Category: เศรษฐกิจ

  • “สงครามการค้า” ยืดเยื้อ ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก กระทบ“ท่องเที่ยวไทย”

    “สงครามการค้า” ยืดเยื้อ ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก กระทบ“ท่องเที่ยวไทย”

    วันนี้ (21 ต.ค.2568) ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยหลังจากที่ความความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนกลับมาคุกกรุ่น หลังจากเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัล ทรัมป์ ออกมาระบุว่าจะขึ้นภาษีนำเข้ากับจีนเพิ่มในอัตรา 100% ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. และจะควบคุมการส่งออกซอฟท์แวร์ หลังจีนขยายมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน รวมถึงเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตสินค้าดังกล่าว ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ และจีนยังเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือระหว่างกันเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่าปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์กลับมีท่าทีอ่อนลงโดยระบุว่าการเก็บภาษีจากจีน 100% อาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า อาจมีการขยายข้อตกลงลดภาษีนำเข้าระหว่างกันต่อ หากจีนชะลอมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก

    ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ มองว่า การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ กับจีนเป็นการ “ขู่” เพื่อให้ได้ข้อตกลงทางการค้าที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ เหมือนกับที่สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการลดภาษีนำเข้ากับสหภาพยุโรปเพื่อแลกกับการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ และการนำเข้าพลังงานมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์ และ 7.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 ตามลำดับ ซึ่งจีนเองก็ตระหนักถึงความต้องการของสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน โดยในเดือนก.ย. จีนได้เสนอขยายการลงทุนในสหรัฐฯ โดยตั้งเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายการตรวจสอบการลงทุนและงดเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่บริษัทจีนนำเข้าไปผลิตในสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวล คือ ในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้านั้น การควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งจีนถือครองส่วนแบ่งตลาดโลกถึง 70% และแบตเตอรีลิเธียมไอออน รวมถึงการขึ้นค่าธรรมเนียมท่าเรือ จะเพิ่มภาระด้านต้นทุนให้กับผู้ผลิต และอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลก สุดท้ายแล้ว ยิ่งมาตรการกีดกันทางการค้าขยายวงกว้างและยืดเยื้อมากขึ้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน

    โดยคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง และการค้าโลกอาจย่ำแย่ลง ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจาก 3.3% ในปี 2567 เหลือ 3.2% ในปี 2568 และ 3.1% ในปี 2569 โดยการเติบโตในปี 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเร่งตัวของกิจกรรมในภาคการค้าและการส่งออกล่วงหน้า (front-loading effect) เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการปรับเพิ่มภาษีศุลกากร

    การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 เนื่องจากผลบวกจากการเร่งส่งออกหรือ front-loading กำลังทยอยลดลง ขณะที่ความเสี่ยงด้านขาลงมีมากขึ้น ได้แก่ ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรและมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ความกังวลเงินเฟ้อซึ่งจะจำกัดการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และ ความเสี่ยงทางการเมืองในหลายประเทศและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

    ด้านองค์การการค้าโลกหรือ WTO คาดว่าปริมาณการค้าสินค้าของโลกจะโตเพียง 0.5% ในปี 2569 ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 1.8% และย่ำแย่ลงจาก 2.4% ในปี 2568 ความเสี่ยงดังกล่าวมีแนวโน้มกระทบต่อกิจกรรมในภาคการผลิตและการค้า รวมถึงเศรษฐกิจโลกโดยรวมทางการเตรียมกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ

    ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีอาจต่ำกว่าคาด ในเดือนกันยายน มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.24 ล้านคน หดตัว -11.3%สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 9.94 หมื่นล้านบาท ลดลง -5.8% สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 24.1 ล้านคน ลดลง -7.6% สร้างรายได้ 1.11 ล้านล้านบาท ลดลง -5.9%

    ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ วเคราะห์อีกว่า ท่ามกลางความซบเซาของภาคท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ ล่าสุดรัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศช่วงปลายปี โดยเบื้องต้นมีแนวทาง ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศช่วงวันที่ 29 ต.ค. ถึง 15 ธ.ค. โดยการท่องเที่ยวในเมืองหลักลดหย่อนได้ 1 เท่า และในเมืองรอง 1.5 เท่า เร่งรัดการจัดสัมมนาของภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเร็วขึ้น และสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พักสำหรับเมืองรองโดยให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า

    แม้ว่ามาตรการดังกล่าวอาจช่วยพยุงอุปสงค์ภายในประเทศและลดผลกระทบจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้บางส่วน แต่วิจัยกรุงศรีประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2568 อาจต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 34 ล้านคน เนื่องจากการซบเซาของตลาดนักท่องเที่ยวจีน บวกกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดภูมิภาคเดียวกัน

    อ่านข่าว:

     ต่อยอดสิทธิบัตร “ยาหมดอายุ” ยุทธศาสตร์ “สาธารณสุข” มั่นคง

    เส้นทางทองคำ “การค้า-การเมืองสหรัฐฯ” ดันราคา ทะยานไม่หยุด

    “ลิซ่า” นั่งตำแหน่ง “Amazing Thailand Ambassador” โปรโมตเที่ยวไทยปี 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uKmbemLyP7iyq2hBTlGdF

  • เอกชนชี้บาทแข็งทำรายได้ประเทศร่วง-เสียเปรียบตลาดโลกกระเทือนเศรษฐกิจ

    เอกชนชี้บาทแข็งทำรายได้ประเทศร่วง-เสียเปรียบตลาดโลกกระเทือนเศรษฐกิจ

    เอกชนชี้บาทแข็งทำรายได้ประเทศร่วง-เสียเปรียบตลาดโลกกระเทือนเศรษฐกิจ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะผู้บริหาร ว่า ปัญหาสำคัญคือค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่า 7% เมื่อเทียบกับภูมิภาค ขณะที่เงินเวียดนามอ่อนค่ากว่า 3% ทำให้ช่องว่างการแข่งขันห่างกันเกือบ 10% สินค้าส่งออกไทยซึ่งมีกำไรไม่มากจึงเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด โดยรายได้จากการส่งออกคิดเป็นกว่า 60% ของ GDP

    ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า GDP ประเทศไทย ปี 69 จะโตเพียง 1.6% จากผลกระทบด้านการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเริ่มชะลอตัวจากภาวะค่าครองชีพสูง นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกลับเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้อีก 2-3 ล้านคน

    “เงินบาทที่แข็งค่าเกินไป ทำให้รายได้ประเทศลดลง การแข่งขันในตลาดโลกเสียเปรียบ และยังส่งผลต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจในวงกว้าง” 

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ส.อ.ท. เสนอแนวทางให้ ธปท. และสถาบันการเงินพิจารณาซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือ SMEs โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวินัยทางการเงินดี เช่น ไม่เคยค้างชำระค่าน้ำค่าไฟ หรือมีเครดิตชุมชนที่ดี ควรได้รับแต้มต่อในการกู้ยืม

    รวมถึงเสนอให้จัดตั้งกองทุนเอสเอ็มอีนวัตกรรมการเงินโดยเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อปกติสามารถเข้ามาขอทุนสนับสนุนได้ เพราะด้วยภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ผู้ขายต้องขายแบบเครดิตแต่ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินสด ทำให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง การออกแบบระบบสินเชื่อแบบใหม่จึงเป็นเรื่องจำเป็น

