Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ยานยนต์-น้ำมัน-ยาง’ ฉุดดัชนี MPI สะท้อนความเปราะบางเศรษฐกิจไทย 68

    ‘ยานยนต์-น้ำมัน-ยาง’ ฉุดดัชนี MPI สะท้อนความเปราะบางเศรษฐกิจไทย 68

    ดาวรุ่งแซงดาวร่วง! สศอ. ชี้หม้อแปลง-เหล็ก-อิเล็กทรอนิกส์ฉลุย สวนทางยานยนต์-น้ำมัน-ยางร่วงแรง ฉุด MPI ก.ค. หดตัว สะท้อนความเปราะบางเศรษฐกิจไทย 2568

    • ช่วงเวลาที่เหลือของปี 68 ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การค้าระหว่างประเทศของไทยกับคู่ค้าหลักยังมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง การผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 
    • ทิศทางบวกจากผลการเจรจาภาษี Reciprocal Tariff กับสหรัฐฯ โดยไทยได้อัตราภาษีต่ำกว่า หรืออยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ทำให้ไทยยังคงสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้
    • อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนก.ค. 68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 1.มอเตอร์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์ควบคุม 2. ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 3. เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน
    • อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนก.ค. 68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม 2. ยานยนต์ 3. ผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ

    สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผย ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 93.34 หดตัวร้อยละ 3.98 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับแรงกดดันจากการผลิตรถยนต์หดตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าในภาคอุตสาหกรรม 

    นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 93.34% หดตัว 3.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 57.37% ซึ่งเป็นผลมาจากการผลิตรถยนต์กลับมาหดตัวอีกครั้ง โดยเฉพาะรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ รถยนต์ไฮบริดไม่เกิน 1,800 ซีซี และรถยนต์นั่งขนาดเล็ก เนื่องจากมีผู้ผลิตรายใหญ่หยุดการผลิตชั่วคราวเพื่อย้ายโรงงาน

    ประกอบกับผู้ผลิตบางรายปรับลดปริมาณการผลิตรถยนต์สันดาปลงตามคำสั่งซื้อ และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 1 ราย หยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามแผนประจำปี นอกจากนี้ ผู้ประกอบการมีการนำสินค้าในสต็อก (Inventory) ออกมาขาย เนื่องจากดูท่าทีผลของการเจรจาภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

    รวมถึงหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่ออุปโภคบริโภค สินเชื่อที่อยู่อาศัย บัตรเครดิตยังคงปรับเพิ่มขึ้น ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็มีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าภาคอุตสาหกรรม รวมถึงความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง อีกทั้ง นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศชะลอตัว ส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารแช่แข็ง ไส้กรอก กระเป๋าเดินทาง รองเท้ากีฬา และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เป็นต้น

    สำหรับระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนสิงหาคม 2568 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณชะลอตัว จากผลของกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งความเชื่อมั่น ด้านคำสั่งซื้อที่ลดลงจากความกังวลต่อผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ ด้านปัจจัยต่างประเทศภาพรวมส่งสัญญาณเฝ้าระวังเช่นกัน จากการนำเข้าในบางประเทศหดตัวลง และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขั้นสุดท้ายหดตัวลงตามอุปสงค์ที่ลดลง

    อย่างไรก็ตาม ดัชนี MPI ไตรมาส 2 ปี 2568 ขยายตัว 0.53% ด้าน GDP อุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 1.70 และ 7 เดือนแรก ปี 2568 ดัชนี MPI หดตัว 0.70% โดย สศอ. ได้ประมาณการ ดัชนี MPI ปี 2568 ขยายตัว 0 – 0.5% ด้าน GDP อุตสาหกรรม ขยายตัว 0.5 – 1.5% จากประมาณการเดิมที่คาดว่าดัชนี MPI ปี 2568 ขยาย 0 – 1% และ GDP อุตสาหกรรม ขยายตัว 0.5 – 1.5% 

    ทั้งนี้ สศอ. ได้ประมาณการดัชนี MPI ปี 2568 ขยายตัว 0 – 0.5% ด้าน GDP อุตสาหกรรม ขยายตัว 0.5 – 1.5% ถึงแม้จะมีปัจจัยกดดันมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายด้านเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความสามารถในการแข่งขันที่ชะลอตัวลง ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว และภาคการท่องเที่ยวมีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่อง

