรงงานเดียว เรากำลังเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้เพื่อเป็นผู้นำในตลาดนั้น”

    ขณะเดียวกัน ในความเป็นจริง ในอเมริกาได้เกิดยุคที่บัณฑิตจากสแตนฟอร์ดเลือกทำงานบลูคอลลาร์ และในบางสาขา อัตราค่าจ้างสูงกว่างานไว้ท์คอลลาร์แล้ว

    ท้าทายงานสุดท้ายของมนุษย์ อีกทั้ง ในยุค AI งานแรงงานบลูคอลลาร์อาจกลายเป็นงานสุดท้ายของมนุษย์ เราไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มงาน แต่มุ่งเป้าเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนอาชีพระยะยาวของผู้ใช้แรงงาน ปฏิวัติแรงงานบลูคอลลาร์นี้เป็นคำถามพื้นฐานว่างานคืออะไรสำหรับมนุษย์

    ในปี 2026 Ayasan กำลังจะขยายสู่ 9 ประเทศ 13 สาขา “กลยุทธ์ตีกลับ” ในยุค AI นี้จะสร้างปฏิวัติอะไรให้กับตลาดแรงงานเอเชีย—โลกกำลังจับตามอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/266870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e66B1QyMR0L1_xGfIIO8E

  • อีสานโพล เผย พรรคประชาชน ครองใจคนอีสานอันดับ 1 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย

    อีสานโพล เผย พรรคประชาชน ครองใจคนอีสานอันดับ 1 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย

    วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.26 น.

    วันที่ 24 มกราคม 2569  เมือเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง คนอีสานกับการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติ2569 พบว่า ภาพรวมของพรรคมีผลต่อการเลือก ส.ส. เขต มากกว่า ตัวผู้สมัคร พรรคที่มีนโยบายชัดเจนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะได้คะแนนนิยมเพิ่มสูง เกือบครึ่งตอบว่าจะไม่รับเงินซื้อเสียง ขณะที่คะแนนนิยมของ 3 พรรคใหญ่สูสีกันอยู่สูตรจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคเพื่อไทยบวกภูมิใจไทย หรือ เพื่อไทยบวกประชาชน เป็นสูตรที่คนอีสานอยากเห็นมากกว่า สูตรภูมิใจไทยบวกประชาชน นอกจากนี้ เสียงคนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่ถึงครึ่งแต่ยังคงสูงกว่าคนที่ไม่เห็นชอบ และยังมีคนไม่แน่ใจหรือตัดสินใจไม่ได้ในสัดส่วนที่สูง

    รศ. ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพลเปิดเผยว่า การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานการเลือก ส.ส. และการออกเสียงประชามติในปีนี้โดยทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,090 ราย ในเขตพื้นที่ ภาคอีสาน 20 จังหวัด

    โดยสอบถามว่า ปัจจัยใดที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ท่านตัดสินใจเลือก ผู้สมัคร ส.ส. เขต พบว่าอันดับ1 ร้อยละ 55.8 พึงพอใจพรรค นโยบาย แคนดิเดตนายกและทีมรัฐมนตรีของพรรค รองลงมาร้อยละ 37.1 พึงพอใจผู้สมัคร ขณะที่ ร้อยละ 6.9 ระบุว่า ขึ้นกับเงินที่จะได้รับ และร้อยละ 0.2 เป็นเหตุผลอื่นๆ

    “เมื่อสอบถามว่า ท่านคาดหวังอะไรจาก ส.ส. เขต ของท่าน มากที่สุด พบว่า อันดับ1 ร้อยละ21.4 ช่วยเหลือเมื่อร้องขอ รองลงมา ร้อยละ 21.1 ผลักดันโครงการ/งบที่พื้นที่ต้องการ และอันดับ3 ร้อยละ 19.4 ผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ อันดับ 4 ร้อยละ 18.1 ประสานหน่วยงานรัฐให้บริการประชาชนได้เร็วขึ้น อันดับห้า ร้อยละ 12.8 เป็นปากเสียงในสภา อันดับหก ร้อยเมื่อสอบถามว่า ท่านจะลงคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อให้พรรคที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องใดมากที่สุด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 45.2 เรื่องเศรษฐกิจ รองลงมา ร้อยละ 28.2 เรื่องความมั่นคง/แก้ปัญหาชายแดน อันดับ3 ร้อยละ 17.8 เรื่องทุจริต/สแกมเมอร์/ทุนเทา อันดับ4ร้อยละ7.5 เรื่องรัฐธรรมนูญ และร้อยละ 1.3 อื่นๆ”

    รศ.ดร.สุทิน กล่าวต่อว่า เมื่อสอบถามว่า ถ้าเลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ท่านมีแนวโน้มจะลงคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ให้พรรคใด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.3 พรรคประชาชน อันดับ 2 ตามมาติดๆ ร้อยละ 30.1 พรรคเพื่อไทยอันดับ 3 ร้อยละ 27.2 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 3.4 พรรคประชาธิปัตย์อันดับ 5 ร้อยละ 2.8 พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 6พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 2.6 อันดับ 7 พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.1 และพรรคอื่นๆ ร้อยละ 2.6

    ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อในภาคอีสาน ในการเลือกตั้ง ปี 2566 จะพบว่า พรรคประชาชนมีความนิยมลดลงเล็กน้อยจาก ร้อยละ 33.2 เป็นร้อยละ 30.3 ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมลดลงจากร้อยละ 43.1 เหลือร้อยละ 30.1 ส่วนพรรคภูมิใจไทยคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก ร้อยละ 4.1 เป็นร้อยละ 27.2

