Category: เศรษฐกิจ

  • “คนละครึ่งพลัส” คึกคัก ร้านค้าสมัครได้ถึง 19 ธ.ค. 68 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    “คนละครึ่งพลัส” คึกคัก ร้านค้าสมัครได้ถึง 19 ธ.ค. 68 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ โดยรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันให้มาตรการดังกล่าวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างทั่วถึง

    เพื่อเปิดโอกาสให้ร้านค้ารายใหม่เข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น รัฐบาลได้กำหนดให้ ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ได้ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” หรือสมัครด้วยตนเองที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ โดยต้องเป็นร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีของรัฐ และจำหน่ายสินค้า–บริการที่เข้าข่ายตามเงื่อนไขของโครงการ เช่น ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านนวดแผนไทย ร้านซักรีด หรือร้านค้าทั่วไป

    รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า ปัจจุบันมีร้านค้าผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วกว่า 7.8 แสนราย และมียอดการใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงพลังการจับจ่ายของประชาชนที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขอเชิญชวนร้านค้าที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการรีบสมัครภายในกำหนด เพื่อใช้โอกาสนี้ขยายฐานลูกค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/732799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wn5uP3tM8aRnJZDZ5ebXS

  • “ตรีนุช” ดันนโยบายเร่งด่วน “พัฒนาทักษะแรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    “ตรีนุช” ดันนโยบายเร่งด่วน “พัฒนาทักษะแรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    น.ส.ตรีนุช เผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญคลื่นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในชีวิตการทำงานของคนไทย ปัจจัยที่สำคัญคือ

    1) โครงสร้างประชากร ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว เด็กเกิดน้อยลง สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลง เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน
    2) ความท้าทายจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความต้องการทักษะอย่างรุนแรง ส่งผลให้ความต้องการทักษะ
    3) ตลาดแรงงานและการขาดแคลนทักษะ แม้อัตราการว่างงานโดยรวมจะต่ำ แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังเผชิญคือ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการ
    4) ความท้าทายด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายการค้าที่เข้มข้นของสหรัฐฯ ไทยได้รับผลกระทบภาษีส่งออกที่เก็บอัตราร้อยละ 19 
    กระทรวงแรงงานกำหนดนโยบายปี 2569 ทั้งหมด 5 ด้าน 

    โดยพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน และผลกระทบสูงที่ทำได้ในระยะสั้น แต่เกิดผลในระยะยาว ดังนี้

    1) การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากการสู้รบไทย-กัมพูชา เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
    2) การยกระดับและเพิ่มทักษะ (UpSkill-ReSkill) แรงงานไทยก้าวทันเทคโนโลยี
    3) การส่งเสริมสวัสดิการแรงงานและความมั่นคงในชีวิต
    4) สร้างโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ นำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
    5) ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการทำงาน

    ด้านสิ่งที่ดำเนินการในตอนนี้จะเป็นการปูทางสู่การทำงานในระยะยาว ซึ่งกระทรวงแรงงานมีการดำเนินการพัฒนาทักษะแรงงานที่เท่าเทียมและยั่งยืน ดังนี้

    1) กระตุ้นให้แรงงานพร้อมปรับตัว ผ่านการให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับความจำเป็นในการพัฒนาทักษะ
    2) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการสร้างทักษะที่ยืดหยุ่น
    3) ทำหลักสูตรให้ตอบโจทย์จริง พัฒนาบุคลากรแบบ Demand Driven ร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคการศึกษา
    4) เร่งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานระดับประเทศ และสากล สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างศักยภาพแรงงานไทยทัดเทียมต่างชาติ 

    รมว.แรงงาน กล่าวเพิ่มว่า แม้ว่ารัฐบาลจะมีอายุแค่ 4 เดือน แต่ตนคิดว่าสิ่งที่ดำเนินการในตอนนี้ จะเป็นการปูทางไปสู่การทำงานในระยะยาว ซึ่งกระทรวงแรงงานมีการดำเนินการ แต่อาจจะต้องจัดเรียงเพื่อไปสู่การแก้ไขปัญหา เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานที่เท่าเทียมและยั่งยืน มีดังนี้ 1) การกระตุ้นให้แรงงาน “พร้อมปรับตัว” ผ่านการให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับความจำเป็นในการพัฒนาทักษะ 2) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการสร้าง “ทักษะที่ยืดหยุ่น” 3) การทำหลักสูตรให้ “ตอบโจทย์จริง” ซึ่งนโยบายของกระทรวงแรงงานมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรแบบ “Demand Driven” โดยมีการบูรณาการความร่วมมือไม่ว่าจะเป็น ภาคเอกชนและภาคการศึกษา 4) กระทรวงแรงงานกำลังเร่งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานระดับประเทศและสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรม และเสริมสร้างศักยภาพให้แรงงานไทยทัดเทียมแรงงานต่างชาติ

    “ดิฉันเชื่อมั่นว่า การดำเนินการตามแผนเร่งด่วนที่ทำได้ทันที และการสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งกับไตรภาคี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาแรงงานไทยก้าวข้ามความผันผวน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติได้” น.ส.ตรีนุช กล่าวในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CIOjyj0-nWnDN7GVxu9sB

  • เจฟเฟอรีส์คาดเฟดไม่ลดดอกเบี้ยในปีหน้า เชื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    เจฟเฟอรีส์คาดเฟดไม่ลดดอกเบี้ยในปีหน้า เชื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    บริษัทที่ปรึกษาการเงินเจฟเฟอรีส์ (Jefferies) ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะยุติการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านการค้ากำลังคลี่คลาย และร่างกฎหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ “One Big Beautiful Bill” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ อาจช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งจะลดแรงกดดันให้เฟดต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป

    เจฟเฟอรีส์ระบุในบันทึกล่าสุดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะได้แรงสนับสนุนจากความชัดเจนด้านนโยบายการค้าและการคลัง รวมถึงแรงจูงใจด้านการลงทุนจากร่างกฎหมายดังกล่าว ประกอบกับผลบวกบางส่วนจากการปรับลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันยังไม่เห็นความจำเป็นที่เฟดจะต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2569

    อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินรายนี้คาดว่า เฟดอาจไม่สามารถดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่สามได้ภายในปี 2568 แม้เจอโรม พาวเวล ประธานเฟดยืนยันว่า การตัดสินใจเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยยังไม่ได้ข้อสรุป แต่การโน้มน้าวให้กรรมการเฟดสายเหยี่ยวเห็นชอบกับการลดดอกเบี้ยอีกครั้งนั้น จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือมากกว่านี้