    โดยผู้ว่าการ ธปท. ได้รับข้อเสนอของภาคเอกชน และจะนำข้อมูลไปพิจารณาหาแนวทางร่วมมือแก้ปัญหาค่าเงินบาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งจากราคาทองคำที่ปรับขึ้น และการทำธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงินระหว่างประเทศ

    อย่างไรก็ดี ส.อ.ท. เคยเสนอให้หน่วยงานรัฐเข้มงวดการตรวจสอบการส่งออกทองคำ หลังพบว่าปี 2566 มีการส่งออกไปกัมพูชากว่า 12,000 ล้านบาท และปี 2567 พุ่งหลักแสนล้านบาท ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งจัดระเบียบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินการเทรนด์ทองคำเป็นสกุลเงินดอลลาร์แล้ว ซึ่งตรงนี้จะช่วยลดการแข็งค่าของเงินบาทได้

    “ช่วงเดือนก่อนที่เอกชนพบความผิดปกติของการส่งออกทองคำไปจำนวนมาก และเมื่อชี้จุดทำให้มีการเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ค่าเงินบาทลดลงมาได้บ้าง ดังนั้น หากมีการควบคุมและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดก็จะช่วยในเรื่องนี้ได้”

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเสนอให้ภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นสินค้าเมดอินไทยแลนด์จาก 30% เป็น 50% เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมในประเทศ และสร้างรายได้ให้ SMEs โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณเพิ่มเติม พร้อมสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัสที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า มีร้านค้าร่วมโครงการกว่า 300,000 ร้านทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TnGiXopx83qNDsIRNvQCU

  • GBS “โกลเบล็ก” ระบุราคาทองคำยังน่าจับตา! นักลงทุนแห่ถือครองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GBS “โกลเบล็ก” ระบุราคาทองคำยังน่าจับตา! นักลงทุนแห่ถือครองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ – บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินราคาทองคำสัปดาห์นี้ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด แม้ว่าเฟด อาจจะลดดอกเบี้ยและความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย นักลงทุนยังเก็งกำไรอย่างระมัดระวังในกรอบ 4,150–4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินว่าราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด แม้ว่าจะมีความคาดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ชึ่งนายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะเดินหน้าเรียกเก็บภาษี 100% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนในวันที่ 1 พ.ย. หรือเร็วกว่านั้น โดยขึ้นอยู่กับท่าทีของจีนในการดำเนินการเกี่ยวกับแร่หายาก ขณะที่จีนเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือพิเศษกับเรือของสหรัฐตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. ยกเว้นเรือที่สร้าง ในจีน โดยเรือที่เข้าข่ายต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคือเรือที่เป็นของสหรัฐฯ ดำเนินการโดยสหรัฐฯ สร้างโดยสหรัฐฯ หรือมีธงสหรัฐ นอกจากนี้จีนขู่ใช้มาตรการตอบโต้ หากสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 100% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.ย. ทำให้สถานการณ์การค้าระหว่างจีนและสหรัฐตึงเครียดยิ่งขึ้น หนุนนักลงทุนเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    รวมถึงความเสี่ยงจากการชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐ ยังคงเป็นแรงผลักดันให้ทองคำได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดยสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ซึ่งยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 16 เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศแล้ว

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายลง หลังกลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมด 13 คนในฉนวนกาซา ขณะที่ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐมีคำสั่งชั่วคราวห้ามรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ปลดเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงที่มีการชัตดาวน์ ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มขายทำกำไรทองคำ ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น

    สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 4,150 – 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยแนะนำให้นักลงทุนซื้อเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง พร้อมติดตามปัจจัยใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวรับสำคัญของราคาทองคำ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/21/587667/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17_cn7vqMWI_IFzyTzfqnZ

  • สมาคมผู้ค้าปลีกไทย มั่นใจ “คนละครึ่ง พลัส” ดันกำลังซื้อพุ่ง คาด GDP ขยายตัว 0.22%

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทย มั่นใจ “คนละครึ่ง พลัส” ดันกำลังซื้อพุ่ง คาด GDP ขยายตัว 0.22%

    หลังเปิดให้ลงทะเบียนวันแรกเมื่อ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา สำหรับมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ก็คึกคักถล่มทลาย! ประชาชนกดรับสิทธิ์ เต็มโควตา 20 ล้านสิทธิ์ ผ่านแอปฯ เป๋าตังอย่างรวดเร็ว สะท้อนความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายและกำลังซื้อที่พร้อมจะกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ด้วยเป้าหมายของรัฐบาลเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

    สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันในรอบนี้ รัฐบาลประกาศให้รอ เฟส 2 ในเดือนมกราคม 2569 โดยผู้ที่พลาดหวังรอบแรกจะได้รับสิทธิลงทะเบียนก่อน

    จากมาตรการดังกล่าว สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่สามารถเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นแบบ “Quick Big Win” ที่มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

    ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศมาตรการเศรษฐกิจชุดแรก สมาคมฯ เริ่มเห็นสัญญาณบวกของบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลจับจ่ายปลายปี เชื่อว่าจะเป็นจังหวะสำคัญที่ภาคค้าปลีกสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

    สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้อย่างตรงจุด และช่วยให้ GDP ไทยขยายตัวได้ราว 0.21–0.22% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการดังกล่าว ตามการประเมินของกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงปลายปี 

    ขณะเดียวกันช่วยกระตุ้นยอดขายของภาคค้าปลีก โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยและธุรกิจเอสเอ็มอีในระดับชุมชน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้ฟื้นตัว

    ดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีก พุ่งทำ New High ในรอบ 12 เดือน

    จากผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (Retail Sentiment Index: RSI) ซึ่งสมาคมผู้ค้าปลีกไทย จัดทำร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีกในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (ตุลาคม–ธันวาคม 2568) มีแนวโน้มปรับตัวสูงสุดของปี ทำสถิติ New High ในรอบ 12 เดือน จาก 52.4 จุด มาอยู่ที่ 63.8 จุด 

    สะท้อนถึงผู้ประกอบการค้าปลีกมีความมั่นใจและความหวังที่ดีกับรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงปัจจัยหนุนสำคัญทั้งการเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปี 

    โดยผู้ประกอบการค้าปลีก คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะเพิ่มยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 10% โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและร้านค้าในต่างจังหวัด เมื่อเทียบกับไม่มีมาตรการดังกล่าว 

    อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ เสนอว่า ในเฟสถัดไปของโครงการ “คนละครึ่ง” ภาครัฐควรพิจารณาเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านค้าทุกขนาดสามารถเข้าร่วมได้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเลือกซื้อสินค้าอย่างทั่วถึงและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกได้กว่า 60,000–70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 

    อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งกรอบวงเงินของโครงการนี้ ไว้ที่ 44,000 ล้านบาท และครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายไม่เกิน 20 ล้านคน 

    สมาคมค้าปลีกฯ ชงรัฐเดินหน้า “Easy e-Receipt”

    นอกจากนี้ สมาคมฯ ขอเสนอให้ภาครัฐพิจารณาเดินหน้าโครงการ “Easy e-Receipt” หรือ “ช้อปดีมีคืน” อีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในช่วงไฮซีซัน โดยเสนอให้ปรับเงื่อนไขการเข้าร่วมให้สะดวกขึ้น และ ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท คาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านบาท

    ณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เรายังต้องจับตาคือ หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น กำลังซื้อของประชาชนจะสามารถต่อเนื่องได้หรือไม่ เพราะแม้มาตรการภาครัฐช่วยสร้างแรงหนุนให้เศรษฐกิจในช่วงสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานอย่างรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นความท้าทายที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังซื้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ สมาคมฯ มองว่าแม้มาตรการระยะสั้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในทันที แต่รัฐบาลควรดำเนินควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อสร้างรากฐานให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในอนาคต และรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อเนื่อง โดย เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    การลดภาษีสินค้านำเข้า (Import Tax) กลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่น อาทิ เสื้อผ้า น้ำหอม และเครื่องสำอาง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งมีอัตราภาษีสินค้าหรูต่ำกว่าไทยหลายเท่าตัว โดยปัจจุบันไทยมีอัตราภาษีสินค้านำเข้ากลุ่มนี้สูงถึง 20–30%  

    รวมทั้งพิจารณา การนำร่องจัดทำ “แซนด์บ็อกซ์เขตปลอดภาษี  (Free Tax Zone)” ในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เป็นต้น ทั้งนี้ การลดภาษีจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาชอปปิงในประเทศไทยมากขึ้น เพิ่มแรงส่งให้กับภาคค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่น ๆ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็น “Shopping Paradise  แห่งอาเซียน” หรือ สวรรค์แห่งการชอปปิง อย่างแท้จริง

    การป้องกันสินค้านำเข้าราคาถูกที่ด้อยมาตรฐาน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ พร้อมส่งเสริมให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวเลือกบริโภคสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย โดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย พร้อมให้การสนับสนุน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการร่วมผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับการรับรองสัญลักษณ์ “Made in Thailand” เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าและขยายโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ

    ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill / Reskill) เพื่อให้แรงงานไทยในภาคค้าปลีกมีศักยภาพและสามารถปรับตัวกับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดย ใช้มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพเป็นเกณฑ์กำหนดค่าจ้างแทนระบบค่าแรงขั้นต่ำ

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทย มองว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน หากภาครัฐดำเนินนโยบายที่แข็งแกร่งในทุกมิติ ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ การเสริมความสามารถการแข่งขัน และการพัฒนาคุณภาพแรงงาน โดยเชื่อมั่นว่าหากรัฐบาลขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะสามารถนำพาเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแรง และก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

    ดึง หนุ่ม กรรชัย ผลักดันการใช้คนละครึ่ง ผ่าน LINE MAN

    ทางฝั่งผู้ประกอบการอย่าง ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN ได้กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว และช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ได้จริง ผู้ใช้สามารถสั่งผ่าน LINE MAN และชำระด้วยสิทธิคนละครึ่งพลัสได้สะดวก ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายรายได้ให้ร้านอาหารและไรเดอร์ทั่วประเทศ 

    โดยที่ผ่านมา มีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่เกือบ 100,000 ร้าน โดยกว่า 60–70% เลือกใช้ LINE MAN นอกจากนี้ยังมียอดผู้ใช้งานคนละครึ่ง ผ่าน LINE MAN จากเฟสที่ผ่านมาทั้งหมดกว่า 7 ล้านสิทธิ์ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็น เบอร์ 1 คนละครึ่ง โดยพร้อมเดินหน้าสนับสนุนร้านอาหารและผู้บริโภคเต็มรูปแบบ และใช้พลังของ หนุ่ม กรรชัย ผลักดันการใช้คนละครึ่ง ผ่าน LINE MAN ให้เข้าถึงทุกร้าน ทุกบ้าน และทุกชุมชนทั่วประเทศ

    แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม “คนละครึ่งพลัส”

    ขณะที่ แกร็บ ได้ขานรับนโยบาย “Quick Big Win” ของทางภาครัฐฯ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ด้วยบริการฟู้ดเดลิเวอรี หวังกระตุ้นการจับจ่ายและแบ่งเบาค่าครองชีพผู้บริโภคในช่วงปลายปี พร้อมกระจายรายได้และหนุนผู้ประกอบการร้านอาหาร 

    งัดแคมเปญ “GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง” จัดเต็มสิทธิประโยชน์ถึง 9 ต่อตลอดโครงการ ชูไฮไลต์หั่นค่าคอมมิชชันเหลือ 7% สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในวันแรก (3 พฤศจิกายน 2568) เสริมทัพด้วยโปรแกรมดันยอดขาย-ส่วนลดพิเศษจากแกร็บมูลค่าสูงสุด 10,000 บาท พ่วงให้สินเชื่อสำหรับร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ ด้วยวงเงินสูงสุดถึง 1 ล้านบาท พร้อมทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาทลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ 

    จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “การกลับมาของโครงการคนละครึ่งพลัสในปีนี้ แกร็บเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนไทยผู้ได้รับสิทธิ์กว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ ให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชันแกร็บ พร้อมกันนี้ เรายังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการฯ นี้ กว่า 800,000 รายทั่วประเทศ 

    ผ่านแคมเปญพิเศษที่จัดเต็มสิทธิประโยชน์และโปรแกรมส่งเสริมการขายตลอดโครงการมากถึง 9 เด้ง ควบคู่กับการพัฒนาระบบให้ร้านค้าใช้งานได้ง่าย ทั้งการสมัคร การรับออเดอร์ ไปจนถึงรายงานการขาย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสร้างยอดขายให้เติบโตแบบไม่มีสะดุด ทั้งหมดนี้เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหารโดยตรง ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งรายเล็กและรายย่อย ไรเดอร์ รวมไปถึงทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจร้านอาหาร เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบาย Quick Big Win ของทางภาครัฐ

    ภายใต้แคมเปญ “GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง” แกร็บเตรียมมอบสิทธิประโยชน์แบบจัดเต็มถึง 9 ต่อให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กับแกร็บฟู้ด ซึ่งประกอบด้วย

    เริ่มประกาศแพลตฟอร์มแรก แกร็บหั่นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือเพียง 7%สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในวันแรกที่เปิดรับสมัคร วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 และสำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จะถูกคิดค่าคอมมิชชันในอัตรา 9%

    อัดโปรแกรมดันยอดขายเพื่อสนับสนุนร้านเล็ก ได้แก่ แคมเปญ “แกร็บช่วยลด” โดยแกร็บร่วมสมทบแจกโค้ดส่วนลดจัดเต็มให้ร้านค้าสูงสุด 10,000 บาท และแคมเปญ “ร้านเล็กค่าส่งถูก” ซึ่งช่วยดึงดูดลูกค้าด้วยโปรโมชันส่งฟรีทุกออเดอร์ผ่านการจัดส่งแบบประหยัด (SAVER) ระยะทางสูงสุด 5 กม. สำหรับร้านค้าที่สมัครแคมเปญสำเร็จระหว่างวันที่ 3 – 5 พฤศจิกายน 2568 เข้าร่วมแคมเปญ ฟรี! สูงสุด 30 วัน

    ให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ มีสิทธิ์ได้รับ “สินเชื่อเงินสดทันใจ”จากแกร็บ โดยมีวงเงินกู้สูงสุดถึง 1,000,000 บาท พร้อมรับดอกเบี้ยคืนสูงสุด 300 บาท

