Category: เศรษฐกิจ

  • ช็อก! “ผู้ว่า ธปท.” ชี้เศรษฐกิจไทยทรุดสุด รอบ 10 ปี เร่งผ่าโครงสร้าง ลุ้น GDP ปี 70 ฟื้น 2.2-2.3%

    ช็อก! “ผู้ว่า ธปท.” ชี้เศรษฐกิจไทยทรุดสุด รอบ 10 ปี เร่งผ่าโครงสร้าง ลุ้น GDP ปี 70 ฟื้น 2.2-2.3%

    ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ห่วงเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 10 ปี ท่ามกลางปัญหารอบด้านทั้งในและต่างประเทศ เร่งเดินหน้าผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ หวังฟื้นการเติบโตในปีหน้า พร้อมคาด GDP ปี 70 กลับมาโต 2.2-2.3% ขณะเริ่มตรวจธุรกรรมถอนเงินสดผิดปกติ พบเบิกรายใหญ่หลักร้อยล้านบาท เตรียมส่งข้อมูลให้ ปปง. และ กกต.

    เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” ว่า ปีนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะไม่ดีนัก หากไม่นับช่วงโควิด-19 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 1.5-1.6% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี จากปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งปัญหาภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระเบียบโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงสงครามการค้าระหว่างประเทศ

    นายวิทัย ระบุว่า ประเทศไทยยังไปต่อได้ แต่ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง หากพิจารณาปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ จะพบทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน สินเชื่อหดตัว ทุนเทาและเงินเทา ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา ขาดนวัตกรรม เสถียรภาพทางการเมือง คอร์รัปชั่น ระบบบังคับใช้กฎหมาย และภัยด้านการเงิน ซึ่งล้วนเป็นปัญหาใหญ่และเชื่อมโยงกัน

    “ปัญหาเชิงโครงสร้างแก้ไม่หมดในวันเดียว แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ได้และบรรเทาได้ หากช่วยกันลงมือทำ จีดีพีไทยปีนี้น่าจะโต 1.5-1.6% ปีที่แล้วโตประมาณ 2.1-2.2% หากการส่งออกดีกว่าที่คาด อาจเห็นตัวเลข 1.6-1.7% ต้องติดตามครึ่งหลังของปี” นายวิทัย กล่าว

    นายวิทัย กล่าวว่า หากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สุดท้ายจะกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม แม้ธปท.จะดูแลเสถียรภาพด้วยนโยบายการเงิน แต่การใช้ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลให้ธปท.ต้องขยายบทบาทและปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป

    “การลดดอกเบี้ยนโยบายช่วยบรรเทาหนี้ครัวเรือนได้บ้าง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ทุนเทา หรือคอร์รัปชั่นได้ โจทย์เปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องเปลี่ยน” นายวิทัย กล่าว

    ผู้ว่าธปท.ประเมินว่า หากเศรษฐกิจไทยเติบโตเต็มศักยภาพ GDP ปีนี้ควรอยู่ที่ประมาณ 2.7% ดังนั้นจึงยังจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อประคองให้ GDP อยู่ใกล้ระดับ 2.2% และหากต้องการเข้าใกล้ 2.7% มากที่สุด ต้องอาศัยการลงทุนเป็นปัจจัยหลัก

    นายวิทัย เปิดเผยว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ได้ออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาสำคัญ ได้แก่ การแก้หนี้ครัวเรือนด้วยการโอนหนี้รายย่อยที่เป็น NPL วงเงินประมาณ 1 แสนบาท จำนวนราว 1.1 ล้านบัญชี ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) โครงการเอสเอ็มอีเครดิตการันตี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นได้ในต้นเดือนหน้า หวังปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบต่อเนื่องถึง 13 ไตรมาส หรือราว 39 เดือน รวมถึงการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำเพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

    สำหรับการกำกับธุรกรรมทองคำ ธปท.จะใช้ พ.ร.บ.การแลกเปลี่ยนเงินตรา กำหนดวงเงินซื้อขายทองคำสกุลเงินบาทผ่านแพลตฟอร์มไม่เกินฝั่งละ 50 ล้านบาทต่อวันต่อแพลตฟอร์ม พร้อมยืนยันว่าธปท.จะดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มที่ภายใต้กรอบกติกาที่กำหนดไว้

    ในประเด็นเงินเทาและการทุจริตคอร์รัปชั่น นายวิทัย ระบุว่า เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่เกิดขึ้นทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ ธปท.เริ่มจากการสกัดกั้นเงินไหลเข้าอย่างเสรี โดยธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 2 แสนบาทขึ้นไปต้องมีการตรวจเอกสาร และอยู่ระหว่างการออกเกณฑ์เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จากนี้การเบิกถอนเงินสดจำนวนมาก เช่น เกิน 3-5 ล้านบาท จะต้องชี้แจงวัตถุประสงค์และให้ธนาคารพาณิชย์รับผิดชอบในการตรวจสอบ

    นายวิทัย กล่าวอีกว่า ช่วงกว่า 10 วันที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ แม้ธปท.ยังไม่มีอำนาจโดยตรง แต่ต้องการนำข้อมูลมาตรวจสอบเส้นทางเงิน พบว่าล็อตแรกมีผู้เบิกเงินสด 250 ล้านบาท และอีกรายเบิก 200 ล้านบาท ซึ่งจะส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบต่อ

    นอกจากนี้ ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินสดในพื้นที่ชายแดนจะจำกัดไม่เกิน 2 แสนบาท และธุรกรรมรายใหญ่จะถูกตรวจสอบเส้นทางเงินอย่างเข้มงวด โดยส่งต่อให้ ปปง.ตรวจสอบ พร้อมย้ำว่า หากทุกฝ่ายช่วยกันลงมือทำ ปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ คลี่คลาย และจะเกิดพัฒนาการเชิงบวกต่อประเทศในระยะยาว

    นายวิทัย กล่าวด้วยว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ใช้เวลาราว 5-6 เดือน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการอาจชะลอหรือหยุดชั่วคราว ทำให้งบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มล่าช้า อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีหน้าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และหวังจะเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตที่ระดับ 2.2-2.3% โดยมีแรงหนุนจากการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น

    #เศรษฐกิจไทย #ผู้ว่าธปท #GDPไทย #เศรษฐกิจปี69 #ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ #นโยบายการเงิน #หนี้ครัวเรือน #เอสเอ็มอี #ค่าเงินบาท #เงินเทา #ฟอกเงิน #ข่าวเศรษฐกิจ #เศรษฐกิจฟื้นตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/125693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UQy89jlwhyQEmDPlA0-O4

  • พล.อ.รังษี เชื่อประชาชนรู้เท่าทันนโยบายเพื่อไทย ‘สุ่มแจกเงินล้าน’ พาชาติจมกองหนี้

    พล.อ.รังษี เชื่อประชาชนรู้เท่าทันนโยบายเพื่อไทย ‘สุ่มแจกเงินล้าน’ พาชาติจมกองหนี้

    หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เปิดใจโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง อัดยับนโยบายประชานิยมสิ้นคิด พรรคเพื่อไทยสุ่มแจกเงินล้าน เป็นเพียงการย้ายเงินกระเป๋าซ้ายเข้ากระเป๋าขวาแต่หนี้พุ่ง ย้ำประเทศไทยกำลังโคม่าเหมือนผู้ป่วย ICU หนี้ท่วม 3 ภูเขา ทะลุ 55 ล้านล้านบาท ลั่นพรรคเศรษฐกิจไม่แจกเงินแต่เน้นสร้างเมกะโปรเจกต์ ดันรายได้คนไทยแตะ 6 แสนบาทต่อปี

    27 มกราคม 2569 – พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์พิเศษเจาะลึกสถานการณ์บ้านเมืองก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยแสดงความกังวลต่อนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย และเตือนสติสังคมว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินการคลังขั้นรุนแรง

    พล.อ.รังษี กล่าวว่า การใช้นโยบายประชานิยมในขณะนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยมีภาระหนี้มหาศาล ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และหนี้ภาคธุรกิจ รวมกันสูงถึง 55 ล้านล้านบาท สถานการณ์ประเทศเปรียบเสมือนคนป่วยหนักที่นอนอยู่ในห้อง ICU ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หากถอดออกซิเจนเมื่อไหร่หัวใจก็พร้อมหยุดเต้นทันที

    “วันนี้หนี้ต่อครัวเรือนพุ่งจาก 680,000 บาท เป็น 750,000 บาท เพิ่มขึ้นถึง 70,000 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่หนี้สาธารณะ รัฐบาลต้องนำงบประมาณแผ่นดินมาจ่ายดอกเบี้ยสูงถึงวันละ 620 ล้านบาท หรือปีละกว่า 210,000 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมเงินต้น หากปล่อยไว้เช่นนี้ สถานะการคลังของไทยจะเข้าสู่ภาวะล้มละลาย เพราะหนี้ต่อจีดีพีเข้าสู่โซนอันตรายเกิน 60% และหากจีดีพียังโตต่ำเตี้ยติดดินแบบนี้ หนี้จะพุ่งทะลุ 70% แน่นอน”

    หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ระบุว่า นโยบายแจกเงินที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอ เป็นเพียงวิธีการที่ทำง่ายแต่ได้ผลยาก เป็นการกู้เงินมาแจกซึ่งเปรียบเสมือนการ “ย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายมาใส่กระเป๋าขวา” โดยที่หนี้สินของประเทศเพิ่มขึ้น

    “การแจกเงินไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ที่ผ่านมาแจก 10,000 หรือ 2,000 บาท เงินก็หมุนไปแป๊บเดียวแล้วหายไปกับสายลม จีดีพียังต่ำเหมือนเดิม แตสิ่งที่เหลืออยู่คือประชาชนติดกับดักหนี้ ไม่สามารถโงหัวขึ้นได้ วันนี้เราแจกกันมา 20 ปีแล้ว ประเทศมีแต่ทรุดตัวลง ประชาชนถูกยึดบ้าน ยึดรถ ฟ้องบัตรเครดิต เพราะไม่มีกำลังซื้อที่แท้จริง”

    พล.อ.รังษี ยังมองว่า ข้ออ้างเรื่องการแจกเงินเพื่อดึงคนเข้าระบบภาษีนั้น “ไม่คุ้มค่า” และวิธีการที่ทำอยู่ก็ล่าช้า เปรียบเปรยว่ากว่าคนไทยจะได้ครบทุกคนคงใช้เวลาถึง 2,000 ปี จึงไม่เหมาะกับสถานะการเงินของประเทศในขณะนี้

    พล.อ.รังษี วิเคราะห์สาเหตุที่พรรคเพื่อไทยชูนโยบายนี้ว่า เนื่องจากในอดีตเคยประสบความสำเร็จจากประชานิยม แต่ในครั้งนี้เมื่อประเมินแล้วว่าคะแนนนิยมอาจไม่ได้มาเป็นอันดับหนึ่ง จึงต้องงัดนโยบายนี้มาใช้อีก อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าประชาชนเริ่มรู้เท่าทันแล้วว่าการกู้มาแจกเป็นการซ้ำเติมประเทศ ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องเรียนต่อ กกต. นั้น จากการฟังข่าวพบว่ามีกระแสต่อต้านสูงถึง 90% โดยนโยบายนี้ของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ก้าวพลาดแต่เป็นนโยบายที่ไม่ก้าวหน้า เป็นการกระทำแบบเดิมๆ

    พล.อ.รังษี ย้ำจุดยืนของพรรคเศรษฐกิจว่า จะไม่มีนโยบายแจกเงิน แต่จะมุ่งเน้นการ “หาเงิน” เข้าประเทศ รัฐบาลต้องมีหน้าที่หาตลาด นำนักท่องเที่ยวกลับมา และดึงภาคอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานผลิตให้กลับคืนมา โดยพรรคมีนโยบายลงทุนเมกะโปรเจกต์ เช่น รถไฟความเร็วสูง และโครงการเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย

    “เราคำนวณแล้วว่าการลงทุนสร้างอาชีพที่มั่นคง จะทำให้รายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 600,000 บาทต่อปี และจีดีพีจะโตขึ้น 3 เท่า ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. และเลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ. นี้ ให้พิจารณาว่าพรรคไหนที่จะพาประเทศลุกขึ้นยืนได้จริง”พล.อ.รังษี กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/937839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M5MDcUZ1cfeE6xrtrFmcn

  • กลุ่มเซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน โหมตรุษจีน บูมเศรษฐกิจ รับแรงเลือกตั้งหนุนกำลังซื้อ

    กลุ่มเซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน โหมตรุษจีน บูมเศรษฐกิจ รับแรงเลือกตั้งหนุนกำลังซื้อ

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด เซ็นทรัลพัฒนา เปิดเผยว่า กลุ่มเซ็นทรัล โดย เซ็นทรัลพัฒนา และ เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่นร่วมกับพันธมิตรทั้งภาคเอกชนนำโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงวัฒนธรรมและภาคเอกชนหลายหน่วยงาน เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต้นปี รับเทศกาลตรุษจีนปีมะเมีย ทุ่มงบประมาณ 600 ล้านบาท เปิดแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2026” หวังเร่งกำลังซื้อและการท่องเที่ยวในไตรมาสแรก ผ่านการจัดกิจกรรมและโปรโมชั่นครอบคลุมศูนย์การค้าและร้านค้าในเครือกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 มีนาคม 2569

    แคมเปญดังกล่าวถูกวางบทบาทให้ศูนย์การค้าเป็นจุดหมายครบวงจร ทั้งการจับจ่าย ไหว้ขอพร รับประทานอาหาร และท่องเที่ยว สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองตรุษจีนไม่เพียงเป็นประเพณี แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญของการใช้จ่ายและทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว

    ทั้งนี้ตรุษจีนเป็นหนึ่งในเทศกาลที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก และสอดคล้องกับเทรนด์ “Next Asian Wave” ซึ่งวัฒนธรรมจีนมีบทบาทสูงในไลฟ์สไตล์ การบริโภค และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเทศกาลตรุษจีนปีนี้จะมีการเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในเดือนหน้าจะมีการเลือกตั้งคาดว่าจะส่งผลให้มีความคึกคัก พร้อมคาดว่าทราฟฟิกในศูนย์การค้าจะเพิ่มขึ้นราว 25–30%