    แม้การปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ชั่วคราวส่งผลให้ข้อมูลเศรษฐกิจบางส่วนขาดหาย แต่ภาพรวมในขณะนี้ถือว่าชัดเจนกว่าช่วงต้นปีมาก โดยข้อมูลล่าสุดยังสะท้อนทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเศรษฐกิจ เช่น ตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนแรงลง

    เจฟเฟอรีส์ชี้ว่า เมื่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในช่วงก่อนหน้านี้ได้รับการปรับแก้ ความไม่มั่นใจต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยก็ลดลง โดยการทบทวนตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เฟดปรับลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2568

    ทั้งนี้ เจฟเฟอรีส์คาดว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการคลังชุดใหม่และแรงจูงใจด้านการลงทุนจะช่วยหนุนการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า ขณะที่แนวโน้มที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะลดความขัดแย้งทางการค้าและหลีกเลี่ยงการถกเถียงด้านภาษีเพิ่มเติม อาจทำให้เฟดยุติการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เว้นแต่จะมีข้อมูลเศรษฐกิจใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงภายในทีมผู้บริหารเฟดที่ทำให้ทิศทางดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sMQ-TXpiDA0rAz_EKpvnc

  • นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ

    นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ

    วันนี้ (1 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมถ่ายภาพหมู่กับบรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ณ ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น การถ่ายภาพหมู่ครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงความเป็นเอกภาพและความพร้อมเพรียงของเหล่าผู้นำในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ นครปูซาน ในเวลา 16.15 น. และจะเดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลาประมาณ 21.00 น.

    นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 1 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 2 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 3 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 4 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 5

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-joins-apec-leaders-photo/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FahjQi0AnJZdZ2Mbum9qm

  • กรมแพทย์แผนไทยฯ ชวนร้านนวด-สปา ร่วม “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมแพทย์แผนไทยฯ ชวนร้านนวด-สปา ร่วม “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมแพทย์แผนไทยฯ ชวนร้านนวด-สปา ร่วม “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจสุขภาพ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศใช้ในปี 2568 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกรมการแพทย์แผนไทยฯ เห็นถึงศักยภาพของธุรกิจนวดและสปา ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพไทย จึงขอเชิญผู้ประกอบการทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง

    ภญ.มณฑกา กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้กำหนดทิศทางการพัฒนานวดไทยให้ก้าวสู่ความเป็นสากล ผ่านการยกระดับมาตรฐานบริการ การพัฒนาทักษะบุคลากร และการสร้างภาพลักษณ์ “นวดไทย” ให้เป็น  Soft Power ที่สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub ของภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังเตรียมผลักดันให้การนวดไทยเป็นบริการหลักในศูนย์สุขภาพครบวงจร (Wellness Center) ทั่วประเทศ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนและกระจายประโยชน์สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    สำหรับสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ใบอนุญาตนวดเพื่อสุขภาพหรือสปาเพื่อสุขภาพ และผ่านการประเมินมาตรฐานสถานประกอบการเวลเนส จากกรมการแพทย์แผนไทยฯ ซึ่งครอบคลุมด้านบุคลากรผู้ให้บริการ ความสะอาด  ความปลอดภัย และคุณภาพการให้บริการตามมาตรฐานวิชาชีพ

    ภญ.มณฑกา ย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการนวดและสปา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์ความเป็นไทย โครงการดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง เคียงคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาแผนไทย พร้อมก้าวสู่เป้าหมายการเป็น “ศูนย์กลางเวลเนสแห่งเอเชีย” อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000104330&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ELGd7CRFvEODBDafyNvA4

  • ธนกรหนุนอุตฯป้องกันประเทศรุกตลาดโลก มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ธนกรหนุนอุตฯป้องกันประเทศรุกตลาดโลก มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ธนกรหนุนอุตฯป้องกันประเทศรุกตลาดโลก มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯได้ดำเนินการการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 

    โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์สองทาง (Dual-Use) อย่างยานยนต์หุ้มเกราะซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งในมิติความมั่นคงและเชิงเศรษฐกิจ 

    “ผู้ประกอบการไทยแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพในการผลิตและจำหน่ายยานยนต์หุ้มเกราะในตลาดโลก ซึ่งบริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด ทำธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบาย Made in Thailand“

    ทั้งนี้ ความท้าทายที่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต้องเผชิญ เช่น ต้นทุนการผลิตที่สูงจากการนำเข้าชิ้นส่วน และการแข่งขันในตลาดโลก กระทรวงฯได้ดำเนินมาตรการเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เช่น การผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ร่วมกับกรมศุลกากร เพื่อลดต้นทุนด้านวัตถุดิบ

    และการจัดทำศูนย์สารสนเทศอัจฉริยะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้แก่ภาครัฐและเอกชน โดยกระทรวงฯจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขอุปสรรคต่างๆ

    รวมถึงผลักดันให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U3kcaSqGXS78F3_zfZtk5

  • “อนุทิน” หารือ “สีจิ้นผิง” ชื่นมื่น ให้คำมั่นร่วมมือปราบปรามภัยไซเบอร์ ปลื้ม จีนชมนโยบายไม่ส่งเสริมกาสิโน

    “อนุทิน” หารือ “สีจิ้นผิง” ชื่นมื่น ให้คำมั่นร่วมมือปราบปรามภัยไซเบอร์ ปลื้ม จีนชมนโยบายไม่ส่งเสริมกาสิโน

    ณ โรงแรม Kolon เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือทวิภาคีกับนายสี จิ้นผิง (Mr. Xi Jinping) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ

    โอกาสนี้ ประธานาธิบดีจีน กล่าวถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกครั้ง นายกรัฐมนตรีกล่าว ขอบคุณและซาบซึ้งประธานาธิบดีสีจิ้น ผิง ที่ได้มีสารถวายความอาลัย และยังได้กล่าวด้วยถ้อยคำในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายต่อคนไทย ทั้งนี้ จะได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลทรงทราบด้วย

    นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับความสำเร็จของการประชุม Fourth Plenum ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ครั้งที่ 4 ซึ่งได้วางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีนในระยะ 5 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำว่าปี 2568 ถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในการร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยและรุ่งเรืองร่วมกัน

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยืนยัน และพร้อมผลักดันความร่วมมือกับไทยในทุกมิติ ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงระดับประชาชน ขณะที่ นายกรัฐมนตรีเห็นถึงศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และเกษตรเพื่ออนาคต

