Category: เศรษฐกิจ

  • ‘พล.อ.รังษี’ แฉซื้อเสียงระบาดหนัก พุ่งหัวละ 5,000 บาท แจงข้อกังขา ‘ประธานคริส’ มีอำนาจเหนือพรรค

    ‘พล.อ.รังษี’ แฉซื้อเสียงระบาดหนัก พุ่งหัวละ 5,000 บาท แจงข้อกังขา ‘ประธานคริส’ มีอำนาจเหนือพรรค

    ‘พล.อ.รังษี’ แจงข้อกังขา ‘ปานเทพ’ ปม’ ประธานคริส’ มีอำนาจเหนือพรรค ยันลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 10 เป็นยุทธศาสตร์แบ่งงาน ‘บริหาร-นิติบัญญัติ’ ไม่ยึดติดอำนาจ หวังสร้างการเมืองใหม่ที่โปร่งใส พร้อมเปิดหน้าชนโค้งสุดท้าย แฉขบวนการซื้อเสียงระบาดหนักทั่วประเทศ พุ่งหัวละ 5,000 บาท คาดสะพัดกว่า 1.2 หมื่นล้าน ชี้เป็นเงิน ‘ธุรกิจสีเทา-สแกมเมอร์

    30 ม.ค.2569 – พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ว่า ขณะนี้มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดผ่านเวทีดีเบตเพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือพบความเคลื่อนไหวเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งอย่างหนัก โดยได้รับรายงานข่าวว่ามีการ “ซื้อเสียง” สูงถึงหัวละ 5,000 บาท ระบาดไปทุกภาคทั่วประเทศไทย ทั้งเหนือ อีสาน ใต้ และกรุงเทพมหานคร

    พล.อ.รังษี ตั้งข้อสังเกตว่า เม็ดเงินมหาศาลที่นำมาใช้ทุ่มซื้อเสียงในครั้งนี้ อาจเป็นเงินที่มาจากธุรกิจสีเทาหรือกลุ่มสแกมเมอร์ที่มีเงินหมุนเวียนในไทยกว่า 2 แสนล้านบาท โดยรูปแบบการจ่ายเงินเป็นระบบแบ่งเป็นงวดๆ โดยจะจ่ายล่วงหน้าก่อน 2,000 บาท พร้อมยึดบัตรประชาชนไว้ และให้นำมารับคืนก่อนวันเลือกตั้ง พร้อมรับเงินส่วนที่เหลืออีก 3,000 บาท

    “ถ้าคำนวณจากเป้าหมายที่ต้องการเสียงในสภา 250 เสียง คาดว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 12,500 ล้านบาท ผมจึงอยากฝากเตือนประชาชนให้ตื่นรู้ หากรับเงินจากคนโกง ประเทศจะเข้าสู่หายนะ ท่านรับเงินได้แต่อย่าเลือก ให้เลือกพรรคที่นโยบายชัดเจนแทน เพราะประชาชนคือผู้ตัดสินอนาคตประเทศ” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ กล่าว

    นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ยังได้ชี้แจงกรณีที่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งข้อสังเกตผ่านเฟซบุ๊ก ถึงโครงสร้างอำนาจภายในพรรคเศรษฐกิจที่มอบอำนาจให้นายคริส โปตระนันท์ ประธานพรรค ตัดสินใจเรื่องสำคัญ และตั้งคำถามถึงสาเหตุที่หัวหน้าพรรคไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ลำดับที่ 10

    โดยพล.อ.รังษี ชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ตกลงกันภายในพรรคเพื่อความชัดเจนในการทำงาน โดยนโยบายหลัก 5 ข้อของพรรค ได้แบ่งความรับผิดชอบชัดเจน กล่าวคือ ข้อ 1, 2 และ 5 ซึ่งเกี่ยวกับเมกะโปรเจกต์และการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน เป็นอำนาจของ “ฝ่ายบริหาร” ซึ่งตนถนัดและจะรับผิดชอบโดยตรง

    ส่วนข้อ 3 และ 4 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมาย โทษประหารชีวิตคดีคอร์รัปชัน รวมถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป็นหน้าที่ของ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” จึงให้ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1-9 ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเป็นผู้ขับเคลื่อนในสภา

    “ผมทำงานการเมืองแบบคนรุ่นใหม่ ไม่จำเป็นที่หัวหน้าพรรคต้องผูกขาดเป็นเบอร์ 1 หรือรวบอำนาจไว้คนเดียว ที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่าพรรคที่หัวหน้ามีอำนาจเบ็ดเสร็จสุดท้ายก็พรรคแตก สส.ลาออกจากพรรค แต่พรรคเศรษฐกิจเราอยู่ด้วยความไว้วางใจ การกระจายอำนาจ บริหารจัดการจึงเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ กล่าว

