Category: เศรษฐกิจ

  • สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’

    สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศเฝ้าระวัง เสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ อีกครั้ง ร่วมกับอีก 9 ประเทศ เหตุเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ โดยในรายงานล่าสุด ประจำเดือนมกราคม 2026 ไม่มีประเทศใดถูกระบุว่าเป็น ‘บิดเบือนค่าเงิน’ (Currency Manipulator)

    เมื่อวันที่ 29 มกราคม (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยแพร่รายงาน ‘Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States’ ประจำเดือนมกราคม 2026 โดยขึ้นบัญชี ‘ประเทศไทย’ กลับไปเป็น ‘ประเทศที่ถูกเฝ้าระวังบิดเบือนค่าเงิน’ (Monitoring List) อีกครั้ง เนื่องจากเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำหนดไว้

    สำหรับประเทศและดินแดนอื่นๆ ที่เข้าเกณฑ์ Monitoring List นี้ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม เยอรมนี ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์

    ทั้งนี้ ประเทศอื่นๆ ยกเว้นไทย เป็นประเทศที่ติด Monitoring List ตั้งแต่รายงานฉบับเดือนมิถุนายน 2025 ส่วนไทยเคยติด Monitoring List ก่อนหน้านี้ไปแล้ว ในช่วงหลังโควิด ระหว่างปี 2020-2021

    โดยสหรัฐฯ ยังระบุว่า ไทยเข้าข่าย 2 จาก 3 เกณฑ์หลัก ได้แก่ เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ สูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

    รวมถึงเกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Material Current Account Surplus) ที่ไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 3.8% ของ GDP ซึ่งถือว่า ‘มีนัยสำคัญ’ (เกินเกณฑ์ 3%)

    อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน (Persistent, One-sided Intervention) ไทย ‘ไม่เข้าข่าย’ เหตุมีการซื้อสุทธิเพียง 0.9% ของ GDP (เกณฑ์คือต้องซื้อสุทธิอย่างน้อย 2% ของ GDP และเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน)

    ทั้งนี้ ในรายงาน ประจำเดือนมกราคม 2026 ไม่มีประเทศใดถูกระบุว่าเป็น “ผู้บิดเบือนค่าเงิน” (Currency Manipulator)

    สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’

    ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า จะหารืออย่างใกล้ชิดต่อไปในประเด็นด้านเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อจะหลีกเลี่ยงการบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนหรือระบบการเงินระหว่างประเทศ เพื่อมิให้เป็นการขัดขวางการปรับตัวของดุลการชำระเงินอย่างมีประสิทธิผล หรือเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม

    โดยสั่งให้ไทยรายงานการดำเนินการแทรกแซงค่าเงินใด ๆ อย่างน้อยทุกครึ่งปี โดยมีระยะเวลาล่าช้า 1 ไตรมาส และ รวมถึงข้อมูลเงินสำรองระหว่างประเทศและฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ตามแบบฟอร์มข้อมูลเงินสำรองระหว่างประเทศและสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศ ของ IMF เป็นรายเดือน

    ภาพ: schankz, mikeledray, valiantsin suprunovich/ Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-thailand-currency-watch/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pif2FyENa2qSlqBy5y6GV

  • “อภิสิทธิ์” ขายโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจภูเก็ต แนะจัดงบใหม่ นับประชากรแฝงด้วย

    “อภิสิทธิ์” ขายโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจภูเก็ต แนะจัดงบใหม่ นับประชากรแฝงด้วย

    “อภิสิทธิ์” ปราศรัยภูเก็ต ชู “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” คืนอำนาจคนท้องถิ่น ยันไม่ได้รังเกียจนักลงทุน แต่รัฐบาลต้องรักษากฎเกณฑ์ ชงแนวทางจัดสรรงบประมาณใหม่ ต้องนับตัวเลขประชากรแฝงด้วย

    เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 30 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยที่จังหวัดภูเก็ตถึงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแดนใต้ ย้ำจุดยืน “บ้านเมืองสุจริต” คือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเรื้อรัง ทั้งเรื่องทุนสีเทา การจราจร และการจัดการขยะ พร้อมเสนอโรดแมปยกฐานะจังหวัดภูเก็ตเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า “แม้ภูเก็ตจะเป็นจังหวัดเดียวที่เศรษฐกิจเติบโตเกิน 5% มาอย่างต่อเนื่องในขณะที่ภาพรวมประเทศโตไม่ถึง 2% แต่ความสำเร็จนี้กลับมาพร้อมภาระที่คนภูเก็ตต้องแบกรับ โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และกลุ่มทุนต่างชาติสีเทาที่เข้ามาสร้างอาณาจักรธุรกิจแบบครบวงจร ผูกขาดรายได้ในกลุ่มพวกพ้องและส่งเงินออกนอกประเทศ เราไม่ได้รังเกียจนักลงทุน แต่รัฐบาลต้องรักษากฎเกณฑ์ ไม่ปล่อยปละละเลยจนคนไทยเสียโอกาส หากเราตั้งต้นด้วยบ้านเมืองที่สุจริต ปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไขได้ทันที”

