Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจอวกาศไม่ใช่ ‘ทิ้งเงินบนฟ้า’ แต่คือโอกาสใหม่ของคนไทย

    เศรษฐกิจอวกาศไม่ใช่ ‘ทิ้งเงินบนฟ้า’ แต่คือโอกาสใหม่ของคนไทย

    นวัตกรรม

    เศรษฐกิจอวกาศไม่ใช่ ‘ทิ้งเงินบนฟ้า’ แต่คือโอกาสใหม่ของคนไทย

    เวทีเสวนาเรื่อง อวกาศไทยไปไกลได้แค่ไหนกับงบประมาณหลักพันล้านบาท ในงาน Thailand Space Expo 2025 สะท้อนความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศ กลไกที่จะสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทย

    • เวทีเสวนา “อวกาศไทยไปไกลได้แค่ไหนกับงบประมาณหลักพันล้านบาท” สะท้อนความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศ กลไกที่จะสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทย
    • การลงทุนดาวเทียม THEOS 2 มีค่า Economic Internal Rate of Return (EIRR) ประมาณ 19% คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก
    • เศรษฐกิจอวกาศสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้างแล้วกว่า 500,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 530,000 ตำแหน่ง (ข้อมูลปี 2562)

    ในมุมของสังคมที่บอกว่าคนไทยกินข้าวอยู่ในบ้านก็ยังไม่พอเหรอ ทําไมจะต้องไปทําอะไรที่อวกาศ จึงขอทำความเข้าใจในเรื่องของ “เศรษฐกิจอวกาศ” ไม่ใช่เราเอาเงินไปทิ้งในอวกาศ

    แต่มันคือการสร้างการเปลี่ยนแปลงสร้างรายได้ใหม่และสร้างโอกาสใหม่ที่จะทําให้เราทุกคนได้รับประโยชน์ โดยอาศัยเทคโนโลยีอวกาศมาช่วยให้เราเจริญเติบโตและเดินไปข้างหน้า”

    มุมมองในเรื่องเศรษฐกิจอวกาศจาก ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ระหว่างการเสวนาเรื่อง “อวกาศไทยไปไกลได้แค่ไหนกับงบประมาณหลักพันล้านบาท”

    ในงาน Thailand Space Expo 2025 จัดโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA

    แผนยุทธศาสตร์ ววน.

    ประเทศไทยเริ่มเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของวงการอวกาศโลก ผ่านความร่วมมือพัฒนาโครงการสร้างสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ที่เรียกว่า International Lunar Research Station หรือ ILRS กับประเทศจีนและชาติพันธมิตรอื่นๆ ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2567 เพื่อศึกษาพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการสำรวจอวกาศ

    ศ.ดร.สมปอง กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอวกาศ หรือ Space Economy อย่างจริงจัง

    โดยมุ่งหวังให้เศรษฐกิจสาขานี้กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญที่จะยกระดับการพัฒนาประเทศ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2564-2570) ที่กำลังเข้าสู่ช่วงท้าย

    ความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมคือโครงการทดลองผลึกเหลวในอวกาศ Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) ในสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) โดยนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นความมือกับ NASA 

    การทดลอง “ผลึกเหลวในอวกาศ”นี้ อาจนำไปสู่นวัตกรรมหน้าจอ LCD รุ่นใหม่ที่ทนแรงดันในระดับอวกาศและเปลี่ยนรูปแบบสีได้หลากหลายกว่าเดิม แสดงให้เห็นว่าไทยสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก

    สำหรับงบประมาณภาครัฐ 3.7 ล้านล้านบาทถือว่าจำกัดมาก ทางออกสำคัญคือการสร้างพันธมิตรต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่ปล่อยดาวเทียมและยานอวกาศเป็นประจำทุกวัน มีโอกาสสร้างรายได้หลักพันล้านบาท

    ซึ่ง GTSTDA สกสว. และหน่วยงานภาครัฐพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับต่างประเทศและภาคเอกชน ขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศในไทยไม่น้อยกว่า 50-100 หน่วยงาน หากทุกภาคส่วนบูรณาการทำงานร่วมกันจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้

    โอกาสทางเศรษฐกิจที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

    ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องอวกาศ หลายคนอาจนึกถึงภาพของมนุษย์อวกาศหรือการเดินทางไปดวงจันทร์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว

    แต่ความจริงแล้ว คนไทยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศในชีวิตประจำวันมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว

    ไม่ว่าจะเป็น ดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมถ่ายภาพ หรือระบบกำหนดตำแหน่งที่ใช้ในแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Google Maps และ Grab ล้วนมีที่มาจากข้อมูลอวกาศทั้งสิ้น

