Category: เศรษฐกิจ

  • คริสเจ้าของพรรคเศรษฐกิจลั่นไม่ยกเลิก112…สบายใจได้ (29/01/69) #news1 #คริส #พรรคเศรษฐกิจ #ยกเลิก112

    คริสเจ้าของพรรคเศรษฐกิจลั่นไม่ยกเลิก112…สบายใจได้ (29/01/69) #news1 #คริส #พรรคเศรษฐกิจ #ยกเลิก112

    คริสเจ้าของพรรคเศรษฐกิจลั่นไม่ยกเลิก112…สบายใจได้ (29/01/69) #news1 #คริส #พรรคเศรษฐกิจ #ยกเลิก112

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/c0TWr16Nxrk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vHalPK2PeAEJH3pDC5r-N

  • สะเทือนใจ! ลุงข้างบ้านหื่นกาม ฉุดสาววัย 16 ป่วยซึมเศร้าขืนใจยับ | เดลินิวส์

    สะเทือนใจ! ลุงข้างบ้านหื่นกาม ฉุดสาววัย 16 ป่วยซึมเศร้าขืนใจยับ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุสะเทือนใจขึ้นภายในหมู่บ้านดอนเค็ง หมู่ 9 ตำบลหนองแจ้งใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา หลังจากมีผู้ปกครอง อายุ 58 ปี ได้พาหลานสาววัย 16 ปี เข้าแจ้งความต่อตำรวจ สภ.บัวใหญ่ เพื่อดำเนินคดีกับชาย อายุ 60 ปี เพื่อนบ้านและมีศักดิ์เป็นญาติกัน ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา

    เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เสียหาย กำลังเดินเท้าไปหาญาติซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพักเพียง 20 เมตร ระหว่างทางได้ถูกชายสูงวัย ฉุดเข้าไปภายในบ้านพัก ก่อนจะใช้เชือกมัดมือข้างหนึ่งไว้ แล้วลงมือบังคับข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ จากนั้นผู้ก่อเหตุได้ยื่นเงินจำนวน 300 บาท ให้กับเด็กสาว เพื่อหวังจะให้ปิดเรื่องนี้เป็นความลับ แต่เด็กสาวตัดสินใจนำเรื่องไปปรึกษาเพื่อน จนความแตกถึงหูผู้ปกครองในที่สุด

    ด้านยายของผู้เสียหาย เปิดเผยด้วยความอัดอั้นว่า ตนเลี้ยงหลานสาวคนนี้มาตั้งแต่เด็กด้วยความรัก เมื่อทราบเรื่องรู้สึกตกใจและเสียใจเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าคนกันเองที่คุ้นเคยกันดีจะทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ได้

    เช่นเดียวกับตาของผู้เสียหาย เปิดใจว่า ผู้ก่อเหตุมีบ้านอยู่ติดกันและเป็นญาติที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด การกระทำครั้งนี้ถือว่ารุนแรงและทำร้ายจิตใจครอบครัวอย่างหนัก โดยเฉพาะหลานสาวที่มีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ลงไปอีก

    ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บัวใหญ่ ระบุว่าขณะนี้ได้ส่งตัวผู้เสียหายไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลบัวใหญ่ เพื่อเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อเตรียมออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุมาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมและดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากเป็นคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญให้กับคนในชุมชน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5545756/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vz3ALLm-YOfaB_CXEg-Mg

  • ธนาคารกลางสิงคโปร์ตรึงนโยบายการเงิน เตือนเศรษฐกิจโตแรงเสี่ยงดันเงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางสิงคโปร์ตรึงนโยบายการเงิน เตือนเศรษฐกิจโตแรงเสี่ยงดันเงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) มีมติคงนโยบายการเงินในการประชุมวันนี้ (29 ม.ค.) ตามที่ตลาดคาดไว้ พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอาจกลายเป็นปัจจัยหนุนให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า

    MAS ระบุว่าจะยังคงอัตราการแข็งค่าของกรอบนโยบายที่อิงกับอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Singapore dollar nominal effective exchange rate (S$NEER) ในระดับเดิม โดยทั้งความกว้างของกรอบนโยบายและระดับกึ่งกลางจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

    ธนาคารกลางสิงคโปร์ยังประเมินด้วยว่า “ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในขณะนี้ให้น้ำหนักไปในทิศทางขาขึ้น” พร้อมเตือนว่า “หาก GDP เติบโตแข็งแกร่งกว่าที่คาดอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ค่าจ้างปรับตัวสูงขึ้นและกระตุ้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปสงค์”

    ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า MAS จะยังคงนโยบายการเงินไว้ตามเดิม โดยเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสิงคโปร์ยังอยู่ในทิศทางแข็งแกร่ง จากแรงหนุนของภาคการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์

    การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากข้อมูลเบื้องต้นของรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนระบุว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์ขยายตัว 4.8% ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าประมาณการของรัฐบาลที่ราว 4.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ 1.2% ในเดือนธ.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564904&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vlUdVRNaSHhaqF9ZAzUqs

  • เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด มองเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น ตลาดแรงงานทรง

    เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด มองเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น ตลาดแรงงานทรง

    ธนาคารกลางสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5-3.75% หลังจากปรับลดมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ชี้เศรษฐกิจกำลังขยายตัวดี การจ้างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ

    ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ที่ระดับ 3.5-3.75% หลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

    “ตัวชี้วัดที่มีอยู่บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง การจ้างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการว่างงานแสดงให้เห็นสัญญาณของการมีเสถียรภาพบ้างแล้ว” ธนาคารกลางกล่าวในแถลงการณ์หลังการประชุม “อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงเล็กน้อย”

    เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐลงมติให้หยุดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยชั่วคราว ขณะที่ความเป็นอิสราะของธนาคารกลางกำลังถูกคุกคามและรอผู้นำคนใหม่

    ตามที่ตลาดไว้ คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางลงมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5%-3.75% การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการหยุดการลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จุดติดต่อกันสามครั้ง ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพในตลาดแรงงานที่อ่อนตัวลง

    ในการลงมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม คณะกรรมการได้ปรับเพิ่มการประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ

    แถลงการณ์หลังการประชุมระบุว่า “ตัวชี้วัดที่มีอยู่บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง การจ้างงานใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการว่างงานแสดงให้เห็นสัญญาณของการมีเสถียรภาพบ้างแล้ว” “อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงเล็กน้อย”

    ที่สำคัญ แถลงการณ์ยังได้ลบข้อความที่ระบุว่าคณะกรรมการมองเห็นความเสี่ยงที่สูงกว่าจากภาวะตลาดแรงงานที่อ่อนแอกว่าความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งอาจสนับสนุนให้ชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยในระยะสั้น เนื่องจากกรรมการเฟดมองว่าเป้าหมายสองประการของเฟด คือ อัตราเงินเฟ้อต่ำและการจ้างงานเต็มที่ มีความสมดุลมากขึ้น

    มีการให้คำแนะนำเกี่ยวกับทิศทางต่อไปค่อนข้างน้อย โดยตลาดคาดว่าเฟดจะรออย่างน้อยจนถึงเดือนมิถุนายนก่อนจะปรับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานอีกครั้ง  

    แถลงการณ์ระบุว่า “ในการพิจารณาขอบเขตและช่วงเวลาของการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมต่อกรอบเป้าหมายของอัตราดอกเบี้ยของเฟด คณะกรรมการจะประเมินข้อมูลที่ได้รับใหม่ แนวโน้มที่กำลังพัฒนา และดุลยภาพของความเสี่ยงอย่างรอบคอบ” ซึ่งเป็นถ้อยคำซ้ำกับที่เพิ่มเข้ามาเมื่อเดือนธันวาคม ที่ตลาดมองว่าเป็นการส่งสัญญาณถอยห่างจากวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายที่เริ่มต้นในเดือนกันยายน 2025  

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นหลังการตัดสินใจ ขณะที่ดัชนี S&P 500 เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 7,000

    มิแรนและวอลเลอร์คัดค้าน

    เช่นเดียวกับการประชุมครั้งล่าสุด มีการคัดค้านเกิดขึ้น กรรมการผู้ว่าการสตีเฟน มิแรนและคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ลงคะแนนเสียงคัดค้านการคงอัตราดอกเบี้ย โดยทั้งคู่สนับสนุนให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25%  นี่เป็นการคัดค้านครั้งที่สี่ติดต่อกันของมิแรน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เขาเคยสนับสนุนให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.5%

