Category: เศรษฐกิจ

  • กรณ์ ซัด เพื่อไทย แจกเงินอาศัยดวง โชว์ เช็คช่วยชาติ ทำได้จริง กู้วิกฤตเศรษฐกิจปี 52

    กรณ์ ซัด เพื่อไทย แจกเงินอาศัยดวง โชว์ เช็คช่วยชาติ ทำได้จริง กู้วิกฤตเศรษฐกิจปี 52

    วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.29 น.

    วันนี้ 26 มกราคม พ.ศ. 2569  กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ในศึกเลือกตั้ง 2569 โพสต์ร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กเช็คช่วยชาติ ปี พ.ศ. 2552 ว่าต่างกันอย่างไรกับนโยบายแจกเงินของพรรคเพื่อไทย ว่า “เรื่อง ‘เช็คช่วยชาติ‘ ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่มีข้อสรุปไปนานแล้วในแง่ผลบวกต่อการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2552 เป็นโครงการที่ได้ผลชัดเจนและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับรางวัล Global Finance Minister of the Year แต่วันนี้ มีคนตั้งคำถามว่า ทำไม ‘เช็คช่วยชาติ‘ เราทำได้ มีอะไรต่างกับที่เพื่อไทยหาเสียงสุ่มแจกเงินล้านทุกวัน เห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามโต้กลับแบบไม่ทำการบ้านมาเลย

    เมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล เราเข้ามาพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ลามมาจากสหรัฐฯ เรียกว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เราเข้ามารับช่วงต่อจากรัฐบาล “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ด้วยสภาวะเงินคงคลัง “ติดลบ” หน่วยงานราชการรายงานว่า ไทยเสี่ยงถึงขั้นต้องถูก Shutdown หรือศัพท์เทคนิคคือ หาเงินปิดหีบเงินคงคลังได้ไม่พอ

    กรณ์ จาติกวณิช

    ตอนนั้น เราออกหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงเช็คมูลค่า 2,000 บาท ให้กับผู้มีรายได้ตํ่ากว่า 15,000/เดือน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม มีผู้ได้รับเช็คกว่า 10 ล้านคน ส่วนนโยบายสุ่มแจกของเพื่อไทย ผู้ได้เงินล้านอาศัย ‘ดวง’ (หรืออะไรก็แล้วแต่) โดยที่จะมีคนไทยเพียง 3,285 คน ที่จะได้รับเงิน หรือคิดเป็น 0.005% ของประชากร ซึ่งในกลุ่มนี้ไม่ได้มีการแยกแยะว่าจะเป็นคนรวยหรือจน ไม่ได้แยกแยะว่าใครเดือดร้อน ใครรวยอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงความโปร่งใสว่า วิธีการสุ่มจะทำอย่างไร ชาวบ้านตาดำๆ จะมีโอกาสได้รางวัลจริงหรือไม่

    #เช็คช่วยชาติ ”ไม่เคยเป็นนโยบายที่ประกาศออกมาเพื่อการหาเสียง” เราคิดนโยบายนี้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า (เช่นเดียวกับ ‘คนละครึ่ง‘ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์) แต่ของพรรคเพื่อไทย เป็นการประกาศออกมาช่วงหาเสียงเพื่อหวังคะแนนนิยมโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาไม่นานก็เคยประกาศแจกเงินดิจิตัล 10,000 บาท แล้วก็ทำไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีการศึกษาหาข้อมูลมาก่อนที่จะเอามาหาเสียงเลยว่า ในทางปฏิบัติ สามารถทำได้จริงหรือไม่

    กรณ์ จาติกวณิช

    ผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนั้น ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดความสะพัด เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจจริงจนสิ้นปีกลับมาเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 7.5% ปั๊มหัวใจให้ชาวบ้านค้าขายคล่องขึ้น

    เรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลก และผมต้องขอเรียนว่า Big Data จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าอยู่ในมือของคนที่คิดวิเคราะห์อะไรไม่เป็น

    กรณ์ จาติกวณิช

    บัตรสีชมพู กาเบอร์ 27 #พรรคประชาธิปัตย์ #ประชาธิปัตย์ #เลือกตั้ง69 #เลือกตั้ง2569 #ไทยหายจนด้วยคนทำเป็น #พรรคประชาธิปัตย์27 ผลิตโดย นายกรณ์ จาติกวณิช 67 ถ.เศรษฐศิริ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน/วันเวลาตามที่ปรากฏส่งมาในครั้งนี้”

    ชาวโซเชียลจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นของ นาย กรณ์ จาติกวณิช ที่ออกมาโพสต์อธิบาย ว่า เช็คช่วยชาติ ต่างจากนโยบานแจกงเงินของพรรคเพื่อไทยยังไง เช่น

    “ดีมากค่ะ เป็นคนหนึ่งที่ได้รับเช็คช่วยชาติ”

    “เลือกพรรคที่ชอบกาคนที่ใช่27ทั้งใจ เอาไปเลยจ้า”

    “คุณกร ครับ เรื่อง..การนำคนรุ่นใหม่ มาหาเสียง แล้วบอกถึง “ฟ้าใหม่ประชาธิปัตย์” ดูเหมือนต่างจังหวัดสื่อออกน้อยไปนะครับ”

    “สร้างระบบการเงินไทยอีก1ระบบคือคูปองเงินดิจิทัลช่วยค่าใช้จ่ายตามฐานะ + ระบบเงินสดปัจจุบัน กำลังซื้อภายในปท.เพิ่มขึ้นอีก1เท่าตัว ขอโทษและขอบคุณครับ”

    “บ้านเมืองมีคนที่มีความรู้ความสามารถระดับโลกแล้วไม่ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ถือว่าเสียโอกาสอย่างยิ่ง”

    “จริงครับ”

    “ดิฉันอายุ69 เลือกปชป.มาทั้งชีวิตค่ะ vote no เมื่อปี66”

    กรณ์ จาติกวณิช

    กรณ์ จาติกวณิช

    กรณ์ จาติกวณิช

    ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/942947&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O3nm73x_MWqtkyYSV-Y6j

  • “เอกนิติ” นำ “ภูมิใจไทย” เดินสยาม ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่

    “เอกนิติ” นำ “ภูมิใจไทย” เดินสยาม ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่


    “เอกนิติ” นำ “ภูมิใจไทย” เดินสยาม ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่ ย้ำนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัสเพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

    “เอกนิติ” นำ “ภูมิใจไทย” เดินสยาม ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่

    “เอกนิติ” นำ “ภูมิใจไทย” เดินสยาม ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่ ย้ำนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัสเพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

    แกนนำพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย, นางสาวศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงพื้นที่กทม., นายเกรียงยศ สุดลาภา ผู้สมัครสส. บัญชีรายชื่อ, นางสาวศศิธร กิตติธรกุล ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ, นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่หาเสียงช่วย ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัครสส.กทม. เขตสาทร-ปทุมวัน-ราชเทวี เบอร์ 4 ที่สยามสแควร์ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาพูดคุย และขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยกับกลุ่มนักศึกษา และผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ในหัวข้อ “ชวนพี่เอกคุย” ที่ร้าน Dalmatian สยามสแควร์ ซึ่งเป็นการพูดคุยถึงเรื่องการเงินการคลัง บทบาทของรัฐ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และอนาคตประเทศไทย มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับมุมมองเศรษฐกิจไทยในอีก 3-5 ปี ที่จะมีเด็กรุ่นใหม่เรียนจบออกมานั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศเราคนน้อย แต่เราต้องทำให้คนเก่งขึ้น ในส่วนที่กังวลเรื่องของประชากรไทยอาจจะสู้ประเทศอื่นที่มีประชากรเยอะกว่าไม่ได้นั้น ต้องอย่าลืมไทยเป็นประเทศเปิดกว้าง เราต้องเอาคนเก่ง มีสกิลมาทำงาน และต้องทำระบบให้พร้อม 

    ส่วนที่เป็นห่วงกันเรื่องของ AI ที่จะเข้ามาแย่งงานนั้น นายเอกนิติ มองว่า AI ไม่สามารถเก่งกว่ามนุษย์ได้ ถ้าเราใช้งานเป็นควบคุมได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับประเทศไทยที่เรามีประชากรน้อย AI จะมาเป็นเครื่องมือที่ช่วยเราด้วยซ้ำ ทั้งนี้ โลกเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าดีที่สุดคือการเปลี่ยนที่รากฐาน นั่นคือระบบการศึกษา ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทย มีเรื่องการศึกษาเท่าเทียมพลัส เพราะวันนี้การศึกษาไทยไม่ควรมีข้อจำกัด นอกจากนี้ การที่ต่างชาติจะมาลงทุนก็คิดถึงเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งเราก็มีนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

