Category: เศรษฐกิจ

  • ic! berlin เผย ‘ไทย’ คือตลาดอันดับ 2 ของโลก ได้อานิสงส์จาก ‘Quiet Luxury’

    ic! berlin เผย ‘ไทย’ คือตลาดอันดับ 2 ของโลก ได้อานิสงส์จาก ‘Quiet Luxury’

    เศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้มีความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าลักชัวรีหลายประเภท อาทิ กระเป๋าและเสื้อผ้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ท่ามกลางความผันผวนนี้ กระแส ‘Quiet Luxury’ หรือความหรูหราแบบเรียบง่ายที่ไม่เน้นการแสดงโลโก้ กลับกลายเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ทำให้แบรนด์แว่นตา ic! berlin จากเยอรมนีได้รับผลกระทบน้อยกว่าแบรนด์หรูประเภทอื่นแม้อยู่ในตลาดนี้เช่นกัน

    ดาวิเด ลุนกี้ ผู้จัดการทั่วไปของ ic! berlin ประเทศเยอรมัน ให้ภาพรวมว่า ic! berlin มีตลาดที่แข็งแกร่งในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา และในเอเชีย ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุด และกำลังขยายตลาดในตะวันออกกลาง

    ภาพความสำเร็จที่สวนกระแสนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดที่มียอดขาย ic! berlin สูงเป็นอันดับสองของโลกในเชิงปริมาณ รองจากเยอรมนีเท่านั้น โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากความแข็งแกร่งของการทำตลาดที่สม่ำเสมอ, ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น, การใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ไม่พบในประเทศอื่น และการจัดกิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค

    เมื่อมองมาที่ตลาดไทย ประพันธ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายลิ้งค์ วิชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายและกำลังซื้อที่ลดลงจากปัจจัยต่างๆ แต่ ic! berlin กลับได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ในบริษัท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแผนการตลาดที่ยั่งยืนตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

    สำหรับภาพรวมตลาดแว่นตาในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท โดย ic! berlin มีจุดขายประมาณ 170 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยพาร์ทเนอร์ และมีร้านค้าแบรนด์โดยตรง 3 แห่ง 

    ยอดขายของ ic! berlin ในไทยปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท แต่ปีนี้คาดว่าจะลดลง 20-30% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของ อายลิ้งค์ วิชั่น ที่ประเมินว่าจะมียอดขายลดลง 25-30% จากยอดรวมประมาณ 3,000 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยผลกระทบมาจากเรื่องกำลังซื้อเป็นหลัก

    ประพันธ์ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคไทยว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยเปลี่ยนกรอบแว่นตาประมาณ 2-3 ปีต่อครั้ง และแว่นกันแดดประมาณ 1-2 ปีต่อครั้ง โดยในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี สินค้าแฟชั่นจะได้รับผลกระทบก่อน เพราะผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์

    จากพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ ic! berlin อยู่ในช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไปจนถึงประมาณ 70 ปี โดยกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือช่วงอายุ 30-40 ปี ซึ่งมีกำลังซื้อและอำนาจในการใช้จ่ายสูงสุด ราคาขายปลีกของกรอบแว่นตา ic! berlin อยู่ที่ประมาณ 16,000 บาท (ไม่รวมเลนส์) และบางรุ่นอาจสูงถึง 23,000-25,000 บาท

    และหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความสำเร็จในไทยคือการใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ โดยล่าสุดได้ต่อสัญญากับ หมาก – ปริญ สุภารัตน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ประพันธ์ ระบุว่าการใช้ ‘โลคัล แบรนด์แอมบาสเดอร์’ ประสบความสำเร็จเกินคาดในการสร้างยอดขายและการรับรู้ในวงกว้าง

    นอกจากการสร้างความต่อเนื่องผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง อายลิ้งค์ วิชั่น ได้เปิดตัวแว่นตาสองคอลเลกชันใหม่พร้อมกัน ได้แก่ คอลเลกชันที่ร่วมมือกับ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG รุ่นที่ 6 และคอลเลกชันหลัก Fall/Winter 25/26