    กรรมการเฟดทั้งสองได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมิแรนเข้ารับตำแหน่งคณะกรรมการว่างที่ยังเหลือวาระในเดือนกันยายน 2025 และวอลเลอร์ได้รับการแต่งตั้งในระหว่างวาระแรกของทรัมป์ วาระของมิแรนจะหมดลงในวันเสาร์นี้ ขณะที่วอลเลอร์ได้เข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อชิงตำแหน่งประธานเฟด แต่ถูกมองว่ามีโอกาสน้อย

    การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามปกติในช่วงเวลาที่ไม่มีอะไรเป็นไปตามปกติสำหรับธนาคารกลาง

    ประธานเจอโรม พาวเวลล์ เหลือการประชุมอีกเพียงสองครั้งก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งของเขาจะสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นการจบสิ้นแปดปีที่วุ่นวายในเฟด ซึ่งรวมถึงการระบาดของโควิดทั่วโลก ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง และการต่อสู้กับทรัมป์ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด

    “ถ้าคุณดูข้อมูลล่าสุดนับตั้งแต่การประชุมครั้งก่อน จะเห็นได้ชัดว่ามุมมองต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างชัดเจน” พาวเวลล์กล่าวในการแถลงข่าว “อัตราเงินเฟ้อเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับที่คาดไว้ และ… ข้อมูลบางส่วนด้านตลาดแรงงานบ่งชี้หลักฐานของการทรงตัว ดังนั้นโดยรวมแล้ว การคาดการณ์ถือว่าแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ”

    เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงยุติธรรมได้ออกหมายเรียกพาวเวลล์เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟดในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ครั้งใหญ่ ก่อนหน้านั้น ประธานาธิบดีได้ขู่จะปลดพาวเวลล์หลายครั้ง และยังได้เดินหน้าเพื่อปลดผู้ว่าการลิซา คุก ซึ่งขณะนี้คดีกำลังรอการตัดสินจากศาลฎีกาสหรัฐฯ

    เมื่อถูกถามถึงการตัดสินใจเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีปากเปล่าที่ศาลสูง พาวเวลล์กล่าวว่า คดีนี้เป็น “อาจจะเป็นคดีที่สำคัญที่สุด” ในประวัติศาสตร์ 113 ปีของเฟด

    ปัจจัยที่เน้นย้ำความตึงเครียดทั้งหมดนี้คือการต่อสู้เรื่อง “ความเป็นอิสระ” ของเฟด หรือความสามารถในการดำเนินงานโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ในการยืนยันการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม พาวเวลล์ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาผิดจากปกติว่า ภัยคุกคามดังกล่าวมีสาเหตุมาจากความพยายามของทรัมป์ที่จะควบคุมนโยบายการเงิน ประธานาธิบดีคนก่อน ๆ ก็เคยวิจารณ์การตัดสินใจของเฟดและพยายามกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายลดดอกเบี้ยเช่นกัน แต่ไม่มีใครทำในเชิงรุกหรือเปิดเผยต่อสาธารณะมากเท่าทรัมป์

    เฟดยังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจในการดำเนินนโยบาย

    การเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อวัดจากตัวชี้วัดที่กว้างที่สุดอย่างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถือว่าแข็งแกร่ง ไตรมาสสามเติบโตในอัตรา 4.4% และสามเดือนสุดท้ายของปีถูกประเมินว่ากำลังขยายตัวในอัตรา 5.4% ตามการประเมินของเฟดสาขาแอตแลนตา

    ขณะเดียวกัน การจ้างงานในตลาดแรงงานขยายตัวช้า ท่ามกลางการปราบปรามการอพยพผิดกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์ อย่างไรก็ตาม การเลิกจ้างก็ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยแนวโน้มของจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบสองปี

    ด้านเงินเฟ้อนั้นกลับสร้างปัญหามากกว่า แม้จะลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีเมื่อปี 2022 แต่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ใกล้ 3% มากกว่าที่จะเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟด ทำให้เจ้าหน้าที่บางคนในคณะกรรมการนโยบายการเงินกังวล และต้องการให้หยุดหรือตัดความเป็นไปได้ในการลดดอกเบี้ย จนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนมากขึ้นว่าการปรับขึ้นของราคาเริ่มผ่อนคลายลง

    มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรของทรัมป์ยังเป็นปัจจัยพื้นฐานด้านเงินเฟ้อ โดยนักเศรษฐศาสตร์ของเฟดมองโดยทั่วไปว่าภาษีเหล่านี้สร้างแรงกดดันด้านราคาในระยะสั้น ซึ่งน่าจะลดลงในช่วงปลายปีนี้

