Category: เศรษฐกิจ

  • ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจและแนวทางสนับสนุนภาคธุรกิจไทย

    ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจและแนวทางสนับสนุนภาคธุรกิจไทย

    (21 ตุลาคม 2568) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ และผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะกรรมการ ส.อ.ท. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ สถานการณ์ค่าเงินบาท และแนวทางการดูแลความผันผวนของค่าเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบของภาคเอกชน รวมถึงประเด็นมาตรการสำคัญต่าง ๆ เช่น มาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า มาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนทิศทางนโยบายสำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะข้างหน้า 

    rn

     

    rn

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน

    rn”}}” id=”text-bde17b5746″>

    (21 ตุลาคม 2568) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ และผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะกรรมการ ส.อ.ท. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ สถานการณ์ค่าเงินบาท และแนวทางการดูแลความผันผวนของค่าเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบของภาคเอกชน รวมถึงประเด็นมาตรการสำคัญต่าง ๆ เช่น มาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า มาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนทิศทางนโยบายสำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะข้างหน้า 

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20251021.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FBGQjCOSUMr_QYVmxnTbs

  • ส.อ.ท. ผนึก ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งหาทางรับมือ “บาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ” ชูแนวคิด 4GO ยกระดับ SME

    ส.อ.ท. ผนึก ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งหาทางรับมือ “บาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ” ชูแนวคิด 4GO ยกระดับ SME

    ส.อ.ท. จับมือ ธปท. ผนึกกำลังเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย รับมือบาทแข็ง–ภาษีสหรัฐฯ–ปัญหาสภาพคล่องธุรกิจ

    วันที่ 21 ตุลาคม 2568 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. หารือความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นำโดย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงของประเทศ ณ ห้อง Passion (802) ชั้น 8 ส.อ.ท.

    “ประเทศไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการรับมือผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ การกระตุ้นและพลิกฟื้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาหนี้และสภาพคล่องของภาคธุรกิจ การลดต้นทุนพลังงาน มาตรการเยียวยาผลกระทบจากการปิดด่านชายแดน รวมทั้งความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาท วันนี้ได้มาพบปะและหารือร่วมกัน จะได้หาแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการมากขึ้น ถือเป็นโอกาสที่ดีและเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้” นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าว

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นการประชุมที่ ธปท. ได้มาพบปะกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นที่แรกแบบฟูลทีม จริงๆ แล้ว เราทำงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง และทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เราจะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้นอีก เพื่อให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”

    ในที่ประชุม นายเกรียงไกร นำเสนอนโยบายการขับเคลื่อนของ ส.อ.ท. ด้วยการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries) ไปสู่การสร้างเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมใหม่หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ผ่านการเปลี่ยนการผลิตจาก OEM-Original Equipment Manufacturer (ผู้ผลิตตามสั่งแบรนด์อื่น) เป็น ODM-Original Design Manufacturer (ผู้ผลิตที่ออกแบบเองด้วย) หรือ OBM-Original Brand Manufacturer (ผู้ผลิตและทำแบรนด์เอง) เปลี่ยนการใช้แรงงาน มาใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น ดิจิทัล AI และระบบอัตโนมัติ เป็นต้น เปลี่ยนการผลิตเพื่อกำไร มาเป็นการผลิตเพื่อความยั่งยืน และเปลี่ยนจาก Unskilled Labour มาเป็น High-skilled Labour ผ่านกลไก Pay by skills

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังดำเนินงานภายใต้แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SMEs ประกอบด้วย 

    • Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใช้เทคโนโลยี Digital และ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเจาะตลาด e-Commerce 
    • Go Innovation สร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม โดยการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และใช้เทคโนโลยี Automation & Robotic เพื่อลดต้นทุนการผลิต 
    • Go Global ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก เชื่อมโยง Global Supply Chain และกระจายการส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคอื่นๆ ควบคู่การพัฒนาแบรนด์สินค้าไทยให้เป็นสากล 
    • Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และบรรลุเป้าหมาย Net Zero โดยปรับกระบวนการผลิตและใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างจุดแข็งของสินค้าผ่าน เทรนด์รักษ์โลกและใช้โอกาสจากนโยบายส่งเสริม BCG Model รวมถึงพัฒนาองค์กรให้สอดคล้องกับแนวคิด ESG 

    ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจหลักของ ธปท. คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน คือ 

    1) สร้างเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อในระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืดและให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง 

    2) สร้างเสถียรภาพทางระบบสถาบันทางการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงิน 

    และ 3) สร้างเสถียรภาพทางระบบการชำระเงิน ดูแลให้มีระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุผล 

    “วันนี้ เราอยู่ในจุดที่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ เหมือนกัน และเราจะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศดำรงอยู่ได้ ”

    ด้าน นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือเกี่ยวกับมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดยกล่าวว่า สิ่งที่กลุ่มอุตสาหกรรมกังวล คือ การใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่รายการสินค้ามีการบังคับใช้ที่ต่างกัน บางรายการบังคับใช้แล้ว บางรายการอยู่ระหว่างไต่สวน อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์และชิ้นส่วนไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น เฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม หล่อโลหะเครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

    ด้าน ผลกระทบต่อ GDP นั้น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินผลกระทบต่อ GDP ไทยและประเทศคู่แข่งว่า กรณีแข่งขันไม่ได้ GDP ไทยอาจจะอยู่ที่ -0.77% การส่งออกไปสหรัฐฯ -15.4% สูญเสียตลาดส่งออกโลก -0.9% ทำให้การส่งออกทั้งหมด -2.6% กรณีแข่งขันไม่ได้ (กรณีที่ 2) GDP ไทยอาจจะอยู่ที่ -0.42% การส่งออกไปสหรัฐฯ -13.9% ทำให้การส่งออกทั้งหมด -1.37% และกรณีแข่งขันได้ GDP ไทยจะอยู่ที่ -0.01% การส่งออกไปสหรัฐฯ -12.53% รวมทั้งสามารถชดเชยได้จากการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอื่น

