Category: เศรษฐกิจ

  • คลัง หั่น GDP ปี 68 จาก 2.4% เหลือ 2.2% คงปี 69 โต 2.0% จากแรงหนุนท่องเที่ยว

    คลัง หั่น GDP ปี 68 จาก 2.4% เหลือ 2.2% คงปี 69 โต 2.0% จากแรงหนุนท่องเที่ยว

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัวและการปรับโครงสร้าง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย สศค.คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.2% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 2.0-2.5%) ชะลอลงจากปี 2567 ที่ขยายตัว 2.5% โดยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัวต่ำกว่าคาดเพียง 1.2% จากการชะลอตัวของภาคการผลิตและปัจจัยชั่วคราว เช่น การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าไตรมาส 4 จะฟื้นตัวเร่งขึ้น จากแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    “สาเหตุสำคัญที่ต้องปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 มาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ซึ่งออกมาต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยขยายตัวเพียง 1.2% ต่ำกว่าสมมติฐานเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แรงส่งของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีอ่อนแรงลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า” นายวินิจ กล่าว

    มาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท และมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 3.3% ขณะที่ภาคการส่งออกขยายตัวโดดเด่น โดยมูลค่าส่งออกสินค้า (BOP) คาดว่าจะเติบโต 12.7% จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการขยายตัวของตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดียและจีน

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -0.1% จากราคาพลังงานที่ลดลง ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2568 มีแนวโน้มเกินดุล 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.8% ของ GDP ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประกาศตัวเลข GDP อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

    สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 1.5-2.5%) โดยมีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อนหน้า จากแรงส่งภาคการส่งออกที่อ่อนตัวตามเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก รวมถึงผลของฐานที่สูงในปี 2568 โดยมูลค่าการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.0% ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 3.9% สะท้อนแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าและภาษีนำเข้า ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกไทยและห่วงโซ่อุปทานโลก และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    “แม้ภาคการส่งออกจะชะลอตัวลงตามทิศทางเศรษฐกิจโลก แต่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงพยุงสำคัญจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวในระดับสูง โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 35.5 ล้านคน ช่วยหนุนรายได้ภาคบริการ การจ้างงาน และอุปสงค์ภายในประเทศให้ขยายตัวต่อเนื่อง” 

    ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่องที่ 2.5% จากรายได้ภาคบริการและความเชื่อมั่นที่ทยอยฟื้นตัว ส่วนการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3.2% จากการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน ขณะที่การบริโภคภาครัฐขยายตัว 1.3% แต่การลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มหดตัว -1.7% จากความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งกระทบการเบิกจ่ายและการลงทุนช่วงต้นปี

    อย่างไรก็ตามยังควรติดตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ
    1.ทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกดดันภาคการส่งออกไทย
    2.ความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 จากช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง อาจกระทบการเบิกจ่ายและการลงทุนภาครัฐในช่วงต้นปี
    3.ความเปราะบางด้านการเงินในประเทศ โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจจำกัดการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน
    4.ความต่อเนื่องและเสถียรภาพเชิงนโยบาย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/737083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J7Wjd45gT6enBd70IpsQR

  • คลังคาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตลดลงเหลือ 2% จากมาตรการภาษีตอบโต้ และงบล่าช้า | เดลินิวส์

    คลังคาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตลดลงเหลือ 2% จากมาตรการภาษีตอบโต้ และงบล่าช้า | เดลินิวส์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และปี 2569 ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัวและการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่า “เศรษฐกิจไทย ปี 2568ขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 2.5) เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2 ซึ่งได้รับปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งการผลิต การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วภูมิภาค และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.1 ถึง 3.6) และภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐตามเกณฑ์สถิติดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BOP) คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 12.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 12.5 ถึง 13.0) จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดียและจีน เป็นต้น ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 13.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 13.6 ถึง 14.1) ขณะที่การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 0.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.3 ถึง 0.8) การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 6.7 ถึง 7.2) จากผลของการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2569 (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีปฏิทิน 2568) การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ 2.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.2)

    แม้เศรษฐกิจในช่วงปลายปีจะเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และปัจจัยชั่วคราวในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน แต่นโยบายการคลังได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้สูงกว่าช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการ
    ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9:30 น. ต่อไป

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5) แม้ภาคการส่งออกจะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.0 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.5 ถึง 1.5) ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางปริมาณการค้าโลกและผลของฐานที่สูงในปี 2568 ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.4 ถึง 4.4) อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศและภาคบริการอย่างชัดเจน

    โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลักโดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูงที่จำนวน 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 3.0) และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.7) จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน ด้านการบริโภคภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.3 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.8 ถึง 1.8) ทั้งนี้ การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -1.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -2.2 ถึง -1.2) เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดและอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5540653/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uAlNVwWy_hXnfeldkTPy7

  • ข้อมูลรัฐเผยไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดันภาระรัฐพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ

    ข้อมูลรัฐเผยไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดันภาระรัฐพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ

    นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผลเบื้องต้นสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ โดยอัตราเพิ่มประชากรลดลงเหลือ 0.42% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสำมะโนประชากรปี 2503 ซึ่งขณะนั้นมีอัตราเพิ่มปีละ 3.15% มีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศ 70.3 ล้านคน 26.30 ล้านครัวเรือน จากปี 2503 ที่มี 4.62 ล้านครัวเรือน ขณะที่ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือ 2.5 คนต่อครัวเรือน จากประมาณ 6 คนต่อครัวเรือนเมื่อ 45 ปีก่อน โดยครัวเรือนส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวมากที่สุด รองลงมาเป็นคอนโดมีเนียมและทาวน์เฮ้าส์ ส่วนที่อาศัยอยู่ในตึกแถว ห้องแถวลดลงอย่างชัดเจน

    “ปี 2568 เป็นปีที่คนไทยเกิดน้อยกว่าตายติดต่อกันเป็นปีที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2564 โดยมีคนเกิดน้อยกว่าคนตายที่ 143,110 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มของประชากรลดลง ขณะที่คนมีอายุเกิน 60 ปีมีมากกว่า 20% โดยหญิงอายุเฉลี่ย 80 ปีและชาย 72 ปี ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์”

    ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า สังคมสูงวัยเป็นปัญหาท้าทายเชิงโครงสร้างที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้า สำหรับไทยมีความพิเศษคือยังไม่รวยแต่ข้ามไปแก่เสียแล้ว โดยภายในปี 2574 คนอายุเกิน 60 ปีในไทยจะมีสัดส่วน 28% ของประชากรทั้งหมด จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20%

    “เมื่อคนแก่เยอะและคนเกิดน้อย ทำให้เราต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้สอท.กำลังศึกษาว่าคุ้มค่าไหม หากต้องรับความเสี่ยงด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งต้นทุนประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต การเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นเรื่องสำคัญ ช่วยสร้างประสิทธิภาพ และเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยแทนแรงงานคน เปลี่ยนจากประเทศรับจ้างผลิต (OEM) เป็นประเทศที่ผลิตสินค้ามีดีไซน์ (ODM) หรือผลิตภายใต้แบรนด์ตัวเอง (OBM)”

    นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า ครัวเรือนขนาดเล็กลงสะท้อนความสามารถทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะครอบครัวใหม่ที่นิยมอยู่บนตึกสูง มีความสามารถในการซื้อห้องได้จำกัด ขนาดไม่เกิน 30 ตรม. ซึ่งอยู่ได้ไม่เกิน 2 คนทำให้ไม่สามารถมีลูกได้ เพราะจะมีภาระเพิ่ม ต้องหาที่นอนให้ลูก เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เมื่อค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีราคาสูง การอยู่ไกลออกไปจะยิ่งมีค่าใช้จ่ายแพง ยอดซื้อคอนโดจึงกระจุกอยู่ในวงจำกัดไม่ไกลจากศูนย์กลางเมืองนัก ซึ่งหากทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีราคาลดลงเหลือ 20 บาท จะช่วยได้มาก

    นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ นายกสมาคมการบริหารสุขภาพผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า การมีคนสูงวัยในสังคมจำนวนมากขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องมีแผนรับมือโดยเฉพาะงบประมาณด้านการรักษาพยาบาล และอาจเปลี่ยนชื่อจาก “สังคมสูงวัย” เป็น “สังคมอายุยืน” ให้ความรู้สึกเชิงบวก

    นอกจากนั้นยังอาจต้องมีการให้สิทธิพิเศษหรือคะแนนเพิ่ม สำหรับคนที่รักษาสุขภาพอย่างดี เพราะคนเหล่านี้ช่วยลดการใช้งบประมาณ รวมทั้งหาหน่วยงานเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง เช่น บริษัทประกันส่วนบุคคล รวมทั้งอาจต้องรณรงค์เรื่องการป่วยให้สั้น ไป (ตาย) ให้ไวด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2910281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FSsMBtUeOZOA7IXsMjwfB

  • ยกเครื่องกองทุนประกันสังคม 2.8 ล้านล้าน ห่วงภาวะชราหนี้ท่วมระเบิดเวลาเศรษฐกิจ

    ยกเครื่องกองทุนประกันสังคม 2.8 ล้านล้าน ห่วงภาวะชราหนี้ท่วมระเบิดเวลาเศรษฐกิจ

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ประเด็นเรื่องประกันสังคมกับความมั่นคงแรงงานและผู้ประกอบการ ว่า สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานรัฐที่มีบทบาทความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม มีจำนวนผู้ประกอบการ 538,439 ราย กว่า 90% เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ไทย โดยมาตรา 33 มีผู้ประกันตนประมาณ 12.183 ล้านราย มาตรา 39 มีผู้ประกันตนราว 1.650 ล้านราย และมาตรา 40 มีผู้ประกันตนราว 11.035 ล้านรายแต่ส่งเงินสมทบต่อเนื่อง 1.265 ล้านรายหรือเพียง 14.4% ของผู้ประกันตนมาตรา 40 ทั้งหมด 

    หากรวมทั้ง 3 มาตรามีจำนวนผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านราย ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 และ 40 เพื่อสร้างความแตกต่างกับระบบประกันสุขภาพอื่นอย่างสร้างสรรค์และมีคุณค่าต่อผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ส่งเสริมการจ้างงานและสวัสดิการที่เหมาะสมของผู้ประกอบการและช่วยภาครัฐในการลดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม 

    ขณะที่สถานการณ์สังคมสูงวัยของประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายกับโครงสร้างประชากรอัตราการเกิดต่ำ อัตราการตายน้อย สภาวะสังคมไทยที่ชราไปยังจน ชราจนหนี้ท่วมท้นจนแก่ตาย

    ยกเครื่องกองทุนประกันสังคม 2.8 ล้านล. ห่วงภาวะชราหนี้ท่วมระเบิดเวลาเศรษฐกิจ

    หากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งแก้ไข ป้องกันปัญหาจะเกิดเป็นระเบิดเวลาดังเช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เป็นต้น เริ่มต้นลีน (Lean) ก่อนสายและเพิ่มผลิตภาพ คุณภาพ รีบทำก่อนเกินแก้ อีกทั้งการถอดบทเรียนประกันสังคมและระบบบำนาญของประเทศชั้นนำ เช่น เนเธอแลนด์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ค สิงคโปร์ อิสราเอลที่เข้มแข็งในโลกจะเป็นการหาความแตกต่าง 

    สำหรับแนวทางการยกระดับมาตรฐานและสร้างปัจจัย ตัวชี้วัดที่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม ประกอบด้วย