    พล.อ.รังษี ย้ำทิ้งท้ายว่า การเข้ามาเล่นการเมืองครั้งนี้ไม่ได้ต้องการตำแหน่ง ส.ส. หรือรัฐมนตรี แต่ต้องการเข้ามาแก้วิกฤตประเทศที่เดินต่อไม่ได้ โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจและคอร์รัปชัน จึงจำเป็นต้องขอคะแนนเสียงแบบแลนสไลด์เพื่อให้พรรคมีเสถียรภาพในการผลักดันนโยบายให้เป็นจริง โดยจะรอผลการตัดสินใจของประชาชนในวันเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตทางการเมืองต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/939478/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XeK_UKe3DiWijN3CXWq-5

  • เศรษฐกิจฝรั่งเศสแผ่วปลายปี 68 โตต่ำคาด หลังดีมานด์ในประเทศอ่อนตัว : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสแผ่วปลายปี 68 โตต่ำคาด หลังดีมานด์ในประเทศอ่อนตัว : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) เผยตัวเลขประมาณการเบื้องต้นในวันนี้ (30 ม.ค.) ว่า GDP ฝรั่งเศส ในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 0.2% ลดลงจากระดับ 0.5% ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงที่ฝรั่งเศสทำผลงานได้ดีเกินคาด อย่างไรก็ดี ตัวเลขล่าสุดนี้ถือว่าสอดคล้องกับการคาดการณ์ของ INSEE

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสขยายตัวเพียงเล็กน้อยและมีทิศทางชะลอตัวลง หลังผ่านพ้นช่วงฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแรงลงและการเร่งระบายสินค้าคงคลังของภาคธุรกิจ

    สำหรับภาพรวมตลอดปี 2568 เศรษฐกิจฝรั่งเศสขยายตัวรวม 0.9% สูงกว่าเป้าหมายงบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 0.7% ซึ่งผลงานที่ดีกว่าคาดนี้ส่งผลให้มีโอกาสสูงขึ้นที่การขาดดุลงบประมาณจะออกมาต่ำกว่าระดับ 5.4% ของ GDP ตามที่ประมาณการไว้เล็กน้อย

    ที่ผ่านมา เศรษฐกิจฝรั่งเศสถือว่ามีความแข็งแกร่งเกินกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ แม้ต้องเผชิญมรสุมทางการเมืองในสภาที่แตกแยกอย่างหนักจนบั่นทอนความเชื่อมั่นของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจมานานหลายเดือน

    โรลองด์ เลสกูร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ TF1 ว่า “เราเริ่มต้นปี 2569 ได้ค่อนข้างดี ผมหวังว่าในปีนี้จะเห็นเศรษฐกิจเติบโตได้อย่างน้อย 1% ตามที่เราคาด”

    ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางการเมืองเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายลง โดยนายกรัฐมนตรีเซบัสเตียง เลอกอร์นูว์ เตรียมผลักดันร่างงบประมาณปี 2569 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันศุกร์นี้ เพื่อยุติความขัดแย้งด้านนโยบายการคลังที่ยืดเยื้อมานาน แม้พรรคฝ่ายค้านจะเตรียมยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ แต่คาดว่าฝ่ายรัฐบาลจะยังคงรักษาเสียงข้างมากไว้ได้

    ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์มองว่าโอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอย่างรุนแรงยังคงมีจำกัด โดยงบประมาณฉบับใหม่นี้ยังไม่เอื้อต่อภาคธุรกิจ เนื่องจากมาตรการภาษีที่สูงขึ้นอาจฉุดรั้งการลงทุนและการจ้างงาน แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่กระเตื้องขึ้นบ้าง แต่ปัจจัยเรื่องค่าเงินยูโรที่แข็งค่าอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อภาคการส่งออก

    สำหรับรายละเอียดในไตรมาส 4 พบว่าการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนอุปสงค์ในประเทศ โดยช่วยผลักดัน GDP ให้เพิ่มขึ้น 0.3% นอกจากนี้ การค้าระหว่างประเทศยังช่วยหนุนตัวเลขการเติบโตอีก 0.9% จากอานิสงส์ของการส่งออกที่เพิ่มขึ้นและการนำเข้าที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การลดลงของสินค้าคงคลังภาคธุรกิจได้ฉุดตัวเลข GDP ลงไปถึง 1%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565429&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KadXPe6AumULHopHfccrx

  • ยุติธรรม- ดีอี – ดีเอสไอ แถลงคืบหน้าคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญ Worldcoin หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว

    ยุติธรรม- ดีอี – ดีเอสไอ แถลงคืบหน้าคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญ Worldcoin หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว

    เผยแพร่: 30 ม.ค. 2569 16:48 น. ปรับปรุง: 30 ม.ค. 2569 17:15 น. เปิดอ่าน 77 ครั้ง  
    Line Facebook Twitter

