Category: เศรษฐกิจ

  • เวียดนามตั้งเป้าเศรษฐกิจปี 69 โตแกร่ง 10% แม้การค้าไม่แน่นอน : อินโฟเควสท์

    เวียดนามตั้งเป้าเศรษฐกิจปี 69 โตแกร่ง 10% แม้การค้าไม่แน่นอน : อินโฟเควสท์

    ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม แถลงต่อสมัชชาแห่งชาติเวียดนามในวันนี้ (20 ต.ค.) ว่า รัฐบาลตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้าเอาไว้ที่อย่างน้อย 10% แม้ว่าความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการค้าทั่วโลกจะสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกและการไหลเวียนด้านการลงทุนก็ตาม

    นายกรัฐมนตรีเวียดนามคาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้จะสูงกว่า 8% หลังจากที่เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ขยายตัวรวดเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากโรงงานต่าง ๆ เร่งผลิตสินค้าเพื่อส่งไปยังสหรัฐฯ ก่อนที่อัตราภาษีที่สูงขึ้นจะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นเดือนส.ค. ทั้งนี้ เวียดนามตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้เอาไว้ที่ 8.3-8.5%

    เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 8.23% ในไตรมาส 3/2568 เมื่อเทียบเป็นรายปี เนื่องจากการฟื้นตัวของกิจกรรมในภาคการผลิตและภาคธุรกิจเป็นปัจจัยพยุงเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นเดือนส.ค.

    นายกฯ เวียดนามกล่าวต่อสมัชชาแห่งชาติว่า เวียดนามจะยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ตลอดจนการควบคุมภาวะเงินเฟ้อ การรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และรักษาระดับหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณให้อยู่ในกรอบที่จำกัด

    ทั้งนี้ เขากล่าวว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาตลาดภายในประเทศและอีคอมเมิร์ซอย่างแข็งแกร่ง ส่งเสริมความต้องการของผู้บริโภค และดำเนินการควบคุมการลักลอบนำเข้าและการทุจริตทางการค้าอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการส่งออกอย่างมีประสิทธิภาพในตลาดดั้งเดิมและขยายตลาด ด้วยการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่กับภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา แอฟริกา และปากีสถาน

    นอกจากนี้ นายกฯ เวียดนามยังกล่าวต่อสมัชชาแห่งชาติด้วยว่า รัฐบาลให้คำมั่นที่จะขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาโครงการสำคัญ ซึ่งรวมถึงโครงการในภาคพลังงานหมุนเวียนและภาคอุตสาหกรรม โดยขณะนี้มีโครงการประมาณ 3,000 โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาโดยรัฐบาล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538725&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zfDc9GL7LgK2iN9lcJklb

  • ‘เด็กปชน.’ ชี้คนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจแค่ระยะสั้น จี้รัฐบาลหามาตรการดูแลระยะยาว

    ‘เด็กปชน.’ ชี้คนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจแค่ระยะสั้น จี้รัฐบาลหามาตรการดูแลระยะยาว

    ‘สิทธิพล’ แนะรัฐบาลสร้างแรงจูงใจ-ความมั่นใจ ร้านค้าเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ไม่ต้องหวั่นโดนภาษีย้อนหลัง ชี้ ปชช. แห่ลงทะเบียน สะท้อนรายได้ถดถอย ข้าวยากหมากแพง ลั่น เป็นสิทธิ์เต็มที่ของฝ่ายบริหาร หลังถูกถามทำนโยบายกระตุ้น ศก.เรียกคะแนนนิยมหรือไม่ บอก ทำเพื่อประโยชน์ ประชาชน

    20 ต.ค.2568-ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) กล่าวถึงการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสวันแรกว่า จากที่ติดตามข่าวพบว่าประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งในมุมหนึ่งสะท้อนว่าประชาชนในปัจจุบันคาดหวังกับโครงการนี้ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจสอดรับกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่ประชาชนอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง รายได้ถดถอย ต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาล และตนคิดว่าโครงการดังกล่าวของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ก็ตอบโจทย์ 2-3 เรื่องในระยะสั้นคือ เป็นโครงการที่สามารถทำได้ทันทีเพราะประชาชนคุ้นเคยกับโครงการนี้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็มีระบบเป๋าตังรองรับสามารถใช้ได้ทันที และในอีกมุมก็คิดว่าเป็นเรื่องดีเพราะเป็นโครงการที่รับฟังเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้าน นักวิชาการ ในการปรับเงื่อนไข ให้ผู้ที่ยื่นแบบภาษีได้สิทธิ์มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ยื่นสิทธิ์ภาษี ซึ่งทำให้ประชาชนที่จ่ายภาษีรู้สึกว่ามีอะไรเป็นพิเศษให้กับเขา อย่างไรก็ตาม เราต้องยืนยันว่าโครงการนี้มีประสิทธิผลค่อนข้างจำกัด

    นายสิทธิพล กล่าวว่า สิ่งที่อยากสื่อสารไปยังรัฐบาลคือ 1.ในมุมที่เป็นข้อดีโครงการนี้สามารถทำได้ทันทีก็จริง แต่เป็นโครงการที่มุ่งกระตุ้นหรือเน้นผลระยะสั้นมาก หากไปดูงานวิจัยพบว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือจีดีพีจะไม่ได้สูงมาก เพราะเป็นการโยกการใช้จ่ายใช้สอยของประชาชนเฉยๆ จากเดิมที่ประชาชนซื้อร้าน ก. แต่วันนี้ร้านก. ไม่ได้อยู่ในโครงการคนละครึ่งพลัส แต่ร้าน ข. อยู่แทน คนก็หันไปซื้อที่ร้าน ข. สิ่งที่เกิดขึ้นคือจำนวนเงินที่ประชาชนใช้จ่ายเท่าเดิม ซึ่งจะไม่ได้ช่วยให้กระตุ้นเศรษฐกิจหรือ กระตุ้นการลงทุนใหม่ๆมากขึ้นเท่าไหร่ และยังมีงานวิจัยว่าเงิน 1 บาทที่รัฐบาลกระตุ้นไป กระตุ้นได้แค่ 30 สตางค์