    นายเอกนิติ กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจ10พลัสของพรรคภูมิใจไทยออกแบบมา ที่มีทั้งชุมชนพลัส เศรษฐกิจสีเขียว เราต้องลงทุนในคนที่มีความสำคัญมาก ต้องเพิ่มทักษะ ต้องแก้กฎกติกาที่ให้ความสะดวก เราหวังแค่นี้ไม่พอ ไม่ใช่รวยกระจุกจนกระจาย ชุมชนต้องสร้างให้เข้มแข็ง จ้างงานผู้สูงวัย ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะมีการเข้ามาลงทุนในไทย เพราะเศรษฐกิจไทยต้องเข้มแข็ง เพื่อให้คนไทยมีความเข้มแข็ง นี่คือ 10 พลัสของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xgn6Uwutw6qlHKlIV6VKS

  • นโยบายเศรษฐกิจที่ชื่นชอบ

    นโยบายเศรษฐกิจที่ชื่นชอบ

    ขยับเข้าใกล้วันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เข้ามาทุกขณะ ท่ามกลางกระแสซื้อเสียงสะพัด สารพันผลโพล “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ขอเป็นกลไกกระตุ้นความตื่นตัว ใคร่รู้ ผ่านการสำรวจความชื่นชอบในนโยบายเศรษฐกิจของบรรดาพรรคการเมืองของคนหลากหลายอาชีพ

    แสงสุริยา โคตพงษ์
    เกษตรกร จ.ศรีสะเกษ

    นโยบายที่โดนใจมาก คือการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร เพราะทำให้เกษตรกรมั่นใจว่ามีรายได้แน่นอน เนื่องจากสินค้าเกษตรบางปีราคาตกต่ำ บางปีราคาสูง ขณะที่ผลผลิตไม่ได้เป็นไปตามคาดการณ์ เนื่องจากยังพึ่งน้ำฝน ระบบชลประทานก็ยังไม่เอื้ออำนวย

    ทำให้มันสำปะหลังบางช่วงราคา 1 บาทต่อกิโลกรัม ขายไม่คุ้มค่าต้นทุน ทั้งคนงานถอน ตัดมัน ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย บางช่วงราคาก็ปรับขึ้นสูง 3 – 4 บาทต่อกิโลกรัม แต่ฝนไม่ตกตามฤดูกาล แล้งเกินไป ผลผลิตได้น้อย ก็ได้เงินน้อย ถ้ามีนโยบายประกันราคา จะช่วยสร้างหลักประกันให้เกษตรกรได้

    นอกจากนี้ยังสนใจนโยบายพักหนี้เกษตรกร เพราะทำให้มีเวลาหาเงิน เก็บออม เก็บไว้ใช้จ่ายยามจำเป็น หากปีไหนพืชผลราคาไม่ดี ฝนไม่ตก เกษตรกรมีรายได้น้อย ทำให้ไม่มีเงินชำระหนี้ แม้การพักหนี้ไม่ได้เป็นทางออกที่ดี แต่เกษตรกรบางรายไม่มีทางเลือก.

    สุกรี แมนชัยนิมิต
    นักสื่อสารมวลชนอิสระ

    นโยบายที่ชอบ คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) คาดหวังว่าหากหาเสียงแล้วทำได้ จะเป็นผลดีกับประเทศชาติ โดยเฉพาะโครงการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะปกติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้

    การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ชัดเจน เช่น การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ที่เริ่มจากการใช้จ่ายภาครัฐ การเกิดการจ้างงานทันที การลงทุนวัสดุอุปกรณ์ ต่อยอดไปถึงการลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ทำให้ส่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวได้ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต อย่างระบบขนส่งสาธารณะ ระบบสาธารณูปโภค สาธารณสุข การศึกษา สิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนทุกวัย และกลุ่มเปราะบางใช้บริการได้สะดวก หากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังขาดแคลน ต้นทุนชีวิตของคนไทยจะสูงขึ้น ปัญหาอื่นๆจะตามมา

    ส่วนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี AI เพื่อผลักดันระบบเศรษฐกิจใหม่ ชอบที่หลายพรรคนำเสนอนโยบายนี้ เพราะเป็นกลไกแห่งความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ แต่ยังมีความคาดหวังที่สำคัญกว่า คือต้องลงทุนโดยปราศจากการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง.

    ประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ
    ประธานสายปฏิบัติการ/ธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์

    พูดไม่ได้ว่าชอบนโยบายเศรษฐกิจที่ใช้หาเสียงในปัจจุบัน เพราะขาดการลงทุนระยะยาว นโยบายส่วนใหญ่เน้นกระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการคนละครึ่ง แต่ขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่า “การแจกเงินอาจช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืนได้ หากไม่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค เทคโนโลยีใหม่ๆ ควบคู่กันไป”

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการขาดเงินในระบบ แต่เกิดจากโครงสร้างการใช้งบประมาณและระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการรั่วไหลและคอร์รัปชัน ซึ่งควรถูกแก้ไขที่ต้นเหตุมากกว่าอัดฉีดเม็ดเงินอย่างเดียว “นโยบายเชิงโครงสร้างมักสื่อสารได้ยากและไม่ดึงดูดคะแนนเท่ากับนโยบายประชานิยมที่จับต้องได้ทันที คำถามคือการเมืองไทยจะสามารถก้าวข้ามกับดักประชานิยม และหันมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงหรือไม่”

    ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังแข่งขันอยู่บนฐานเศรษฐกิจแบบเดิม ขณะที่ประเทศอื่นเดินหน้าไปสู่ New Economy โดยเฉพาะเศรษฐกิจชีวภาพ และสินค้ามูลค่าสูง ตัวอย่างสมุนไพรไทย ซึ่งยังถูกพัฒนาในระดับพื้นฐาน เช่น การบดและบรรจุแคปซูล สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรแต่เป็นเรื่องการลงทุนในองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบนิเวศนวัตกรรม.

    นฤมล ทองถาวรกุล
    แม่บ้าน

    พรรคการเมืองที่อยากเลือกคือพรรคที่มองเศรษฐกิจจากฐานรากขึ้นมา โดยเฉพาะนโยบายที่ให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจไทยมานาน แต่กลับได้รับการสนับสนุนน้อยเกินไป รัฐควรเป็นเจ้าภาพพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อ-ขายสินค้าเกษตรออนไลน์ คล้ายแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ แต่กำหนดค่าธรรมเนียมอย่างเป็นธรรมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย หากรัฐเป็นผู้ดูแลโครงสร้างจะช่วยลดต้นทุน ลดการเอาเปรียบและเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรได้จริง

    ในระยะสั้น นโยบายคนละครึ่งยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ควรได้รับการสานต่ออย่างเหมาะสม ควบคู่กับการปรับกลไกให้ตรงเป้าหมายและลดการรั่วไหล

    ส่วนในระยะยาว ปัญหาที่ไม่อาจมองข้ามคือที่อยู่อาศัยของคนชั้นกลาง ราคาบ้านและอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันสูงเกินกำลังของพนักงานบริษัททั่วไป แม้จะมีรายได้ประจำแต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อหรือผ่อนชำระได้อย่างปลอดภัย รัฐบาลควรลงทุนร่วมกับภาคเอกชนในโครงการบ้านขนาดเล็ก ราคาย่อมเยา โดยเป็นผู้จัดหาที่ดิน และเอกชนรับหน้าที่ก่อสร้างและบริหารการขาย ภายใต้เงื่อนไขราคาที่คนรายได้ปานกลางเอื้อมถึงได้จริง.