    • การบริการทางการแพทย์ตอบโจทย์ ประกันตนออกแบบเองได้ โดยผู้ประกันตนสามารถเลือกรายการการให้บริการสวัสดิการประกันตนตามความต้องการอย่างมีทางเลือกที่เหมาะสมและมุ่งเน้นการให้บริการทางสุขภาพเชิงป้องกันโรคมากกว่าการรักษา เพื่อยกระดับสุขภาพผู้ประกันตนทั้งการตรวจสุขภาพประจำปีทำให้เกิดเฝ้าระวังและดูแลรักษาสุขภาพอย่างถูกต้อง รวมทั้งขยายผลศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพแรงงานในแต่ละพื้นที่เป็นศูนย์สวัสดิการดูแลผู้ประกันตนสูงวัย การบริการฟื้นฟูและส่งเสริมสุขภาพที่ดีแรงงาน การบริการ Telemedicine การปรึกษาแพทย์และการจ่ายยาทางไกล ยกระดับคุณภาพยารักษา เป็นต้น
    • การสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อสร้างผลตอบแทน ให้ผู้ประกันตนมีฐานข้อมูลแรงงานในระบบ มีระบบการประเมินทักษะแรงงานเพื่อการพัฒนาทักษะ สมรรถนะและยกระดับขีดความสามารถแรงงานที่มีคุณค่าเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และมีทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพและการจ้างงานทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างเหมาะสมตรงตามความต้องการของภาคเอกชนหรือผู้จ้างงาน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง รองรับการลงทุนของธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การจับคู่แรงงานและการจ้างงานที่เป็นธรรม ลดปัญหาการว่างงาน การเตรียมพร้อมแรงงานหรือผู้ประกันตนก่อนเข้าสู่สูงวัยหรือเกษียณอย่างมีคุณค่าและไม่เป็นภาระสังคมสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า
    • ส่วนลดค่าครองชีพเพื่อเพิ่มการตอบรับ ส่งเสริมและจูงใจให้แรงงานนอกระบบเพิ่มเข้าในระบบประกันสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรา 40 โดยการให้แต้มต่อด้านค่าครองชีพ อาทิ ส่วนลดราคาสินค้าอุปโภบริโภคที่จำเป็นต่อการเนินชีวิตแบบรายเดือน ส่วนลดค่าโดยสารขนส่งมวลชนสาธารณะเพื่อลดภาระของผู้ประกันตนและผู้ประกันตนได้รับมีความคุ้มค่า ซึ่งสามารถร่วมมือกับแพลตฟอร์ม e-commerce ไปรษณีย์ไทย ห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น ร้านค้าชุมชนต่างๆในพื้นที่ เป็นต้น
    • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตอบสนองอนาคต เพื่อการออมและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อแรงงานและผู้ประกอบการในระบบ มุ่งเน้นการออมเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตและสามารถนำเงินออมมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อร่วมกับสินเชื่อนโยบายรัฐเพื่อส่งเสริมการลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนนอกระบบ หรือ แหล่งทุนในระบบที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต เป็นต้น การสร้างโอกาสการมีที่อยู่อาศัยแทนการเช่าเพื่อความมั่นคงชีวิต โดยความร่วมมือของสถาบันการเงินรัฐ ลดภาระดอกเบี้ยให้ผู้ที่มีวินัยทางการเงินที่ดี และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนทางการเงินต่ำให้กลุ่มเปราะบางเท่าที่จำเป็น และมีกลไกเข้าถึงในการแก้หนี้อย่างเป็นระบบให้แรงงานและผู้ประกอบการ สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระบบและมี digital footprint ทางการเงินเพื่อจัด Credit scoring ในการประเมินทางการเงินที่ชัดเจน
    • สลากรางวัลเลขประจำตัวผู้ประกันตนและผู้ประกอบการเพื่อการตอบรับการกระตุ้นจูงใจให้ผู้ประกันตนและผู้ประกอบการลุ้นเงินรางวัลจากเลขบัตรประจำตัวผู้ประกันตนและผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบประกันสังคม อาจเป็นรายเดือน หรือ รายไตรมาส เป็นต้น

    ส่วนด้านการลงทุนของกองทุนประกันสังคม ปี 2568 มูลค่าประมาณ 2.859 ล้านล้านบาท ผลตอบแทน 6.1% ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกันตน ผู้ประกอบการและภาคประชาชนในการบริหารจัดการที่โปร่งใสอย่างมีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งอาจนำ Digital Blockchain เข้ามาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการการลงทุนและรายงานรายการการซื้อ-ขาย ผลตอบแทนการลงทุนด้วย Dashboard แบบ Real time ทุกรายการ การเผยแพร่กลยุทธ์การลงทุนและเหตุผลเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียรับรู้และมีส่วนร่วมในการลงทุน การประเมินและพยากรณ์ฉากทัศน์การเงินของกองทุนในอนาคตที่เพียงพอสร้างความมั่นคงมั่งคั่ง ยั่งยืนให้ผู้ประกันตนเพื่อ เปลี่ยนความลึกลับลวงพรางให้เป็นความรักและศรัทธาในประกันสังคม

    หลักประกันสังคมกับความมั่นคงของคุณภาพชีวิตแรงงาน การส่งเสริมสวัสดิการคุ้มครองที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกันตนและสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการที่ร่วมสนับสนุนการประกันตนของแรงงานให้อยู่ในระบบประกันสังคมเพื่อความเชื่อมั่น ไว้วางใจในอนาคตของลูกจ้างหรือผู้ประกันตนจะได้รับการคุ้มครองอย่างมีคุณภาพ ครบถ้วนและยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/649966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37FkuubbnPBqOqOhMGTnmI

  • ยอดขอลงทุนพุ่ง1.8 ล้านล้านเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต

    ยอดขอลงทุนพุ่ง1.8 ล้านล้านเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย  สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต


    บีโอไอเเปิดตัวเลขปี68 กว่า 1.8 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค 

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67 นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 

    ทั้งนี้นักลงทุนมองว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว และตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน รวมทั้งจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลางและความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ ทำให้สามารถค้าขายกับตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก

    สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    1. อุตสาหกรรมดิจิทัล 746,198 ล้านบาท 151 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์  โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และไทย เช่น บจ.ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส, บจ. กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์, บจ.เคทู สแทรททิจิค อินฟราสตรัคเจอร์ และ บจ.ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ นอกจากนี้จะเป็นกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มบริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์

    2,อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า  277,645 ล้านบาท 470 โครงการ กิจการที่มีการลงทุนสูง เช่น การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB จำนวน 94 โครงการ เงินลงทุนรวม 249,162 ล้านบาท เช่น บจ.เพ๊ง เชิน เทคโนโลยี, บจ.โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์, บจ.พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา,    บจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ นอกจากนี้ มีโครงการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์โทรคมนาคม การออกแบบ IC การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตลอดจนการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์ครั้งแรกในไทย ของ บจ.ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี ผู้ผลิตแบตเตอรี่เซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน Top 10 ของโลก