    2. สิ่งที่ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากคือ วงเงินที่จะจัดสรรมาใช้เป็นวงเงินที่โยกมาจากเงินโครงการอื่น ไม่ใช่เป็นวงเงินใหม่ อาจทำให้เป็นเรื่องที่ประสิทธิผลในการกระตุ้นไม่สูงนัก และ 3. ประชาชนในพื้นที่จำนวนมากที่สนใจเข้าร่วมโครงการแต่ไม่สามารถลงทะเบียนได้ และมีการไปต่อคิวเพื่อลงทะเบียนที่ธนาคารตั้งแต่ 05.00 น. ต้องการลงทะเบียนได้ แต่ธนาคารก็มีเสถียรภาพจำกัดในการดูแล เช่น บางที่อาจมีเพียงแค่ 50 คิว หรือบางทีอาจมีแค่ 100 คิว ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้เป็นบุคคลสำคัญที่อาจต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วยซ้ำ เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่อาจเข้าไม่ถึงโครงการดังกล่าว

    ถามว่า โครงการดังกล่าวรัฐบาลก่อนเคยทำมาแล้ว และอาจมีช่องโหว่ในเรื่องของการทุจริต มองว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวหรืออุดช่องโหว่ได้หรือไม่ นายสิทธิพล กล่าวว่า ตนมองว่าโครงการนี้จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิผลมาก เหมือนที่บอกว่ามีตัวเลขงานวิจัยที่นักเศรษฐศาสตร์ไปประเมินแล้วพบว่าที่ผ่านมาใช้เป็นแสนล้านบาท แต่สามารถกระตุ้นได้ค่อนข้างจำกัด ซึ่งสิ่งที่ต้องการจะทำคือหลังจากนี้ผลต่อเนื่องในระยะยาว โดยมี 2 เรื่องที่รัฐบาลควรทำ คือเราพบว่าร้านค้าที่เคยเข้าระบบได้ข้อดีในระยะยาวคือแม้ว่าเงินจะไม่มี รัฐไม่ได้สนับสนุนแล้ว แต่เมื่อประชาชนได้รู้จักแล้วเขาก็ยังซื้อต่อเนื่อง

    “ช่วงเวลาที่เหลือ 2-3 เดือนนี้ สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือพยายามจูงใจ ให้ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าสู่ระบบให้มาเข้าสู่ระบบได้ หากเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ แม้ว่าโครงการจบไป แต่จะมีร้านค้าใหม่ๆ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และเรียนรู้ระบบเทคโนโลยี ต่อไปรัฐบาลอาจจะมีโครงการมาสนับสนุน ก็สามารถ ส่งมาตรการต่างๆมายังช่องทางเหล่านี้ได้ และอีกเรื่องคือ ตนต้องยืนยันว่าเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ เขายังกังวลเรื่องภาษี เพราะเขายังไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้ว หากมีคนมาใช้จ่ายกับเขาเยอะจะมีภาษีย้อนหลังหรือไม่ ตนคิดว่าประเด็นนี้แม้ว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเคยระบุว่า ไม่เอาประเด็นนี้มาดำเนินการแน่นอน แต่ตนคิดว่ารัฐบาลต้องทำให้จริงจัง ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ หากสามารถทำเช่นนั้นได้ก็จะทำให้มีร้านค้าที่เข้ามาร่วมในระบบของโครงการดังกล่าวได้มากขึ้น และจะเกิดผลดีในระยะยาวกับร้านค้าเหล่านี้”

    ถามว่า การทำโครงการนี้ของรัฐบาลจะไม่เข้าข่ายผิดเงื่อนไขMOAที่จะทำให้เกิดความนิยมทางการเมืองเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ นายสิทธิพล กล่าวว่า ตนคิดว่าหากเราเน้นประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาบริหารประเทศก็จำเป็นจะออกนโยบายเพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้ประชาชนที่มีความทุกข์ร้อน ได้รับความช่วยเหลือและบรรเทาลง ตนคิดว่าเป็นสิทธิ์เต็มที่ของฝ่ายบริหารที่จะดำเนินมาตรการต่างๆได้ แต่ข้อท้วงติงและข้อเสนอต่างๆ รัฐบาลจำเป็นจะต้องระมัดระวัง ย้ำว่าต้องทำให้ประชาชนที่อยากเข้าถึงโครงการดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้

    นายสิทธิพล กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัสเป็นโครงการที่มีผลค่อนข้างจำกัดเป็นการช่วยเหลือเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาค่าครองชีพของประชาชนระยะสั้นเท่านั้น แต่ปัญหาเศรษฐกิจในวันนี้มีมากกว่านี้เยอะ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตเพียงแค่ 0.3% คือต่ำมาก ถ้าดูครึ่งปีนี้และครึ่งปีหน้าในปี 2569 อาจจะโตรวมกันได้ประมาณ 1% สัญญาณข้างหน้าที่อันตรายแบบนี้รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมมาตรการต่าง ๆ มารับมือ ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ข้างหน้าภายใต้งบประมาณที่จำกัดเงินก็เอาไปใช้กระตุ้นระยะสั้นแล้ว ก็จะเป็นความยากของเศรษฐกิจไทย