    สมคิด พุทธศรี
    บรรณาธิการอำนวยการ The 101.World

    ผมชอบนโยบายเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ซึ่งทุกพรรคมีนำเสนอหมด แต่ที่ชอบเป็นพิเศษคือนโยบายเรื่องอุตสาหกรรมใหม่ เพราะไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากอุตสาหกรรมเดิมที่ถดถอย ภาคอุตสาหกรรมเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) จำนวนมาก

    จริงๆ ทุกพรรคตระหนักถึงปัญหานี้ แต่ส่วนใหญ่ตีโจทย์แบบเดิมๆ อยากให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness) ด้านเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมสีเขียว (Green) ว่ากันไป

    “ผมชอบนโยบายที่มีวิธีคิดเฉพาะลงไป มีการตีโจทย์ที่น่าสนใจ เช่น การที่ให้รัฐเป็นผู้ซื้อหลัก สนับสนุนอุตสาหกรรมอนาคต เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ แทนที่จะพูดแค่ว่าต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ, นโยบายมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) ซึ่งช่วยสร้างโอกาสใหม่มหาศาลในภาคการผลิต โอกาสส่งออก เจาะตลาดประเทศเพื่อนบ้าน

    เราเป็นประเทศเล็กและเปิด เราต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน ต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีรับมือ หาการเติบโตใหม่ หาเงินทุนใหม่ รองรับโลกที่เปลี่ยนไป ส่วนอุตสาหกรรม AI เทคโนโลยีนั้น ผมมองว่าไม่ได้สร้างงานมากนัก หรืออย่างดาต้าเซ็นเตอร์มองว่าเป็นเหมืองแร่ยุคใหม่ สิ่งที่เราต้องการคืออุตสาหกรรมการผลิตมากกว่า”.

    นรินทร์ เจียรนัย
    อาชีพอิสระ ชาว จ.ชุมพร

    ชาวบ้านต่างจังหวัดจำนวนมาก ดูคนที่ลงสมัคร สส.มากกว่าดูนโยบายพรรค ดูว่าเป็นใคร เคยทำอะไรให้พื้นที่ เคยช่วยเหลือกันมาก่อนหรือไม่ มากกว่าจะมานั่งเทียบว่านโยบายพรรคไหนดีกว่าใคร สส.หน้าเดิมหรือกลุ่มการเมืองเดิมยังมีแต้มต่อสูง เพราะคุ้นเคยกับชาวบ้าน ไม่ใช่พรรคที่นโยบายดูดีหรือเคยเป็นกระแสแรง ดังนั้นคนเก่าที่ประชาชนยังรัก น่าจะโกยคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไปครอง

    ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของชาวบ้าน คือเรื่องตอบแทนบุญคุณ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ให้ความสำคัญกับนักการเมืองที่เคยช่วยเหลือกันจริงๆ ในช่วงมีปัญหา มีงานสีดำ เขาดูตรงนี้มากกว่านโยบายระยะยาวที่จับต้องยาก สุดท้ายแล้วการเลือกพรรคหรือเลือกคน จึงเป็นเรื่องของความคุ้นเคยและความสัมพันธ์มากกว่าการเลือกจากนโยบาย.

    วรุณนันท์ ตันติฉันทะวงศ์
    นักศึกษา

    ส่วนตัวชอบนโยบาย “ตั๋วร่วม” และ “คนละครึ่งพลัส” เนื่องจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของครอบครัว โดยเฉพาะนโยบายตั๋วร่วม เพราะครอบคลุมระบบขนส่งมวลชนทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้า ทำให้เดินทางสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายได้ เนื่องจากประชาชนบางคนอาจเข้าไม่ถึงบริการรถสาธารณะที่มีราคาแพงหรือไม่ได้อยู่ในเส้นทางรถไฟฟ้า “เท่าที่ติดตามนโยบายของพรรคการเมืองเกือบทุกพรรค ยังเน้นเฉพาะกรุงเทพฯ ประเทศไทยไม่ควรถูกพัฒนาแค่ในกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว”

    สำหรับนโยบายด้านสวัสดิการอื่นๆ เช่น บัตรสวัสดิการ การรักษาพยาบาล และสวัสดิการผู้สูงอายุมองว่าเป็นประเด็นสำคัญเช่นกัน เหมือนหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีที่ให้ความสำคัญกับเด็กแรกเกิด และนิวซีแลนด์ที่มีระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้ไร้บ้านค่อนข้างชัดเจน “หนูคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่อง “เลือกได้หรือไม่ได้” แต่ควรเป็นสิทธิพื้นฐาน (Basic Need) ที่คนไทยทุกคน โดยเฉพาะคนที่เสียภาษีสมควรได้รับอย่างทั่วถึง”.

    สมพร ยศไกร
    พนักงานบริษัท (แม่บ้าน)

    ชอบนโยบายคนละครึ่ง เพราะเห็นผลทันทีนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถือว่าโชคดีตนได้รับสิทธิดังกล่าว “ถ้ามีรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะมาบริหารประเทศ ขอให้ทำนโยบายคนละครึ่งต่อไปตลอดอายุรัฐบาล และขอเพิ่มวงเงินสำหรับคนรายได้น้อย ซึ่งตนและคิดว่าคนอีกหลายล้านคน ไม่รู้หรอกว่าโครงการคนละครึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงไร แต่ชอบโครงการนี้เพราะช่วยคนจนให้ประหยัดได้จริง เห็นผลได้ทันที สำหรับคนมีรายได้น้อย เงินเพียง 2,000 – 2,400 บาทถือว่ามีค่ามากสำหรับคนมีรายได้น้อย”

    อีกเรื่องที่ชอบ อยากให้รัฐบาลใหม่ทำ เพื่อคนมีรายได้น้อยคือรถไฟฟ้าตลอดสายทุกเส้นทาง ขอให้มีค่าโดยสาร 20 บาท เพราะขณะนี้ราคาค่าโดยสารจากชานเมืองเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ รวมๆแล้วแพงมาก เพราะบางวันต้องนั่งรถไฟฟ้าจากแถวดอนเมืองมายังสถานีกลางบางซื่อในราคา 29 บาท.

    อจลา ตะเภาพงษ์
    ที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์และกิจกรรมการตลาด

    สิ่งที่ชอบคือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งออกที่ทำได้จริง โดยเฉพาะการฟื้นกำลังซื้อฐานราก สนับสนุนผู้มีรายได้น้อยให้หลุดพ้นจากกับดักหนี้ ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ควบคู่กับการสร้างสภาพคล่องในครัวเรือน ให้รายรับเพียงพอต่อการดำรงชีวิต

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนควรมีตำแหน่งงานรองรับบัณฑิตจบใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ลดการว่างงานและการขาดโอกาสในประเทศ รวมถึงแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ นโยบายด้านภาษีและการบริโภค เช่น การปรับโครงสร้างภาษีนำเข้า และการควบคุมการจำหน่ายแอลกอฮอล์ตามช่วงเวลา ควรออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยบนท้องถนนและผลกระทบต่อสังคมเป็นหลัก

    หัวใจสำคัญอีกประการคือการบริหาร “ประกันสังคม” ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ปราศจากทุจริต เพื่อให้เงินจากน้ำพักน้ำแรงของผู้ประกันตน กลับมาเป็นหลักประกันยามเกษียณได้จริง ควบคู่กับการดูแลความมั่นคงในครอบครัว โดยเฉพาะการลดความรุนแรงในครัวเรือน การส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของคนพิการ รวมถึงการผลักดันกฎหมายคุ้มครองสัตว์เลี้ยง “อยากเห็นนโยบายเกิดขึ้นจริง วัดผลได้ และไม่ใช่เพียงคำสัญญา”.

