Category: เศรษฐกิจ

  • จีนเผยผลลัพธ์การเจรจา ‘เศรษฐกิจและการค้า’ ระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในกัวลาลัมเปอร์

    จีนเผยผลลัพธ์การเจรจา ‘เศรษฐกิจและการค้า’ ระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในกัวลาลัมเปอร์

    ปักกิ่ง, 30 ต.ค. (ซินหัว) — วันพฤหัสบดี (30 ต.ค.) กระทรวงพาณิชย์ของจีนเผยผลลัพธ์ที่คณะผู้แทนจีนและสหรัฐฯ บรรลุร่วมกันระหว่างการหารือเศรษฐกิจและการค้าเมื่อไม่นานนี้ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย

    โฆษกของกระทรวงฯ ระบุว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะยกเลิก “ภาษีเฟนทานิล” (fentanyl tariffs) ร้อยละ 10 และระงับภาษีสินค้าจีน ร้อยละ 24 เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งรวมถึงสินค้าจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและเขตบริหารพิเศษมาเก๊า ขณะที่จีนจะปรับเปลี่ยนมาตรการด้านภาษีให้สอดคล้องกัน พร้อมชี้ว่าทั้งสองฝ่ายตกลงจะขยายระยะเวลาการใช้มาตรการยกเว้นภาษีบางประการอย่างต่อเนื่อง

    สหรัฐฯ จะระงับการบังคับใช้กฎใหม่ที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 ก.ย. เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งกฎดังกล่าวขยายบัญชีรายชื่อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ ต่อบริษัทใดก็ตามที่มีเจ้าของหนึ่งคนหรือมากกว่าในรายชื่อถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 50 ส่วนจีนจะระงับการบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกที่เกี่ยวข้องที่เคยประกาศไปเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา เป็นเวลา 1 ปี และจะศึกษาและปรับปรุงแผนงานที่เฉพาะเจาะจง

    ฝ่ายสหรัฐฯ จะระงับมาตรการภายใต้การสอบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) ซึ่งพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมทางทะเล โลจิสติกส์ และการต่อเรือของจีนเป็นเวลา 1 ปี ขณะที่จีนจะระงับการบังคับใช้มาตรการตอบโต้ต่อฝ่ายสหรัฐฯ เป็นเวลา 1 ปี ทันทีที่มาตรการระงับของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้

    นอกจากนี้ จีนและสหรัฐฯ ยังได้บรรลุฉันทามติในประเด็นต่างๆ อาทิ ความร่วมมือต่อต้านยาเสพติดเกี่ยวกับเฟนทานิล การขยายการค้าผลิตภัณฑ์การเกษตร และการรับมือกับกรณีที่เชื่อมโยงกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันผลลัพธ์การหารือเศรษฐกิจและการค้าในกรุงมาดริดของสเปน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ให้คำมั่นเชิงบวกในหลากหลายด้าน อาทิ การลงทุน และจีนจะแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับติ๊กต็อก (TikTok) ร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างเหมาะสม

    การหารือเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์นั้นบรรลุผลลัพธ์เชิงบวก สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถหาทางออกร่วมกันได้ด้วยการยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียม ความเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนผ่านการเจรจาและความร่วมมือ
    โฆษกทิ้งท้ายว่าผลลัพธ์เหล่านี้ได้มาด้วยความยากลำบาก และจีนหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อร่วมกันรับรองการดำเนินการตามผลลัพธ์ และกระตุ้นความแน่นอนและเสถียรภาพให้กับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี รวมถึงเศรษฐกิจโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : ท่าเทียบเรือตู้คอนเทนเนอร์ของท่าเรือเทียนจินในเทศบาลนครเทียนจินทางตอนเหนือของจีน วันที่ 22 ส.ค. 2025)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/around-the-world/3809741/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-q6fmZOChOICVG7tXANNg

  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หนุนใช้งาน eBL ยกระดับ “กระบวนการค้าไร้กระดาษ” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หนุนใช้งาน eBL ยกระดับ “กระบวนการค้าไร้กระดาษ” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หนุนใช้งาน eBL ยกระดับ “กระบวนการค้าไร้กระดาษ” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

    วันที่ 30 ตุลาคม 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Workshop on the Adoption of Electronic Bills of Lading (eBL) in Thailand: A Collaborative Approach”  ซึ่งจัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA โดยมี Ms. Lin Yang รองเลขาธิการบริหาร ESCAP นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ

    นายพชร กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยเข้าร่วมภาคี Framework Agreement on Facilitation of Cross-border Paperless Trade in Asia and the Pacific (CPTA) หรือ กรอบความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษในเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศผ่านการใช้ระบบดิจิทัลแทนเอกสารกระดาษ ส่งเสริมการใช้ใบตราส่งสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bill of Lading: eBL) อำนวยความสะดวกทางการค้าแบบไร้กระดาษ (Paperless Trade Facilitation) ทำให้กระบวนการทางการค้ามีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ และยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกันยังช่วยให้ประเทศไทยสามารถกำหนดมาตรการเอกสารทางการค้าอิเล็กทรอนิกส์ และกฎหมายรองรับที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับกฎหมายและพิธีการศุลกากรระหว่างประเทศซึ่งเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดการค้าไร้กระดาษอย่างสมบูรณ์

    ทั้งนี้ eBL ถือเป็นกุญแจสำคัญผลักดันให้เกิดการค้าระหว่างประเทศในรูปแบบดิจิทัลอย่างครบวงจร เชื่อมโยงผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ประกอบโลจิสติกส์ ธนาคาร และหน่วยงานของรัฐ ให้ทำงานร่วมกันในระบบดิจิทัลที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้