    ตลาดฟิวเจอร์คาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอย่างมากที่สุดเพียงสองครั้งในปี 2026 และจะไม่มีการลดเลยในปี 2027 ไม่ว่าประธานเฟดคนถัดไปจะเป็นใคร ขณะที่ตลาดคาดการณ์ระบุว่า ริก รีเดอร์ หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ของแบล็คร็อก เป็นตัวเต็งที่จะมารับช่วงต่อจากพาวเวลล์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1218767&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qoaUZEoJxwiEgInyRqUr4

  • 11 ชาติอาเซียน  วาง 5 ยุทธศาสตร์ ชงรมต.เศรษฐกิจอาเซียน มี.ค.นี้

    11 ชาติอาเซียน วาง 5 ยุทธศาสตร์ ชงรมต.เศรษฐกิจอาเซียน มี.ค.นี้

    พาณิชย์ ร่วมประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียนนัดแรกปี 69 ส่งไม้ต่อประธานอาเซียนให้ฟิลิปปินส์ เน้นรับมือระเบียบโลกใหม่ ปูทางสู่อาเซียนเศรษฐกิจผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก หนุนเชื่อมโยงการค้าการลงทุนอย่างไร้รอยต่อ เศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่เร่งสรุป FTA

    วันนี้( 28 ม.ค.2569) นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจอาเซียน (SEOM) ครั้งที่ 1/57 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 19-25 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ เกาะโบโฮล สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ร่วมวางแผนงานในปี 2569 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของภูมิภาครับมือความท้าทายในระเบียบโลกใหม่ พร้อมก้าวสู่เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยในปีนี้อาเซียนจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย 5 ยุทธศาสตร์หลัก

    นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจอาเซียน (SEOM) ครั้งที่ 1/57

    นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจอาเซียน (SEOM) ครั้งที่ 1/57

    โดยมุ่งเน้น เชื่อมโยงการค้าการลงทุนในภูมิภาคให้ไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในด้านอาหาร พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ /พัฒนาสู่ตลาดดิจิทัล โดยตั้งเป้าสรุปและลงนามข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) เพื่อปูทางสู่เขตเศรษฐกิจดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก /ยกระดับขีดความสามารถและสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการรายย่อย โดยจะจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศสำหรับ MSMEs ของภูมิภาค

    รวมถึงการ  เร่งปรับเปลี่ยนฐานรากทางเศรษฐกิจของอาเซียนสู่เศรษฐกิจสีเขียวและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสุดท้ายคือ  ผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ให้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งจะจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภูมิภาค โดยอาเซียนจะนำเสนอยุทธศาสตร์ดังกล่าวต่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ในเดือนมีนาคมนี้ 

    สำหรับความคืบหน้าด้านความร่วมมือกับคู่ค้า อาเซียนมีเป้าหมายจะสรุปการเจรจา FTA ระหว่างอาเซียนกับแคนาดา และการทบทวนความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย ให้แล้วเสร็จภายใน 2569 โดยการเจรจาอาเซียน-แคนาดา ตั้งเป้าจะสรุปข้อบทการเจรจาที่เหลืออีก 10 ข้อบท รวมถึงประเด็นการเปิดตลาดสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันจะผลักดันการเจรจาอาเซียน-อินเดียให้คืบหน้าให้มากที่สุด จากปัจจุบันแล้วเสร็จ 44.8%

     โดยจะเร่งรัดการกำหนดกรอบและองค์ประกอบหลักของแผนเจรจา ตลอดจนเริ่มต้นการแลกเปลี่ยนข้อเสนอการเปิดตลาดรอบแรก นอกจากนี้ อาเซียนยังมีแผนขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจไปยังกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) โดยเตรียมเริ่มต้นการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำ FTA กับกลุ่มประเทศดังกล่าว ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูการค้าและขยายฐานตลาดสินค้าอาเซียนสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างเต็มรูปแบบ

    อ่านข่าว:

    จีนต้องการน้ำมันปาล์มเพิ่ม สนค. ชี้โอกาสส่งออก ลดพึ่งพาตลาดอินเดีย

    “ศุภจี” ร่วมประชุมWEF ชูบทบาทไทยการค้าโลกสู่ยุคดิจิทัล

    อดีตเอกอัครราชทูต แนะ “เลือกข้างขั้วดุลอำนาจ รักษาประโยชน์ชาติให้ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01KuK2tPS6Y3ng5Xr3Pm48