    พิชิตพล ออกตลาด
    ผู้ประกอบการร้านอาหาร อ.หนองหาน จ.อุดรธานี

    ขอนโยบายอะไรก็ได้ ที่ช่วยผลักดันราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น เชื่อว่าชาวบ้านไม่รู้หรอกว่า นโยบายไหนดีหรือไม่ดี แต่ถ้าทำให้ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้นกว่าปัจจุบัน มั่นใจว่าจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะเกษตรกรเป็นคนส่วนมากของประเทศ จะทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในเศรษฐกิจ

    “นโยบายนี้ ผมเชื่อว่าถ้าทำได้จริง จะช่วยให้เกิดการจ้างแรงงานในระบบเพิ่มขึ้น ลดการว่างงานหรือการอพยพเข้ามาทำงานในเมืองหลวง นักศึกษาจบใหม่มีโอกาสเข้ามาทำงานในภาคเกษตรกรรม แทนที่จะเกิดการว่างงานโดยสูญเปล่า”.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2909994&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CPKArUi4YdeDYqFG4fVLX

  • “อภิสิทธิ์” หาเสียงมีนบุรี มั่นใจประชาชนการันตี 25 สส. เสนอชื่อนั่งนายกฯ

    “อภิสิทธิ์” หาเสียงมีนบุรี มั่นใจประชาชนการันตี 25 สส. เสนอชื่อนั่งนายกฯ

    วันนี้ (25 ม.ค. 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างหาเสียงย่านมีนบุรี กรุงเทพฯ ว่า พรรคประชาธิปัตย์พยายามเดินหน้าทำงานอย่างหนัก เพราะประชาชนจำนวนหนึ่งรอคอยการเปลี่ยนแปลง คาดหวังให้การเลือกตั้งครั้งนี้เปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง และเห็นว่าช่วงใกล้การเลือกตั้งทุกครั้งจะมีการสร้างกระแส เรื่องอารมณ์ หรือนโยบายเร้าใจ

    แต่ครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เชิญชวนคนไทยทุกคนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ในวันที่ 8 ก.พ. เป็นโอกาสในการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงประเทศใหม่ ให้บ้านเมืองกลับมาสุจริต ไม่มีทุจริตคอร์รัปชัน และวางพื้นฐานเศรษฐกิจให้โตแบบยั่งยืน เพราะจากการลงพื้นที่ประชาชนสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อมายาวนาน มีบางครั้งในช่วงการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มุ่งหมายที่ทำให้เศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืน ในการสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจให้เติบโต

    นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ยังคงเดินหน้าสื่อสารเกี่ยวกับนโยบายหาเสียงของพรรค และในช่วงโค้งสุดท้ายต้องติดตามว่า ประชาชนยังมีความข้องใจหรือติดตามในเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ทำให้เกิดความชัดเจนว่า หากเลือกประชาธิปัตย์แล้ว จะได้อะไร

    ผู้สื่อข่าวถามว่า การันตีจะได้ สส.25 คน เพื่อสามารถส่งชื่อบัญชีนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประชาชนจะการันตีให้ จากนั้นประชาชนที่ยืนอยู่ต่างปรบมือ ส่งเสียงเชียร์นายอภิสิทธิ์ และตะโกนหมายเลขประจำพรรคประชาธิปัตย์คือ หมายเลข 27 และนายอภิสิทธิ์ยกมือไหว้ขอบคุณ

    นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการปราศรัยที่มีการใส่ร้ายป้ายว่า เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย โดยเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ผู้สมัครทุกคน หาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ส่วนนโยบายหวยภาษี แจกเงินวันละเก้าล้านบาทนั้น ได้หยิบยกข้อมูลจากเวทีทีเบต ไม่ใช่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในความเห็นของพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า สามารถเก็บข้อมูลจากประชาชนได้ โดยไม่ต้องใช้วิธีนี้ และเอาเงินส่วนนั้นมาทำอย่างอื่น ที่เป็นประโยชน์มากกว่า

     3,000 กว่าล้านบาท แทนที่จะสร้างเศรษฐีกลุ่มเล็ก ๆ เอามาให้คน 1,000,000 คน คนละ 3,000 เพื่อปรับปรุงทักษะตัวเอง ให้เขามีโอกาสพัฒนาตัวเองพัฒนาเศรษฐกิจ คุ้มค่ากว่าเยอะ

    นายอภิสิทธิ์กล่าวถึง นิด้าโพลที่ผลสำรวจความนิยมทางการเมืองใน จ.สมุทรปราการ ที่เปิดเผยเมื่อวันนี้ (25 ม.ค.) ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ เป็นอันดับ 5 ว่า เห็นการทำโพสต์สำรวจมาหลายพื้นที่ ยังมีความแตกต่างระหว่างพื้นที่ค่อนข้างเยอะ แต่ละพรรคมุ่งหาเสียงและมีฐานเสียงเดิมอยู่ โดยยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำงานให้กับคนทั้งประเทศ

    นอกจากนี้ยังกล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาของทุนประกันสังคม ที่เป็นข้อถกเถียงว่า ต้องนำกองทุนประกันสังคมออกมาเป็นกองทุนอิสระในการบริหาร เพื่อเกิดความโปร่งใส และถึงเวลาที่ต้องทบทวนในครั้งใหญ่ เพราะปัจจุบันมีความเป็นธรรมหลายอย่าง การจ่ายค่าตอบแทนที่ยังไม่ใช่ระบบก้าวหน้า หรือการให้ผู้ประกันตนส่งเงินค่ารักษาพยาบาล และสิทธิไม่ดีเท่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พรรคประชาธิปัตย์ต้องการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้

    การส่งเงินค่ารักษาพยาบาลอาจจะให้โอนเข้าไปอยู่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เงินส่วนนั้นให้เขาไปอยู่ส่วนของชราภาพดีกว่า เพราะกองทุนชราภาพก็จะมีปัญหาอีก 20 ปีข้างหน้า ยืนยันว่า หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แก้ไขปัญหาตรงนี้ได้แน่นอน

    อ่านข่าว :

    “โคราช” เดือด จับตาเมืองย่าโม ใครจะคุม 16 เก้าอี้ สส.?

    เปิดบริการอีกครั้ง รถไฟสายอีสานผ่าน อ.สีคิ้ว หลังซ่อมรางเหตุเครนถล่ม

    “สมุทรปราการ” หนุน “เท้ง” นั่งนายกฯ “นิด้าโพล” ระบุคนจะเลือก “พรรคประชาชน” ทั้งสองใบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501404&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q8rReWsmC4U9vtewKzGE8

  • ‘ปัญญาอ่อน’ สร้างเศรษฐี

    ‘ปัญญาอ่อน’ สร้างเศรษฐี

    พรรคเพื่อหมดสภาพ ต้องเร่งทำคะแนนในโค้งสุดท้ายด้วยนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ ๙ คน”

    ประชาชนตาลุกสิครับ!

    นอนเกาคางอยู่บ้านเฉยๆ ก็มีโอกาสเงินล้านหล่นทับ 

    ไปดูรายละเอียดนโยบายกันก่อน

    พรรคเพื่อไทย อธิบายว่า

    “…เศรษฐกิจนอกระบบในไทยมีมูลค่ามากถึง ๙ ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากธนาคารโลก)

    ใหญ่เป็นอันดับ ๑๔ ของโลก และอันดับ ๒ ในอาเซียน (รองจากประเทศเมียนมา)

    การไม่สามารถเก็บภาษีจากส่วนนี้ได้ ทำให้ไทยขาดรายได้มหาศาล ขาดข้อมูลการค้าขายที่แม่นยำ และขาดโอกาสในการพัฒนาประเทศ

    ฉะนั้นต่อไปนี้คนไทยมีโอกาสเป็นเศรษฐีเงินล้านวันละ ๙ คน

    เพียงแค่มีใบเสร็จจากการจับจ่ายใช้สอยทุกประเภทสินค้าและบริการ ใบเสร็จใช้ได้ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง

    ไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ

    ไม่จำกัดจำนวนใบเสร็จ

    เพราะ เพื่อไทย มีนโยบาย สร้างเศรษฐีเงินล้าน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีแทนการบังคับ ด้วยการสุ่มจับรางวัลจากเลขใบเสร็จ ๕ รางวัล รางวัลละ ๑ ล้านบาท

    อีก ๔ รางวัลมาจากการสุ่มจับเลขบัตรประชาชน ได้แก่

    ๑.เกษตรกร

    ๒.ผู้สูงอายุ

    ๓.อาสาสมัครเพื่อสังคม เช่น อสม. ชรบ. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ฯลฯ

    ๔.ผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ รางวัลละ ๑ ล้านบาทเช่นกัน

    สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ ๙ คน ทุกการจับจ่ายคือโอกาสรวยทุกคน ทุกวัน เลือกเพื่อไทย เบอร์ ๙ ทั้งคนทั้งพรรค…”

    “หมอมิ้ง พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” อ้างว่า นโยบายนี้กำลังถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการแจกเงิน ทั้งที่ในความเป็นจริงคือ “การหาเงินให้รัฐ” โดยต่อยอดความสำเร็จมาจากหลายประเทศ โดยเฉพาะไต้หวัน ที่ใช้ระบบสลากชิงโชคจากใบเสร็จ (Uniform Invoice Lottery) จนสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเข้าประเทศได้เฉลี่ยถึง ๒๐% ต่อปี