    ดังนั้นบทบาทของกระทรวงดีอี จึงต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงกรอบนโยบายที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการค้าดิจิทัลให้เกิดขึ้นอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว กระทรวงดีอีจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เปลี่ยนผ่านระบบการค้าแบบดิจิทัลให้เกิดขึ้นจริง นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35PYzL4f1LVYwUWFxQ4CcH

  • ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจ Q3/68 ชะลอตัวแต่เริ่มฟื้นปลายไตรมาส ก.ย.ดีขึ้นตามการผลิตอุตฯ-บริการที่เกี่ยวข้อง

    ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจ Q3/68 ชะลอตัวแต่เริ่มฟื้นปลายไตรมาส ก.ย.ดีขึ้นตามการผลิตอุตฯ-บริการที่เกี่ยวข้อง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 ต.ค. 68)

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ปรับดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาสโดยด้านอุปทานชะลอลง จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในบางสินค้า ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลง ส่วนด้านอุปสงค์ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์

    • ภาพรวมเศรษฐกิจเดือนก.ย.68

    สำหรับเดือน ก.ย.68 เศรษฐกิจปรับดีขึ้น จากภาคการผลิตที่ทยอยกลับมาผลิต หลังจากการหยุดเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในช่วงก่อน ประกอบกับการส่งออกและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลง ทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน

    – การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นจากกลุ่มปิโตรเลียมและเครื่องดื่มที่กลับมาผลิตหลังหยุดผลิตชั่วคราว และการผลิตรถยนต์กลับมาเพิ่มขึ้นจากกลุ่ม EV ส่วนการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บ Reciprocal tariffs ชะลอลงหลายรายการ

    – จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และรายรับจากการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ (Short-haul) โดยเฉพาะมาเลเซียที่มีวันหยุดยาว และอินเดียที่มีการเพิ่มเส้นทางบินตรงใหม่ ด้านรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้น จากจำนวนวันพักที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว และพบว่าในระยะหลังมีการใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวตามภูมิภาคต่างๆ ในไทยมากขึ้น

    – มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ในหลายหมวด อาทิ (1) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามการส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ และเครื่องปรับอากาศไปสหรัฐฯ (2) ยานยนต์ ตามการส่งออกรถกระบะไปตะวันออกกลาง และชิ้นส่วนยานยนต์ไปอาเซียน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ และ (3) อัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในฮ่องกง

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงตามการส่งออกทุเรียนไปจีน และข้าวไปแอฟริกาใต้และอินโดนีเซีย และการส่งออกปิโตรเลียมลดลงตามการส่งออกไปมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ จากการเร่งส่งออกไปในเดือนก่อน สำหรับการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บ Reciprocal tariffs ชะลอลงหลายรายการมากขึ้น อาทิ สินค้าเกษตร ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ และยานยนต์

    – มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากหมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน เพื่อผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม ประกอบกับการนำเข้าหมวดสินค้าอุปโภคและบริโภคที่เพิ่มขึ้น ตามการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือถือจากจีนเป็นสำคัญ ขณะที่การนำเข้าเชื้อเพลิง และสินค้าทุน ไม่รวมเครื่องบินปรับลดลงจากเดือนก่อน

    • ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    – อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนก.ย. ติดลบน้อยลงจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกในประเทศ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดใกล้เคียงกับเดือนก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เป็นบวกลดลงจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชันอาหารโทรสั่ง และของใช้ส่วนตัว

    – ภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงเดือนก่อน ตามการจ้างงานในภาคบริการเป็นสำคัญ ขณะที่การจ้างงานในภาคการผลิตลดลงบ้าง โดยต้องติดตามการจ้างงานที่ยังคงลดลงในกลุ่มการผลิตสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของสินค้านำเข้า สำหรับสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานรวม และรายใหม่ ต่อผู้ประกันตนทรงตัวจากเดือนก่อน

    – ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล จากดุลการค้าที่เกินดุลเป็นสำคัญ โดยในเดือนก.ย.68 ไทยเกินดุลการค้า 3.6 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากส่งออก ได้เป็นมูลค่า 30.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นำเข้า มีมูลค่า 27 พันล้านดอลลาร์

    • ภาวะการเงิน

    – อัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ในเดือน ก.ย. ค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การเพิ่มคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าคาด รวมถึงปัจจัยเฉพาะภายในประเทศ หลังสถานการณ์ทางการเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น

    สำหรับเดือน ต.ค. (ข้อมูลถึง 27 ต.ค.68) เงินบาทปรับอ่อนค่าจากปัจจัยความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกที่ปรับแย่ลง ทั้งจากสงครามการค้าและสถานการณ์การเมืองของฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เฉลี่ยแข็งค่าในเดือน ก.ย. จากปัจจัยเฉพาะของไทยทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศ และราคาทองคำ ขณะที่ดัชนีค่าเงินฯ ปรับอ่อนค่าลงในเดือน ต.ค.