    “ส่วนปัญหาความแออัดและการจราจรก็วิกฤตกว่ากรุงเทพฯ ที่ผ่านมาโครงการขนาดใหญ่ทั้งอุโมงค์และระบบรางถูกแช่แข็ง เพราะการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กระทรวงในกรุงเทพฯ พร้อมเสนอแนวทางจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยเลิกนับแค่ประชากรตามทะเบียนบ้าน แต่ต้องนำตัวเลขประชากรแฝงและจำนวนนักท่องเที่ยวมาเป็นฐานคำนวณงบประมาณ พร้อมเสนอผลักดันให้บริษัทห้างร้านที่ทำมาหากินในภูเก็ตต้องจดทะเบียนและเสียภาษีให้ท้องถิ่นอย่างถูกต้อง พรรคประชาธิปัตย์มีโมเดลการบริหารเพื่อพัฒนาภูเก็ตเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษภูเก็ตมหานคร” ที่เน้นการกระจายอำนาจผ่านคณะกรรมการกระจายอำนาจนำร่อง โดยไม่ต้องรอแก้กฎหมายนานนับปี เพื่อให้คนภูเก็ตมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องสำคัญเอง เช่น 1.การคมนาคม อนุมัติโครงการรถเมล์ไฟฟ้า หรือระบบขนส่งเชื่อมสนามบินได้โดยไม่ต้องรอส่วนกลาง 2.การจัดการวิกฤต ลงทุนเครื่องสูบน้ำและเตาเผาขยะที่เพียงพอต่อความต้องการจริง 3.สิทธิประโยชน์ภาษี ใช้มาตรการจูงใจทางภาษีให้เอกชนร่วมลงทุนจัดการสิ่งแวดล้อมและขยะ พรรคให้ความสำคัญกับความแตกต่างหลากหลายของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ตที่เป็นฮับการเดินเรือและการท่องเที่ยวระดับโลก หรือการแก้ปัญหาเกษตรกรรมในระยอง ความหมายของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือเครื่องมือที่คนประชาธิปัตย์คิดมาอย่างละเอียดเพื่อให้คนภูเก็ตกำหนดอนาคตตัวเองได้ เมื่อบ้านเมืองสุจริต ทรัพยากรที่มีจะถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2911178&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw112_zd0kd_BgBEwxUhY-49

  • ผ่าแผนบริหารงบ 2569 ประคองเศรษฐกิจรับสุญญากาศการเมือง

    ผ่าแผนบริหารงบ 2569 ประคองเศรษฐกิจรับสุญญากาศการเมือง

    ผ่าแผนบริหารงบ 2569 ประคองเศรษฐกิจรับสุญญากาศการเมือง

    การบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 กำลังติดล็อคใหญ่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน หลังจากรัฐบาลตัดสินใจยุบสภา ทำให้กลไกในการใช้งบประมาณทำได้ไม่เต็มศักยภาพ เพราะต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ดังนั้นในช่วงระหว่างนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องหากลไกที่มีอยู่จำกัดเข้ามาบริหารจัดการงบประมาณเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวใกล้เคียงเป้าหมายให้มากที่สุด

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการบริการงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด ล่าสุดนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ในฐานะของหน่วยงานสำคัญของประเทศ ได้จัดทำข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณารับทราบข้อเสนอในการบริหารงบประมาณ ณ ปัจจุบัน โดยเสนอประเด็นสำคัญไว้หลายเรื่อง

    เรื่องแรก สำนักงบประมาณเสนอว่า หน่วยรับงบประมาณต้องเร่งรัดดำเนินการก่อหนี้ผูกพันและเบิกจ่ายงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี และจัดทำแผนเพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติงานและ การใช้จ่ายงบประมาณอย่างรอบคอบและเหมาะสม หากรายการใดมีแนวโน้มล่าช้ากว่าแผนการดำเนินงานที่กำหนด ควรต้องเร่งรัดคู่สัญญาให้มีการปฏิบัติงานตามแผนการดำเนินงานที่กำหนด

    ต่อมาเพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ สำนักงบประมาณเสนอว่า ควรมีการขยายตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และทบทวนสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาส่งเสริมการสร้างธุรกิจเกี่ยวเนื่องในไทยให้เกิดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง 

    รวมไปถึงการสนับสนุนความรู้และเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการไทยและให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ประสบปัญหาด้านสภาพคล่องและได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า สำหรับการดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร ภาคเกษตรเผชิญความเสี่ยงจากอุทกภัยและส่งผลกระทบต่อผลผลิตเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่เพาะปลูกในเขตลุ่มนํ้าและพื้นที่นํ้าท่วมซํ้าซาก ควรดำเนินการเตรียมการรองรับผลกระทบจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ

    ขณะเดียวกัน สำนักงบประมาณ ยังเสนออีกว่า หน่วยรับงบประมาณควรวางแผนและเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายงบประมาณ โดยต้องดำเนินการควบคุมและเร่งรัดการดำเนินงานโครงการ/รายการ การเบิกจ่ายงบประมาณ การส่งมอบงาน และดำเนินการตรวจรับงานสำหรับโครงการ/รายการที่ผู้รับจ้างได้ส่งมอบงาน เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า สามารถสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

    พร้อมกันนี้ยังเสนอด้วยว่า หน่วยรับงบประมาณควรให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมโครงการในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะการพิจารณาความสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ที่จะดำเนินการก่อสร้างก่อนการขอรับการจัดสรรงบประมาณ อาทิ การจัดทำแบบรูปรายการ การประมาณราคา การจัดทำรายละเอียดค่าใช้จ่าย การกำหนดขอบเขตของงาน (Terms of Reference : TOR) และรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ (Specification) รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขออนุญาตเข้าใช้พื้นที่ 

    ทั้งนี้ หน่วยรับงบประมาณ ควรจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินงานให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์และศักยภาพในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งเร่งรัดการดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงวางแผนและเตรียมความพร้อมแนวทางการปรับแผนการดำเนินงานไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมาย และลดความเสี่ยงต่อการเกิดเงินพับตกเมื่อสิ้นปีงบประมาณ

    นอกจากนี้หน่วยรับงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่บุคลากร ของหน่วยรับงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561รวมถึงแนวทางปฏิบัติหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้อง และลดข้อผิดพลาด สามารถใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและป้องกันมิให้เงินพับตกไปเมื่อสิ้นปีงบประมาณ

    สำหรับการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนและรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำนักงบประมาณ ได้ขอให้หน่วยรับงบประมาณเร่งรัดการจัดส่งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้สำนักงบประมาณพิจารณาความเหมาะสมของราคา ควบคู่กับการเร่งรัดดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง 

    ทั้งนี้ หากหน่วยรับงบประมาณได้รับผลการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว และวงเงินไม่เกินกว่าที่สำนักงบประมาณให้ความเห็นชอบ ขอให้แจ้งสำนักงบประมาณทราบและดำเนินการลงนามในสัญญาตามขั้นตอนต่อไป เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