    ยุติธรรม- ดีอี – ดีเอสไอ แถลงคืบหน้าคดีสแกนม่านตา

    แลกเหรียญ Worldcoin หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว

               วันนี้ (วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569) เวลา 15.00 น พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายวิทวัส สุคนธรส ผู้อำนวยการกองคดียาเสพติด พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบกระบวนการจัดทำ MOU กับกลุ่มทุนต่างชาติ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และความคืบหน้าการสอบสวนคดีพิเศษ กรณี การสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญ คริปโทเคอร์เรนซี จนมีประชาชนหลงเชื่อและถูกสแกนเก็บอัตลักษณ์ม่านตาซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวไปแล้ว กว่า 1.2 ล้านราย ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ห้องประชุม 204 ศูนย์ราชการอาคาร C

               กรณีกล่าวสืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ส่งเรื่อง กรณีการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin มาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ เนื่องจากมีความเห็นจากคณะผู้เชี่ยวชาญฯ ระบุว่าข้อมูลม่านตาดังกล่าว เป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ที่ถูกเก็บข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลนั้น ซึ่งทางการสืบสวนพบเพียงหลักฐานว่ากลุ่มประชาชนที่มาสแกนม่านตาส่วนใหญ่ถูกจูงใจจากการแจกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin (WLD) โดยไม่เข้าใจหรือทราบว่าได้ให้ความยินยอม

                ในการจัดเก็บข้อมูลม่านตา เพียงแต่ทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในแอปพลิเคชันเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าการดำเนินการขอความยินยอมดังกล่าวอาจมีความคลุมเครือหรือถูกบิดเบือนทำให้ผู้สแกนม่านตาไม่สามารถเข้าใจได้ และทางการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษพบข้อเท็จจริงดังกล่าวรวมทั้งพบว่า ในส่วนของกลุ่มบริษัทที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตามีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ในแง่ของตัวบุคคลและการลงทุน รวมถึงชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOUนอกจากนี้ จากการตรวจสอบการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตายังตรวจพบความผิดปกติในการบริหารโครงการ และการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ เบื้องต้นมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้อนุมัติให้ทำการสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 และขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการลงนามบันทึกความตกลงร่วมกัน หรือ MOU ระหว่างหน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนจากต่างประเทศ ซึ่งได้ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วพบว่ามีหลักฐานว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตาม MOU และพบหลักฐานสำคัญอื่น อีกหลายประการ อันจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนคดีพิเศษ ในวันนี้ จึงมีการแถลงผลการดำเนินการร่วมกัน และส่งมอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานดังกล่าวให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวน

                 ในประเด็นดังกล่าว หากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบความผิดอาญาอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้ทำการสอบสวนต่อไป รวมทั้งหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินการ อันจะอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฏหมายต่อไป เพื่อทำความจริงให้ปรากฏและเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาประโยชน์สาธารณะต่อไป

    ————————————-

    ลงวันที่ 30 มกราคม 2569


    ภาพจากแฟ้มข่าว


    ชาร์ทคดี


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dsi.go.th/th/Detail/0b160443124078a2095f912e2562132d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08na832A59MG3c70iJOCCa

  • สมาพันธ์ SME เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน หนุนเศรษฐกิจเติบโต

    สมาพันธ์ SME เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน หนุนเศรษฐกิจเติบโต

    สมาพันธ์ SME ไทย เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทย หนุนการเจริญเติบโตและสามารถกระตุ้นยอดขายของ MSME ที่มีกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ

    นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย , นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร ส.ส. กทม. เข้ารับฟังปัญหาและอุปสรรค รวมถึงแนวทางในการแก้ปัญหาของผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย (MSME) จากนายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย และคณะกรรมการ รวมถึงเครือข่ายแกนนำจากทั่วประเทศ โดยในการหารือครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และเสนอแนวคิด เพื่อหวังส่งเสริมศักยภาพ ภาพรวมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายณพพงศ์ กล่าวว่า นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของ “พรรคเพื่อไทย” หากสามารถดำเนินการได้จริง จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจฐานรากของไทยกลับมาฟื้นตัว ภาคการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคจะกลับมาคึกคัก ส่งผลโดยตรงต่อภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดในเวลานี้ คือ “ยอดขาย” ที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้มองว่านโยบายดังกล่าวเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลาง 1 ปี ที่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน MSME ให้กลับมาเติบโต และมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
     

    นายณพพงศ์ กล่าวต่อว่า สมาพันธ์ฯ ขอขอบคุณพรรคเพื่อไทยที่ได้เข้ามาพบปะหารือและรับฟังปัญหาของภาค MSME อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันประเทศไทยมี MSME ประมาณ 3.25 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) ถึง 84.5% หรือราว 2.75 ล้านราย ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจด้านการค้า 42% และภาคบริการ 40% สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายที่มุ่งกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและช่วยบรรเทาปัญหาปากท้องของประชาชน มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก

    “โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทย เปรียบเสมือนการทำให้ฝนตกทั่วฟ้า รายได้กระจายสู่ทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง เพราะหัวใจสำคัญของ MSME คือยอดขาย จึงถือเป็นนโยบายที่ตรงจุดและตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อยอย่างแท้จริง” นายณพพงศ์ กล่าว

    ด้านนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยืนเคียงข้าง MSME ไทย และจะผลักดันทุกนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1219005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32HQzaO5beVDnMKgOPP9SR

  • ไฮเออร์ (ประเทศไทย) เผยยุทธศาสตร์ 23 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

    ไฮเออร์ (ประเทศไทย) เผยยุทธศาสตร์ 23 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

    ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำพันธกิจการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ผ่านการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง ด้วยการทุ่มงบลงทุนหมื่นล้านบาทในนิคมอุตสาหกรรมชลบุรีเพื่อสร้างงานกว่า 3,000 ตำแหน่ง พร้อมขยายเครือข่ายดีลเลอร์กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยด้วยนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทยเพื่อคนไทย

    ตลอด 23 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ไฮเออร์ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2562 บริษัทได้เริ่มปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์สู่การเป็นผู้นำด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า Internet of Things (IoT) และมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ผู้นำ Ecosystem ที่เติบโตเคียงคู่กับตลาดไทย จนสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดจาก 10% เป็น 14% ในปัจจุบัน และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ (White Goods) ได้สำเร็จ

    สร้างงานและกระจายรายได้ผ่านฐานการผลิตระดับโลก หัวใจสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจพื้นที่ คือการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2568 ด้วยมูลค่าการลงทุน 10,000 ล้านบาท โครงการนี้ไม่เพียงมีกำลังการผลิตสูงถึง 6 ล้านเครื่องต่อปีเพื่อรองรับตลาดโลก แต่ยังสร้างการจ้างงานในประเทศ 3,000 ตำแหน่ง ช่วยกระจายรายได้และเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคตะวันออกที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของประเทศ

    หนุนห่วงโซ่อุปทานผ่านดีลเลอร์กว่า 1,000 แห่ง ในด้านการตลาด ไฮเออร์ลงทุน 1,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนการเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในส่วนของผู้แทนจำหน่ายและร้านค้าปลีก ปัจจุบันมีเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายมากกว่า 1,000 แห่งทั่วทุกภูมิภาค ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลัก 7 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ตู้แช่ เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ ทีวี และเครื่องทำน้ำอุ่น การขยายตัวนี้ไม่เพียงสร้างความสะดวกให้ผู้บริโภค แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจและรายได้ที่มั่นคงให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ

    ขับเคลื่อนนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ ไฮเออร์ ในฐานะแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก 17 ปีซ้อน ยังยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยผ่านการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทยโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ด้วยการจัดแฟลกชิปอีเวนต์ใหญ่แห่งปี ‘Champion Your Haier Life ไฮเออร์ เปิดโหมดแชมป์ให้กับชีวิต’ พร้อมเปิดตัว Haier’s Global Champion Tour ป็อปอัพสโตร์ระดับโลกครั้งแรกในประเทศไทย ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ สะท้อนการขับเคลื่อนแบรนด์ ผ่านพลังของกีฬา ไลฟ์สไตล์ และแรงบันดาลใจจากความเป็น “แชมป์ระดับโลก”

    เติบโตเคียงข้างสังคมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ ไฮเออร์ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรม CSR และสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง โดยร่วมมือกับองค์กรไทย อาทิ สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ในการจัดกิจกรรม เช่น Haier Cup 2025 และ Haier Run 2025 โดยสนับสนุนงบประมาณเพื่อสังคมมากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี

    ด้วยการผสานการลงทุน การสร้างงาน และการพัฒนานวัตกรรม ส่งผลให้ไฮเออร์สามารถสร้างการเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 20% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายของตลาด สะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่พร้อมจะเติบโตและสร้างความมั่งคั่งให้ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/939529/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CLVQnOZyGRnvs4UALpIaV

  • กบข. โชว์ผลตอบแทนปี 68 พุ่ง 5.18% ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน ปักธง! ผลตอบแทนปี 69 ชนะเงินเฟ้อ 2-3%

    กบข. โชว์ผลตอบแทนปี 68 พุ่ง 5.18% ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน ปักธง! ผลตอบแทนปี 69 ชนะเงินเฟ้อ 2-3%


    กบข. โชว์ฟอร์มแกร่งปี 68 ผลตอบแทนรวมพุ่ง 5.18% ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เล็งศึกษาโอกาสการลงทุนในเศรษฐกิจสูงวัย – เสริมความมั่นคงให้สมาชิกหลังเกษียณ ปักธง! ผลตอบแทนรวมปี 69 ชนะเงินเฟ้อ 2-3%

    นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ในปี 2569 ยังคงเผชิญความผันผวนหลายด้าน มีปัจจัยกดดันไม่น้อยกว่าปี 2568 และอาจมีความท้าทายมากขึ้น กบข.จึงเดินหน้าปรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 โดยตั้งเป้าการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี บวก 2-3% ตามเป้าหมายของสมาชิก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ให้สมาชิกสามารถดำรงชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีสุข

    รวมถึง กบข.เล็งเห็นโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการนำร่อง “ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Housing Sandbox)” และศึกษาโอกาสลงทุนใน “เศรษฐกิจสูงวัย (Siver Economy)” ในรูปแบบการลงทุนร่วมกับพาทเนอร์ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้

    ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ กบข. ยังคงเดินหน้าลงทุนใน 18 สินทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมปรับพอร์ตการลงทุนตลอดทั้งปีเพื่อกระจายความเสี่ยงและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว ขณะที่หุ้นไทยยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ กบข.ลงทุนตามสัดส่วน 5% ในกลุ่มหุ้นที่ยังมี Divided Yields และมีสภาพคล่องสูง

    นอกจากนี้ กบข.ยังมีแผนจะกระตุ้นให้สมาชิกออมเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการส่งเสริมให้สมาชิกเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุ และเป้าหมายทางการเงินของตนเอง โดยในปีนี้ กบข.ได้ปรับนโยบายจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset Allocation: SAA) ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจประเทศหลัก และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งได้ปรับนิยามและมุมมองต่อประเภทสินทรัพย์การลงทุน จากเดิมที่แบ่งเป็น “สินทรัพย์มั่นคงสูงและสินทรัพย์เสี่ยง” มาเป็นการพิจารณาแนวการจัดกลุ่ม “สินทรัพย์เชิงรุกและสินทรัพย์เชิงรับ” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในระยะยาว

    สำหรับผลตอบแทนรวมในปี 2568 เพิ่มขึ้น 5.18% จากผลตอบแทนรายแผนส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะแผนทองคำให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 52.78% แผนหุ้นต่างประเทศ 17.47% แผนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทย 9.38% แผนเชิงรุก 65 อยู่ที่ 8.89% แผนสมดุลตามอายุ (สมาชิกอายุน้อยกว่า 55 ปี) 8.74% และแผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป 4.31% สะท้อนถึงการกระจายการลงทุนที่เหมาะสมที่ช่วยเสริมศักยภาพผลตอบแทนให้กับสมาชิก

    อย่างไรก็ดี กบข. ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกในระยะยาว โดยในปี 2568 กบข. มีสมาชิกประมาณ 1.27 ล้านคน มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 1.49 ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ 31 ธ.ค. 2568) และสามารถเพิ่มสัดส่วนสมาชิกที่มีโอกาสบรรลุเงินก้อนเพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตหลังเกษียณอย่างมีสุข ในระดับดี (P75) จาก 18% ในปี 2567 เป็น 25% ในปี 2569 พร้อมเดินหน้าลดสัดส่วนสมาชิกที่มีโอกาสไม่บรรลุเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/39849&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_I06ndj76qvAu7cIvK40s

  • สมาพันธ์ SME เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานรากโต

    สมาพันธ์ SME เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานรากโต

    สมาพันธ์ SME ไทย เชื่อนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทย หนุนการเจริญเติบโตและสามารถกระตุ้นยอดขายของ MSME ที่มีกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ

    นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร ส.ส. กทม. เข้ารับฟังปัญหาและอุปสรรค รวมถึงแนวทางในการแก้ปัญหาของผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย (MSME) จากนายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย และคณะกรรมการ รวมถึงเครือข่ายแกนนำจากทั่วประเทศ โดยในการหารือครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และเสนอแนวคิด เพื่อหวังส่งเสริมศักยภาพ ภาพรวมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายณพพงศ์ กล่าวว่า นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของ “พรรคเพื่อไทย” หากสามารถดำเนินการได้จริง จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจฐานรากของไทยกลับมาฟื้นตัว ภาคการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคจะกลับมาคึกคัก ส่งผลโดยตรงต่อภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดในเวลานี้ คือ “ยอดขาย” ที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้มองว่านโยบายดังกล่าวเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลาง 1 ปี ที่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน MSME ให้กลับมาเติบโต และมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

    นายณพพงศ์ กล่าวต่อว่า สมาพันธ์ฯ ขอขอบคุณพรรคเพื่อไทยที่ได้เข้ามาพบปะหารือและรับฟังปัญหาของภาค MSME อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันประเทศไทยมี MSME ประมาณ 3.25 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) ถึง 84.5% หรือราว 2.75 ล้านราย ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจด้านการค้า 42% และภาคบริการ 40% สะท้อนให้เห็นว่า นโยบายที่มุ่งกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและช่วยบรรเทาปัญหาปากท้องของประชาชน มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก

    “โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทย เปรียบเสมือนการทำให้ฝนตกทั่วฟ้า รายได้กระจายสู่ทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง เพราะหัวใจสำคัญของ MSME คือยอดขาย จึงถือเป็นนโยบายที่ตรงจุดและตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อยอย่างแท้จริง” นายณพพงศ์