    – การระดมทุนของภาคธุรกิจ โดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนจากช่องทางสินเชื่อเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นตามการกู้ยืมเงินระหว่างบริษัทในเครือของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผลิตเครื่องดื่ม ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นจากธุรกิจให้บริการทางการแพทย์และการโฆษณา ด้านการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ลดลง หลังจากที่เร่งไปในเดือนก่อนหน้า ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)

    ต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ตั้งแต่ 1 ก.ย. ถึง 27 ต.ค.68 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าจะมีการชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ประกอบกับนักลงทุนสถาบันมีการปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยเน้นถือพันธบัตรระยะสั้นมากขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวเพิ่มขึ้นมากกว่าระยะสั้น

    • เชื่อ “คนละครึ่งพลัส” เป็น upside ศก.ไทย Q4/68

    น.ส.ปราณี กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปว่า ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจาก 1.การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ทยอยกลับมาหลังจากหยุดผลิตไปชั่วคราวในก่อนหน้านี้ และส่งผลดีต่อภาคบริการที่เกี่ยวข้อง 2.การส่งออกสินค้า โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 3.ภาคการท่องเที่ยว และอุปสงค์ในประเทศ มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    โดยในระยะต่อไปยังต้องติดตาม 1.การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม 2. ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ 3. พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน และ 4.ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    น.ส.ปราณี กล่าวถึงแรงส่งต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จากผลของมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ว่า ในเบื้องต้น ธปท.ได้รวมผลของมาตรการคนละครึ่งพลัส ไว้ในประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 ที่การขยายตัว 2.2% แล้ว แต่หากในทางปฏิบัติจริงพบว่าประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่คาดไว้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็น upside กับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังต้องจับตาดูต่อไป

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ผลทางเชิงจิตวิทยาในเชิงบวก ที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น

    โดย ธปฦ/กษมาพร กิตติสัมพันธ์/ศศิธร ซิมาภรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9U0IQCTFJSAIAX01BKYT2NXAN4UYI9&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pL9qfqC-2-qZFgzdFOrSm

  • ร้านอาหารเตรียมร่วม

    ร้านอาหารเตรียมร่วม

    LINE MAN แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีอันดับ 1 ของไทย เดินหน้ารับลูกนโยบายรัฐบาล ‘คนละครึ่งพลัส’ เปิดแคมเปญใหญ่หนุนกระตุ้นการใช้จ่ายและฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ในบทบาทของแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ร้านอาหารเข้าถึงเม็ดเงินจากโครงการได้อย่างต่อเนื่องจากเฟสแรก และตอกย้ำความเป็น ‘เบอร์ 1 คนละครึ่ง’ คว้า หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์ สร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ

    ถกกระแส ‘คนละครึ่งพลัส’ ความหวังร้านอาหารและปากท้องคนไทย

    คนละครึ่งพลัส

    เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยทุกคน LINE MAN จัดเวทีสนทนาโต๊ะกลม ‘ถกกระแสคนละครึ่งพลัส ความหวังร้านอาหารและปากท้องคนไทย’ เพื่อสะท้อนบทบาทของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี พร้อมหยิบยกประเด็นจริงที่สังคมกำลังเผชิญ ทั้งความกังวลด้านภาษีและความหวังของผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเติบโตมากกว่าการเพียงอยู่รอ เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการสนับสนุนที่ต่อเนื่องเป็นระบบ และเหมาะสมกับร้านค้าทุกขนาด โดยมี ‘คนละครึ่ง’ เป็นต้นแบบความร่วมมือที่พิสูจน์แล้วว่าควรได้รับการต่อยอดอย่างยั่งยืน 

    โดยผู้แทนจากหลายภาคส่วนที่เข้าร่วมเวทีสนทนาโต๊ะกลม มีดังนี้ 

    • คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai
    • คุณฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย
    • คุณคุณาพงศ์ เตชวรประเสริฐ กูรูร้านอาหารและเจ้าของเพจ ขายดีไปด้วยกัน
    • คุณธนันท์รัท เกื้อหนุน เจ้าของร้าน ตำยำยั่ว by โบตั้น ตัวแทนร้านที่เข้าร่วมโครงการ 
    • คุณณัฐฐารินทร์ (เจ้เอ๋) ตัวแทนผู้บริโภคจากจังหวัดสระบุรี 
    • ดร.หมวย อริสรา กำธรเจริญ ดำเนินรายการ 

    คุณฐนิวรรณจากสมาคมภัตตาคารไทยอธิบายว่า บทบาทในการร่วมผลักดันร้านอาหารในโครงการ คนละครึ่ง เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจแย่มาก และร้านอาหารต้องการทางรอด โดยมีหลักฐานจากข้อมูลที่ปรึกษาร่วมกับคุณยอด LINE MAN Wongnai สนับสนุนว่า ยอดขายร้านอาหารเติบโตขึ้นได้จริงในช่วงที่มีคนละครึ่ง ความสำเร็จหลังจากผลักดันโครงการคนละครึ่งร่วมกับ LINE MAN ทางรัฐบาลชุดปัจจุบันรับหลักการ ให้มีโครงการ คนละครึ่งพลัส ซึ่งถือเป็น ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและ Micro SME อื่น ๆ อาทิ ร้านสปา, ร้านตัดผม, ขนส่งสาธารณะ, ชุมชน

    ผลที่ได้คือ ร้านค้าขนาดเล็ก (ไซซ์ S : ยอดขาย 15,000 – 30,000 บาทต่อวัน) และร้านค้ารายย่อย (Micro SME รายได้ไม่เกิน 5,000 ต่อวัน) รวมจำนวนกว่า 600,000 ร้าน ได้เข้าร่วม ทั้งร้านอาหาร ร้านขายของ ขนส่ง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    “สมาคมฯ คิดว่ารัฐควรให้ Value สร้างแรงจูงใจ และควรขยายการเข้าร่วมของร้านที่มีรายได้ 1.8 ล้านขึ้นไป เพราะตอนนี้ต้นทุนร้านอาหารสูงขึ้นมาก  ไม่ว่าจะเป็นภาษีป้าย ประกันสังคมที่เจ้าของต้องทำให้ลูกจ้าง”