    ด้านโครงสร้างผู้บริโภคพบว่า แต่ละช่วงวัยมีพฤติกรรมแตกต่างกัน ตั้งแต่กลุ่ม Gen Z ที่มองความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นและคอนเทนต์ กลุ่มวัยทำงานและครอบครัวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและการใช้จ่ายเพื่อครอบครัว ไปจนถึงกลุ่มผู้สูงวัยซึ่งยังเป็นกำลังซื้อหลักของเทศกาลและยึดโยงกับประเพณีดั้งเดิม

    ขณะที่ ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด เซ็นทรัล รีเทล ระบุว่า ตรุษจีนเป็นกลไกสำคัญต่อ GDP ไตรมาสแรก จากสถิติปีที่ผ่านมา เม็ดเงินสะพัดสูงกว่า 5.1 หมื่นล้านบาท เติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี การผนึกกำลังครั้งนี้จึงมุ่งใช้พลังของเครือข่ายค้าปลีกและศูนย์การค้าทั่วประเทศ เชื่อมออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเร่งยอดขายและทราฟฟิกในทุกภูมิภาค

    ภาพรวมแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2026” จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่กิจกรรมเฉลิมฉลอง แต่ถูกวางให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของผู้บริโภคไทยและต่างชาติ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของปีเศรษฐกิจ 2569.

    รวิศรา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริหารกลุ่มการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันยังคงเป็นจุดหมายหลักของการช้อปปิ้งในทุกเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะตรุษจีนซึ่งมีบทบาททั้งด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ปีนี้จึงออกแบบประสบการณ์และกิจกรรมเสริมมงคลภายใต้สัญลักษณ์ปีม้าไฟ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความมั่นใจในการเริ่มต้นปีใหม่ พร้อมไฮไลต์แลนด์มาร์กเช็คอินและกิจกรรมลุ้นรางวัล กระตุ้นบรรยากาศการใช้จ่ายในทุกสาขาทั่วประเทศ

    ด้าน อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่าการท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีนยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไตรมาสแรก ท่ามกลางความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และจังหวัดท่องเที่ยวทั่วประเทศ ในการใช้ “เทศกาลวัฒนธรรม” เป็นแม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ในช่วงตรุษจีนปีนี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว 1.256 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 35,500 ล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยคาดว่าจะมีประมาณ 2.3 ล้านคน สร้างรายได้อีกกว่า 6,700 ล้านบาท

    พื้นที่จัดงานหลักกระจายตัวทั่วประเทศ ไม่เพียงแค่กรุงเทพฯ แต่ครอบคลุมเมืองเศรษฐกิจและเมืองวัฒนธรรม อาทิ เยาวราช หาดใหญ่ สุพรรณบุรี นครสวรรค์ รวมถึงอีกกว่า 40 จังหวัด ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

    เป้าหมายการท่องเที่ยวภาพรวม ปี 2569 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวรวม 3.5 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และนักท่องเที่ยวชาวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง

    ทั้งนี้ ททท. ได้ผนึกกำลังกับจังหวัดท่องเที่ยวและภาคเอกชนรายใหญ่ อาทิ กลุ่มเซ็นทรัล เพื่อจัดกิจกรรมและแคมเปญกระตุ้นการเดินทางตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างตรุษจีน

    อีกแรงส่งสำคัญคือพลังของ Soft Power ไทย โดยการที่ ลิซ่า (BLACKPINK) ร่วมโปรโมตประเทศไทยกับ ททท. สร้างกระแสไวรัลในระดับโลก ช่วยเพิ่มการรับรู้และความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2910449&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P54Tt_dkUaU_TeuDeBp9l

  • เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569

    เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569

    เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความผันผวนอย่างขีดสุด ตั้งแต่ระเบียบโลกที่ไร้ทิศทาง สภาวะภูมิอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรง รวมถึงปมความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลุกลามสู่สงครามเศรษฐกิจที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ ท่ามกลางวิกฤตที่รุมเร้าจากทุกทิศทาง คำถามสำคัญที่พวกเราต้องเผชิญร่วมกันคือ “เราจะปรับตัวและอยู่รอดในโลกใบใหม่นี้ได้อย่างไร?”

    “การออกแบบทำอะไรได้บ้าง?” ยังคงเป็นคำถามหลักใช้เปิดบทสนทนากับสังคมมาโดยตลอด แต่สำหรับปี 2569 นี้ โจทย์ดังกล่าวจะไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามเพื่อค้นหาคำตอบในเชิงทฤษฎีอีกต่อไป แต่นี่คือสัญญาณเตือนว่าเราต้องลงมือทำทันที เพื่อเร่งหาแนวทางและทางรอดใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าที่เคย

    เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 หรือ Bangkok Design Week 2026 (BKKDW2026) จึงกลับมาอีกครั้งภายใต้แนวคิด “DESIGN S/O/S” ซึ่งไม่ใช่การส่งสัญญาณเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เป็นการประกาศศักดาของ “การออกแบบ” ในฐานะเครื่องมือสำคัญและพลังขับเคลื่อนหลักที่จะช่วยให้เรา “ทำ/ให้/รอด” พร้อมเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

    การกลับมาของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 ใน 4 ย่านหลัก
    เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับกรุงเทพมหานคร หน่วยงานภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ และภาคีเครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปีนี้เทศกาลฯ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “DESIGN S/O/S” โดยเป็นเทศกาลงานออกแบบระดับนานาชาติที่รวมพลังนักสร้างสรรค์ นักออกแบบ นักธุรกิจ นักพัฒนา และทุกคนในสังคม ให้มาร่วมขยายศักยภาพการออกแบบให้ไปไกลกว่ามิติความสวยงาม เพื่อให้ “การออกแบบ” มีบทบาทในฐานะ “เครื่องมือ” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต เทศกาลฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 รวมระยะเวลา 11 วันเต็ม ใน 4 ย่านหลัก ได้แก่ ย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย, ย่านพระนคร, ย่านปากคลองตลาด, ย่านบางลำพู – ข้าวสาร และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ

    เปิดแนวคิด “DESIGN S/O/S” ของเทศกาลฯ กับ 3 กลยุทธ์สำคัญ 

    S – Secure Domestic: ผลักดันสู่มาตรฐานใหม่ ปลุกกระแสตลาดในประเทศ
    O – Outreach Opportunities: สร้างโอกาสใหม่ เชื่อมความร่วมมือ บุกเวทีโลก
    S – Sustainable Future: ค้นหาทางรอดใหม่ให้วันข้างหน้า พร้อมรับมือทุกความท้าทาย

    แนวคิด “DESIGN S/O/S” จึงเปรียบเสมือนการพลิกวิกฤตให้เป็นวิสัยทัศน์ โดยเปลี่ยนจากการตั้งรับมาเป็นการรุกด้วยความคิดสร้างสรรค์ เทศกาลฯ ปีนี้จึงเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า “การออกแบบ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงาม แต่คือทางรอดสำคัญที่จะเข้ามาช่วยให้ธุรกิจแข็งแกร่ง พลิกฟื้นระบบนิเวศของเมืองให้ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้มั่นคงยิ่งกว่าเดิม เพื่อเตรียมความพร้อมให้กรุงเทพฯ สามารถยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางทุกมรสุมความเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า

    6 รูปแบบโปรแกรมหลักของเทศกาลฯ รวมพลังการออกแบบเพื่อสร้างทางรอดให้กับวันนี้และอนาคต