    นายนาวา กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ข้อเสนอแนวทางการรับมือผลกระทบจากภาษี Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ ว่า ภาครัฐควรสนับสนุนข้อมูลให้กับผู้ประกอบการเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมของธุรกิจให้สามารถรองรับมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงผลักดันมาตรการทางการเงินเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัว (Transformation) ของธุรกิจและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) พร้อมกับหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบในช่วงปรับตัวของผู้ประกอบการ เช่น การชะลอการจัดชั้นหนี้เป็นหนี้ที่มีปัญหา การปรับโครงสร้างสินเชื่อสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรองรับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ และการเปิดตลาดใหม่ได้ โดยสินเชื่อพิเศษดังกล่าวจะมุ่งช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบให้สามารถปรับตัวทางธุรกิจและปรับ Supply Chain ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านมูลค่าเพิ่มในประเทศ (RVC) ของสหรัฐฯ รวมถึงสนับสนุนธุรกิจที่ต้องการเพิ่มศักยภาพในการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดใหม่แทนตลาดสหรัฐฯ

    อีกทั้งยังมีแนวทางในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท เพื่อคงขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนหรือแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging)

    ในส่วนของข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Made in Thailand : MiT) นายนาวาเสนอให้ผลักดันการใช้สินค้า MiT อย่างจริงจัง โดยส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ใช้สินค้า MiT และกำหนดให้เป็นตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจนในมติคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้า MiT ผ่านระบบ e-bidding ภายใน 5 ปี รวมถึงให้ครอบคลุมถึงโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) พร้อมทั้งขยายตลาดสินค้า MiT สู่ภาคเอกชนภายใต้โครงการ “ซื้อของไทยเพื่อคนไทย” และผลักดันให้สินค้า MiT ก้าวสู่ตลาดโลก 

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดทำมาตรการสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า MiT เพื่อเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

    ด้าน นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงมาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs ว่าจากการระดมความเห็นของสมาชิก   ส.อ.ท. ทั้ง 5 ภูมิภาค พบว่าปัญหาหลักของผู้ประกอบการส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความรู้ ทักษะ นวัตกรรม บุคลากรเฉพาะทาง และเงินลงทุน ส.อ.ท. จึงได้เสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบมีเป้าหมาย เปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเข้าถึงแหล่งเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ หากปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้ประกอบการด้านการส่งออก นวัตกรรม หรือธุรกิจสีเขียว

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้สร้าง “ระบบเครดิตทางเลือก” ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถใช้ข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลยอดขายผ่าน e-commerce ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม และการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าแรงของธุรกิจ พร้อมทั้งสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “ธุรกิจสีเขียวและดิจิทัล” ด้วยการออกกรอบสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำ 2% สำหรับ SME ที่ลงทุนในพลังงานสะอาด การลดคาร์บอน ระบบอัตโนมัติ หรือการทำ Digital Transformation พร้อมปรับลดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพื่อกระตุ้นการลงทุนของภาค SME

    อีกทั้งยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการขยายพอร์ตการค้าประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จาก 30% เป็น 40% หรือปรับลดระยะเวลาการค้ำประกันต่อพอร์ตโฟลิโอลงจาก 10 ปี เหลือเพียง 5–7 ปี เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งทุน และเสนอให้จัดตั้ง “กองทุน SME” เพื่อใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ลดอุปสรรคเรื่องหลักประกันและขั้นตอนที่ซับซ้อน มีอัตราดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้กองทุนสามารถนำเงินหมุนเวียนกลับมาใช้ช่วยเหลือ SME รายอื่นต่อไป รวมถึงใช้ในการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) อย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับประเด็นความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า นายเกรียงไกร กล่าวเสริมว่า ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบต้องบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ เนื่องจากค่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศคู่แข่งเผชิญมาตรการ Reciprocal Tariff

    ประเทศพึ่งพาการส่งออก 60% ของ GDP และจากภาคท่องเที่ยว 10% ของ GDP ค่าเงินบาทแข็งเกินไป เป็นเรื่องที่ กกร.ส่งสัญญาณเรื่องนี้ตลอด เพราะประเทศต้องค้าขายต่างชาติ ถ้าบาทแข็ง ก็สร้างแรงกดดันต่อภาคส่งออกทันที สินค้าแพงขึ้น และยังกระทบการท่องเที่ยวด้วย ดังนั้นจึงต้องหาจุดสมดุลปรับค่าเงินบาทอย่าให้แข็งเกินไป โดยปัจจุบันยังขาดการ “Connect the Dots” ระหว่างหน่วยงานผู้รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรมที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรมศุลกากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

    นายวิทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “ธปท. มุ่งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และไม่ให้ผันผวนมากจนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทาผลกระทบ ตลอดจนผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน”

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2890426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aVgQXD2kq3ga9qxKcZrEk

  • นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ไทย และผลกระทบต่อภาพการลงทุนตลาดหุ้นไทย

    นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ไทย และผลกระทบต่อภาพการลงทุนตลาดหุ้นไทย

    ภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 – 30 กันยายน 2568 รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงจุดยืนด้านเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 5 แนวนโยบายหลัก ได้แก่

    1. การสร้างรายได้และลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน
    2. การแก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง
    3. การส่งเสริมการออมของประชาชนรายย่อย
    4. การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในภาคการท่องเที่ยว
    5. การรับมือกับผลกระทบจากสงครามการค้า

    สำหรับหนึ่งในมาตรการที่มีความพร้อมในการดำเนินการทันที คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมในยุครัฐบาลก่อน โดยใช้งบประมาณราว 66,000 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 20 ล้านคน ทั้งในและนอกระบบภาษี รวมถึงร้านค้าปลีก SME ที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โครงการนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งตรงกับช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และคาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.20 – 0.30% โดยตรงผ่านการเพิ่มกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว รัฐบาลยังได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โดยอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายจากการเดินทางมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 20,000 บาทต่อคน โดยเมืองหลักสามารถหักได้ไม่เกิน 1 เท่า ส่วนเมืองรองหักได้ไม่เกิน 1.5 เท่า ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 29 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 ตรงกับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มการเข้าร่วมสูง

    นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมโครงการอื่นๆ และมาตรการอื่นๆ ที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้น เช่น การขยายโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (สายสีม่วงและแดง) ถึงเดือน พฤศจิกายน การลดราคาน้ำมันลง 50 สตางค์ต่อลิตร ผ่านการปรับลดอัตราสมทบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    ในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ รัฐบาลมีแผนแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการคัดกรองลูกหนี้รายย่อยของธนาคารรัฐ และการจัดตั้ง AMC เพื่อบริหารหนี้ รวมถึงการเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ผ่าน บยส. และการส่งเสริมการออมของประชาชนรายย่อยผ่านพันธบัตรรัฐบาลและสลากออมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังมีแนวทางส่งเสริมความยั่งยืน เช่น การลดผลกระทบจากสงครามการค้า การเจรจาดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Data Center, EV, พลังงานสะอาด และการจัดตั้งกองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถแรงงานผ่านการ Re-skill ร่วมกับภาคเอกชน

    ทั้งนี้ แม้รัฐบาลปัจจุบันจะมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือนก่อนการประกาศยุบสภาที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน มกราคม 2569 แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส มาตรการท่องเที่ยว และการลดค่าครองชีพ จะส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและการลดภาระค่าใช้จ่ายจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อยอดขายของธุรกิจและคุณภาพสินเชื่อจากความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีขึ้น เมื่อประกอบกับปัจจัยมหภาคอื่น เช่น การเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง และฤดูกาลจับจ่ายช่วงสิ้นปี

    ทาง บลจ. ไทยพาณิชย์ มองว่าตลาดหุ้นไทยจะยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ตาม ความผันผวนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะจากความเสี่ยงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ภาพ: Krongkaew/ Getty Images

    ABOUT THE AUTHOR

    จรัสรักษ์ วัฒนสิงหะ

    Executive Director, กลุ่มจัดสรรลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/opinion-new-govt-stock-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ArA74ypxpjVqZ8GSwxu33

  • กทม.เปิดแผนจราจรสามเสนรับเปิดเทอม เร่งแก้เศรษฐกิจซบเซาจากถนนทรุดตัว

    กทม.เปิดแผนจราจรสามเสนรับเปิดเทอม เร่งแก้เศรษฐกิจซบเซาจากถนนทรุดตัว

    กทม.เปิดแผนจราจรสามเสนรับเปิดเทอม เร่งแก้เศรษฐกิจซบเซาจากถนนทรุดตัว

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งปรับช่องทาง-ไฟสัญญาณถนนสามเสน อำนวยผู้ปกครองเปิดภาคเรียน 27 ต.ค. หวังบรรเทาผลกระทบการเดินทางและค้าขายจากเหตุถนนทรุด

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 5/2568 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) โดยมี นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเข้าร่วมประชุม เพื่อเตรียมพร้อมรับเปิดภาคเรียนในวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคมนี้
     

    กทม.เปิดแผนจราจรสามเสนรับเปิดเทอม เร่งแก้เศรษฐกิจซบเซาจากถนนทรุดตัว

    แผนจัดการจราจรช่วงเร่งด่วน

    สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) ได้รายงานแผนจัดการจราจรบริเวณถนนสามเสนโดยรอบโรงเรียนและโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดยประสานงานกับ สน.สามเสน เพื่อปรับช่องจราจรและสัญญาณไฟในช่วงเวลาเร่งด่วน (05.30-09.00 น. และ 14.00-17.00 น.) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ปกครองที่มาส่งนักเรียน ดังนี้:

    ปรับช่องจราจร: รถที่ลงจากสะพานซังฮี้สามารถตรงไปมุ่งหน้าแยกซังฮี้และเลี้ยวขวาเข้าสู่โซนโรงเรียนได้ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดช่องจราจรแยกสวนรื่นฤดีเข้าถนนนครราชสีมาเป็น 2 ช่องทาง ส่วนรถที่มาจากถนนขาวจะต้องตรงมาถึงแยกวชิระและเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนสามเสน

    เส้นทางเข้า รพ.วชิรพยาบาล: ผู้ที่ต้องการไปยังโรงพยาบาลวชิรพยาบาล สามารถเข้าทางถนนนครราชสีมา เลี้ยวเข้าซอยสวนอ้อยกลาง และทะลุออกถนนสังคโลกเข้าสู่โรงพยาบาลได้ (รวมถึงรถที่มาจากสำนักงานเขตดุสิต)

    สัญญาณไฟและป้ายแจ้งเตือน: สจส. ได้ประสานงานกับ สน.สามเสน เพื่อปรับสัญญาณไฟจราจรและติดตั้งป้ายแจ้งเตือนต่างๆ ให้ชัดเจน

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กำชับให้ สจส. ดูแลเรื่องการจัดจราจรบริเวณแยกซังฮี้และรอบโรงพยาบาลวชิรพยาบาลให้ละเอียดรอบคอบ และได้มอบหมายให้ผู้รับเหมาจัดหารถบริการรับส่งประชาชนทั้งหมด ทั้งจากบริเวณท่าเรือถึงบริเวณสี่แยกฯ และเส้นทางเสริมในจุดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก กทม.เปิดแผนจราจรสามเสนรับเปิดเทอม เร่งแก้เศรษฐกิจซบเซาจากถนนทรุดตัว

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การเดินทาง และการค้าขายต่อพื้นที่สามเสนและ รพ.วชิรพยาบาล

    การปรับแผนจราจรนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พื้นที่ถนนสามเสนและหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตในวงกว้าง:

    การเดินทางและการค้าขาย: การปิดและปรับเปลี่ยนเส้นทางจราจรในพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้รถใช้ถนน รวมถึงการสัญจรของรถสาธารณะที่ต้องปรับเส้นทาง ทำให้เกิดความแออัดบริเวณทางเลี่ยง ซึ่งกระทบต่อการค้าขายและธุรกิจในพื้นที่สามเสน