    แต่ในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปี 2568 ยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การค้าระหว่างประเทศของไทยกับคู่ค้าหลักยังมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง การผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และทิศทางบวกจากผลการเจรจาภาษี Reciprocal Tariff กับสหรัฐฯ โดยไทยได้อัตราภาษีต่ำกว่า หรืออยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ทำให้ไทยยังคงสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้

    สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนกรกฎาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 

    1.มอเตอร์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์ควบคุม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 54.69% จากหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นหลัก เนื่องจากการเร่งผลิตและส่งมอบตามสัญญาจ้างทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

    2. ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.43% จาก PCBA เป็นหลัก จากการเร่งผลิตและส่งออกไปสหรัฐอเมริกาก่อนนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ ประกอบกับการเติบโตของตลาด AI และมีการลงทุนในโครงการ Data Center ส่งผลให้มีการใช้ PCBA เพิ่มขึ้น

    3. เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.72% จากท่อเหล็กกล้าที่เร่งผลิตและส่งมอบตามคำสั่งซื้อที่ได้รับจากสหรัฐอเมริกา และเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีที่ผลิตเพื่อส่งมอบให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ

    สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนกรกฎาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 

    1. ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.43% จากน้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันเบนซิน 91 เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงครั้งใหญ่

    2. ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.66% จากรถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์นั่งขนาดใหญ่ รถยนต์ไฮบริดไม่เกิน 1800 ซีซี และรถยนต์นั่งขนาดเล็ก จากการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อย้ายโรงงานของผู้ผลิตบางราย ประกอบกับมีผู้ผลิตบางรายปรับลดปริมาณการผลิตลง ตามคำสั่งซื้อที่ลดลงมาก 

    3. ผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.51% จากยางแท่งตามคำสั่งซื้อของลูกค้าจีนลดลง และถุงมือยางทางการแพทย์ซึ่งมีผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ut3t_-zmBT7PIVvs_IEPZ

  • ขสมก. ปรับเส้นทางสาย 3-31 เพิ่มช่วงสถานีรถไฟฟ้าสีลม อำนวยความสะดวก พร้อมเชื่อมโยงการเดินทาง เริ่ม 1 ก.ย. 68

    ขสมก. ปรับเส้นทางสาย 3-31 เพิ่มช่วงสถานีรถไฟฟ้าสีลม อำนวยความสะดวก พร้อมเชื่อมโยงการเดินทาง เริ่ม 1 ก.ย. 68

    ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป ขสมก. จะปรับเส้นทางเพิ่มช่วง สาย 3 – 31 เมกาบางนา – สถานีรถไฟฟ้าสีลม รองรับความต้องการเดินทางของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดสมุทรปราการ

    นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เปิดเผยว่าการปรับเส้นทางสาย 3 – 31 ในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มช่วงเส้นทางออกไปจนถึงสถานีรถไฟฟ้าสีลม อันเป็นจุดสำคัญในการเชื่อมต่อการเดินทาง และช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ รวมทั้ง ยังช่วยรองรับผู้โดยสารจากจังหวัดสมุทรปราการที่ต้องการเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวก และปลอดภัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่าย

    โดยสาย 3 – 31 เมกาบางนา – สถานีรถไฟฟ้าสีลม มีเส้นทางการเดินรถ ดังนี้ เริ่มต้นจาก อู่เมกาบางนา มุ่งหน้าเข้าสู่ถนนบางนา – ตราด ผ่านถนนศรีนครินทร์ ถนนเทพารักษ์ ถนนสุขุมวิท และถนนปู่เจ้าสมิงพราย ขึ้นสะพานภูมิพล เข้าสู่ถนนพระราม 3 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ถนนสาทรเหนือ ถนนพระรามที่ 4 เข้าถนนสีลม และสุดเส้นทางที่สถานีรถไฟฟ้าสีลม รวมระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร ให้บริการในเวลา 05.00 -22.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป โดยเส้นทางดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่สำคัญ อาทิ ย่านบางนา สำโรง ศรีนครินทร์ สะพานภูมิพล ถนนพระราม 3 และย่านธุรกิจสาทร ทั้งนี้ สาย 3 – 31 เมกาบางนา – บางบอน ยังให้บริการตามเดิมควบคู่กันไป