    ด้านนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยืนเคียงข้าง MSME ไทย และจะผลักดันทุกนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737262&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qJGDAgm8bKFEuvb4dg1Zy

  • ธปท. เผยเศรษฐกิจธ.ค.โตต่อเนื่องตามส่งออก-บริโภคและลงทุนเอกชนรับมาตรการรัฐ-การผลิตกลับมาขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธปท. เผยเศรษฐกิจธ.ค.โตต่อเนื่องตามส่งออก-บริโภคและลงทุนเอกชนรับมาตรการรัฐ-การผลิตกลับมาขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยเดือนธันวาคมขยายตัวจากเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่วนหนึ่งได้รับผลดีจากมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อน และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปยังมีแรงส่งจากกิจกรรมในภาคบริการ โดยเฉพาะภาคการค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวตามการส่งออก และภาคการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ภาคการผลิตมีแนวโน้มขยายตัวต่ำจากปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความสามารถในการแข่งขัน กดดันการเติบโตของรายได้และกำลังซื้อให้มีแนวโน้มชะลอลง

    ทั้งนี้ในระยะต่อไปต้องติดตาม 1) ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท 2) สภาพคล่องของธุรกิจที่ตึงตัว 3) ความสามารถในการปรับตัวของภาคการผลิตและ 4) การฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bqUqRBzFP2YVCuKfg6asF

  • คต. บุกขอนแก่น จัดงาน NeEC Expo 2026 กระตุ้นเศรษฐกิจอีสาน | เดลินิวส์

    คต. บุกขอนแก่น จัดงาน NeEC Expo 2026 กระตุ้นเศรษฐกิจอีสาน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ จังหวัดขอนแก่น  นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมด้วย นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ร่วมกันเปิดงานการประชุมส่งเสริมและแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าและเปิดงานมหกรรมการค้าระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC Expo 2026 @khon kaen  โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    นายนพดล กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา และการฟื้นฟูผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัย ตามนโยบาย “Quick Win” ของกระทรวงพาณิชย์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำสินค้ามาจัดแสดงและเข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดและโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ

    นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดแสดง “ข้าวประณีต” ของภาคอีสาน เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมข้าวตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ พร้อมเชิญชวนประชาชนชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาเยี่ยมชมและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ จังหวัดขอนแก่น

    นายนพดล กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าต่างประเทศให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ จึงดำเนินโครงการส่งเสริมการค้าและการลงทุนในพื้นที่ชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 ภาคอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 มีกำหนดจัดงานมหกรรมการค้าชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษรวม 6 ครั้ง ซึ่งจังหวัดขอนแก่นเป็นหมุดหมายแรกของปี เพื่อยกระดับขีดความสามารถ เพิ่มช่องทางตลาด และการเข้าถึงตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการ SMEs นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ภายในงานประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า กว่า 120 คูหา จากทั้งผู้ประกอบการไทย และ สปป.ลาว , การเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการจากประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่น ๆ, การสัมมนาเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ในหัวข้อ “เทคนิคการสร้างแบรนด์สินค้าท้องถิ่นให้ก้าวไกลไปตลาดโลก” และการเสวนาหัวข้อ “เทรนด์ตลาดจีน 2026 และข้อควรรู้” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 และ การประชุมหารือร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมและแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ซึ่งภาคเอกชนในจังหวัดขอนแก่นมีความสนใจที่จะให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนช่องทางการส่งออกสินค้า เช่นข้าว มะม่วง ปศุสัตว์ เป็นต้น ไปยังต่างประเทศ

    การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อาทิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จังหวัดขอนแก่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่น รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรด้านการเงิน เช่น ธ.ก.ส. EXIM Bank และ SME D Bank ที่ร่วมออกคูหาให้คำปรึกษาและบริการด้านสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5551088/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38RhENEMYWrqFv9SP7YWGc

  • เบื้องหลัง Upcycling Polymer Composite นวัตกรรมจาก FutureCycle ที่พลิกของเสียให้เป็นวัสดุมีมูลค่า สู่กลไกเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง

    เบื้องหลัง Upcycling Polymer Composite นวัตกรรมจาก FutureCycle ที่พลิกของเสียให้เป็นวัสดุมีมูลค่า สู่กลไกเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง

    โลกกำลังดิ้นรนกับปัญหาขยะล้นเมืองและการใช้ทรัพยากรที่ไม่ยั่งยืน อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและการออกแบบต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า “เราจะอยู่ร่วมกับโลกอย่างสมดุลได้อย่างไร?” บริษัท FutureCycle Company Limited ก้าวขึ้นมาพร้อมคำตอบในรูปแบบของนวัตกรรมวัสดุแห่งอนาคต ด้วย Upcycling Polymer Composite (UPC) ภายใต้แบรนด์ MORE – Waste is MORE ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าขยะไม่ใช่ภาระ หากแต่สามารถกลายเป็น ‘วัสดุที่มีมูลค่า’ ที่ทั้งแข็งแรง มีความร่วมสมัย ใช้งานได้จริง และยั่งยืน ผ่านการผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และการออกแบบเพื่อความยั่งยืน