    แผนการจราจรช่วงเช้า

    โรงพยาบาลวชิรพยาบาล: แม้โรงพยาบาลวชิรพยาบาลจะยังคงเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ แต่ปัญหาจราจรและทางเข้า-ออกที่จำกัดจากการทรุดตัวของถนนและมาตรการควบคุมพื้นที่ ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของผู้ป่วยและญาติ ซึ่งทางโรงพยาบาลต้องจัดรถมินิบัสรับ-ส่งในจุดต่าง ๆ เพื่อบรรเทาปัญหา

    ผลกระทบต่อโครงสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้

    เหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างการก่อสร้างรถไฟฟ้า:

    ความเสียหายต่ออุโมงค์และสถานี: สาเหตุของการทรุดตัวเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากการเคลื่อนตัวของดินและน้ำใต้ดิน ทำให้ดินไหลเข้าสู่ช่องว่างของสถานีและอุโมงค์ ซึ่งส่งผลให้ต้องระงับการก่อสร้างในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อประเมินและซ่อมแซมความเสียหายต่ออุโมงค์และโครงสร้างสถานี

    แผนการจราจรช่วงเย็น

    การแก้ไขและการรับผิดชอบ: การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้รับจ้างได้ดำเนินการเร่งถมหินคลุกและทรายเพื่อปรับระดับพื้นผิวถนนและอุดรอยรั่วของอุโมงค์ โดยมีการเฝ้าระวังการทรุดตัวของอาคารโดยรอบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รฟม. ยังต้องเข้ากู้คืนแนวอุโมงค์ที่ได้รับผลกระทบ และคาดว่าการซ่อมแซมนี้อาจส่งผลให้การเปิดให้บริการของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ในพื้นที่ล่าช้าออกไปจากกำหนดเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fRABspBwlnOWubRFeLcpN

  • 5 มาตรการ ดันคนไทยเที่ยวเมืองรอง หวังฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    5 มาตรการ ดันคนไทยเที่ยวเมืองรอง หวังฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ (มาตรการฯ) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 

    ในด้านเศรษฐกิจสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี 

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่ 

    (1) มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    (2) มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    (3) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    (4) มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    (5) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยมีรายละเอียดมาตรการฯ ดังนี้ 

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวให้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

    (1.1) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป  ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท

    (1.2) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ (1.1) ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

    สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัดและพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ (1.1) และ/หรือข้อ (1.2) ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)  สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง (ตามเอกสารแนบ)

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

    สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย 

    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม 

    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวรโดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ 

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์  เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ประกอบกับเกิดการลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานและมีความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคตตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourism-encourages-travel&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FbKnwZVe5AdQ-oz_R4_Bo

  • ย้อนประวัติศาสตร์แผนพัฒนา 5 ปีของจีน  กับความเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจโลก  – BBC News ไทย

    ย้อนประวัติศาสตร์แผนพัฒนา 5 ปีของจีน กับความเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจโลก – BBC News ไทย

    A child plays holds the national flag in Tiananmen Square on China's National Day, which marks the 76th anniversary of the founding of the People's Republic of China, in Beijing on October 1, 2025.

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

      • Author, นิค มาร์ช
      • Role, บีบีซีนิวส์

    เหล่าผู้นำระดับสูงของจีนกำลังรวมตัวกันที่กรุงปักกิ่งในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือถึงเป้าหมายที่สำคัญ ๆ ของประเทศและความมุ่งมาดปรารถนาในช่วงครึ่งทศวรรษท้าย

    ราวทุก ๆ ปีคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Central Committee of the Chinese Communist Party) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองที่อยู่ในระดับสูงสูดของประเทศ จะจัดการประชุมเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่เรียกว่า “การประชุมเต็มคณะ” (Plenum)

    เรื่องที่ถูกนำมาหารือในการประชุมเต็มคณะครั้งนี้ ท้ายที่สุดจะกลายเป็นรากฐานของ “แผนฯ 5 ปี” หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีของจีน ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวที่ประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก จะดำเนินไปในช่วงปี 2026-2030

    แผนฉบับเต็มจะยังไม่มีการประกาศจนกระทั่งถึงปีหน้า แต่ทางการจีนมีทีท่าที่จะบอกใบ้สิ่งที่จะถูกบรรจุลงในแผนในวันพุธ (22 ต.ค.) และในครั้งก่อน ๆ ทางการจีนก็เคยประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการประชุม

    “นโยบายตะวันตกทำงานตามวงรอบของการเลือกตั้ง แต่นโยบายจีนดำเนินการตามวงรอบของการวางแผน” นีล โธมัส นักวิจัยด้านการเมืองจีน แห่งสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย (Asia Society Policy Institute) ระบุ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • บจก.ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บอกว่ายินดีให้ทุกฝ่ายตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท

    • Louvre Museum

    • Brown hyena standing near the ruins of an abandoned diamond mining building in dusty light.

    • รธน.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “แผน 5 ปีจะบ่งบอกเป้าหมายที่จีนต้องการบรรลุ ส่งสัญญาณถึงทิศทางที่ผู้นำประเทศต้องการจะไป และปรับการจัดสรรทรัพยากรของรัฐให้เป็นไปตามข้อสรุปที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้า” เขากล่าวเสริม

    หากมองอย่างผิวเผิน ภาพของการที่เหล่าข้าราชการสวมสูทมาจับมือและวางแผนร่วมกันอาจดูน่าจืดชืด แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบอกเราว่าสิ่งที่พวกเขาหารือและตัดสินใจกันในการประชุมเช่นนี้ มักส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลก

    และนี่คือประวัติศาสตร์ทั้งสามครั้งที่แผน 5 ปีของจีนได้เปลี่ยนเศรษฐกิจของโลกมาแล้ว

    1981-84: “ปฏิรูปและเปิดกว้าง”

    เป็นการยากที่จะระบุช่วงเวลาอย่างชัดเจนว่าจีนได้เริ่มเส้นทางของการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจตั้งแต่เมื่อใด แต่หลายคนในพรรคคอมมิวนิสต์มักจะกล่าวว่ามันเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 1978