    ขสมก. พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย และคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งประชาชนสามารถสอบถามเส้นทางเพิ่มเติมได้ที่ BMTA Contact Center โทร. 1348 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “ขสมก. พร้อมบวก” และ www.bmta.co.th

    539412584_1189371389899887_3168145059852324256_n.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/c-lyEYK7l&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_TFp-nLLG4ahWOHG3bu6t

  • “พิชัย” เชื่อยังแก้เศรษฐกิจได้ หลัง”แพทองธาร” พ้นตำแหน่ง

    “พิชัย” เชื่อยังแก้เศรษฐกิจได้ หลัง”แพทองธาร” พ้นตำแหน่ง

    ข่าว

    “พิชัย” เชื่อยังแก้เศรษฐกิจได้ หลัง”แพทองธาร” พ้นตำแหน่ง

    30 สิงหาคม 2025 – 10:35

    Featured Image

    “พิชัย” เชื่อเศรษฐกิจแก้ไขได้ หลัง”แพทองธาร” พ้นตำแหน่ง ชี้ใครรับผิดชอบก็ยังอยู่ มั่นใจเจรจาสหรัฐฯ ไม่สะดุด

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จะมีผลกระทบหรือไม่ หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ว่า ตนว่าทุกอย่างก็น่าจะแก้ไขได้ในเรื่องเศรษฐกิจ ใครรับผิดชอบก็ยังต้องดูแลอยู่

    ส่วนจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอะไรหรือไม่ รมว.คลัง ระบุว่า ทุกอย่างตอบได้ในเรื่องเศรษฐกิจ เราใครรับผิดชอบก็ยังต้องดูแลอยู่

    ส่วนจะทำให้การเจรจาภาษีและการค้า กับสหรัฐอเมริกาสะดุดหรือไม่ นายพิชัย ยืนยันว่า ไม่สะดุด

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_926627/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Dyz7Ax2iff9ba0m47yjSQ

  • ีรวานี: อิหร่านยังคงพร้อมสำหรับการเจรจาอย่างเป็นธรรมกับไตรภาคียุโรปเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์

    ีรวานี: อิหร่านยังคงพร้อมสำหรับการเจรจาอย่างเป็นธรรมกับไตรภาคียุโรปเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์

    อีรวานี: อิหร่านยังคงพร้อมสำหรับการเจรจาอย่างเป็นธรรมกับไตรภาคียุโรปเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์

    เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ:
    🔹การกระทำของสามประเทศยุโรปในการใช้กลไก Snapback เป็นการบิดเบือนความจริง ที่ให้รางวัลแก่ผู้ละเมิด แต่กลับลงโทษเหยื่อ
    🔹อิหร่านยังคงพร้อมสำหรับการเจรจาอย่างเป็นธรรมกับไตรภาคียุโรปเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์
    🔹การตัดสินใจของไตรภาคีในการรื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตร จะบ่อนทำลายความร่วมมือของอิหร่านกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และก่อให้เกิดความตึงเครียดที่ไม่จำเป็นและยั่วยุ
    🔹อิหร่านสนับสนุนร่างมติของรัสเซียและจีนเกี่ยวกับการขยายเชิงเทคนิคของมติ 2231 เกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์

  • TDRI ชี้การเมืองกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย จับตารัฐบาลใหม่ต้องมีฝีมือจริง

    TDRI ชี้การเมืองกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย จับตารัฐบาลใหม่ต้องมีฝีมือจริง

    ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน ถือเป็นประเด็นทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโดยตรง

    โดยระบุว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่มุมมองของภาคธุรกิจและตลาดว่าจะมองไปในทิศทางใด เช่น มองว่าเป็นความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่หากสถานการณ์นี้นำไปสู่การยุบสภาและตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อ “ล้างไพ่” อาจทำให้ภาคเศรษฐกิจและสังคมมองในแง่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจอยู่ใน “ภาวะอึมครึม” การมีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้นอาจเป็นผลบวก