    1. Exhibitor Program พื้นที่สําหรับนักออกแบบมืออาชีพจากหลากหลายสาขา นําเสนอวิสัยทัศน์และแนวคิดผ่านงานสร้างสรรค์ที่กลมกลืนไปกับบริบทเมือง
    2. Academic Program โปรแกรมส่งเสริมศักยภาพของนิสิตและนักศึกษา เปิดโอกาสให้ทดลองและต่อยอดการเรียนรู้จากห้องเรียนสู่การลงมือทําจริง เพื่อเตรียมพร้อมสู่เส้นทางในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
    3. International Program โปรแกรมเชื่อมโยงนักสร้างสรรค์ไทยและนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน
    4. Business Program โปรแกรมผลักดันให้เกิดเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมและผู้ประกอบการในย่าน
    5. Local Community Program โปรแกรมส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สู่ความเป็นย่านสร้างสรรค์ทั้งด้านธุรกิจและคุณภาพชีวิต โดยการมีส่วนร่วมของคนภายในชุมชนและนักสร้างสรรค์จากภายนอก
    6. Lively Program กิจกรรมสร้างสรรค์ที่เติมสีสันและบรรยากาศให้เทศกาลฯ มีชีวิตชีวา ชวนผู้คนทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมและสัมผัสความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่สนุกและเข้าถึงง่าย

    พบกับกว่า 350 กิจกรรม ปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ทั่วกรุงเทพฯ 

    พบกับกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบกว่า 350 กิจกรรม ที่กระจายตัวตามย่านสร้างสรรค์ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่โชว์เคส นิทรรศการ เวทีเสวนา เวิร์กช็อป อีเวนต์สร้างสรรค์ ทัวร์ย่านโดยความร่วมมือของชุมชนและนักออกแบบ เพื่อกระตุ้นการพัฒนาพื้นที่สู่ย่านสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมด้วยโปรแกรมความร่วมมือระหว่างนักออกแบบไทยและต่างชาติกว่า 16 ประเทศ ตลาดงานดีไซน์ กิจกรรมสร้างบรรยากาศเมือง และสิทธิประโยชน์จากร้านค้าและร้านอาหารในพื้นที่ ทั้งหมดนี้คือการถ่ายทอดพลังของ “ดีไซน์แบบไทย” ที่ไม่เพียงนำเสนอไอเดีย แต่ลงมือทดลองจริงในบริบทของเมือง เพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่นานาชาติจับตามอง

    กรุงเทพฯ กำลังจะเปลี่ยนไปด้วยพลังการออกแบบที่ “ทำ/ให้/รอด” ขอเชิญทุกคนมาร่วมพิสูจน์ทางรอดใหม่และผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปพร้อมกันในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 หรือ Bangkok Design Week 2026 (BKKDW2026) สัมผัสโปรแกรมสร้างสรรค์ที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ทั้งย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย, ย่านพระนคร, ย่านปากคลองตลาด, ย่านบางลำพู – ข้าวสาร และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ พบกัน 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

    ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวได้ที่
    Website: www.bangkokdesignweek.com
    Facebook/Instagram: bangkokdesignweek
    X: @BKKDesignWeek
    Line: @bangkokdesignweek
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cea.or.th/single-project/BKKDW2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DMRo8u2b0fg4ykPWZt0ML

  • รัฐบาลจีนสั่งสอบสวนแพลตฟอร์มส่งอาหารยักษ์ใหญ่ หลังพบประเด็นการแข่งขันแบบ “อินโวลูชัน ” ที่ก่อให้เกิดสงครามราคา

    รัฐบาลจีนสั่งสอบสวนแพลตฟอร์มส่งอาหารยักษ์ใหญ่ หลังพบประเด็นการแข่งขันแบบ “อินโวลูชัน ” ที่ก่อให้เกิดสงครามราคา

    เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวซินหัว รายงานว่าทางการจีนได้มีการเริ่มดำเนินการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์การแข่งขันทางการตลาดของบรรดาแพลตฟอร์มจัดส่งอาหาร (Food Delivery) ภายในจีน ซึ่งการตรวจสอบดังกล่าว ทางสำนักงานบริหารกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐ (State Administration for Market Regulation – SAMR) ของจีน ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการต่อต้านการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมแห่งชาติเป็นผู้ริเริ่ม (The office of the anti-monopoly and anti-unfair competition committee under the State Council) โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของประเทศ

    เจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า แม้อุตสาหกรรมบริการส่งอาหารจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการบริโภค ขยายการจ้างงาน และส่งเสริมนวัตกรรม แต่ในช่วงที่ผ่านมากลับพบปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น การให้เงินอุดหนุนมากเกินไป การเกิดสงครามราคา ไปจนถึงการควบคุมและชี้นำ ทราฟฟิกบนแพลตฟอร์ม[2] ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อภาคเศรษฐกิจอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นการแข่งขันที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าใหม่ และไม่ก่อให้เกิดการเติบโตในภาคอุตสาหกรรม

    เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าภายใต้บริบทที่ทางฝ่ายนโยบายระดับสูงของจีนได้ยกระดับ “การต่อต้านอินโวลูชั่น” ให้เป็นภารกิจสำคัญสูงสุดของการทำงานด้านเศรษฐกิจ มีส่วนในการสะท้อนท่าทีเชิงนโยบายของรัฐที่มุ่งจัดระเบียบการแข่งขันในอุตสาหกรรมหลังการเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นว่าจำนวนผู้ใช้งานเดลิเวอรี่ออนไลน์ของจีน ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 592 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 53.4 ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด โดยอัตราการเข้าถึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมประชากรออนไลน์มากกว่าครึ่งหนึ่ง ภายใต้ขนาดตลาดที่เข้าใกล้ 600 ล้านคน หากตัดปัจจัยด้านช่วงอายุและพฤติกรรมการบริโภคออกไป ย่อมหมายความว่าตลาดเดลิเวอรี่ของจีนได้เข้าสู่ภาวะใกล้อิ่มตัวอย่างชัดเจนแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ การแข่งขันย่อมกลายเป็นการแข่งขันในตลาดเดิม (Stock Competition) และไม่สามารถสร้างการเติบโตใหม่ให้กับตลาดโดยรวมได้

    ทั้งนี้ข้อมูลเชิงวิชาการและการตลาดสะท้อนว่า สงครามเงินอุดหนุนไม่ได้สร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ฝั่งร้านอาหารอาจเผชิญภาวะ “ยอดขายเพิ่ม แต่รายรับลด” โดยงานวิจัยของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ระบุว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2568 จำนวนคำสั่งซื้อเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น ร้อยละ แต่รายรับสุทธิเฉลี่ยกลับลดลงประมาณร้อยละ ซึ่งร้านอาหารอิสระมีอัตราการลดลงของรายได้สูงกว่าร้านในเครืออย่างชัดเจน

    ในฝั่งของไรเดอร์ (ผู้จัดส่งอาหาร) ก็ต้องเผชิญสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน ข้อมูลจาก QuestMobile ระบุว่า ณ เดือนกรกฎาคม  ปี 2568 จำนวนไรเดอร์ในจีนมีมากกว่า 14 ล้านคน เมื่อพ้นช่วงวันหยุดหรือช่วงอุดหนุนสูงในวันหยุดสุดสัปดาห์ ช่วงวันธรรมดากลับเผชิญปัญหา “ไรเดอร์มาก แต่คำสั่งซื้อน้อย” ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของไรเดอร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