    คนละครึ่งพลัส

    คุณธนันท์รัท ตัวแทนร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งในครั้งแรก บอกว่า เห็นข้อดีคือ ทำให้ธุรกิจโตขึ้น 2-3 เท่า เพราะโครงการนี้ทำให้ลูกค้า ‘ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น’ ยิ่งพอมีเดลิวอรี่ ลูกค้าสั่งไปส่งได้ ไม่ต้องมาที่หน้าร้านเพียงอย่างเดียว และยังบอกอีกว่า 

    “จากที่เราเป็นร้านเล็ก ๆ พอเข้าโครงการรอบแรกแล้วมีคนสั่งเดลิเวอรี ทำให้เรามีตัวตนมากขึ้น ต่อสู้กับรายใหญ่ ๆ ได้เพิ่มขึ้น ในรอบนี้ เราก็คุยกันเลยว่า 1 ออร์เดอร์ ทำไม่เกิน 15 นาที เพื่อให้ไรเดอร์รับได้เร็ว ไรเดอร์ก็จะได้งานมากขึ้น เงินก็หมุนไปที่ไรเดอร์มากขึ้นด้วย”

    ขณะที่คุณคุณาพงศ์ เจ้าของร้านข้าวมันไก่ที่มียอดขายบน LINE MAN กว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน มองว่าการเสียภาษีไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะการอยู่ในระบบภาษีช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและต่อยอดสู่การขยายกิจการได้ในอนาคต พร้อมเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการนิติบุคคลมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจร้านอาหารไทยให้แข็งแกร่งในระยะยาว 

    “เดลิเวอรีเป็นช่องทางที่สะดวกมาก ไม่อยากให้ร้านค้าลังเลที่จะเข้าร่วม ซึ่งจากประสบการณ์การใช้ส่วนตัวมองว่า LINE MAN ตอบโจทย์ ร้านค้ามั่นใจถึงระบบการใช้งานที่เสถียร ไม่ค้าง ซึ่งจากโครงการรอบที่แล้วแอป LINE MAN ก็ไม่มีปัญหา ช่วยให้การจัดการร้านเป็นได้สะดวกรวดเร็ว จึงอยากให้ภาครัฐเปิดโอกาสให้ร้านอาหารที่มีรายได้เกินหลักล้านสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้”  

    ฝั่งผู้ใช้บริการ คุณณัฐฐารินทร์ (เจ้เอ๋) ตัวแทนผู้บริโภคจากจังหวัดสระบุรี บอกว่า LINE MAN ช่วยสร้างรายได้ให้คนในสระบุรีอยู่แล้ว และเมื่อมีโครงการคนละครึ่งพลัสก็อยากให้ภาครัฐออกมาให้ความรู้ด้านภาษีแก่ประชาชนมากขึ้น เพราะมีร้านค้าเล็ก ๆ จำนวนมากอยากเข้าระบบ แต่คนในชุมชนพูดคุยเรื่องภาษีไปในแง่ลบ เมื่อขาดความเข้าใจจึงไม่อยากเข้าโครงการ กลัวเรื่องภาษีย้อนหลัง ซึ่งถ้าเข้าร่วมโครงการ เป็นโอกาสที่ดีที่คนจะเห็นมากขึ้น ส่วนร้านที่ไม่เข้าร่วมโครงการ ธุรกิจก็ไม่สามารถโตได้ 

    ด้าน คุณยอด LINE MAN Wongnai บอกว่า บางร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งในรอบแรก มียอดขายโตถึง 16% สำหรับคนละครึ่งรอบนี้ LINE MAN เตรียมงบไว้ 300 ล้านบาท โดยจะลด GP ให้ร้านค้า ขยายระยะทางส่งฟรีเป็น 5 กิโลเมตร มีโบนัสให้ไรเดอร์ที่วิ่งงานมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท 

    “เราไม่ได้ช่วยแค่เพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่ช่วยอัปสกิล รีสกิลด้วย เช่น การใช้งาน POS โดยเราทำงานกับกระทรวงการคลังและ depa อบรมให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเก่งขึ้น และก็หวังว่าร้านค้าจะเลือก LINE MAN” 

    ส่วนเรื่องร้านที่ไม่กล้าเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเพราะกลัวภาษี กระทรวงการคลังพูดชัดเจนว่า ‘ไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลัง’  และถ้าสมัครเข้ามา ทาง LINE MAN ก็จะร่วมอบรมการใช้งาน POS ให้ผู้ประกอบการร้านค้า ซึ่งทาง depa ก็มีเงินสนับสนุนการใช้ซอฟต์แวร์ให้ด้วย เพื่อติดอาวุธให้ร้านค้าใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ มีรายได้เพิ่ม และทำบัญชีรับ-จ่ายได้ถูกต้อง

    นอกจากนี้ คุณยอดยังตอกย้ำอีกว่า ร้านอาหารที่เกิดในยุคนี้ ทุกร้านที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มช่องทางการขาย มีข้อมูลการขาย รู้รายการใช้จ่ายของตัวเอง ก็จะสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ในอนาคต 

    ‘หนุ่ม – กรรชัย กำเนิดพลอย’ พรีเซนเตอร์ LINE MAN เบอร์ 1 คนละครึ่ง 

    โครงการคนละครึ่งพลัส นับเป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้บริโภคที่สั่งอาหารเดลิเวอรีผ่าน LINE MAN ได้จริง พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่ร้านอาหารและไรเดอร์ทั่วประเทศ โดยที่ผ่านมา มีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเกือบ 100,000 ร้าน โดยกว่า 60–70% เลือกใช้ LINE MAN 