    นายกรัฐมนตรีชื่นชมความจริงจังของประธานาธิบดีสี ที่ให้คำมั่นกับไทยในการร่วมกันปราบปรามภัยไซเบอร์ (Cyber crime) ถือว่าเป็น อาชญากรรมทั้งทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ซึ่งไทยถือเป็นวาระแห่งชาติและจะระดมความร่วมมือจากภูมิภาคเพื่อที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนี้ด้วย

    นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดืสี ถึงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยง ซึ่งไทยกล่าวถึงความคืบหน้า การบริหารจัดการดำเนินการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน รวมถึง โครงการสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 2 (หนองคาย–เวียงจันทน์) ซึ่งเป็นสะพานทางราง เพื่อเชื่อมต่อรถไฟไทย-ลาว-จีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงระบบรางกับจีน ทำให้สินค้าสามารถเดินทางไปและกลับตั้งแต่จีนตอนล่างไปจนถึงแหลมมลายู

    ในการหารือ นายกรัฐมนตรียังยืนยันกับท่านประธานาธิบดีสี ถึง รัฐบาลไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้กาสิโน มาเป็นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเชื่อมั่นว่า ด้วยความสามารถของคนไทย ผลิตภัณฑ์ไทย สินค้าไทย รวมทั้งเทคโนโลยีที่ไทยมีอยู่ ไทยมีทางเลือกอื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้น จึงได้หยุดการนำเสนอกฎหมายการพนันทุกชนิดและขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาเที่ยวอีกครั้ง โดยรัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยอย่างดี ซึ่งประธานาธิบดีกล่าว ชื่นชมนโยบายไทยและย้ำว่า ไม่คิดแทรกแซงการดำเนินนโยบายภายในของประเทศใดๆ แต่จะใช้มาตรการภายในของตน ในการหยุดยั้งไม่ให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเพื่อท่องเที่ยวกาสิโน เท่านั้น เพราะจีน เห็นว่า ธุรกิจการพนันมีผลเสียต่ออย่างมากต่อวิถีชีวิตของคน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงนโยบายรัฐบาลชุดนี้และความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่ต้องการมีการพนันที่ถูกกฎหมายเช่นกัน

    นายกรัฐมนตรี ยังถือโอกาสนี้ ติดตามการเจรจา การซื้อข้าวไทยจำนวน 500,000 ตันซึ่งคณะเจรจาได้ทำงานมาระดับหนึ่ง ขณะที่จีนบริโภคบริโภคทั้งประเทศเกือบ 150 ล้านตัน ชื่อว่ามีแนวโน้มในทางที่ดี

    นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เชิญนายกรัฐมนตรีจีน มาการประชุมแม่โขง- ล้านช้าง ที่ประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้ด้วย

    “ภาพรวม การหารือกับประธานาธิบดีจีนสังเกตได้ถึง บรรยากาศฉันมิตร ปฏิกิริยากลับมาของจีนซึ่งถือเป็นประเทศมหาอำนาจและมีความสำคัญ เปลี่ยนแปลงทิศทางที่ดีขึ้น และคณะผู้บริหารที่ร่วมหารือก็มีความพึงพอใจ ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ที่หยุดชะงักไป ได้รื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ดีต้องมาจากพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย

    ต่อมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงการหารือเต็มคณะกับ นายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน แบบเต็มคณะว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้ แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคต ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้ยกเรื่องปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีขึ้นมาพูดคุยและให้คำมั่นกับประเทศไทย ว่าจะร่วมมือการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ออนไลน์สแกมเมอร์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยเราตอบกลับไปว่า เรื่องนี้รัฐบาลถือเป็นวาระแห่งชาติ และจะระดมความร่วมมือจากทุกภูมิภาค เพื่อที่จะทำการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่เรียกว่าออนไลน์ไซเบอร์ ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

    นายกรัฐมนตรีระบุอีกว่า ยังเน้นเรื่องรถไฟไทย – จีน ที่ จีนได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งบริหาร ดำเนินการก่อสร้างโครงการให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็วที่สุด ซึ่งตนได้บอกว่าในโอกาสเยือนลาว ได้ทำความตกลงสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงช่วงหนองคาย เข้าไปเวียงจันทน์ แห่งที่ 2 ซึ่งจะเป็นรางรถไฟโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำการเชื่อมต่อระบบ การขนส่งทางราง กับประเทศลาว เพื่อที่จะทำให้สินค้าสามารถเดินทาง ทั้งไปและกลับ ตั้งแต่จีนตอนล่าง ผ่านลาวผ่านไทย ไปจนถึงแหลมมลายูได้ ซึ่งประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและคณะผู้บริหารมีความพึงพอใจ

    ส่วนกรณีการขายข้าวให้จีน 5แสนตันนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ได้พูดคุยในช่วงท้ายของการหารือ กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงก่อนจะเดินทางกลับ ว่าหากมีอะไรติดค้างจะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง แต่ได้ถือโอกาส ขอให้เร่งพิจารณา เรื่องที่จีนจะซื้อข้าว ซึ่งคณะทำงานคณะเจรจาได้ทำงาน มาในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มที่ดี เพราะตอนที่อยู่มาเลเซียตอนช่วงการประชุมอาเซียน ได้ขอนายกรัฐมนตรีจีนไป 1 ครั้ง และขอประธานาธิบดีจีน อีกครั้ง ตนเชื่อว่าด้วยสิ่งที่ประเทศไทยเรากำลังจะต้อง มีความสัมพันธ์ทางไมตรีของสองประเทศอีกหลายกิจกรรม จะสามารถทำให้เราปิดดีลนี้ได้ เราขายเพียง 5แสนตัน ในขณะประเทศจีนทั้งประเทศ บริโภค ปีละเกือบ 150 ล้านตัน

    นายอนุทินยังระบุว่า เห็นความพึงพอใจเป็นอย่างมาก คือการยืนยันกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ไปว่ารัฐบาลของตน ไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการใช้ กาสิโนมาเป็นเฟืองจักรในการกระตุ้น และมีความเชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถของคนไทย ผลิตภัณฑ์ของไทยสินค้าไทยเทคโนโลยีที่ไทย มีอยู่และพร้อมที่จะแสวงหาความร่วมมือ ความเชื่อมั่น ของประเทศไทย ตนได้ยืนยันไปว่า เราจะสามารถมีทางเลือกอื่นในการกระตุ้น เศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งตนได้ทำการ หยุดเรื่องของการ นำเสนอ กฎหมายการพนันทุกชนิด