    “พรรคประชาชนทยอยทำนโยบายเรื่องเศรษฐกิจมาโดยตลอด และเชื่อว่านโยบายของพรรคประชาชนที่เตรียมไว้ เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ระยะสั้นและระยะยาวมีวิธีการทำอย่างชัดเจน”

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/881739/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U9ddyJ9Z5TaU0jU3Gu5aW

  • “อภิสิทธิ์” นำทีมกก.บห.ชุดใหม่ สักการะพระแม่ธรณีฯ เชิญ 3 กูรูเศรษฐกิจ ขยายภาพปัญหาปท.นำวางนโยบายพรรค | TOPNEWS

    “อภิสิทธิ์” นำทีมกก.บห.ชุดใหม่ สักการะพระแม่ธรณีฯ เชิญ 3 กูรูเศรษฐกิจ ขยายภาพปัญหาปท.นำวางนโยบายพรรค | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 20/10/2025 11:06

    “อภิสิทธิ์” นำทีมกก.บห.ชุดใหม่ สักการะพระแม่ธรณีฯ เชิญ 3 กูรูเศรษฐกิจ ขยายภาพปัญหาปท.นำวางนโยบายพรรค

    วันนี้ เวลา 09.00น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เข้าสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม หลังจากได้รับตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นนายกรณ์ จาติกวณิช นายชัยชนะ เดชเดโช ดร.การดี เลี่ยวไพโรจน์ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี นายอิสรา สุนทรวัฒน์ นายราเมศ รัตนเชวง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

    จากนั้นนายอภิสิทธิ์ พร้อมคณะเข้าร่วมประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อวางแนวทางการทำงานของพรรค โดยยอมรับว่ามีเวลาน้อยและมีวาระประชุมหลายเรื่องเนื่องจากใกล้จะเลือกตั้ง

    โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวในที่ประชุมว่า ตนได้เชิญบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ โดยตอบรับแล้วคือนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายก นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ นางสาวจรีพร จารุกรสกุล รองประธานกรรมการกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะมาพูดคุยกับกรรมการบริหารพรรคทุกคน ในวันที่ 28 ตุลาคม ในเวลา 09.30น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยทั้ง 3 คนตอบรับแล้ว และตนเชื่อว่ามีอะไรหลายอย่างจะมาบอกกับเราในวันนั้น พูดง่ายๆว่าจะเป็นการบ้านที่ดีของพวกเราทุกคน

     

    นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ที่อยากทำเช่นนี้ เพราะอยากให้สังคมเห็น 2 อย่างคือ1. ภารกิจสำคัญของพรรคการเมืองทุกวันนี้ เราได้ยินน้อยมาก พรรคการเมืองอื่นๆ พูดถึงภาพรวมของประเทศ ตนมั่นใจว่าพวกเขาจะมาบอกกับเราว่าขณะนี้สถานการณ์ของประเทศจะไปข้างหน้าอย่างไร เราจะได้มีโอกาสรับรู้รับทราบ 2. ในวันนั้นเราไม่ต้องแสดงวิสัยทัศน์ และไม่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำอยู่แล้ว หรือเรื่องนี้ทราบอยู่แล้ว อยากให้คนเห็นว่านักการเมืองฟังคนเป็น เราอยากได้คนข้างนอกมาสะท้อนให้เห็นความจริง ซึ่งล้วนเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ในฐานะผู้นำทางความคิดของสังคม

    SOCAIL 16-9 copy

    SOCAIL 16-9

    “อภิสิทธิ์” ชี้ประชามติยกเลิก MOU43-44 ต้องระวัง หวั่นกัมพูชารู้ข้อมูลไทย เผยเคยคุยนายกฯเสนอต้องมีบทบาทเชิงรุกเพิ่มเวทียูเอ็น

    MEA แจ้งปิดทำการ เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2568

    กลุ่มบริษัทกัลฟ์ น้อมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

    เชียงใหม่ “ซันสวีท” ส่งต่อพลังศรัทธา กฐินสามัคคี ปี 2568 ร่วมหล่อหลอมความดี

    กระบะชนสามล้อพ่วงข้างกลางถนน ชายชรา–หญิงบาดเจ็บ 2 ราย

    วอนภาครัฐเยียวยาชดเชยที่ทำกินคนชายแดน ด้านผู้ใหญ่บ้าน เผย ความเฮี้ยมของโจรเขมรแดง ปล้น ฆ่าไม่เลือกหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1362394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qhya1BEMWAMwdsj47iJaZ

  • ไทยร่วมประชุม IMF-ธนาคารโลก รับมือความท้าทายเศรษฐกิจ

    ไทยร่วมประชุม IMF-ธนาคารโลก รับมือความท้าทายเศรษฐกิจ

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พร้อมทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้เข้าร่วมการประชุมต่าง ๆ กับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) รวมถึงได้หารือทวิภาคีกับผู้แทนจากภาคเอกชน สภาหอการค้าสหรัฐอเมริกา และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

    ในห้วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2568 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 14 – 17 ตุลาคม 2568 โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้ 

    1. ความท้าทายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากมุมมองของธนาคารโลกและ IMF – ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียนกับกรรมการจัดการ IMF และการประชุมเต็มคณะของสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและ IMF ผู้แทนจากธนาคารโลกและ IMF มีมุมมองต่อความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ดังนี้ 

    IMF รายงานว่า เศรษฐกิจโลกยังคง “ยืดหยุ่น” แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากหนี้สาธารณะ ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และถึงแม้ว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Uncertainty is the new normal” เศรษฐกิจโลกยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวของภาคเอกชนและการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ของเศรษฐกิจโลกในอนาคต โดย IMF ได้เสนอแนวนโยบายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    (1) การเสริมสร้างฐานะการคลังเพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงใหม่

    (2) การสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจภายในและระหว่างประเทศ