    ด้านยอดผู้ใช้งานคนละครึ่งผ่าน LINE MAN จากเฟสที่ผ่านมา มีทั้งหมดกว่า 7 ล้านสิทธิ์ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเบอร์ 1 คนละครึ่ง และในครั้งนี้ LINE MAN ตัดสินใจเลือก  ‘หนุ่ม – กรรชัย กำเนิดพลอย’ มาร่วมแคมเปญ ถือเป็นการจับเทรนด์เพราะนอกจากจะเป็นคนข่าวขวัญใจคนไทย ยังถือเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ใช้พลังความแมสและความน่าเชื่อถือของคนข่าวระดับประเทศมาขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่เข้าถึง ‘ใจคนไทย’ ได้ตรงจุด และสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศ

    สิทธิประโยชน์ของร้านที่เข้าร่วม ‘คนละครึ่งพลัส’ ผ่าน LINE MAN

    สำหรับร้านอาหารที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ผ่าน LINE MAN ที่แอปถุงเงิน ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายนเป็นต้นไป จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ดังนี้

    • รับ 7% GP สำหรับออเดอร์คนละครึ่งพลัส เมื่อสมัครเข้าร่วมโครงการกับ LINE MAN ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568  หรือรับ 9% GP สำหรับออเดอร์คนละครึ่งพลัส ที่สมัครเข้าร่วมโครงการหลังวันดังกล่าวจนจบโครงการ
    • คูปองส่วนลดเร่งยอดขายสำหรับร้านค้าเพื่อนำไปทำโปรโมชันสูงสุด 4,000 บาท
    • LINE MAN ออกส่วนลดให้ลูกค้าเพิ่ม 2,500 บาท
    • เครดิตโฆษณาเพิ่มการมองเห็นของร้านในแอปพลิเคชัน สูงสุด 1,000 บาท
    • ขยายระยะทางส่งฟรีเป็น 5 กิโลเมตร
    • สื่อโฆษณา ณ จุดขาย (POSM) เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าร้านสามารถสั่งผ่านโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ได้
    • ส่วนลดค่าบริการระบบจัดการร้านอาหาร (POS) สูงสุด 8,000 บาท
    • วงเงินกู้เพื่อร้านค้า นำไปใช้ต่อยอดธุรกิจ
    • กิจกรรมทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นยอดขายร้านอาหารทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    สิทธิ์ที่ผู้ใช้งาน LINE MAN จะได้รับ

    “โครงการ คนละครึ่ง ช่วยสร้างการเติบโตให้ยอดขายเฉลี่ย 1-5 เท่า บางร้านเติบโตสูงสุดถึง 16 เท่า ตอกย้ำว่าโครงการนี้สร้างการเติบโตที่จับต้องได้และยั่งยืนให้กับร้านอาหารทั่วประเทศ” คุณยอดกล่าว

    ฝั่งผู้ใช้สิทธิคนละครึ่ง LINE MAN เตรียมแคมเปญการตลาดและงบโปรโมชัน เพื่อมอบสิทธิพิเศษด้านส่วนลดค่าอาหาร สิทธิส่งฟรี และคูปองส่วนลดมากมายสำหรับออร์เดอร์จากโครงการคนละครึ่งบนแอป LINE MAN โดยจะสามารถใช้ได้ตั้งแต่ 6 โมงเช้าของวันที่ 7 พฤศจิกายน จนถึงวันสิ้นสุดโครงการ

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า LINE MAN ไม่ได้ตอกย้ำเพียงสถานะ ‘เบอร์ 1 คนละครึ่ง’ แต่ยังเดินเกมเชิงรุกด้วยกลยุทธ์ที่เข้าใจทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมใช้จุดแข็งในฐานะ ‘แพลตฟอร์มสัญชาติไทย’ ที่เข้าใจคนไทย และสามารถปรับตัวตอบรับนโยบายภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการร้านอาหารและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/line-man-supports-half-half-plus-co-payment-program&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oaVrFuwf-l-BtesT7TL9t

  • รับซื้อหนี้ประชาชน 2 ล้านคน ‘คลัง-ธปท.’ เสนอเข้าครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์หน้า | เดลินิวส์

    รับซื้อหนี้ประชาชน 2 ล้านคน ‘คลัง-ธปท.’ เสนอเข้าครม.เศรษฐกิจ สัปดาห์หน้า | เดลินิวส์

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทย รัฐบาลจะมีมาตรการแก้หนี้ประชาชนที่มียอดหนี้ด้อยคุณภาพ หรือเอ็นพีแอลต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งเตรียมเข้าสู่การพิจารณาในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในสัปดาห์หน้า

    ทั้งนี้ การแก้หนี้เอ็นพีแอลต่ำกว่า 1 แสนบาท จะทำผ่านการให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี เข้ามาช่วยเหลือดูแลกลุ่มนี้ เพื่อปลดล็อกการบริโภคในประเทศ และต้องแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน จากปัจจุบันหนี้ครัวเรือนอยู่เกือบ 90%

    นอกจากนี้ในอีก 2 สัปดาห์จะนำรายละเอียดเข้าสู่ ครม.เศรษฐกิจ ในเรื่องของการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีถือเป็นกำลังหลักสำคัญ โดยรัฐบาลจะมีการช่วยเหลือเอสเอ็มอีผ่านมาตรการพี่ดูแลน้อง ให้แรงจูงใจกับบริษัทขนาดใหญ่ช่วยเอสเอ็มอีขนาดเล็กและให้จ่ายเงินได้เร็วขึ้น

    ขณะเดียวกันยังมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน และการค้ำประกันสินเชื่อ ผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่จะช่วยเรื่องการให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องได้มากขึ้น

    ก่อนหน้านี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ธปท.ร่วมกับกระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย อยู่ระหว่างเจรจาหาข้อยุติการรับซื้อหนี้เสียเอ็นพีแอลประชาชนที่มีมูลหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทและไม่มีหลักประกัน

    โดยจะรับโอนหนี้เอ็นพีแอลและช่วยคนในรอบแรก 2 ล้านคน จากทั้งหมด 4 ล้านคน แบ่งเป็นหนี้เอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ 7 แสนคน, นอนแบงก์ที่อยู่ภายใต้ธนาคารพาณิชย์ 8 แสนคน รับซื้อโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท SAM และหนี้เอ็นพีแอลแบงก์รัฐ 4-5 แสนคนรับโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ อารีย์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในอีก 1-2 สัปดาห์นี้

    ส่วนในรอบที่สองเป็นกลุ่มนอนแบงก์ จะต้องมีการเจรจาขอความช่วยเหลือต่อไป

    “ปัญหาเอ็นพีแอลในตอนนี้ยังไม่ใช่วิกฤติ แต่การอยู่ระดับสูงต้องรีบจัดการ แม้ระดับหนี้ครัวเรือนจะลดลงไม่มาก แต่การแก้ปัญหาจะมองถึงจำนวนราย โดยการแก้หนี้ผ่านการรับซื้อหนี้ครั้งนี้จะเปลี่ยนบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ SAM ให้เป็น Social AMC ส่วนบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ หรือ BAM เข้าช่วยเหลือคนพร้อมกับตอบสนองผู้ถือหุ้นทางธุรกิจ หวังว่าเอเอ็มซีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการแก้ปัญหาหนี้เสีย ลดปัญหาฟ้องร้อง ลดปัญหาเชิงสังคม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5255091/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XliEdVWrrgjThdLvOVRqf

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (1 พ.ย. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (1 พ.ย. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (1 พ.ย. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    และราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.94 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 30.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (1 พ.ย. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/642831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a0nNuK8DXszOn3qjyJvEQ

  • รบ.เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจ ออกมาตรการแก้ยอดหนี้ด้อยคุณภาพต่ำกว่า 1 แสน

    รบ.เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจ ออกมาตรการแก้ยอดหนี้ด้อยคุณภาพต่ำกว่า 1 แสน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทย รัฐบาลจะมีมาตรการแก้หนี้ประชาชนที่มียอดหนี้ด้อยคุณภาพ หรือเอ็นพีแอลต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งเตรียมเข้าสู่การพิจารณาในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในสัปดาห์หน้า

    ทั้งนี้ การแก้หนี้เอ็นพีแอลต่ำกว่า 1 แสนบาท จะทำผ่านการให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี เข้ามาช่วยเหลือดูแลกลุ่มนี้ เพื่อปลดล็อกการบริโภคในประเทศ และต้องแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน จากปัจจุบันหนี้ครัวเรือนอยู่เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์

    นอกจากนี้ ในอีก 2 สัปดาห์ จะนำรายละเอียดเข้าสู่ ครม.เศรษฐกิจ ในเรื่องของการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีถือเป็นกำลังหลักสำคัญ โดยรัฐบาลจะมีการช่วยเหลือเอสเอ็มอีผ่านมาตรการพี่ดูแลน้อง ให้แรงจูงใจกับบริษัทขนาดใหญ่ช่วยเอสเอ็มอีขนาดเล็กและให้จ่ายเงินได้เร็วขึ้น

    ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน และการค้ำประกันสินเชื่อ ผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่จะช่วยเรื่องการให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000104041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38IvZZYEhyc_ojEJZn2sm5

  • ไทยจะปลดล็อกปัญหาผู้สูงวัยสู่ “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy) ได้อย่างไร

    ไทยจะปลดล็อกปัญหาผู้สูงวัยสู่ “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy) ได้อย่างไร

    เมื่อพูดถึง “สังคมสูงวัย” (Aged Society) ภาพที่มักปรากฏในหัวคือ “ค่าใช้จ่าย” และ “ความเชื่องช้า” แต่ในเวทีโลก กระแสลมกำลังเปลี่ยนทิศ ผู้คนไม่ได้มองว่าการมีอายุยืนคือวิกฤต แต่มองเป็น “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy)

    นี่คือเทรนด์เศรษฐกิจมหาศาลที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “คนแก่ที่เจ็บป่วย” แต่ขับเคลื่อนด้วย “คนที่อยากอายุยืนอย่างมีคุณภาพ” (Health Span) ที่ได้สร้างตลาดใหม่ที่มีมูลค่ามหาศาล ตั้งแต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness) ไปจนถึงอาหารโภชนาการขั้นสูง ทว่า… สำหรับประเทศไทยโอกาสทองนี้ กลับถูกพันธนาการไว้ด้วย “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” ที่น่าปวดหัว

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ฉายภาพใหญ่ในมุมเศรษฐศาสตร์ที่เฉียบคมว่า ประเทศไทยกำลังติดกับดักอะไรอยู่