    ใช่ครับ…ไต้หวัน มีนโยบาย “ลอตเตอรี่ใบเสร็จไต้หวัน (Taiwan receipt lottery/統一發票)”

    เป็นสลากกินแบ่งที่ออกโดยรัฐบาลไต้หวัน ในรูปแบบใบเสร็จรับเงินหลังการซื้อสินค้าตามร้านค้าต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับภาครัฐ ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลังไต้หวัน

    โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๙๔ หรือเมื่อ ๗๕ ปีที่แล้ว

    มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐ และกระตุ้นให้ภาคธุรกิจรายงานรายได้ให้ตรงตามความเป็นจริง รวมถึงลดและสกัดการหลบเลี่ยงภาษี

    อีกทั้งยังเป็นโครงการที่เพิ่มรายได้ให้แก่ภาคธุรกิจต่างๆ อีกด้วย  

    นอกจากนี้ เจ้าของใบเสร็จที่ไม่ต้องการตรวจผลรางวัล ยังสามารถนำใบเสร็จไปใส่ในกล่องบริจาคของมูลนิธิที่ช่วยเหลือสังคมต่างๆ ตามสถานที่สำคัญทั่วไป เพื่อช่วยพัฒนาสวัสดิการสังคม

    หากใบเสร็จร้านค้านั้นตรงกับผลรางวัลใด เงินที่ได้จากการถูกรางวัล จะบริจาคเข้าสู่มูลนิธิตามที่ระบุข้างกล่อง

    ผลรางวัลจะประกาศทุกวันที่ ๒๕ ของเดือนที่เป็นเลขคี่ ได้แก่ มกราคม มีนาคม พฤษภาคม กรกฎาคม กันยายน พฤศจิกายน

    รางวัลจะถูกจับรางวัลและดำเนินการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ทั่วไต้หวัน

    กระทรวงการคลังไต้หวันแถลงเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ว่า ใบเสร็จกำกับภาษี (統一發票) งวดเดือน กันยายน-ตุลาคม ซึ่งถูกรางวัล รางวัลพิเศษมูลค่า ๑๐ ล้านเหรียญไต้หวัน และรางวัลใหญ่ ๒ ล้านเหรียญไต้หวัน                   ขณะนี้ยังมีใบเสร็จที่ถูกรางวัลแต่ยังไม่ได้ขึ้นเงิน จำนวน ๒ ใบ และ ๔ ใบ ตามลำดับ

    สำหรับใบเสร็จที่ถูกรางวัลพิเศษ ๑๐ ล้านเหรียญไต้หวัน แต่ยังไม่มีผู้ไปขึ้นเงินนั้น หนึ่งใบเป็นค่าสมาชิก Google Play มูลค่าเพียง ๕๐ เหรียญไต้หวัน อีกใบเป็นใบเสร็จค่าอาหาร ๑๕๓ เหรียญไต้หวัน ออกโดยร้าน “อาตันเอยเตี้ยน” (阿潭ㄟ店) ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตราคาย่อมเยาที่ตั้งอยู่ในเขตจงลี่ นครเถาหยวน

    ขณะที่ใบเสร็จถูกรางวัลใหญ่ ๒ ล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งยังไม่ได้ขึ้นเงินจำนวน ๔ ใบ ได้แก่ การซื้อแอปพลิเคชันผ่าน App Store มูลค่า ๑๖๕ เหรียญไต้หวัน, ค่าธรรมเนียมผ่าน JKO Pay (街口支付) จำนวน ๙๐ เหรียญไต้หวัน, การซื้อสินค้าที่ห้าง POYA (寶雅) บนถนนฉือเหวิน นครเถาหยวน รวม ๑,๑๑๗ เหรียญไต้หวัน, และการซื้อสินค้าที่ร้านผลิตภัณฑ์อาหาร เป่าชาง (寶昌食品) ถนนซิ่นอี้ ตำบลเฉาโจว เมืองผิงตง มูลค่า ๑๒๐ เหรียญไต้หวัน         

    กระทรวงการคลังไต้หวันย้ำเตือนว่า ใบเสร็จที่ถูกรางวัลงวดเดือนกันยายน-ตุลาคม ปีที่แล้ว ยังอยู่ในระยะเวลาขึ้นเงิน ขอให้ผู้โชคดีรีบไปขึ้นเงิน ภายในวันที่ ๕ มีนาคมปีนี้

    ครับ…ที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่าไต้หวันก็มี เป็นเรื่องจริงครับ บรรยากาศลาภลอย ดูน่าตื่นเต้น เร้าใจ

    แต่…นโยบายนี้จะสามารถนำมาใช้กับไทย และสามารถแก้ปัญหาเอาธุรกิจใต้ดินขึ้นมาบนดินได้หรือไม่

    มีการศึกษาแล้วหรือยังว่า เคยมีธุรกิจใต้ดินอะไรที่ไต้หวัน ปัจจุบันอยู่บนดินแล้ว หรือยังอยู่ใต้ดินเหมือนเดิม

    ธุรกิจใต้ดินมี ๒ ประเภทคือ ถูกกฎหมาย และผิดกฎหมาย 

    เฉพาะทางเท้าในประเทศไทยเราก็รู้ดีว่าเต็มไปด้วยธุรกิจใต้ดิน

    อาทิ หาบเร่-แผงลอย วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

    ส่วนที่ผิดกฎหมายสำหรับประเทศไทยมีเพียบครับ

    ค้าของเถื่อน ค้ายาเสพติด ค้าสัตว์และพืชสงวนพันธุ์ ค้าประเวณี ค้ามนุษย์ ค้าแรงงาน ค้าเด็ก ค้าโสเภณี การพนัน ค้าสื่อลามก

    การพนัน หวยใต้ดิน พนันออนไลน์

    มีมือปืนรับจ้าง และอาชญากรรมข้ามชาติ น้ำมันเถื่อน

    เทียบกับไต้หวันแล้วเรามีมากกว่าเขาเยอะครับ ทั้งในเชิงปริมาณ และสาขาอาชีพ

    แน่นอนครับเกือบทั้งหมดไม่สามารถเข้าระบบภาษีได้

    เข้าได้ก็เฉพาะร้านค้ารถเข็น ธุรกิจของคนตัวเล็กตัวน้อย

    เจ้าของบ่อน เจ้ามือหวยเถื่อน พ่อค้ายา ฯลฯ ไม่ออกใบเสร็จให้หรอกครับ

    ฉะนั้นถ้าอ้างนโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ ๙ คน เป็นการแก้ปัญหาให้คนไทยเข้าระบบภาษี ก็ดูไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่

    อาจจะเป็นการฆ่าคนตัวเล็กตัวน้อยด้วยซ้ำ

    เพราะเมื่อร้านข้าวแกงรถเข็นริมทางไม่สามารถออกใบเสร็จให้ได้ ผู้บริโภคอาจจะเลือกเข้าไปกินข้าวในร้านอาหารที่สามารถออกใบเสร็จได้มากกว่า

    ครับ…สุดท้ายจะซ้ำรอยแจกเงินหมื่น เป็นแค่นโยบายขอคะแนนจากประชาชนโดยไม่มีการศึกษาให้รอบคอบถึงข้อดีข้อเสีย

    แม้นโยบายนี้สามารถเดินหน้าไปได้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาธุรกิจใต้ดินได้

    แต่สิ่งที่จะได้ คือการล้างผลาญงบประมาณแผ่นดินด้วยนโยบายประชานิยมอีกครั้ง

    ดูรูปแบบการกระจายรางวัลก็รู้แล้วครับ หาเสียงชัดๆ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/936807/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fCu0-Zeux69S7sL8NlbGF

  • สุ่มแจกรวยล้านทำคนเพ้อฝัน จตุพร ฟาด เพื่อไทย คิดนโยบายทำบ้านเมืองด้อยพัฒนา

    สุ่มแจกรวยล้านทำคนเพ้อฝัน จตุพร ฟาด เพื่อไทย คิดนโยบายทำบ้านเมืองด้อยพัฒนา

    วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

    เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการ ประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า พรรคเพื่อไทยหาเสียงแบบขายฝันด้วยนโยบายสุ่มแจกเงินคนละหนึ่งล้านบาท จำนวน 9 คนต่อวัน โดยหวังจะได้เสียงพลิกแซงหน้าพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย แต่ยังไม่เป็นพรรคอันดับหนึ่ง อย่างเก่งแค่พรรคที่สองเท่านั้น