    ส่วนในกรณีที่คาดว่ารายการใดไม่สามารถก่อหนี้ได้ทันภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ขอให้หน่วยรับงบประมาณแจ้งสำนักงบประมาณทราบโดยเร็ว เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขเป็นรายกรณี ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และป้องกันมิให้เกิดกรณีเงินพับตกเมื่อสิ้นปีงบประมาณ รวมทั้งหน่วยรับงบประมาณควรให้ความสำคัญและถือปฏิบัติตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อย่างเคร่งครัด

    สำหรับรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ที่มีวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท หน่วยรับงบประมาณควรดำเนินงานและเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยรับงบประมาณที่ต้องจัดทำแบบรูปรายการ กำหนดขอบเขตของงาน หรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะร่วมกับหน่วยงานอื่น ควรมีการกำหนดแผนการดำเนินงานร่วมกันและเร่งรัดการดำเนินงาน เพื่อไม่ให้งบประมาณพับตกไปโดยผลของกฎหมาย ซึ่งเป็นการเสียโอกาสในการใช้จ่ายงบประมาณ ในการสนับสนุนให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650327&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zgYtY4hHGTZAS02GCS8ir

  • ‘ภูมิใจไทย’ ปราศรัยใหญ่กรุงเทพฯ ‘ศุภจี’ ขึ้นเวทีขอคะแนนพรรคปลดล็อกอนาคตไทย

    ‘ภูมิใจไทย’ ปราศรัยใหญ่กรุงเทพฯ ‘ศุภจี’ ขึ้นเวทีขอคะแนนพรรคปลดล็อกอนาคตไทย

    “ภูมิใจไทย” ปราศรัยใหญ่เมืองหลวง “ศุภจี” ขึ้นเวทีขอคะแนนให้พรรค ปลดล็อกอนาคตไทย บอก ชีวิตหลังเลือกตั้งอยู่ในมือทุกคน “เลือกความหวังหรือความขัดแย้ง” ไม่กลัวถูกสาดโคลน พร้อมสลัดความกลัวด้วยพลังของปชช. ชี้ ทั่วโลกบอกประชานิยมล้าหลัง ยันไม่ใช่นางแบกสีน้ำเงิน

    30 มกราคม 2569 – เมื่อเวลา 16.20 น. ที่สวนลุมพินี กทม. พรรคภูมิใจไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยดรีมทีมเศรษฐกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.กทม. ทั้ง 33 เขต เพื่อสื่อสารนโยบาย และสร้างความมั่นใจกับประชาชนชาวกทม. ในช่วงโค้งสำคัญของการเลือกตั้ง

    นอกจากนี้ ยังมีแกนนำ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ พรรคภูมิใจไทย อาทิ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และน.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ร่วมขึ้นเวที นำเสนอนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย ในการรับมือปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และปัญหาสังคม

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ ของพรรคภูมิใจไทย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ตั้งแต่ช่วงเย็นมีประชาชนชาวกทม. ที่เลิกงาน รวมถึงคนที่มาออกกำลังกายแวะเวียนมาฟังการปราศรัยจนเต็มพื้นที่

    ต่อมา เวลา 18.20 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยโดยกล่าวว่า ตนปราศรัยไม่เป็นเลยจนกระทั่งการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะตนไม่ใช่นักการเมือง แต่วันนี้ขอมาทำเพื่อบ้านเมือง ทำไมเราต้องมีนักการเมืองที่มาสร้างความเกลียดชังโกรธแค้นกัน ทำไมจึงไม่มีนักการเมืองที่จะมาดูแลพี่น้องประชาชน ชีวิตหลังการเลือกตั้งประชาชนต้องอยู่ดีกินดี ทำให้วันนี้คนที่ไม่ใช่นักการเมืองต้องมายืนอยู่ตรงนี้ มาเพื่อบ้านเมืองทั้งที่ไม่ใช่เวทีที่ถนัด และตนมาที่นี่เพราะตนกลัว เนื่องจากประเทศของเรากำลังเจอความท้าทายรอบตัวมากมาย ทั้งภัยความมั่นคง สังคมที่มีความแตกแยก รวมถึงภัยเศรษฐกิจที่วันนี้โลกแบ่งขั้วอย่างน่ากลัว และรุนแรง

    นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อย หรือแม้แต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะอยู่อย่างไรถ้าประเทศไทยไม่ได้วางตัวเองให้อยู่ในจุดที่พอเหมาะพอดี จังหวะนี้เราไม่สามารถเสี่ยงที่จะทดลองใหม่ได้อีกต่อไป เราต้องสร้างความเชื่อมั่น สร้างความต่อเนื่อง และสร้างความไว้วางใจ ให้คนที่จะมาค้าขายกับเราให้มีความมั่นใจ ว่าเราเป็นพันธมิตรที่ดี

    สำหรับตนเป็นส่วนที่หารายได้ สัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้ร่วมประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส พบว่าโลกจับคู่ห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานกันมากมาย สิ่งที่ทุกคนพูดเหมือนกันคือโอกาสของโลกขณะนี้อยู่ที่เอเชีย และโอกาสของเอเชียอยู่ที่อาเซียน ซึ่งอยู่หัวใจของอาเซียนอยู่ที่นี่ ถ้าเราไม่คว้าโอกาสนี้เราจะตกขบวน ดังนั้น ถ้าเราอยู่ในหัวใจของโอกาสโลก เราต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง วันนี้มีพรรคการเมืองไหนบ้าง ที่บอกว่าจะตอบสนองความท้าทายทั่วโลกนี้อย่างไร พรรคที่พูดเรื่องนี้คือพรรคภูมิใจไทย

    “หลายคนบอกว่าแต๋มเธอเป็นนางแบก ทำเพื่อพรรคภูมิใจไทย ทำเพื่อนายกฯอนุทิน วันนี้ตนขอบอกทุกคนอย่างชัดๆ ว่าตนไม่ได้ทำให้พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้ทำให้นายกฯอนุทิน แต่ทำให้กับทุกคนที่อยู่ตรงหน้านี้ ตนทำให้บ้านเมืองของเรา ทำให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือก แต่เราคือคนไทยจะต้องทำให้เขาได้ และต้องทำอย่างเต็มที่เต็มความสามารถให้ดีที่สุด” นางศุภจี กล่าว