    ซึ่งท่านประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้พูดคุย เรื่องนี้ กันนอกสคริปต์ และท่านตอบกลับมาว่าชื่นชมและยินดีกับประเทศไทย และพูดว่าสิ่งเหล่านี้ จะทำให้นโยบายที่ท่าน ได้ดำเนินอยู่คือเรื่องของการหายไปของนักท่องเที่ยว การหายไปของความร่วมมือต่างๆ ที่มีต่อประเทศไทย จะกลับไป ปลดล็อก ท่านพูดว่าการพนันมีผลเสียอย่างยิ่ง ต่อวิถีชีวิตของคน ตนขอให้ท่านได้รับทราบ นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ แล้วความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่ต้องการ การพนันที่ถูกกฎหมาย ซึ่งถ้าเราสังเกตเห็นปฏิกิริยาที่ตอบรับออกมา ของจีนที่ถือเป็นประเทศมหาอำนาจ และมีความสำคัญเป็นประเทศคู่ค้า เป็นประเทศพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตนเชื่อว่าน่าจะมี การเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/450700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zFPg5CSU5vAZYHh5eL6hv

  • ไต้หวันเล็งเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็นมากกว่า 5% หลังเศรษฐกิจ Q3 โตเกินคาด : อินโฟเควสท์

    ไต้หวันเล็งเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็นมากกว่า 5% หลังเศรษฐกิจ Q3 โตเกินคาด : อินโฟเควสท์

    ไต้หวันวางแผนปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้เป็นมากกว่า 5% หลังเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ขยายตัวเกินคาด โดยได้รับแรงหนุนหลักจากภาคเทคโนโลยีสำคัญและการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    สำนักงานงบประมาณ การบัญชี และสถิติของไต้หวันระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 3 ของไต้หวันขยายตัว 7.64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 6.0% แต่ยังต่ำกว่าอัตราการเติบโต 8.01% ในไตรมาส 2 เล็กน้อย

    นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่า การเติบโตในไตรมาสนี้ยอดเยี่ยมมาก โดยได้แรงหนุนจากความต้องการ AI ที่แข็งแกร่ง ทำให้การลงทุนในอุตสาหกรรมคลาวด์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การส่งออก AI เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และชดเชยผลกระทบจากการส่งออกของอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่อ่อนแอ

    เนื่องจากผลของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกินคาดนี้ สำนักงานงบประมาณ การบัญชี และสถิติของไต้หวันคาดว่าจะสามารถปรับคาดการณ์การเติบโตของทั้งปี 2568 เป็นมากกว่า 5% จากเดิมที่ 4.45% โดยคาดว่าจะประกาศการคาดการณ์สุดท้ายอย่างเป็นทางการในปลายเดือนหน้า

    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญของไต้หวันยังได้รับการยกเว้นภาษี 20% สำหรับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนส.ค.ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ไต้หวันอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอลดอัตราภาษีลงอีก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542045&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11zfowjop36O8M-Hf6GkqC

  • 1,406 กม. ข้ามประเทศ: เจ้าของฟาร์มสเตย์ระนอง พาทีม 50 คนเที่ยวเชียงราย กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง

    1,406 กม. ข้ามประเทศ: เจ้าของฟาร์มสเตย์ระนอง พาทีม 50 คนเที่ยวเชียงราย กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง

    จากระนองสู่เชียงราย เมื่อเจ้าของฟาร์มสเตย์พาทีม 50 คนเดินทาง 1,406 กม. สร้างปรากฏการณ์ท่องเที่ยวเมืองรอง

    เชียงราย, 1 พฤศจิกายน 2568 – ในยุคที่การท่องเที่ยวกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น การตัดสินใจของผู้ประกอบการธุรกิจที่พักแห่งหนึ่งจากจังหวัดระนอง ที่เลือกนำพนักงานทั้ง 50 คนเดินทางข้ามประเทศจากปักษ์ใต้สู่ปักษ์เหนือ กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปลายทาง แต่ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ศักยภาพการท่องเที่ยวของเมืองรองอย่างเชียงรายไปยังกลุ่มผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ

    จากป่ารกร้างสู่ฟาร์มสเตย์ดัง พลังของการสื่อสารดิจิทัล

    วิโรจน์ ฉิมมี หรือที่คนรู้จักในนาม “เบส” เจ้าของ “บ้านไร่ ไออรุณ” ฟาร์มสเตย์ในอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เล่าถึงที่มาของการเดินทางครั้งนี้ว่า เริ่มจากความตั้งใจที่จะให้รางวัลกับพนักงานทุกคน หลังจากที่ทุกคนร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจที่เคยเป็นเพียงป่ารกร้าง ให้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีผู้ติดตามถึง 1 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย

    “ผมหยอดกระปุกสะสมเงินมาได้ 1 ล้านบาท เพื่อจะพาพนักงานไปเติมพลัง ไปมีความสุขด้วยกันอีกครั้ง” วิโรจน์โพสต์ในช่องทาง บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun  “อยากพาทุกคนไปไกลสุดในประเทศนี้ เท่าที่จะทำได้ ปีนี้เราจะไปอุดหนุนชาวจังหวัดเชียงรายกัน”

    การตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียง 50 คน โดยต้องปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 28-31 ตุลาคม 2568 และกลับมาเปิดบริการอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งหมายถึงการสูญเสียรายได้ช่วงปลายเดือนที่เป็นช่วงท่องเที่ยว

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    1,406 กิโลเมตร ข้ามน้ำข้ามทะเล จากใต้สุดสู่เหนือสุด

    การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากสนามบินระนอง ที่อยู่ห่างจากบ้านไร่เพียง 28 กิโลเมตร คณะเดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย โดยใช้งบประมาณค่าตั๋วเครื่องบินทั้งหมด 4 แสนบาท เดินทางไปต่อเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เชียงราย ระยะทางเกือบ 1,500 กิโลเมตร

    “ครั้งแรกในชีวิตที่ทุกคนได้เดินทางมาที่จังหวัดนี้” วิโรจน์เล่า “หลายคนในทีมเป็นชาวบ้านที่เพิ่งเคยขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก ได้เห็นท้องฟ้า ท้องทะเล จากภาคใต้มาถึงเมืองเหนือ”

    สิ่งที่น่าสนใจคือ สนามบินระนองในปัจจุบันมีเที่ยวบินให้บริการถึง 2 ไฟลต์ต่อวัน ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางออกจากพื้นที่ได้มากขึ้น สะท้อนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองรองด้วยกัน