    อีกทั้งกล่าวว่า นโยบายสุ่มแจกเงินล้าน 9 คนต่อวัน เฉลี่ยปีละ 3,240 ล้านบาท ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี จะเป็นเงิน 12,960 ล้านบาท โดยมีประชาชนถูกสุ่มแจกได้ประโยชน์เพียง 12,960 คน จากประชากรทั้งประเทศเกือบ 70 ล้านคน

    อย่างไรก็ตาม การหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2566 พรรคเพื่อไทยชูนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจ่ายคนละหมื่นตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป ใช้เงิน 5.4 แสนล้านบาท แต่มาหนนี้จะแจกแค่ 1.2 หมื่นล้าน ในเวลา 4 ปี เท่ากับทำให้ประชาชนต้องตั้งตารอลุ้นกันเป็นรายวัน แล้วอธิบายใหญ่โตว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ

    “การหาเสียงแบบนี้ ประชาชนต้องตั้งหลักตรึกตรองให้พอสมควร ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนอยู่กับความหวัง การหาเสียงต้องหาทางแก้ปัญหาชาติ ไม่ใช่ให้คนกว่า 60 ล้านต้องมาลุ้นว่าจะเป็นหนึ่งใน 9 คนหรือไม่ ถามว่าทีมเศรษฐกิจคิดให้ตายได้แค่นี้เหรอ”

    นายจตุพร กล่าวว่า การหาเสียงปี 2566 ทำอะไรได้บ้าง บอกว่าเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้น 25,000 บาทต่อเดือน ค่าแรงจะลากไปให้ถึงวันละ 600 บาท รถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย ลดค่าแก๊ส น้ำมัน ค่าน้ำ ค่าไฟทันที แล้วเป็นไงทำได้หรือไม่ มาคราวนี้เราจะปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ด้วยการลุ้นแบบนี้ไม่ได้

    “การผูกติดกับการเสี่ยงโชค ยิ่งทำตัวเหมือนประเทศด้อยพัฒนาหนักเข้าไปทุกที ไทยแต่ก่อนเศรษฐกิจแซงหน้าเวียดนาม แต่ปัจุบันอยู่ตามหลังมากแล้ว เราต้องการรัฐบาลมีศักยภาพการบริหารนำพาชาติ ไม่ใช่ให้คนมาลุ้นลมๆ แล้งๆ ในสภาพแบบนี้”

    สิ่งสำคัญคือ หลังจากพรรคเพื่อไทยเจอคลิปเสียงอังเคิล ทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ มองว่าเป็นพรรคไม่อยู่ในสายตา แล้วมาเสนอนโยบายแบบวูบวาบ ซึ่งน่าจะมีสติปัญญามากกว่านี้ การเสนอให้คนมารอลุ้นว่า ใครจะเป็น 9 คน วันๆ ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว

    “ถามจริงๆ เถอะ ทำไมไม่ยอมรับผิดตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่ประกาศนโยบายแล้วทำอะไรได้บ้าง ระหว่างการจะแจกเงินดิจิทัลหมื่นบาทรวม 5.4 แสนล้าน แต่วันนี้แจก 4 ปีหมื่นกว่าล้านทำเป็นเรื่องใหญ่โต ถ้าประชาชนจะเลือกการเมืองพวกพันธุ์อย่างนี้ก็สุดแท้แต่”

    พร้อมทั้งกล่าวว่า พรรคอื่นปรามาสเพื่อไทย ปล่อยให้เล่นเกมหาเสียงแบบสบายๆ เอาแต่ตะคอกกราดใส่พรรคอื่น ก็ไม่มีใครสวนกลับสักคน เพิ่งเห็นพรรคประชาชนสวนกลับเอาบ้าง ดังนั้น ใครประกาศนโยบายไปเป็นรัฐบาลเมื่อครั้งที่ผ่านมาแล้วทำไม่ได้ ประชาชนต้องลงทัณฑ์ ไม่ใช่เรื่องเก่าทำไม่ได้ ก็มาสร้างเรื่องใหม่แทนอีก ประชาชนไม่ควรปล่อยให้มีการหาเสียงกันแบบนี้

    “เรื่องลุ้นคนละล้านต่อวันแจก 9 คน ผมไม่เห็นด้วยกับการเอาเงินของประเทศมาปู้ยี่ปู้ยำกับเรื่องแบบนี้ การบอกว่า ลุ้นหนึ่งล้านต่อวัน กระตุ้นให้คนจ่ายภาษี แต่ประชาชนจ่ายภาษีกันทุกคนอยู่แล้ว โดยผ่านแวต 7% จากการซื้อสินค้า แล้วจะกระตุ้นอะไรอีก คนก็ซื้อตามปกติอยู่แล้ว”

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/942846&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I5Qm6z65eGBc6B-tHppGP

  • “อภิสิทธิ์” ย้ำเลือกตั้งรอบนี้ต้องมองอนาคตระยะยาว เลิกติดกับดัก “นโยบายเร้าใจ” ชูเศรษฐกิจยั่งยืน-ปราบโกง คือทางรอดจริง

    “อภิสิทธิ์” ย้ำเลือกตั้งรอบนี้ต้องมองอนาคตระยะยาว เลิกติดกับดัก “นโยบายเร้าใจ” ชูเศรษฐกิจยั่งยืน-ปราบโกง คือทางรอดจริง

    ตลาดแทบแตก! “ อภิสิทธิ์” บุก ”ร่มเกล้า-มีนบุรี“ แฟนคลับบอกนอนไม่หลับมาเจอรอแต่เช้า กระแสตอบรับมั่นใจต้องทำงานหนักช่วงโค้งสุดท้าย ชี้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แล้วก็เงียบเหมือนเดิมต้องทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืน

    วันที่ 25 ม.ค.2569 เวลา 07.00 น. ที่ ตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ช่วยนายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัครสส.กทม. เขตเลือกตั้งที่ 20 เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว) ซึ่งได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดอย่างคึกคักบางคนบอกว่าตั้งใจมามารอเพราะก็ว่าจะมาที่นี่ ,ขอส่งท่านเข้าขอให้ได้กลับเข้าสภา ดีใจที่ได้กลับมา ,เป็นแฟนคลับตามมาตั้งแต่หนุ่มๆ ,เมื่อคืนนอนไม่หลับเลยพอรู้ว่าจะมาที่ตลาดฯ

    จากนั้นนายอภิสิทธิ์และคณะ ะได้เดินพบปะประชาชน ที่มาออกกำลังกาย ที่สวนสาธารณะ 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มีแฟนคลับ ชมรม ร้องเพลงในสวน ตะโกนว่า อภิสิทธิ์มาแล้ว ,คนดีของสังคมกลับมา พร้อมขอถ่ายรูปกันยกใหญ่

    นายอภิสิทธิ์คณะยังได้สักการะ ศาลท่านท้าวมหาพรหมร่มเกล้า และไหว้ศาลแม่สไบทอง เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

    จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปยังตลาดมีนบุรีเพื่อพบปะพี่น้องประชาชน ช่วยน.ส. กานต์ วนาดรวรวิศาล ผู้สมัคร สส.เขต 19 เขตมีนบุรี (ยกเว้นแขวงแสนแสบ) เขตสะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง) เบอร์ 11 ครอบคลุมพื้นที่ โดยนายอภิสิทธิ์ได้พูดถึงนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ผ่านเสียงตามสายในตลาดให้ประชาชนรับฟังด้วย

    ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ก็ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชน ถึงลาดกระบังประชาชนก็มาให้การต้อนรับอย่างดี ขอบคุณทุกความสัมพันธ์ที่มีระหว่างพรรคกับคนกรุงเทพฯ และคนที่นี่มาโดยตลอด

    เมื่อถามว่าทำให้มีความมั่นใจในพื้นที่กรุงเทพมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าก็เป็นกำลังใจให้เราต้องเดินหน้าทำงานหนักเพราะช่วงสุดท้ายของการเลือกตั้ง ขณะนี้ก็จะมีการนำเสนอประเด็นในลักษณะที่อาจจะคิดว่ามาเร้าใจ แต่อยากจะย้ำกับพี่น้องประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาส ที่เราจะเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งจากครั้งที่ผ่านๆมา พอช่วงสุดท้ายหลายครั้งก็จะมีเรื่องของกระแส หรืออะไรก็ตาม แต่ทำให้เราลืมว่า การเลือกตั้งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง ประเทศแบบยั่งยืนได้ ครั้งนี้อยากจะเห็น การจริงจังในการสนับสนุนคนที่จะไปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น กับคนที่มีแผนเศรษฐกิจระยะยาว