    สำหรับทิศทางในอนาคต ic! berlin  มีการวางแผนเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ โดยดาวิเด กล่าวว่า Marcolin ซึ่งเข้าซื้อกิจการ ic! berlin ในปี 2023 มีเป้าหมายในการรีแบรนด์และวางตำแหน่งใหม่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นสากลและสอดคล้องกันทั่วโลก รวมถึงการสื่อสารถึงความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์

    การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการรีแบรนด์ครั้งแรกที่ทำอย่างเป็นระบบในรอบ 25-30 ปี ในอดีตแบรนด์เคยผูกติดกับภาพลักษณ์เบอร์ลิน เยอรมนี ซึ่งดูแข็งแกร่งและมีความเป็น ‘วิศวะกรรม’ แต่ปัจจุบันต้องการหลีกหนีภาพลักษณ์ดังกล่าวเพื่อสร้างความเป็นแบรนด์ลักซ์ชูรีระดับนานาชาติ

    ขณะที่ประพันธ์ เผยแผนการตลาดในประเทศไทยอีก 3-5 ปีข้างหน้า ว่าจะมีการเปลี่ยนแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อรีเฟรชแบรนด์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยจะเลือกผู้ชายที่อายุน้อยกว่า หมาก-ปริญ ซึ่งปัจจุบันสัญญาจะหมดลงในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมปีหน้า แอมบาสเดอร์คนใหม่จะต้องเป็นดาราหรือนักร้องที่มีภาพลักษณ์สะท้อนถึงความหรูหรา ยั่งยืน และความเป็น Quiet Luxury

    นอกจากนี้ Marcolin จะเข้ามากำกับดูแลกระบวนการถ่ายทำแคมเปญและการเลือก KOL หรืออินฟลูเอนเซอร์อย่างใกล้ชิด โดยเน้นผู้ที่เป็นผู้นำในกลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น สถาปนิก มากกว่าอินฟลูเอนเซอร์แฟชั่นทั่วไป

    แผนอื่นๆ ได้แก่ การรีเฟรชจุดขายหน้าร้านทุกแห่งด้วยดิสเพลย์ใหม่ที่ออกแบบจากต่างประเทศ เพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ที่ตรงกับมาตรฐานเดียวกัน และเพิ่มจำนวนร้าน ic! berlin Shop ให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายจะเปิดเพิ่ม 2 จุดในปีหน้า รวมเป็น 5 จุด ซึ่งสถานที่ตั้งของร้านควรอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ระดับนานาชาติ

    ในส่วนของงบประมาณการตลาดสำหรับ ic! berlin โดยเฉพาะในปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการเพิ่มการโปรโมทแบรนด์แอมบาสเดอร์และแคมเปญสุดท้ายกับ หมาก-ปริญ

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ic-berlin-quiet-luxury-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wh8ZKu8KvUD-1MlS9uUJO

  • หอการค้าไทยห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งต้องถือว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” ดร.พจน์ กล่าว
     

    ประธานกรรมการหอการค้าไทยระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

    “เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่” 

    “สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bIFIA3-qR6dFY199tIg7B

  • โคราชแจกทานทิ้งกระจาด 4,000 คน “สุวัจน์” มอบกำลังใจสู้เศรษฐกิจ

    โคราชแจกทานทิ้งกระจาด 4,000 คน “สุวัจน์” มอบกำลังใจสู้เศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    โคราชแจกทานทิ้งกระจาด 4,000 คน “สุวัจน์” มอบกำลังใจสู้เศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นครราชสีมา วันนี้( 30 สิงหาคม 2568 ) ที่วิหารเซ็งหงั่มตั่ง มูลนิธิพุทธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ถนนพายพาสเลี่ยงเมือง อ.เมืองจ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีซิโกว แจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ของมูลธินิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา โดยมีผู้ร่วมพิธีประกอบด้วยนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ส.จ. ส.ท. พ่อค้า คหบดี ร่วมกิจกรรม มีนายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัย กู้ชีพ ร่วมต้อนรับ โดยได้มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพลภาพ นั่งวิลแชร์ และพี่น้องประชาชนคนยากจนจากอำเภอต่างๆทุกสารทิศ หลายคนต้องอุ้มลูก จูงหลาน ประคองผู้สูงอายุเดินทางมารับแจกทานทิ้งกระจาด กว่า 4,000 คน


     