    อย่างไรก็ตาม หากยังคงพยายามตั้งรัฐบาลโดยใช้สภาชุดเดิม หรือมีการต่อรองจนออกมาเป็น “คณะรัฐมนตรีเก้าอี้ดนตรี” ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รัฐมนตรีที่ขาดความสามารถ ซึ่งจะสร้างภาพลบ เพราะขณะนี้ประเทศไทยเผชิญปัญหาหลายด้านจึงจำเป็นต้องมีผู้นำและทีมงานที่มีฝีมือจริง ๆ เข้ามาบริหาร ไม่เพียงเเค่เศรษฐกิจ เเต่ยังรวมถึงความมั่นคง และการต่างประเทศ

    สิ่งสำคัญที่สุดคือประเทศไทยต้องได้รัฐบาลที่มีฝีมือ เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ขอเพียงไม่ใช่รัฐบาลที่เกิดจากเก้าอี้ดนตรี หากได้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามา ก็อาจสร้างความรู้สึกที่ดีทางการเมืองได้

    ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่คือ ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้นในรูปแบบใด ต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านฝีมือการนำพาประเทศฝ่าวิกฤติ หากทำได้ ผลลัพธ์ย่อมเป็นบวก แต่หากไม่ ปัญหาก็จะยืดเยื้อต่อไปโดยไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

    ปัญหาต่างๆ ก็จะลากยาวซึ่งมายถึง การไร้แนวทางแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน นำไปสูุ่การลงทุนที่ชะลอตัว

    สำหรับรัฐบาลใหม่ยังมีโจทย์สำคัญในการจัดการผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะกระทบหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกร รัฐบาลต้องทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มี “ความเจ็บปวดน้อยที่สุด” และสามารถนำไปสู่การปรับโครงสร้างในทิศทางที่ดี หากเกษตรกรได้รับการประคับประคองจนปรับตัวไปทำอย่างอื่นได้ ก็จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย แม้จะต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องงบประมาณไม่น่ามีปัญหาเพราะผ่านความเห็นชอบแล้ว

    สำหรับประชาชน หากไม่มีความหวังจากรัฐบาล ก็ต้องระมัดระวังตัวเอง โดยเฉพาะการใช้จ่ายและการออม เพราะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีแนวโน้มแย่กว่าครึ่งปีแรก ส่วนภาคเอกชน แม้ต้องการให้มีการตั้งรัฐบาลเร็วที่สุด สิ่งที่ต้องทบทวนก็คือต้องการ “รัฐบาลแบบไหน” หากเร่งรีบแต่ได้รัฐบาลแบบเดิม ผลลัพธ์ก็อาจไม่ต่างจากที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nJkXJvdIogWogQkxQNafL

  • ‘เศรษฐกิจไทย’เผชิญความเสี่ยง หากรัฐบาลใหม่ช้า  เศรษฐกิจสะดุด- หวั่นถูกหั่นเครดิตปท.

    ‘เศรษฐกิจไทย’เผชิญความเสี่ยง หากรัฐบาลใหม่ช้า เศรษฐกิจสะดุด- หวั่นถูกหั่นเครดิตปท.

    การเงิน-การลงทุน

    ‘เศรษฐกิจไทย’เผชิญความเสี่ยง หากรัฐบาลใหม่ช้า เศรษฐกิจสะดุด- หวั่นถูกหั่นเครดิตปท.

    29 ส.ค. 2025 เวลา 19:10 น.

    “อมรเทพ”แนะเร่งตั้งนายกฯ ตั้งรัฐบาลใหม่ หวังลดความไม่แน่นอนเศรษฐกิจ ชี้หากช้า เสี่ยงเศรษฐกิจไทยไตรมาส3สะดุดยาว ชี้รัฐบาลหมดเวลาฮันนีมูล เสี่ยงไทยถูกหั่นความเชื่อมั่นประเทศ

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยล่าสุด โดยระบุว่า  หลังจากมีความชัดเจนจากประเด็นทางการเมือง หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ศาลมีมติให้หลุดเก้าอี้นายกฯ จากประเด็นคลิปเสียงหลุดคุยฮุน เซน

    โดยมองว่า หลังจากนี้สิ่งที่ต้องติดตามคือการตั้งชุดรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับภาคเอกชนและนักลงทุนคือ ความชัดเจนและเสถียรภาพของรัฐบาล ไม่ใช่การเลือกข้างทางการเมือง

    ซึ่งคาดว่า ภายในสัปดาห์หน้า ส.ส.จะประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และคาดจะเห็นความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วๆนี้ ซึ่งหากแต่งตั้งได้โดยเร็วมองว่า จะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างกรอบมุมมองทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นได้