    ”วันนี้มาเดินตลาดทั้งเจ้าของตลาด และแม่ค้าก็พูดตรงกัน การกระตุ้นทั้งหลาย ก็ได้ระยะสั้นจริงๆ พอจบไปก็กลับมาสู่สภาพที่มันเงียบ ถ้าเราไม่ทำให้เสร็จกิจโตแบบยั่งยืน รายได้ประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ช่วงสุดท้าย ทุกคนมาจริงจังกันมากขึ้นกับเรื่องที่เป็นอนาคตระยะยาวของประเทศ“ นายอภิสิทธิ์กล่าว

    เมื่อถามว่า เห็นว่าอาทิตย์หน้าจะไปลงใต้ นายอภิสิทธิ์ กล่าว ใช่ จะมีช่วงต้นเดือนที่จะลงไป เพราะว่าไม่ได้ไปมาสักพักหนึ่งแล้ว ก็จะไปทั้งนครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ตรัง ส่วนพรุ่งนี้(26 ม.ค.)ไปสุราษฎร์ฯ กับชุมพร

    เมื่อถามย้ำว่า ไปตอกย้ำฐานที่มั่นเดิม ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่ส ไปพบปะกับพี่น้อง ที่ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อย่างดีตลอดมา ส่วน ในพื้นที่สู้กันหนักนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าคราวที่แล้วก็มีการพูดกันว่าหนักหน่วงมาก แต่เที่ยวนี้ดูประชาชนเข้มแข็งขึ้น ในการที่จะตอบทุกเวทีที่เราปราศรัย เราก็ย้ำในเรื่องของการอย่าไปเลือกคนที่ซื้อเสียง ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/124999&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D78JnTB2Dypy-x_e8JvGA

  • 2หมื่นปีคนไทยถึงจะรวยครบ! ‘หนู’ เหน็บเศรษฐีเงินล้าน แจกวันละ 9 คน ชี้ต่างจากคนละครึ่งชัดเจน

    2หมื่นปีคนไทยถึงจะรวยครบ! ‘หนู’ เหน็บเศรษฐีเงินล้าน แจกวันละ 9 คน ชี้ต่างจากคนละครึ่งชัดเจน

    ‘อนุทิน’ บอก ‘คนละครึ่ง’ แตกต่างจาก ‘เศรษฐีเงินล้าน’ ชัดเจน เหน็บแจกวันละ 9 คน 2 หมื่นปี คนไทยถึงจะรวยครบ แนะย้อนดูสมัยแจกเงินหมื่น ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแถมทำไม่จบ จวกไม่ใช่เห็นนโยบายพรรคอื่นแล้วออนท็อป เอามานำเสนอรายวัน ชี้ ทุกอย่างต้องมีการวางแผน – ดูงบประมาณ

    25 ม.ค.2569-ที่ตลาดห้วยเดื่อ จ.หนองบัวลำภู นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)และแคนดิเดตนายกฯพรรค กล่าวถึงนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ตามนโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คนว่า มีความแตกต่างกับนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งนโยบายคนละครึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันทำให้เศรษฐกิจขยายตัว มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และมีเงินหมุนเวียนในตลาด เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการแจกเงินประชาชน ซึ่งแตกต่างกันชัดเจน

    ถามว่า การแจกเงินจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะจัดเก็บภาษีได้จริงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่านโยบายเงินหมื่น ไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด และทำได้ไม่จบ จึงไม่สามารถประเมินได้ แต่นโยบายคนละครึ่ง แทบจะไม่ต้องประเมินในเชิงวิชาการเลย เรารับรู้ถึงความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน ว่าเขาต้องการแค่ครึ่งๆ ตามนโยบายคนละครึ่งก็แฮปปี้แล้ว เขาไม่ได้ต้องการเพิ่มอัตรามากกว่านี้

    เมื่อถามว่า การแจกเงินประชาชนเยอะๆ จะมีผลเสียอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูเรื่องงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจนพอสมควร นโยบายที่จะเอามาแข่งเรื่องพวกนี้ประมูลไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่บอกกับประชาชนต้องมีการเตรียมแผน ไม่ใช่เป็นนโยบายรายวัน ไม่ใช่ว่าเห็นคู่แข่งทำนโยบายอะไรขึ้นมาแล้วจะไปโปะมาออนท็อป แบบนี้คงไม่ใช่ เชื่อว่า ประชาชนแยกแยะได้

    ซักว่า จะทำให้ประชาชนไม่รักษาวินัยการเงินหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การให้เงินเปล่าๆกับพี่น้องประชาชนถ้าทำได้จะต้องทั่วถึง ซึ่งการแจกประชาชนคนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน ถามว่า 9 คนนั้นคือใคร ตนก็ไม่อยากก้าวล่วงนโยบายพรรคอื่น แต่สมมติว่าวันละ 9 คน คือวันละ 9 ล้านบาท เขาคงดูว่ายอดเงิน 3,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เยอะแยะมาก แต่ประชากรกรไทยมี 70 ล้านคน ต้องใช้เวลาเกือบ 2 หมื่นปี กว่าพี่น้องประชาชนจะได้ครบ คำถามคือเป็นสิ่งที่จะทั่วถึงหรือไม่ ใครจะได้บ้าง กฎหมายมีการเตรียมไว้บ้างหรือไม่ ตนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะว่าเป็นนโยบายพรรคอื่น

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/936637/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xjTavC_AXqrVGY3aLrrH6

  • ทางหลวงเตรียมเปิดประมูล 81 โครงการใหญ่ 58,570 ล้าน วิ่งฉิวบูมระบบเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ทางหลวงเตรียมเปิดประมูล 81 โครงการใหญ่ 58,570 ล้าน วิ่งฉิวบูมระบบเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า สํานักก่อสร้างทางที่ 1 และสำนักก่อสร้างทางที่ 2 กรมทางหลวง(ทล.) จัดทำแผนจัดซื้อจัดจ้าง(ประมูลหาผู้รับจ้างก่อสร้าง) ประจำปีประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่งบก่อสร้าง 180 ล้านบาทขึ้นไปจนถึง 1,450 ล้านบาท รวม 81 โครงการ งบประมาณรวม 58,570 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1,080 วัน

    ส่วนใหญ่เป็นการขยายช่องจราจรจาก 2 ช่องทางเป็น 4-ุ6 ช่องทาง รวมทั้งทางเลี่ยงเมืองและทางหลวงแนวใหม่ ตามพื้นที่รับผิดชอบทั่วทุกภาค เพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วและความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน และการขนส่งสินค้า กระตุ้นการใช้จ่ายในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ในส่วนของสำนักก่อสร้างทางที่ 1 อาทิ

    1.โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 41 สายสี่ แยกปฐมพร – พัทลุง ตอนบ้านควนไม้แดง-อ.ทุ่งสง งบประมาณ 460 ล้านบาท

    2. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข333สาย บ้านไร่-การุ้ง ตอนทัพคล้าย-การุ้ง งบประมาณ 1,200 ล้านบาท

    3. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 117 สายพิษณุโลก – อุตรดิตถ์ ตอน ต.หนองแขม – ต.พญาแมน งบประมาณ330 ล้านบาท

    4. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4326 สาย เบตง – บ้าน กม.17 ตอน อ.เบตง – บ.จันทรัตน์ 630 ล้านบาท

    5. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 130 สายทางเข้าสะพานข้ามแม่น้ําเมยแห่งที่ 2 ที่แม่สอด 650 ล้านบาท

    6.โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 225 สายนครสวรรค์ – ชัยภูมิ ตอน อ.หนองบัว – บ.ศรี มงคล1,100 ล้านบาท

    7. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3901 สายพระประแดง – บางแค ตอน ทุ่งครุ – แสมดํา 440ล้านบาท

    8. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4066สายโกตาบารู – บ้านทอน ตอน ต.โกตาบารู – ต.กายู บอเกาะ 350 ล้านบาท

