Category: เศรษฐกิจ

  • SCB CIO มองผลประชุม Fed ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด QT’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร

    SCB CIO มองผลประชุม Fed ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด QT’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร

    SCB CIO วิเคราะห์ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC)ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งมีมติลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% และประกาศยุติมาตรการดึงสภาพคล่อง (QT) โดยมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกได้รับผลบวก ดอกเบี้ยโลกเป็นขาลง

    ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM Head of Investment Consultant, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ผลการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา มีนัยยะสำคัญทางนโยบาย 2 เรื่อง แม้จะไม่ผิดจากที่คาดการณ์ แต่ก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

    • การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 3.75-4%
    • การหยุดทำ QT (Quantitative Tightening) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป Fed จะหยุดการดึงสภาพคล่องออกจากระบบเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้มีการดึงสภาพคล่องออกผ่านการขายพันธบัตรหรือปล่อยให้หมดอายุ เดือนละประมาณ 40,000 ล้านเหรียญ. การหยุด QT นี้จะส่งผลให้เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไม่ถูกดูดออกไปและจะวนเวียนอยู่ในระบบ.

    เปิดเหตุผล Fed เน้นการจ้างงาน เงินเฟ้อระยะยาวคาดกลับสู่เป้าหมาย

    การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ Fed ให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจยังเติบโตในระดับปานกลางและการบริโภคยังคงโอเค. แต่สิ่งที่ Fed ให้ความสำคัญและกังวลคือ การจ้างงาน ที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน รวมถึงข่าวการปลดพนักงาน.

    ขณะที่เรื่องของอัตราเงินเฟ้อ แม้ตัวเลขปัจจุบันจะยังสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ Fed มองว่าการปรับขึ้นดังกล่าวเป็นผลกระทบในระยะสั้นที่มาจากเรื่องของภาษีหรือการกักตุนสินค้า และเชื่อว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะยาว 1-2 ปีข้างหน้า จะกลับไปอยู่ที่ระดับ 2% ตามที่ต้องการได้

    ชาตรีเน้นย้ำว่า นัยยะสำคัญยังอยู่ที่การที่ Fed ย้ำเรื่อง Dual Mandate คือจะดูทั้งเรื่องการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อควบคู่กันไป

    สัญญาณไม่แน่นอนเดือนธันวาคมและความกังวล NPL

    จากท่าทีดังกล่าว ทำให้แนวโน้มที่ Fed จะลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ เริ่มไม่แน่นอน ประเด็นนี้ทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนและมีการแกว่งตัวระหว่างวัน

    นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่อง NPL (Non-Performing Loan) ที่มีนักข่าวสอบถามนั้น Fed ยอมรับว่าเห็นสัญญาณของการตึงตัวในตลาดการเงินจริง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การหยุดทำ QT แม้จะเห็น NPL เพิ่มขึ้นในตลาดสินเชื่อรายย่อยหรือรถยนต์ แต่ Fed ยังมองว่าในภาพรวมยังไม่ใช่ปัญหาฉับพลัน และเชื่อว่าธนาคารสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนเหล่านี้ได้

    มองเศรษฐกิจ-การลงทุน ภาพรวมดีขึ้น หุ้นเทคฯ และ AI คือตัวขับเคลื่อน

    ชาตรีมองว่า การส่งสัญญาณของ Fed นี้เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ดังนี้

    • เศรษฐกิจโลก การลดดอกเบี้ยเป็นสัญญาณที่ดี เหมือนเป็นการ ลดภาระของผู้กู้ ทั้งภาคครัวเรือนและเอกชนในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นให้ธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ สามารถลดดอกเบี้ยตามได้ ซึ่งจะทำให้แนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงเป็น ขาลง
    • การลงทุนใน AI Infrastructure การลงทุนใน AI ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ และไม่ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย เพราะเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI จึงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไปได้

    การเคลื่อนไหวของตลาดทุนและคำแนะนำการลงทุน

    แม้ว่าตลาดจะมีการ Price In ไปล่วงหน้าแล้ว แต่ผลการประชุมก็ทำให้ตลาดมีการปรับฐานความคาดหวัง