    ส่วนทางด้านผู้บริโภค แม้จะได้ประโยชน์ในระยะสั้นจากโปรโมชั่น “คำสั่งซื้อศูนย์หยวน” หรือ “การสั่งซื้อเพียงหนึ่งชุด” แต่เบื้องหลังกลับแฝงความเสี่ยงสูง หากการแข่งขันไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน เมื่อแพลตฟอร์มและร้านค้าไม่สามารถทำกำไรได้ ผลลัพธ์สุดท้ายอาจนำไปสู่การลดคุณภาพบริการ การปรับขึ้นราคาอย่างรุนแรงหลังการยุติเงินอุดหนุน หรือแม้กระทั่งการแพร่กระจายของสินค้าราคาต่ำและคุณภาพต่ำ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารอาวุโสรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า หากไม่ลดคุณภาพ ร้านค้าจะไม่สามารถอยู่รอดได้ และนำไปสู่ภาวะ “สินค้าคุณภาพต่ำขับไล่สินค้าคุณภาพสูง” โดยหลังสงครามเงินอุดหนุน ร้านอาหารสำเร็จรูปต้นทุนต่ำในระดับหยวนต่อชุด ได้กลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง

    ขณะเดียวกัน ภาระต้นทุนได้ถ่ายโอนไปยังแพลตฟอร์มโดยตรง โดยค่าใช้จ่ายด้านการตลาดของผู้ให้บริการรายใหญ่เพิ่มขึ้นในอัตราสูง ได้แก่ JD.com เพิ่มขึ้นร้อยละ 110.5Alibaba เพิ่มขึ้นร้อยละ 99.2 และ Meituan เพิ่มขึ้นร้อยละ 90.9 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลกระทบต่อผลกำไรอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลจีนจึงมองว่าการจัดระเบียบการแข่งขันในธุรกิจเดลิเวอรีไม่ใช่แค่การจำกัดการแข่งขัน แต่เป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และนำการแข่งขันกลับสู่การพัฒนาคุณภาพและเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว

    ในความเป็นจริง ตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมา เสียงเรียกร้องให้ต่อต้านการแข่งขันแบบ “อินโวลูชั่น” ในธุรกิจเดลิเวอรี่ไม่เคยหยุดลง มีสื่อมวลชนรายงานว่า ในการประชุมชี้แจงผลประกอบการรายไตรมาสติดต่อกัน ไตรมาส และการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท MeiTuan ผู้บริหารได้แสดงจุดยืน “คัดค้านการแข่งขันแบบอินโวลูชั่นอย่างเด็ดขาด” ต่อสาธารณะมาโดยตลอด และตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทได้ออกแถลงการณ์หรือแสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการในประเด็น “ต่อต้านอินโวลูชัน” รวมทั้งสิ้น ครั้ง

    อย่างไรก็ดี ภายใต้บริบทที่ทั้งอุตสาหกรรมตกอยู่ในภาวะ “กับดักนักโทษ” การเรียกร้องอย่างมีเหตุผลจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงลำพัง ไม่อาจเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันที่ไร้เหตุผลในระดับอุตสาหกรรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าว ภาครัฐได้ดำเนินการ “การเรียกพบเพื่อหารือ” ถึง ครั้ง และมีการออกแถลงการณ์ร่วม ครั้ง แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ในเชิงประจักษ์

          ทั้งระบุอีกว่า ทางสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน ได้มีการร่วมกับกรมกิจการสังคมส่วนกลาง สำนักงานไซเบอร์แห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคม และกระทรวงพาณิชย์ เรียกพบแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่รายใหญ่ ได้แก่ JD.com, MeiTuan และ ELe.Me เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ทว่าการแข่งขันกลับยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลที่ว่าแต่ละบริษัทได้ลงเงินทุนจำนวนมหาศาลไปแล้ว และไม่สามารถหยุดได้ โดยไม่ส่งผลกระทบงบการเงินและความเชื่อมั่นของนักลงทุน 

          ซึ่งชนวนเหตุของการเรียกพบครั้งนี้ คือการที่ Taobao Flash Sale ประกาศแผนเงินอุดหนุนมูลค่าสูง ขณะที่ JD.com และ MeiTuan เข้าร่วมตอบโต้ ส่งผลให้ขนาดเงินอุดหนุนในตลาดเดลิเวอรี่ขยายตัวขึ้นถึง 5 เท่า นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่แต่ละรายได้ลงทุนไปแล้วในระดับหลายแสนล้านหยวน แม้ต้นทุนเหล่านี้จะถือเป็นต้นทุนจม แต่ไม่มีฝ่ายบริหารของบริษัทใดกล้าหยุดการอุดหนุนในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากการยุติเงินอุดหนุนจะส่งผลให้รายได้ลดลงทันที และทำให้รายงานผลประกอบการปลายปีสะท้อนภาพ “ต้นทุนเพิ่ม รายได้ลด” ซึ่งยากต่อการชี้แจงต่อนักลงทุน

          ขณะเดียวกัน ในหมวดการลงทุนระยะยาวที่สะท้อนมูลค่าในอนาคต เช่น รายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure) บริษัทอินเทอร์เน็ตจีนกลับลงทุนเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในตลาด Nasdaq แม้จะไม่สามารถสรุปได้ว่าทั้งสองประเด็นมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลโดยตรง แต่มีฉันทามติทั่วไปว่า เมื่อบริษัทนำทรัพยากรไปใช้กับค่าใช้จ่ายด้านการตลาดมากกว่าการลงทุนระยะยาว ย่อมกระทบต่อมูลค่าระยะยาวและการประเมินมูลค่าของกิจการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายกำกับดูแลจีนจึงมีการชี้แจ้งว่า การเร่งสกัดการแข่งขันไร้ระเบียบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การรักษาเสถียรภาพตลาดเดลิเวอรีเท่านั้น แต่ยังเพื่อป้องกันการเบี่ยงเบนการใช้ทรัพยากรของบริษัทอินเทอร์เน็ต จากการลงทุนระยะยาวด้านเทคโนโลยีไปสู่ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ซึ่งอาจกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในภาพรวม ท่ามกลางบริบทการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศที่ทวีความเข้มข้น

          ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า แม้ธุรกิจเดลิเวอรี่จะช่วยพยุงอัตราการเติบโตของงบการเงินในระยะสั้น แต่การเติบโตที่อาศัยเงินอุดหนุนโดยไร้นวัตกรรม มักแลกมาด้วยกำไรที่หดตัวและการเบี่ยงเบนทรัพยากรจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รัฐบาลจีนจึงมุ่งใช้การต่อต้านอินโวลูชันเป็นกลไกนำการแข่งขันกลับสู่การสร้างคุณค่า ผ่านนวัตกรรม คุณภาพบริการ และการยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค พร้อมส่งสัญญาณว่าการสอบสวนครั้งนี้ไม่ใช่การยุติการแข่งขัน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่มีคุณภาพและยั่งยืนมากขึ้น

             ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู     

          จากกรณีที่รัฐบาลจีนเริ่มดำเนินมาตรการอย่างจริงจังเพื่อต่อต้านการแข่งขันแบบ “อินโวลูชั่น” ในธุรกิจแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัล จากเดิมที่ปล่อยให้ตลาดแข่งขันกันอย่างเสรี ไปสู่การจัดระเบียบการแข่งขันเพื่อรักษาเสถียรภาพของทั้งระบบเศรษฐกิจ บทเรียนดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญการแข่งขันเชิงราคารุนแรงในหลายอุตสาหกรรมแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นเดลิเวอรี อีคอมเมิร์ซ หรือบริการเรียกรถ ซึ่งสามารถสรุปบทเรียน ได้ดังนี้

           ประการแรก ไทยควรมองการแข่งขันทุ่มเงินเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ไม่ใช่เพียงกลไกตลาด การแข่งขันด้วยเงินอุดหนุนในตลาดที่เริ่มอิ่มตัว อาจสร้างภาพการเติบโตในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับบั่นทอนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ร้านค้าแบกรับต้นทุน ไรเดอร์ทำงานหนักขึ้นแต่รายได้ไม่เพิ่ม ผู้บริโภคเผชิญความเสี่ยงด้านคุณภาพบริการ ขณะที่แพลตฟอร์มสูญเสียศักยภาพในการลงทุนด้านนวัตกรรม ประสบการณ์ของจีนชี้ว่า หากปล่อยให้การแข่งขันลักษณะนี้ดำเนินต่อไปโดยไร้กรอบกำกับ ผลลัพธ์สุดท้ายอาจกระทบ     อุปสงค์ภายในและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

                ประการที่สอง การที่จีนเลือกใช้การตรวจสอบสถานการณ์การแข่งขันทั้งอุตสาหกรรม แทนการจัดการเป็นรายกรณี ช่วยให้เห็นปัญหาและสามารถออกมาตรการได้ตรงจุด ทั้งนี้ไทยสามารถนำแนวทางการพิจารณาในนลักษณะนี้ มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดบรรทัดฐานที่ชัดเจน เช่น การควบคุมพฤติกรรมการอุดหนุนที่บิดเบือนตลาด การคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม และการป้องกันการถ่ายโอนต้นทุนไปยังร้านค้ารายย่อยอย่างไม่เป็นธรรม

                ประการที่สาม การแข่งขันควรถูกนำกลับสู่แก่นของ “คุณค่า” ไม่ใช่ “ราคา” บทเรียนจากจีนสะท้อนว่า เมื่อรัฐส่งสัญญาณชัดเจน ตลาดจะเริ่มปรับตัวจากการดึงส่วนแบ่งด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพบริการ เทคโนโลยี และประสบการณ์ผู้ใช้ ซึ่งเป็นทิศทางที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ไทยสามารถใช้โอกาสนี้ผลักดันแพลตฟอร์มให้ลงทุนในระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ ความปลอดภัยอาหาร ระบบจัดการแรงงาน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แทนการทุ่มงบอุดหนุนเพียงอย่างเดียว

      ประการสุดท้าย การจัดระเบียบแพลตฟอร์มคือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาว จีนเชื่อมโยงการต่อต้านอินโวลูชันเข้ากับเป้าหมายการขยายอุปสงค์ภายในและการผลักดันนวัตกรรม (AI+) ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าทรัพยากรทางเศรษฐกิจควรถูกนำไปใช้ในภาคส่วนที่สร้างผลิตภาพในอนาคต สำหรับไทย การลดการแข่งขันที่สิ้นเปลืองในแพลตฟอร์มสามารถช่วยปลดล็อกทรัพยากรไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัลขั้นสูง และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการเติบโตในระยะยาว

    กล่าวคือ จากกรณีจีนไม่ได้สะท้อนการ “ปิดตลาด” หรือการแทรกแซงเกินจำเป็น แต่เป็นความพยายามนำการแข่งขันกลับสู่ทิศทางที่สร้างคุณค่าจริง หากประเทศไทยสามารถเรียนรู้และปรับใช้แนวคิดนี้อย่างเหมาะสม ก็อาจช่วยให้เศรษฐกิจแพลตฟอร์มเติบโตอย่างสมดุล ลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และสร้างฐานการเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

                              —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    มกราคม 2569

    แหล่งข้อมูล : https://mp.weixin.qq.com/s/LRupEiITzEXNBkPYPXxtEA

    https://www.chinadaily.com.cn/a/202601/09/WS6960d0e7a310d6866eb32f68.html


    [1] อินโวลูชัน (involution) ภาวะวนลูปถดถอย เหมือนวิ่งอยู่กับที่ การแข่งที่มากขึ้น ใช้แรง เวลา ทรัพยากรมากขึ้น แต่ผลตอบแทนเท่าเดิมหรือลดลง 

    [2] ทราฟฟิกบนแพลตฟอร์ม (Platform Traffic) ปริมาณคนเข้าใช้งาน หรือการไหลของผู้ใช้บนแพลตฟอร์มนั้นๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fv24j2bbdkbg56i6iqthlnqj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XOJISw5Hz7BcNVIZOg0nT

  • สศค. ลุ้นศก.ไทย Q4/68 โต 1.8% กระเตื้องขึ้นจากอานิสงส์มาตรการภาครัฐ : อินโฟเควสท์

    สศค. ลุ้นศก.ไทย Q4/68 โต 1.8% กระเตื้องขึ้นจากอานิสงส์มาตรการภาครัฐ : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง ประเมินว่า เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4/68 จะขยายตัวได้ราว 1.8% ดีขึ้นจากไตรมาส 3/68 ที่ขยายตัวได้เพียง 1.2% เท่านั้น ซึ่งการที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส, การเติมเงินเพิ่มในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการเที่ยวดีมีคืน รวมถึงการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีขยายตัวดีขึ้น

    อย่างไรก็ดี สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จะมีการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4/68 และภาพรวมทั้งปี 2568 อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 16 ก.พ.นี้

    โฆษกกระทรวงการคลัง ยังกล่าวถึงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ยในปี 69 ที่ระดับ 0.3% นั้น ยอมรับว่ายังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินอยู่มาก (เป้าหมายอยู่ที่ 1-3%) ดังนั้น หลังจากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการหารือเพื่อประเมินผล และพิจารณาแนวทางร่วมกันเพื่อบริหารจัดการให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย เข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ตามที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว

    ส่วนแนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น เชื่อว่ายังเป็นผลจากปัจจัยของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง รวมถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างจากการที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ตลอดจนการซื้อขายทองคำด้วย โดยคาดว่าปีนี้ เงินบาทจะเฉลี่ยทั้งปีที่ 32 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากคาดการณ์เดิมที่ 31.80 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ ทำให้แรงกดดันที่มีต่อเงินบาทน้อยลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในรอบก่อนหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564427&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iOtCi-xFCyA4h9j_BeIkF

  • ไทยขับเคลื่อนบทบาทภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในเวที World Economic Forum 2026 – กระทรวงการต่างประเทศ

    ไทยขับเคลื่อนบทบาทภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในเวที World Economic Forum 2026 – กระทรวงการต่างประเทศ

    ไทยขับเคลื่อนบทบาทภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในเวที World Economic Forum 2026