    (3) การยกระดับศักยภาพการเติบโตระยะยาวผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และ AI

    ส่วนของธนาคารโลกได้รายงานว่า ธนาคารโลกได้ให้ความสำคัญกับ “การสร้างงาน” เป็นภารกิจหลักขององค์กร เพื่อรองรับแรงงานใหม่กว่า 1.2 พันล้านคนทั่วโลกในอีก 10–15 ปีข้างหน้า โดยธนาคารโลกดำเนินงานผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่

    (1) การร่วมมือกับภาครัฐพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทักษะแรงงาน

    (2) การระดมทุนและลดความเสี่ยงให้ภาคเอกชน

    (3) การใช้ฐานความรู้ของธนาคารโลกสนับสนุนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ 

    ทั้งนี้ นายวรภัค ได้กล่าวในการประชุมร่วมของผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศของกลุ่มออกเสียงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Joint Governors’ Meeting of the IMF-WBG South East Asia Voting Group: SEA Group) ว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุนและการจ้างงาน ควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill) เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ธาตุ การสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และการเติบโตอย่างยั่งยืน

    2. ความสนใจอย่างต่อเนื่องของภาคเอกชนสหรัฐอเมริกาต่อการลงทุนในประเทศไทย – นายวรภัค ได้เข้าร่วมการประชุมกับสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (US – ASEAN Business Council: USABC) และหอการค้าสหรัฐอเมริกา (US Chamber of Commerce) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นนโยบายขอประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการลงทุนของบริษัทต่างชาติ การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย การบริการทางการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

    ในโอกาสนี้ นายวรภัค ได้กล่าวถึงนโยบายในการสนับสนุนการลงทุนและประกอบธุรกิจ และนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและระบบการเงินสมัยใหม่ โดยเน้นการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เข้มแข็ง โปร่งใส และทั่วถึง เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและนวัตกรรมทางการเงิน พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีคลาวด์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการส่งเสริมการเชื่อมโยงข้อมูลทางเศรษฐกิจอย่างปลอดภัย

    นอกจากนี้ นายวรภัค ยังได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับผู้แทนจาก บริษัท PayPal ซึ่งให้เป็นบริษัทบริการทางการเงินระดับโลก และ บริษัท BlackRock บริษัทจัดการลงทุนชั้นนำของโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนระหว่างประเทศ นโยบายด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และการส่งเสริมระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ปลอดภัย โปร่งใส และทั่วถึง เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ 

    3. นโยบายเศรษฐกิจมหภาคและความเชื่อมั่นทางการคลังของไทย – นายวรภัค ได้หารือกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ได้แก่ Moody’s Fitch และ S&P เกี่ยวกับการประมาณการเศรษฐกิจมหภาคของไทย แผนการดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีวินัย และแนวทางการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว

    โดยในการหารือดังกล่าว ฝ่ายไทยได้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินนโยบาย Fiscal Consolidation หรือการบริหารฐานะการคลังให้มีความยั่งยืน ผ่านการรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นกับการบริหารรายได้และรายจ่ายของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว รวมถึงการรักษาระดับหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบความยั่งยืน

    นายวรภัค ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในด้านเสถียรภาพทางการเงินและหนี้สาธารณะ ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารและชำระหนี้ในระดับสูง โดยเฉพาะในส่วนของหนี้เงินตราต่างประเทศซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยหนี้ต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นของภาคเอกชนที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ จึงไม่มีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ

    นอกจากนี้ นายวรภัค ได้ย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคในทุกมิติทั้งด้านการคลัง การเงิน และอัตราแลกเปลี่ยน ควบคู่กับการส่งเสริมความโปร่งใสทางการคลัง และการดำเนินนโยบายเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึงในระยะยาว

    4. ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและเสถียรภาพทางการเงิน – นายวรภัค ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้ากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประเทศสมาชิกอื่นและผู้แทนจากธนาคารโลกและ IMF โดย IMF ได้แนะนำให้ประเทศในอาเซียนส่งเสริมความเชื่อมโยงของตลาดทุนและการค้าภายในภูมิภาคให้มากขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนจากมาตรการกีดกันทางการค้า

    นอกจากนี้ นายวรภัค ได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อบทบาทของกลไกความร่วมมือทางการเงินระดับภูมิภาค เช่น Chiang Mai Initiative Multilateralisation (CMIM) โดยสนับสนุนให้ CMIM เป็นเครื่องมือที่สร้างระบบคุ้มกันทางการเงินที่เข้มแข็งและยืดหยุ่นต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ในโอกาสนี้ นายวรภัค ยังได้หารือทวิภาคีกับนาง Brigitte Haas นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังราชรัฐลิกเตนสไตน์ ในประเด็นความร่วมมือภายในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศไทยและราชรัฐลิกเตนสไตน์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการเปิดเจรจาจัดทำความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement: DTA) กับประเทศไทย

    5. การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมปี 2569 – นายวรภัค ด้หารือทวิภาคีกับนาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการ IMF และนาย Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกถึงความพร้อมของประเทศไทยในการจัดการประชุมระดับโลกดังกล่าว และฝ่ายไทยได้ยืนยันถึงการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามแผนงานที่ได้วางไว้

    นอกจากนั้น นายวรภัค ได้ให้การต้อนรับผู้บริหารจากทั้งสององค์กร ณ บูธประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและ IMF ปี 2569 ของประเทศไทย ซึ่งการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยในปีหน้าจะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน และการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาคต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/259567&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D3Zspks_CF_nBAV4lETmp

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 11.05 น.