    ในอดีต ประเทศไทยใช้ดาวเทียมเพียง 2 ดวงสำหรับการสื่อสารและถ่ายภาพ เมื่อคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากข้อมูลดาวเทียมในแต่ละปีมีมากกว่า 2,000 ล้านบาทจากการนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย

    ทั้งการติดตามสถานการณ์น้ำท่วม การวางแผนการเพาะปลูก การวางแผนพัฒนาเมืองและการติดตามคุณภาพอากาศ เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5

    การลงทุนในโครงการดาวเทียม THEOS 2 มีค่า Economic Internal Rate of Return (EIRR) ประมาณ 19% ซึ่งถือว่าคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก

    จากข้อมูลในปี 2562 พบว่า อุตสาหกรรมที่เกิดจากอวกาศโดยตรงของประเทศไทยมีมูลค่า 30,000 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาถึงเศรษฐกิจในวงกว้าง (Wider Economy) ที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ล้านบาท หรือมีตัวคูณถึง 15 เท่า นอกจากนี้ยังสร้างการจ้างงานมากกว่า 530,000 ตำแหน่ง

    ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้อุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทยอาจยังไม่ใหญ่มากในปัจจุบัน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่มาก

    การพัฒนาทักษะและความรู้ของคนไทยในอุตสาหกรรมใหม่นี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่หลายอุตสาหกรรมเริ่มใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมากขึ้น

    ประเทศไทยมีแผนจะเพิ่มจำนวนดาวเทียมอีก 16 ดวงในอีก 7 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง “สเปซพอร์ต” (Spaceport) ซึ่งจะเป็นฐานสำหรับการส่งจรวดไปสู่อวกาศ คล้ายกับสนามบิน

    หากโครงการนี้สำเร็จ จะส่งผลให้เกิดเมืองใหม่และเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปีกว่าจะพร้อมให้บริการ แต่การวางแผนตั้งแต่วันนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    จุดพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

    ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า จากการศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัตนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ดำเนินการร่วมกับจิสด้า เมื่อปี 2562 พบว่า

    มูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทยอยู่ที่มากกว่า 500,000 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมอวกาศโดยตรงมีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต

    จิสด้ากำลังผลักดันทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ (upstream) เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง และอุตสาหกรรมปลายน้ำ (downstream) ที่ครอบคลุมการนำเทคโนโลยีอวกาศไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Google Maps, GPS และระบบโทรคมนาคม

    ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มีรากฐานจากอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ท่ามกลางภาพรวม GDP ที่ขยายตัวเพียง 2-3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโต 4-5% รัฐบาลพร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังมองหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อทดแทนอุตสาหกรรมเดิมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ​​

    อุตสาหกรรมอวกาศเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    อีกทั้งการสร้างการรับรู้ (awareness) ให้สังคมเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมและการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มศักยภาพในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1205381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yCNkMuTit7fobcGQV8RBD

  • กระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ เป็นขยายตัว 2.4% มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม

    กระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ เป็นขยายตัว 2.4% มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม

    กระทรวงการคลัง มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นหล่ม ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 โต 2.4% ถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าสำนักวิจัยหลายแห่ง พร้อมคาด GDP ปี 2569 จ่อแผ่วลง เหลือขยายตัว 2.0% จากการส่งออกที่ชะลอตัวลง

    วันนี้ (30 ตุลาคม) วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง อัปเดตประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.4% สูงกว่าประมาณการครั้งก่อน เมื่อกรกฎาคม ที่ 2.2% เหตุมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปีและการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ปี 2569 คาดว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงที่ 2.0% เนื่องจากมีการเร่งส่งออก (Front-Loading) ในปี 2568 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ขยายตัวได้ดี

    ทั้งนี้ ตัวเลขประมาณการของ สศค. นับว่ามากสุดเมื่อเทียบกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประมาณการ GDP ปี 2568 ไว้ที่ 2.2% และปีต่อไปที่ 1.6% รวมไปถึงตัวเลขประมาณการของธนาคารโลก (World Bank) ที่ 2.0% สำหรับปี 2568 และ 1.8% สำหรับปี 2569 ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่ที่ 2.0% ในปี 2568 และ 1.6% ในปีต่อไป

    กระทรวงการคลัง ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้ เป็นขยายตัว 2.4% มั่นใจมาตรการรัฐ ดันเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม 1

    เปิดปัจจัยสนับสนุน คาดการณ์ GDP ปี 2569

    1. ภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้น โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า จากความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ประกอบกับจะมีการจัดงานสำคัญต่าง ๆ เช่น งานมหกรรมพืชสวนโลกปี 2569 และการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group – WBG) ประจำปี