    เป็นเวลาเกือบสามทศวรรษที่เศรษฐกิจของจีนถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยรัฐ แต่การวางแผนจากส่วนกลางตามสไตล์โซเวียต ทำให้ความต้องการยกระดับความเจริญรุ่งเรืองล้มเหลว และกลับกันคือคนจำนวนมากต้องดิ้นรนต่อสู้กับความยากจน

    ขณะนั้นจีนยังอยู่ระหว่างฟื้นตัวจากความเสียหายอย่างหนักภายใต้การปกครองประเทศของเหมา เจ๋อตุง นโยบายการก้าวกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่ (The Great Leap Forward) และการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่นำโดยผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วยความตั้งใจจะพลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมจีนนั้น ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของคนหลายล้านคน

    ในการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการชุดที่ 11 ในกรุงปักกิ่ง เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำคนใหม่ของประเทศ ประกาศว่าถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับองค์ประกอบบางประการของตลาดเสรี

    นโยบายของเขาในการ “ปฏิรูปและเปิดกว้าง” กลายเป็นส่วนสำคัญของแผน 5 ปีฉบับถัดไป ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1981

    การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones) ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรี และการลงทุนจากต่างประเทศที่ตามมาภายหลังการประกาศเขตดังกล่าว ได้เปลี่ยนชีวิตของผู้คนในจีน

    Chinese leader Deng Xiao Ping and US President Jimmy Carter signing an agreement for cooperation between China and the United States on science and technology, Washington, DC, January 1979.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจจีนภายใต้นโยบายของเติ้ง เสี่ยวผิง ยังรวมถึงข้อตกลงฉบับสำคัญกับประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ของสหรัฐฯ ในปี 1979 ด้วย

    นายโธมัสมองว่าเป้าประสงค์ของแผน 5 ปีครั้งนั้นได้บรรลุผลอย่างไม่มีอะไรจะชัดเจนไปได้มากกว่านี้แล้ว

    “จีนในทุกวันนี้พัฒนาไปไกลเกินกว่าความฝันที่ผู้คนจะเคยคิดฝันจินตนาการได้ในช่วงทศวรรษที่ 1970 แล้ว

    ทว่าแผนฯ ฉบับดังกล่าวยังได้พลิกโฉมเศรษฐกิจโลกด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 21 เกิดการจ้างงานสายการผลิตของชาติตะวันตกหลายล้านตำแหน่งในโรงงานใหม่หลายแห่งบริเวณพื้นที่ชายฝั่งของจีน

    นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “ไชนา ช็อก (the China shock)” หรือแรงกระแทกอย่างฉับพลันจากจีน รูปแบบเศรษฐกิจเช่นนี้เคยเป็นหนึ่งในแรงผลักดันเบื้องหลังการเติบโตของบรรดาพรรคการเมืองที่มีแนวทางประชานิยมในพื้นที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมของยุโรป รวมถึงสหรัฐฯ

    ยกตัวอย่างเช่น นโยบายทางเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งภาษีศุลกากรและสงครามการค้าต่างถูกออกแบบมาเพื่อทวงคืนตำแหน่งงานในภาคการผลิตของชาวอเมริกัน ที่สูญเสียไปให้กับจีนในช่วงไม่กี่ทศวรรษก่อน

    2011-15: “อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์”

    สถานะของจีนในการเป็นโรงงานของโลกถูกทำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเมื่อจีนเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001 แต่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านศตวรรษ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ได้วางแผนการเคลื่อนไหวต่อไปไว้ล่วงหน้าแล้ว

    แผนนั้นคือการเฝ้าระวังไม่ให้จีนตกอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “กับดักชนชั้นกลาง (middle income trap)” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประเทศที่กำลังเจิรญเติบโตอย่างรวดเร็วไม่สามารถจ้างงานด้วยอัตราค่าจ้างที่ต่ำมากได้อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีศักยภาพทางนวัตกรรมที่จะสร้างผลิตภัณฑ์และบริการระดับไฮเอนด์แบบประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว

    ดังนั้น แทนที่จะเดินหน้าแค่การผลิตราคาถูกต่อไป จีนต้องเฟ้นหาสิ่งที่จะเรียกได้ว่า “อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์” ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่เริ่มใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2010 โดยสำหรับบรรดาผู้นำในจีนแล้ว คำนี้หมายถึงเทคโนโลยีสีเขียว เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และแผงโซลาร์เซลล์

    ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้นในการเมืองตะวันตก จีนก็ระดมทรัพยากรจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนลงไปในอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้

    ทุกวันนี้ จีนไม่เพียงแต่จะเป็นผู้นำโลกด้านพลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้าอย่างที่ไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ยังผูกขาดห่วงโซ่อุปทานแร่หายากที่จำเป็นต่อการผลิตสิ่งเหล่านี้ด้วย

    การที่จีนกุมอำนาจเหนือทรัพยากรหลัก ๆ ซึ่งสำคัญต่อการผลิตชิปและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ตอนนี้จีนอยู่ในจุดที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก ซึ่งอิทธิพลที่มีก็มากพอจะทำให้ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลจีนที่เพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกแร่หายาก ถูกทรัมป์กล่าวว่าเป็นความพยายามจะ “จับโลกไว้เป็นตัวประกัน”

    แม้ว่า “ขุมพลังเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์” จะถูกบรรจุในแผน 5 ปีฉบับถัดมาในปี 2011 แต่เทคโนโลยีสีเขียวก็ถูกกล่าวถึงมาตั้งแต่ช่วงต้นสหัสวรรษที่ 2000 แล้ว โดยหู จิ่นเทา อดีตผู้นำจีน ในฐานะกลไกที่มีศักยภาพสำหรับการเติบโตและอํานาจทางภูมิรัฐศาสตร์

    “ความปรารถนาของจีนในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี เสรีภาพในการดำเนินการต่าง ๆ มีมานานแล้ว มันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นใยที่ถักทอเป็นเป็นอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน” นีล โธมัส อธิบาย