  • ภูมิใจไทยลุยพังงา! “พิพัฒน์” ชูนโยบายคนละครึ่งพลัส ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวอันดามัน มั่นใจปักธงได้

    ภูมิใจไทยลุยพังงา! “พิพัฒน์” ชูนโยบายคนละครึ่งพลัส ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวอันดามัน มั่นใจปักธงได้

    เมื่อวันที่ 28 ม.ค.69 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ผู้ดูแลพื้นที่ภาคใต้ได้แสดงบทบาทสำคัญในฐานะ “แม่ทัพภาคใต้” ของพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงอย่างเข้มข้นที่จังหวัดพังงา เพื่อช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงาของพรรคภูมิใจไทย นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ ผู้สมัคร สส.หมายเลข 3 เขต 2 โดยทางคณะได้ขึ้นรถหาเสียงไปในตลาดสด บขส.ตะกั่วป่า พร้อมได้ลงพบปะประชาชนและแม่ค้า พ่อค้า ในตลาดสดหลังจากนั้นได้ขึ้นรถแห่ไปตามตลาดย่านอำเภอตะกั่วป่า นโยบายของพรรคเช่นคนละครึ่งพลัส ที่จะดำเนินการต่อ หากพรรคเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ตาม พูดแล้วทำ พลัส” มั่นใจปักธงพื้นที่ภาคใต้ได้ตามเป้า

    เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และดันราคาสินค้าเกษตร หนุนการท่องเที่ยวในจังหวัดพังงาและเมืองท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามันพัฒนาเมืองพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ พร้อมขอเสียงพี่น้องประชาชนในเขต 2 ให้ช่วยลงคะแนนทั้งพรรคเบอร์ 37 และและผู้สมัคร สส.หมายเลข 3 เขต 2

    สำหรับบรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก มีพี่น้องประชาชนออกมาต้อนรับ ทักทาย และให้กำลังใจผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยเป็นจำนวนมาก

    ภูมิภาค-75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/125794&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Nl7YlI4VH-bM1SfoO4pZ-

  • “พาวเวล” ชี้เศรษฐกิจยังแกร่ง-เงินเฟ้อค่อนข้างสูง เมินส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    “พาวเวล” ชี้เศรษฐกิจยังแกร่ง-เงินเฟ้อค่อนข้างสูง เมินส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินในวันพุธ (28 ม.ค.) โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติ 10 ต่อ 2 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด และเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตแต่อย่างใด

    สมาชิก FOMC จำนวน 10 รายลงมติคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ 2 รายโหวตสวนมติดังกล่าว โดยสตีเฟน มิแรน และคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ โหวตให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้

    ในการแถลงข่าวครั้งนี้ พาวเวลใช้ความระมัดระวังที่จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยกล่าวว่าการพิจารณาของเฟดจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก อย่างไรก็ดี เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เงินเฟ้อมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้น และความเสี่ยงที่การจ้างงานจะอยู่ในภาวะขาลงนั้น ได้ลดน้อยลงแล้ว

    – นโยบายการเงินไม่ได้ถูกกำหนดทิศทางไว้ล่วงหน้า

    พาวเวลกล่าวว่า เฟดยังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยระบุว่า “นโยบายการเงินไม่ได้ถูกกำหนดทิศทางไว้ล่วงหน้า เราจะตัดสินใจในการประชุมแต่ละครั้งไป

    พาวเวลยังกล่าวด้วยว่า เฟดอยู่ใน “สถานะที่ดี” ในการตัดสินใจที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต โดยขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลเศรษฐกิจจะออกมาเป็นอย่างไร

    – ภาวะเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง

    พาวเวลกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่งในปีที่แล้ว และกำลังเข้าสู่ปี 2569 อย่างมั่นคง โดยแม้ว่าการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่อัตราการว่างงานได้ส่งสัญญาณบางประการถึงความมีเสถียรภาพ ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

    พาวเวลยังกล่าวด้วยว่า ภาพรวมของการคาดการณ์เศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นนับตั้งแต่การประชุม FOMC ครั้งก่อน โดยแนวโน้มการเติบโตดูแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

    “หากคุณดูข้อมูลที่เข้ามานับตั้งแต่การประชุมครั้งล่าสุดก็จะพบว่า แนวโน้มการเติบโตมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็เป็นไปตามที่คาดไว้ และอย่างที่ผมได้กล่าวไป ข้อมูลตลาดแรงงานบางส่วนเริ่มแสดงหลักฐานของการมีเสถียรภาพ ดังนั้นโดยรวมแล้วการคาดการณ์ในขณะนี้แข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ”