    สำหรับตลาดหุ้นไม่ได้ตอบรับเชิงบวกมากนักหลังการประกาศ
    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดหุ้นโลกยังเป็นบวก จากสภาพคล่องที่สูงขึ้น จากการหยุด QT การลดดอกเบี้ย และการลงทุนที่ต่อเนื่องใน AI

    กลุ่มที่แนะนำ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี คือ กลุ่ม Global Tech และ Asian Tech ยังคงเป็นบวกและน่าสนใจ

    ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ 10 ปี ดีดตัวขึ้นเล็กน้อย จาก 3.9% เป็นประมาณ 4.02-4.03%ซึ่งสะท้อนความไม่แน่นอนของการประชุมของ FOMC ในเดือนธันวาคมปีนี้

    โดยการปรับขึ้นของ Bond Yield ถือเป็น โอกาสในการเข้าซื้อ มีคำแนะนำควรลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุไม่ยาวมากนัก ประมาณ 3 ถึง 5 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะยาว

    ในส่วนทองคำราคาทองคำมีการดีดตัวขึ้นเล็กน้อยหลังการประกาศ โดยระยะสั้นอาจมีปัจจัยกดดันจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเวที APEC หากการเจรจาประสบความสำเร็จ อาจเกิดการเทขายทำกำไรได้

    ส่วยระยะยาทองคำยังคงเป็นขาขึ้น โดยคำแนะนำ การปรับฐานลงมาในระดับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ บวกหรือลบ มองเป็นโอกาสในการเข้าสะสมทองคำ

    ขณะที่ตลาดหุ้นไทย คาดว่าจะได้รับอานิสงส์และเริ่มมีกระแสเงินลงทุนไหลเข้าเอเชีย โดยปัจจัยบวกภายในคือความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเลือกตั้ง เช่น โครงการคนละครึ่ง

    แม้ที่ผ่านมาเงินลงทุนจะไหลเข้าสู่ตราสารหนี้ไทยมากกว่าตลาดหุ้น แต่เชื่อว่าเมื่อตลาดหุ้นโลกเป็นขาขึ้น เงินก็จะวนเข้าสู่ตลาดไทย ซึ่งถือเป็นตลาดที่อาจจะ Laggard ที่สุด

    คำแนะนำ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเป็น Sideway Up โดยมีปัจจัยบวกจากเครื่องยนต์ใหม่ ๆ เช่น Data Center, Rare Earth และการเจรจาการค้าที่ช่วยลดภาษีกับสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scb-cio-fed-cuts-stop-qt/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hsn9ciPXNSFEJ3MTWTgqX

  • คนละครึ่ง พลัส ฟีดแบ็กแรง! ใช้พุ่ง 3 พันล้าน ดัน ศก. Q4 โตต่อ

    คนละครึ่ง พลัส ฟีดแบ็กแรง! ใช้พุ่ง 3 พันล้าน ดัน ศก. Q4 โตต่อ

    โดนใจประชาชนทั่วประเทศ หลังรัฐบาลเดินหน้าโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ กระตุ้นกำลังซื้อช่วงปลายปี ล่าสุดมียอดใช้จ่ายรวมกว่า 3,181 ล้านบาท ภายในเวลาไม่ถึงเดือน คาดช่วยหนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวได้ดี พร้อมเตือนผู้ประกอบการอย่าฉวยโอกาสปรับราคาสินค้าเกินควร

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ประชาชนออกมาจับจ่ายอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรก โดย ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2568 (เวลา 17.00 น.) มียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 3,181,265,353 บาท แบ่งเป็นเงินจากประชาชน 1,575,868,956 บาท จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 728,000 รายทั่วประเทศ

    โฆษกรัฐบาลระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในชุดนโยบาย ‘Quick Big Win’ ที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี เพื่อสร้างแรงส่งต่อการบริโภคภายในประเทศ โดยกระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการ GDP ปี 2568 ขึ้นเป็น 2.4% ต่อปี (จาก 2.2%) โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ และ “เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รวมถึงความร่วมมือจาก Food Delivery Platform รายใหญ่ที่เข้าร่วมเต็มรูปแบบ

    ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50.7 จาก 50.1 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง

    นายสิริพงศ์ ยังย้ำเตือนผู้ประกอบการ อย่าฉวยโอกาสปรับราคาสินค้าเกินสมควร โดยรัฐบาลติดตามธุรกรรมผ่านระบบ Data Analytics เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคและพฤติกรรมทุจริต พร้อมยืนยันว่า หากพบความผิด จะดำเนินคดีถึงที่สุด

    “มาตรการคนละครึ่ง พลัส สะท้อนแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ ‘กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัวถึงฐานราก’ ซึ่งจะเป็นแรงขับสำคัญให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ขยายตัวได้อย่างมั่นคง”

    — สิริพงศ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/half-half-plus-spending-economy-q4-push-growth&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BiMP6GHxdJs-1naIqrWhH

  • นายกฯถกผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก รอบที่ 1 ดันให้เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม มุ่งสู่อนาคต

    นายกฯถกผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก รอบที่ 1 ดันให้เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม มุ่งสู่อนาคต

    นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก รอบที่ 1 (Session I) ผลักดันเอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และมุ่งสู่อนาคต

    31ต.ค.2568- เมื่อ เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง 300C ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 รอบที่ 1 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session I) ภายใต้หัวข้อ “Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond” พร้อมกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม โดยมีสาระสำคัญดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณต่อประธานการประชุมและรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี สำหรับการต้อนรับและการจัดเตรียมการประชุมที่ยอดเยี่ยม พร้อมกล่าวต้อนรับการเข้าร่วมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในฐานะแขกรับเชิญของประธาน และขอบคุณผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ได้กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกประจำปี 2025 โดยกล่าวอ้างถึงถ้อยคำของผู้อำนวยการ IMF ที่ระบุว่า “ความไม่แน่นอนคือความปกติใหม่” ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ในยุคที่โลกเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน “ความร่วมมือไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น” พร้อมย้ำว่า เอเปกต้องคงไว้ซึ่งความเปิดกว้าง การมีส่วนร่วม และมุ่งสู่อนาคต เพื่อสร้างภูมิภาคที่มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การค้าเสรีและตลาดที่เชื่อมโยงกัน คือรากฐานของความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไทยสนับสนุนกรอบความร่วมมือที่ทันสมัย ครอบคลุม และตั้งอยู่บนกติกาสากล เพื่อให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ MSMEs ให้ได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    ขณะเดียวกัน การลงทุนควรเป็นแรงขับเคลื่อนทั้งด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยไทยได้ดำเนินโครงการ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนคุณภาพในสาขาพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้การเติบโตในวันนี้ช่วยรักษาโลกให้คนรุ่นต่อไป

    นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ภาคเอกชนคือกำลังหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต โดยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับมาตรฐานดิจิทัลให้สอดคล้องกัน จะช่วยให้การค้าระหว่างเขตเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ไทยได้รับแรงบันดาลใจจากความร่วมมือในกรอบเอเปก และได้เริ่มกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยึดมั่นต่อมาตรฐานสากลและความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจ

    ไทยยังมุ่งขยายความร่วมมือกับเขตเศรษฐกิจนอกภูมิภาค โดยในปีนี้ ไทยและจีนจะร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง และในปีหน้า ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD Ministerial Meeting) และการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก

    “การประชุมเหล่านี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิกเอเปกและนอกเอเปก เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายและเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เอเปกสามารถร่วมกันสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง เข้มแข็ง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพื่อประชาชนในวันนี้และคนรุ่นต่อไปในอนาคต” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/887824/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AgdQUskAOTDqt7yYtWZCh

  • นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ผลักดัน เอเปค ที่เปิดกว้าง…

    นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ผลักดัน เอเปค ที่เปิดกว้าง…

    วันนี้ (31 ตุลาคม) เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 1 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session I) ภายใต้หัวข้อ ‘Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond’ พร้อมกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม โดยมีสาระสำคัญดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณต่อประธานการประชุมและรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี สำหรับการต้อนรับและการจัดเตรียมการประชุมที่ยอดเยี่ยม พร้อมกล่าวต้อนรับการเข้าร่วมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในฐานะแขกรับเชิญของประธาน และขอบคุณผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ได้กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกประจำปี 2025