    “เมื่อสอบถามว่า ท่านต้องการให้พรรคการเมืองหลักคู่ใดร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลมากที่สุด พบว่าสูตรที่ 1 เพื่อไทยและภูมิใจไทย ร้อยละ 35.3 สูตรที่ 2 ประชาชนและเพื่อไทย ร้อยละ 30.6 และสูตรที่ 3 ภูมิใจไทยและประชาชน ร้อยละ 20.8 ขณะที่กว่าร้อยละ 13.3 อยากได้สูตรอื่นๆ ที่ เช่น การตั้งรัฐบาลโดยพรรคใหญ่พรรคเดียวเป็นแกนนำร่วมกับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือการให้พรรคขนาดกลางหรือขนาดเล็กที่ตนเองชื่นชอบเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคใหญ่

    เมื่อสอบถามว่า หากมีผู้สมัคร/ทีมงานเสนอเงินหรือสิ่งของเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้ท่านมีแนวโน้มจะทำอย่างไร พบว่า อันดับ1 ร้อยละ 45.5 ตอบว่า ไม่รับ อันดับ 2 ร้อยละ44.7 ตอบว่า รับ แต่จะเลือกคนที่ชอบ โดยเงินไม่มีผลต่อการเลือก อันดับ 3ร้อยละ 7.0 ตอบว่า รับและมีแนวโน้มเลือกผู้ที่ให้และอันดับ 4 ร้อยละ 2.8 ตอบว่า รับ และจะเลือกผู้ที่ให้มากที่สุด

    และสุดท้ายเมื่อสอบถามว่า นโยบายหรือแนวทางใดที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคอีสานให้คนอีสานอยู่ดีกินดีได้ดีที่สุด หากทำอย่างจริงจัง พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 16.0 ตอบว่า กระจายอำนาจทางเศรษฐกิจให้จังหวัด อันดับ 2 ร้อยละ 15.5 กองทุนแก้หนี้+สินเชื่อเพิ่มผลิตภาพ อันดับ 3 ร้อยละ12.1 ดึงดูดการลงทุนและการจ้างงาน อันดับ 4 ร้อยละ 11.1 ยกระดับ SMEs/สินค้าชุมชน อันดับ 5 ร้อยละ 9.3 เกษตรมูลค่าสูง/แปรรูป อันดับ 6 ร้อยละ 8.8 อุตสาหกรรมบริการสุขภาพ/ผู้สูงอายุอันดับ 7ร้อยละ 7.5 โลจิสติกส์+คมนาคม อันดับ 8 ร้อยละ 7.4 ความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์อันดับ 9 ร้อยละ 5.3 อาหารสัตว์ถูก+ปุ๋ยถูก อันดับ 10 ร้อยละ 4.2 บริหารจัดการน้ำ+ชลประทาน และอันดับ 11 ร้อยละ 2.7 อุตสาหกรรมชีวภาพ”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/942831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-wcIdt5cArXHIz1i6_W5N

  • “ราเชน” ประกาศยืนเดี่ยว ไม่พึ่งทุนเทา ดันเงินทุนเจ้าบ้าน 36,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “ราเชน” ประกาศยืนเดี่ยว ไม่พึ่งทุนเทา ดันเงินทุนเจ้าบ้าน 36,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “ราเชน” หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ยื่นคำขาดกลางสมรภูมิเลือกตั้ง! ชูนโยบาย “เงินทุนเจ้าบ้าน 36,000 บาท” ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ลั่นหากรัฐบาลไม่บรรจุนโยบาย พร้อมนำทีมเป็นฝ่ายค้านทันที ไม่สนโควตารัฐมนตรี

    ราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรค พรรคทางเลือกใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนและตัวตนของพรรคว่า พรรคทางเลือกใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ภายหลังสถานการณ์การเข้ายึดอำนาจของ คสช. ซึ่งทำให้การเมืองไทยวนอยู่กับภาพเดิมซ้ำ ๆ

    ราเชนระบุว่า ประเทศไทยควรมี “ทางเลือกใหม่” ให้ประชาชนได้ตัดสินใจเพิ่มขึ้น โดยพรรคยึดหลักรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชน และกล้าคิด กล้านำ กล้าทำอย่างเป็นรูปธรรม

    เขาย้ำว่า พรรคทางเลือกใหม่ยืนอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ด้วยจุดยืนของการเป็นพรรคจิตอาสา ที่ลงไปเติมเต็มและแก้ปัญหาในพื้นที่จริง พร้อมประกาศจุดยืนว่า พรรคไม่มี “ทุนเทา ทุนดำ หรือทุนสามานย์” แต่มีทุนสำคัญคือพลังจิตอาสาและสติปัญญาของสมาชิก

    ราเชนกล่าวว่า การเติบโตของพรรคเป็นการเติบโตแบบออร์แกนิก ไม่ได้ซื้อสมาชิก โดยจากเดิมมีสมาชิกประมาณ 14,000 คนในปี 2566 ปัจจุบันเพิ่มเป็นกว่า 30,000 คน และมีสาขาพรรคเพิ่มจาก 15 สาขา เป็น 25 สาขาทั่วประเทศ

    สำหรับนโยบายหลัก ราเชนชูนโยบาย “เงินทุนเจ้าบ้าน” วงเงิน 36,000 บาท ที่ประชาชนทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงได้ พร้อมประกาศจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าพรรคจะได้จำนวน ส.ส. มากน้อยเพียงใด หากนโยบายนี้ไม่ถูกบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาล พรรคทางเลือกใหม่พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านทันที

    “วันนี้เศรษฐกิจไม่ดี ร้านค้า ตลาดนัด ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน คำถามคือ ถ้าเงิน 36,000 บาทกระจายไปทั่วประเทศพร้อมกัน เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ ประชาชนตัดสินใจได้ด้วยวิจารณญาณของตัวเอง” ราเชนกล่าว

    ราเชนยังฝากถึงประชาชนทั่วประเทศว่า วันนี้ประเทศไทยมีทางเลือกใหม่แล้ว หากจะเลือก ขอให้เลือกพรรคทางเลือกใหม่ เบอร์ 10 โดยย้ำว่านโยบายทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อพรรคหรือเพื่อตัวบุคคล