    พาวเวลกล่าวเสริมว่า คณะกรรมการจะยังคงตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับในการประชุมแต่ละครั้ง

    “หลังจากมีการลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 3 ครั้งก่อนหน้านี้ เราอยู่ในสถานะที่ดีที่จะรับมือกับความเสี่ยงที่มีต่อ Dual Mandate ของเฟด คือการจ้างงานที่ขยายตัวอย่างเต็มศักยภาพและอัตราเงินเฟ้อที่เคลื่อนตัวสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%”

    “เรายังไม่ได้ตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับการประชุมในอนาคต แต่เศรษฐกิจกำลังเติบโตในอัตราที่แข็งแกร่ง อัตราการว่างงานมีเสถียรภาพในวงกว้าง และอัตราเงินเฟ้อยังคงค่อนข้างสูง ดังนั้นเราจะมุ่งเน้นไปที่ตัวแปรเป้าหมายของเรา และให้ข้อมูลเป็นปัจจัยที่จะนำทางเรา” พาวเวลกล่าว

    – “ไม่เหมาะสม” ที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวกับความผันผวนล่าสุดของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ พาวเวลกล่าวว่า เขาไม่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

    “เราไม่พูดถึงเรื่องดอลลาร์ เราไม่พูดถึงสิ่งที่ทำให้ดอลลาร์เคลื่อนไหวในขณะนี้ มันไม่เหมาะสมสำหรับเราที่จะทำเช่นนั้น” พาวเวลกล่าว

    พาวเวลยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการคลัง มีหน้าที่กำกับดูแลเรื่องค่าเงิน

    ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปีเมื่อวันอังคาร (27 ม.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้แสดงความกังวลต่อการอ่อนค่าลงของสกุลเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในวันพุธ หลังจากสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564892&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16cJAylRrdcO-qFGE_zYRq

  • ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เสนอ ธนาคารพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อ หลังหนี้ครัวเรือนพุ่งต่อ

    ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เสนอ ธนาคารพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อ หลังหนี้ครัวเรือนพุ่งต่อ

    ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เสนอ ธนาคารพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อ หลังหนี้ครัวเรือนพุ่งต่อ

    วันนี้, 07:30น.

              นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบนับ 10 ปี หากไม่นับช่วงโควิด-19 เนื่องจากไทยเจอปัญหารุมเร้ารอบด้าน ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐฯ การจัดระเบียบโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และเศรษฐกิจไทย

              นายวิทัย ยอมรับว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง กระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ 1.5-1.6% ขณะที่ปีที่ผ่านมาคาดว่าจะเติบโต 2.1-2.2% แต่อย่างไรก็ตาม หากการส่งออกปีนี้ขยายตัวดี อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ถึง 1.6-1.7% โดยจะต้องติดตามครึ่งปีหลัง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ ที่ระดับ 2.2-2.3% ได้ในปี 2570 และมีโอกาสใกล้ศักยภาพได้ที่ 2.7%

              ในระยะสั้น จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะดันทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าไปใกล้ศักยภาพมากที่สุด และต้องพยายามให้ศักยภาพโตเกินกว่า 2.7% ด้วย นั่นก็คือ การลงทุน โดยที่ผ่านมา การลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งต้องช่วยกันทำให้เกิดการลงทุน ถ้าวิเคราะห์อย่างเดียว ก็จะอยู่แบบนี้ ต้องหาคนทำ ลงมือทำ ประเทศไทยจะดีขึ้น ค่อยๆ บรรเทาไป มันจะค่อยๆ แก้ไขปัญหาไป

              ในระยะสั้น จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะดันทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าไปใกล้ศักยภาพมากที่สุด และต้องพยายามให้ศักยภาพโตเกินกว่า 2.7% ด้วย นั่นก็คือ การลงทุน โดยที่ผ่านมา การลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งต้องช่วยกันทำให้เกิดการลงทุน ถ้าวิเคราะห์อย่างเดียว ก็จะอยู่แบบนี้ ต้องหาคนทำ ลงมือทำ ประเทศไทยจะดีขึ้น ค่อยๆ บรรเทาไป มันจะค่อยๆ แก้ไขปัญหาไป