    นายกรัฐมนตรีกล่าวอ้างถึงถ้อยคำของผู้อำนวยการ IMF ที่ระบุว่า “ความไม่แน่นอนคือความปกติใหม่” ซึ่งเห็นว่า ในยุคที่โลกเผชิญกับความท้าทายรอบด้านความร่วมมือไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น พร้อมย้ำว่า เอเปคต้องคงไว้ซึ่งความเปิดกว้าง การมีส่วนร่วม และมุ่งสู่อนาคต เพื่อสร้างภูมิภาคที่มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การค้าเสรีและตลาดที่เชื่อมโยงกัน คือรากฐานของความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไทยสนับสนุนกรอบความร่วมมือที่ทันสมัย ครอบคลุม และตั้งอยู่บนกติกาสากล เพื่อให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ MSMEs ให้ได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    ขณะเดียวกัน การลงทุนควรเป็นแรงขับเคลื่อนทั้งด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยไทยได้ดำเนินโครงการ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนคุณภาพในสาขาพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้การเติบโตในวันนี้ช่วยรักษาโลกให้คนรุ่นต่อไป

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ภาคเอกชนคือกำลังหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต โดยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับมาตรฐานดิจิทัลให้สอดคล้องกัน จะช่วยให้การค้าระหว่างเขตเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ไทยได้รับแรงบันดาลใจจากความร่วมมือในกรอบเอเปค และได้เริ่มกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยึดมั่นต่อมาตรฐานสากลและความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจ

    ไทยยังมุ่งขยายความร่วมมือกับเขตเศรษฐกิจนอกภูมิภาค โดยในปีนี้ ไทยและจีนจะร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง และในปีหน้า ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD Ministerial Meeting) และการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก

    “การประชุมเหล่านี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิกเอเปคและนอกเอเปค เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายและเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เอเปคสามารถร่วมกันสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง เข้มแข็ง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพื่อประชาชนในวันนี้และคนรุ่นต่อไปในอนาคต” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 1 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 2 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 3 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 4 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 5 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 6 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 7 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 8 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 9

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-pushes-open-apec/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d-oxY5X5YtiFGCkY093Qh

  • ธปท. จับตาโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หนุนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68

    ธปท. จับตาโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หนุนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68

    โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่เริ่มใช้วันแรก เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา มีการใช้กันอย่างคึกคัก เพียง 2 วัน หรือ ณ เวลา 23.00 น. ของวันที่ 30 ต.ค.2568 ยอดใช้จ่ายรวม 4,062.45 ล้านบาท เป็นเงินที่รัฐบาลร่วมช่วยจ่าย 2,011.07 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่าย 2,051.38 ล้าน และมีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 742,379 ราย 

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นผลบวกในเชิงเซนติเมนต์ สะท้อนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่กลับขึ้นมา 

    ธปท. จับตาโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หนุนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธปท.

    ทั้งนี้ ธปท.ได้รวมผลจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่คาดจะเติบโต 2.2% แล้ว อย่างไรก็ตาม หากมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่ ธปท.คาด ก็มีความเป็นไปได้ที่โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะมีอัพไซด์กับตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ซึ่งยังคงต้องจับตาดู

    นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4/2568 ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยมาตรการภาครัฐมีส่วนช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี

    โดยธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวจากไตรมาสก่อน ตามการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว โดยเห็นยอดจองล่วงหน้า โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะไกล (long haul) และคาดว่ามาตรการภาครัฐ เช่น เที่ยวไทยคนละครึ่ง เที่ยวดีมีคืน จะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนไทยเพิ่มขึ้น

    เช่นเดียวกับธุรกิจการค้ามีแนวโน้มขยายตัวจากไตรมาสก่อน ตามการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี การฟื้นตัวของจานวนนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีมาตรการภาครัฐ เช่น คนละครึ่งพลัส ที่จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภค

    ธุรกิจผลิตมีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน จากคาสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศ ตาม (1) กิจกรรมในช่วงปลายปี เช่น งาน Motor expo (2) การผลิตเพื่อเติมสต็อกให้แก่คู่ค้าต่างประเทศ เช่น อาหารแปรรูป เครื่องปรับอากาศ และ (3) วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังโตต่อเนื่อง

    ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีแนวโน้มทรงตัวจากไตรมาสก่อน ตามกาลังซื้อและปริมาณงานก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ 

    สำหรับเศรษฐกิจในเดือน ก.ย.2568 ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นหลังปัจจัยชั่วคราวทยอยคลี่คลาย ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการค้าและการขนส่ง ด้านอุปสงค์ต่างประเทศขยายตัวตามจำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวได้จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน

    ธปท. จับตาโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หนุนเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.

    ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/68 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน โดยด้านอุปทานชะลอลงจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในบางสินค้า ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลง ส่วนด้านอุปสงค์ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายนติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย จากเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชันอาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัว ด้านตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลการค้า

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 3/2568 ติดลบจากหมวดอาหารสดและพลังงาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัวและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หยุดผลิตทยอยกลับมาและส่งผลดีต่อภาคบริการที่เกี่ยวข้อง การส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    โดยระยะต่อไปต้องติดตาม 1) การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม 2) ผลกระทบของมาตรการภาษีนาเข้าของสหรัฐฯ 3) พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว และ 4) ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/732746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MhsB-MqTrcele2ECDGu_j

  • “เซี่ยงไฮ้” ปารีสแห่งตะวันออก” มหานครแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน | TOPNEWS

    “เซี่ยงไฮ้” ปารีสแห่งตะวันออก” มหานครแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน | TOPNEWS

    เซี่ยงไฮ้เป็น 1 ใน 4 มหานครใหญ่ของจีน (เทียนจิน ฉงชิ่ง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง) ที่ผมมีโอกาสไปเยือนครบทุกมหานครในช่วงกว่า 30 ปี ที่ผ่านมา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนับแต่จีนเริ่มนโยบาย4ทันสมัยโดยเติ้งเสี่ยวผิง วันนี้กลับมาเซี่ยงไฮ้อีกครึ่งจึงถือโอกาสเล่าเรื่องราวของมหานครแห่งนี้” โดย อลงกรณ์ พลบุตร ตุลาคม 2025

    เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) คือ มหานครที่เล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งของจีน ผ่านภูมิทัศน์ที่สะท้อนความขัดแย้งและความผสมผสานระหว่างสองยุคสมัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ “ปารีสแห่งตะวันออก” ในอดีต และ “ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก” ในปัจจุบัน เป็นเมืองที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนได้อย่างชัดเจนที่สุด

    จากหมู่บ้านริมน้ำเล็ก ๆ สู่ “ปารีสแห่งตะวันออก” และกลายมาเป็น ศูนย์กลางการเงินระดับโลก ในปัจจุบัน ด้วยจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า 24 ล้านคน เซี่ยงไฮ้จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและเวทีโลก

    อดีต จากหมู่บ้านประมงสู่ “ปารีสแห่งตะวันออก” ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 เซี่ยงไฮ้มีสถานะเป็นเพียงเมืองค้าขายขนาดเล็ก แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลัง สงครามฝิ่น (1842) เมื่อเซี่ยงไฮ้ถูกเปิดเป็น เมืองท่าสนธิสัญญา

    อิทธิพลตะวันตก : มหาอำนาจตะวันตกได้เข้ามาจัดตั้ง เขตสัมปทาน (Concessions) ทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่ภายใต้กฎหมายและการบริหารของชาวต่างชาติ ก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใคร

    สัญลักษณ์ยุคเก่า: เดอะบันด์ (The Bund) คือภาพสะท้อนของยุคทองนี้ ด้วยอาคารสไตล์ Art Deco และ Neoclassical ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินและบริษัทการค้าระดับโลก

    จุดสิ้นสุด: ความรุ่งเรืองต้องหยุดชะงักลงเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ในปี 1949 บทบาทและอิทธิพลในระดับโลกของเซี่ยงไฮ้จึงถูกจำกัดลง