    “การกากบาทครั้งนี้ คือโอกาสให้เจ้าบ้านไทยทุกครัวเรือนได้มีเงิน 36,000 บาท พรรคทางเลือกใหม่ กล้าคิด กล้านำ ทำจริง เบอร์ 10” ราเชนกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1465819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01c2waaXBpAdsuL62crOV9

  • ‘อภิสิทธิ์’ บุกหาเสียงย่านร่มเกล้า-มีนบุรี ชี้ประชาชนกังวลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแล้วเงียบ | เดลินิวส์

    ‘อภิสิทธิ์’ บุกหาเสียงย่านร่มเกล้า-มีนบุรี ชี้ประชาชนกังวลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแล้วเงียบ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 ม.ค. เวลา 07.00 น. ที่ ตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ช่วยนายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัครสส.กทม. เขตเลือกตั้งที่ 20 เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว) ซึ่งได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดอย่างคึกคัก บางคนกล่าวสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ และผู้สมัครของพรรคให้ได้เข้าสภาฯ

    จากนั้น นายอภิสิทธิ์และคณะได้เดินพบปะประชาชนที่มาออกกำลังกายในสวนสาธารณะ 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มีแฟนคลับชมรมร้องเพลงในสวน ตะโกนว่า อภิสิทธิ์มาแล้ว ,คนดีของสังคมกลับมา พร้อมขอถ่ายรูปกันยกใหญ่ นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์คณะยังได้สักการะ ศาลท่านท้าวมหาพรหมร่มเกล้า และไหว้ศาลแม่สไบทอง เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

    ต่อมา นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปยังตลาดมีนบุรีเพื่อพบปะพี่น้องประชาชน ช่วยน.ส. กานต์ วนาดรวรวิศาล ผู้สมัคร สส.เขต 19 เขตมีนบุรี (ยกเว้นแขวงแสนแสบ) เขตสะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง) เบอร์ 11 ครอบคลุมพื้นที่ โดยนายอภิสิทธิ์ได้พูดถึงนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ผ่านเสียงตามสายในตลาดให้ประชาชนรับฟังด้วย

    โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ต้องขอบคุณประชาชนที่มาให้การต้อนรับอย่างดี และขอบคุณทุกความสัมพันธ์ที่มีระหว่างพรรคกับคนกรุงเทพฯ และคนที่นี่มาตลอด

    เมื่อถามว่าทำให้มีความมั่นใจในพื้นที่กรุงเทพฯ มากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นกำลังใจให้เราต้องเดินหน้าทำงานหนักเพราะช่วงสุดท้ายของการเลือกตั้ง ขณะนี้ก็จะมีการนำเสนอประเด็นในลักษณะที่อาจจะคิดว่ามาเร้าใจ แต่อยากจะย้ำกับประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาส ที่เราจะเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งจากครั้งที่ผ่านๆมา พอช่วงสุดท้ายหลายครั้งจะมีเรื่องของกระแสหรืออะไรก็ตาม แต่ทำให้เราลืมว่า การเลือกตั้งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง ประเทศแบบยั่งยืนได้ ครั้งนี้อยากจะเห็นการจริงจังในการสนับสนุนคนที่จะไปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น กับคนที่มีแผนเศรษฐกิจระยะยาว

    ”วันนี้มาเดินตลาด ทั้งเจ้าของตลาด และแม่ค้าก็พูดตรงกันว่าการกระตุ้นทั้งหลาย ก็ได้ระยะสั้นจริงๆ พอจบไป ก็กลับมาสู่สภาพที่มันเงียบ ถ้าเราไม่ทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืน รายได้ประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ช่วงสุดท้าย ทุกคนมาจริงจังกันมากขึ้นกับเรื่องที่เป็นอนาคตระยะยาวของประเทศ“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    เมื่อถามว่าสัปดาห์หน้า นายอภิสิทธิ์จะไปลงพื้นที่ภาคใต้ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าว ใช่ เพราะไม่ได้ไปมาสักพักหนึ่งแล้ว ตนจึงจะไป จ.สุราษฎร์ธานีและชุมพรในวันที่ 26 ม.ค.นี้ จากนั้นจะไปยังจ.นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง และตรัง ในช่วงต้นเดือน ก.พ.นี้ โดยเป็นการไปพบปะกับประชาชนที่ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อย่างดีตลอดมา

    ต่อข้อถามว่าสนามในภาคใต้มีการต่อสู้กันหนัก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คราวที่แล้วก็มีการพูดกันว่าหนักหน่วงมาก แต่เที่ยวนี้ดูประชาชนเข้มแข็งขึ้น ในการที่จะตอบทุกเวทีที่เราปราศรัย เราก็ย้ำประชาชนอย่าไปเลือกคนที่ซื้อเสียง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5533772/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZGJxOzYSZhbvLANdO4727

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 50 สตางค์ต่อลิตร

    และราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/649775&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw153YB-DBJQME4TzGT2AR6J

  • “มาร์ค” ลุยหาเสียง ชูแก้เศรษฐกิจยั่งยืน-รื้อระบบประกันสังคม

    “มาร์ค” ลุยหาเสียง ชูแก้เศรษฐกิจยั่งยืน-รื้อระบบประกันสังคม


    “อภิสิทธิ์” นำทีมปชป. หาเสียง ย่านลาดกระบัง ปลุกกระแสการเมืองสุจริต ชู นโยบายแก้เศรษฐกิจยั่งยืน-รื้อระบบประกันสังคมเพื่อประชาชน

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำทีมผู้สมัคร ส.ส. กทม. ลงพื้นที่หาเสียงตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า รับฟังปัญหาพี่น้องประชาชนย่านลาดกระบัง ย้ำชัดการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนประเทศด้วยการเมืองคุณภาพ พร้อมเสนอแผนปฏิรูปโครงสร้างประกันสังคม และเศรษฐกิจระยะยาวเพื่อความมั่นคงของฐานราก