    กลยุทธ์ : ลุ้นทดสอบ AlltimeHigh
    แนวรับ : $4,200  หรือ  65,500 บาท
    แนวต้าน : $4,400  หรือ  67,500 บาท

    ข่าว :  

    .

    ตลาดการเงินทั่วโลกกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังบรรยากาศการลงทุนแบบ “Risk-on” กลับมาเด่นชัดจากความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพื่อยุติสงครามการค้า ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกถ้วนหน้า ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับตัวขึ้น ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ราคาทองคำอ่อนตัวลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    อย่างไรก็ตาม ด้านเศรษฐกิจจีนกลับส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยคาดว่า GDP ไตรมาส 3 จะเติบโตต่ำสุดในรอบปี จากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์และผลพวงของสงครามการค้า ซึ่งอาจกระตุ้นให้รัฐบาลจีนต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เช่น การลดดอกเบี้ย สถานการณ์นี้สร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก และช่วยหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์หลุมหลบภัย

    กลยุทธ์ :

    .

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำได้ปรับฐานจากบริเวณ 4,400 ดอลลาร์ลงมาทดสอบแนวรับที่ 4,200 ดอลลาร์ ก่อนจะเริ่มดีดตัวกลับขึ้นอีกครั้ง โดยมีแนวโน้มลุ้นทดสอบระดับสูงสุดเดิม (All Time High) ที่โซน 4,400 ดอลลาร์ หากสามารถผ่านขึ้นไปได้อย่างมั่นคง มีโอกาสเปิดทางขาขึ้นรอบใหม่ ขณะที่แนวรับสำคัญยังคงอยู่ที่บริเวณ 4,200 ดอลลาร์ หรือประมาณ 65,500 บาท

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-20-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZFT8Q-aUfho41s23ThR6L

  • ‘คลัง’ จ่อชง ครม.มาตรการเร่งรัดเบิกจ่าย ดันงบฯ 4 ล้านล้าน พยุงGDP ปี 68 – 69

    ‘คลัง’ จ่อชง ครม.มาตรการเร่งรัดเบิกจ่าย ดันงบฯ 4 ล้านล้าน พยุงGDP ปี 68 – 69

    เศรษฐกิจ

    20 ต.ค. 2025 เวลา 8:11 น.

    'คลัง' จ่อชง ครม.มาตรการเร่งรัดเบิกจ่าย ดันงบฯ 4 ล้านล้าน พยุงGDP ปี 68 - 69

    กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 วงเงินรวมกว่า 4.1 ล้านล้านบาทมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพยุง GDP ในช่วงปี 2568-2569 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว

    • กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 วงเงินรวมกว่า 4.1 ล้านล้านบาท
    • มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพยุง GDP ในช่วงปี 2568-2569 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว
    • กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมไม่น้อยกว่า 93% งบลงทุนไม่น้อยกว่า 75% และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจไม่น้อยกว่า 95%
    • เน้นให้หน่วยงานเร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันและเบิกจ่ายงบลงทุนให้เร็วขึ้นในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ (Front-Loaded)

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นแนวทางดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายในภาพรวมของประเทศ ภายหลังจากมาตรการดังกล่าว ได้นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน เห็นชอบแล้ว โดยมีวงเงินรวมกว่า 4.1 ล้านล้านบาท

    ทั้งนี้กระทรวงการคลัง รายงานว่า การจัดทำมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นผลมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ในปี 2568 กำลังชะลอตัว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวอยู่ที่ 2.8% ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวอยู่ที่ 3.2%

    โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของนโยบายภาษีสหรัฐอเมริกาความผันผวนเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัญหาภายในประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อและสภาพคล่องลงลง และคาดการณ์ไตรมาสที่ 3-4 อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะลดลงมาอยู่ที่ 1.7% และ 0.3% ตามลำดับ

    ตั้งเป้าเบิกจ่ายงบประมาณ-งบเหลื่อมปี 

    ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 โดยมีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 3,780,600 ล้านบาท ประกอบด้วย

    1.รายจ่ายประจำ จำนวน 2,918,863.71 ล้านบาท 2.รายจ่ายลงทุน จำนวน 861,736.29 ล้านบาท และเมื่อรวมเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 อีกจำนวน 320,996.41 ล้านบาท จะทำให้มีงบประมาณที่หน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินงาน จำนวนทั้งสิ้น 4,101,596.41 ล้านบาท

    มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีรายละเอียดดังนี้

    1. เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ให้หน่วยงานของรัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ก่อหนี้ผูกพันแล้ว ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 และเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    2. เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กระทรวงการคลังเห็นควรกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เช่น กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายภาพรวมไม่น้อยกว่า 93% การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำไม่น้อยกว่า 98% การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 75% และการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายภาพรวม รายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน 100%

    ทั้งนี้ มีแนวทางให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการ เช่น ต้องดำเนินการหรือเบิกจ่ายโดยสำนักงานในส่วนภูมิภาค ให้หน่วยรับงบประมาณเร่งดำเนินการส่งเงินจัดสรรต่อไปยังสำนักงานในส่วนภูมิภาค ภายใน 5 วันนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติเงินจัดสรร

    ขณะที่รายจ่ายลงทุนรายการปีเดียวที่เป็นการซื้อครุภัณฑ์ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันและการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 สำหรับรายการที่เป็นการจ้าง ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 และก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จทุกรายการภายในไตรมาสที่ 2 ส่วนรายจ่ายลงทุนรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2

    อย่างไรก็ตามคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ได้ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ส่วนการเบิกจ่ายเงินให้หน่วยรับงบประมาณปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 วันทำการ