    ปัจจุบัน : สร้างอนาคตใหม่ ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 รัฐบาลจีนได้กำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเป็นหน้าเป็นตาของชาติ โดยเฉพาะการสร้าง เขตผู่ตงใหม่ (Pudong New Area) ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

    สถาปัตยกรรมแห่งอนาคต : ผู่ตงเปรียบเสมือนภาพความทะเยอทะยานของจีน ด้วยกลุ่มตึกระฟ้าที่ล้ำยุค เช่น เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ซึ่งมีความสูงถึง 632 เมตร กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย

    มหานครคู่ขนาน : ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้จึงมีภูมิทัศน์ที่โดดเด่น คือ การเผชิญหน้ากันของ เดอะบันด์ (อดีต) และ ผู่ตง (อนาคต) ข้ามแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งสะท้อนการผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

    บทบาททางเศรษฐกิจ : ฟันเฟืองของโลก เซี่ยงไฮ้มีบทบาทสำคัญในสามมิติหลัก ได้แก่ การเงิน การค้า และนวัตกรรม ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตจนมี GDP ต่อปีสูงกว่า 4 ล้านล้านหยวน
    1. ศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub)
    ตลาดทุน : เป็นที่ตั้งของ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดรวมใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สุดของจีน
    สกุลเงินหยวน : รัฐบาลใช้เซี่ยงไฮ้เป็นฐานในการผลักดันสกุลเงินหยวนให้เป็นสากลมากขึ้น โดยมุ่งเป้าให้เป็นศูนย์กลางสกุลเงินหยวนโลก

    2. ศูนย์กลางการขนส่งและการค้า (Logistics Hub)
    ท่าเรืออันดับหนึ่ง : ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าโลก โดยมีปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ (TEUs) สูงกว่า 40 ล้าน TEUs ต่อปี ซึ่งถือว่าคับคั่งที่สุดในโลก
    การเชื่อมต่อ : ทำหน้าที่เป็นประตูหลักเชื่อมต่อพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอันอุดมสมบูรณ์ในลุ่มแม่น้ำแยงซีกับตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1374269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TVXA12Zlw0v8Vcl2dbdWn

  • มาตรการรัฐ-คนละครึ่งพลัส ดัน GDP ปี68 โต 2.4% ส่งออกพุ่ง เร่งหนีภาษีทรัมป์

    มาตรการรัฐ-คนละครึ่งพลัส ดัน GDP ปี68 โต 2.4% ส่งออกพุ่ง เร่งหนีภาษีทรัมป์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) โฆษกกระทรวงการคลัง  เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับเพิ่ม ประมาณการเศรษฐกิจไทย หรือ GDP ปี 2568  2.4% ต่อปี ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนหน้า เดือนกรกฎาคม 2568 ที่ 2.2% ต่อปี  โดยได้ปัจจัยสนับสนุนได้แก่

    1. การบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวได้ดีที่  3.0%  ต่อปี โดยได้รับแรงหนุนที่สำคัญจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568

    2. การส่งออก มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง  10.0% ต่อปี ซึ่งเป็นผลจากการเร่งส่งออกของภาคเอกชน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ขยายตัวสูงถึง 26.4% และตลาดจีนที่ขยายตัว 10.8% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ในสินค้าประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยางเป็นสำคัญ

    3. การลงทุนภาครัฐ ที่ คาดว่าจะขยายตัวสูงที่ 5.6% ต่อปี

    “เศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.4%  ช่วงคาดการณ์ที่1.9 – 2.9% ปรับเพิ่มจากประมาณการครั้งก่อน เนื่องจาก นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปี รวมถึงมาตรการคนละครึ่งพลัส ที่คาดว่าจะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และ ภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ” นายวินิจ กล่าว

    ขณะที่การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 สศค. คาดการณ์ว่าเสถียรภาพภายในประเทศอยู่ในระดับมั่นคง  อยู่ที่ 0.2% ต่อปี ช่วงคาดการณ์0.7%-0.3% ซึ่งการปรับประมาณการ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ ลดลงจากประมาณการครั้งก่อน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง เป็นผลมาจาก ราคาพลังงานลดลง การลดลงนี้รวมถึง ค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ตามนโยบายของภาครัฐ รวมถึงราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงด้วย