    อย่างไรก็ตามมองว่า โจทย์หลักของรัฐบาลชุดต่อไปยากมาก เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนการชะลอตัวในหลายภาคส่วน ทั้งการบริโภค การลงทุน การท่องเที่ยว และการค้าต่างประเทศ ภาคเอกชนจึงต้องการนโยบายที่เป็นรูปธรรม สามารถสร้างความเชื่อมั่นและผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

    ดังนั้นหากมีการแต่งตั้งล่าช้าอาจกระทบต่อ งบประมาณปี 2569 ได้  และอาจส่งผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 อาจสะดุดได้  ซี่งอาจนำไปสู่ ความเสี่ยงที่อาจทำให้ไทยถูกหั่นแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating Downgrade)ได้ 

    ผมว่าใครจะมาก็คงไม่หนีไปกว่าที่หลายคนเคยประเมินไว้ แต่โจทย์ขณะนี้ ท้าทายมาก เพราะวันนี้เราไม่มีเวลารอแล้ว รัฐบาลที่จะเข้ามาใหม่คงไม่มีเวลาฮันนีมูน กลับกันยิ่งต้องเร่งทำงานตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งด้วยซ้ำ ไม่เช่นกันเศรษฐกิจไทยอาจเสี่ยงสะดุดไปมากกว่านี้ และเราจะวิ่งตามประเทศอื่นๆไม่ทันไปอีก”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1196522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pLUTVF2vZSAQyROhhJ8pm

  • “พิชัย” มั่นใจเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ไม่กระทบดีลสหรัฐฯ

    “พิชัย” มั่นใจเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ไม่กระทบดีลสหรัฐฯ

    “พิชัย ชุณหวชิร” มั่นใจเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ผู้เกี่ยวข้องยังทำงานปกติ ไม่กระทบดีลภาษีสหรัฐฯ แม้ “แพทองธาร” หลุดตำแหน่ง

    วันที่ 30 ส.ค. 68 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ หลังกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า แม้จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง แต่เชื่อว่าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจสามารถแก้ไขได้ เพราะไม่ว่าใครจะรับผิดชอบก็ยังคงต้องทำหน้าที่ดูแลต่อไป

    เมื่อถูกถามว่าจำเป็นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจหรือไม่ นายพิชัยระบุว่า ทุกอย่างยังสามารถตอบโจทย์ได้ และผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังคงทำงานดูแลตามปกติ

    ส่วนความกังวลว่าการเจรจาภาษีและการค้ากับสหรัฐอเมริกาอาจสะดุดหรือไม่ นายพิชัยยืนยันชัดว่า “ไม่สะดุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2879735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32dXuHTMe6lzSiIyj8ImVO

  • เศรษฐกิจไทยปี 68 เสี่ยงโตต่ำสุดรอบ 5 ปี เหตุสุญญากาศการเมือง

    เศรษฐกิจไทยปี 68 เสี่ยงโตต่ำสุดรอบ 5 ปี เหตุสุญญากาศการเมือง

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่สูงขึ้น หลังจากที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต้องเข้าสู่รัฐบาลรักษาการ ทำให้การบริหารประเทศติดข้อจำกัด โดยเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.2–1.8% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี

    อัทธ์ พิศาลวานิช
    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    4 ปัจจัยเสี่ยงที่ไทยต้องเผชิญ

    1. การบริโภคชะลอ – ไตรมาส 1–2 ของปีนี้การบริโภคชะลอตัวอยู่แล้ว เมื่อเจอสถานการณ์การเมืองยิ่งกดดันกำลังซื้อ ขณะที่รายได้ลดและหนี้ครัวเรือนสูง
    2. การลงทุนเอกชนรอนโยบายใหม่ – แม้ไตรมาส 2/2568 การลงทุนเอกชนขยายตัว แต่หากรัฐบาลยังอยู่ในสถานะรักษาการ นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติยังรอดูท่าที ทำให้ Q4 มีแนวโน้มชะลอตัว
    3. ท่องเที่ยวไม่แน่นอน – ปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน ส่วนปี 2568 ณ สิ้นเดือนสิงหาคมมีเพียง 21 ล้านคน ต้องการอีก 14 ล้านคนในเวลา 4 เดือนเพื่อเทียบเท่าเดิม ซึ่งเป็นโจทย์ยากภายใต้รัฐบาลรักษาการ
    4. ภาษีทรัมป์กระทบหนัก – มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ Q4/2568 ทำให้สินค้าส่งออกของไทยถูกเก็บภาษีถึง 19% ขณะที่ไทยต้องเปิดให้นำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เสรี กระทบการค้าระหว่างประเทศโดยตรง