    นายอภิสิทธิ์ เผย ภายหลังการพบปะประชาชนว่า ขอบคุณการต้อนรับที่อบอุ่นซึ่งสะท้อนถึงความผูกพันที่เหนียวแน่นระหว่างพรรคกับคนกรุงเทพฯ พร้อมให้ความเห็นว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักมีการนำเสนอประเด็นที่เน้นเพียงความเร้าใจตามกระแส แต่อยากให้ประชาชนมองไกลไปถึง “การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน”

    “ครั้งนี้อยากจะเห็นการจริงจังในเรื่องของการสนับสนุนคนที่จะไปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน กับคนที่มีแผนเศรษฐกิจระยะยาว เพราะวันนี้มาเดินตลาดทั้งเจ้าของตลาด ทั้งแม่ค้าก็พูดตรงกัน ว่ามาตรการกระตุ้นทั้งหลายมันก็ได้ระยะสั้นๆ จริงๆ  พอจบไปก็กลับเข้าสู่สภาพที่มันเงียบ ถ้าเราไม่ทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืนรายได้ประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ช่วงสุดท้ายทุกคนมาจริงจังกันมากขึ้นกับเรื่องที่เป็นอนาคตระยะยาวของประเทศ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงทิศทางการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างระบบประกันสังคมครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความโปร่งใสและสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าสูงสุดสำหรับผู้ประกันตน โดยระบุว่า นโยบายระยะยาวของพรรคคือการผลักดันให้สำนักงานประกันสังคมยกฐานะเป็น”หน่วยงานอิสระ” เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นไปอย่างมืออาชีพและโปร่งใสที่สุด เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนมีความวิตกกังวลต่อการตรวจสอบที่พบปัญหาด้านการบริหารจัดการเงินสะสมของผู้ประกันตน


    หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายอภิสิทธิ์เสนอแนะคือการทบทวนระบบการรักษาพยาบาล โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันผู้ประกันตนต้องแบกรับภาระซ้ำซ้อน คือทั้งส่งเงินสมทบเองและเสียภาษีให้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาท) แต่ในหลายกรณีกลับได้รับสิทธิประโยชน์ที่น้อยกว่า

    “เรามีแนวคิดที่จะให้ผู้ประกันตนเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปเลย เพื่อให้ได้รับสิทธิการรักษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง ส่วนเงินสมทบที่เคยต้องจ่ายในส่วนนี้ ให้นำไปสมทบเพิ่มในสวัสดิการด้านอื่นแทน เช่น เงินออมชราภาพ เพื่อให้พี่น้องแรงงานมีความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”

    เมื่อถามถึงความจำเป็นในการปฏิรูป นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าถึงเวลาที่ต้องปรับรื้อครั้งใหญ่ เนื่องจากระบบปัจจุบันเริ่มไม่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

    “ระบบพื้นฐานทั้งหมดต้องได้รับการทบทวน เพราะปัจจุบันการจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ยังไม่สะท้อนถึงระบบก้าวหน้าที่ควรจะเป็น การปรับรื้อโครงสร้างครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคตที่มั่นคงของประชาชนอย่างแท้จริง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    ในส่วนของประเด็นร้อนเรื่องประกันสังคม นายอภิสิทธิ์ เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานว่าประกันสังคมควรยกฐานะเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อให้การบริหารจัดการเงินกองทุนมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซง

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงขั้นต้องผ่าตัดเลยไหม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  ถูกต้อง ที่ผ่านมาเมื่อมีการตรวจสอบ ประชาชนก็มีความวิตกกังวลกับการที่มีการส่งเงินเข้าไปแล้ว การบริหารเงินมีปัญหามาก แต่ว่าตัวพื้นฐานของระบบทั้งหมด ต้องมีการทบทวนอยู่แล้ว จากโครงสร้างประชากร จากปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะปัจจุบันการจ่ายเงินออกมาก็ไม่ได้เป็นลักษณะของระบบก้าวหน้า เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องมีการปรับรื้อครั้งใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ih6roNmU1E4B_WDVaLcjX

  • นักวิชาการ ชำแหละประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน!

    นักวิชาการ ชำแหละประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน!

    24 มกราคม 2569 – รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นเรื่อง “ประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ระบุว่าก่อนจะพิจารณานโยบาย “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ในเชิงหลักการ อาจต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในระยะก่อนหน้านี้ควบคู่กันไปด้วย เพราะนโยบายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นความต่อเนื่องของแนวคิดทางการเมืองจากที่เคยเสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแก่ประชาชนทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่ขาดฐานเหตุผลเชิงโครงสร้าง ใช้งบประมาณมหาศาลโดยไม่เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแท้จริง นอกจากการโฆษณาเพ้อเจ้อว่าจะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 6 รอบ 7 รอบ

    สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ วันนี้เมื่อมีผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอาจารย์และนักวิชาการ อันควรจะเป็นที่คาดหวังว่า แนวทางเชิงนโยบายจะมีความรอบคอบ มีหลักคิด และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้นกว่าเดิม แต่พอปรากฎ “นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคนี้มิได้เปลี่ยนแปลงทิศทางทางความคิดแต่อย่างใด หากยังคงยึดติดอยู่กับ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ในรูปแบบที่รุนแรงและไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากร ไม่ได้ช่วยแปรเปลี่ยนนโยบายให้ดีขึ้น หากแต่กลับทำให้ความคาดหวังของสังคมถูกทำลายลงอย่างน่าผิดหวัง

    การที่พรรคเสนอนโยบายแก่สาธารณชน ควรเป็นเวทีแห่งวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคมอย่างมีเหตุผล มีทิศทาง และมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งการที่พรรคเสนอนโยบายในลักษณะ “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ได้เปิดพื้นที่ให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เรียกว่า “นโยบาย” นั้น ยังตั้งอยู่บนหลักการของนโยบายสาธารณะอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดที่อาศัยความหวือหวาแทนเหตุผล

    โดยหลักการนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสาธารณะ ต้องสามารถอธิบายได้ว่า นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร ลดช่องว่างใดในสังคม หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติใด แต่การ “สุ่มแจกเงิน” โดยไม่อิงฐานของความจำเป็น ความยากจน หรือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างใด ๆ กลับตัดขาดนโยบายออกจากบริบทของปัญหาอย่างสิ้นเชิง เงินสาธารณะจึงมิได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “รางวัล” จากการ “เสี่ยงโชค” ภายใต้ตราของรัฐ

    ในแง่นี้ นโยบายลักษณะดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชานิยม” ในความหมายที่อาจมีความสมเหตุสมผลหรือความชอบธรรมเชิงสังคม เช่น การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยหรือการขยายบริการสาธารณะ แต่ประชานิยมแบบสิ้นคิดคือการใช้นโยบายเพื่อเร้าอารมณ์และความพึงพอใจเฉพาะหน้า โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองถึงผลกระทบ ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาที่แท้จริง นโยบายสุ่มแจกเงินไม่ใช่การลดความยากจนอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และไม่ได้สร้างโอกาสใหม่แก่คนส่วนใหญ่ หากแต่สร้าง “ภาพลวงของการเอื้อเฟื้อ” ผ่านทรัพยากรของรัฐ

    ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายเช่นนี้ยังตั้งคำถามเชิงจริยธรรมต่อการใช้เงินภาษีของประชาชน เพราะรัฐในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อสร้างผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนโดยไร้หลักเกณฑ์แห่งความเป็นธรรม

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง แม้จำนวนเงินที่ใช้ในนโยบายดังกล่าวอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งประเทศ แต่ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ “มากหรือน้อย” หากอยู่ที่ “คุ้มหรือไม่” และ “ก่อผลทางสังคมอะไร” เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำไปลงทุนในระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งให้ผลตอบแทนทางสังคมในระยะยาวสูงกว่าอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้ การเลือกใช้ทรัพยากรเพื่อการ “สุ่มแจก” จึงสะท้อนการจัดสรรทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพในเชิงนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาของนโยบายลักษณะนี้มิได้หยุดอยู่เพียงความสิ้นคิดเชิงนโยบาย หากยังขยายไปสู่มิติที่ร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นคือความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง เพราะการ “สุ่มแจก” โดยรัฐมิได้มีหลักเกณฑ์เชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ย่อมเปิดพื้นที่ให้กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับประโยชน์ถูกบิดเบือนไปเป็นการจัดสรรให้แก่ “พรรคพวก” หรือ “หัวคะแนน” ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความบังเอิญหรือกระบวนการที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้โดยตรง นโยบายเช่นนี้ไม่ได้เพียงใช้งบประมาณอย่างไร้ทิศทาง หากยังเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือแปรทรัพยากรสาธารณะให้เป็นการซื้อเสียงการเมือง

    ประสบการณ์ทางการเมืองไทยมิได้ขาดตัวอย่างในลักษณะนี้ ดังปรากฏมาแล้วในกรณีการแจกจ่าย “ถุงยังชีพ” และสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอดีต ซึ่งหลายพื้นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า ถุงยังชีพถูกจัดสรรไปเฉพาะเขตของพรรคตน ให้กับหัวคะแนนและชาวบ้านที่เลือกตน มากกว่าผู้เดือดร้อนจริง หากนโยบายสุ่มแจกเงินถูกนำมาใช้ในบริบทเช่นเดียวกัน ย่อมไม่เพียงบั่นทอนหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส หากยังทำลายความไว้วางใจของสังคมต่อรัฐ และทำให้ “นโยบายสาธารณะ” กลายเป็นเพียงเครื่องมือสามานย์ในการสะสมอำนาจทางการเมือง

    นโยบายเช่นนี้ยังส่งสัญญาณที่น่ากังวลต่อสังคม กล่าวคือ มันส่งเสริมจินตนาการว่าความอยู่ดีมีสุขสามารถมาจาก “โชค” มากกว่าจาก “โครงสร้างที่เป็นธรรมและมีโอกาส” และทำให้การเมืองกลายเป็นพื้นที่แข่งขันกันด้านความหวือหวา มากกว่าการแข่งขันกันด้านความสามารถในการแก้ปัญหาสาธารณะอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยย่อมถูกบั่นทอน เพราะการตัดสินใจของประชาชนถูกชี้นำด้วยอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้น มากกว่าการพิจารณานโยบายบนฐานเหตุผล

    นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน จึงเป็น “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยม พร้อมกันนั้นยังเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนอำนาจและการคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยไม่ผูกโยงกับปัญหาสังคม ความเป็นธรรม หรืออนาคตของประเทศ การเมืองที่รับผิดชอบไม่ควรถามว่า “จะทำให้โชคดีเหมือนถูกหวย” หากต้องถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องหวังพึ่งโชคอีกต่อไป” และนั่นต่างหากคือโจทย์ที่แท้จริงของนโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/936193/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31Tv61j5Cl5baN2Twl6-6s

  • จับแล้ว! ‘หนุ่มเมืองคอน’ สังหารแฟนสาวใหญ่-ตัดลิ้น อ้างฝ่ายหญิงผิดคำสาบาน ปันใจคบซ้อนชายอื่น | เดลินิวส์