    9.โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3373 สายสามโก้ – คลองสี่ 180 ล้านบาท

    10.โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 410 สายปัตตานี – เบตง ตอน บ.กาโสด – บ.ตังกาเด็ง 550 ล้าน

    11. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 สายราชกรูด – กะเปอร์ ตอน ราชกรูด – บ.ม่วงกลวง ตอน 1 งบประมาณ 1,450 ล้านบาท

    ส่วนสํานักก่อสร้างทางที่ 2 อาทิ

    1. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 212 สายหนองคาย – อุบลราชธานี ตอน บ.ท่าไคร้ – บ.หนองเดิ่นทุ่งใต้ งบประมาณ 1,160 ล้านบาท

    2. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 222 สาย พังโคน – บึงกาฬ ตอน อ.พังโคน – อ.วานรนิวาส 1,100 ล้านบาท

    3.โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 227 สายกาฬสินธุ์ – อ.พังโคน ตอน อ.วาริชภูมิ – อ.พังโคน 750 ล้านบาท

    4. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 2033 สาย อ.นาแก – นครพนม ตอน คําพอก – หนองญาติ 400 ล้านบาท

    5.โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 2218 สาย อ.วาริชภูมิ – อ.กุดบาก 400 ล้านบาท

    6. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 11 สาย อินทร์บุรี – สากเหล็ก ตอน เขาทราย – ทับคล้อ 700 ล้านบาท

    7. โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 2 สายหินลาด – โนนสะอาด 420 ล้านบาท

    8.โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 2สาย โนนสะอาด – อุดรธานี 400 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5534910/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t_Jez74qv14Fj7NT2eAEd

  • การสร้าง Tech Ecosystem แบบครบวงจร และเดิมพันเชิงโครงสร้างของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย

    การสร้าง Tech Ecosystem แบบครบวงจร และเดิมพันเชิงโครงสร้างของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย

    ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกทำให้บทบาทของโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศและเมืองที่เป็นศูนย์รวมของโทรคมนาคม ศูนย์ข้อมูล ระบบการเงินดิจิทัล และบริการดิจิทัลมีแนวโน้มได้รับส่วนแบ่งเศรษฐกิจและอิทธิพลทางสังคมมากขึ้น ขณะที่ประเทศที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะถูกลดบทบาทเป็นเพียงผู้บริโภคในเศรษฐกิจเทคโนโลยี

    เช่นเดียวกับที่ธุรกิจเดี่ยวไม่สามารถสร้างระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยีเดี่ยวก็ไม่สามารถสร้างประเทศ การสร้างเศรษฐกิจศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดต้องอาศัย ecosystem ที่ประกอบขึ้นอย่างครบวงจร ทั้งในมิติการสื่อสาร การประมวลผลข้อมูล การให้บริการทางการเงิน การค้า และแพลตฟอร์มด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการผลิตแบบใหม่

    การตัดสินใจของคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ในการขับเคลื่อน Arise Venture Group จึงไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนเชิงธุรกิจ แต่เป็นการประกอบ ecosystem ให้ครบเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าร่วมเศรษฐกิจเทคโนโลยีในระดับภูมิภาคได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอการเมืองหรือการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งมักเคลื่อนตัวช้าเมื่อเทียบกับจังหวะของเทคโนโลยี

    การสร้าง Tech Ecosystem แบบครบวงจร และเดิมพันเชิงโครงสร้างของ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย ศุภชัย เจียรวนนท์  

    ในecosystemของ Arise Venture Group องค์ประกอบที่สำคัญชั้นแรกคือโทรคมนาคมผ่าน True Corporation ซึ่งเป็นโครงข่ายการสื่อสารระดับประเทศและมีบทบาทเป็น digital backbone ของเศรษฐกิจ สัญญาณโทรคมนาคม ความเร็วอินเทอร์เน็ต และ latency ไม่ใช่เพียงบริการสำหรับผู้บริโภค แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจ AI และเศรษฐกิจบริการที่ต้องอาศัยการติดต่อเรียลไทม์ระหว่างเครื่องจักร อุตสาหกรรม และผู้บริโภค

    ชั้นถัดมาคือศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์ผ่าน TrueIDC ซึ่งเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายแรกๆ ของไทยและมี footprint ที่ชัดเจนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำคัญของศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมากในยุคที่บริษัทต่างๆ ใช้ AI และระบบประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ การเป็นเจ้าของศูนย์ข้อมูลในประเทศจึงไม่ใช่เพียงธุรกิจให้เช่าพื้นที่ แต่เป็นการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของข้อมูล การประมวลผล และบริการภาครัฐและเอกชนไปพร้อมกัน

    มิตินี้ยิ่งทวีความสำคัญเมื่อการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์เริ่มเปลี่ยนจากการพัฒนาโมเดลไปสู่การแข่งขันด้านพลังงาน ชิป และศูนย์ข้อมูล ชั้นพลังงาน ชิป คลาวด์ โมเดล และแอปพลิเคชันต้องอยู่ใน ecosystem เดียวกันเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ การมีศูนย์ข้อมูลและเครือข่ายคลาวด์ในประเทศจึงเทียบได้กับโรงงานในยุคอุตสาหกรรม

    อีกหนึ่งชั้นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญไม่แพ้กันคือระบบการเงินดิจิทัล ผ่าน Ascend Money และบทบาทของดิจิทัลแบงก์ในอนาคต ระบบการชำระเงินและบัญชีดิจิทัลทำหน้าที่เป็นชั้นสถาปัตยกรรมของเศรษฐกิจดิจิทัล ช่วยให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และรัฐบาลสามารถเชื่อมต่อการค้าการบริการและการลงทุนได้อย่างไร้รอยต่อ ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินดิจิทัลที่มั่นคงจะลดต้นทุนทางธุรกรรมและเร่งการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจของบริการใหม่ได้เร็วกว่า

    องค์ประกอบด้านอีคอมเมิร์ซและบริการดิจิทัลของ Arise Venture Group ทำหน้าที่เป็นชั้นบนสุดของ ecosystem ที่นำข้อมูล ความต้องการ และพฤติกรรมผู้บริโภคมาสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ในประเทศ เมื่อผนวกเข้ากับคลาวด์และระบบการเงินดิจิทัลจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างบริการดิจิทัลที่แข่งขันได้ในภูมิภาค ไม่ใช่เพียงบริโภคแพลตฟอร์มต่างชาติ

    อย่างไรก็ดี ecosystem เทคโนโลยีไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือบุคลากร ความรู้ ความสามารถ และแรงดึงดูดของประเทศที่ทำให้คนเก่งอยากเข้ามาร่วมสร้างเศรษฐกิจใหม่ ประเทศที่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีมักเป็นประเทศที่ดึงบุคลากรระดับโลกได้มากกว่าที่ผลิตเอง ทั้งซิลิคอนวัลเลย์ สิงคโปร์ เทลอาวีฟ หรือโซล ต่างล้วนเป็นตัวอย่างที่ยืนยันว่า talent คือโครงสร้างพื้นฐานของชาติ

    Arise Venture Group มุ่งสร้าง ecosystem ที่เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับความรู้ ความเห็นอกเห็นใจ และการกำกับดูแลที่ดีตามวิสัยทัศน์ที่ตั้งใจไว้ว่าปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีต้องทำงานร่วมกับมนุษย์เพื่อเสริมพลังและสร้างความเจริญร่วมกัน หาก ecosystem นี้ทำงานได้จริง ประเทศไทยจะมีฐานเทคโนโลยีที่ไม่เพียงอยู่รอดในความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก แต่สามารถสร้างความได้เปรียบในภูมิภาคได้

    ในภาพรวม การประกอบ ecosystem ของ Arise Venture Group จึงเป็นโมเดลการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศผ่านเอกชน ไม่รอการปฏิรูป ไม่รอการเมือง และไม่รอระเบียบใหม่ที่อาจไม่มาถึง เป็นตัวอย่างของการสร้างประเทศด้วยเทคโนโลยีภายใต้เงื่อนไขตลาดจริง หากขับเคลื่อนสำเร็จจะเป็นหนึ่งในความพยายามที่น่าสนใจที่สุดในการวางเศรษฐกิจเทคโนโลยีของไทยในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/business/736989&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-bXU3EBQfe53VVtuDqVoO