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจขึ้นกับการได้รัฐบาลใหม่

    ดร.อัทธ์ ประเมินว่า หากได้รัฐบาลใหม่เร็ว เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวสูงขึ้น แต่หากอยู่ในสภาพ “สุญญากาศทางนโยบาย” นานเกินไป GDP ไทยทั้งปีอาจลดเหลือเพียง 1.2%
        •    รักษาการสั้นเพียง 1 เดือน: GDP ปี 2568 โต 1.8%
        •    รักษาการ 3–4 เดือน: GDP โต 1.5%
        •    รักษาการมากกว่า 5 เดือน: GDP หดเหลือ 1.2%

    สูตรรัฐบาลใหม่ยังไม่หนุนเศรษฐกิจ

    สำหรับทางเลือกนายกรัฐมนตรีและสูตรการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าสูตรใดก็ยังมีข้อจำกัดและไม่สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    1. นายชัยเกษม นิติสิริ (เพื่อไทย+พรรคร่วมเดิม) – ขาดความเชื่อมั่น
    2. นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย+ประชาชน) – เน้นแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้โฟกัสเศรษฐกิจ
    3. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรคร่วมเดิม) – ยังขาดความเชื่อมั่นเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม ดร.อัทธ์ ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวเพียง 1.5% ตามฉากทัศน์ที่ 2 พร้อมเสนอว่า

    1. ต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อลดข้อจำกัดเชิงนโยบาย
    2. เร่งออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย รับมือผลกระทบจากภาษีทรัมป์
    3. นโยบายการลดดอกเบี้ยยังมีความจำเป็น เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/255936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iTTladS6ffOhib9XifLXa

  • ผู้แทนการค้าจีนเยือนสหรัฐฯ หารือกระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้า : อินโฟเควสท์

    ผู้แทนการค้าจีนเยือนสหรัฐฯ หารือกระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้า : อินโฟเควสท์

    กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยในวันนี้ (30 ส.ค.) ว่า หลี่ เฉิงกัง ผู้แทนการค้าของจีนเดินทางเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 27-29 ส.ค. เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี

    ระหว่างการเยือน หลี่ได้พบกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อตกลงที่ทำไว้ก่อนหน้านี้

    หลี่ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรบริหารจัดการความแตกต่าง และขยายความร่วมมือผ่านการเจรจาและการปรึกษาหารือบนพื้นฐานของความเท่าเทียม

    ทั้งนี้ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีอยู่ แม้มีการขยายเวลาการพักรบด้านภาษีออกไปจนถึงต้นเดือนพ.ย. โดยเมื่อต้นเดือนนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้จีนเพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งซื้อจากผลผลิตใหม่ที่กำลังจะเริ่มเก็บเกี่ยวในเดือนก.ย. ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ก็เตรียมเพิ่มความเข้มงวดต่อการนำเข้าสินค้าจากจีนในกลุ่มเหล็ก ทองแดง และลิเทียม เพื่อบังคับใช้มาตรการห้ามสินค้าที่เชื่อว่าผลิตด้วยแรงงานบังคับจากซินเจียง และเพื่อลดการขาดดุลการค้าตามเป้าหมายของทรัมป์

    การเดินทางของหลี่เกิดขึ้นหลังจากสองประเทศบรรลุข้อตกลงเลื่อนการขึ้นภาษีและผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการส่งออกสินค้าสำคัญ เช่น แม่เหล็กแร่หายากจากจีนและสินค้าเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ โดยท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ต่อจีนก็ปรับเปลี่ยนเป็นเชิงบวกมากขึ้น โดยมุ่งหวังให้เกิดข้อตกลงเศรษฐกิจที่จะเปิดตลาดจีนให้ธุรกิจและเทคโนโลยีอเมริกันมากขึ้น อีกทั้งยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s_U2RIn_4u8j17t2l9KFa