    พร้อมกันนี้ยังกำหนดให้หัวหน้าหน่วยรับงบประมาณรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของงบประมาณรายจ่ายลงทุน ระบุปัญหาอุปสรรค และแนวทางแก้ไขต่อกรมบัญชีกลางภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป และให้นำผลการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณและการเบิกจ่ายงบประมาณไปใช้ประกอบการพิจารณาในการประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณด้วย และให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้สอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยงาน

    กำหนดเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 95%

    ส่วนมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน และขอให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจพิจารณากำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในระดับไม่น้อยกว่า 95% เป็นตัวชี้วัดของผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ พร้อมกันนี้ยังขอความร่วมมือให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดกำกับดูแลให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    1. รายจ่ายลงทุนรายการปีเดียวที่เป็นการซื้อครุภัณฑ์ ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันและการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 สำหรับรายการที่เป็นการจ้าง ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 และก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จทุกรายการภายในไตรมาสที่ 2

    2. รายจ่ายลงทุนรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2

    3. งบลงทุนที่เสนอขอใหม่ในปีบัญชี 2569 ให้เตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถลงนามสัญญาได้ทันทีเมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณ

    ปรับ Front – Loaded ลงทุนเร็วขึ้นใน 2 ไตรมาส

    อย่างไรก็ตามให้รัฐวิสาหกิจพิจารณาเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เร็วขึ้น โดยปรับเพิ่มแผนการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสที่ 1 – 2 ของปีบัญชี 2569 (Front – Loaded) เพื่อหลีกเลี่ยงการกระจุกตัว ของการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้าย รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนโดยเฉพาะงบลงทุน ที่ได้ผูกพันสัญญาไว้แล้ว และเร่งการเบิกจ่ายในส่วนของรายการนำเข้า (Import Content) เพื่อสนับสนุน ความสมดุลของกลไกการนำเข้า – ส่งออก ที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทของไทยในขณะนี้ ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจ มีความประสงค์จะปรับปรุงงบลงทุนในระหว่างปีขอให้พิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1ของปีบัญชี 2569 ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1203813&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B5GZWxvoYFtogmkhLb6Db

  • จากมิยาซาวาสู่คนละครึ่งพลัส วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย

    จากมิยาซาวาสู่คนละครึ่งพลัส วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย

    วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.10 น.

    แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาต่าง ๆ โดยเปรียบเทียบจาก “มาตรการมิยาซาวา” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือทางการเงินกับประเทศญี่ปุ่นภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 กับ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยในยุคหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 การวิเคราะห์เน้นการเปรียบเทียบเชิงแนวคิด กลไกการดำเนินงาน และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ผลการศึกษาพบว่า ทั้งสองแนวทางต่างมีจุดร่วมคือการใช้ นโยบายการคลังเชิงกระตุ้น (Fiscal Stimulus) เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ แต่มีความแตกต่างในด้าน กลไกการส่งผ่านทางเศรษฐกิจ (Transmission Mechanism) และ โครงสร้างเป้าหมายทางสังคม ซึ่งสะท้อนถึงพัฒนาการของนโยบายการคลังไทยจาก “การพึ่งพาทุนภายนอก” สู่ “การขับเคลื่อนด้วยนโยบายภายในประเทศและดิจิทัลเศรษฐกิจ”

    เศรษฐกิจไทยเผชิญกับภาวะชะลอตัวหลายครั้งในรอบสามทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ปี พ.ศ. 2540 (“วิกฤตต้มยำกุ้ง”) และวิกฤตเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งสองเหตุการณ์ส่งผลให้รัฐบาลไทยต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบที่แตกต่างกันตามบริบททางเศรษฐกิจและสังคม  ในช่วงหลังวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือจากประเทศญี่ปุ่นภายใต้มาตรการที่เรียกว่า “แพ็กเกจมิยาซาวา (Miyazawa Initiative)” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ในช่วงหลังโควิด-19 รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการ “คนละครึ่ง” และ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย การศึกษานี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งสองรูปแบบ เพื่อทำความเข้าใจถึงพัฒนาการของนโยบายการคลังไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน

    แนวคิดและกรอบทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

    การกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถอธิบายได้ภายใต้กรอบของ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคของเคนส์ (Keynesian Economics) ซึ่งเน้นบทบาทของภาครัฐในการเพิ่มอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) ผ่านการใช้จ่ายภาครัฐและนโยบายการคลัง เพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้ง “มาตรการมิยาซาวา” และ “คนละครึ่งพลัส” ต่างเป็นตัวอย่างของนโยบายการคลังเชิงขยาย (Expansionary Fiscal Policy) โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มรายจ่าย การลงทุน และการบริโภคในระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม กลไกการส่งผ่านและบริบททางเศรษฐกิจที่ต่างกัน ส่งผลให้รูปแบบของนโยบายทั้งสองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

    มาตรการมิยาซาวา: การพึ่งพาความร่วมมือระหว่างประเทศ

    หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบจากการไหลออกของเงินทุนและการลดลงของค่าเงินบาท ญี่ปุ่นจึงได้จัดตั้ง “Miyazawa Initiative” มูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือประเทศในเอเชีย โดยประเทศไทยได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและความช่วยเหลือทางเทคนิค มาตรการดังกล่าวมุ่งเน้นการ ฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเงิน การ ปรับโครงสร้างภาคธนาคาร และการ เพิ่มสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยให้ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตได้ในระยะกลาง แต่ก็สะท้อนถึงการพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศและข้อจำกัดด้านอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

    โครงการคนละครึ่งพลัส: การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในผ่านดิจิทัลและการมีส่วนร่วม

    ในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ รัฐบาลจึงได้ดำเนินนโยบาย “คนละครึ่ง” และต่อยอดเป็น “คนละครึ่งพลัส” โดยรัฐร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 50% ผ่านระบบ G-Wallet บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” 