    จับแล้ว! ‘หนุ่มเมืองคอน’ สังหารแฟนสาวใหญ่-ตัดลิ้น อ้างฝ่ายหญิงผิดคำสาบาน ปันใจคบซ้อนชายอื่น | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางดึกคืนที่ผ่านมา พ.ต.อ.กิตติชัย ไกรนรา ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช พ.ต.อ.ดร.ธีระวุฒิ เทพเลื่อน ผกก.กก.สส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช พ.ต.ท.วรเศรษฐ์ ศรีใหม่ รอง ผกก.(สืบสวน) นำกำลังเข้าจับกุม นายบุญญาฤทธิ์ (สงวนนามสกุล) ตามหมายจับที่ 38/2569 ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงวันที่ 24 มกราคม 2569 ข้อหาฆ่าผู้อื่นฯ ได้ที่บ้านพักในหมู่ที่ 1 ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมของกลางท่อนลิ้นมนุษย์ 1 ชิ้น อาวุธมีด จำนวน 1 เล่ม และผ้าขาวม้าแถบลายสีเขียว แดง จำนวน 1 ผืน

    ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 23 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช รับแจ้งมีเหตุทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ที่ห้องพักหมายเลข 6 รีสอร์ทดังแห่งหนี่งพื้นที่ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยที่เกิดเหตุพบร่าง น.ส.นพวรรณ (สงวนนามสกุล) หรือ “จื๊ป” อายุ 49 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงนอน สภาพถูกของมีคมกรีดที่ปากและลิ้นถูกตัดออกไป เจ้าหน้าที่จึงเก็บดีเอ็นเอ และลายนิ้วมือแฝง ตามวัตถุพยานและศพของผู้ตาย จากการนั้นได้สอบสวนหาคนร้ายผู้ก่อเหตุ จนทราบว่าเป็นฝีมือของ นายบุญญาฤทธิ์ แฟนหนุ่มของผู้ตาย จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นขอศาลออกหมายจับ

    จากการสวนสวน นายบุญญาฤทธิ์ ให้การรับสารภาพอ้างว่า เป็นคนลงมือฆ่าแฟนสาว หลังจากคบหากันได้ 5 เดือน เนื่องจากจับได้ว่าแฟนสาวไปมีคนอื่น ส่วนที่ต้องตัดลิ้นผู้ตายไปด้วยนั้น เนื่องจากแฟนสาวได้ให้คำสาบานกับตนเอาไว้ว่า หากตนเองมีคนอื่นจะให้ตนตัดลิ้นไปเลย จนกระทั่งตนมาทราบแน่ชัดผู้ตายแอบมีผู้ชายอื่น หรือคบซ้อนจริง จึงวางแผนนัดมาร่วมหลับนอน จากนั้นก็ใช้ผ้าขาวม้ารัดคอจนแฟนสาวแน่นิ่งไป ก่อนใช้มีดตัดลิ้นของแฟนสาวมาเก็บห่อใส่ผ้าขาวม้าเพื่อหลบหนี แต่สุดท้ายก็หนีไม่รอด ถูกจับกุมได้ดังกล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5532130/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x_R3jZWWH1Xo7ToUDh7CL

  • เคล็ดลับ เตรียมพร้อมทายาทธุรกิจ รับช่วงกิจการครอบครัวต่อยอดความมั่งคั่ง

    เคล็ดลับ เตรียมพร้อมทายาทธุรกิจ รับช่วงกิจการครอบครัวต่อยอดความมั่งคั่ง

    ธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ส่วนใหญ่ดำเนินงานธุรกิจลักษณะครอบครัว กำลังเผชิญกับความท้าทายในการวางแผนสืบทอดธุรกิจ ทั้งช่องว่างระหว่างวัย จำนวนทายาทที่ลดลง และการขาดความเข้าใจด้านการเงินและการลงทุนอย่างเป็นระบบ หากไม่มีการเตรียมพร้อม ความมั่งคั่งที่สร้างมาอาจกลายเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง มากกว่าจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตในระยะยาว

    ธนาคารไทยพาณิชย์ เดินหน้าสานต่อ หลักสูตร The DOTs 5th Family Power: Legacy to the Future ให้แก่ทายาทธุรกิจครอบครัวกว่า 100 บริษัททั่วประเทศ ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

    ธนาคารไทยพาณิชย์
    ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์

    โดยมุ่งหวังให้ทายาทได้ลงมือปฏิบัติจริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การทดลองแนวคิด และการนำเสนอแผนธุรกิจอย่างมืออาชีพ เพื่อสร้าง “ความไว้วางใจ” จากผู้ประกอบการรุ่นก่อน และเตรียมความพร้อมการก้าวขึ้นมารับช่วงกิจการได้อย่างมั่นใจ และขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน 

    แนะ 3 เคล็ดลับลดความขัดแย้งและต่อยอดความมั่งคั่งแก่ธุรกิจครอบครัว
         
    ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวมักเกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การขาดแผนการส่งต่อมรดกที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงการทำพินัยกรรมที่ไม่รัดกุมอาจนำไปสู่ข้อพิพาทและการฟ้องร้องภายในครอบครัว ซึ่งบั่นทอนทั้งความสัมพันธ์และความมั่นคงของธุรกิจ 2) การไม่มีแผนการสืบทอดธุรกิจครอบครัวที่ชัดเจน ทำให้เกิดความไม่เข้าใจในบทบาทและความคาดหวังระหว่างรุ่น และความสัมพันธ์ในครอบครัวอาจถูกกระทบจากความคลุมเครือในการสืบทอด 3) การหล่อหลอมทายาทในเรื่องการออมและการลงทุน โดยพบว่า หลายครอบครัวให้ลูกใช้เงินบริษัทเพื่อซื้อของส่วนตัว หรือการให้เงินเดือนต่ำกว่ามาตรฐานตลาดซึ่งอาจส่งผลให้ทายาทขาดประสบการณ์ในการออมและเข้าใจกลไกการลงทุนที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนธุรกิจในระยะยาว และ 4) จำนวนทายาทที่ลดลงและช่องว่างอายุมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องในการบริหารกิจการในอนาคต

    ธนาคารไทยพาณิชย์ แนะ 3 เคล็ดลับสำคัญเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างรุ่น ได้แก่ 