     นอกจากนี้ แกร็บยังมอบสิทธิประโยชน์เสริมอื่นๆ แบบจัดเต็ม อันได้แก่

    • แจกส่วนลดพิเศษให้ลูกค้าสูงสุดถึง 2,400 บาทต่อคน สำหรับใช้สั่งอาหารผ่านโครงการฯ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสั่งซ้ำและเพิ่มยอดขายให้ร้านอาหาร
    • ยกเว้นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือ 0% บริการกินที่ร้าน (Grab Dine Out) เป็นระยะเวลา 30 วัน สำหรับทุกร้านค้าใหม่
    • แจกฟรีสื่อ ณ จุดขายและอุปกรณ์ตกแต่งร้าน สำหรับ 10,000 ร้านแรกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ สำเร็จ
    • ให้เครดิตสำหรับการโฆษณาผ่าน GrabAds มูลค่า 400 บาท สำหรับทุกร้านที่ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษบนแอป GrabMerchant เพื่อใช้โปรโมตร้านหรือสร้างแคมเปญโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็น  
    • มอบส่วนลดสำหรับค่าบริการระบบจัดการร้านอาหารจาก SilomPOS ครึ่งราคา ระยะเวลานาน 1 ปี มูลค่าสูงสุดถึง 14,950 บาท

    จัดเต็มสื่อโฆษณาและกิจกรรมการตลาด โดยแกร็บทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาทเพื่อร่วมโปรโมตแคมเปญผ่านสื่อโฆษณาครบวงจร พร้อมดึงทัพดาราดังร่วมสร้างสีสันและการรับรู้ในวงกว้าง นำโดย  เบลล่า-ราณี, เจมีไนน์-นรวิชญ์, โฟร์ท-ณัฐวรรธน์, สกาย-วงศ์รวี, นานิ-หิรัญกฤษฎิ์, หลิงหลิง-ศิริลักษณ์ และ ออม-กรณ์นภัส 

    ผู้ประกอบการร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กับแกร็บฟู้ด เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากแคมเปญ “GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง” สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 เพียงทำการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิบนแอปฯ ถุงเงิน และเลือกเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสกับแกร็บฟู้ด ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

    • เข้าแบนเนอร์ โครงการคนละครึ่งพลัส บนแอป GrabMerchant
    • คลิกดูรายละเอียด และกด ‘ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข’
    • ตรวจสอบ ‘เลขประจำตัวผู้เสียภาษี’ ให้ตรงกับในแอปถุงเงิน
    • เข้าแอปถุงเงิน กด ‘สมัครฟรี’ ที่แบนเนอร์
    • เลือกเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสกับแพลตฟอร์ม Grab
    • คัดลอก ‘รหัสร้านค้า’ จากแอป GrabMerchant เพื่อกรอกข้อมูลบนแอปถุงเงิน
    • ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP
    • ได้รับข้อความยืนยันการลงทะเบียนสำเร็จ

    ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2890496&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lE_b-5QXtCiVgY65zQTra

  • ส.อ.ท.-ธปท. ผนึกกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชูยุทธศาสตร์ “4GO”

    ส.อ.ท.-ธปท. ผนึกกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชูยุทธศาสตร์ “4GO”

    ภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ต.ค.68) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมประชุมกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ค่าเงินบาท และแนวทางการดูแลความผันผวนของค่าเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคเอกชน

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า การพบกันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีในการสร้างความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับหน่วยงานนโยบายการเงิน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญความเสี่ยงรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจแก้ไขปัญหามีความแม่นยำและทันท่วงที

    ที่ประชุมหยิบยก 3 ประเด็นหลักเพื่อหารือร่วมกัน ได้แก่

    1. มาตรการรับมือภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า เสนอให้รัฐออกมาตรการทางการเงินช่วยผู้ส่งออกไทย

    2. การแก้ปัญหาสภาพคล่องและหนี้ SMEs เรียกร้องให้เพิ่มสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ผ่อนผันหลักประกัน และสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว

    3. การดูแลค่าเงินบาทแข็งค่า เสนอให้ ธปท. ดูแลเสถียรภาพให้อยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศคู่แข่ง พร้อมส่งเสริมการใช้ FX hedging ในกลุ่มผู้ส่งออก SMEs

    พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. ยังได้นำเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม “4GO” ประกอบด้วย

    • GO Digital & AI ผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
    • GO Innovation สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและงานวิจัย
    • GO Global ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ลดการพึ่งตลาดเดิม
    • GO Green ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวตามแนวทาง ESG และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (carbon footprint) หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมหรือกระบวนการผลิต

    ด้านนายวิทัย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือนอกสถานที่ครั้งแรก สะท้อนความตั้งใจของ ธปท. ที่จะเชื่อมโยงนโยบายระหว่างภาครัฐและเอกชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมเปิดใจรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย และพร้อมดำเนินการทันทีหากเป็นไปได้ ทั้งยังย้ำว่าจะมีการหารือร่วมกันเป็นระยะ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกิดผลในทางปฏิบัติ

    ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/790299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-sC1PqFRjzlxkzo-P7Xrw

  • ผู้ว่าธปท. หารือสภาอุตฯ แลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจ หนุนภาคธุรกิจไทย | เดลินิวส์

    ผู้ว่าธปท. หารือสภาอุตฯ แลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจ หนุนภาคธุรกิจไทย | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5225014/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mV8MO418yR79WuUowSuN9

  • นายกฯ อนุทิน เชิญชวนคนไทยร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง 2568 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน

    นายกฯ อนุทิน เชิญชวนคนไทยร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง 2568 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน

    นายกฯ อนุทิน เชิญชวนคนไทยร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง 2568 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน


    21/10/2568 | 279 |

    วันนี้ (21 ตุลาคม 2568) เวลา 09.40 น. ณ บริเวณโถงอาคารตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเจ้าหน้าที่ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน Maha Loi Krathong World Event ในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดสุโขทัยและพระนครศรีอยุธยา และงาน Vijit Chao Phraya 2025 ในเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 ณ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย 

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี รับฟังวัตถุประสงค์ของการจัดงานกิจกรรมและการประชาสัมพันธ์ “งานสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง ปี 2568” และ “งาน Vijit Chao Phraya 2025” โดยงาน Maha Loi Krathong @Sukhothai จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ บริเวณวัดชนะสงครามและตระพังตะกวน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย โดยเนรมิตพื้นที่วัดชนะสงครามให้เปล่งประกายด้วยแสงไฟ ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรุ่งเรืองของอารยธรรมสุโขทัย ผสานบรรยากาศย้อนยุคกับความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน และงาน Maha Loi Krathong @Ayutthaya ในวันที่ 2 – 6 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำเสนอความงดงามและมนต์เสน่ห์ของประเพณีลอยกระทง เพื่อตอกย้ำการได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นเมืองเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของเมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยนำเสนออัตลักษณ์ประเพณีเทศกาลลอยกระทง ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดแสดงแสง สี เสียง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการจัดงานในพื้นที่อัตลักษณ์ทั่วประเทศ ได้แก่ ประเพณีเดือนยี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่ ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง จังหวัดตาก ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลองตามครรลองวิถีพอเพียง จังหวัดสมุทรสงคราม และประเพณีสมมาน้ำคืนเพ็งเส็งประทีป จังหวัดร้อยเอ็ด