    2. การบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 2.4% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.9% ถึง 2.9%)

    3. การลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 3.0% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5% ถึง 3.5%) จากการเร่งรัดการเบิกจ่ายและลงทุนของภาครัฐ

    4. ขณะที่คาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัวที่ 1.6% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1% ถึง 2.1%) และการลงทุนภาคเอกชนคาดขยายตัวที่ 1.7% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.2% ถึง 2.2%) ซึ่งช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย

    5. ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.5% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.0% ถึง 1.0%) ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 15.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.5% ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.0% ถึง 3.0% ของ GDP)

    เปิดปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาในปีหน้า

    1. นโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ และผลกระทบทางอ้อมจากการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีที่ย้ายตลาดเข้าสู่ไทยมากขึ้น

    2. ทิศทางของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    4. ระดับหนี้ครัวเรือนของภาคประชาชนและ SMEs

    5. การย้ายฐานการลงทุนและการผลิตในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ”

    เชื่อมาตรการ ‘Quick Big Win’ ช่วยเศรษฐกิจพ้นติดหล่ม

    โฆษกกระทรวงการคลังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 มีโอกาส ‘พ้นจากรถติดหล่ม’ และเป็นจุด ‘Turning Point’ หลังชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทยอยเดินหน้าเต็มรูปแบบ โดยมาตรการหลักที่คาดว่าจะหนุนการใช้จ่ายประกอบด้วย

    • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 22,780 ล้านบาท
    • โครงการคนละครึ่ง พลัส รัฐสนับสนุน 44,000 ล้านบาท
    • มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว (5 มาตรการย่อย)
    • มาตรการ Front Load ของกระทรวงการคลัง

    มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 4 ‘ดีกว่า’ ประมาณการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งก่อนหน้านี้ประเมินการเติบโตอยู่ที่ 0.3%

    ด้านประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 ล่าสุด กระทรวงการคลังประเมินว่า ครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวได้ราว 1.8% โดยตัวเลขไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะใกล้เคียงกับที่ สศช. ประเมินไว้ จึง “มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิน 1%” สำหรับการเติบโตในไตรมาสที่ 4

    ทั้งนี้ วินิจระบุว่า มาตรการกระตุ้นด้านการบริโภคเริ่มเห็นผลชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง ที่มียอดการใช้จ่ายสะสมแล้ว 2,267 ล้านบาท ณ เวลา 10.00 น. ของวันที่ 30 ตุลาคม และเชื่อว่ามาตรการอื่นๆ ที่ออกตามมา ก็จะได้รับผลตอบรับในลักษณะเดียวกัน

    อาจพิจารณามาตรการเพิ่ม หนุนการส่งออก

    สำหรับการออกมาตรการเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น วินิจกล่าวว่า จำเป็นต้องพิจารณาภาวะเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังคงไม่แน่นอน ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการส่งออก

    “ก็พยายามจะหามาตรการที่จะจัดการเรื่องนี้อยู่ แล้วก็เร่งกันในเรื่องของการส่งออกครับ” วินิจกล่าว

    บรรยากาศระหว่างไทยสหรัฐฯ ที่นายกบอกว่าดีขึ้น

    เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยภายใต้บรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างไทยและสหรัฐฯ ตามที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยหลังการพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แบบไม่เป็นทางการ ระหว่างการประชุม APEC นั้น

    วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า บรรยากาศเชิงบวกดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่น และถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ในหลายด้าน

    “อย่างน้อยในเรื่องของความเชื่อมั่นต้องดีขึ้นแน่ครับ แต่คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีความไม่แน่นอนหลายส่วน และต้องรอความชัดเจนเรื่องภาษีการค้าครับ” วินิจกล่าว

    เงินเฟ้อไทยอาจติดลบ ยาวถึงไตรมาส 2 ปีหน้า แต่ไม่เข้าเงื่อนไข ‘เงินฝืด’

    วินิจ ระบุว่า ภาพรวมเงินเฟ้อปีนี้ยังติดลบเล็กน้อย โดยตัวเลขเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ที่ประมาณ -0.01% ขณะที่จากการประชุมกับ ธปท. เมื่อสัปดาห์ก่อน มีสัญญาณว่าอัตราเงินเฟ้ออาจติดลบต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2 ปีหน้า ส่งผลให้ทั้งปีนี้และปีหน้ามีโอกาสไม่แตะกรอบล่างเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1%