    1.จัดทำบัญชีทรัพย์สินและโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจน โดยการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน กำหนดโครงสร้างผู้ถือหุ้น และการจัดทำพินัยกรรมอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดข้อพิพาท และเตรียมความพร้อมสำหรับการรับช่วงต่อธุรกิจ รวมถึงการทำสัญญาก่อนสมรส สัญญาผู้ถือหุ้น และธรรมนูญครอบครัว ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยกำหนดข้อตกลงร่วมกันในครอบครัวอย่างมีระบบ พร้อมทั้งวางแผนภาษีการรับให้และภาษีการรับมรดกอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความมั่งคั่งและลดภาระภาษีในอนาคต 

    2.การเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของครอบครัว การบริหารครอบครัวและธุรกิจให้มั่นคง ต้องเริ่มจากการฝึกฟังอย่างเข้าใจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเส้นทางธุรกิจครอบครัวให้แข็งแรงและยั่งยืน จากนั้นจึงเป็นการฟังอย่างลึกซึ้ง เพื่อค้นหาความต้องการของแต่ละคนในครอบครัว เพื่อการออกแบบการบริหารความมั่งคั่งสำหรับธุรกิจ 

    3.มีคนกลางที่ปรึกษาในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทั้งนี้ การระงับข้อขัดแย้งโดยไม่ต้องพึ่งศาลเป็นทางเลือกที่ช่วยรักษาความสามัคคี โดยอาจใช้คนกลางจากภายในครอบครัวที่ได้รับความไว้วางใจจากคนในครอบครัว หรือคนกลางจากสถาบันภายนอก ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ มีหน่วยงาน Wealth Planning and Family Office ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำการจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบและมีผลทางกฎหมายรองรับ

    ธนาคารไทยพาณิชย์
    นายกิตติศักดิ์ คงคา ทายาทธุรกิจ บริษัท สมุนไพรคงคา จำกัด และผู้ก่อตั้งเพจลงทุนศาสตร์
    ธนาคารไทยพาณิชย์
    นายพจน์ สุพรหมจักร ผู้ก่อตั้งบริษัท เอ็น-เวสต์ เวนเจอร์ จำกัด(Nvest Venture) บริษัทลงทุนในสตาร์ทอัพ

    สองทายาทธุรกิจถอดประสบการณ์ตรงการบริหารกิจการแบบฉบับคนรุ่นใหม่

    นายกิตติศักดิ์ คงคา ทายาทธุรกิจ บริษัท สมุนไพรคงคา จำกัด และผู้ก่อตั้งเพจลงทุนศาสตร์ กล่าวว่า เขาเริ่มต้นเส้นทางชีวิตตามแผนของครอบครัว ด้วยการเรียนเภสัชศาสตร์เพื่อกลับมาสานต่อกิจการ แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานจริง กลับพบว่าความคิดและวิธีการทำงานของคนรุ่นพ่อแม่ไม่สอดคล้องกับตัวเอง แทนที่จะฝืนเดินตามเส้นทางเดิม จึงเลือกใช้เวลาวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ออกไปค้นหาตัวตน ผ่านการลงเรียนพิเศษในหลายแขนงและค้นพบว่า “การลงทุน” คือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขที่สุด  ด้วยเงินทุนก้อนแรก 1 ล้านบาทที่ได้จากครอบครัว จึงนำไปลงทุนในตลาดหุ้นและเติบโตเป็นพอร์ตมูลค่ากว่า 120 ล้านบาทในระยะเวลาไม่กี่ปี

    ทายาทธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและธุรกิจครอบครัวในระยะยาว จึงควรเริ่มต้นจากการเข้าใจ 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่ 

    1.การเข้าใจรากฐานทางการเงินของตัวเองและของบริษัทอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน โดยต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างทรัพย์สินส่วนบุคคลกับทรัพย์สินของครอบครัว เพราะความมั่งคั่งของธุรกิจครอบครัวไม่ใช่ความมั่งคั่งส่วนบุคคล การทำความเข้าใจงบแสดงสถานะทางการเงิน งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสดของตัวเองและธุรกิจ จะช่วยให้เห็นภาพรวมที่แท้จริงของทรัพย์สินและศักยภาพทางการเงิน การแยกทรัพย์สินออกจากกันไม่ใช่เพื่อแบ่งแยก แต่เพื่อสร้างความชัดเจนและความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการต่อยอดจากรากฐานเดิมอย่างมั่นคงและมีทิศทาง 

    2. ต่อยอดทรัพย์สินของตัวเองและครอบครัวให้เติบโตอย่างมั่งคั่ง เริ่มจากตั้งเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน เช่น เพื่อรักษาสภาพคล่อง หรือสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว แล้วเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่รับได้ เช่น ตราสารเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุน ตราสารอนุพันธ์ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และกองทุนรวม 

    3.กระจายความเสี่ยงจากรายได้หลายช่องทาง การมีรายได้จากธุรกิจครอบครัว ธุรกิจส่วนตัว และพอร์ตการลงทุน ช่วยให้ทายาทยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง พร้อมบริหารทรัพย์สินอย่างมีอิสระและมั่นคงในระยะยาว

    นายพจน์ สุพรหมจักร ผู้ก่อตั้งบริษัท เอ็น-เวสต์ เวนเจอร์ จำกัด(Nvest Venture) บริษัทลงทุนในสตาร์ทอัพ ชี้ว่า ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่มักจะหยุดที่รุ่น 3 ดังนั้น ธุรกิจครอบครัวที่กำลังเดินทางมาสู่รุ่นที่ 3 จึงควรโฟกัสที่การขับเคลื่อนคุณค่าของธุรกิจที่แท้จริง ได้แก่ ฐานลูกค้า ความสามารถในการแข่งขัน หรือ คุณภาพของรายได้ เพื่อวางกลยุทธ์การเติบโตที่ตรงจุด ไม่ใช่มองแค่ยอดขายหรือกำไรระยะสั้น จากนั้นควรวางแผนการลงทุนซ้ำ (Reinvestment) อย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจที่หยุดลงทุนซ้ำ คือ ธุรกิจที่หยุดเติบโต ดังนั้นคนเจน 3 จึงต้องเร่งผลักดันการนำกำไรกลับมาพัฒนาองค์กร เช่น ขยายตลาด พัฒนานวัตกรรม หรือยกระดับทีมงาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว 