    นางศุภจี ย้ำว่า การที่ตนมายืนอยู่ตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครในครอบครัว เพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ สนับสนุนเลย เพราะการที่เรามายืนกับนักการเมืองมันน่ากลัว ก่อนที่ตนจะเข้ามาก็กลัว เรื่องที่ไม่เคยพูดก็บอกว่าพูด เรื่องที่ไม่เคยเคลมก็บอกว่าเคลม เรื่องที่เราทำดีก็ไปบอกว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นี่หรือการเมืองที่อยากจะให้เป็น คนที่มีความตั้งใจจริงๆจะยืนอยู่ตรงไหน แต่ตนสลัดทิ้งซึ่งความกลัวทุกอย่าง ต่อให้จะต้องถูกสาดโคลน ถูกโจมตีมากกว่านี้ ตนก็จะยืนอยู่ตรงนี้ เพราะคนที่นั่งอยู่หน้าเวทีนี้ และคนไทยทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ นี่คือสิ่งที่ตนตั้งใจจะทำ

    ดังนั้น เรามาตัดสินใจกัน ตนอาจจะไม่พูดเหมือนคนอื่นว่าให้เลือกภูมิใจไทย แต่ขอให้พิจารณาอนาคตของเรา ชีวิตหลังการเลือกตั้งอยู่ในมือของทุกท่าน ท่านต้องการให้ประเทศเดินไปแบบไหน ท่านต้องการให้ประเทศเต็มไปด้วยความขัดแย้งโกรธแค้นเกลียดชัง หรือท่านต้องการให้ประเทศเดินหน้าอย่างมีความหวัง และท่านอยากจะเลือกให้ประเทศของเรา มีทีมที่มีความตั้งใจเต็มเปี่ยมไม่ว่าจะเจอปัญหาใดๆ ในการทำในสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ

    นางศุภจี กล่าวว่า เศรษฐกิจของบ้านเราไม่ได้แก้แค่จุดใดจุดหนึ่งแต่ต้องแก้ทั้งระบบ เราถึงออกแบบมาว่าวิธีแก้เศรษฐกิจของเราคือ 10 พลัส ที่จะจัดการเรื่องโครงสร้างการลงทุน โครงสร้างการค้าขายเพื่อตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ เรื่องสิ่งแวดล้อม และเรื่องของกฎระเบียบที่จะต้องถูกต้องโปร่งใสแม่นยำไม่ซับซ้อน เพื่อให้คนไทยจะได้กลับมามีรอยยิ้ม ที่สำคัญนโยบายเศรษฐกิจของเราไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่เราแตะทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยไปจนถึงอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะช่วงวัยไหนเรามีนโยบายทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน

    นางศุภจี กล่าวอีกว่า วันนี้ประเทศไม่ได้มีเงินเยอะ เราขาดดุลงบประมาณแทบทุกปี ปีนี้เราขาดดุลงบประมาณ 1 ล้านล้านบาท มีรายได้แค่ 3 ล้านล้านบาท ที่เป็นรายได้จากภาครัฐ แต่มีค่าใช้จ่าย 4 ล้านล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายประจำ 3.1 ล้านล้านบาท อีก 4 แสนกว่าล้านบาท เป็นหนี้ และดอกเบี้ย ที่เราต้องไปตามล้างในสิ่งที่เคยทำมา ตอนนี้เราเหลืออีกแค่ 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาทำสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้น นโยบายของพรรคภูมิใจไทยจึงไม่ได้เน้นประชานิยม

    นางศุภจี กล่าวว่า ตนไปประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting) และประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting และประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ไม่มีใครคุยเรื่องประชานิยมแล้ว เขาเลยจุดนั้นไปแล้ว เขาพูดเรื่องการลงทุน การหาตลาด และการหาพันธมิตรทางการค้า เรื่องเหล่านี้มีใครพูดบ้างนอกจากพรรคภูมิใจไทย

    “ช่วยแต๋มให้หายกลัวหน่อย ว่าจะตัดสินใจให้เราเดินหน้าประเทศของเราต่อไปอย่างไร อนาคตของท่านอยู่ในมือท่าน ชีวิตหลังเลือกตั้งอยู่ในมือท่าน ตัดสินใจให้ดี ตัดสินใจให้แน่ใจ ว่าคนที่จะนำพาให้ท่านก้าวข้ามความท้าทาย มีชีวิตมีปากท้องที่มั่นคงคือใคร ก็ขอให้ท่านช่วยเลือกเบอร์นั้น” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/939841/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw130sKHCiJWDg72gUoKbro6

  • กรมการแพทย์แผนไทยฯ ลงพื้นที่ จ.น่าน ศึกษาต้นแบบ “โครงการพัฒนาพืชยา”แบบครบวงจร  พร้อมสนับสนุนมูลนิธิกสิกรไทย ยกระดับสมุนไพรไทย สู่ระบบเศรษฐกิจสุขภาพ อย่างยั่งยืน

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ ลงพื้นที่ จ.น่าน ศึกษาต้นแบบ “โครงการพัฒนาพืชยา”แบบครบวงจร พร้อมสนับสนุนมูลนิธิกสิกรไทย ยกระดับสมุนไพรไทย สู่ระบบเศรษฐกิจสุขภาพ อย่างยั่งยืน

    กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ลงพื้นที่จังหวัดน่าน ศึกษาดูงานโครงการพัฒนาพืชยาแบบครบวงจร ซึ่งดำเนินการโดยสถาบัน KAG Innovate ภายใต้มูลนิธิกสิกรไทย ร่วมกับมูลนิธิประชากรไทย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาน่าน (มทร.ล้านนาน่าน) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวางแนวทางความร่วมมือในการยกระดับสมุนไพรไทยสู่ระบบเศรษฐกิจสุขภาพในระยะยาว

    ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ศึกษาดูงานโครงการพัฒนาพืชยาแบบครบวงจร ซึ่งดำเนินการโดยสถาบัน KAG Innovate ภายใต้มูลนิธิกสิกรไทย ร่วมกับ มูลนิธิประชากรไทย และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาน่าน (มทร.ล้านนาน่าน) โดยระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ถือเป็นการวางรากฐานความร่วมมือเชิงนโยบายเพื่อผลักดันสมุนไพรไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ คณะผู้บริหารกรมการแพทย์แผนไทยฯได้เข้าเยี่ยมชม ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์พืชเกษตร (Farma Agro Analysis Laboratory) ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการควบคุมคุณภาพพืชยา โดยมุ่งเป้าการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 เพื่อตรวจวิเคราะห์ตั้งแต่องค์ประกอบของดิน น้ำ วัตถุดิบพืชยาแห้งไปจนถึงสารสกัดบริสุทธิ์
    ที่ผ่านมา มูลนิธิกสิกรไทยได้สนับสนุนค่าตรวจวิเคราะห์ให้เกษตรกรฟรี 100% เพื่อรับรองว่าผลผลิตปราศจากสารเคมีตกค้าง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงกว่าท้องถิ่นทั่วไป

    นอกจากนี้ ยังได้ตรวจเยี่ยมโรงงานสกัดสมุนไพรระดับ Pilot Scale มาตรฐาน GMP ซึ่งออกแบบมาเพื่อเป็นต้นแบบอุตสาหกรรมการสกัดพืชยาในพื้นที่ ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน  เพื่อสร้างสารสกัดมูลค่าสูง (High-value extracts) จากทรัพยากรท้องถิ่น

    ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าว ได้มุ่งตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของจังหวัดน่าน ภายใต้แนวคิด “น่านแซนด์บ็อกซ์” ที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่บุกรุกป่าจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรยา (Medicinal Farm) และป่าพืชยา (Medicine Forest)

    สำหรับ แผนการขยายผลโครงการ ปัจจุบัน ครอบคลุมเกษตรกร 39 ครัวเรือน ในส่วนเป้าหมายปี 2569 เตรียมเดินหน้าขยายผลสู่ 300 ครัวเรือน พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์สมุนไพรขึ้นทะเบียนกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อย. ไปแล้ว 7 รายการ และบางรายการอยู่ระหว่างกระบวนการบรรจุเข้าสู่ บัญชียาหลักแห่งชาติ

    ดร.นพ.พงศธร เน้นย้ำว่า โมเดลจังหวัดน่านคือต้นแบบที่สมบูรณ์ของการพัฒนาสมุนไพรไทยเชิงระบบที่สามารถเชื่อมโยงงานวิจัย มาตรฐานอุตสาหกรรม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    “กรมการแพทย์แผนไทยฯ พร้อมจะสนับสนุนการยกระดับห่วงโซ่มูลค่านี้ เพื่อเปลี่ยนสมุนไพรจากพืชพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับสากล สร้างความมั่นคงทางยาและเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน” ดร.นพ.พงศธร กล่าวในตอนท้าย
                                                    ………………………………………………………30 มกราคม 2569……………………………………………..

    View 75    30/01/2569   ข่าวในรั้ว สธ.    กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr.moph.go.th/online/index/news/335375&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UN-88-xtRigRbcePp6Wfy

  • เอกนิติ การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก ภท.ชีวิตดีขึ้น

    เอกนิติ การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก ภท.ชีวิตดีขึ้น

    เอกนิติ การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก ภท.ชีวิตดีขึ้น

    วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.13 น.

    “เอกนิติ”การันตี พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก”ภท.”ชีวิตดีขึ้น ยันไร้ประชานิยม ชูนโยบาย 10 พลัส ลั่นอยากเห็นรอยยิ้มคนไทยมีความสุข ยืนได้บนขาของตัวเอง ด้วยการให้”เบ็ดตกปลา”ไม่ใช่ให้ปลาไปแล้วจบ

    เมื่อเวลา 18.45 น.วันที่ 30 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวปราศรัยใหญ่เวทีกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ตอนหนึ่งว่า ถ้าตนไม่เข้ามาเศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ ประเทศไทยจะติดหล่ม ถ้าเราไม่สามารถยกรถเศรษฐกิจขึ้นมาได้จะยิ่งดิ่งมากกว่านี้ เราถึงได้ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจให้เริ่มต้นยกเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่มมาได้ ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น รายได้ของประเทศก็มาจากกลุ่มเอสเอ็มอี ตนเข้ามาทำงานทิ้งชีวิตราชการไป 6 ปี ออกมาทำให้ประเทศไทยดีขึ้น ข้อมูลล่าสุดออกมาว่าประเทศไทยพ้นจากหล่มเรียบร้อยแล้ว มูลค่าเศรษฐกิจไทยปีที่แล้วทั้งปีประมาณ 300,000 ล้านบาท จากการที่ไปประชุมดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รู้สึกว่าน่ากลัวเพราะโลกแบ่งขั้วกัน มีการพูดว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือกจะอยู่บนโต๊ะเจรจา บนโต๊ะอาหารหรือจะเป็นอาหารให้เขากิน ซึ่งประเทศไทยเราพาคนไทยไปอยู่บนโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า เราต้องการให้ประเทศไทยมีโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีโลก ถ้าเราไม่หาพันธมิตร เราไม่สามารถเจรจาผู้ขายได้ เราจะไม่มีการลงทุนในประเทศไทย และเราจะไม่สามารถไปต่อรองกับใครได้ คนก็จะตกงาน ธุรกิจก็จะขาดทุน เราไปเจรจาที่ดาวอส 3 วัน สามารถดึงการลงทุนมาได้ 500,000 ล้านบาท นี่คือการที่เราไปอยู่ตรงโต๊ะเจรจา นอกจากนี้ ยังดึงเทคโนโลยีที่ ต้องมีการสอนทักษะให้คนไทยด้วย