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กล่าวว่าวันนี้ เราต้องมีความรักความสามัคคี มีความเสียสละ เป็นกําลังใจ เพื่อให้เราฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ อย่างวันนี้ที่โคราช มูลนิธิพุทธธรรม 31 ได้จัดงานซิโกว ในการทําบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณผู้ไร้ญาติ และจัดงานแจกทานทิ้งกระจาดให้กับพี่น้องประชาชนชาวโคราชที่ยากจน ซึ่งปีนี้มากัน 4,000 กว่าคน ผู้มีจิตกุศลก็ร่วมกันบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง ทํากันเป็นประจําทุกปี อยากให้พวกเราได้มีกําลังใจในการที่จะต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจต่างๆให้ลุล่วงต่อไป ต้องขอบคุณมูลนิธิองค์กรการกุศลที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้ร่วมกันแสดงออกถึงน้ำใจ “คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน”


     

    นายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรม 31 นครราชสีมา กล่าวว่า มูลนิธิฯเราเป็นองค์กรการกุศุลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางดำเนินงานสาธารณประโยชน์ บำเพ็ญทานทำการ กุศุลและสาธารณกุศุล ดำเนินงานบรรเทา สาธารณภัยช่วยเหลือผู้ประสพภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงส่งเสริมประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม ทั้งนี้ทางมูลนิธิฯ ได้นิมนต์พระสงค์จีนจากวัดโพธิ์ แมนมาทำพิธีสวดมนต์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เหล่าดวงวิญญาณไร้ญาติ ซึ่งเชื่อกันว่าในเดือนนี้เป็นเดือน 7 ของจีน ซึ่งถือว่าเป็นเดือนเปิดนรก ให้เหล่าดวงวิญญาณสัมภเวสีออกมารับส่วนกุศุล และเมื่อวานนี้ ทางมูลนิธิฯ ได้อุทิศส่วนกุศลให้แล้ว 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/444481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gkrnp6M001BidMEd2Xd_q

  • เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    สำรวจแนวโน้มตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศเศรษฐกิจหลักใหญ่ ๆ ทั่วโลก ในปี 2568 รวบรวมโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ล่าสุด ในเดือนสิงหาคม 2568 พบการรายงานข้อมูลว่า เศรษฐกิจโลก ในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงจากปี 2567 

    ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การผลิตและการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ภายหลังที่ได้มีการเร่งตัวขึ้นของการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีก่อนสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันของการบังคับใช้มาตรการ ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ระยะ 90 วัน

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปรับขึ้น อัตราภาษีรายสินค้าแบบเฉพาะเจาะจง (Product specific tariffs) เพิ่มเติมของสหรัฐฯ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อากาศยาน

    รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังสหรัฐฯ ประกอบกับความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน 

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่ออุปทานพลังงาน รวมถึงต้นทุนระบบโลจิสติกส์และการขนส่งทางทะเล รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมและการลดลงของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เนื่องจากแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง 

    ส่งผลให้คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี ธนาคารกลางของประเทศหลักสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง โดยระดับการผ่อนคลายจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับผลกระทบของมาตรการทางการค้าที่จะส่งผลต่อแรงกดดันด้านราคาและการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกันออกไป 

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    สำหรับการประมาณการในกรณีฐานครั้งนี้ อยู่ภายใต้สมมติฐานมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีการบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน (ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2568) และประเมินว่าจะมีการบังคับใช้ในระดับปัจจุบันไปตลอดช่วงของการประมาณการ และคาดว่าความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอย่างมีนัยสำคัญ 

    ส่งผลให้เศรษฐกิจ มีแนวโน้มขยายตัว 3% และปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.7% ชะลอลงจาก 3.3% และ 3.5% ในปี 2567 ตามลำกับ โดยมีรายละเอียดแนวโน้มเศรษฐกิจรายประเทศ ดังนี้

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ 

    ในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 1.8% ชะลอลงจาก 2.8% ในปีก่อนหน้า แต่เป็นการปรับเพิ่มจาก 1.7% ในสมมติฐานประมาณการครั้งก่อน โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ ตามการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญ ประกอบกับระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง

    ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงตามการลดลงของภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตในเดือนกรกฎาคมลดลงมาอยู่ที่ 49.8 จากระดับ 52.9 ในเดือนก่อนหน้า 