    มาตรการนี้มีลักษณะเด่นคือการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างรวดเร็ว และสร้างระบบข้อมูลทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส ผลลัพธ์คือการเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ ช่วยพยุงธุรกิจรายย่อย และลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

    แตกต่างจากมาตรการมิยาซาวาซึ่งมุ่งฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจในระดับมหภาค “คนละครึ่งพลัส” มุ่งเน้นการสร้างแรงกระตุ้นในระดับจุลภาคและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ

    การเปรียบเทียบแนวทางทั้งสอง
    ประเด็นเปรียบเทียบ    มาตรการมิยาซาวา (พ.ศ. 2541)    คนละครึ่งพลัส (พ.ศ. 2565)
    แหล่งที่มาของงบประมาณ    ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ (ญี่ปุ่น)    งบประมาณแผ่นดินของไทย
    กลไกการดำเนินงาน    เงินกู้ ฟื้นฟูธนาคารและภาคการเงิน    ร่วมจ่ายผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม
    เป้าหมายหลัก    เสถียรภาพทางการเงินและการลงทุน    กระตุ้นการบริโภคภายใน
    กลุ่มเป้าหมาย    ภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน    ประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อย
    ลักษณะการดำเนินนโยบาย    ระดับมหภาค (Macro-level)    ระดับจุลภาค (Micro-level)
    ผลกระทบระยะสั้น    เพิ่มสภาพคล่องระบบการเงิน    เพิ่มกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค
    ผลกระทบระยะยาว    ฟื้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ    พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและฐานข้อมูลรัฐ

    ดังนั้น การวิเคราะห์พบว่า “มาตรการมิยาซาวา” และ “คนละครึ่งพลัส” เป็นสองแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยจากยุคพึ่งพาทุนต่างประเทศสู่ยุคขับเคลื่อนด้วยนโยบายภายในประเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งสองกรณีต่างใช้แนวคิดของเคนส์ในการเพิ่มอุปสงค์รวม แต่ต่างกันในระดับของกลไกและวัตถุประสงค์ทางสังคม

    ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ รัฐบาลควรพัฒนานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผสมผสานระหว่างการลงทุนเชิงโครงสร้าง (แบบมิยาซาวา) และการสนับสนุนการบริโภคเชิงดิจิทัล (แบบคนละครึ่งพลัส) เพื่อให้เกิดผลคูณทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และลดการเหลื่อมล้ำในระยะยาว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/451048&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ltm13SvybPVscBtfLsZWQ

  • จีนเผย GDP โตเพียง 4.8% ใน Q3 สงครามการค้า-วิกฤตภาคอสังหาฯ ฉุดเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    จีนเผย GDP โตเพียง 4.8% ใน Q3 สงครามการค้า-วิกฤตภาคอสังหาฯ ฉุดเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยในวันนี้ (20 ต.ค.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 3/2568 ขยายตัว 4.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่อ่อนแอที่สุดในรอบ 1 ปี และชะลอตัวลงจากไตรมาส 2 ที่มีการขยายตัว 5.2% โดยเศรษฐกิจจีนถูกกดดันวิกฤตการณ์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และสงครามการค้ากับสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนยังได้รับผลกระทบจากการที่ผู้บริโภคและบริษัทเอกชนพากันลดการใช้จ่าย ซึ่งบดบังปัจจัยบวกจากความแข็งแกร่งของยอดส่งออก

    ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า GDP จีนจะขยายตัวเพียง 4.7% ในไตรมาส 3

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538600&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Iu3xi2KsoP8ChRNag2bCP

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก นลท.คลายกังวลข้อพิพาทการค้า จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก นลท.คลายกังวลข้อพิพาทการค้า จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกในวันนี้ (20 ต.ค.) หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดด้านการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เริ่มคลี่คลายลง ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของจีนในช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

    ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 48,332.71 จุด เพิ่มขึ้น 750.56 จุด หรือ +1.57%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,884.46 จุด เพิ่มขึ้น 637.36 จุด หรือ +2.52% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 3,865.55 จุด เพิ่มขึ้น 25.79 จุด หรือ +0.67%

    ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้น 0.36% ส่วนดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียเปิดขยับลง 0.1%

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณถึงความต้องการที่จะลดความตึงเครียดทางการค้ากับจีน โดยกล่าวว่าการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าในอัตราที่สูงขึ้นมากซึ่งเขาเคยขู่ว่าจะดำเนินการกับจีนนั้น จะไม่ใช่มาตรการที่ยั่งยืน นอกจากนี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ จะเจรจาร่วมกับเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีนในสัปดาห์นี้ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสองประเทศ

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนมีกำหนดเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจเช้านี้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2568, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย., ยอดค้าปลีกเดือนก.ย., การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนก.ย. และอัตราว่างงานเดือนก.ย.