    ทั้งนี้ สำหรับงาน Vijit Chao Phraya 2025 มีการจัดแสดง 45 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00-22.00 น. บริเวณสถานที่สำคัญริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร สร้างบรรยากาศและสีสันให้แก่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยแสงไฟผสมผสานกับเทคโนโลยี แสง เสียง ในยามค่ำคืน และสร้าง Landmark อัตลักษณ์ของประเทศไทย ผ่าน 15 จุดแสดงสำคัญ ประกอบด้วย สะพานพระราม 8, บริเวณปากคลองบางกอกน้อย-ปากคลองดุสิต (โรงพยาบาลศิริราช), พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน (โรงพยาบาลศิริราช), ท่าพระจันทร์), อาคารสำนักงานราชนาวิกสภา (กองทัพเรือ), บริเวณหน้าสวนนาคราภิรมย์, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, ป้อมวิไชยประสิทธิ์ (กองทัพเรือ) วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ,สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า), สะพานพระปกเกล้า, ตึกร้าง (ซอยล้ง 1919) ถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน, วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์),ไอคอนสยาม และ ปั้นจั่น/เครนก่อสร้างทางน้ำ (บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด) โดยไฮไลท์สำคัญได้แก่ การแสดงโดรน 500  ลำประกอบการแสดง แสง สี เสียง บริเวณสะพานพระราม 8 ทุกวันศุกร์และการจุดพลุประกอบเอฟเฟกต์ และนวัตกรรม แสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่อลังการ บริเวณสะพานพระพุทธยอดฟ้า ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตลอดการจัดงาน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/433435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw101DKKWhiCT0Jntto3sYPe

  • วิจัยชี้รัสเซียอยากได้ดอนบาสเพราะเป็นศก.เศรษฐกิจ-โลจิสติกส์ | TOPNEWS

    วิจัยชี้รัสเซียอยากได้ดอนบาสเพราะเป็นศก.เศรษฐกิจ-โลจิสติกส์ | TOPNEWS

    บทวิจัยชี้รัสเซียอยากได้ภูมิภาคดอนบาส ทางตะวันออกของยูเครนเพราะดอนบาสเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ, อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่สำคัญของยูเครน

    เดอะ เคียฟ อินดิเพนเดนท์เผยรายงานวันที่ 20 ตุลาคม ระบุว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียได้มีความพยายามที่จะหลอกล่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐให้กดดันประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี้ยกภูมิภาคดอนบาสให้กับรัสเซียอีกครั้ง หลังจากที่เคยมีความพยายามเข้ายึดครองเมื่อ 9 ปีที่แล้วแต่ล้มเหลว อย่างไรก็ตามการปฏิบัติการสู้รบในครั้งนั้นซึ่งเกิดขึ้นในปี 2557 ยูเครนได้เสียแคว้นไครเมียให้กับรัสเซีย

    รายงานเผยว่าการพบปะกันครั้งล่าสุดทรัมป์ได้เรียกร้องเซเลนสกี้ให้ยกดอนบาสทั้งภูมิภาคให้กับปูติน รวมทั้งดินแดนที่ยังอยู่ความควบคุมของยูเครน

    เราจะมาทำความรู้จักดอนบาสกันว่าทำไมจึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของปูติน ท่ามกลางความพยายามสารพัดวิธีที่จะหาทางควบรวมมาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียให้ได้

    ดอนบาสเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของยูเครน “ดอนบาส” เป็นตัวย่อมีชื่อเต็มคือ” แอ่งถ่านหินโดเน็ตส์ ตั้งชื่อตามแม่น้ำซิเวอร์สกี โดเน็ตส์ที่ไหลผ่านดอนบาส ซึ่งในยุคศตวรรษที่ 19 ภูมิภาคดอนบาสไม่ได้หมายถึงแค่แคว้นโดเน็ตสก์และลูฮานซก์เหมือนปัจจุบ้น แต่ยังรวมถึงบางส่วนของแคว้นดนีโปรเปตรอฟสค์ และพื้นที่่บางส่วนที่อยู่ทางใต้ของรัสเซีย

    ดอนบาสขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ นอกจากนี้ก็ยังอุดมและล้อมรอบไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรม โดเน็ตสก์และลูฮานซก์จึงเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของยูเครนมาอย่างยาวนาน

    ในช่วงปี 2557 ที่รัสเซียเคลื่อนทัพเข้าควบรวมไครเมียและพยายามยึดครองดอนบาส รัสเซียปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีดอนบาส แต่กล่าวหาว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มแบ่งแยกดินแดน” ภายในยูเครนเองที่ต้องการแยกดอนบาสออกจากยูเครน แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนใดๆทั้งสิ้น โดยรัสเซียอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ทั้งเป็นผู้สนับสนุนด้านอาวุธและเงินทุน เพื่อหวังทำลายเสถียรภาพของยูเครน

    จากข้อมูลของศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจในลอนดอน ดอนบาสสร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 15.7% ของ GDP ของยูเครน และมีจำนวนประชากรราว 14.7% ของประชากรทั้งหมดของยูเครน โดยทั้งหมดเป็นตัวเลขก่อนปี 2557 แต่สงครามรัสเซียได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทำให้ธุรกิจ, อุตสาหกรรมและการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ ตลอดจนการส่งออกและการลงทุนของต่างชาติต้องหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด ขณะที่ประชาชนก็อพยพหนีตายไปอยู่ที่อื่น

    หนึ่งในข้ออ้างของรัสเซียในการควบรวมดอนบาสคือดอนบาสเป็นของรัสเซีย เพราะประชาชนพูดภาษารัสเซีย แต่ในความเป็นจริง ภาษาเป็นคนละเรื่องกับสัญชาติและดินแดน และก่อนปี 2557 ประชาชนส่วนใหญ่ในโดเน็ตสก์และลูฮานซก์เรียกตัวเองว่าเป็น “ชาวยูเครน” ขณะที่โพลชี้ว่าประชากรส่วนใหญ่ในดอนบาสต้องการเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน

    ขณะที่อีกปัจจัยสำคัญนอกจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ปูตินอยากได้ดอนบาสก์คือปัจจัยด้านการทหาร

    ปัจจุบันลูฮานซก์อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียเกือบทั้งหมด ขณะที่กองกำลังยูเครนยังคงยึดครองหลายพื้นที่ของโดเน็ตสก์ รวมทั้งเมืองสำคัญๆอย่างโปครอฟสค์ สโลเวียนสค์ และครามาทอร์สค์ แต่เป้าหมายหลักของปูตินคือการยึดครองพื้นที่ทั้งหมดของโดเน็ตสก์ ซึ่ง The Economist เผยว่าสาเหตุหลักเป็นเพราะโดเน็ตสก์เป็นที่ตั้งของ “แนวป้อมปราการ” ที่ลากยาวครอบคลุมพื้นที่ 50 กิโลเมตรตั้งแต่เมืองสโลเวียนสค์และครามาทอร์สค์ไปจนถึงดรูชกิฟกาและโคสเตียนตีนิฟกา

    โดยเครือข่ายป้อมปราการซึ่งประกอบด้วยสนามเพลาะ, ทุ่นระเบิดและกำแพงป้องกันรถถังได้มีการเสริมกำลังมาตั้งแต่ปี 2557 และหลังจากที่เมืองบัคห์มุตถูกเข้ายึดในปี 2566 ยูเครนก็สั่งเสริมกำลังแนวป้องกันนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นเป็นเท่าตัว

    อันตรี ซาโกรอดนุก อดีตรัฐมนตรีกลาโหมยูเครนบอกกับ The Economist ว่างบประมาณมหาศาลได้ถูกทุ่มเทเพื่อสร้างแนวป้องกันเหล่านี้ ทำให้สโลเวียนสค์และครามาทอร์สค์กลายเป็น “เมืองแห่งป้อมปราการ” ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางโลจิสติกส์และศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่เป็นต้องการของปูติน ดังนั้นสำหรับยูเครนแล้ว ความคิดและเสียงเรียกร้องของทรัมป์ที่ขอให้เซเลนสกี้ยกดอนบาสทั้งหมดให้ปูตินจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1364077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E3Z4FSTcEOJBpLCF9j4Zr

  • “ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียว “ร่างปฏิญญามะละกา” หนุนอาเซียนสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค พร้อมตั้ง “ศุภพานี โพธิ์สุ” เป็นเลขานุการ รมว.วธ.