    เส้นทางท่องเที่ยว สัมผัสเชียงรายในทุกมิติ

    โปรแกรมการเดินทาง 4 วัน 3 คืน ที่วิโรจน์วางแผนไว้ ครอบคลุมจุดท่องเที่ยวสำคัญของเชียงราย เริ่มจากมื้อแรกที่ร้านข้าวซอยวิจิตตรา ร้านอาหารพื้นเมืองที่ขึ้นชื่อ พร้อมเมนูข้าวซอยและน้ำเงี้ยวที่ทุกคนประทับใจ

    คืนแรกพักกลางทุ่งดอกไฮเดรนเยียบนยอดดอย ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย พร้อมหมูกระทะที่จัดเตรียมไว้ให้ ก่อนที่จะออกเดินทางสำรวจจุดท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ ผาฮี้-ผาหมี, ไร่สิงห์ปาร์ค, อาข่า ฟาร์มวิว, สวนดอกไฮเดรนเยีย ดอยช้าง, ไร่ชาฉุยฟง และดอยตุง แต่ละจุดล้วนมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ความงามของธรรมชาติ ไร่กาแฟบนภูเขาสูง ฟาร์มแกะที่มีนักท่องเที่ยวต่อคิวซื้อบัตรเข้าชม ไปจนถึงดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์

    คืนที่สองเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองเชียงราย พักที่โรงแรม The Riverie by Katathani ริมแม่น้ำกก ซึ่งทีมงานของโรงแรมได้ต้อนรับด้วยพวงมาลัยและการ์ดที่เขียนวางไว้บนเตียงทุกห้อง แม้จะไม่ได้แจ้งความเป็นพิเศษล่วงหน้า แต่การบริการที่เป็นเลิศทำให้ทุกคนประทับใจ

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น มากกว่าตัวเลข

    การเดินทางของคณะ 50 คนจากระนองสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเชียงรายในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว ค่าเช่ารถ ไปจนถึงการซื้อของฝากจากชุมชนต่างๆ

    หากประมาณการอย่างหยาบจากงบประมาณ 1 ล้านบาท หักค่าตั๋วเครื่องบิน 4 แสนบาท คงเหลืองบประมาณ 6 แสนบาท ที่ใช้จ่ายในพื้นที่เชียงราย เฉลี่ยคนละประมาณ 12,000 บาท ซึ่งครอบคลุมค่าที่พัก 2 คืน ค่าอาหาร 4 วัน ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

    สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือมูลค่าทางการตลาดที่เกิดขึ้น เมื่อเจ้าของธุรกิจที่มีผู้ติดตามถึง 1 ล้านคนบนโซเชียลมีเดีย โพสต์ภาพและเล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวเชียงราย กลายเป็นการประชาสัมพันธ์ที่มีพลังมหาศาลโดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐแต่อย่างใด

    “การลงทุนของจังหวัดเชียงราย แค่การเป็นเจ้าบ้านที่ดี ยิ้มแย้ม ก็เป็นการสร้างกำไรในระยะยาว” วิโรจน์กล่าว “แม้จะมีบางคนมองว่า ทางร้านก็จะได้การลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า แต่เราก็ต้องดูว่าทำไมต้องเลือกเดินทางมาไกลจากระนองถึงเชียงรายมากกว่า 1,406 กม.”

    เชื่อมโยงกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “เที่ยวดี มีคืน”

    การเดินทางของคณะบ้านไร่ ไออรุณ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลเพิ่งเปิดตัวมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว “เที่ยวดี มีคืน” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ประชาชนผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลได้รับสิทธิประโยชน์จากการท่องเที่ยวภายในประเทศ

    สำหรับมาตรการสำหรับบุคคลธรรมดา ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาทสำหรับการท่องเที่ยวในเมืองรอง (1.5 เท่าของค่าใช้จ่าย) และ 20,000 บาทสำหรับเมืองหลัก (1 เท่าของค่าใช้จ่าย) ครอบคลุมทั้งค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ มาตรการสำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายในการจัดอบรมหรือสัมมนาให้กับพนักงานได้ถึง 2 เท่าสำหรับเมืองรอง และ 1.5 เท่าสำหรับเมืองหลัก ซึ่งตรงกับกรณีของบ้านไร่ ไออรุณที่นำพนักงานเดินทางไปเพื่อเติมพลังและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    การเรียนรู้ที่คุ้มค่ากว่าเงิน

    วิโรจน์เปิดเผยว่า ธุรกิจของเขาเป็นเพียงกิจการเล็กๆ ที่ผลประกอบการไม่ได้มีกำไรเหลือเงินเยอะ แต่เขาเลือกที่จะลงทุนกับคน ด้วยความเชื่อว่าการพาพนักงานออกไปสัมผัสประสบการณ์ภายนอก จะช่วยพัฒนาทักษะและทัศนคติในการทำงาน โดยเฉพาะธุรกิจบริการอย่างฟาร์มสเตย์

    “เราเลือกใช้วิธีนี้ในการพัฒนาคนมาหลายปีแล้ว ปีละ 1 ครั้ง” เขากล่าว “อยากพาทุกคนออกเดินทางมาพัก มาชาร์จพลัง มาเป็นผู้ใช้บริการ มาเห็นว่าที่อื่นเค้าทำอะไรกัน ในสถานที่ที่เราไม่เคยไป”

    ประสบการณ์ที่พนักงานได้รับนั้นครอบคลุมทุกมิติของการท่องเที่ยว ตั้งแต่การได้นั่งเครื่องบิน ได้เห็นการบริการของแอร์โฮสเตส ได้นั่งรถขึ้นดอยที่มีคนขับคอยเล่าประวัติสถานที่ ได้เห็นโฮมสเตย์ที่ตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติ ได้สัมผัสการบริการที่ยอดเยี่ยมจากที่พักต่างๆ ทั้งหมดนี้คือการเรียนรู้ที่จะนำมาต่อยอดในการพัฒนา “บ้านไร่ ไออรุณ” ของตัวเองให้ดีขึ้น

    “ประสบการณ์ในการเดินทางครั้งนี้ จะเป็นพลังบวกให้เราทุกคนกลับไปพัฒนาบ้านไร่ เพื่อกลับไปเป็นผู้ให้บริการที่ดีขึ้น” วิโรจน์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

    ภาคเหนือยุคใหม่ พร้อมรับนักท่องเที่ยว

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนืออย่างเป็นทางการ ภายใต้แคมเปญ “Season of North 2026 : สุขทันที…ฤดูนี้ฤดูเหนือ” พร้อมเผยกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อกระตุ้นการเติบโตของการท่องเที่ยว

    นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. เปิดเผยว่า แม้ตัวเลข 9 เดือนแรกของปี 2568 จะทรงตัว แต่คาดการณ์ว่า 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้การท่องเที่ยวจะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศคลี่คลายและมีกิจกรรมปลายปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าหมายว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวทั้งปี 2568 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีที่ผ่านมา

    สำหรับปี 2569 ททท. ตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 178 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้า

    กลยุทธ์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเมืองรอง

    ททท. ได้วางกลยุทธ์สำคัญ 3 ประการเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภาคเหนือ ประการแรกคือการใช้พลังของรีวิวและโซเชียลมีเดีย การตลาดแบบ “ตามรอยรีวิว” และการบอกต่อจากอินฟลูเอนเซอร์ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งกรณีของบ้านไร่ ไออรุณที่มีผู้ติดตาม 1 ล้านคนนั้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพลังทางการตลาดแบบนี้

    ประการที่สองคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน ผู้ประกอบการและสายการบินมีแผนเพิ่มเที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศสู่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเมืองรองอย่างเชียงรายที่เริ่มมีสายการบินตรงจากต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่ ทำให้การเข้าถึงง่ายขึ้นและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    ประการสุดท้ายคือการกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง ซึ่งพบว่ามีการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองมากขึ้น เช่น เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนต่างๆ อย่างทั่วถึง

    นอกจากนี้ ททท. ยังเน้นการขยายตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง และญี่ปุ่น เพื่อชดเชยความผันผวนของตลาดหลักและสร้างความหลากหลายของนักท่องเที่ยว

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    เทศกาลและกิจกรรมตลอดทั้งปี

    แคมเปญ Season of North 2026 มุ่งเน้นให้ภาคเหนือเป็นจุดหมายที่ “เที่ยวได้ทุกฤดู” ผ่าน 3 มุมความสุขหลัก คือ ฤดูแห่งการให้รางวัลแก่ชีวิต (พักผ่อน/สุขภาพ) ฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง (ความสุข/ฮีลใจ) และฤดูแห่งการแบ่งปัน (บอกเล่าเรื่องราวความเป็นเหนือ)

    ในช่วงฤดูกาลนี้ ภาคเหนือมีกิจกรรมหลากหลายตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลทุเรียนอุตรดิตถ์ งานสีสันดอยตุงและเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานแพร่คราฟต์ และเทศกาลใหญ่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน อาทิ ยี่เป็งเชียงใหม่ โคมแสนดวงที่เมืองลำพูน ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟสุโขทัย ลอยกระทงสายตาก และนมัสการพระธาตุดอยกองมู แม่ฮ่องสอน

    บทเรียนและแรงบันดาลใจ

    กรณีของบ้านไร่ ไออรุณ สะท้อนให้เห็นหลายมิติของการท่องเที่ยวยุคใหม่ ทั้งในด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลผ่านประสบการณ์จริง การใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ การเชื่อมโยงระหว่างเมืองรองด้วยกัน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแบบกระจายรายได้สู่ชุมชน

    วิโรจน์เล่าถึงที่มาของความฝันในการสร้างบ้านไร่ที่บ้านเกิดว่า “ผมคุยกับพ่อตลอดถึงสิ่งที่อยากทำ แต่กับแม่ผมต้องอ้างไปก่อนว่าจะกลับมาทำงานเป็นสถาปนิกในตัวเมืองระนอง เพราะแม่เป็นแม่ค้าในตลาด ถ้าเพื่อนที่เป็นแม่ค้าด้วยกันรู้เข้า ทุกคนจะแห่ถามแม่ว่า ลูกไปทำงานที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เหรอ แล้วกลับมาทำอะไรที่บ้าน ผมไม่อยากให้แม่ต้องกังวลกับคำถามเหล่านี้ ก็เลยบอกแม่ไปแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วผมตั้งใจกลับมาสร้างบ้าน”

    ความตั้งใจนั้นประสบผลสำเร็จ จากป่ารกร้างกลายเป็นฟาร์มสเตย์ที่ผสมผสานที่พัก คาเฟ่ ร้านอาหาร และขายของฝากงานแฮนด์เมด กลางสวนผักและผลไม้ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 8.00-20.00 น. และที่สำคัญคือการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง มีพนักงาน 50 คนที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ

    “ผลลัพธ์ที่ได้มัน คือความสุขทางใจ ไม่ใช่แค่พนักงานนะ นายจ้างอย่างผมใจมันก็ฟูไปด้วย” วิโรจน์กล่าวถึงการพาพนักงานเดินทาง “เดินคนเดียวไปได้ไว แต่เดินได้ไกล ก็ต้องไปด้วยกัน”

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    มาตรการเสริมอื่นๆ ที่หนุนการท่องเที่ยว

    นอกจากมาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการเสริมอื่นๆ อีก 3 มาตรการ ได้แก่ การเร่งรัดเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายภาครัฐด้านการฝึกอบรม (Front Load) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาดำเนินการในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก และกำหนดให้เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงิน

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ระหว่าง 29 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569 ให้หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายจริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่พักมีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพที่พัก

    และมาตรการลดอัตราภาษีกิจกรรมบันเทิง ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเทค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ จาก 10% เป็น 5% ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกลางคืนและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น

    ความท้าทายและโอกาสข้างหน้า

    แม้ว่าการท่องเที่ยวภาคเหนือจะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะการแข่งขันกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ ความผันผวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูแล้ง และการพัฒนาคุณภาพการบริการให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม โอกาสก็มีมากมาย ทั้งการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวจีนและเอเชียตะวันออกที่กำลังฟื้นตัว แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่นักท่องเที่ยวยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อประสบการณ์ที่ดี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

    การมีอินฟลูเอนเซอร์และผู้ประกอบการอย่างวิโรจน์ ที่มีฐานผู้ติดตามจำนวนมากและเลือกมาท่องเที่ยวเชียงราย ถือเป็นโอกาสทองในการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะเป็นการสื่อสารแบบ organic ที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม

    ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง

    เชียงราย แบบจำลองของการท่องเที่ยวเมืองรองที่ประสบความสำเร็จ

    เชียงรายถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรอง จากจังหวัดที่เคยถูกมองว่าเล็กที่สุดในภาคเหนือ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ด้วยจุดเด่นหลายประการ

    ประการแรกคือความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งธรรมชาติอันงดงามบนพื้นที่ภูเขาสูง วัดวาอารามที่มีสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์ ไร่กาแฟและไร่ชาบนดอยสูง ฟาร์มแกะและสวนดอกไม้นานาพันธุ์ และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

    ประการที่สองคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสนามบินที่เริ่มมีเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ถนนและการคมนาคมที่สะดวกขึ้น และที่พักหลากหลายรูปแบบตั้งแต่โรงแรมระดับหรูจนถึงโฮมสเตย์ชุมชน

    ประการที่สามคือคุณภาพการบริการที่ดี ดังที่วิโรจน์ให้ความเห็นว่า “พี่ๆพนักงานที่โรงแรม น่ารักมากดูแลพวกเราเป็นอย่างดี มีพวงมาลัยรอต้อนรับ มีการ์ดเขียนวางไว้บนที่นอนทุกห้อง ทุกคนประทับใจในงานบริการมากครับ” การบริการที่เป็นเลิศนี้คือสิ่งที่สร้างความประทับใจและทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาอีก

    บทส่งท้าย เมื่อการท่องเที่ยวกลายเป็นการลงทุนในคน

    เรื่องราวของวิโรจน์และทีมงาน 50 คนจากบ้านไร่ ไออรุณ สะท้อนให้เห็นมิติใหม่ของการท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นการลงทุนในการพัฒนาคน การเรียนรู้ และการสร้างแรงบันดาลใจ

    การเดินทาง 1,406 กิโลเมตร ข้ามจากจังหวัดเล็กที่สุดในภาคใต้มาสู่เมืองรองของภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขระยะทาง แต่เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวระหว่างเมืองรองด้วยกัน การสร้างความเข้าใจและแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจที่พักในพื้นที่ต่างๆ และที่สำคัญคือการประชาสัมพันธ์ที่มีพลังผ่านโซเชียลมีเดีย

    จากผู้ติดตาม 1 ล้านคน ที่ได้เห็นภาพความสวยงามของเชียงราย ความอบอุ่นของการต้อนรับ และรอยยิ้มของทีมงานที่มีความสุขกับการเดินทาง กลายเป็นแรงจูงใจให้คนอื่นๆ อยากมาสัมผัสประสบการณ์เดียวกัน นี่คือพลังของการท่องเที่ยวแบบ storytelling ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการโฆษณาแบบเดิมๆ

    ด้วยการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐอย่าง “เที่ยวดี มีคืน” ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดถึง 1.5 เท่าสำหรับเมืองรอง และแคมเปญ “Season of North 2026” ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้เกิดกรณีศึกษาแบบนี้มากขึ้นในอนาคต

    สำหรับวิโรจน์และทีมงาน พวกเขาได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 พร้อมจัดดอกไม้และตกแต่งสถานที่ให้สวยงาม พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเยือน บ้านไร่ ไออรุณ ในจังหวัดระนอง ด้วยการบริการที่ดียิ่งขึ้น จากประสบการณ์และแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการเดินทางครั้งนี้

    “โคตรภูมิใจ” คำพูดสั้นๆ ที่วิโรจน์ใช้สรุปทริปนี้ สะท้อนถึงความรู้สึกของผู้ประกอบการรายเล็กที่กล้าตัดสินใจลงทุนในคน และได้เห็นรอยยิ้มความสุขของพนักงานทุกคนที่ได้ออกไปสัมผัสโลกกว้าง ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่มีวันลืม บนยอดดอยแห่งเชียงราย จังหวัดเมืองรองเหนือสุดของประเทศไทย

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
    • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
    • ภาพ : บ้านไร่ ไออรุณ baan rai i arun จังหวัดระนอง
    • บ้านไร่ ไออรุณ
    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
    • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
    • กรมสรรพากร
    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/ranong-chiangrai-tourism-stimulus-case-study/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_vUJmGDLNkaXqqeuDOURt

  • KKP ชี้ “รางคู่” ปฏิวัติการขนส่งไทย หนุนเศรษฐกิจโต ลดต้นทุนโลจิสติกส์

    KKP ชี้ “รางคู่” ปฏิวัติการขนส่งไทย หนุนเศรษฐกิจโต ลดต้นทุนโลจิสติกส์

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ระบุว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการยกเครื่องระบบรางครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งถือเป็น “การปฏิรูประบบรางแห่งชาติ” ที่จะเปลี่ยนโฉมการขนส่งของประเทศทั้งระบบ โดยโครงการนี้ครอบคลุมการสร้าง รางคู่ทั่วประเทศ และการออก พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางฉบับใหม่ ที่เปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เสริมศักยภาพการแข่งขัน กระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ให้เมืองรองและชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟ

    พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง – ปลดล็อกภาคเอกชนสู่ระบบราง

    ก่อนหน้านี้ ระบบรางของไทยอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานรัฐเพียงไม่กี่แห่ง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สำหรับเส้นทางระหว่างเมือง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สำหรับระบบรถไฟฟ้าในเมือง และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำหรับรถไฟฟ้าในเขตเมืองหลวง โดยหน่วยงานเจ้าของรางทำหน้าที่ทั้ง “ผู้กำกับดูแล” และ “ผู้ดำเนินการ” ไปพร้อมกัน ซึ่งจำกัดความยืดหยุ่นของระบบ

    พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางฉบับใหม่ ได้ “แยกบทบาท” ดังกล่าวออกจากกันอย่างชัดเจน โดยจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการขนส่งทางราง (สกรร.) ขึ้นเป็นหน่วยงานอิสระ ทำหน้าที่กำกับดูแล ออกใบอนุญาต กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย และวางแผนพัฒนาระบบรางในภาพรวม ขณะที่หน่วยงานเดิมอย่าง รฟท. และ รฟม. จะยังคงเป็นผู้ดำเนินงานหรือเจ้าของราง แต่ไม่มีอำนาจกำกับดูแลอีกต่อไป

    กฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้เอกชนสามารถขอใบอนุญาตได้ 3 รูปแบบ ได้แก่
        1.    การดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานทางราง
        2.    การให้บริการเดินรถไฟ
        3.    การดำเนินการทั้งสองส่วน

    ระบบ “ใบอนุญาต” ใหม่นี้มาแทนระบบ “สัมปทาน” เดิม ซึ่งช่วยให้เอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลาง เข้ามาร่วมดำเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องรับภาระลงทุนทั้งหมดเอง ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดเสรีระบบรางของไทย และสร้างการแข่งขันที่โปร่งใสในระยะยาว

