Category: เศรษฐกิจ

  • กระแสดี! “ณรงค์ชัย” รทสช. เบอร์ 9 มั่นใจนโยบายแก้เศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพ โดนใจชาวบางแค

    กระแสดี! “ณรงค์ชัย” รทสช. เบอร์ 9 มั่นใจนโยบายแก้เศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพ โดนใจชาวบางแค

    วันที่ 28 มกราคม 2569 นายณรงค์ชัย ธารณา ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 29 (บางแค-หนองแขม) เบอร์ 9 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลงพื้นที่พบปะรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่

    นายณรงค์ชัย เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พบว่าปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนต้องการให้แก้ไขเป็นอันดับแรก คือ ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น ปัญหาน้ำท่วมขัง และปัญหาขยะ ซึ่งตนได้รับฟังทุกข้อเสนอและได้นำเสนอนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติให้ประชาชนรับทราบ โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจและการลดราคาพลังงาน เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่า นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นนโยบายที่สามารถทำได้จริง และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อ และลดรายจ่ายให้กับประชาชนในระยะยาว

    นอกจากนี้ นายณรงค์ชัย ยังกล่าวถึงประเด็นที่ประชาชนให้ความสำคัญและต้องการให้เร่งแก้ไข คือ เรื่องความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติมีนโยบายรองรับในเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจนอยู่แล้ว

    พร้อมกันนี้ นายณรงค์ชัย ยังกล่าวถึงกระแสความนิยมของพรรครวมไทยสร้างชาติในพื้นที่เขตบางแค-หนองแขมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากการลงพื้นที่แนะนำตัวและสื่อสารนโยบายกับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และสำหรับช่วงเวลาที่เหลือก่อนถึงวันเลือกตั้ง ได้ลงพื้นที่ครบทุกจุดแล้ว และจากนี้จะเน้นการลงพื้นที่ซ้ำในชุมชนและหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อย้ำจุดยืนนโยบายของพรรค และสร้างความคุ้นเคยกับประชาชนให้มากที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/125926&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E6Q7QPVBrEotu_yZhdWgC

  • ต่อ วงทู อดีตนักร้องดังยุค 90 ผันตัวลงสมัคร สส.นนทบุรี เขต 1 พรรคเศรษฐกิจ

    ต่อ วงทู อดีตนักร้องดังยุค 90 ผันตัวลงสมัคร สส.นนทบุรี เขต 1 พรรคเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

    เซอร์ไพรส์โค้งสุดท้าย! ต่อ วงทู อดีตนักร้องดังยุค 90 ผันตัวลงสมัคร สส.นนทบุรี เขต 1 พรรคเศรษฐกิจ

    เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ของจังหวัดนนทบุรี มีเรื่องเซอร์ไพรส์เมื่อผู้สื่อข่าวพบว่ามีป้ายหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 1 หมายเลข 5 ของพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งปรากฏภาพผู้สมัครชื่อ ผศ.ดร.สหภาพ พ่อค้าทอง อดีตนักร้องดูโอคนดัง หรือที่วัยรุ่นยุค 90 รู้จักกันในนาม ต่อ วงทู

    ผู้สื่อข่าวได้พบกับ ผศ.ดร.สหภาพ พ่อค้าทอง หรือ สหภาพ วีระฆามินทร์ อดีตนักร้องดังยุค 90 เปิดเผยว่า ปัจจุบันตนคือ ผศ.ดร.สหภาพ พ่อค้าทอง ซึ่งหลายๆ คนในวงการอาจจะรู้จักในนาม ต่อ วงทู หรือ สหภาพ วีระฆามินทร์ ซึ่งนามสกุลในวงการคือวีระฆามินทร์ แต่ชื่อจริงนามสกุลจริงคือ นายสหภาพ พ่อค้าทอง ซึ่งเป็นนามสกุลจริง หลายคนอาจจะยังงงๆ หน่อยแต่เป็นนามสกุลที่ตนใช้ในวงการสมัยก่อน ด้วยความที่ตนเป็นศิลปินทำเพลงในตอนนั้นก็จะมีเวลาช่วงเบรคในการทำเพลง จึงใช้เวลาเหล่านี้ไปเรียนหนังสือ ไปเรียนนั่นเรียนนี่เรียนไปเรื่อยๆ จนจบปริญญาเอก แล้วไปเรียนต่อต่างประเทศจนกลับมา ระหว่างนั้นก็ยังคงทำงานเกี่ยวกับสื่อและการตลาดในบริษัทโฆษณาบริษัทผลิตสื่อต่างๆ จากที่เริ่มสอนหนังสือตั้งแต่ปริญญาโท เมื่อเรียนจบปริญญาเอก ตนก็สอนหนังสือยาวมาเลย เป็นเวลา 15 ปี ก็ได้ตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์สหภาพ

    ถือเป็นครั้งแรกที่ลงมาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว ก่อนหน้านี้ตนเคยลงสมัคร สว.มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นป่วยจึงไม่สามารถอยู่จนตลอดรอดฝั่งได้ ครั้งนี้ก็ลองมาเล่นการเมืองดูอีกครั้ง ลองมาสัมผัสชีวิตของการเป็นนักการเมืองดู ซึ่งจริงๆ แล้ว ตนเป็นที่ปรึกษาเรื่องการสื่อสารการตลาด สื่อสารการเมืองอยู่ระดับหนึ่งแล้ว แต่ไม่เคยลงการเมืองจริงๆ ครั้งนี้มาลองดู จะได้หรือไม่ได้ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้สัมผัสความรู้สึกเหล่านี้ น่าจะมีประโยชน์ในอนาคต