    2021-2025: “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง”

    นี่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดแผน 5 ปีของจีนเมื่อไม่นานมานี้ได้หันมาให้ความสนใจกับ “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง” ซึ่งริเริ่มประกาศอย่างเป็นทางการโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อปี 2017

    การประกาศเช่นนี้เสมือนเป็นการท้าทายอิทธิพลของอเมริกาในด้านเทคโนโลยี และทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้าของภาคอุตสาหกรรม

    เรื่องราวความสำเร็จต่าง ๆ ภายในประเทศ เช่น แอปพลิเคชันแบ่งปันวิดีโออย่าง ติ๊กตอก (TikTok) , ยักษ์ใหญ่ทางโทรคมนาคมอย่าง หัวเว่ย (Huawei) , ไปจนถึงโมเดลเอไออย่าง ดีพซีก (DeepSeek) ล้วนเป็นข้อพิสูจน์ความเฟื่องฟูทางเทคโนโลยีของจีนในศตวรรษนี้

    แต่เหล่าประเทศตะวันตกมองสิ่งนี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ การจำกัด หรือพยายามจะจำกัดเทคโนโลยีจากจีนที่ได้รับความนิยม ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก และเพิ่มความตึงเครียดทางการทูต

    President of the People's Republic of China Xi Jinping arrives for an official visit to attend the celebrations to mark the 80th anniversary of Russia's Victory in the Great Patriotic War of 1941-1945, in Moscow, Russia on May 7, 2025

    ที่มาของภาพ, Grigory Sysoev/RIA Novosti/Pool/Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แผน 5 ปีของจีนภายใต้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง”

    จนกระทั่งถึงตอนนี้ จีนได้ผลักดันเทคโนโลยีของประเทศจนประสบความสำเร็จ ผ่านการใช้นวัตกรรมของอเมริกา เช่น เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงจากเอ็นวิเดีย (Nvidia) ซึ่งตอนนี้ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ จำกัดการขายไปยังจีนแล้ว

    และเนื่องจากสหรัฐฯ ปิดกั้นการขายเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับจีน คาดว่า “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง” จะถูกปรับเป็น “ขุมพลังทางการผลิตเชิงคุณภาพขุมใหม่” ดังที่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ประกาศสโลแกนใหม่เมื่อปี 2023 ซึ่งเป็นการปรับไปให้ความสำคัญกับความภาคภาคภูมิในภายในประเทศและความมั่นคงของประเทศมากขึ้น

    การประกาศเช่นนี้หมายถึงการทำให้จีนเป็นผู้นำด้านการผลิตชิป ด้านคอมพิวเตอร์ และเอไอ โดยที่ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก และมีภูมิคุ้มกันต่อการถูกคว่ำบาตร

    ความสามารถในการพึ่งพาตนเองในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงสุดของนวัตกรรม น่าจะเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญ ๆ ของแผน 5 ปีฉบับถัดไป

    “ความมั่นคงของชาติและความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี คือภารกิจที่ถูกกำหนดไว้ในนโยบายทางเศรษฐกิจของจีนในตอนนี้” นายโธมัสอธิบาย

    “อย่างที่ผมบอกไป มันย้อนกลับไปตั้งแต่โครงการชาตินิยมที่เป็นรากฐานค้ำจุนลัทธิคอมมิวนิสต์ในจีน มันคือการสร้างความมั่นใจว่าจีนจะไม่ถูกครอบงำโดยต่างชาติอีกต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/ckgzrxmxz0ko&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NZMnLVbt3WNXC6k3gkB6X

  • สบส. ดัน 4 นโยบาย ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย 69

    สบส. ดัน 4 นโยบาย ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย 69

    กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ผลักดัน 4 นโยบาย ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย มุ่งสร้างความเข้มแข็งระบบบริการสุขภาพ สุขภาพภาคประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ ยกระดับประสิทธิภาพองค์กร สอดรับนโยบาย Quick Win กระทรวงสาธารณสุข 2569

    ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยจะมีความต้องการด้านสุขภาพที่สูงขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของประชากรไทย และการเปลี่ยนแปลงบริบทอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม เทคโนโลยี และการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs รวมถึง การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวเพื่อรับบริการทางการแพทย์ หรือบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพในไทย ดังนั้น เพื่อรองรับความต้องการบริการด้านสุขภาพที่สูงขึ้น ขับเคลื่อนศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพ และสร้างสุขภาพที่ดีให้คนไทยอย่างยั่งยืน ตามนโยบาย Quick Win ของกระทรวงสาธารณสุข กรม สบส. จึงได้วางนโยบายที่มุ่งเน้นในการสร้างความเข้มแข็งทั้งในด้านสุขภาพ และเศรษฐกิจใน 4 ข้อ ได้แก่

    1. สร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยการพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพปฐมภูมิ Health Station หรือ “สถานีสุขภาพ” เป็นจุดบริการที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับชุมชน ยกระดับศูนย์สาธารณสุขมูลฐาน (ศสมช.) เป็น “ศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน” ให้ครบ 76 จังหวัด ยกระดับศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพิ่มทักษะในการปฏิบัติงานด้านสุขภาพ 4 ด้าน ได้แก่ การนวดไทยยืดเหยียดเฉพาะทาง 7 ด้าน การดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ผู้ช่วยสาธารณสุขในการดูแล ป้องกันโรค และผู้นำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