    เช่นเดียวกับการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มชะลอตัวจากความพยายามในการปรับลดการขาดดุลการคลัง นอกจากนี้ ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว สะท้อนจากการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเฉลี่ย 3 เดือนที่ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน 

    ส่งผลให้คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง ภายหลังเริ่มเห็นสัญญาณว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลายลง เพื่อบรรเทาผลกระทบของมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าต่อเศรษฐกิจ

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เศรษฐกิจยูโรโซน 

    คาดว่าจะขยายตัว 1% เทียบกับ 0.9% ในปี 2567 และเป็นการปรับเพิ่มจาก 0.8% ในสมมติฐานการประมาณการครั้งก่อน ตามการขยายตัวที่ดีกว่าคาดของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี รวมถึงอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าจ้าง

    ประกอบกับมาตรการสนับสนุนทางการคลัง และการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรปท่ามกลางแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีจะได้รับผลกระทบจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ที่จะส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกให้ชะลอตัวลง 

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่สุดในภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการภาษีนำเข้าในหมวดยานยนต์ที่อัตรา 25% ที่จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสำคัญของประเทศ

    ทั้งนี้ ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงกลับเข้าสู่เป้าหมาย ส่งผลให้คาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี

    เศรษฐกิจญี่ปุ่น

    คาดว่าจะขยายตัว 0.8% ฟื้นตัวจาก 0.2% ในปี 2567 และเป็นการปรับเพิ่มจาก 0.6% ในการประมาณการครั้งก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ ตามการเพิ่มค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยและการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการในเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.6 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า 

    ขณะที่ภาคการผลิตในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกหลัก โดยพบว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคมปรับลดลงสู่ระดับ 48.9 จากระดับ 50.1 ในเดือนก่อนหน้า 

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นแม้จะยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย แต่คาดว่ามีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ระดับราคาพลังงานที่ลดลงและการกลับมาดำเนินมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือนในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2568  

    ประกอบกับผลกระทบจากมาตรการ ทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อการปรับขึ้นค่าจ้างและชะลอการส่งผ่านต่ออัตราเงินเฟ้อ ทำให้คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เศรษฐกิจจีน

    คาดว่าจะขยายตัว 4.6% ในปี 2568 ชะลอลงจาก 5% ในปี 2567 แต่เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจาก 4% ในการประมาณการครั้งก่อน โดยเป็นผลมาจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าในเกณฑ์สูงในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนการสิ้นสุดการขยายระยะเวลาการระงับการจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯ 90 วัน ณ วันที่ 12 สิงหาคม 256836 และล่าสุดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ได้ตกลงที่จะขยายระยะเวลาการเจรจาออกไปเพิ่มเติมอีก 90 วัน จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 

    โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือนกรกฎาคม 2568 ขยายตัว 7.2% และสูงสุดในรอบ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตของจีนมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ สะท้อนจากสัญญาณของการชะลอตัวของภาคการผลิต โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing : PMI) ในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากระดับ 49.7 ในเดือนก่อนหน้า และต่ำสุดในรอบ 3 เดือน 

    ทั้งนี้การชะลอตัวลงของภาคการผลิตมีแนวโน้มที่จะซ้ำเติมสถานการณ์กำลังการผลิตส่วนเกินภายในประเทศจนเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดมากขึ้น ทั้งนี้ธนาคารกลางจีนยังคงมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ  

    เศรษฐกิจอินเดีย

    คาดว่าจะขยายตัว 6.2% ชะลอลงจาก 6.7% ในปีก่อนหน้า และเท่ากับประมาณการในครั้งก่อน โดยคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงตามภาคการผลิตและการส่งออกที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าจากอินเดียสูงถึง 50% โดยจะเริ่มบังคับใช้ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 256839 

    อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอินเดียล่าสุดในเดือนกรกฎาคม อยู่ที่ 1.8% ลดลงจาก 2.1% ในเดือนก่อนหน้า และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี ตามการลดลงของราคาอาหารและพลังงาน 

    นอกจากนี้ คาดว่าผลจากการดำเนินมาตรการการปฏิรูปภาษีระหว่างปีงบประมาณ 2568 – 2569 จะช่วยลดภาระภาษีให้กับประชาชนและภาคเอกชน และคาดว่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศในระยะต่อไป