    “ฝันของผมอยากเห็นรอยยิ้มของคนไทย อยากเห็นคนไทยมีความสุข ให้คนไทยยืนได้บนขาตัวเอง เราถึงไม่ทำนโยบายประชานิยม ไม่ทำนโยบายแจก แต่เราต้องการทำให้คนไทยมีทักษะที่ดีขึ้น เราต้องการให้เบ็ดเขาไปตกปลาไม่ได้ให้ปลาเขาไปกินแล้วจบ นี่คือหลักการของพรรคภูมิใจไทย ผมทำงานรับตำแหน่งมาจนยุบสภาวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำงานมา 73 วัน สิ่งที่พิสูจน์คือนโยบาย 10 พลัส เราทำจริง เราไม่ได้พูดอย่างเดียว และเราก็ทำเป็น สิ่งที่อยากจะขอหลังประเทศไทยขึ้นจากหล่ม คือต้องให้รถยนต์ของคนไทยมันขับเคลื่อนไปได้ ต้องพร้อมที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น เราจะได้มีรายได้มากขึ้น มีหนี้ลดลง แต่อยู่บนวินัยการเงินการคลัง ทั้งนี้ เรามาเป็นรัฐบาลอยู่ 73 วัน เศรษฐกิจไทยออกจากหล่มได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่คนที่ทำเป็นทำดี มันมีน้อย นโยบายดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าทำเป็นต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย เพื่อจะได้ชีวิตดีขึ้นไม่น้อยกว่า 10 เท่า” นายเอกนิติ กล่าว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/944206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eWtW2Qx0-au5rvt-A4QJI

  • เผยแพร่แล้ว!  ผลสำรวจ SDG Policy Survey นำเสนอความต้องการของประชาชนต่อ “นโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในการเลือกตั้ง 2569 | SDG Move

    เผยแพร่แล้ว!  ผลสำรวจ SDG Policy Survey นำเสนอความต้องการของประชาชนต่อ “นโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในการเลือกตั้ง 2569 | SDG Move

    ร้อยละ 32.9 ของผู้ตอบเเบบสำรวจ เลือก “คนและสังคม” เป็นนโยบายยั่งยืนที่อยากให้พรรคการเมืองเร่งผลักดันในรัฐบาลหน้า

    ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา SDG Move ได้จัดทำแบบสำรวจเรื่อง “ความต้องการของประชาชนต่อนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน เลือกตั้ง 69” ระหว่างวันที่ 9 – 22 มกราคม 2569 โดยเปิดให้ประชาชนจากทั่วประเทศร่วมตอบแบบสำรวจในรูปแบบสาธารณะ ทั้งนี้ ได้นำความคิดเห็นและการรับรู้จากผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 207 คน มาสังเคราะห์และประมวลผล

    ผลการสำรวจถูกจัดหมวดหมู่เป็น 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ประชาชนต้องการผลักดันหรือเร่งขับเคลื่อน ประเด็นด้านสังคม ด้านการเมือง ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ และข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งสะท้อนความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นพรรคการเมืองนำประเด็นเหล่านี้ไปขับเคลื่อนเป็นนโยบาย โดยเชื่อมโยงกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย

    SDG Policy Survey ฉบับนี้ จึงได้นำผลการสำรวจดังกล่าวมานำเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพรวมของประเด็นนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ประชาชนให้ความสำคัญสำหรับการเลือกตั้งปี 2569


    01 – เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ประชาชนต้องการ ‘ผลักดัน’ หรือ ‘เร่งขับเคลื่อน’ มากที่สุด

    ผลการสำรวจสะท้อนว่าผู้ตอบแบบสำรวจให้ความสำคัญกับประเด็นด้าน “คนและสังคม” มากที่สุด โดยจัดให้เป็นมิติของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ควรได้รับการผลักดันหรือเร่งขับเคลื่อนเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 68 คน เห็นว่าพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับประเด็นความยากจน ความหิวโหยและโภชนาการ สุขภาพ การศึกษา และความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 32.9 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 

    รองลงมา คือ ด้านเศรษฐกิจ ครอบคลุมประเด็นพลังงาน เศรษฐกิจ แรงงาน อุตสาหกรรม บริการ โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการพัฒนาเมืองและชุมชน โดยมีผู้เลือกมิตินี้จำนวน 65 คน หรือร้อยละ 31.4

    ขณะที่ ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยประเด็นทรัพยากรน้ำ ของเสียและมลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทะเล และป่าไม้ มีผู้เลือกจำนวน 42 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.3

    ส่วน ด้านสันติภาพและความสงบสุข เช่น อาชญากรรม การบังคับใช้กฎหมาย กองทัพ ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล และสิทธิมนุษยชน มีผู้เลือกจำนวน 23 คน หรือร้อยละ 11.1

    ท้ายที่สุดคือ ด้านความร่วมมือ ซึ่งครอบคลุมประเด็นความร่วมมือข้ามภาคส่วน ความร่วมมือระหว่างประเทศ การเงินเพื่อการพัฒนา และกลไกนโยบายการพัฒนา มีผู้ตอบแบบสำรวจเลือกมิตินี้เพียง 9 คน คิดเป็นร้อยละ 4.3 สะท้อนว่า ประชาชนมองว่านโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนและสังคมเป็นอันดับแรก 


    02 – นโยบาย ‘ด้านสังคม’ ที่ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเสนอเพื่อผลักดันมากที่สุด

    ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจต้องการให้พรรคการเมืองเสนอและผลักดัน นโยบายด้านสังคม โดยให้ความสำคัญกับ นโยบายการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา มากที่สุด มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 133 คน คิดเป็นร้อยละ 64.3 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด

    รองลงมา คือ การลดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนน โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 37 คน หรือร้อยละ 17.9 ขณะที่ การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 20 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 9.7

    ส่วน ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 4.3 และท้ายที่สุดคือ การรับมือและการจัดการกับโรคติดต่อ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 8 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.9 สะท้อนว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับการสร้างความเท่าเทียมด้านโอกาส โดยเฉพาะการเข้าถึงการศึกษา ถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