              ผู้ว่าแบงก์ชาติ ระบุว่า หนี้ครัวเรือน 2 ใน 3 เป็นการกู้เพื่อบริโภค ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจ โดยธปท.จะเข้าไปดูเรื่องพวกนี้มากขึ้น

              ขณะที่ระบบการเงินมีความแข็งแรง ธนาคารพาณิชย์มีกำไรเกือบ 5 หมื่นล้านบาทที่เป็นธนาคารขนาดใหญ่ มองว่าวิ่งสวนทางเศรษฐกิจในภาพรวม หรือธุรกิจในภาพรวม หรือประชาชนทั่วไป โดยปกติควรจะกำไรไปด้วยกัน ต้องมาพิจารณาว่าจะขอให้ธนาคารช่วยกันได้อย่างไร

    สำหรับแนวทางของ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมา ออกมาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง คือ

    1.แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยผ่านกลไกของ SAM

    2.SMEs Credit Gurantee ซึ่งได้ลงนามสัญญาไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะเริ่มโครงการได้ในต้นเดือน ก.พ. โดยจะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหา สินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบ 14 ไตรมาส

    3.การกำกับธุรกรรมทองคำ

    4.มาตรการเงินเทา 

    #ปล่อยสินเชื่อ

    #แบงก์ชาติ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158832&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bVvg7QxC32rpWZLwyNaDi

  • เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ชี้เศรษฐกิจขยายตัวแข็งแกร่ง

    เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ชี้เศรษฐกิจขยายตัวแข็งแกร่ง

    เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลงมติให้หยุดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยชั่วคราว เนื่องจากธนาคารกลางกำลังเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระและรอผู้นำคนใหม่

    ตามความคาดหวังของตลาด คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ลงมติ 10 ต่อ 2 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5%-3.75% การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังมีการลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งก่อนหน้านี้ และอาจเป็นสัญญาณว่าเฟดยังไม่คิดจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้

    ในการลงมติคงอัตราดอกเบี้ย คณะกรรมการได้ปรับเพิ่มการประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ

    แถลงการณ์หลังการประชุมระบุว่า “ตัวชี้วัดที่มีอยู่บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง การจ้างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการว่างงานแสดงให้เห็นสัญญาณของการทรงตัวบ้างแล้ว ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง”

    ที่สำคัญ แถลงการณ์ยังได้ลบข้อความที่ระบุว่า คณะกรรมการฯ มองว่าความเสี่ยงจากภัยคุกคามของตลาดแรงงานที่อ่อนแอนั้นสูงกว่าความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น นั่นอาจสนับสนุนให้ชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยในระยะสั้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่มองว่าเป้าหมายสองประการของเฟด คือ เงินเฟ้อต่ำและการจ้างงานเต็มที่นั้นมีความสมดุลมากขึ้น

    ไม่มีคำแนะนำมากนักเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป โดยตลาดคาดว่าเฟดจะรออย่างน้อยจนถึงเดือน มิ.ย. ก่อนที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

    “ในการพิจารณาขอบเขตและช่วงเวลาของการปรับเพิ่มเติมในกรอบเป้าหมายสำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินทุนของรัฐบาลกลาง คณะกรรมการจะประเมินข้อมูลที่เข้ามา แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป และความสมดุลของความเสี่ยงอย่างรอบคอบ” แถลงการณ์ระบุ ซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำซ้ำกับการประชุมเมื่อเดือน ธ.ค.

    แต่เช่นเดียวกับการประชุมครั้งล่าสุด มีความเห็นที่แตกต่างกันเกิดขึ้น

    สมาชิกคณะกรรมการฯ สตีเฟน มิแรน และคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ลงคะแนนเสียงคัดค้านการคงอัตราดอกเบี้ย โดยทั้งคู่เสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25%

    การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ปกติสำหรับธนาคารกลาง

    ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ เหลือการประชุมอีกเพียง 2 ครั้งก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งของเขาจะสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นการปิดฉาก 8 ปีที่เขาต้อเผชิญทั้งการระบาดของโควิด-19 ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง และการต่อสู้กับทรัมป์อย่างไม่รู้จบ

    พาวเวลล์กล่าวในการแถลงข่าวว่า “หากคุณดูข้อมูลที่เข้ามาตั้งแต่การประชุมครั้งล่าสุด จะเห็นได้ชัดว่าแนวโน้มการเติบโตดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามที่คาดไว้ และข้อมูลตลาดแรงงานบางส่วนบ่งชี้ถึงสัญญาณของการทรงตัว ดังนั้นโดยรวมแล้ว การคาดการณ์จึงแข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ”