    พาราด็อกซ์” ของบัตรทอง ยิ่งสำเร็จ ยิ่งเสี่ยง โดยดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ชี้ว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ของไทยนั้นทำหน้าที่ได้ “ดีเยี่ยม” ในการลดภาระค่าใช้จ่ายสุขภาพส่วนตัวของประชาชนจาก 34% เหลือเพียง 9% แต่ความสำเร็จนี้เอง กลับกำลังสร้างปัญหาใหญ่ถึง 2 ประการ

    ประการที่หนึ่ง คือ ค่าใช้จ่ายโตแซงเศรษฐกิจ สวัสดิการสุขภาพโตเฉลี่ยปีละ 4.53% ขณะที่ GDP โตไม่ถึง 2% กับประการที่สอง เรื่องโครงสร้างประชากรที่พังทลาย โดยเรามีอายุยืนขึ้นจริง แต่สวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ที่ลดลงจนน่าใจหาย ปัญหาโครงสร้างประชากรที่บิดเบี้ยวนี้ กำลังนำไปสู่ความท้าทายที่แท้จริง นั่นคือ “ผลิตภาพ (Productivity)”

    ดร.ศุภวุฒิ ฉายภาพอนาคตอันใกล้ว่า “ในอีก 15 ปีข้างหน้า คนวัยทำงานเพียง 1.8 คน จะต้องแบกรับภาระดูแลผู้สูงอายุ 1 คน” “ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่ประชาชนอยู่ในภาวะสูงอายุแล้วจะรักษาผลิตภาพให้โตได้ 2-3% นี่คือโจทย์ที่ยากที่สุดของไทย” ดร.ศุภวุฒิ ย้ำ 

    เมื่อสถานการณ์บีบคั้นขนาดนี้ “มันไม่ใช่เรื่องของพร้อม มันคือเรื่องของว่าต้องทำ” ดร.ศุภวุฒิ กล่าว โดยมี 2 สิ่งที่ต้องเร่งลงมือทันที คือ การสร้างคนคุณภาพ ในเมื่อเด็กเกิดน้อย ก็ต้องอัดฉีดคุณภาพให้สูงสุด รวมถึงการสร้าง Wellness ที่ต้องทำให้คนอายุเยอะมีสุขภาพดี ไม่ใช่แค่ “อายุยืน” แต่ “ป่วยออดๆ แอดๆ”

    โดยโจทย์การสร้าง Wellness นั้นไม่ง่าย เพราะ ดร.ศุภวุฒิ ชี้ให้เห็นความจริงที่น่ากังวลว่า “ประเทศไทยล้มเหลวในการควบคุม NCDs” (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) ซึ่งเป็นคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยใน 100 คนที่เป็นโรคเบาหวาน รักษาและควบคุมโรคได้มีเพียง 11 คน และใน 100 คนที่เป็นโรคความดัน ควบคุมโรคได้มีเพียง 16 คน ทั้งหมดนี้คือ “คอขวด” ที่ท้าทายที่สุด และเป็นเหตุผลว่าทำไม “Wellness” จึงกลายเป็น Keyword สำคัญในการอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศ

    แง่ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ดร.ศุภวุฒิ เสนอทางออกที่ชัดเจนว่า “ประเทศไทยต้องเลิกพยายามแข่งขันในอุตสาหกรรมที่เราสู้จีนไม่ได้ (เช่น แร่หายาก) และหันมาทุ่มเทสร้าง 2 อุตสาหกรรมหลักที่เรามีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการของโลกยุค Longevity เช่น การทำอาหารที่ดี (อาหารออร์แกนิก, อาหารคุณภาพสูง) และการดูแลสุขภาพ (Wellness)

    สรุปว่าเมื่อนำอุตสาหกรรม อาหารคุณภาพสูง มารวมกับ ภาคการดูแลสุขภาพที่แข็งแกร่ง ทั้งหมดนี้คือ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยในยุค Longevity Economy ได้อย่างน่าสนใจ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2892180&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lTY9S_CEl0zYI3WASeYvF

  • ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับสตาร์ทอัพและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ของประเทศไทยในการขยายธุรกิจ

    โดยผ่านโครงการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนและตลาดสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้น (Angel Fund) ซึ่งดำเนินการโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ร่วมกับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อปั้นผู้ประกอบการอัจฉริยะ (Smart Entrepreneurs)

    ซึ่งล่าสุดได้สนับสนุนวงเงินรวม 5 ล้านบาทให้กับสตาร์ทอัพและคอนเทนต์ครีเอเตอร์รวม 31 ราย โดยตั้งเป้าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 150 ล้านบาทในปี 2568 

    “10 ปีของโครงการสามารถสร้างผู้ประกอบการอัจฉริยะเข้าสู่วงการแล้วกว่า 237 ราย ด้วยเงินทุนสนับสนุนรวมกว่า 38.16 ล้านบาท และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้แล้วกว่า 1,000 ล้านบาท” 

    ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    ดร.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจของโลก สตาร์ทอัพ คือ กุญแจและเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย กระทรวงฯมุ่งที่จะส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยแนวทางต่าง ๆ 

    สำหรับแนวทางในการผลักดันสตาร์ทอัพของกระทรวงฯ ในระยะถัดไปได้เล็งเห็นถึงความได้เปรียบในด้านการมีเครือข่ายธุรกิจและอุตสาหกรรม จึงมอบหมายดีพร้อม ในการเป็นหน่วยงานหลักที่จะสร้างความพร้อม เพื่อเป็นแต้มต่อที่สำคัญในการช่วยเปิดทางให้สตาร์ทอัพ ได้มีโอกาสนำผลิตภัณฑ์หรือบริการเข้าไปร่วมทำงานกับภาคอุตสาหกรรมได้มากขึ้น โดยจะสร้างพื้นที่ทดสอบเทคโนโลยีและบ่มเพาะธุรกิจ ส่งเสริมให้หน่วยงานเครือข่ายนำโซลูชั่นของสตาร์ทอัพไปใช้งานจริง

    รวมถึงสำรวจปัญหาของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเฟ้นหาโซลูชั่นจากสตาร์ทอัพเข้าไปช่วยยกระดับการดำเนินงาน ซึ่งนอกจากจะลดความเสี่ยงของสตาร์ทอัพที่ผลิตนวัตกรรมไม่ตอบโจทย์ตลาดแล้ว ยังเป็นการขยายเครือข่ายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้พร้อมก้าวสู่ตลาดทั้งในระดับประเทศและสากล

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีดีพร้อม กล่าวว่า โครงการ Angel Fund ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาคือการสร้างผลกระทบที่วัดผลได้จริง ได้สร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าสู่วงการกว่า 237 ราย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ดีพร้อมได้ยกระดับโครงการสำหรับสตาร์ทอัพในระยะเติบโต (Growth stage) ด้วย 3 กลยุทธ์สำคัญ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ได้แก่ 

    • ขยายตลาดผ่าน Content Creator: เพื่อช่วยสตาร์ทอัพที่มักเก่งเรื่องเทคโนโลยี แต่ยังต้องเสริมเรื่องการเล่าเรื่อง (Storytelling) โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพเข้ากับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ เพื่อใช้ช่องทางของโซเชียลมีเดียในการปั้นเทรนด์การเสพสื่อด้านนวัตกรรม สร้างการรับรู้ และเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ

    ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    • พิสูจน์นวัตกรรมในตลาดจริง (Proof of Concept: PoC): เปิดช่องทางให้สตาร์ทอัพได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมในการทดลองใช้นวัตกรรมในตลาดจริง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดยปีนี้มีพันธมิตรเข้าร่วม เช่น กลุ่มเซ็นทรัล (CENTRAL THAM) กรุงเทพมหานคร (BMA) โรงพยาบาลปทุมธานี และการยาสูบแห่งประเทศไทย 
    • เชื่อมโยงสู่แหล่งทุนที่ใหญ่ขึ้น โดยได้มีการขยายความร่วมมือกับ Shark Tank Thailand เพื่อให้สตาร์ทอัพไทยได้เข้าถึงโอกาสการลงทุนที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

    นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สตาร์ทอัพไทยมีศักยภาพ การดำเนินการสนับสนุนมา 10 ปี ด้วยวงเงินทุนรวมกว่า 38 ล้านบาท เป็นการสร้างฐานนวัตกรรมให้แก่ประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xo7vyWaFVBR4h1YZy8mlL

  • ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตา “คนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2%

    ธปท. เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ซบเซา จับตา “คนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2%

    ธปท. คาด “โครงการคนละครึ่งพลัส” หนุน GDP ปี 68 โตมากกว่า 2.2% ส่วนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะลอตัวจากอุตสาหกรรมและการลงทุน แต่เดือนกันยายนฟื้นตัวดีขึ้นจากการท่องเที่ยวและการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. และนางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. แถลงภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ไตรมาส 3 และเดือนกันยายน 2568 ระบุภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง เนื่องจากบางสินค้าหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลงไปด้วย ประกอบกับการลงทุนในภาคเอกชน ก็ลดลง -1.0% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -0.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 0.7%

    อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบเฉพาะกับเดือนสิงหาคม พบว่าในเดือนกันยายนเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกิจกรรมในภาคบริการปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการค้าและ การขนส่ง ด้านการท่องเที่ยวก็ขยายตัวมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 5.8% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 12.6% โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัว 0.9% จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการลงทุนลดลง 4.5% และการบริโภคภาคเอกชน ลดลง -0.8%

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 3 ติดลบ 0.74% จากหมวดอาหารสดและพลังงาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัวและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่วนในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย จากเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงจากเดือนก่อนส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชั่นอาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัว ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลการค้า

    นอกจากนี้ ธปท. ยังได้สอบถามความเห็นผู้ประกอบการถึงแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4 โดยผู้ประกอบการประเมินว่า ภาคธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อน จากมาตรการภาครัฐที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่าย เช่น คนละครึ่งพลัส ที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น การใช้จ่ายของผู้บริโภค ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ขยายตัวตามการเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว โดยเห็นยอดจองล่วงหน้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและคาดว่ามาตรการภาคเที่ยวไทยคนละครึ่ง เที่ยวดีมีคืน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนไทยเพิ่มขึ้น

    สำหรับประมาณการเศรษฐกิจ ปี 2568 ของ ธปท. คาดการณ์ไว้ที่ 2.2% โดยได้รวมมาตรการคนละครึ่งพลัสและการเปิดตลาดสินค้านำเข้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 99% จากเดิม 90% เข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัส หากมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 เติบโตมากกว่า 2.2%

    ส่วนกรณีเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เช่น ถั่วเหลือง และข้าวโพด เพื่อใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ทางรัฐบาลมีแนวการบริหารจัดการ โดยจะนำเข้าช่วงที่ไม่ใช่ฤดูการเก็บของไทย จึงน่าจะไม่กระทบกับเกษตรกรไทย ยืนยันว่าการส่งออกที่โตขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าสวมสิทธิ์ แต่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นวัฏจักรขาขึ้นในขณะนี้เท่านั้น

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892618&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KP7Wj72jrR4MM1Gwt4JXU