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า GDP จีนจะขยายตัวเพียง 4.8% ในไตรมาส 3/2568 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอลงจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 5.2%

    ส่วนในช่วงเช้าวันนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.0% และคงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.5% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

    ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น ส่วนอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SRv71vVoulle7-xrTD7Vu

  • ลุ้นบิ๊กอีเวนต์ท่องเที่ยว กระตุกเศรษฐกิจไปต่อ!! | เดลินิวส์

    ลุ้นบิ๊กอีเวนต์ท่องเที่ยว กระตุกเศรษฐกิจไปต่อ!! | เดลินิวส์

    เป้าหมายนี้ถือว่า… เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แม้ว่าจะเป็นอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งในส่วนของจำนวนนักท่องเที่ยว และรายได้จากนักท่องเที่ยว ก็ตาม

    ท่ามกลางสารพัดปัญหา โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องของความปลอดภัย ที่ถือเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาแรก ๆ ในการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พยายามเดินหน้าเร่งสร้างความเชื่อมั่น ในสารพัดด้าน เพื่อเรียกให้นักท่องเที่ยวกลับคืนมา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่อย่างน้อยต้องดึงกลับมาให้ได้อย่างน้อย 2 ล้านคน

    ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจทุกวันนี้ การจะหวังให้นักท่องเที่ยวกลับมาเหมือนเดิม ก็ถือเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ไกลเดินเอื้อม ล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1ม.ค.-5 ต.ค.68 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยรวมแล้วกว่า 24.57 ล้านคน สร้างรายได้รวมกว่า 1.13 ล้านล้านบาท

    ในจำนวนนี้ นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย มาไทย มากที่สุด ถึง 3,534,028 คน รองลงมาคือ จีน 3,512,253 คน อินเดีย 1,810,837 คน รัสเซีย 1,293,594 คน และเกาหลีใต้ 1,174,537 คน

    มีการคาดการณ์กันว่า ในปี 2568 นี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเที่ยวไทยประมาณ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% โดยสร้างรายได้ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% ส่วนนักท่องเที่ยวไทย เดินทางเที่ยวไทย จำนวน 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% สร้างรายได้กว่า 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%

    แม้ตัวเลขรายได้ทั้งหมดยังไม่กลับมาตามเป้าหมายที่ต้องการให้ได้กว่า 3 ล้านล้านบาท แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น รวมถึงการเพิ่มเสน่ห์ให้เมืองไทยในทุกทาง เชื่อเถอะเป้าหมายนี้ไม่ไกลแน่นอน

    อย่าลืมว่า ประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการเดินทางมาสัมผัส ด้วยมนต์เสน่ห์ที่มีอยู่อย่างมากมาย แถมยังเติมเสน่ห์ปลายปีที่เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น ด้วยอีกหลายหลายกิจกรรม

    อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ คืองาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดิวาลี เฟสติวัล 2025” เทศกาลแห่งแสงสี สานสัมพันธ์สองวัฒนธรรมระหว่างไทย-อินเดีย ตลอดเดือน ต.ค. ที่คลองโอ่งอ่าง และย่านพาหุรัด

    เทศกาลดีลาวี หรือเทศกาลแห่งแสงไป ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญของชาวฮินดูทั่วโลก ที่มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่ฮินดูและระลึกถึงชัยชนะของแสงสว่างเหนือความมืดมิด

    ความคาดหวังของกิจกรรมนี้ ก็เชื่อว่า จะมีนักท่องเที่ยวมาร่วมงานไม่น้อยกว่า 1 แสนคน สร้างเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของการดึงดูดนักท่องเที่ยวอินเดีย ที่เวลานี้มียอดเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 1.81 ล้านคน

    นอกจากนี้ยังมีงาน “มหาลอยกระทง เวิลด์ อีเวนต์ 2025” ในเดือน พ.ย. ที่มุ่งยกระดับงานเทศกาลลอยกระทงให้เป็น“มหาลอยกระทง”ให้เป็นงานทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยกันทีเดียว

    โดยเฉพาะที่สุโขทัย และพระนครศรีอยุธยา ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือททท. กำหนดจัดงานกันอย่างยิ่งใหญ่ เบื้องต้นก็คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 4.5 แสนคน กระตุ้นเศรษฐกิจและก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท

    อีกงานคือ“วิจิตร เจ้าพระยา 2025”มหาปรากฏการณ์แสดงแสงสีเสียงครั้งยิ่งใหญ่ ที่ในปีนี้ได้มีการขยายเวลาจัดงานจากเดิม 30 วัน เป็น 45 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-15 ธ.ค. 2568 เวลา 18.00-22.00 น. คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน เกิดรายได้หมุนเวียนช่วงจัดงานไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

    นอกจากนี้ยังมีงาน“อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน 2025”การแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก จัดเป็นปีที่ 8 กำหนดจัดวันที่ 30 พ.ย. ที่ ถนนพญาไท หน้าเอ็มบีเคเซ็นเตอร์ และสนามหลวง กรุงเทพฯ

    งานนี้คาดการณ์ว่า จะมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันไม่น้อยกว่า 36,000 คน แบ่งเป็นชาวไทยจำนวน 28,000 คน และชาวต่างชาติรวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในไทย อีกจำนวน 8,000 คน เชื่อว่าก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 894 ล้านบาท

    อีกไฮไลต์สำคัญคืองาน“อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคานต์ดาวน์ 2025”เพื่อตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเคานต์ดาวน์ระดับโลก ที่ททท.จะสนับสนุนการจัดงานเกือบทุกพื้นที่ทั่วไปทย แต่ที่เป็นแม่งานหลัก จะมีที่ เชียงใหม่ และพะเยา ที่คาดว่าจะมีคนเข้าร่วมงาน 1.5 แสนคน

    นอกจากกิจกรรมไฮไลต์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ฟากรัฐบาลก็งัด มาตรการภาษีออกมาร่วมด้วยช่วยกันเพื่อกระตุ้นนักท่องเที่ยวในประเทศ และยังช่วยสร้างบรรยากาศในช่วงปลายปีให้คึกคักมากยิ่งขึ้น

    ปฎิเสธไม่ได้ว่า การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ หากกระตุ้นในจังหวะที่ใช่ ใช้มาตรการที่ชอบ ก็ได้แต่หวังว่าในปลายปีนี้ประชาชนคนไทยจะเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างมีความสุข!

    ……………………………………….
    คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
    โดย “ช่อชมพู”

    อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5219037/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TUVEeo-XPTQiVxC44eDTG