    Waste is MORE เมื่อขยะคือจุดเริ่มต้นของคุณค่าใหม่

    แนวคิด “Waste is MORE” เกิดจากความเชื่อพื้นฐานของ FutureCycle ที่ว่า “ขยะไม่ใช่จุดจบของคุณค่า แต่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ที่ดีกว่า” ทุกชิ้นของเสีย ไม่ว่าจะเป็นฝาขวดพลาสติกที่ถูกทิ้งหลังใช้ เยื่อกาแฟจากโรงคั่ว หรือเศษวัสดุจากกระบวนการผลิตในโรงงาน ล้วนถูกมองในฐานะวัตถุดิบต้นน้ำที่รอการแปลงโฉม FutureCycle นำสิ่งเหล่านี้มาผ่านกระบวนการทางวิศวกรรมและการออกแบบ เพื่อสร้างวัสดุผสมทางเลือกที่มีคุณสมบัติไม่แพ้วัสดุดั้งเดิม แต่มีความยั่งยืนและลดการปล่อยคาร์บอนมากกว่า ซึ่งสะท้อนคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ MORE ในการมอง ‘Waste’ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ไม่ใช่ของไร้ราคา

    สำหรับบริษัท ขยะทุกชิ้นคือโอกาสที่จะสร้างคุณค่ากลับคืนสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม การทำงานภายใต้แนวคิดนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘การจัดการของเสีย’ แต่คือการ ‘สร้างเศรษฐกิจใหม่จากสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นค่า’ และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของวัสดุ UPC ที่ผสานความแข็งแรง ความสวยงาม และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    จากเศษวัสดุเหลือใช้ สู่วัสดุสมรรถนะสูงและมีคุณค่า

    เบื้องหลังวัสดุ UPC เริ่มต้นด้วยการคัดสรรขยะและเศษวัสดุจากหลากหลายแหล่ง ตั้งแต่ของใช้ในชีวิตประจำวันไปจนถึงของเสียในอุตสาหกรรม เช่น ฝาขวดพลาสติก เศษบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว ไปจนถึงเยื่อกาแฟที่เหลือจากกระบวนการผลิต FutureCycle ใช้เทคโนโลยีเฉพาะในการอัดผสมและขึ้นรูปวัสดุเหล่านี้ให้กลายเป็น Polymer Composite ที่มีคุณสมบัติทนทานต่อแรงกระแทก ความชื้น และการสึกกร่อน จนสามารถทดแทนวัสดุดั้งเดิมได้อย่างมั่นใจ

    ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่เพียงวัสดุทดแทนทั่วไป แต่คือ “วัสดุสมรรถนะสูงและมีคุณค่า” ที่มีศักยภาพในการใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิว เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่ง ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติใหม่ (Virgin Materials) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การ Upcycling พลาสติกสู่คอมโพสิตที่มีมูลค่าในระดับสากล

    สิ่งที่ทำให้ UPC ของ MORE แตกต่างจากวัสดุทางเลือกอื่นคือ ‘เรื่องราว’ ทุกแผ่นวัสดุสะท้อนแนวคิดของการให้ชีวิตครั้งที่สองกับของที่คนเคยมองข้าม วัสดุเหล่านี้ไม่เพียงบรรจุฟังก์ชันและความทนทานเท่านั้น แต่ยังบรรจุอุดมการณ์ของความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจาก UPC จึงถูกมองได้ทั้งในฐานะวัสดุเชิงโครงสร้างและในฐานะ ‘สินทรัพย์’ ที่เพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์และโปรเจกต์ที่เลือกใช้

    นักออกแบบที่เลือกใช้วัสดุ UPC จึงไม่ได้เพียงเลือกวัสดุใหม่ แต่เป็นการส่งต่อจิตวิญญาณของการฟื้นคืนคุณค่าให้กับโลกใบนี้ ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจาก UPC ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ แผ่นผนัง หรือของตกแต่ง ล้วนมีเอกลักษณ์ของลวดลายที่ไม่ซ้ำกัน เสมือนบันทึกเรื่องราวของเศษวัสดุที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