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIEs)

    ขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ ภายหลังจากที่เศรษฐกิจขยายตัวในเกณฑ์สูง จากการเร่งการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีภายหลังจากที่มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกและการผลิต 

    ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไปตามแต่อัตราภาษีนำเข้าที่ถูกสหรัฐฯ กำหนด และสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้อัตราภาษีเฉพาะสินค้ามีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ 

    โดยคาดว่าในปี 2568 เศรษฐกิจไต้หวัน มีแนวโน้มขยายตัว 4.8% ชะลอลงจาก 4.8% ในปีก่อนหน้า ส่วนเศรษฐกิจฮ่องกง มีแนวโน้มขยายตัว 2% ชะลอลงจาก 2.5% ขณะที่เศรษฐกิจสิงคโปร์ มีแนวโน้มขยายตัว 3.4% ชะลอลงจาก 4.4% และเศรษฐกิจเกาหลีใต้ มีแนวโน้มขยายตัว 1% ชะลอลงจาก 2% ในปีก่อนหน้า ตามการเร่งการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี

    เศรษฐกิจอาเซียน

    มีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ แต่มีแนวโน้มขยายตัว สูงกว่าที่คาดในประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากการขยายตัวในเกณฑ์ดีในช่วงครึ่งแรกของปีรวมถึงการบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ส่งผลอัตราภาษีตอบโต้ทางการค้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ประกาศ ณ เดือนเมษายน 

    อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้า รวมถึงการเรียกภาษีการส่งออกแบบถ่ายลำ (Transshipment) มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อภาคการส่งออกและการผลิตของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี โดยคาดว่าเศรษฐกิจแต่ละประเทศจะขยายตัวดังนี้ 

    • อินโดนีเซีย 4.8% ชะลอลงจาก 5%
    • มาเลเซีย 4.2% ชะลอลงจาก 5.1%
    • ฟิลิปปินส์ 5.3% ชะลอลงจาก 5.7%
    • เวียดนาม 6.7% ชะลอลงจาก 7.1%

    โดยประมาณการครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของทุกประเทศส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับต่ำส่งผลให้ธนาคารกลางของประเทศอาเซียนมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637491&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZxSet24gCsX84k6rCKSLx

  • สุวัจน์ แจกทานทิ้งกระจาด ย้ำต้องมีรัฐบาลใหม่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    สุวัจน์ แจกทานทิ้งกระจาด ย้ำต้องมีรัฐบาลใหม่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    สุวัจน์ แจกทานทิ้งกระจาด ย้ำต้องมีรัฐบาลใหม่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    สุวัจน์ ลิปตพัลลภ นำแจกทานทิ้งกระจาด พี่น้องชาวโคราช พร้อมหนุนพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ย้ำต้องรีบมีรัฐบาลใหม่ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว

    วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่วิหารเซ็งหงั่มตั่ง มูลนิธิพุทธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ถนนพายพาส อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีซิโกว แจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ของมูลธินิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา 

    โดยมีผู้ร่วมพิธีประกอบด้วย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายประเสริฐ บุญชัยสุข ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์,นางเข็มทอง เรืองกฤตยา ประธานกิตติคุณมูลนิธิ, นายสุวัฒน์ จึงวิวัฒนากร ประธานกิตติคุณมูลนิธิ และนายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา พร้อมกันนี้ได้มีประชาชนจากทุกสารทิศ เดินทางมารับแจกทานทิ้งกระจาดกว่า 4,000 คน

    สุวัจน์ แจกทานทิ้งกระจาด ย้ำต้องมีรัฐบาลใหม่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กล่าวว่าวันนี้ เราต้องมีความรักความสามัคคี มีความเสียสละ เป็นกําลังใจ เพื่อให้เราฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ อย่างวันนี้ที่โคราช มูลนิธิพุทธธรรม 31 ได้จัดงานซิโกว ในการทําบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณผู้ไร้ญาติ และจัดงานแจกทานทิ้งกระจาดให้กับพี่น้องประชาชนชาวโคราชที่ยากจน ซึ่งปีนี้มากัน 4,000 กว่าคน ผู้มีจิตกุศลก็ร่วมกันบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง ทํากันเป็นประจําทุกปี อยากให้พวกเราได้มีกําลังใจในการที่จะต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจต่างๆให้ลุล่วงต่อไป ต้องขอบคุณมูลนิธิองค์กรการกุศลที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้ร่วมกันแสดงออกถึงน้ําใจ “คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน”