    “ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียว “ร่างปฏิญญามะละกา” หนุนอาเซียนสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค พร้อมตั้ง “ศุภพานี โพธิ์สุ” เป็นเลขานุการ รมว.วธ.

    “ซาบีดา” เผย ครม.ไฟเขียว “ร่างปฏิญญามะละกา” หนุนอาเซียนสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค พร้อมตั้ง “ศุภพานี โพธิ์สุ” เป็นเลขานุการ รมว.วธ.

    วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ ร่างปฏิญญามะละกาว่าด้วยการสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรม (Melaka Declaration on Cultural Heritage Value Creation) ซึ่งจะเป็นเอกสารสำคัญในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พร้อมทั้งอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีของไทยร่วมรับรองร่างปฏิญญาดังกล่าวในเวทีการประชุมอาเซียนอย่างเป็นทางการ

    รมว.วธ. กล่าวว่า ร่างปฏิญญามะละกาเป็นข้อริเริ่มของกระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งประเทศมาเลเซีย ซึ่งเสนอให้รัฐมนตรีอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะ (ASEAN Ministers Responsible for Culture and Arts: AMCA) พิจารณาเห็นชอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในการปกป้อง อนุรักษ์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายของอาเซียน

    ทั้งนี้ ร่างปฏิญญามะละกาฯ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของอาเซียน (ASEAN Sustainable Development Goals) และแนวนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่มุ่งเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างทั่วถึง เพื่อสร้าง โอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมขีดความสามารถให้กับชุมชนท้องถิ่นในภูมิภาค นอกจากนี้ ร่างปฏิญญมะละกาาฯ ยังเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกอาเซียนในการร่วมมือพัฒนาแนวทางการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ทั้งในด้าน มรดกที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เพื่อธำรงความรุ่มรวยและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของภูมิภาคอาเซียนให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

    “การเห็นชอบร่างปฏิญญามะละกา ฯ ครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในเวทีอาเซียนที่มุ่งใช้พลังทางวัฒนธรรมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยกระดับคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ” นางสาวซาบีดา กล่าว

    รมว.วธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ครม. ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมืองในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 1 ราย ดังนี้ นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้การบริหารราชการของวธ. มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของวธ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/965790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kp0SP1c1mtr7Wb4ChV9os

  • เศรษฐกิจไทยเสี่ยง “ติดหล่ม” รับพิษภาษีทรัมป์ วินัยคลังวิกฤติฉุดเชื่อมั่น ชงรัฐบาล 4 เดือนยกระดับโปร่งใส : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยง “ติดหล่ม” รับพิษภาษีทรัมป์ วินัยคลังวิกฤติฉุดเชื่อมั่น ชงรัฐบาล 4 เดือนยกระดับโปร่งใส : อินโฟเควสท์

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ว่าที่ผู้ช่วย รมว.คลัง กล่าวในงานเสวนาสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย “4 เดือน: สิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่” ว่า แม้ตัวเลข GDP ในช่วงต้นปีจะดูเติบโตได้ดี แต่เป็นผลจากการเร่งส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวอื่น ๆ ทั้งการบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว ยังคงอ่อนแอ ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงติดหล่ม โดยเฉพาะไตรมาส 4/68 ที่ได้รับผลกระทบจากภาษี “ทรัมป์” ทั้งไตรมาส

    อีกทั้งช่วงที่ผ่านมารัฐบาลในอดีตใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ การส่งออก แต่ยังไม่เคยพูดว่าจะกระตุ้นฝั่ง Supply ให้สำเร็จได้อย่างไร หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลชุดนี้กำหนดนโยบาย Quick Big Win ผ่านแนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นระยะสั้นให้ผลบวกระยะยาวแล้ว ต้องทำให้พ้น 4 เดือนไปเครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่นๆ ที่สำคัญของไทยต้องจุดติดอีกครั้ง

    โดยนโยบาย Quick Big Win ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่ กระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ลดภาระหนี้ประชาชน เพิ่มสภาพคล่องให้ SME เพิ่มการออมของประชาชน และการลงทุนเพื่ออนาคต โดยมีเป้าหมายตอบโจทย์สั้น วางแผนยาว ซึ่งระยะสั้น ฟื้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อ หนี้หด ออมเพื่อเสริมสภาพคล่อง ด้านระยะยาว การดึงดูดการลงทุน และวางรากฐานเพื่ออนาคต เพิ่มทักษะรองรับอุตสาหกรรมใหม่ และรักษาเสถียรภาพการคลัง

    ทั้งนี้ ตัวชี้วัดที่วัดได้จริง ได้แก่ GDP ไตรมาส 4/68 จะขยายตัวมากกว่า 0.3% หนี้ครัวเรือนต่ำกว่า 87.4% ของ GDP สภาพคล่อง SMEs เพิ่มขึ้น ประชาชนมีช่องทางการออมระยะยาวมากขึ้น และเงินลงทุนเพื่ออนาคตเข้ามามากขึ้น

    “อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตระหนักและยึดมั่นมากที่สุดคือการรักษาวินัยทางการคลัง ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่รักษาวินัยทางการคลังอย่างดีพอ ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ที่เราสามารถใช้นโยบายทางการคลังเพื่อดูแลเศรษฐกิจน้อยมาก และถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปจะยิ่งน้อยลงไปอีก” นายเบญจรงค์ กล่าว

    *สร้างวินัยการคลัง ฟื้นฟูเชื่อมั่น

    นายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์การคลังของไทยที่อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง โดยสถาบันจัดอันดับอย่าง Fitch และ Moody’s ได้ปรับลดมุมมองของประเทศไทยเป็นลบ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ โดยต้นตอของปัญหาเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า ‘การมองสั้นเชิงนโยบาย’ (Fiscal Short-termism)

    รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มามักจะดำเนินนโยบายโดยหวังผลระยะสั้น โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว ทำให้การขาดดุลงบประมาณในระดับ 4% ของ GDP กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ที่น่ากังวล

    ทั้งนี้โครงสร้างเชิงสถาบันในปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างวินัยการคลังได้จริง โดย 3 เสาหลักของวินัยการคลังได้แก่