    การขยายทางคู่ – ยกระดับระบบรางครั้งใหญ่ในรอบหลายทศวรรษ

    การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีเส้นทางรถไฟระหว่างเมืองรวม 4,845 กิโลเมตร แต่ในปัจจุบันมีเพียงราว 30% ที่เป็นรางคู่ โดยโครงการใหม่นี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 62% ภายในปี 2572 เพื่อให้รถไฟสามารถวิ่งสวนทางได้ เพิ่มความเร็วจาก 60-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลดเวลาเดินทางลงได้ถึง 20-30%

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยยังใช้ระบบรางน้อยกว่าศักยภาพ โดยมีสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางเพียง 1% ของทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่า ปัญหาหลักมาจากข้อจำกัดด้านงบลงทุนและหนี้สินของรฟท. ที่มีหนี้สุทธิราว 471,000 ล้านบาท ทำให้ขาดงบประมาณในการปรับปรุงขบวนรถและบริการให้ทันสมัย

    เมื่อเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่น จีน อินเดีย และกลุ่มยุโรป จำนวนการเดินรถต่อระยะทาง (trip per km) และจำนวนผู้โดยสารต่อประชากร (trip per capita) ของไทยยังต่ำกว่ามาก สะท้อนว่าระบบรางไทยยังไม่ถูกใช้เต็มศักยภาพ และยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาในอนาคต

    รถไฟโดยสาร – ต้องแข่งขันกับเครื่องบินและรถยนต์

    การสร้างรางคู่จะช่วยให้รถไฟวิ่งเร็วขึ้นและลดเวลาเดินทาง แต่ยังต้องเผชิญการแข่งขันกับเครื่องบิน รถยนต์ส่วนตัว และรถบัส โดยเครื่องบินแม้เร็วกว่า (700–900 กม./ชม.) แต่ต้องใช้เวลารวมราว 2 ชั่วโมงในขั้นตอนเช็กอิน โหลดกระเป๋า และรอขึ้นเครื่อง ทำให้รถไฟเริ่มได้เปรียบเมื่อระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ เช่น กรุงเทพฯ–หัวหิน หรือ กรุงเทพฯ–นครราชสีมา ซึ่งสามารถเดินทางถึงใจกลางเมืองได้โดยตรง

    สำหรับเส้นทางระยะสั้น รถไฟยังเสียเปรียบรถยนต์ส่วนตัวและรถบัสในด้านความยืดหยุ่น เพราะเมืองส่วนใหญ่ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อจากสถานีรถไฟ ทำให้ “การเดินทางต่อ (last-mile)” ยังไม่สะดวก ต่างจากประเทศที่มีระบบรางแข็งแกร่ง เช่น ญี่ปุ่น จีน หรือในยุโรป ที่มีเมืองขนาดใหญ่หลายแห่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางระหว่างกัน

    นอกจากนี้ ประเทศไทยมีกรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่เพียงแห่งเดียว ขณะที่เมืองใหญ่อื่นมีประชากรและกิจกรรมเศรษฐกิจน้อยกว่า จึงทำให้ศักยภาพของรถไฟโดยสารระหว่างเมืองยังจำกัด ความสำเร็จในอนาคตจะขึ้นอยู่กับ “เงื่อนไขของใบอนุญาต” และ “โครงสร้างค่าธรรมเนียม” หากรัฐบาลเปิดโอกาสให้เอกชนบริหารจัดการได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม รถไฟโดยสารก็มีโอกาสเติบโตในระยะยาว

    รถไฟขนส่งสินค้า – โอกาสขยายตลาดแทนรถบรรทุก

    ปัจจุบันการขนส่งสินค้าทางรถไฟมีสัดส่วนเพียง 1% ของการขนส่งทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่าง ลาดกระบัง–แหลมฉบัง ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเชื่อมคลังสินค้าภายในประเทศกับท่าเรือน้ำลึก

    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินว่า การขยายรางคู่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้รถไฟขนส่งสินค้าสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากรถบรรทุกได้มากขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางยุทธศาสตร์อย่าง “นครสวรรค์–แหลมฉบัง” และ “ภาคอีสาน–แหลมฉบัง” ที่ใช้ขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

    รถไฟมีข้อได้เปรียบชัดเจนด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ รถไฟหนึ่งขบวนขนส่งได้ราว 1,500 ตัน ขณะที่รถบรรทุกทั่วไปได้เพียง 25 ตัน อีกทั้งใช้พลังงานต่อหน่วยน้ำหนักน้อยกว่า 3–4 เท่า และปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า หากการขนส่งทางรางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รถไฟจะได้ประโยชน์จาก เศรษฐกิจต่อขนาด (economy of scale) ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงและแข่งขันได้มากขึ้นในอนาคต

    นอกจากนี้ การขนส่งทางรางยังช่วยลดความแออัดบนถนน ลดอุบัติเหตุ และช่วยประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย – ลดต้นทุนมหาศาล หนุน GDP โต

    โครงการรางคู่ทั่วประเทศมีมูลค่าลงทุนรวมกว่า 285,000 ล้านบาท ถือเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดย KKP ประเมินว่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ราว 0.27–0.30% ต่อปี ในช่วงก่อสร้าง และเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า การขนส่งทางรางมีต้นทุนต่ำกว่าการขนส่งทางถนนถึง 4.3 เท่า หรือประหยัดได้ราว 570 บาทต่อตันสินค้า หากเพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรางอีก 10% จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศได้กว่า 49,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 0.27% ของ GDP

    นอกจากผลทางเศรษฐกิจโดยตรง การขยายรางคู่และการเปิดเสรีระบบรางยังสร้างผลดีทางอ้อม ทั้งการจ้างงาน การกระจายรายได้สู่เมืองรอง และการลดการใช้น้ำมันจากการขนส่ง เพราะรถไฟขนส่งได้ไกลกว่าและประหยัดพลังงานมากกว่ารถบรรทุกถึง 3–4 เท่า ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและลดการปล่อยคาร์บอนได้พร้อมกัน

    ปูทางเศรษฐกิจใหม่ของไทย

    เมื่อรวมทุกด้านแล้ว “รางคู่” ไม่เพียงเป็นโครงการคมนาคม แต่ยังเป็น แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนภาคธุรกิจ กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และวางรากฐานสู่ระบบโลจิสติกส์ยุคใหม่ที่ต้นทุนต่ำและยั่งยืนมากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทย “วิ่งเร็วขึ้น” อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/260540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cDPiLfGXLY9eObOrkJrAN