    ถ้าเทียบกับการเป็นนักแสดงก็แตกต่างกันอย่างมาก แต่ถ้าจะมองเรื่องการสื่อสารการเมืองที่ตนสอนคนอื่นมา ก็มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เนื่องจากตนเป็นอาจารย์และนักวิจัยมันก็มีประเด็นย่อยๆ เรื่องราวมากมายที่เราอาจจะต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้ไปแก้ไขปรับปรุง รายการที่จะใช้สอนเด็กหรือสอนคนที่เข้ามาเรียนเรื่องการสื่อสารการเมือง สื่อสารการตลาด ได้มากขึ้นกว่าเดิมเพราะว่า การมาลงพื้นที่เท่ากับการมาสัมผัสประชาชนสัมผัสผู้คนจริงๆ

    จากนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้นไม่รู้ แต่สิ่งที่ได้คือวิชาความรู้ เป็นสิ่งที่น่าจะมีประโยชน์กับตนในอนาคต โดยผลตอบรับจากประชาชนในพื้นที่ค่อนข้างดี ต้องให้เครดิตกับทางพรรคเศรษฐกิจ เพราะท่านพลเอก รังษี เป็นอะไรที่ฟีเวอร์พอสมควร ทุกคนให้การตอบรับค่อนข้างดี ดีจนน่าตกใจ เพราะจากการลงพื้นที่เดินหาเสียงมีหลายๆคนเดินเข้ามาหาเดินเข้ามาขอใบโบรชัวร์ต่างๆ บางคนตะโกนถามว่าพรรคเศรษฐกิจใช่ไหม ซึ่งเป็นการตอบรับที่ดี ก็อย่างที่บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ จะพยายามทำให้ดีที่สุด

    สาเหตุที่เลือกลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเศรษฐกิจ ต้องยอมรับว่ามาลงสนามการเมืองช้าไปหน่อย คือใช้เวลาการพิจารณาค่อนข้างเยอะ ตอนแรกไม่คิดสนใจการเมือง ไม่คิดจะลงเอง จนมีพี่ๆหลายคนแนะนำมาว่าให้ลองลงสมัครดูอย่างน้อยก็ได้ศึกษาหาความรู้ ได้ลองทำงาน ได้ลงสนามในการทำงานการเมืองจริงๆ ตอนนั้นก็พิจารณาหลายๆพรรค แต่พรรคที่ชอบคือพรรคเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจลงสมัครในนามพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายของพลเอกรังษี พรรคเศรษฐกิจ ค่อนข้างท้าทาย ค่อนข้างแรง ค่อนข้างตรง ไม่พูดถึงเรื่องประชานิยมอะไรเลย อยู่ดีๆลุกขึ้นมาบอกจะแก้ตัวที่มันเป็นปัญหาตัวหลักจริงๆ ซึ่งปกติการสื่อสารทางการเมืองเขาไม่ทำกัน มันก็อาจจะเป็นอีกวิธีหนึ่งก็ได้ มองว่าท่านท้าทาย แสดงความจริงใจออกมาค่อนข้างชัด ด้วยนโยบาย 4 ข้อ โดย 2ข้อหลัง มองว่าเป็นปกติ แต่ 2 ข้อแรกถือว่าท้าทายมาก เราไม่เอาประชานิยม เอานู่นนี่มาแจกในระยะสั้น แต่เลือกที่จะแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพราะประเทศตอนนี้มันจะไปไม่ไหวจริงๆ มันมีไม่กี่คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ ตอนนี้ ก็เลยมองว่าพรรคนี้น่าจะจริงใจในความรู้สึก พรรคนี้ตรงจริตกับตนมากที่สุด