    3.อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 84,085 ล้านบาท 288 โครงการ ประกอบด้วย โครงการลงทุนผลิตรถยนต์โดยค่ายญี่ปุ่น เช่น บจ.อีซูซุมอเตอร์ โครงการผลิตรถจักรยานยนต์ของ บจ.ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กิจการยางล้อรถยนต์ของ บจ.ซูมิโตโม รับเบอร์ นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตยางล้ออากาศยาน ระบบอัจฉริยะในรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ

    4.อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 75,683 ล้านบาท 301 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตอาหารและสิ่งปรุงแต่งอาหาร การผลิตบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร การแปรรูปยางพารา        การผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่ตลาดขยายตัวสูง และการผลิตน้ำมันจากพืชหรือสัตว์ 

    5.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์  58,396 ล้านบาท 267 โครงการ  มีโครงการขนาดใหญ่ เช่น     การผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีน การผลิตผงคาร์บอนดำชนิดที่นำไฟฟ้าสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และโครงการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ เป็นต้น

    นอกจากนี้ ยังมีกิจการอื่นที่มีการลงทุนสูงและมีความสำคัญต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือขยะ 107,655 ล้านบาท 445 โครงการ กิจการด้านการแพทย์ (ผลิตอุปกรณ์การแพทย์และบริการทางการแพทย์) 28,883 ล้านบาท 101 โครงการ เป็นต้น

    การขอรับส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายเดิมให้ปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในปี 2568 มีคำขอรับ การส่งเสริมจำนวน 473 โครงการ เงินลงทุนรวม 68,269 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุน ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในสายการผลิต

    สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 2,421 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เงินลงทุนรวม 1,359,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจ  ที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ (1) สิงคโปร์ 547,316 ล้านบาท 457 โครงการ (2) ฮ่องกง 245,335 ล้านบาท 266 โครงการ (3) จีน 172,114 ล้านบาท 982 โครงการ (4) ญี่ปุ่น 119,098 ล้านบาท 311 โครงการ (5) สหราชอาณาจักร 100,322 ล้านบาท 29 โครงการ (6) สหรัฐอเมริกา 33,154 ล้านบาท 61 โครงการ (7) ไต้หวัน 29,311 ล้านบาท 142 โครงการ (8) เนเธอร์แลนด์ 24,998 ล้านบาท 68 โครงการ (9) ฝรั่งเศส 16,097 ล้านบาท 20 โครงการ และ (10) สวิตเซอร์แลนด์ 13,823 ล้านบาท 10 โครงการ

    ด้าน การลงทุนของสิงคโปร์ที่สูงขึ้นมาก เกิดจากการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทที่มีบริษัทแม่เป็นสัญชาติจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

    ในแง่พื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 60 อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก 1,109,349 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 428,137 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 111,567 ล้านบาท ภาคใต้ 35,044 ล้านบาท ภาคเหนือ 32,465 ล้านบาท และภาคตะวันตก 14,214 ล้านบาท ตามลำดับ

    สำหรับสถิติการออกบัตรส่งเสริม หลังจากที่บีโอไออนุมัติโครงการแล้ว บริษัทต้องมายื่นเอกสารด้านการเงินและการจัดตั้งบริษัทเพื่อออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด โดยในปี 2568 มีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 2,779 โครงการ เงินลงทุน 1,152,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 เป็นสัญญาณที่ดีว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะมีเม็ดเงินลงทุนจริงจำนวนมากที่จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ

    “ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดแข็งของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้นักลงทุนชั้นนำจำนวนมากตัดสินใจ  เข้ามาตั้งฐานในไทย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของบีโอไอที่มุ่งสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานเทคโนโลยี นวัตกรรม และ  ความยั่งยืน และต่อยอดจากซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งของไทย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมชีวภาพที่ไทยมีศักยภาพสูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีคุณค่าและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมในปี 2568 จะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 2.2 แสนคน จะใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี และจะเพิ่มมูลค่าส่งออกของประเทศอีกกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี” นายนฤตม์ กล่าว

    นายนฤตม์ กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในปี 2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 โดยมี     แรงขับเคลื่อนสำคัญจาก 5 ปัจจัยหลัก คือ 1. กระแสการโยกย้ายฐานการผลิต เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีน ได้เริ่มขยับขยายออกมาหาแหล่งผลิตใหม่ โดยยังคงฐานผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน (China for China) และมุ่งมาลงทุนที่อาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก รวมทั้งตลาดในสหรัฐอเมริกา 
    2. การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ AI Infrastructure และบริการคลาวด์อย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ 

    3. เทรนด์โลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ทำให้เกิดกระแสการลงทุนสีเขียว ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ วัตถุดิบ กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ต้องสีเขียวตลอดทั้งสาย รวมทั้งความต้องการใช้พลังงานสะอาด ทำให้เกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    4. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง ภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล รวมทั้งอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Digitalization and Automation) และ (5) ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศไทย

    สำหรับภารกิจสำคัญของบีโอไอ ในปี 2569 จะผลักดันให้เกิดการลงทุนที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาระบบนิเวศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะเน้น 5 ภารกิจสำคัญ คือ

    1. ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างฐาน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่ง ได้แก่อุตสาหกรรมชีวภาพ (BCG), ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ, เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัลและ AI, กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ เช่น สุขภาพและการแพทย์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อากาศยาน เป็นต้น

    2. พัฒนาบุคลากรไทย เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย  โดยบีโอไอจะทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน และภาคเอกชน ผลักดัน “มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่” ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ และโครงการ Skill Bridge ของรัฐบาล เพื่อสร้างฐานบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ๆ ให้เพียงพอ

    3. ดึงดูดกลุ่มบุคลากรทักษะสูงให้เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ  ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ไม่ว่าจะเป็น BOI visa, Long-term Resident (LTR) visa และ SMART visa รวมทั้งการพัฒนาบริการของศูนย์ One Stop Service ที่อาคารวันแบงค็อก

    4. เสริมสร้างความเข้มแข็งของซัพพลายเชน เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยบีโอไอจะเดินหน้าจัดกิจกรรมเชื่อมโยงระหว่างบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ทั้งงานใหญ่ Subcon Thailand, THECA และงาน Sourcing Day ที่บีโอไอจับมือกับบริษัทแต่ละราย รวมทั้งมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ เพื่อส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างไทย-ต่างชาติ และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content)