    สุวัจน์ แจกทานทิ้งกระจาด ย้ำต้องมีรัฐบาลใหม่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    นายสุวัจน์ กล่าวต่อว่าช่วงนี้สถานการณ์ทางการเมืองต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะว่าผลของคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่ง คณะมนตรีก็ต้องพ้นไปทั้งคณะครม.ชุดนี้ ขณะนี้ก็เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ 

    ฉะนั้น ต้องว่ากันตามครรลองของกฎหมายของรัฐธรรมนูญ คือ จะต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มีรัฐบาลชุดใหม่ แล้วต้องแถลงนโยบายกันใหม่ ซึ่งต้องมีกระบวนการที่ใช้เวลาระยะหนึ่งที่จะเห็นภาพของรัฐบาลใหม่ ภาพของนโยบายใหม่ในช่วงระยะเวลาที่เหลือของสภา

    ดังนั้นมาตรการอะไร นโยบายอะไรที่เป็นเรื่องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน มาตรการทางเศรษฐกิจก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ด้วย

    ทั้งนี้ พรรคชาติพัฒนาได้มีมติร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ในการสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนําในการเดินหน้าเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ส่วนโครงสร้างของรัฐบาลใหม่ภายใต้ แกนนําพรรคเพื่อไทยนั้น ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือจะมีพรรคการเมือง อื่นเป็นองค์ประกอบอย่างไร หรือจะมีเงื่อนไขอย่างไรนั้น มอบให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

    “ตอนนี้ เราต้องการรัฐบาลใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อเข้ามาทำงานและแก้ไขปัญหาของประชาชนให้ได้โดยเร็วที่สุด” นายสุวัจน์ กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/729625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MX5dkfDb518frmc88Xj8-

  • อย. บุกพื้นที่นำร่องเขตสุขภาพที่ 7 สนับสนุนนโยบายรัฐบาล ปั้น Product hub ชูเศรษฐกิจ อนุญาตวันเดียว

    อย. บุกพื้นที่นำร่องเขตสุขภาพที่ 7 สนับสนุนนโยบายรัฐบาล ปั้น Product hub ชูเศรษฐกิจ อนุญาตวันเดียว

    สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) บุกพื้นที่ยุทธศาสตร์เมืองเศรษฐกิจโซนอีสานตอนบน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพร เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชน โดยบูรณาการความร่วมมือจากเกษตรกร ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจ ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น

    เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 อย. ได้รับเกียรติจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น (นายแพทย์อภิชัย ลิมานนท์) ผู้บูรณาการความร่วมมือภาคีเครือข่ายในพื้นที่ อาทิ ภาคเอกชนที่มีศักยภาพในการลงทุนและพัฒนามาตรฐาน มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งเป็นแหล่งองค์ความรู้และการวิจัย เพื่อร่วมพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์และสถานที่ผลิตสมุนไพรให้มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นให้สามารถแปรรูปสมุนไพรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เห็นความสำคัญของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ขานรับนโยบายรัฐบาล และกำลังพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Wellness Hub and Medical Vally) โดยอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร ถือเป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนายุทธศาสตร์ของจังหวัดขอนแก่น การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เพื่อเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการลดระยะเวลาการพิจารณา ส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงรุก ให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เป็นเลิศ (Product Hub) ด้านสมุนไพร ตามนโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน)

    รองเลขาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกำหนดของ อย. และมาตรการช่วยเหลือวิสาหกิจ ให้ทุกภาคส่วนซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/953010&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F1HvjFm_p42EEiha-0grU

  • ชายแดนอรัญฯระอุ! กกล.บูรพา ‘จับเขมร38ชีวิต’ ลอบเข้าไทย-อ้างหนีวิกฤตเศรษฐกิจ

    ชายแดนอรัญฯระอุ! กกล.บูรพา ‘จับเขมร38ชีวิต’ ลอบเข้าไทย-อ้างหนีวิกฤตเศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