    ด้านข้อเสนอเเนะเชิงนโยบาย จากการสังเคราะห์ข้อมูล พบว่าผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอนโยบายด้านสังคมเเละผู้คน ที่น่าสนใจ 13 นโยาย ได้เเก่ 1) แก้ความเหลื่อมล้ำและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ 2) โครงข่ายสวัสดิการลดความเสี่ยงของแรงงานจากผลกระทบโลกรวน 3) ส่งเสริมเด็กทุกคนให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ 4) แก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็ก 5) ส่งเสริมกฎหมายที่เป็นธรรม/ไม่เลือกปฏิบัติ 6) ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนมีความปลอดภัย 7) ใช้เทคโนโลยีสร้างความโปร่งใสงบประมาณภาครัฐ 8) อินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับเด็กยากจน 9) ดูแลผู้สูงอายุให้ตายดี 10) ลดอุบัติเหตุและการตายบนท้องถนน 11) ยกระดับสวัสดิการแม่และเด็ก 12) เคารพสิทธิชาติพันธุ์ และ 13) สิทธิรักษาพยาบาลที่เข้าถึงง่ายและจ่ายได้


    03 – นโยบาย ‘ด้านสิ่งเเวดล้อม’ ที่ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเสนอเพื่อผลักดันมากที่สุด

    ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจต้องการให้พรรคการเมืองเสนอและผลักดัน นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับ นโยบายการรับมือและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มากที่สุด มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 71 คน คิดเป็นร้อยละ 34.3 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด

    รองลงมา คือ การจัดการสารเคมีและของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 47 คน หรือร้อยละ 22.7 ขณะที่ การสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมแก่ภาคเกษตร มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 36 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 17.4

    ส่วน ประเด็นการลดผลกระทบจากภัยพิบัติ มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 13.5 ถัดมาคือ การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 13 คน หรือร้อยละ 6.3 และท้ายที่สุดคือ การอนุรักษ์พื้นที่ชายฝั่งและทะเล มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 12 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 5.8

    สะท้อนว่า ประชาชนมองว่าการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนที่สุด และควรถูกยกระดับเป็นนโยบายหลักในการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ซึ่งเป็นไปได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับภัยพิบัติในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะน้ำท่วมรุนเเรงที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ผลกระทบจากการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศจึงได้รับความสนใจเเละคาดหวังที่จะเห็นรูปธรรมของการตั้งรับปรับตัวมากขึ้น 

    ด้านข้อเสนอเเนะเชิงนโยบาย จากการสังเคราะห์ข้อมูล พบว่าผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอนโยบายด้านสิ่งเเวดล้อม ที่น่าสนใจ 10 นโยาย ได้เเก่ 1) กฎหมายจัดการและรับมือโลกรวน 2) ฟื้นคืนและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ 3) มาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ลดการปล่อยคาร์บอน 4) เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด 5) จัดสรรที่พักแก่ชุมชนชายฝั่งที่เผชิญน้ำทะเลเพิ่มสูง 6) ทำให้เกิดเมืองยืดหยุ่นและสามารถรับมือภัยพิบัติ 7) เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ด้านการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน 8) รับรองสิทธิชุมชนในการจัดการระบบนิเวศ 9) แก้ฝุ่น PM2.5 และ 10) จัดการขยะพลาสติกในทะเลให้เป็นศูนย์


    04 – นโยบาย ‘ด้านเศรษฐกิจ’ ที่ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเสนอเพื่อผลักดันมากที่สุด

    ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจต้องการให้พรรคการเมืองเสนอและผลักดัน นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยให้ความสำคัญกับ นโยบายการควบคุมค่าครองชีพให้สอดคล้องกับรายได้ มากที่สุด ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจ จำนวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 41.5 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด

    รองลงมา คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 79 คน หรือร้อยละ 38.2 ขณะที่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเศรษฐกิจ มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 26 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 12.6

    ส่วน ประเด็นการจ้างงานที่เป็นธรรม มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 4.3 และท้ายที่สุดคือ ความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 7 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.4สะท้อนว่า ประชาชนมองว่าปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะค่าครองชีพ เป็นโจทย์เร่งด่วนที่นโยบายเศรษฐกิจจำเป็นต้องตอบสนอง ควบคู่กับการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ด้านข้อเสนอเเนะเชิงนโยบาย จากการสังเคราะห์ข้อมูล พบว่าผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่น่าสนใจ 12 นโยาย ได้เเก่ 1) ส่งเสริมการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและปลอดภัย 2) ใช้เทคโนโลยียกระดับการเกษตร 3) ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวที่กินได้ 4) รัฐส่งเสริมการสร้างรายได้ 5) แก้หนี้เกษตรและผลักดัน Young Smart Farmers 6) ควบคุมเจ้าของธุรกิจให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม 7) จัดตั้งกองทุน Up-Skill/Re-Skill ถ้วนหน้า 8) ประกันราคาสินค้าเกษตร 9) ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรวดเร็วและปลอดภัย 10) ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 11) ยกระดับราคาผลผลิตภาคเกษตร และ 12) สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์


    05 – บทสรุปส่งท้าย

    เเม้ผลการสำรวจจะไม่สามารถชี้ชัดความต้องการนโยบายพัฒนาที่ยั่งยืนของประชาชนทั้งประเทศได้ทั้งหมด เเต่กลุ่มตัวอย่างที่ร่วมตอบเเบบสำรวจได้สะท้อนข้อค้นพบสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ เช่น ผู้ตอบเเบบสำรวจส่วนใหญ่ยังคงเห็นว่า “สังคมเเละเศรษฐกิจ” หรือ ปากท้องเเละความเป็นอยู่ที่ดีนั้นยังคงเป็นสองเรื่องหลักที่คาดหวังจะได้รับการจัดการเเละยกระดับให้ดียิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ยังพบว่านโยบายที่ผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอโดยส่วนใหญ่มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศเเละภัยพิบัติ ดังเห็นได้ว่ามิติสังคมมีข้อเสนอเชิงนโยบายให้สร้างโครงข่ายรองรับการลดความเสี่ยงเเก่เเรงงานต่อผลกระทบจากโลกรวน เเละนโยบายที่ส่งเสริมการตั้งถิ่นฐานที่ปลอดภัย ขณะที่มิติสิ่งเเวดล้อม มีข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งต่อการปรับเเก้กฎหมายเเละกระบวนการในการจัดการกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการบรรเทาผู้เปราะบางที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเล ส่วนมิติเศรษฐกิจ มีข้อเสนอนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวที่กินได้เเละการควบคุมกลุ่มธุรกิจให้รับผิดชอบต่อสิ่งเเวดล้อม ซึ่งเป็นการลดทอนปัจจัยสนับสนุนการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศตั้งเเต่ต้นน้ำอีกด้วย 

    ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง จึงอาจจำเป็นต้องมองภาพกว้างเเละเชื่อมโยงความสัมพันธ์เเละผลกระทบของเเต่ละมิติให้มากขึ้น เพราะในยุคสมัยปัจจุบัน สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านเเละมีความซับซ้อนซ้อนทับกันในเชิงประเด็น การดำเนินนโยบายเชิงเดี่ยวจึงอาจไม่เพียงพอเเก่การตั้งรับปรับตัวอีกต่อไป 


    บทความฉบับนี้นำเสนอผลที่ได้จากความเห็นของผู้ตอบแบบสำรวจเท่านั้น

    แบบสำรวจเรื่อง “ความต้องการของประชาชนต่อนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน เลือกตั้ง 69” ระหว่างวันที่ 9 – 22 มกราคม 2569 โดยเปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสำรวจในรูปแบบสาธารณะ ทั้งนี้ ได้นำความคิดเห็นและการรับรู้จากผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 207 คน มาสังเคราะห์และประมวลผล โดยมีข้อมูลพื้นฐานดังนี้

    เพศของผู้ตอบแบบสำรวจ

    เพศ ร้อยละ จำนวน
    ชาย (Male)  30% 62
    หญิง (Female) 63.3% 131
    Non-binary / ความหลากหลายทางเพศอื่น ๆ (Other Gender Identities/Orientations) 5.3% 11
    ไม่ประสงค์จะตอบ (Prefer not to say) 1.4% 3

    ช่วงอายุของผู้ตอบแบบสำรวจ

    ช่วงอายุ ร้อยละ จำนวน
    น้อยกว่า  20 ปี 37.7% 78
    21 – 30 ปี 33.8% 70
    31 – 40 ปี 17.9% 37
    41 – 50 ปี 5.8% 12
    51 – 60 ปี 3.4% 7
    มากกว่า  60 ปี 1.4% 3

    ภาคที่ผู้ตอบแบบสำรวจอาศัยอยู่ 

    ภาค ร้อยละ จำนวน
    กรุงเทพมหานคร 36.2% 75
    ภาคเหนือ 6.8% 14
    ภาคกลาง 24.2% 50
    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7.2% 15
    ภาคตะวันออก 3.9% 8
    ภาคตะวันตก 2.4% 5
    ภาคใต้ 19.3% 40

    แพรวพรรณ ศิริเลิศ และ อติรุจ ดือเระ  – เรื่อง
    วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/01/30/sdg-policy-survey-thailand-election-69/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uLIOQF68yxSeFmAcXhIgX

  • เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ลดผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ

    เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ลดผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ

    เวียดนามและสหภาพยุโรปยกระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ลดผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ

    30 มกราคม 2569, 13:04น.

              เวียดนาม ประกาศยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหภาพยุโรป หรืออียู เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม ซึ่งเป็นระดับสูงสุด และมีความเท่าเทียมกับสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ในช่วงเวลาที่หลายประเทศพยายามลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

              นายอันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรป กล่าวว่า ในขณะที่ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมายกำลังถูกคุกคามจากหลายด้าน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยืนเคียงข้างกันในฐานะพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้ ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาขอบเขตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

              ทั้งนี้ เวียดนามเพิ่งเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ซึ่งนายโต ลัม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศอีกครั้ง พร้อมประกาศสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการปฏิรูปเชิงรุก ซึ่งเวียดนามได้รับประโยชน์อย่างมากจากกระแสโลกาภิวัตน์ กลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกที่สำคัญสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค จากการที่บริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีน

              การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก ช่วยยกระดับรายได้และเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ แต่ดุลการค้าเกินดุลจำนวนมากและต่อเนื่องของเวียดนามทำให้สหรัฐอเมริกาและยุโรปมีความกังวล

              การค้าทวิภาคีระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่ามากกว่า 66,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 จากปีก่อนหน้า ซึ่งเวียดนามคาดหวังที่จะรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศร่ำรวยภายในปี 2588 และกำลังมองหาตลาดใหม่ๆ อย่างจริงจังเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

    ….

    #การค้าเวียดนาม

    #สหภาพยุโรป

    #เศรษฐกิจ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LWpLffbDx4vYw5LnH9X8o

  • ธปท.คุมเพดานซื้อขายทองคำ เริ่ม 1 มี.ค.69

    ธปท.คุมเพดานซื้อขายทองคำ เริ่ม 1 มี.ค.69

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s_PUhDWHbmEaela8iO-VJ

  • ราชบุรี///ประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง” ดอนคลังเดินหน้าเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชุมชนพึ่งตนเอง | TOPNEWS

    ราชบุรี///ประกาศวาระ “ตำบลเข้มแข็ง” ดอนคลังเดินหน้าเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชุมชนพึ่งตนเอง | TOPNEWS

    นางนวลนิตย์ สังข์กระแสร์ พัฒนาการอำเภอดำเนินสะดวก กล่าวว่า การประกาศวาระตำบลเข้มแข็งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้ภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” โดยนำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

    และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 มาปรับใช้ในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ และความสุขให้ประชาชนอย่างยั่งยืน


    การดำเนินงานใช้ ตำบลเป็นฐานการพัฒนา ขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับตำบล และกลไก 7 ภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต

    เสริมสร้างความสามารถในการ “ล้มแล้ว ลุกไว” ควบคู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1472205&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aaZCLcDNG8sRP0-jlNf1H