    MORE สามเสาหลัก ยั่งยืน นวัตกรรม สร้างสรรค์

    MORE ยืนอยู่บนแนวคิดสามแกนหลักที่ทำให้แบรนด์ทรงพลัง ทั้งในเชิงธุรกิจและจิตสำนึกของสังคม แนวคิดแรกคือ Sustainability (ความยั่งยืน) ที่มองของเสียเป็นทรัพยากรหมุนเวียนซึ่งสามารถกลับเข้าสู่ระบบการผลิตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แนวคิดที่สองคือ Innovation (นวัตกรรม) ซึ่งสะท้อนผ่านเทคนิคการแปรรูปวัสดุจนเกิดสมรรถนะสูงและตอบโจทย์การใช้งานจริง และแนวคิดสุดท้ายคือ Creativity (ความคิดสร้างสรรค์) ที่เปิดพื้นที่ให้กับนักออกแบบร่วมสมัยได้ทดลองและสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ จากวัสดุ UPC ซึ่งไม่เพียงสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมของการออกแบบที่รับผิดชอบต่อโลก

    ในมุมของแบรนด์ แนวคิด MORE – Waste is MORE จึงกลายเป็น ‘ตัวขับเคลื่อน’ หลักของการพัฒนา UPC ให้เป็นวัสดุที่มีคุณค่าทั้งแข็งแรง ใช้งานได้จริง และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำขวัญด้านสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู

    จากแผ่นวัสดุสู่เฟอร์นิเจอร์และงานดีไซน์เพื่อโลก

    ผลิตภัณฑ์จาก UPC ของ MORE ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในรูปแบบแผ่นวัสดุมาตรฐานขนาด 4×8 ฟุต เท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น เฟอร์นิเจอร์ พื้นผิวตกแต่ง และของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสะท้อนทั้งความงามและจิตวิญญาณของการ Upcycling ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการ สถาปนิก และนักออกแบบมีทางเลือกใหม่ในการสร้างพื้นที่และประสบการณ์ที่ทั้งสวยงามและรับผิดชอบต่อโลกไปพร้อมกัน

    MORE จึงไม่เพียงเป็นแบรนด์วัสดุทางเลือก แต่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภค นักออกแบบ และภาคอุตสาหกรรมหันมาเห็นว่าความสวยงามสามารถอยู่คู่กับความยั่งยืนได้อย่างกลมกลืน ขณะเดียวกันก็สร้างความแตกต่างเชิงภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ที่เลือกใช้วัสดุประเภท Upcycled High-Value Materials ในงานของตัวเอง

    สำหรับนักลงทุนและผู้นำธุรกิจที่กำลังมองหานวัตกรรมวัสดุที่ตอบทั้งเรื่อง ESG และโอกาสทางธุรกิจ UPC จาก MORE คือกรณีศึกษาของการเปลี่ยนต้นทุนของเสียให้กลายเป็นสินทรัพย์ใหม่ในห่วงโซ่คุณค่า สามารถเพิ่มมูลค่าโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ งานออกแบบ หรือแบรนด์สินค้าได้อย่างชัดเจน

    ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตและนักออกแบบก็สามารถใช้ UPC เป็นฐานวัสดุสำหรับสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยืนระยะการใช้งานได้ยาวนาน มีภาพลักษณ์ร่วมสมัย และตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักษ์โลกที่ไม่อยากเลือกเพียงระหว่างดีไซน์กับความยั่งยืน แต่ต้องการ ‘ทั้งสองอย่าง’ ในสินค้าและพื้นที่ที่ตนใช้งาน

    สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ทุกคนมีส่วนร่วม

    เป้าหมายของ FutureCycle ไม่ได้จบเพียงแค่การผลิตวัสดุ UPC แต่คือการวางรากฐานของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Ecosystem) ที่ทุกคนในห่วงโซ่คุณค่ามีส่วนร่วม ทั้งผู้ผลิต บริษัทออกแบบ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน ไปจนถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้วัสดุ UPC จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการลงมือสร้างโลกที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง เป็นการลงทุนในอนาคตที่ปลอดขยะแต่เปี่ยมด้วยวัสดุคุณค่าสูง

    Upcycling Polymer Composite ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมทางเทคนิค แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งอุตสาหกรรม จากระบบการผลิตแบบเส้นตรงที่มุ่งผลิต–ใช้–ทิ้ง ไปสู่ระบบหมุนเวียนที่หมายถึงการสร้าง–ใช้–คืนคุณค่าให้กลับสู่สังคมอีกครั้ง แนวคิด ‘MORE – Waste is MORE’ จึงไม่ใช่เพียงสโลแกนของแบรนด์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติทางความคิด ที่กำลังทำให้โลกวัสดุและสิ่งแวดล้อมเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีกว่า พร้อมยืนยันว่าของเสียสามารถเป็นวัสดุที่มีคุณค่า แข็งแรง ใช้งานได้จริง และยั่งยืน หากมีมุมมองและนวัตกรรมที่ถูกต้อง

    ทำความรู้จัก MORE ให้มากขึ้น

    ร่วมค้นพบแรงบันดาลใจใหม่จากนวัตกรรมวัสดุที่คืนชีวิตให้ของเสียได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/sustainable-focus/upcycling-polymer-composite-futurecycle-more-circular-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DOsXBZCdgtLgvyDT9uRZn