    เฟดยังต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายอีกด้วย

    การเติบโตที่วัดจากตัวชี้วัดที่กว้างที่สุดอย่างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นั้นแข็งแกร่ง ไตรมาสที่ 3 เติบโตอย่างรวดเร็วที่ 4.4% และ 3 เดือนสุดท้ายของปีคาดว่าจะเติบโตที่ 5.4% ตามข้อมูลของเฟดสาขาแอตแลนตา

    ในขณะเดียวกัน การจ้างงานในตลาดแรงงานก็ชะลอตัวท่ามกลางการปราบปรามการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์ อย่างไรก็ตาม การเลิกจ้างก็อยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงนัก โดยแนวโน้มการขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบสองปี

    อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อกลับสร้างความกังวลมากกว่า แม้ว่าจะลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีเมื่อปี 2022 แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ใกล้ 3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด ทำให้ FOMC บางคนกังวลและต้องการให้ชะลอหรือยกเลิกการลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะมีหลักฐานเพิ่มเติมว่าราคาสินค้ากำลังลดลง

    ภาษีนำเข้าของทรัมป์กำลังส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ โดยนักเศรษฐศาสตร์ของเฟดมองว่าภาษีเหล่านี้จะเพิ่มแรงกดดันในระยะสั้น ซึ่งจะลดลงในภายหลังในปีนี้

    เรียบเรียงจาก CNBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/267154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c_0oyM5nDTEQxm6l1CNFh

  • “วิทัย”ชี้ปมปัญหาถล่มโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ย้ำรัฐ-เอกชนต้องร่วมแก้ไข

    “วิทัย”ชี้ปมปัญหาถล่มโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ย้ำรัฐ-เอกชนต้องร่วมแก้ไข

    “วิทัย”ชี้ปมปัญหาถล่มโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ย้ำรัฐ-เอกชนต้องร่วมแก้ไข

    Date Time: 29 ม.ค. 2569 07:30 น.

    Summary

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ชำแหละสารพัดปัญหารุมกระหน่ำโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังการผลิต แรงงาน

    Latest


    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย ว่า ปี 2569 ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ หากตัดช่วงโควิด-19 ออก เศรษฐกิจไทยที่คาดการณ์จะโต 1.5-1.7% น่าจะโตต่ำที่สุดรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เพราะเราเผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านมากมาย และปัญหาภายใน และภายนอก อาทิ ภาษีที่ยังไม่จบ ระเบียบโลกที่ไม่เหมือนเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่เปลี่ยนไป สงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งหมดกระทบกับเศรษฐกิจไทย ทำให้เราอยู่ท่ามกลางปัญหาจริงๆ หากจะทำให้ประเทศไทย ไปต่อได้ ผลิบานได้ ต้องร่วมกันทำ อย่าเป็นคนวิจารณ์หรือวิเคราะห์อย่างเดียว โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย มีหลายเรื่องมาก อาทิ หนี้ครัวเรือน 87% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ถือว่าสูงสุดเทียบกับประเทศอื่นที่อยู่ 40-60% สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัว เพราะสินเชื่อหดตัว เงินใหม่ไม่มี ผลิตภาพต่ำ ขีดความสามารถการแข่งขันไม่มี เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ ทุนเทา เงินเทา การคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำทั้งการเงิน รายได้ โอกาสและการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดในปัจจุบัน นวัตกรรมที่สูญหายไปฯลฯ
    “ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่มาก หาไม่เจอว่าใหญ่ขนาดไหน มีตั้งแต่ระบุว่ามีขนาด 30-100% ของจีดีพีไทย ขณะเดียวกันไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังการผลิต แรงงาน และการบริโภคมีจำกัด รวมถึงเสถียรภาพทางการเมือง ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบกฎหมายล้าหลัง มีความน่าสงสัยถึงการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งหมดคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเราเห็นคนพูดถึงการแก้ปัญหาเหล่านี้มาไม่รู้กี่สิบปี แต่สิ่งที่ประเทศไทยขาดคือ ขาดคนทำจริงๆ หน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งหลาย ต้องมาช่วยกันทำแล้วประเทศจะดีขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2910672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LO4-oqg_CYgLunIiabzdx