    “สิ่งสำคัญต่อมา คือ การพลิกฟื้นจุดอ่อนให้เป็นโอกาส อย่าปล่อยให้ธุรกิจที่อ่อนแอถ่วงการเติบโตของทั้งองค์กร ผู้บริหารควรประเมินจุดเสี่ยง ปรับโครงสร้าง หรือยุติบางส่วน เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้ในจุดที่สร้างผลตอบแทนได้สูงสุด และสุดท้าย ต้องลงทุนในสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ซึ่งการลงทุนที่ดีไม่ใช่แค่การกระจายเงินไปร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ แต่เราต้องมีอำนาจในการควบคุมธุรกิจได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการมีสิทธิ์ตัดสินใจ หรือการมีบทบาทในการบริหาร เพื่อให้เงินลงทุนสร้างผลตอบแทนที่แท้จริงและยั่งยืน” นายพจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/266812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dWNJnLFMjGuhMFaKXcvEt

  • มรสุมทรัมป์ ส่อฉุดดุลการค้าไทย TDRI ชี้ทางรอดเลิกกระตุ้นสั้น เร่งผ่าตัดโครงสร้างศก.

    มรสุมทรัมป์ ส่อฉุดดุลการค้าไทย TDRI ชี้ทางรอดเลิกกระตุ้นสั้น เร่งผ่าตัดโครงสร้างศก.

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากนโยบาย “ป่วนโลก” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจไทยจะรับแรงกระแทกระลอกนี้ได้มากเพียงใด 

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ประเมินสถานการณ์และสะท้อนมุมมองเชิงวิเคราะห์ กับ โพสต์ทูเดย์ว่า นโยบายของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) มีความเสี่ยงที่จะกดดันดุลการค้าไทยในภาพรวมลดลง แม้ตัวเลขส่งออกไปสหรัฐฯในระดับสูง แต่ในความเป็นจริง สินค้าหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ อิเล็กทรอนิกส์ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากจีนเป็นหลัก ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มที่ตกถึงเศรษฐกิจไทยแท้จริงไม่ได้ขยายตัวตามตัวเลขการส่งออกที่เห็น

    นอกจากแรงกดดันด้านภาษี ไทยยังอาจต้องเผชิญ “การแลกหมัด” บนโต๊ะเจรจาที่เสียเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรอย่างหมูเนื้อแดง หรือการผ่อนปรนมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่นการผ่อนปรนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและโทรคมนาคม 

    “ไทยต้องเตรียมรับแรงกดดันจากการเปิดตลาดและการผ่อนคลายในประเด็นอ่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าหมูเนื้อแดง การยกระดับมาตรฐานคุ้มครองแรงงานและทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการเปิดเสรีภาคโทรคมนาคม ” 

    ขณะเดียวกัน ผลประโยชน์ที่ไทยอาจได้จากการเจรจา เช่น การยกเว้นภาษีสินค้าบางรายการ มีมูลค่าค่อนข้างจำกัด แต่สิ่งที่ไทยต้องแลกกลับมีต้นทุนสูงกว่า ทั้งการยกเว้นภาษีนำเข้า การผ่อนปรนมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่กระทบหลายภาคส่วนอย่างมีนัยสำคัญ 

    ในมุมของการประเมินเศรษฐกิจมหภาค ดร.นณริฏมองว่า นโยบายทรัมป์ด้านการค้า การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ ควรถูกนำมาเป็นสมมติฐานหลักในการประเมิน GDP ปี 2569 แล้ว แต่สิ่งที่ท้าทายกว่า คือ “ผลกระทบทางอ้อม” ที่มีความไม่แน่นอนสูง ตั้งสมมติฐานได้ยาก และอย่างความพยายามขยายอิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เช่น กรณีประเด็นกรีนแลนด์ ที่อาจลามเป็นสงครามการค้ารอบใหม่จนกระทบเศรษฐกิจโลกในวงกล้าว และทำให้ต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยตามไปด้วย

    ดังนั้้นสิ่งสำคัญ ที่ต้องเฝ้าระวัง คือ เราต้องจับตาดูตั้งแต่การเติบโตของประเทศคู่ค้า, การค้าโลก, การลงทุน, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ไปจนถึงทิศทางค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันไทยยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่จะมาวางยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสหรัฐฯ โดยตรงมาตรการที่ใช้ส่วนใหญ่ยังอาศัยยุทธศาสตร์เดิมและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก

    เมื่อมองไปที่ตัวเลข GDP ไทย ซึ่ง IMF คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.6% ต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ดร.นณริฏชี้ว่า เป็นผลจาก “มรสุมซ้อนมรสุม” ทั้งปัจจัยภายนอกและปัญหาโครงสร้างภายในประเทศ ตั้งแต่ความล่าช้าของงบประมาณจากจังหวะการเมือง หนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย ความเหลื่อมล้ำ การท่องเที่ยวที่โตต่ำกว่าคาด ไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยจากค่าเงินบาทแข็ง

    ดังนั้น ในมุมมองของ TDRI ทางออกของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่มาตรการกระตุ้นระยะสั้นหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเร่ง “ผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจ” อย่างจริงจัง ตั้งแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับอุตสาหกรรมเดิม ไปจนถึงการเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว

    ขณะที่แสงสว่างของเศรษฐกิจไทย อาจอยู่ที่การมีรัฐบาลใหม่ที่มีศักยภาพ สามารถวางยุทธศาสตร์ครบทั้งระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อพาประเทศฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกยุคทรัมป์ และสร้างฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736967&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rAA0gN0lbsnagvHsc8XW_