    ชายแดนอรัญฯระอุ! กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชาลอบเข้าไทย 38 คน อ้างหนีวิกฤตเศรษฐกิจ

    วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ได้สั่งการให้กำลังพลร่วมกับกองพันทหารม้าที่ 30 เข้าปิดล้อมจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาที่ลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย บริเวณไร่อ้อยท้ายหมู่บ้านโนนขี้เหล็ก ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

    การจับกุมในครั้งนี้สามารถควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาได้ถึง 38 คน แบ่งเป็นชาย 20 คน หญิง 17 คน และเด็กหญิง 1 คน ซึ่งทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตทำงานในประเทศไทย

    จากการซักถามเบื้องต้น แรงงานทั้งหมดให้การว่า เดินทางมาจากกัมพูชาเพื่อมาหางานทำในประเทศไทย เนื่องจากประสบปัญหาความอดอยาก ขาดรายได้ และไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลในประเทศของตนเอง

    เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเปิดเผยว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่คุกคามประชาชนชาวกัมพูชาอย่างรุนแรง และเป็นเรื่องที่รัฐบาลกัมพูชาต้องเร่งให้ความสำคัญ เพราะประชาชนกำลังหนีตายจากความอดอยากจนต้องดิ้นรนลักลอบเข้าไทยเป็นรายวัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/910755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AuWs4naEUdcjp24WEFo5m

  • ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ตัดสินภาษีนำเข้าของทรัมป์ผิดกฎหมาย

    ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ตัดสินภาษีนำเข้าของทรัมป์ผิดกฎหมาย

    ศาลอุทธรณ์แห่งสหรัฐอเมริกาวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ภาษีนำเข้าทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าโลกนั้นผิดกฎหมาย แต่ยอมให้บังคับใช้ต่อไปชั่วคราว เพื่อให้เวลาทรัมป์นำคดีขึ้นสู่ศาลสูงสุด

    คำตัดสิน 7-4 เสียงดังกล่าวยืนยันการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่พบว่า ทรัมป์ได้ทำเกินขอบเขตอำนาจในการใช้อำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษายอมให้ภาษีดังกล่าวคงอยู่จนถึงกลางเดือนตุลาคม

    ผลกระทบต่อนโยบายการค้าของทรัมป์

    การตัดสินครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีต่อประธานาธิบดี ซึ่งได้ใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือนโยบายเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อตกลงที่ทรัมป์ทำไว้กับคู่ค้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป

    ทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ โดยโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า ศาลอุทธรณ์กล่าวอย่างไม่ถูกต้องว่าภาษีนำเข้าควรถูกยกเลิก แต่พวกเขารู้ว่าสหรัฐอเมริกาจะชนะในท้ายที่สุด เขาเสริมว่าจะต่อสู้กลับด้วยความช่วยเหลือจากศาลสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา

    การใช้อำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ

    นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้อ้างอิงกฎหมายอำนาจฉุกเฉินเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ ต่อคู่ค้าของสหรัฐเกือบทั้งหมด โดยกำหนดอัตราพื้นฐาน 10 เปอร์เซ็นต์ และอัตราที่สูงขึ้นสำหรับหลายสิบประเทศ

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยังใช้อำนาจคล้ายกันในการกำหนดภาษีนำเข้าแยกต่างหากที่กระทบต่อเม็กซิโก แคนาดา และจีน เนื่องจากการไหลเข้าของยาเสพติดร้ายแรงสู่สหรัฐอเมริกา

    รายละเอียดคำตัดสิน

    คำตัดสินเมื่อวันศุกร์ระบุว่า กฎหมายให้อำนาจที่สำคัญแก่ประธานาธิบดีในการดำเนินการหลายประการเพื่อตอบสนองต่อการประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ แต่ไม่มีการกระทำใดที่ระบุอย่างชัดเจนถึงอำนาจในการกำหนดภาษีนำเข้า หรือภาษีอากร หรืออำนาจในการจัดเก็บภาษี

    ศาลการค้าระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินในเดือนพฤษภาคมว่า ทรัมป์ได้ทำเกินขอบเขตอำนาจในการกำหนดภาษีนำเข้าทั่วโลก หากภาษีเหล่านี้ถูกตัดสินว่าผิดกฎหมายในท้ายที่สุด บริษัทต่างๆ อาจสามารถเรียกร้องเงินคืนได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/us-appeals-court-trump-global-tariffs-illegal&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WNCLgOFtpP_m3dR3WUd3-