    สำหรับจังหวัดนนทบุรีนั้นตนถือเป็นจังหวัดที่ผู้คนตื่นรู้ เข้าถึงสื่อ เข้าใจเรื่องของการเมือง นนทบุรีน่าจะเป็นจังหวัดที่เป็นกรุงเทพกลายๆไปแล้ว ความเจริญต่างๆใกล้เคียงเลย แต่ไม่อยากไปก้าวล่วงถึงการตัดสินใจของประชาชน เพียงแต่อยากให้หลายๆ คนที่อยู่ในนนทบุรีได้เปิดโอกาสและพิจารณาหาข้อมูลวิเคราะห์ดู ตนเชื่อว่านโยบายของพรรคเศรษฐกิจจะเป็นนโยบายที่จะแก้ปัญหาได้ดีและยั่งยืนในระยะยาว ที่ผ่านมาตนเองอยู่นนทบุรีมาตลอดตั้งแต่เด็ก มองว่านนทบุรีทุกวันนี้โตเร็วมากๆ โตเร็วจนกระทั่งแผนพัฒนาต่างๆของนนทบุรีมันตามไม่ทัน จะพบว่าตัวเลขประชากรที่เพิ่มขึ้นของนนทบุรีค่อนข้างเยอะ จะเห็นหมู่บ้านจัดสรรมากขึ้น อาจจะเรียกว่าเป็นทำเลที่อยู่อาศัยใหม่ของคนไทย จึงเป็นส่วนหนึ่งที่มีประชากรย้ายเข้ามาอยู่จำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาผู้คนเยอะตามมาไม่ว่าจะเป็นปัญหารถติด ขยะตกค้าง และอะไรต่างๆ มันจะค่อยๆตามกันมามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัญหาหลักคือการจัดระบบต่างๆในจังหวัดนนทบุรีเพื่อรองรับประชากรขณะนี้มันยังไม่ดีพอ ซึ่งมันน่าจะมีการแก้ไขได้โดยทำภาพรวมให้ได้มากกว่านี้ แก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมในลักษณะที่เข้าไปแก้ปัญหาในระดับมหภาคมากกว่าที่จะเป็นจุลภาคหรือไปแก้เป็นจุดๆที่ปลายเหตุ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ‘ก้าวไกล’อีกแล้ว! ยันเร่งสอบ‘ทีมงาน ส.ส.นนทบุรี’ชกต่อยกันเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/943981&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H-boHMk0YM7vVRVk5eusD

  • เลือกตั้ง69 : สุดารัตน์ลุยฝั่งธนฯ ชูบำนาญ 3,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    เลือกตั้ง69 : สุดารัตน์ลุยฝั่งธนฯ ชูบำนาญ 3,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ฝั่งธนบุรี พบประชาชนหลายจุด ตั้งแต่ย่านธุรกิจบริเวณอาคารสำนักงาน ไปจนถึงศูนย์การค้าและชุมชนในเขตบางขุนเทียน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีทั้งกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุเข้าร่วมให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

    เลือกตั้ง69 : สุดารัตน์ลุยฝั่งธนฯ ชูบำนาญ 3,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทยเน้นสื่อสารนโยบายหลักด้านเศรษฐกิจ คือ “บำนาญประชาชน 3,000 บาท” โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากฐานราก ผ่านการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้สูงอายุ ซึ่งจะช่วยลดภาระครอบครัว และทำให้เงินหมุนเวียนในชุมชนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

    เลือกตั้ง69 : สุดารัตน์ลุยฝั่งธนฯ ชูบำนาญ 3,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    พรรคระบุว่า นโยบายดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการช่วยเหลือรายได้ แต่ยังออกแบบให้สอดรับกับโครงสร้างสังคมสูงวัย ผ่านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน การอัดฉีดเงินตรงถึงประชาชน ถูกมองว่าให้ผลเป็น “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” มากกว่าการกระตุ้นผ่านกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เนื่องจากเงินจะถูกใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อย ตลาด และธุรกิจท้องถิ่น ส่งผลให้เศรษฐกิจชุมชนฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม

    เลือกตั้ง69 : สุดารัตน์ลุยฝั่งธนฯ ชูบำนาญ 3,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก

    พรรคไทยสร้างไทยย้ำแนวคิดการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายดูแลประชาชนตลอดช่วงชีวิต โดยเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่เห็นว่านโยบายที่ตอบโจทย์ค่าครองชีพและทำได้จริง คือปัจจัยสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ASxyS20KhIyb9doiEzEN-

  • ศุภจี ปลื้มกระแสตอบรับ ภูเก็ต ชูเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    ศุภจี ปลื้มกระแสตอบรับ ภูเก็ต ชูเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    วานนี้ (28 มกราคม) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย กล่าวระหว่างลงพื้นที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต ว่า กระแสตอบรับจากการลงพื้นที่ทั้งอุบลราชธานีและภูเก็ตนั้น โคตรดูดีมาก ประชาชนมีความกระตือรือร้นและอยากทราบแนวทางแก้ปัญหา พร้อมยืนยันเมื่อถูกถามเรื่องแบกพรรคว่า ไม่รู้สึกแบบนั้นเลย เพราะตนตัวเล็กนิดเดียว แต่พรรคภูมิใจไทยมีบุคลากรคุณภาพครบทีม หากเลือกเราจะได้ทั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มาดูการคลัง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาดูการต่างประเทศ และอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตนจะเข้ามาดูเรื่องการหารายไต้เข้าประเทศ ซึ่งแตกต่างจากนโยบายพรรคอื่นที่ส่วนใหญ่เน้นเรื่องรายจ่าย

    ศุภจีกล่าวต่อถึงนโยบายประชานิยมว่า ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ แต่หากพรรคอื่นมีนโยบายแจกเงินเขาก็ต้องอธิบายที่มาของเงินและความยั่งยืนให้ได้ สำหรับภูมิใจไทยเรา พูดแล้วทำ และมีวินัยการเงินการคลังที่เข้มงวดโดยเอกนิติ เพราะปัจจุบันประเทศมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้และหนี้สาธารณะเกือบชนเพดาน การใช้งบประมาณจึงต้องแม่นยำและคุ้มค่าที่สุด นโยบายของเราจึงไม่ได้ให้แค่ปลา แต่ตั้งใจจะให้เบ็ดตกปลา เพื่อให้ประชาชนสร้างรายได้ด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน

    ศุภจียังเน้นย้ำถึงแผนการยกระดับภูเก็ตเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษว่า ภูเก็ตมีศักยภาพสูงมาก จึงควรจัดสรรงบประมาณที่หาได้ในพื้นที่มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเร่งด่วนได้เองโดยไม่ต้องรอกลาง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเตาเผาขยะเพื่อแก้ปัญหาขยะตกค้าง 1.2 ล้านตัน การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำประปา รวมถึงเร่งรัดโครงการแก้รถติดอย่างอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง และสะพานข้ามแยกเกาะแก้ว นอกจากนี้ ยังเตรียมดันโครงการ “สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ” เชื่อมโยงการท่องเที่ยว ภูเก็ต-พังงา-กระบี่ ทั้งทางบก ราง และอากาศ เพื่อปั๊มรายได้เข้าประเทศให้สูงขึ้น


    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suphajee-phuket-bhumjaithai-sez-infrastructure/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Tz3nOgFt-hXrfO8vsdg4t

  • เทียบนโยบายเศรษฐกิจ ‘เพิ่มรายได้-ลดค่าครองชีพ-แก้หนี้’ พรรคไหนโดนใจสุด

    เทียบนโยบายเศรษฐกิจ ‘เพิ่มรายได้-ลดค่าครองชีพ-แก้หนี้’ พรรคไหนโดนใจสุด

    ภายใต้บรรยากาศการเมืองไทยที่มุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โจทย์ที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการแก้สารพัดปัญหาเศรษฐกิจ

    โดยผลสำรวจเนชั่นโพลระบุชัดว่าคนไทยกว่า 41.91% ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งเพิ่มงานและรายได้ภายใน 100 วันแรก ตามมาด้วยการลดค่าครองชีพ 33.20% และการจัดการหนี้ครัวเรือน 22.05%

    ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมข้อมูลนโยบายเศรษฐกิจ อาทิ นโยบายเพิ่มงาน เพิ่มรายได้ ค่าแรง โอกาสทำมาหากิน ช่วย SME ลดค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟ ขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้า จัดการหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ ปรับโครงสร้างหนี้ ที่แต่ละพรรคการเมือง แจ้งข้อมูลนโยบายหาเสียงไปยัง กกต. ทั้งตัวนโยบายพร้อมวงเงินงบประมาณที่จะใช้ รวมถึงที่มาของแหล่งเงินที่จะใช้ในนโยบายนั้นๆ 

    สมรภูมิ ‘เพิ่มงาน-เพิ่มรายได้-ช่วย SME’: กลยุทธ์อัดฉีดฐานราก

    พรรคการเมืองต่างมองว่า SME และแรงงานคือเครื่องยนต์หลักที่จะต้องรีบสตาร์ทเครื่องให้ติด

    พรรคเพื่อไทย : ชูโครงการ “คนไทยไร้จน” เพื่อเติมรายได้ให้ประชาชนครบ 3,000 บาทต่อเดือน โดยเริ่มลงทะเบียนภายใน 3 เดือนแรก ใช้งบประมาณสูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี

    พร้อมนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” วงเงิน 5,000 ล้านบาทต่อปี และมีไม้เด็ดคือการให้ รัฐเป็นลูกค้า SME เพื่อกระจายรายได้สู่รายย่อย พร้อมระบุแหล่งเงินทุน มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารระบบภาษี

    พรรคประชาชน : นำเสนอกลยุทธ์ “หวยใบเสร็จ SME” เพื่อดึงร้านค้าย่อยเข้าสู่ระบบภาษี ใช้งบประมาณ 24,000 ล้านบาทต่อปี และมี สินเชื่อสร้างตัว SME (กองทุนเพิ่มผลิตภาพ) วงเงิน 5,000 ล้านบาท

    โดยแหล่งเงินทุน 71.57% มาจากงบประมาณแผ่นดินปกติโดยการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และ 11.59% จากเงินทุนหมุนเวียนกองทุน TFFIF และอีกส่วนจากการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP)

    พรรคประชาธิปัตย์ : เน้นการ ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน ในพื้นที่ค่าครองชีพสูง ใช้งบประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี และสนับสนุน SME ผ่านกองทุนร่วมลงทุนในภาคเอกชน วงเงิน 1,000 ล้านบาท แหล่งเงินทุน มาจากงบประมาณแผ่นดินปกติและการบริหารจัดการงบประมาณใหม่

    พรรคภูมิใจไทย : เสนอการสร้างงานผ่าน “ทหารอาสา 1 แสนคน” ใช้งบ 22,700 ล้านบาทต่อปี และ “พยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย” ใช้งบ 13,500 ล้านบาทต่อปี รวมถึง โครงการคนละครึ่งพลัส วงเงิน 44,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุน มาจากการเกลี่ยงบประมาณประจำปีที่มีความซ้ำซ้อนและมีความจำเป็นน้อย

    ปฏิบัติการ ‘ลดค่าครองชีพ’: ค่าน้ำ-ไฟ-รถไฟฟ้า ที่ต้องเห็นผลทันที

    การลดรายจ่ายคือการเพิ่มรายได้ทางอ้อมที่เห็นผลเร็วที่สุดใน 100 วันแรก

    ลดราคาไฟฟ้า:

    พรรคภูมิใจไทย: เสนอค่าไฟหน่วยละ 3 บาท (200 หน่วยแรก) ใช้งบประมาณ 63,360 ล้านบาทต่อปี โดยใช้เงินจากงบรายจ่ายประจำปีและรายได้จากโซลาร์เซลล์

    พรรครวมไทยสร้างชาติ: ประกาศปรับลดเหลือหน่วยละ 3.33 บาท โดยใช้การปรับโครงสร้างพลังงานและงบประมาณประจำปี

    พรรคเพื่อไทย: ตั้งเป้าลดให้ไม่เกินหน่วยละ 3.70 บาท โดยใช้นโยบายบริหารจัดการแบบไม่ใช้งบประมาณรัฐ

    พรรคไทยก้าวใหม่: มีแนวคิดสนับสนุน โซลาร์และแบตเตอรี่ภาคประชาชน (Private PPA) ใช้งบ 9,500 ล้านบาท เพื่อลดค่านำเข้า LNG

    ขนส่งสาธารณะ/รถไฟฟ้า:

    เพื่อไทย: ยืนยันทำ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านการบริหารทรัพย์สินรัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพ และรถเมล์ 10 บาทใน 10 เส้นทางหลัก ใช้งบ 1,000 ล้านบาทต่อปี

    ไทยก้าวใหม่: เตรียมงบชดเชย 14,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อบังคับใช้รถไฟฟ้า 20 บาททุกสายแบบทันที

    ประชาธิปัตย์: เสนอค่าโดยสารสูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว (รวมรถไฟฟ้าและรถเมล์) ใช้งบประมาณปีละ 12,500 ล้านบาท โดยใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินและกลไกกองทุนบริหารจัดการรายได้กลาง

    มหากาพย์ ‘จัดการหนี้’: ล้างหนี้เสีย-หนี้นอกระบบ ระเบิดเวลาของคนไทย

    หนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบคือปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนกว่า 22.05% ต้องการให้แก้ไข

    พรรคไทยก้าวใหม่ : มีนโยบาย ยกหนี้ กยศ. ทั้งระบบ ใช้งบเฉลี่ยปีละ 51,000 ล้านบาท โดยใช้การออกพันธบัตรการศึกษา (Education Bond)

    และโครงการ “คุณสู้หนี้ เราเคลียร์ให้” สำหรับหนี้ไม่เกิน 2 แสนบาท ใช้งบประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านกลไกการบริหารหนี้ AMC

    พรรคเพื่อไทย: เตรียมแผนทำทันทีใน 3 เดือนแรก ทั้งการ ล้างหนี้วัยเกษียณ (งบ 4,000 ล้านบาท) ล้างหนี้นอกระบบ (งบ 6,000 ล้านบาท) และโครงการ “ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด” วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินมาจากใช้การบริหารงบประมาณและมาตรการกึ่งการคลัง

    พรรคกล้าธรรม : วางแผนจัดตั้ง “ธนาคารประชาชน” (Banking for Thais) ใช้งบ 30,000 ล้านบาท และมีนโยบาย แก้หนี้เกษตรกร ที่ใช้งบ 60,000 – 90,000 ล้านบาทต่อปี โดยแหล่งเงินมาจากการปรับลดงบซ้ำซ้อน งบกลาง และการร่วมทุน (PPP)

    พรรคประชาชาติ : เน้นการจัดตั้ง กองทุนหมู่บ้านแห่งสันติภาพ วงเงิน 2,120 ล้านบาท เพื่อลดหนี้นอกระบบตามหลักศาสนา โดยแหล่งเงินมาจากเน้นการ “ตัดไขมันส่วนเกิน” เช่น งบอบรม สัมมนา และโฆษณา และการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jvwLv1ZKQySz2nvUpJ2jw

  • หนักหน่วง! SCC ตั้งการ์ดสูง ปรับพอร์ต-รัดเข็มขัดขั้นสุด ฝ่าสึนามิเศรษฐกิจปี69

    หนักหน่วง! SCC ตั้งการ์ดสูง ปรับพอร์ต-รัดเข็มขัดขั้นสุด ฝ่าสึนามิเศรษฐกิจปี69

    ในวันที่ตัวเลขยอดขายไม่สวย
    ในวันที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจ
    และในวันที่โลกกำลังเดินเข้าสู่ความไม่แน่นอนระลอกใหม่

    “บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC หรือที่รู้จักในชื่อ เอสซีจี” เลือกถอยแต่ไม่ใช่การถอยหนี หากเป็นการถอยเพื่อจัดทัพ ลดน้ำหนักส่วนเกินและสร้างร่างกายใหม่ให้แข็งแรงพอจะเอาอยู่ก่อนคลื่นลูกใหญ่ที่ยังไม่รู้ว่าจะซัดแรงแค่ไหนจะมาถึง

    ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม

    “ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC มองว่าเราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่คลื่นลมสงบ เรายังไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ทุกอย่างกำลังเติบโตแบบเบ่งบานเป็นยุคทอง

    ตอนนี้เปรียบเหมือนการออกทะเลที่มืดครึ้ม คลื่นไม่ได้สูง 3 เมตร แต่คลื่นสูง 20 เมตรที่เรากำลังจะเจอที่เรายังไม่รู้ว่าจะโดนหนักขนาดไหน ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ จะลุยอะไรบ้าง จะเกิดอะไรขึ้น 