    2. ส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ ขับเคลื่อนนโยบาย Medical Hub ผ่านคณะอนุกรรมการฯ เพื่อพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ทั้ง 6 คณะ ส่งเสริมให้ประเทศไทยให้เป็น Hospital Quality ในธุรกิจบริการสุขภาพ ด้านเวชศาสตร์ความงาม เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ การผ่าตัดแปลงเพศ และ Wellness สร้างความเชื่อมั่นแก่ชาวต่างขาติด้านความปลอดภัยในระบบบริการสุขภาพ ส่งเสริมเพิ่มขีดความสามารถในการเพิ่มบริการด้านสุขภาพของสถานประกอบการ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    3. ขับเคลื่อนมาตรฐานระบบสถานพยาบาล ยกระดับมาตรฐานระบบบริการสุขภาพเป็นมาตรฐานสถานพยาบาลแห่งชาติ พัฒนาพระราชบัญญัติมาตรฐานด้านระบบวิศวกรรมการแพทย์ ส่งเสริมสถานพยาบาลภาครัฐให้มีคุณภาพ ผ่านการรับรอง ตามเกณฑ์มาตรฐานระบบบริการสุขภาพ HS4 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานก่อสร้าง และดูแลบำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม บังคับใช้กฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านระบบบริการสุขภาพ และนำ AI มาใช้ในการตรวจจับการกระทำผิดของสถานพยาบาล และสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ

    และ 4. พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ปรับปรุงโครงสร้างและระบบการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ พัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม จัดระบบสวัสดิการ เพื่อส่งเสริมความผูกพันในองค์กร และเสริมสร้างภาพลักษณ์และสร้างความไว้วางใจ จากทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงส่งเสริมการเป็นองค์กรดิจิทัล Fully Digital

    “ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตนขอให้บุคลากรทุกท่านเดินหน้าปฏิบัติตามนโยบายอย่างเข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ รวมถึง นำหลักการ “คิดใหญ่ ทำใหม่ สร้างความไว้วางใจ” ที่ได้มอบไว้ มาใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อการพัฒนางานให้เกิดประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่น และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนต่อไปในอนาคต” ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/965659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TMmizwt5RpKg0Pvw4KgL-

  • “

    “หนี้ครัวเรือนไทย: ความท้าทายสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต”


    21/10/2568 | 83 |

    ปัญหา “หนี้ครัวเรือน” เป็นหนึ่งในประเด็นทางเศรษฐกิจที่ภาครัฐและประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ระดับหนี้ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย การทำความเข้าใจสาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางการแก้ไข จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

    สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยปัจจุบัน (อ้างอิงจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย – ธปท.)

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยงานหลักที่ติดตามและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนของไทยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด:

    1. ระดับหนี้ต่อ GDP: สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยอยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับหลายประเทศ สะท้อนถึงภาระหนี้ของครัวเรือนที่อยู่ในระดับน่าเป็นห่วง

    2. ประเภทของหนี้: หนี้ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย, สินเชื่อรถยนต์, และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน

    3. สาเหตุหลัก: การก่อหนี้อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย, การเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น, การบริโภคเกินตัว, รวมถึงผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้รายได้ลดลงหรือตกงาน

    💡 เคล็ดลับการเขียน: อ้างอิงตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ล่าสุดจากรายงานภาวะเศรษฐกิจการเงินของ ธปท. เพื่อให้ข้อมูลมีความทันสมัยและน่าเชื่อถือ

    ผลกระทบของหนี้ครัวเรือนที่สูง (อ้างอิงจาก สศช. หรือ ธปท.)

    ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงส่งผลกระทบในหลายมิติ:

    1. ต่อคุณภาพชีวิต: ประชาชนมีภาระทางการเงินสูงขึ้น ทำให้เหลือเงินสำหรับการออมและการลงทุนน้อยลง เกิดความเครียด และอาจส่งผลต่อการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น

    2. ต่อการบริโภคและการลงทุน: เมื่อครัวเรือนมีภาระหนี้มาก การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและลงทุนใหม่ๆ จะลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม

    3. ต่อเสถียรภาพระบบการเงิน: หากหนี้ครัวเรือนกลายเป็นหนี้เสียจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน และนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้

    แนวทางแก้ไขและมาตรการจากภาครัฐ (อ้างอิงจาก ธปท. หรือ กระทรวงการคลัง)

    ภาครัฐโดยเฉพาะ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการคลัง ได้ออกมาตรการและนโยบายเพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง:

    • มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้: การปรับโครงสร้างหนี้, การลดภาระดอกเบี้ย, หรือการพักชำระหนี้ในช่วงวิกฤต

    • การส่งเสริมวินัยทางการเงิน: การให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการวางแผนทางการเงินที่ดี

    • การกำกับดูแลสถาบันการเงิน: การออกมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่รัดกุมขึ้น เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัวและลดความเสี่ยงของระบบ

    • การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ: การสนับสนุนให้ลูกหนี้เข้าสู่ระบบการเงินที่เป็นธรรม และลดการพึ่งพิงหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/433369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PkqdEOOUcvcH6U06EDxHo

  • อนุทินถก ครม. เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว ยกระดับปราบสแกมเมอร์ ด้านสำนักงบฯชงแผนเร่งเบิกจ่ายกว่า 4 ล้านล้านบาท

    อนุทินถก ครม. เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว ยกระดับปราบสแกมเมอร์ ด้านสำนักงบฯชงแผนเร่งเบิกจ่ายกว่า 4 ล้านล้านบาท

    ×

    1. Politics
    2. อนุทินถก ครม. เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว ยกระดับปราบสแกมเมอร์ ด้านสำนักงบฯชงแผนเร่งเบิกจ่ายกว่า 4 ล้านล้านบาท

    โดย THE STANDARD TEAM

    21.10.2025

    • LOADING…

    COVER - Cabinet approves stimulus budget fraud.