  • “ทีเส็บ” ดัน “ระยอง” สู่มหานครไมซ์ จุดประกายเศรษฐกิจอีอีซี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “ทีเส็บ” ดัน “ระยอง” สู่มหานครไมซ์ จุดประกายเศรษฐกิจอีอีซี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ (TCEB) เดินหน้าขยายโครงการ “EEC MICETROPOLIS” จากพัทยาสู่จังหวัดระยอง เปิดตัวงาน EEC MICE FAM Trip 2025 ภายใต้แนวคิด “EEC MAXIMICE THE FUTURE: เปิดศักยภาพไมซ์ ก้าวสู่อนาคตไปกับอีอีซี” ตอกย้ำบทบาทการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นและดึงดูดการลงทุนใหม่สู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ภาคตะวันออก

    อุตสาหกรรมไมซ์: กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่รัฐบาลวางเป้าเป็นศูนย์กลางด้านการผลิต การลงทุน และโลจิสติกส์ของภูมิภาค ทีเส็บจึงสานต่อนโยบาย “ไมซ์เพื่อเศรษฐกิจ” ผลักดัน EEC จากจุดหมาย Value for Money ไปสู่ High Value-Added MICE Destination

    5 มิติประสบการณ์ “MAXIMICE”

    MAXIMICE OPPORTUNITIES – เปิดประตูสู่โอกาสการลงทุนและเจรจาธุรกิจ ในงาน EEC Expo 2025 ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมเป้าหมายและเมกะโปรเจกต์แห่งอนาคต

    MAXIMICE COMMUNITIES – ผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความยั่งยืน อาทิ การเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงชันโรง และเมนูสร้างสรรค์ “เกสรซ่อนกาย” จากโครงการ MICE Coffee Break

    MAXIMICE EXPERIENCES – Taste of Rayong – สัมผัสเสน่ห์อาหารพื้นถิ่นที่ยกระดับสู่ Fine Dining พร้อมดินเนอร์ที่คาเฟ่ชิโน–โปรตุกีสเก่าแก่ หลานเอก คอฟฟี่เฮ้าส์

    MAXIMICE THE VALUE – เยี่ยมชม Miracle of Natural สวนดอกไม้เมืองหนาวโดย PTT LNG ต้นแบบการใช้ทรัพยากรตามแนวคิด BCG Economy

    MAXIMICE EXPERIENCES OF WELLNESS – รีเซ็ตกายใจด้วย Sound Bath ที่ Hotel Fuse ระยอง ชูภาพลักษณ์เมืองไมซ์ที่ใส่ใจสุขภาพ

    ระยอง จุดหมายไมซ์ระดับโลก

    ดร.ศุภวรรณ ย้ำว่า ระยองเป็นจังหวัดที่ผสานทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมอนาคต พร้อมรองรับการจัดงานไมซ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการประชุม นิทรรศการ เมกะอีเวนท์ หรือกิจกรรมทางธุรกิจระดับนานาชาติ ระยองจะไม่หยุดอยู่แค่ฐานการผลิตและการลงทุน แต่จะก้าวขึ้นเป็น มหานครไมซ์ระดับโลก ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/30/573991/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EhMPWJn-_Y0f3Y0ni2XDg

  • “พิชัย” มั่นใจเรื่องศก. ยังเดินต่อ แม้นายกฯ หลุดตำแหน่ง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “พิชัย” มั่นใจเรื่องศก. ยังเดินต่อ แม้นายกฯ หลุดตำแหน่ง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “พิชัย” มั่นใจเรื่องศก. ยังเดินต่อ แม้นายกฯ หลุดตำแหน่ง

    มิติหุ้น – นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง หลุดจากตำแหน่งนายกฯ เชื่อว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ทุกอย่างน่าจะแก้ไขได้

    ส่วนการจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอะไรหรือไม่ รมว.คลัง ระบุว่า ทุกอย่างเราตอบได้ในเรื่องเศรษฐกิจ เพราะใครรับผิดชอบในเรื่องไหน ยังคงต้องดูแลอยู่ตามเดิม

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/30/574008/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OZLpLyysIympl9gHF2qlN