    นี่คือสิ่งที่เอสซีจีต้องวางแผน โดยเฉพาะกรณีที่เลวร้ายที่สุดจะรับมืออย่างไร แน่นอนว่าวินัยทางการเงินย่อมต้องทำทั้งสถานการณ์ที่ดีและไม่ดี เพียงแต่ปีนี้ต้องยกระดับความเข้มข้นทางวินัยเพิ่มขึ้น  

    “เราเน้น 4 คำหลักคือ “เข้มข้น เข้มแข็ง เสริมแกร่ง เอาอยู่” ผ่านการลดต้นทุนโดยใช้ AI และ Robotic เข้ามาเพิ่มศักยภาพ และเน้นการทำ Regional Optimization ในอาเซียน โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซีย แทนการมองแค่ตลาดไทยที่เล็กเกินไป”

    ถอดบทเรียนปี 2568 เมื่อการถอยคือการเตรียมรุก

    ในปี 2568 ที่ผ่านมาแม้ยอดขายรวมจะลดลง 3% มาอยู่ที่เกือบ 500,000 ล้านบาท แต่นั่นเป็นเพียงตัวเลขจากราคาตลาดที่ลดลง ในขณะที่ปริมาณการขายจริงกลับเพิ่มขึ้น เอสซีจีตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในการทำ Restructuring โดยการปิดกิจการที่ไม่ทำกำไร ยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อสร้างร่างกายที่ฟิตและแข็งแรง (Healตี้) กว่าเดิม

    ผลลัพธ์คือ กระแสเงินสดที่ยังแกร่งกว่า 52,000 ล้านบาท และความสำเร็จในการ ลดหนี้สินลงได้ถึง 15,000 ล้านบาท สะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด จนสามารถดูแลผู้ถือหุ้นด้วยการจ่ายเงินปันผลรวม 5 บาทต่อหุ้นได้ในปีที่ผ่านมา

    ยุทธศาสตร์ปี 2569 “เข้มข้น-เข้มแข็ง-เสริมแกร่ง-เอาอยู่”

    เมื่อมองไปข้างหน้า ปี 2569 ยอมรับว่าท้าทายกว่าปี 2568 โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.6% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง คีย์เวิร์ดสำคัญคือ “การปรับตัว” โดยเอสซีจีตั้งเป้ากระแสเงินสดให้มากกว่า 55,000 ล้านบาท และรักษาเงินลงทุนไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อรักษาวินัยทางการเงิน

    โดยตั้งเป้าลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ให้ต่ำกว่า 5 เท่า จากเป้าหมายปัจจุบันอยู่ที่ 5.5 เท่า และมีการทบทวนพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio Review) เพื่อพิจารณาการขายกิจการ (Divestment) ที่ไม่ตอบโจทย์อย่างต่อเนื่อง

    “ปีนี้คาดเป้าหมายรายได้เติบโต 1-3% ตัวเลขอาจจะดูโตน้อยแต่อย่าลืมว่าเราโตในปีที่เศรษฐกิจหดตัว”

    หนักหน่วง! SCC ตั้งการ์ดสูง ปรับพอร์ต-รัดเข็มขัดขั้นสุด ฝ่าสึนามิเศรษฐกิจปี69

    สำหรับกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง

    • ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เติบโตต่อเนื่อง 6-7% จากการย้ายฐานการผลิตมาอาเซียน
    • ธุรกิจปูนซิเมนต์ไทย มีแนวโน้มดีจากงบประมาณภาครัฐและการลงทุนต่างชาติ (Data Center)
    • ธุรกิจปิโตรเคมี เริ่มทรงตัวและเห็นสัญญาณการชะลอตัวของกำลังการผลิตใหม่ในตลาด บริษัทมั่นใจว่าจะเป็น Last man standing เพราะมีธุรกิจอื่นคอยซัพพอร์ตและกระแสเงินสดเป็นบวก
    • ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เนื่องด้วยอสังหาริมทรัพย์ยังเหนื่อยจากการปล่อยสินเชื่อที่ติดขัด จึงต้องเร่งปรับตัวสู่สินค้ามูลค่าสูง (Smart Value Product – SVP)

    ขณะที่โครงการ LSP ยังมีภาระเรื่องค่าเสื่อมราคา (Depreciation) แต่เริ่มกลับมาเดินเครื่องแล้ว จุดเปลี่ยนสำคัญคือโครงการอีเทน (Ethane) ที่จะเสร็จในปีหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างมากและเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว คาดว่าธุรกิจจะเริ่มกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปี 2570-2571

    โครงการ LSP

    สิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ คือ อย่าเน้นกระตุ้นระยะสั้น มันเป็นการฉีดน้ำตาลเข้าไปกระตุ้นแม้จะดีขึ้นชั่วคราวแต่หนี้จะขึ้นถาวร ดังนั้นอย่าเน้นกระตุ้น ควรเน้นการปรับปรุงโครงสร้าง ต้องทำเหมือนเรา อย่างโครงสร้างที่ต้องปรับ เช่น พลังงาน

    ส่วนตัวมองว่าควรเปิดให้ใช้สายส่งร่วม (Third Party Access) เพื่อดึงดูดการลงทุน Data Center ระดับแสนล้าน และรัฐบาลควรลงทุนอัปเกรดสายส่งเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศในระยะยาว เพิ่มรายได้ให้ประเทศไทยอย่าเน้นแต่เอาเงินภาษีไปแจก

    ถามว่า มาตรการคนละครึ่งควรเกิดขึ้นหรือไม่ ตอบได้ว่าควรเกิดขึ้นอีกแต่อย่าเสพย์ติด.