    วันนี้ (21 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรเป็นการส่วนตัว ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในวันครบรอบถึงแก่กรรมของ พลเอกเจ้าพระยารามราฆพ ในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2510 รวม 58 ปี ในฐานะเจ้าของบ้านนรสิงห์ ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังถือเป็นการทำบุญตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งวันนี้ตรงกับวันพระ เพื่อความเป็นสิริมงคล ตามประเพณี

    ก่อนที่ อนุทินเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน Maha Loi Krathong World Event ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดสุโขทัย และพระนครศรีอยุธยา และงาน Vijit Chao Phraya 2025 ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 ณ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ

    สำหรับวาระการประชุม ครม. กระทรวงการคลังเสนอ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเน้นการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในประเทศ และเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐ โดยมี 4 มาตรการ ประกอบด้วย

    • มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ให้ผู้มีรายได้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายจากที่พัก โรงแรม โฮมสเตย์ และร้านอาหารมาหักลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท โดย 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ อีก 10,000 บาท ต้องเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)

    ขณะที่ จังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด ได้สิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า เพื่อกระจายรายได้สู่พื้นที่ เริ่มใช้ 29 ตุลาคม-15 ธันวาคม 2568

    • มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฝึกอบรม (Front Load) ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเบิกจ่ายงบฝึกอบรมและสัมมนาอย่างน้อย 60% ภายใน ตุลาคม 68-มกราคม 69 ส่งเสริมให้จัดอบรมในจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะจังหวัดรอง และนำผลเบิกจ่ายเป็นหนึ่งใน ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ของผู้บริหารภาครัฐ
    • ขยายเวลาลดภาษีสถานบันเทิง ต่ออัตราภาษีสรรพสามิต จาก 10% เหลือ 5% อีก 1 ปี (1 มกราคม-31 ธันวาคม 2569) ครอบคลุมกิจการไนต์คลับ ผับ บาร์ และสถานบันเทิงที่มีการแสดงดนตรีหลังเที่ยงคืน
    • มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก ให้หักรายจ่ายลงทุนปรับปรุงโรงแรมได้ 2 เท่า ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับมูลค่ารายจ่ายนั้น มีผลตั้งแต่ 29 ตุลาคม 68-31 มีนาคม 69

    ขณะที่ สำนักงบประมาณจะเสนอให้เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณกว่า 4 ล้านล้านบาท ของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี

    พร้อมกันนี้ จะมีการนำผลประชุม การยกระดับการปราบปรามสแกมเมอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ เข้าที่ประชุม ครม. เพื่อบูรณาการการทำงานทุกหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ครม. จะมีการรับทราบกรอบการประชุม GBC ของของฝ่ายไทย ก่อนการประชุม GBC กลับประเทศที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย วันที่ 23 ตุลาคม 2568 โดย 4 ประเด็นหลักๆ คือ การถอนอาวุธหนัก, การเก็บกู้ทุ่นระเบิด, อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน

    1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17

    • LOADING…


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD TEAM

    กองบรรณาธิการ THE STANDARD

    READ MORE

    EDITOR’S PICK

    MOST POPULAR




    MOST POPULAR



    Close Advertising

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cabinet-approves-stimulus-budget-fraud/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yb2L2HOeBYJc4ArAVhtLw

  • ‘กรณ์’ เผยทีมเศรษฐกิจ ปชป. เตรียมพร้อมลุย เป้าหมายทำให้ศก.ไทยกลับมาโต

    ‘กรณ์’ เผยทีมเศรษฐกิจ ปชป. เตรียมพร้อมลุย เป้าหมายทำให้ศก.ไทยกลับมาโต

    ‘อภิสิทธิ์’ เร่งทำนโยบาย-คัดตัวผู้สมัคร ฝาก ‘นายกฯหนู’ รุกแก้ชายแดน

    ‘อภิสิทธิ์’ เร่งทำงานแข่งกับเวลา ลุยทำนโยบาย-คัดตัวผู้สมัคร รับบางคนขอไม่อยู่ต่อ ชี้ปมทำประชามติยกเลิก ‘MOU 43-44’ ยังมีข้อกังวลเยอะ ฝากบอก ‘นายกฯ’ ไปแล้ว ควรทํางานเชิงรุกมากขึ้น

    ‘อภิสิทธิ์’ เบิกฤกษ์ ปชป. นำ กก.บห.ชุดใหม่ สักการะพระแม่ธรณี

    ‘อภิสิทธิ์’ ถือฤกษ์ 09.09 น. สักการะพระแม่ธรณี ก่อนนำทีมถก กก.บห.ชุดใหม่ เตรียมเชิญ 3 บิ๊กธุรกิจบรรยาย 28 ต.ค.นี้ หวังฝากการบ้านสะท้อนปัญหาประเทศ

    ‘อภิสิทธิ์’รีเทิร์น! นั่งหัวหน้าปชป.ไร้คู่แข่งจัดทัพใหม่ผลักดันการเมืองสุจริต

    ประชุมใหญ่วิสามัญประชาธิปัตย์ คนเก่าคนแก่หวนกลับพรึ่บ! ไม่พลิกโผ! “มาร์ค” นั่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งแบบไร้คู่แข่ง ได้คะแนนท่วมท้น เกือบเต็ม 100%

    ‘เอิร์ธ พงศกร’ โฆษกประชาธิปัตย์คนใหม่ ลั่นทำสุดความสามารถเพื่อร่วมกอบกู้ศรัทธา

    ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง อดีตผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ และอดีตโฆษกกทม. นั่ง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

    คำต่อคำ! ‘อภิสิทธิ์’ ร่ายยาวคัมแบ็กหัวหน้า ปชป. ถึงพริกถึงขิงทัศนะทางการเมือง

    “อภิสิทธิ์” เปิดใจหลังคัมแบ็กนั่งหน.ปชป. ขอบคุณ “สมาชิกพรรค-เฉลิมชัย” ยันไม่เคยตั้งคำถามเรื่องความทุ่มเท ย้ำคำภาษิต “สัจ จัง เว อม ตา วาจา” สัญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย บอกตั้งแต่เข้าการเมือง

    ‘สาธิต’ ชวดเก้าอี้รองหัวหน้า ปชป. คุมภาคกลาง ‘เมฆินทร์’ พลิกชนะ 65 ต่อ 35%

    ที่ประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังจากเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่และรองหัวหน้าพรรค 8 ตำแหน่งแล้ว ได้มีการเลือกรองหัวหน้าพรรครายภาค เพื่อให้สมาชิกลงคะแนน โดยผลปรากฎว่า นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าภาคเหนือ นายธนพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/882255/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PJ-8eYTkgl0d-Z57dX-WO