    1. กฎเกณฑ์การคลัง กฎเกณฑ์ที่มีอยู่ เช่น เพดานหนี้สาธารณะ 70% ของ GDP โดยไม่มีแผนลดในอนาคต และมีการใช้งบลงทุนไปในทางที่ไม่ก่อให้เกิดสินทรัพย์ถาวรจริง หรือแฝงรายจ่ายประจำไว้ในงบลงทุน
    2. การถ่วงดุล ไทยยังไม่มีสถาบันการคลังอิสระ เทียบเท่า CBO (สหรัฐฯ) หรือ OBR (สหราชอาณาจักร) การกำกับติดตามด้านวินัยทางการคลังเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมีองค์ประกอบยากที่เป็นอิสระ ข้อจำกัดของฝั่งนิติบัญญัติ ปีงบ 67 ปรับลดงบประจำได้เพียง 0.26% ของงบรายจ่ายทั้งหมด
    3. ขาดความโปร่งใส โดยรายจ่าย: งบประมาณประจำปีไม่รวม “เงินนอกงบฯ” ซึ่งมีขนาดกว่า 60% ของงบรายจ่ายรวม รายรับ: รายได้ภาษีลดลงต่อเนื่อง แต่ไม่เคยเปิดเผยเป็น Tax Expenditures อย่างเป็นระบบ สินทรัพย์และหนี้ ขาดการทบทวนบัญชีสินทรัพย์ของรัฐอย่างเป็นระบบ แม้ใครสร้างแข็งแกร่ง แต่มี “หนี้ซ่อน” ตามมาตรา 28 ราว 1 ล้านล้านบาท

    นายอธิภัทร กล่าวว่า หากไม่เร่งยกระดับ กติกา การถ่วงดุล ความโปร่งใส ไทยอาจสูญเสียความเชื่อมั่นทางการคลังในระยะยาว ทั้งนี้เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว ได้เสนอข้อเสนอแนะ 3 ประการต่อรัฐบาลใหม่ ดังนี้

    • วางเข็มทิศทางการคลังให้ชัดเจน: จัดทำกรอบการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือและปฏิบัติได้จริง เพื่อแสดงให้เห็นแนวทางการลดการขาดดุลในอนาคต
    • เพิ่มความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลการคลังให้ประชาชนเห็นในฐานะการคลังที่แท้จริง
    • ทบทวนและยกระดับกฎเกณฑ์การคลัง ปรับปรุง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เพื่อปิดช่องโหว่ที่นักการเมืองสามารถนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม และสร้างกลไกการกำกับดูแลที่เข้มแข็งขึ้น

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาทำงานช่วงแรกเพียง 4 เดือน ซึ่งอาจจะดูสั้น แต่การเริ่มต้นยกระดับความน่าเชื่อถือทางการคลังถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียความเชื่อมั่นทางการคลังในระยะยาว” นายอธิภัทร กล่าว

    *นำโครงการโซลาร์ทำให้เห็นผลใน 4 เดือน

    นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในปัจจุบัน ค่าไฟฟ้า จะยังคงตรึงราคาไว้ที่ 3.94 บาทต่อหน่วยไปจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) จะยังคงราคาไว้ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ซึ่งคาดว่าจะมีการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เป็นภาระ ขณะที่ ราคาน้ำมันดีเซล ที่ทยอยปรับลดลงนั้น เป็นการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อทยอยชำระหนี้คงค้างของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดจากวิกฤตพลังงานครั้งก่อน

    สำหรับโครงการเร่งด่วน (Quick Win) ที่จะเห็นผลภายใน 4 เดือนได้แก่

    1. โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เป้าหมาย นำโควต้าที่เหลือจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) จำนวน 1,500 เมกะวัตต์ มาจัดสรรให้ชุมชน คาดว่าจะเกิดโซลาร์ฟาร์มได้อย่างน้อย 300 ชุมชน ครอบคลุม 15,000 ครัวเรือน ซึ่งนักลงทุนภาคเอกชมสามารถรร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่เพื่อทำโซลาร์ฟาร์ม โดยชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับ ส่วนลดค่าไฟฟ้า 20% จากราคาปกติ และมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งผลกำไรจากการขายไฟเข้าระบบ คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนนี้ได้ประมาณ 30,000 ล้านบาท
    2. โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตรจากการใช้ไฟฟ้ามาเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยรัฐบาลใน 4 เดือนนี้ เริ่มดำเนินการทันที 50 ระบบทั่วประเทศ โดยใช้งบจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานภายใต้กระทรวงพลังงาน
    3. มาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์รูฟท็อป เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนนี้ เพื่อให้สิทธิ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 200,000 บาท คาดว่ามาตรการนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 20,000 ล้านบาท
    4. โครงการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) สำหรับภาคอุตสาหกรรม ตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรม S-Curve ในพื้นที่ EEC

    นายกุลิศ กล่าวว่าแผนระยะยาวที่จะมีการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ โดยต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาภายในเดือนนี้ โดยจะเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2065 ซึ่งแผนนี้น่าจะเห็นความชัดเจนก่อนที่จะมีการยุบสภา

    *เร่งแก้ไขข้อจำกัดของภาคผลิต

    นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน หรือสิ่งที่อยากเห็นรัฐบาลใหม่ ได้แก่

    • Quick win: Low Hanging fruit มาตรการเร่งด่วนระยะสั้น เร่งแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานสะอาด เช่น ยกเลิกใบอนุญาต รง.4 เพื่อกำหนดให้การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทุกชนิด ทุกกำลังการผลิตไม่เข้าข่ายเป็นโรงงาน ,ยกเลิก พค.2 ใบอนุญาตพลังงานควบคุม สำหรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และ ออกพระราชกฤษฎีกา เพิ่มขนาด หรือประเภทโรงไฟฟ้าที่ไม่ต้องขออนุญาตทำแค่การจดแจ้ง ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย NDC 3.0
    • Policy Continuity & Courage สานต่อนโยบาย Quick Win ให้กลายเป็น Reform Plan 2-3 ปี บูรณาการแผนนโยบายพลังงาน กล้าปรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้า เปิด Third party Access ผลคาดหวังความชัดเจนเชิงนโยบาย นำมาสู่ความมั่นใจของนักลงทุน
    • Sustainable Enabling Framework สร้างโครงสร้างเรองรับระยะยาว ตั้งศูนย์รวมข้อมูลพลังงาน เพื่อความโปร่งใสและติดตามความก้าวหน้า ผลที่คาดหวัง ระบบนโยบายและงบประมาณที่ต่อเนื่อง ไม่ขึ้นกับรัฐบาล

    นางสาวอารีพร กล่าวว่า ต้องมอง 360 องศา อย่าทิ้งใครไว้เบื้องหลัง การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องมองให้รอบด้านอย่าทิ้งใครไม่เบื้องหลัง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย ที่เห็นได้ชัดคือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่ควรจะให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด

    สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: สื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจว่า “ค่าไฟที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ค่าไฟที่ถูก แต่คือค่าไฟที่เป็นธรรม” และให้ความรู้ในประเด็นที่ซับซ้อน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

    *Quick win กระทรวงพาณิชย์

    นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ว่าที่ผู้ช่วย รมว.พาณิชย์ กล่าวถึง 7 นโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ โดยแผนปฏิบัติการเร่งด่วน (Quick Win) จะครอบคลุมในหลายมิติประกอบด้วย