    สำหรับปี 2569 สศค. คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงอยู่ที่ 2.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5) สาเหตุหลัก มาจากการชะลอตัวนี้เป็นผลมาจากการที่ภาคเอกชนมีการ เร่งส่งออกสินค้าในปี 2568 ไปล่วงหน้า  คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในปี 2569 จะ หดตัวที่ -1.5% เนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องจากมาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ จะเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิต

    สำหรับปี 2569 สศค. คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับมาเป็นบวกและอยู่ที่  0.5% ต่อปี ช่วงคาดการณ์ 0.0% – 1.0% โดยเป็นไปตามทิศทาง อุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจปี 2569 ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยจำนวน 35.5 ล้านคน ประกอบกับการจัดงานสำคัญต่างๆ เช่น งานมหกรรมพืชสวนโลกปี 2569 และการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก

    ทั้งนี้ สศค.เน้นย้ำว่ายังคงต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ได้แก่
    1. นโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ และผลกระทบทางอ้อมจากการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น
    2. ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
    3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
    4. ระดับหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชนและ SMEs
    5. การย้ายฐานการลงทุนและการผลิต ในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้นโยบาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” (Quick Big Win) โดยมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมคำนึงถึงความยั่งยืน การดำเนินงานแบ่งเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.กระตุ้นเศรษฐกิจ 2.ลดภาระประชาชน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) 3.ส่งเสริมธุรกิจ SMEs 4.เพิ่มการออมของประชาชน และ5.การลงทุนเพื่ออนาคต

    นอกจากนี้ยังมี มาตรการทางการเงินช่วยเหลือภาคเอกชน โดยเฉพาะ SMEs ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานการส่งออกไปสหรัฐฯ ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องอย่างทันท่วงที.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/732661&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A36fYkpfer_bLx_SkxnqU

  • จับมือชื่นมื่น!

    จับมือชื่นมื่น!

    จับมือชื่นมื่น! ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’เจรจาสงบศึกการค้าที่เกาหลีใต้

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.08 น.

    30 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เริ่มการประชุมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่ฐานทัพอากาศในเกาหลีใต้ ในวันพฤหัสบดี ด้วยความหวังที่จะบรรลุข้อตกลงสงบศึกในสงครามการค้าระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

    การเจรจาในเมืองท่าปูซานทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ ถือเป็นการพบปะกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 และเป็นกิจกรรมปิดท้ายการเดินทางเยือนเอเชียของนายทรัมป์ ซึ่งเขาได้ประกาศความคืบหน้าทางการค้าหลายอย่างกับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นายทรัมป์ กล่าวขณะจับมือกับนายสี ซึ่งแสดงอารมณ์เพียงเล็กน้อยขณะที่นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่าทั้งคู่อาจลงนามข้อตกลงการค้าในวันพฤหัสบดีนี้ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายนั่งลงพร้อมคณะผู้แทนเพื่อเริ่มการเจรจา ประธานาธิบดีสี กล่าวกับนายทรัมป์ผ่านล่ามว่า เป็นเรื่องปกติที่สองประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกจะมีความขัดแย้งกันบ้างในบางครั้ง นายสี เปิดเผยว่า เมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้เจรจาการค้าของทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติพื้นฐานในการจัดการกับข้อกังวลหลักของกันและกัน เขายินดีที่จะทำงานร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์ต่อไป เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

    ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่าความตึงเครียดทางการค้าจะผ่อนคลายลง หลังจากที่สร้างความปั่นป่วนให้กับธุรกิจทั่วโลกมานาน ตลาดหุ้นทั่วโลก ตั้งแต่วอลล์สตรีทไปจนถึงโตเกียว ต่างทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

    นายทรัมป์ได้กล่าวถึงโอกาสในการบรรลุข้อตกลงในการประชุมกับนายสี ซึ่งจัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือ เอเปค (APEC) อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ทั้งสองประเทศเต็มใจที่จะใช้มาตรการแข็งกร้าวมากขึ้นในประเด็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์หลายอย่าง คำถามยังคงมีอยู่ว่าการประนีประนอมทางการค้าจะยั่งยืนได้นานแค่ไหน