    หนักหน่วง! SCC ตั้งการ์ดสูง ปรับพอร์ต-รัดเข็มขัดขั้นสุด ฝ่าสึนามิเศรษฐกิจปี69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xK9SNBbI3q93W4p-A-jGy

  • เผยเศรษฐกิจไทยเดือนธ.ค.68ยังไปต่อ ‘คลัง’ ชี้ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศหนุน

    เผยเศรษฐกิจไทยเดือนธ.ค.68ยังไปต่อ ‘คลัง’ ชี้ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศหนุน

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ธ.ค. 2568 ยังไปต่อ อานิสงส์ส่งออกโตกระหึ่ม 18 เดือนติด พ่วงการบริโภค-ท่องเที่ยวในประเทศช่วยหนุน พร้อมจับตาทิศทางค่าเงินบาท-นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน หวั่นกระทบไทย

    29 ม.ค. 2569 – นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ธ.ค. 2568 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือน ธ.ค. 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 28,928.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 16.8% และการขยายตัวของการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 26.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.6% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวลง อยู่ที่ 3.37 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -7.1%

    ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ทิศทางค่าเงินบาท และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    สำหรับการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน เช่นเดียวกันการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนธ.ค. 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -0.03% ตามการลดลงในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ข้าว และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตยางพารา และปาล์มน้ำมัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือน ธ.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จากระดับ 89.1 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจาก 1. เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา 2. ความกังวลด้านความต่อเนื่องการดำเนินนโยบายของรัฐบาลหลังมีการประกาศยุบสภา และ 3. การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนพ.ย. 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ที่ระดับ 57.4 จากระดับ 56.8 ในเดือนก่อนหน้า

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ธ.ค. 2568 อยู่ที่ -0.28% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.59% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2568 อยู่ที่ 65.7% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 281.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/939118/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a08Tz1gVjg25TvYl8Hvn9

  • “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ห้วยขวาง-วังทองหลาง ชูนโยบายเศรษฐกิจ รีดภาษีทุนใหญ่ 

    “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ห้วยขวาง-วังทองหลาง ชูนโยบายเศรษฐกิจ รีดภาษีทุนใหญ่ 


    “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียง ห้วยขวาง-วังทองหลาง ชูนโยบายเศรษฐกิจ รีดภาษีทุนใหญ่ เติมสวัสดิการประชาชน-กองทุนฉุกเฉินแก้หนี้นอกระบบ

    นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค ลงพื้นที่บริเวณตลาดเมืองไทยภัทร เพื่อช่วยนางสาวสุภกฤตา ธงไชย ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 5 (ห้วยขวาง–วังทองหลาง) หมายเลข 7 พรรครวมไทยสร้างชาติ หาเสียงเลือกตั้ง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ได้สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนด้านปากท้อง ค่าครองชีพ ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน

    นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจของพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP แต่ให้ความสำคัญกับ “เงินในกระเป๋าของประชาชน” เป็นหลัก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการลดภาระค่าครองชีพ

    สำหรับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก พรรคมีแนวคิดจัดตั้ง “กองทุนฉุกเฉิน” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรม เปิดโอกาสให้กู้ยืมรายละ 50,000 บาท จำนวน 1 ล้านคน โดยไม่คิดดอกเบี้ย และผ่อนชำระไม่เกินเดือนละ 500 บาท เพื่อลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

    นอกจากนี้ พรรคยังมีแผนสร้างงานเพิ่ม 300,000 ตำแหน่ง พร้อมยกระดับสวัสดิการถ้วนหน้า โดยผู้พิการและผู้สูงอายุจะได้รับเงิน 1,500 บาททุกช่วงอายุ และหากเป็นผู้ที่เคยเสียภาษี จะได้รับเพิ่มอีก 500 บาท รวมเป็น 2,000 บาท

    นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการบริหารงบประมาณแผ่นดิน วงเงินประมาณ 3.8 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ใน 19 หน่วยงาน โดยเห็นว่าสามารถนำมาปรับจัดสรรใหม่เพื่อคืนประโยชน์ให้ประชาชนได้

    พร้อมกันนี้ ยังย้ำถึงผลงานที่ผ่านมา อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าจาก 4.77 บาทต่อหน่วยในเดือนกันยายน 2566 เหลือ 3.94 บาทต่อหน่วยในเดือนธันวาคม 2568 การตรึงราคาแก๊สหุงต้มที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม และการบริหารจัดการราคาน้ำมันให้ลดลงเหลือประมาณ 25 บาทต่อลิตร ซึ่งยืนยันว่าเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d1GenUL_WUe39y3XMzPGI

  • FED ไม่ลดดอกเบี้ย! Powell ชี้เศรษฐกิจแกร่งแต่เงินเฟ้อสูง-ทิ้งท้าย ‘อย่าไปบ้าจี้ตามนักการเมือง’