    วันที่นำเข้าข้อมูล 27 ม.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 28 ม.ค. 2569

    | 33 view

    เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการเสวนาหัวข้อ “New Pathways for ASEAN Growth and Productivity” และเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เข้าร่วมการหารือผู้นำเศรษฐกิจโลกอย่างไม่เป็นทางการ (IGWEL) ภายใต้หัวข้อ “A New Era of Geopolitical Uncertainty” โดยรัฐมนตรีฯ ได้ย้ำถึงการปรับเปลี่ยนระเบียบโลกบนกติกาสากลจำเป็นต้องสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสู่โลกหลายขั้วอำนาจ ควบคู่กับการให้ความสำคัญต่อประเด็นที่หลากหลาย โดยไม่จำกัดเฉพาะประเด็นโลกที่สำคัญเท่านั้น พร้อมชี้ถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเอเชียและความจำเป็นในการขยายจุดเน้นจากฝั่งแอตแลนติกสู่แปซิฟิก เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและความเข้มแข็งขององค์กรพหุภาคีในการรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/davosthadvances-its-geopolitical-economic-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10BYJYBcldoyRSH0FfvYnD

  • ‘ศุภจี’ สรุปภาพรวมดาวอสโลกเปลี่ยน กติกาใหม่การค้าไทยต้องปรับตัว

    ‘ศุภจี’ สรุปภาพรวมดาวอสโลกเปลี่ยน กติกาใหม่การค้าไทยต้องปรับตัว

    “ศุภจี” สรุปภาพรวมดาวอส โลกเปลี่ยน กติกาใหม่การค้าไทยต้องปรับตัว วางยุทธศาสตร์คุยทุกฝ่าย สร้างพันธมิตร–เร่งยกระดับ FTA

    26 ม.ค. 2569 – นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสรุปผลการเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ครั้งที่ 56 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–23มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ว่า ภาพรวมของโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และโครงสร้างการค้าโลก 

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า โลกไม่ได้อยู่ในระบบพหุขั้วอำนาจ (Multipolar World) แบบที่นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้อีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่สภาวะที่รุนแรงกว่านั้น

    “ก่อนมาดาวอส ดิฉันยังใช้คำว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค Multipolar แต่จากสิ่งที่เห็นและได้ฟังในเวทีปีนี้ ต้องยอมรับว่ามันเกินกว่าจุดนั้นไปแล้ว เรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว”

    นางศุภจี อธิบายว่า โลกในวันนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของหลายมหาอำนาจ แต่เป็นโลกที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้อง “เลือกข้าง” ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน แต่ละประเทศก็ต้องเร่ง “หาทางรอด” ของตนเอง บางประเทศใช้แต้มต่อด้านอำนาจ เทคโนโลยี หรือทรัพยากรเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการค้า ขณะที่อีกหลายประเทศพยายามแสวงหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ เพื่อลดความเปราะบางจากระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน

    สำหรับกระทรวงพาณิชย์เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทเชิงรุก วางตำแหน่งประเทศให้เป็น “พันธมิตรกับทุกฝ่าย” และมุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วม มากกว่าการยึดติดกับการเลือกข้าง และการดำเนินนโยบายการค้าในยุคใหม่ไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับทุกประเทศได้อีกต่อไป แต่ต้องเจรจาเป็นรายประเด็น เลือกความร่วมมือในเรื่องที่เกิดประโยชน์ร่วมกันจริง

    “หัวใจสำคัญคือรายละเอียด เราไม่จำเป็นต้องคุยทุกเรื่องกับทุกประเทศ แต่ต้องเลือกเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วม และสร้างคุณค่าให้ทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็น game changer ของเศรษฐกิจในยุคนี้”

    นอกจากนี้ นางศุภจียังชี้ว่า การเจรจาการค้าในอนาคตต้องมองทั้ง “การขาย” และ “การซื้อ” ควบคู่กัน ไม่ใช่มองเฉพาะการส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะการนำเข้าจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการต่อรองทางการค้า

    นอกจากนั้นกลไกทางการค้าทุกรูปแบบต้องนำมาใช้ให้เหมาะสม เช่น มาตรการภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี  มาตการปกป้อง การยกระดับสินค้าและบริการ การสนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SME และบุคลากร หรือแม้แต่การบริหารการนำเข้าที่สอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เป็นต้น เพื่อรักษาสมดุลของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และดูแลอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหว

    และที่สำคัญ“ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ (trust)” จะเป็นบริบทสำคัญและรากฐานของการค้าระหว่างประเทศ และเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องรักษาไว้ในระยะยาว โดยเฉพาะในโลกที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความเปราะบางและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    สำหรับ “เครื่องยนต์ใหม่” ของการค้าโลกในยุคหลังดาวอส มีอย่างน้อย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

    1.เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    2.เศรษฐกิจสีเขียวและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แม้บางประเทศจะมองเป็นภาระ แต่สำหรับไทยถือเป็นโอกาสในการสร้างแต้มต่อบนเวทีการค้าโลก

    3.ความมั่นคงจะเป็นส่วนสำคัญของการค้าและเศรษฐกิจโลก ไทยจึงมุ่งเน้นยกระดับการเกษตร และอุตสาหกรรมอาหารให้เป็น “สินค้าด้านความมั่นคง” ของภูมิภาค

    ขณะเดียวกัน ไทยยังมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ของภูมิภาค

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยต้องสร้าง “จุดเด่นของตนเอง” ให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน (Regionalization) ตัวอย่างหนึ่งในความร่วมมือนี้คือ กรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ที่ประเทศไทยเป็นประธานเจรจาผลักดันให้บรรลุข้อตกลงในการที่จะเป็นกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก กรอบ DEFA จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล และช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “เราต้องรักษาสมดุลระหว่างอัตลักษณ์ของประเทศกับการเป็นพันธมิตรในภูมิภาค หากไม่มีจุดแข็งของตนเอง เมื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่ม เราอาจถูกกลืน แต่ถ้าแข็งแรงพอ เราจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น”

    ในด้านโครงสร้างนโยบาย ต้องคำนึงถึงความจำเป็นของ “ความต่อเนื่องและความร่วมสมัย (continuity and relevancy)” ของการทำงานภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและประเทศคู่ค้า พร้อมชี้ว่า ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลายฉบับที่ไทยทำไว้เมื่อ 20–30 ปีก่อน อาจไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอีกต่อไป กระทรวงพาณิชย์จึงเตรียมเดินหน้ายกระดับ FTA เดิมกับประเทศสำคัญ ให้ทันต่อโครงสร้างการค้า เทคโนโลยี และมาตรฐานใหม่ของโลก รวมถึงเร่งขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป พร้อมทั้งเปิดตลาดใหม่และเจรจา FTA ฉบับใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศและผู้ประกอบการในจังหวะที่โลกกำลังหาพันธมิตรการค้าใหม่อย่าง FTA กับ EU แคนาดา เกาหลีใต้ และการปรับปรุงความตกลง อาเซียน-อินเดีย เป็นต้น

    “โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว การค้าการขายก็ไม่เหมือนเดิม ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ทันต่อกติกาใหม่ของโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการและประเทศสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/937596/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1crs47t3EuZKBhJeI0c2cn

  • คลังหั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 2.2% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยพยุง

    คลังหั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 2.2% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยพยุง

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และปี 2569 ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัวและการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

    โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทย ปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 2.5) เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2 ซึ่งได้รับปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งการผลิต การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วภูมิภาค 

    คลังหั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 2.2% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยพยุง

    และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.1 ถึง 3.6) และภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐตามเกณฑ์สถิติดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BOP) คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 12.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 12.5 ถึง 13.0) จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดียและจีน เป็นต้น 
     

    ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 13.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 13.6 ถึง 14.1) ขณะที่การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 0.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.3 ถึง 0.8) การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 6.7 ถึง 7.2) จากผลของการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2569 (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีปฏิทิน 2568) การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ 2.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.2) 

    คลังหั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 2.2% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยพยุง

    แม้เศรษฐกิจในช่วงปลายปีจะเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และปัจจัยชั่วคราวในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน แต่นโยบายการคลังได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้สูงกว่าช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9:30 น. ต่อไป

    ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ -0.1 เนื่องจากราคาพลังงานลดลงจากทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงตามนโยบายของภาครัฐ และราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะเกินดุล 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของ GDP

    คลังหั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 2.2% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยพยุง  

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5) แม้ภาคการส่งออกจะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.0 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.5 ถึง 1.5) ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางปริมาณการค้าโลกและผลของฐานที่สูงในปี 2568 ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.4 ถึง 4.4) อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศและภาคบริการอย่างชัดเจน โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลักโดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูงที่จำนวน 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง 

    นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 3.0) และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.7) จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน ด้านการบริโภคภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.3 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.8 ถึง 1.8) ทั้งนี้ การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -1.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -2.2 ถึง -1.2) เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดและอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป

    ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 0.3 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -0.2 ถึง 0.8) ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.0 ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5 ของ GDP) 

    โฆษกกระทรวงการคลังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงการคลังจะให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้ยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบเพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต และยังตระหนักถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ เนื่องจากรูปแบบการผลิตเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และการยกระดับนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก

    อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1) ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก 2) ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุน 3) เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OkWCJ3b9sp3dh2pbduZsa

  • แม่ค้าขายชุดชั้นในเครียดพิษเศรษฐกิจ หนี้สินรุมเร้าผูกคอจบชีวิตคาแผง | เดลินิวส์

    แม่ค้าขายชุดชั้นในเครียดพิษเศรษฐกิจ หนี้สินรุมเร้าผูกคอจบชีวิตคาแผง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 27 ม.ค. พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ รอดรักษ์ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองตรัง ได้รับแจ้งเหตุมีแม่ค้าผูกคอเสียชีวิต ภายในตลาดสดเทศบาลนครตรัง ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ภายหลังรับแจ้งเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วย กำลังตำรวจสายตรวจอินทรี แพทย์เวร รพ.ตรัง และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง (บ้วนเต็กเซี่ยงตึ๊ง)

    ที่เกิดเหตุพบบรรดาพ่อค้าแม่ค้า และผู้ที่มาจับจ่ายซื้อของ ต่างมุงดูเหตุการณ์อยู่บริเวณแผงขายชุดชั้นในสตรีและเสื้อผ้าภายในตลาดสดดังกล่าว ซึ่งภายในแผงพบร่างของ น.ส.นัสจรีย์ เดชประกาย อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของแผง ใช้เศษผ้าผูกคอเสียชีวิตในสภาพนั่งติดกับพื้นร้าน ติดกับร่างพบขวดสุราถูกดื่มไปแล้วเกือบหมดแบนตั้งอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นแพทย์ลงความเห็นคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง

    ต่อมานายวิเชียร วัฒนพงษ์ อายุ 69 ปี สามีผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาที่แผงดังกล่าว ก่อนจะเล่าว่า ตนอยู่กินกับผู้ตายได้ประมาณ 3 ปี ที่ผ่านมาพร่ำบนตลอดว่าเครียดเรื่องการทำมาหากิน ขายของไม่ดี ไม่มีเงิน และมีป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งกินยาอยู่ และมักจะชอบพูดอยู่เสมอว่าจะฆ่าตัวตาย จะได้หมดหนี้หมดสิน ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าหนี้สินมีอยู่กี่บาท ส่วนที่มาขายของก็หลายปีแล้ว ตอนนี้บางวันขายได้ 200-300 บาท บางวันขายไม่ได้เลยก็มี

    ขณะที่ น.ส.ธัญญา รัตนา อายุ 55 ปี เพื่อนสนิทผู้เสียชีวิต เล่าว่า มีลูกค้าซึ่งเป็นชาวต่างชาติเดินผ่านมา เห็นว่าเพื่อนผูกคอเสียชีวิตอยู่ภายในร้าน จึงได้ไปบอกร้านที่อยู่ใกล้ๆ กันให้ทราบและแจ้งตำรวจ ต่อมาตนก็ทราบข่าวจึงได้รีบมาดู โดยตนคุยกับผู้ตายทุกวันเพราะเป็นเพื่อนรักกัน และก่อนเกิดเหตุช่วงประมาณ 10 โมงเช้า ก็ขับรถมาหาผู้ตายที่ร้าน และมารับไปหาของกินกัน ซึ่งส่วนตัวผู้ตายมีปัญหาเรื่องหนี้สิน และก่อนจะเกิดเหตุ ผู้ตายก็กลับบ้านไปคุยกับสามีในเรื่องหนี้สินว่าจัดการกันอย่างไร ซึ่งสามีก็บอกว่าค่อยกลับมาคุยกัน โดยที่ผู้ตายก็เป็นหนี้ตนอยู่ด้วย ส่วนหนี้ที่อื่นๆ ก็มี ทั้งหนี้ธนาคาร หนี้บัตรเครดิต จำนวนหนึ่ง รวมๆ แล้วประมาณหลักแสนบาท

    ที่ผ่านมาบ่นเรื่องหนี้สินกับตนตลอด ว่าไม่ไหวแล้วทำยังไงดี และเรื่องที่จะฆ่าตัวตายก็พูดบ่อยมาก จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่ตนก็เตือนอยู่เสมอว่าห้ามทำ มีอะไรก็มาพูดคุยกันและให้กำลังใจมาตลอด อีกหนึ่งอย่างคือเศรษฐกิจย่ำแย่มาก ผู้ตายบ่นตลอดว่าขายของไม่ได้ ไม่มีลูกค้า และมักจะบ่นเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวตลอด ช่วงเช้าก่อนเกิดเหตุก็ยังบ่นกับตนว่าขายของไม่ได้ ตนก็ยังช่วยซื้อชุดชั้นในไป 1 ตัว ซึ่งทั้งปัญหาหนี้สิน ปัญหาเศรษฐกิจ และอาการป่วยของซึมเศร้าและแพนิค จึงอาจะเป็นสาเหตุให้จบชีวิต

    อย่างไรก็ตามบรรดาเพื่อนสนิทได้จุดธูปเทียน เพื่อเรียกดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้ติดตามร่างไปในขณะที่เคลื่อนร่างขึ้นรถหน่วยกู้ภัย เบื้องต้นทางญาติไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต ก่อนนำร่างส่งชันสูตรที่ รพ.ศูนย์ตรัง ก่อนจะมอบญาตินำไปประกอบพิธีตามศาสนาต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5541813/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KEEB5sUL_7uxno0ZpxYsa