    1. การรับมือภาษีการค้าสหรัฐฯ เร่งเจรจาต่อรองประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ ทั้งในส่วนของ Reciprocal Tariff และภาษีรายสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และเหล็ก รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกฎเกณฑ์ด้านแหล่งกำเนิดสินค้า (Local Content) แม้กฎของสหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจนแต่ต้องเตรียมความพร้อมเสมอ
    2. การค้าชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งจากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนกระทบการค้าขายตรงชายแดนอย่างมาก ในะระยะสั้นต้องเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งบริเวณชายแดน ทั้งการค้ารวมทั้งโรงแรมเล็ก ๆ ร้านอาหารที่รับนักท่องเที่ยว พร้อมหาตลาดใหม่รองรับสินค้าท้องถิ่นนั้นที่ไม่สามารถส่งออกไปกัมพูชาได้
    3. ขยายตลาดและ FTA เดินหน้าเจรจา FTA โดยเฉพาะ EU และเกาหลีใต้ ควบคู่ไปกับการอัปเกรด FTA เดิมที่มีอยู่ อย่างเช่น อาเซียน-จีน หรืออาเซียน-เกาหลีใต้ และบุกตลาดใหม่ที่ยังไม่มีข้อตกลงทางการค้า เช่น อินเดีย และตะวันออกกลาง เพื่อหาโอกาสให้สินค้าไทยให้มากขึ้นได้
    4. การลดภาระค่าครองชีพในประเทศ ปฏิรูปราคายาในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นนโยบายที่มีการพูดถึงเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งจะประกาศความชัดเจน 28 ต.ค.นี้ โดยผู้ป่วยจะสามารถเห็นบิลค่ายาก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน และมีสิทธิเลือกซื้อยาบางรายการจากร้านขายยาภายนอกได้
    5. ดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร จะเน้นการบริหารจัดการอุปทานและเข้ามาควบคุมดูแลด้านราคา เช่น การชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงที่ราคาตกต่ำ และการเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดทำ Sandbox ส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่มีตลาดรองรับชัดเจน เช่น กล้วยหอมทอง อะโวคาโด ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และไม่ต้องพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐ
    6. การเพิ่มขีดความสามารถให้ SME และปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาทักษะ SME เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกตัวอย่างเช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่นอกจากการให้เงินช่วยเหลือแล้ว ยังเป็นการอัปสกิลด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการรายย่อย สามารถต่อยอดไปสู่การทำ E-Commerce ได้
    7. ปรับกฎระเบียบใช้เทคโนโลยี ลดขั้นตอนและกฎระเบียบ ถือเป็นภารกิจสำคัญ โดยได้สั่งการให้ทุกกรมในสังกัดเสนอแผนลดขั้นตอนและกระบวนการที่ไม่จำเป็น รวมทั้งการลดการใช้กระดาษซึ่งจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดต้นทุนและทรัพยากร

    *FETCO มอง BOI จับมือ ตลท.เพิ่มบจ.อนาคตรุ่งเข้าตลาดหุ้น

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลเป็นระยะเวลาที่สั้น ทำให้ต้องเลือกว่าจะทำอะไร โดยเสนอนโยบายคานงัด 10X หรือคือการที่ใช้เงินน้อยแต่ได้ผลมาก เช่น การให้ความสำคัญกับ SME เช่น รัฐบาลจัดซื้อจัดจ้างบน SME ไทย สินค้าไทย เนื่องจากทุกประเทศกำลังกังวลใจสินค้าจีนที่เข้ามาตีตลาดในไทย ขณะเดียวกันจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นให้กับหน่วยงานที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ EXIM BANK รวมถึง BOI

    นอกจากนี้ยังรวมถึงการเปิดประตูน้ำ หรือปลดล็อกกฎเกณฑ์บางประการ ยกตัวอย่างเช่น การนำบริษัทที่ได้ BOI เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในไทยเพิ่ม S-Curve ซึ่งมองว่าสามารถแก้กฎเกณฑ์ใน 4 เดือนได้ ขณะเดียวกันที่อยากคุยกับกระทรวงการคลัง เช่น การออมเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่งทำได้เลยทันที เรื่องการปรับกฎเกณฑ์ BOI ส่งเสริมให้บริษัทช่วยชุมชน และการเปิดเสรีภาค Service นอกจากนี้สิ่งที่อยากให้รัฐบาลทำอีกเรื่องคือการกิโยตินกฎหมาย

    “นี่โอกาสของเราที่จะดำเนินการสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าหัวใจที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดว่าจะทำอะไร แบ่งงานกันอย่างไร ผมคิดว่า 4 เดือนเป็นไปได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

    *ภาคเกษตรเน้นแก้ปัญหาตรงจุด-เพิ่มทักษะเกษตรกร

    นายนิพนธ์ พัวพงศกร อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย เสนอ 4 แนวทางนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตในภาคเกษตรกรรมและวางรากฐานสู่เกษตรสมัยใหม่ โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย โดยนโยบายเกษตรที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่ใน 4 เดือนข้างหน้า ประกอบด้วย

    1. ลงทุนผลิต/กระจายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง สถานการณ์ปัจจุบันโรคใบด่างได้ระบาดครอบคลุมพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังแล้วกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ เสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณ 125 ล้านบาท เพื่อผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังทนทานโรคจำนวน 1 ล้านต้น ภายในปีนี้ เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกร ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ
    2. เร่งสูบน้ำออกจากทุ่งนาในเจ้าพระยาตอนกลาง/ล่าง ปัญหาน้ำท่วมในภาคกลางทำให้ชาวนาไม่สามารถปลูกข้าวได้ทันเวลา ดังนั้นกรมชลประทานต้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่นาข้าวให้เร็ว เพื่อให้ชาวนาสามารถเริ่ม ปลูกข้าวได้ภายในวันที่ 15-31 ธันวาคม ซึ่งจากข้อมูลสถิติพบว่า การปลูกข้าวในช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้ได้ ผลผลิตสูงเกิน 1 ตันต่อไร่ และยังสามารถปลูกในรอบนาปีถัดไปได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ได้ผลผลิตสูงสองต่อ โดยใช้เครื่องมือและงบประมาณที่มีอยู่แล้ว
    3. อุดหนุนเกษตรกรขุดบ่อน้ำบาดาล/แหล่งน้ำชุมชน ขยายผลจากนโยบายโซลาร์รูฟของกระทรวงพลังงาน โดยเสนอให้ทำควบคู่ไปกับการ ขุดบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ
    4. เปลี่ยนวัตถุประสงค์การอุดหนุนเพื่อปรับโครงสร้างเกษตรและสร้างวินัยการคลัง เช่น LOW CARBON RICE ไถกลบแทนการเผา เพิ่มทุนมนุษย์ ข้อเสนอ ได้แก่ ลงทุนใน Technical Skill จัดอบรมทักษะด้านเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture), การใช้โดรน, และการจัดการฟาร์ม เพิ่มองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร สร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและเกษตรกร: เสนอให้มีการจัดตั้งตำแหน่ง “ศาสตราจารย์นวัตกรรม” ในมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมให้อาจารย์ลงพื้นที่ทำงานวิจัยร่วมกับเกษตรกรในฟาร์มจริง และนำองค์ความรู้สมัยใหม่ไปประยุกต์ใช้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29I0ZZsYT_ASqhKIWK7Abw