    FED ไม่ลดดอกเบี้ย! Powell ชี้เศรษฐกิจแกร่งแต่เงินเฟ้อสูง-ทิ้งท้าย ‘อย่าไปบ้าจี้ตามนักการเมือง’

    By

    มกราคม 29, 2026

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติ “คงอัตราดอกเบี้ย” ไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% ในการประชุมล่าสุด โดยประธาน Jerome Powell ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งจนน่าประหลาดใจ และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการจ้างงานเริ่มลดลงแล้ว แต่ยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไป ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปอาจต้องรอกันอีกยาว

    ไฮไลท์สำคัญของการประชุมรอบนี้อยู่ที่ “มติที่ไม่เป็นเอกฉันท์” (10 ต่อ 2 เสียง) โดยสองกรรมการที่โหวตสวน คือ Christopher Waller (ตัวเต็งที่จะมาแทน Powell ในเดือน พ.ค.) และ Stephen Miran (ที่ปรึกษาทำเนียบขาวที่ลามาทำงาน Fed) ซึ่งทั้งคู่ต้องการให้ “ลดดอกเบี้ย 0.25%” ทันที สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวและแรงกดดันทางการเมืองที่แทรกซึมเข้ามาในบอร์ดบริหาร

    แม้ตลาดจะรับรู้ผลการประชุมแล้ว แต่ความสนใจกลับพุ่งเป้าไปที่ “ดราม่าการเมือง” เมื่อ Powell ถูกนักข่าวจี้ถามเรื่องที่เขาโดนรัฐบาลทรัมป์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางอาญา (เพื่อบีบให้ลดดอกเบี้ย) แม้ Powell จะปฏิเสธที่จะตอบโต้ แต่เขาได้ฝากทิ้งท้ายถึงว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ด้วยวลีเด็ดว่า “อย่าถูกลากเข้าไปเล่นการเมือง” และต้องรับผิดชอบต่อสภาคองเกรสเท่านั้น

    ในมุมมองเศรษฐกิจ Fed ยอมรับว่า “เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย” โดยคาดว่าเป็นผลกระทบชั่วคราวจาก “กำแพงภาษี” ของรัฐบาลทรัมป์ที่ทำให้สินค้านำเข้าแพงขึ้น ส่วนตลาดแรงงานเริ่มกลับมาสมดุล โดยอัตราว่างงานอยู่ที่ 4.4% นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงคาดการณ์ว่า Fed จะพักยาว และอาจไปเริ่มลดดอกเบี้ยอีกทีในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ประธาน Fed คนใหม่เข้ามารับไม้ต่อแล้ว

    ที่มา: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/29/fed-leaves-rates-unchanged-powell-warns-politics-inflation-elevated/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nzxRZB2SLKhgKmFAN8STR

  • ‘เอสซีจี’ ฝ่าเศรษฐกิจปี68 กระแสเงินสด 5.5 หมื่นล้าน เคาะปันผล 5 บาท

    ‘เอสซีจี’ ฝ่าเศรษฐกิจปี68 กระแสเงินสด 5.5 หมื่นล้าน เคาะปันผล 5 บาท

    เอสซีจีแจ้งผลประกอบการปี 2568 มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยใช้ AI & Robotics ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างการเติบโตให้องค์กรในระยะยาว ขณะเดียวกันยังพัฒนาและขยายตลาดสินค้า – บริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) สินค้ากรีน อาทิ ปูนคาร์บอนต่ำ และสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (SVP) 

    สำหรับผลจากมาตรการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มข้นในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้แก่

    1. บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนลดลง 10,535 ล้านบาท

    2. ปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไร และประหยัดค่าใช้จ่าย ได้รวมกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี

    3. ควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) เน้นเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนสูงและเร็วได้ตามแผน 30,737 ล้านบาท ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.5 เท่า จากเดิม 6.3 เท่า สถานะทางการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นปี 52,447 ล้านบาท 

    ปี 2568 เอสซีจียังสามารถสร้างการเติบโตของปริมาณการขายในทุกธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและไทย ส่งผลให้เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 496,925 ล้านบาท EBITDA 51,249 ล้านบาท และกำไรสำหรับปี 14,075 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายการปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจและรายการพิเศษ และการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจีซี ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการดังกล่าว Adjusted EBITDA ของปีจะอยู่ที่ 55,012 ล้านบาท และกำไรสำหรับปีเมื่อไม่รวมรายการดังกล่าวจะอยู่ที่ 4,962 ล้านบาท

    เมื่อพิจารณากระแสเงินสดฯ ที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 5.0 บาท รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของกำไรสำหรับปี 2568 ซึ่งคณะกรรมการบริษัทฯ มีความเห็นว่าเป็นอัตราเงินปันผลที่เหมาะสม เพื่อมุ่งดูแลผู้ถือหุ้นให้ได้รับผลตอบแทนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง 

    เอสซีจี มั่นใจว่าปี 2569 จะยังสามารถเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ควบคู่การสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในทุกธุรกิจได้ต่อเนื่อง แม้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะท้าทายยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1218717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r9PK4v3903CdK1ftbhoML