    5. อำนวยความสะดวกในการลงทุน (Ease of Investment) ผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งบอร์ด บีโอไอได้คัดเลือกโครงการที่จะได้รับบัตร FastPass ล็อตแรก จำนวน 16 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท โดยบีโอไออยู่ระหว่างจัดทำ SLA ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร และจะเดินหน้าทำงานร่วมกัน เพื่อปลดล็อคอุปสรรคของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด การขยายพื้นที่สำหรับการลงทุน การปรับปรุงระบบวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมทั้งการแก้ไขอุปสรรคด้านอื่น ๆ ให้นักลงทุนได้รับความสะดวก ในการประกอบธุรกิจ  ในประเทศไทยมากที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zuEiOdeRk44pkliPDoSqP

  • ‘ซีอีโอแบงก์’ ปรับกลยุทธ์-คุมความเสี่ยง รับมือเศรษฐกิจปี69 ผันผวนสูงจีดีพีโตต่ำ

    ‘ซีอีโอแบงก์’ ปรับกลยุทธ์-คุมความเสี่ยง รับมือเศรษฐกิจปี69 ผันผวนสูงจีดีพีโตต่ำ

    ท่ามกลางบริบท “เศรษฐกิจโลก” ที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เหล่า “ซีอีโอ” จากสถาบันการเงินไทย (แบงก์) ต่างออกมาประเมินตรงกันว่าในปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ “เศรษฐกิจไทย” ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง จากแรงกระแทกของปัจจัยภายนอกที่รุนแรงขึ้น

    โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกดดันภาคการส่งออกของไทยให้หดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายภาคเอกชนทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนยังถูกจำกัดจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐแม้ยังมีบทบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่แรงหนุนที่เพิ่มขึ้นอาจมีจำกัด ภายใต้กรอบงบประมาณและข้อจำกัดเชิงนโยบาย

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ ผ่านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1

    ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายทั้งผู้ฝากเงินผู้ลงทุนลูกค้าบุคคล ลูกค้าธุรกิจ และผู้ถือหุ้น รวมถึงการสนับสนุนภาครัฐในโครงการช่วยเหลือลูกค้า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง

    ในด้านการดำเนินธุรกิจ ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงอย่างเหมาะสม พร้อมให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL Gross) อยู่ที่ 3.20% ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด สะท้อนแนวทางการบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง

    • กรุงไทย”ประเมินจีดีพีต่ำ 2%

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า 2% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หากไม่นับรวมช่วงวิกฤต และต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

    ปัจจัยหลักมาจากแรงกดดันภายนอก ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก

    ขณะที่ ปัจจัยภายในประเทศยังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณทางการคลัง และการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลใหม่จะเข้ามากำหนดทิศทางนโยบาย โดยเฉพาะการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ในส่วนของธนาคารกรุงไทยในปี 2569 ธนาคารได้เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “ทุกย่างก้าว สร้างคุณค่า สู่อนาคต” มุ่งพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เร่งใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และ AI อย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและกระบวนการทำงาน พร้อมขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    โดยธนาคารยังเดินหน้าธุรกิจ Virtual Bank และขยายบทบาทสู่ “Beyond Banking” ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนผ่านมาตรการแก้หนี้และฟื้นฟูศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

    • SCBXบริหารความเสี่ยง-เสริมแกร่งภายใน

    นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า สำหรับปี 2569 SCBX เดินหน้าด้วยทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย และการยกระดับประสบการณ์การบริการให้กับลูกค้าในทุกกลุ่ม

    พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการใช้เทคโนโลยีและข้อมูล เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน

    นอกจากนี้ SCBX ยังเร่งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธนาคารไร้สาขา หรือ Virtual Bank เพื่อรองรับการเปิดดำเนินการตามแผน

    โดยมุ่งใช้ข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อขยายโอกาสให้กับกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริม Financial Inclusion และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างยั่งยืน

    • “กรุงศรี”มุ่งบริหารสินทรัพย์-ต้นทุนรัดกุม

    นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) กล่าวว่า ภายใต้ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรอบด้าน กรุงศรียังคงมุ่งมั่นดำเนินกลยุทธ์หลัก

    โดยให้ความสำคัญกับการบริหารสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุม เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

    สำหรับ แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 1.8% ลดลงจาก 2.1% ในปีก่อนหน้า และต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนความท้าทายทั้งเชิงวัฏจักรและเชิงโครงสร้าง การบริโภคมีแนวโน้มชะลอลงจากรายได้ที่เติบโตอ่อนแอ

    ขณะที่การส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐและการแข็งค่าของเงินบาท

    • ทีทีบี”คุมคุณภาพสินทรัพย์

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) กล่าวว่า จากผลการดำเนินงานปี 2568 ที่เป็นไปตาม
    เป้าหมาย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ผ่านการบริหารพอร์ตสินทรัพย์อย่างรอบคอบ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

    ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารสามารถควบคุมหนี้เสียให้อยู่ในระดับทรงตัว ขณะที่อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูง สะท้อนแนวทางการตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในปี 2569

    โดยปีนี้ จากสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ทีทีบีมั่นใจว่า จะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนปี 2569 พร้อมเดินหน้าเพื่อให้บรรลุ
    เป้าหมายที่มีต่อผู้ถือหุ้นและลูกค้า และมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็น Humanized Digital Banking พร้อมทั้งสานต่อความร่วมมือภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่อย่างรับผิดชอบ เพื่อให้ลูกค้าที่มีชีวิตทางการเงินของลูกค้าอย่างยั่งยืนขึ้น

    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า กลุ่มทิสโก้ได้กำหนดยุทธศาสตร์การเติบโตระยะ 3 ปี (2569-2571) โดยมุ่งพลิกความท้าทายให้เป็นโอกาส ผ่านการขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญและศักยภาพ

    ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและความมั่นคง พร้อมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

    สำหรับปี 2569 กลยุทธ์สำคัญคือการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามาลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และเสริมความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1218388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o8dAOY1LI1IY7leadqnOM

  • สรุปผลการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

    สรุปผลการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

    สรุปผลการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

    image.png

           การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 14 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม 2569 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่พรรคได้ดำเนินการตามระเบียบวาระทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ภายใน 5 วันทำการคือตั้งแต่วันที่ 19-23 มกราคม 2569  ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการ 1 วันครึ่ง ซึ่งเป็นสารที่ชัดเจนเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง ความสามัคคีเป็นเอกฉันท์ และความมุ่งมั่นทำการปฏิรูปและพัฒนาต่อไปในระยะใหม่ ในที่ประชุมได้ผ่านมติและเลือกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 14 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1.  มติที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรค

           สมัชชาใหญ่พรรคได้กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในช่วงปี 2569-2573 โดยเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านความคิดและการปฏิบัติ ส่งเสริมการก้าวกระโดดเชิงกลยุทธ์ สร้างระบบนิเวศการพัฒนาใหม่ โดยยึดมั่นในหลักการใช้การพัฒนาเพื่อความมั่นคง ความมั่นคงเพื่อส่งเสริมการพัฒนา และยกระดับคุณภาพชีวิตและความสุขของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสถาบันต่างๆ อย่างครอบคลุมและสอดคล้องกัน เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

           สร้างรูปแบบการเติบโตใหม่โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลผลิต คุณภาพ ประสิทธิภาพ มูลค่าเพิ่ม และความสามารถใน     การแข่งขันของเศรษฐกิจ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก สร้างขีดความสามารถในการผลิตและวิธีการผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยมุ่งเน้นที่เศรษฐกิจข้อมูล เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจ     สีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสีเขียว การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์

           สร้างและพัฒนาวัฒนธรรมเวียดนามที่ก้าวหน้า อุดมไปด้วยเอกลักษณ์ของชาติ และสอดคล้องกันบนพื้นฐานของค่านิยมของชาติ ค่านิยมทางวัฒนธรรม ค่านิยมของครอบครัว และมาตรฐานของประชาชนชาวเวียดนาม การรักษาผลประโยชน์สูงสุดของชาติ การปกป้องเอกราช อธิปไตย เอกภาพ และบูรณภาพดินแดนของปิตุภูมิอย่างแน่วแน่และต่อเนื่อง

           ภารกิจสำคัญในวาระของสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ได้แก่ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาสถาบัน โดยมุ่งเน้นที่ระบบกฎหมาย กลไก และนโยบาย เพื่อขจัดอุปสรรคและปัญหาอย่างรวดเร็ว ส่งเสริมนวัตกรรม สร้างความสอดคล้องและกลมกลืนระหว่างการเติบโตและการพัฒนา ระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การป้องกันประเทศ ความมั่นคง และการต่างประเทศ ระหว่างการปฏิรูปและปรับปรุงสถาบันด้วยการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมและมุ่งเน้นในทุกด้าน สอดคล้องกับรูปแบบการปกครองสามระดับ (ส่วนกลาง ส่วนจังหวัด และส่วนตำบล) เพื่อตอบสนองความต้องการของการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและยั่งยืนในยุคใหม่

           มติเน้นย้ำถึงการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยมที่ทันสมัยและเข้าร่วมกับตลาดโลก เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาพลังการผลิตใหม่ สร้างความมั่นใจว่ารัฐวิสาหกิจมีบทบาทนำอย่างแท้จริง ในขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและการปรับปรุงให้ทันสมัย ​​โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก นอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนากำลังการผลิตและวิธีการผลิตใหม่ โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และการสร้างสังคมดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

           มุ่งเน้นการนำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมาใช้เพื่อสร้างรากฐานสำหรับการพัฒนากำลังการผลิตที่ทันสมัยใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ โดยมุ่งเน้นที่ชิปเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ส่งเสริมการฝึกอบรมและการใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูง

           การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการส่งเสริมวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงจะเป็นพลัง และแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังสำหรับการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืนของประเทศ การสร้างระบบการศึกษาแห่งชาติที่ทันสมัยเทียบเท่ากับภูมิภาคและโลก และการให้ความสำคัญและลงทุนในด้านการดูแลสุขภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ การแก้ไขนโยบายทางสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างความมั่นคง สวัสดิการ ความปลอดภัย และสันติสุขให้แก่ประชาชนเป็นสิ่งจำเป็น

           การสร้างกองทัพและกองกำลังตำรวจที่ทันสมัยและ​​มีระเบียบวินัยอย่างต่อเนื่อง จะเป็นการรับประกันการปกป้องเอกราช อธิปไตย เอกภาพ และบูรณภาพดินแดนของประเทศ รวมทั้งทะเลและหมู่เกาะอย่างมั่นคง พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างครอบคลุม สร้างสรรค์ และมีประสิทธิภาพ

    2. การเลือกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามชุดที่ 14 

                นายโต เลิม เลขาธิการพรรค กล่าวว่า การประชุมใหญ่ครั้งที่ 14 ไม่เพียงแต่บรรลุฉันทามติสูงในเนื้อหาของเอกสารและแผนปฏิบัติการของการประชุมใหญ่เท่านั้น แต่ยังบรรลุฉันทามติและความมุ่งมั่นสูงในการคัดเลือกบุคลากรสำหรับคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามชุดที่ 14 ด้วย โดยการประชุมได้เลือกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จำนวน 200 คน ประกอบด้วยสมาชิกเต็มตัว 180 คน และสมาชิกสำรอง 20 คน หลังจากนั้น คณะกรรมการกลางได้เลือกคณะกรรมการกรมการเมือง สำนักเลขาธิการ เลขาธิการพรรค คณะกรรมการตรวจสอบกลาง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบกลาง และมอบหมายให้สมาชิกของกรมการเมืองและสำนักเลขาธิการเข้าร่วมในภารกิจต่างๆ สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามชุดที่ 14 เป็นตัวแทนของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามจำนวน 5.6 ล้านคน มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐานด้านคุณธรรม ความสามารถ และคุณวุฒิ และได้รับการเลือกตั้งจากสมัชชาด้วยความไว้วางใจสูงให้ดำรงตำแหน่งผู้นำของพรรคในหน่วยงานต่างๆ

           เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ในที่ประชุม สมัชชาชุดที่ 14 ได้ประกาศผลการเลือกตั้งบุคลากรสำหรับคณะกรรมการกรมการเมือง เลขาธิการใหญ่ คณะเลขาธิการ คณะกรรมการตรวจสอบกลาง และประธานคณะกรรมการตรวจสอบกลาง โดยประกอบด้วยคณะกรรมการกรมการเมืองชุดที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีจำนวน 19 คน สมาชิกคณะกรรมการกลางลงมติอย่างเป็นทางการ (ด้วยคะแนนเสียง 100%) เลือกนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรค สมัยที่ 13 ได้รับเลือกตั้งเป็นเลขาธิการใหญ่ของคณะกรรมการกลางพรรคชุดที่ 14 (วาระปี 2569- 2574) นอกจากนี้ สมาชิกคณะกรรมการกลางลงมติเลือกคณะกรรมการเลขาธิการกลาง สมัยที่ 14 จำนวน 13 คน คณะกรรมการประจำสำนักกลางพรรค และคณะกรรมการตรวจสอบกลางชุดที่ 14 ประกอบด้วยสมาชิก 23 คน

           สำหรับการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ จะรอภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 15 มีนาคม 2569 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/d4tux9t6eugc8g9mgwofroad&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SWnlTYJxltFpz_OT1iLpZ

  • ศึกเลือกตั้งกับโจทย์ใหญ่ ‘เศรษฐกิจไทย’ ที่ยังวิกฤติ

    ศึกเลือกตั้งกับโจทย์ใหญ่ ‘เศรษฐกิจไทย’ ที่ยังวิกฤติ

    ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังดำเนินอยู่ เสียงหาเสียง คำสัญญา และการแข่งขันทางการเมืองดูคึกคัก มีสีสันตามระบอบของประชาธิปไตย ที่ถูกซ่อนไว้ด้วยปมใหญ่เศรษฐกิจไทยที่กำลังวิกฤติหนัก

        ประเทศไทยเผชิญปัญหามากมาย ล้วนแต่เป็นปัญหาหนักที่หากไม่ได้รับการแก้ไขจะยิ่งซ้ำเติม ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งเหวลงเรื่อยๆ ตั้งแต่การเติบโตที่ต่ำเรื้อรัง หนี้ครัวเรือนระดับสูง ความสามารถแข่งขันที่ถดถอย ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำที่ฝังลึกและยังไร้คำตอบเชิงโครงสร้าง
        เศรษฐกิจไทยวันนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะ “ชะลอชั่วคราว” หากแต่เป็นอาการสะสมของปัญหาระยะยาว โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาท่องเที่ยวและการส่งออกแบบเดิม ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และ AI อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยยังเดินช้ากว่าจังหวะโลก ทั้งในแง่การลงทุน พัฒนาคน และการปฏิรูประบบรัฐ การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นการแข่งขันช่วงชิงอำนาจทางการเมือง แต่ต้องเป็นจุดตัดสินใจร่วมกันของสังคมว่า ประเทศไทยต้องการ ผู้นำและทีมบริหารประเทศที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา และมีภาวะการเป็นผู้นำที่เข้าใจความซับซ้อนของวิกฤติเศรษฐกิจ กล้าตัดสินใจในเรื่องยาก และมีวิสัยทัศน์ระยะยาวเกินกว่าวาระทางการเมือง

        ผู้นำประเทศในห้วงเวลานี้ ต้องเป็นมากกว่านักการเมืองที่เก่งการสื่อสาร แต่ต้องเป็นนักบริหารประเทศที่อ่านเกมโลกออก กล้าเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ กล้าลงทุนใน “คน” และ “อนาคต” ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับทักษะแรงงาน การปฏิรูประบบการศึกษา การสร้างอีโคซิสเต็มเทคโนโลยี และการทำให้ภาคเอกชนไทยแข่งได้ในเวทีโลก ขณะเดียวกัน รัฐบาลชุดใหม่ต้องเผชิญความคาดหวังสูงของประชาชนที่แบกภาระค่าครองชีพ หนี้สิน และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจมานาน นโยบายระยะสั้นอาจช่วยประคองความรู้สึก แต่ไม่อาจทดแทนนโยบายเชิงโครงสร้างที่แก้ปัญหาได้จริง หากยังยึดติดกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประเทศไทยก็อาจวนกลับสู่กับดักเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

        การเลือกตั้งจึงเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของความรับผิดชอบ ไม่ใช่เส้นชัยของอำนาจ ผู้นำและตัวแทนประชาชนที่กำลังก้าวเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง ต้องตระหนักเสมอว่า เวลาของประเทศมีจำกัด และต้นทุนการตัดสินใจผิดพลาดสูงขึ้นทุกวัน เศรษฐกิจไทยจะฟื้นหรือถดถอย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำปราศรัยบนเวทีหาเสียง หากแต่อยู่ที่คุณภาพของผู้นำ ความจริงใจในการแก้ปัญหา และความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยในยามวิกฤติ ไม่ได้ต้องการเพียงรัฐบาลใหม่ แต่ต้องการผู้นำที่พร้อมแบกรับอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1218366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HENjDpNW4OFoTtJfhj1U7

  • อนาคตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของเช็ก หลังจาก 250 ปีแห่งการทำเหมืองถ่านหิน

    อนาคตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของเช็ก หลังจาก 250 ปีแห่งการทำเหมืองถ่านหิน

    เหมืองถ่านหินใต้ดินแห่งสุดท้ายของสาธารณรัฐเช็ก คือเหมือง ČSM ในเมือง Stonava ใกล้ชายแดนโปแลนด์ ปิดตัวลงในเดือนมกราคม 2026 เป็นการยุติการทำเหมืองถ่านหินที่ยาวนานกว่า 250 ปี โดยเหมืองแห่งนี้ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เคยเป็นเสาหลักของภาคอุตสาหกรรมหนักและเศรษฐกิจในภูมิภาค Moravian-Silesian การปิดตัวลงของเหมืองนี้ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยที่ขับเคลื่อนการผลิตเหล็กและอุตสาหกรรมหนักในภูมิภาค ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านแรงงาน พลังงาน อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม

    แต่เดิมการทำเหมืองในแอ่ง Ostrava-Karviná เริ่มต้นขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18 โดยบริษัท OKD ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐที่ดำเนินงานเหมือง มีจำนวนคนงานหลายหมื่นคนและขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตทางอุตสาหกรรม ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดในทศวรรษ 1980 แอ่งนี้มีคนงานเหมืองมากกว่า 100,000 คน และผลิตถ่านหินได้มากถึง 25 ล้านตันต่อปี หลังจากการแปรรูปเป็นเอกชน อุตสาหกรรมก็เสื่อมถอยลง และจำนวนพนักงานของ OKD ลดลงเหลือเพียง 2,300 คน ภายในปี 2025 โดยปัจจัยหลักมาจาก “ราคาถ่านหินในตลาดโลกต่ำ ในขณะที่ต้นทุนการทำเหมืองของเราสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความลึกที่มากขึ้นที่เราขุดลงไป” Mr. Roman Sikora ผู้อำนวยการของ OKD กล่าวกับสำนักข่าว Reuters การทำเหมืองลึกที่ ČSM ไม่สามารถแข่งขันได้ทางเศรษฐกิจอีกต่อไป ในขณะที่การผลิตเหล็กในประเทศที่ลดลงและการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรปส่งผลให้ความต้องการลดลงเช่นกัน ซึ่งการปิดเหมืองครั้งนี้ พนักงานเหมืองกว่า 900-1,500 คน จะถูกเลิกจ้าง โดยเงินชดเชยสำหรับพนักงานที่ออกจากเหมืองจะมีมูลค่ารวมกว่า 500,000 ล้านเช็กคราวน์ ซึ่งการจ่ายเงินจะขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่ทำงาน ในขณะที่ OKD มีแผนที่จะดำเนินกิจการต่อไป โดยภาคส่วนเหมืองกำลังถูกแทนที่ด้วยโครงการพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น การพัฒนาโรงงานจัดเก็บแบตเตอรี่ ขนาด 40 เมกะวัตต์ชั่วโมง โรงไฟฟ้าพลังงานร่วมที่ใช้ก๊าซจากเหมือง และการพัฒนาที่ดินอุตสาหกรรมในเขต Karviná ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปลายปี 2026 ดั้งนั้น ชุมชนรอบๆ อุตสาหกรรมนี้จะต้องปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจใหม่ ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับร่องรอยทางสิ่งแวดล้อม จากการขุดเจาะมานานหลายศตวรรษ ทั้งร่องรอยที่เห็นได้ชัดบนภูมิทัศน์ รวมถึงทะเลสาบที่ปนเปื้อน การทรุดตัวของพื้นดิน และโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทิ้งร้าง โดยกองทุนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมของสหภาพยุโรปจะให้เงินสนับสนุน 19 พันล้านเช็กคราวน์ หรือประมาณ 908 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาภูมิภาคและการลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งการปิดตัวลงของ ČSM ถือเป็นบทสุดท้ายของการทำเหมืองถ่านหินใต้ดินในสาธารณรัฐเช็ก แต่ยังเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น หน่วยงานและบริษัทต่างๆ กำลังลงทุนในโครงการฝึกอบรมใหม่ โครงการพลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เพื่อทดแทนการจ้างงานที่พึ่งพาถ่านหินและลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นที่น่าจับตามองว่าภูมิภาคนี้จะสร้างสมดุลระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และความต้องการด้านพลังงานได้อย่างไร ซึ่งอาจกลายมาเป็นต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่เคยพึ่งพาถ่านหินในยุโรปกลางต่อไป

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    สาธารณรัฐเช็กมีนโยบายในการเลิกใช้ถ่านหินทั้งหมดเพื่อผลิตพลังงานภายในปี 2033 โดยการปิดเหมืองครั้งนี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานหมุนเวียน และก๊าซธรรมชาติทดแทน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือการ “ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่” โดยสาธารณรัฐเช็กจะมีความต้องการเทคโนโลยีสะอาดเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงาน (Energy Storage) และโซลูชันด้านประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) อย่างเร่งด่วนเพื่อชดเชยพลังงานหลักที่หายไป นอกจากนี้ พื้นที่เหมืองเก่ากำลังถูกเปลี่ยนเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหม่เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เช่น โรงงานผลิตแบตเตอรี่ (Gigafactory) ซึ่งจะทำให้เช็กกลายเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับแนวโน้มด้านพลังงานสะอาดและนโยบาย ESG (Environmental, Social, Governance) อาทิ 

    1.กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และแบตเตอรี่ (EV Supply Chain): เช็กกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทดแทนอุตสาหกรรมเดิม ผู้ผลิตไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยีแบตเตอรี่มีโอกาสสูงในการเป็น Partner กับบริษัทในเช็ก

    2. สินค้าที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน (Green Products): มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของเช็กจะเข้มงวดขึ้นตามนโยบาย EU Green Deal สินค้าไทยที่จะส่งออกต้องมี Carbon Footprint ต่ำ หรือใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาดที่ผู้บริโภคและภาครัฐให้ความสำคัญกับ ESG

    3. นวัตกรรมประหยัดพลังงานในที่พักอาศัย: การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินอาจทำให้ค่าไฟในระยะสั้นมีความผันผวน สินค้าไทยกลุ่ม Smart Home อุปกรณ์ประหยัดไฟ หรือระบบ Solar Rooftop สำหรับครัวเรือนและโรงงานขนาดเล็ก เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/svha9foy8rmz816im8fbu8bk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-6Zx9LNCKqNXqRLLaTzo5

  • บีโอไอเผยยอดลงทุนปี 68 ทะยาน 1.8 ล้านล้านบาท เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต

    บีโอไอเผยยอดลงทุนปี 68 ทะยาน 1.8 ล้านล้านบาท เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต

    บีโอไอเผยยอดลงทุนปี 68 ทะยาน 1.8 ล้านล้านบาท เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต


    26/01/2569 | 68 |

    บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 มูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีจำนวนโครงการกว่า 3,300 โครงการ สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค บีโอไอย้ำยุทธศาสตร์การส่งเสริมลงทุนเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต มุ่งเติบโตตามเทรนด์โลกในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67 นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนักลงทุนมองว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว และตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน รวมทั้งจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลางและความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ ทำให้สามารถค้าขายกับตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161062


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/469672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O3iw1HcL1HbvTZ-Tgfh0J