    สงครามการค้ากลับมาร้อนระอุอีกครั้งในเดือนนี้ หลังปักกิ่งเสนอขยายการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (rare-earth minerals) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจีนเป็นผู้ครองตลาด นายทรัมป์ประกาศว่าจะตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 100% สำหรับสินค้าส่งออกของจีน และมาตรการอื่น ๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการจำกัดการส่งออกสินค้าที่ผลิตด้วยซอฟต์แวร์ของสหรัฐฯ ไปยังจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    ทำเนียบขาวส่งสัญญาณว่าหวังว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้จะเป็นการประชุมครั้งแรกจากหลายครั้งระหว่างนายทรัมป์และนายสี ในปีหน้า ซึ่งอาจรวมถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำแต่ละฝ่ายด้วย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/924458&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-fh2cAyNC3tlcGOvsUqCz

  • นักลงทุนต่างชาติแห่ลงทุน กวางตุ้ง เพิ่มกว่า 33% สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจจีนตอนใต้

    นักลงทุนต่างชาติแห่ลงทุน กวางตุ้ง เพิ่มกว่า 33% สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจจีนตอนใต้

    นักลงทุนต่างชาติแห่ลงทุน “กว่างตง” เพิ่มกว่า 33% ใน 9 เดือนแรกของปี 2025 สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจจีนตอนใต้

    รัฐบาลมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ประเทศจีน เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมว่า บริษัทและนักลงทุนจากทั่วโลกยังคงแสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจกว่างตงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนมกราคม–กันยายน 2025 มีการจัดตั้งบริษัทที่ได้รับเงินทุนจากต่างประเทศแห่งใหม่กว่า 24,000 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 เมื่อเทียบกับปีก่อน ยืนยันบทบาทของกว่างตงในฐานะศูนย์กลางการลงทุนสำคัญของจีนตอนใต้

    ตัวเลขการลงทุนต่างชาติในกว่างตง

    • มูลค่าเงินทุนจากต่างประเทศที่ใช้จริงอยู่ที่ 7.81 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 3.61 แสนล้านบาท)
    • เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
    • การลงทุนจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.4
    • นักลงทุนจากเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    อุตสาหกรรมการผลิตขับเคลื่อนการเติบโต

    ภาคการผลิตของกว่างตงยังคงเป็นแรงขับสำคัญ โดยมีการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 23.5 อุตสาหกรรมที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ อุปกรณ์เฉพาะทางและเครื่องจักรไฟฟ้า ซึ่งขยายตัวหลายเท่าตัว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพทางอุตสาหกรรมและแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาวของภูมิภาคนี้

    กว่างตงศูนย์กลางการลงทุนต่างประเทศของจีน

    • ปัจจุบันกว่างตงมีบริษัทที่ได้รับเงินทุนจากต่างประเทศแล้วมากกว่า 360,000 แห่ง
    • มียอดใช้เงินทุนจากต่างประเทศสะสมกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.72 ล้านล้านบาท)
    • เป็นมณฑลที่มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขั้นสูง

    แนวโน้มการเติบโตและความเชื่อมั่นในอนาคต

    การขยายตัวของการลงทุนในกว่างตงไม่เพียงสะท้อนถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจจีนตอนใต้ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของนโยบายเปิดกว้างด้านเศรษฐกิจและการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้อต่อธุรกิจต่างชาติ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเติบโตทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/86/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NHquLAQbA8J94l13Z858U

  • มวยคู่เอก ทรัมป์พบสีครั้งแรกในรอบ 6 ปี | PPTV Online

    มวยคู่เอก ทรัมป์พบสีครั้งแรกในรอบ 6 ปี | PPTV Online

    30 ตุลาคม 2025 – โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ฐานทัพอากาศกิมแฮ เมืองปูซาน ของเกาหลีใต้ เพื่อหารือในหลายประเด็นโดยเฉพาะสงครามการค้า

    #ทรัมป์ #สีจิ้นผิง #อเมริกา #จีน #ข่าวต่างประเทศ #PPTVOnline

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/204175&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38F2ye5KF4hW-udiLACfFz