    อย่างไรก็ดี แม้เงินเฟ้อติดลบยาว แต่วินิจชี้ว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขภาวะเงินฝืด (Deflation) เนื่องจากนิยามภาวะเงินฝืดต้องประกอบด้วยการชะลอตัวของ GDP และกำลังซื้อที่ลดลงพร้อมกัน ซึ่งขณะนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 4 ยังช่วยพยุงอุปสงค์ในระบบ ทำให้การลดลงของราคาเป็นลักษณะ ‘cost effect’ มากกว่าจะสะท้อนภาวะเศรษฐกิจหดตัว

    โฆษกกระทรวงการคลังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงการคลังจะมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการคลังภายใต้แนวคิด ‘กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว’ หรือ ‘Quick Big Win’ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดีขึ้นทั้งในระยะสั้นและยังคำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนในระยะยาว

    โดยกำหนดการดำเนินงานเป็น 5 เสาหลัก ประกอบด้วย 1) การกระตุ้นเศรษฐกิจ 2) การลดภาระประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) 3) การส่งเสริมธุรกิจ SMEs 4) เพิ่มการออมภาคประชาชน และ 5) การลงทุนเพื่ออนาคต นอกจากนี้ ต้องวางรากฐานทางการคลังเพื่อสร้างความมั่นคง ยั่งยืน เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mof-raises-gdp-forecast/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RaEKBVROLnA5kd-3nYMH2

  • ภาคอสังหาฯ รวมพลังดันเศรษฐกิจปลายปีจัดมหกรรมบ้าน-คอนโดครั้งที่ 48 ตั้งเป้าขายกว่า 1 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    ภาคอสังหาฯ รวมพลังดันเศรษฐกิจปลายปีจัดมหกรรมบ้าน-คอนโดครั้งที่ 48 ตั้งเป้าขายกว่า 1 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    นายองคฤทธิ์ พรหมโยธี ประธานการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 30 ต.ค.-2 พ.ย. 68 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังอยู่ในบรรยากาศแห่งความอาลัย ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงให้กับสังคมไทย การจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดจึงจะดำเนินไปด้วยความสำรวม แต่ไม่หยุดนิ่งในการเป็นเวทีสร้างโอกาสให้ประชาชนได้เลือกที่อยู่อาศัยรวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมุ่งมั่นผลักดันมาตรการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนไทย

    “ปีนี้ถือเป็นปีแห่งความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ การปรับตัวของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านต้องอาศัยความมั่นใจและข้อมูลที่ชัดเจน เราจึงออกแบบกลยุทธ์ Fast Track ทางด่วนของคนอยากมีบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงโครงการและสินเชื่อได้รวดเร็วที่สุด ลดภาระขั้นตอนที่ไม่จำเป็น พร้อมรับข้อเสนอพิเศษจากผู้พัฒนาโครงการและธนาคารชั้นนำในงานนี้” นายองคฤทธิ์ กล่าว

    ภายในงานมีการนำเสนอครบทุกประเภทอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน พร้อมข้อเสนอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเฉพาะในงาน จากสถาบันการเงินชั้นนำ อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารออมสิน และบริษัทบริหารสินทรัพย์ชั้นนำ ซึ่งพร้อมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดแก่ผู้สนใจซื้อบ้านในช่วงปลายปี

    ขณะเดียวกัน การจัดงานในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงแนวโน้มฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านแนวราบและโครงการระดับลักซ์ชัวรี-ระดับกลาง ยังคงมีความต้องการสูง สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

    “เรามองเห็นสัญญาณเชิงบวกของตลาดก่อนหน้านี้ ทั้งจากการลดอัตราดอกเบี้ย และมาตรการสนับสนุนของภาครัฐเอง รวมถึงการยื่นข้อเสนอและมาตรการใหม่ที่หวังใจว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเสริมพลังให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง พร้อมตั้งเป้ายอดขายในงานครั้งนี้กว่า 1 หมื่นล้านบาท” นายองคฤทธิ์ กล่าว

    การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงสินค้าด้านที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็น “สนามนโยบาย” ที่ภาคอสังหาฯ จะจับตาทิศทางการทำงานของรัฐบาลใหม่ว่าจะขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจใดเป็นแรงส่งสำคัญในปี 69 โดยปีนี้เป็นความท้าทายคือการส่งไม้ต่อจากครั้งความสำเร็จที่ผ่านมา จากการสร้างยอดขายสูงสุดในประวัติการณ์กว่า 2 หมื่นล้านบาทมาแล้ว ดังนั้น การจัดงานในครั้งนี้ จึงได้วางกลยุทธ์และเป้าหมายภายใต้แนวคิด ‘New Marketplaces, Serve Supply on Every Demand’ และกลยุทธ์ ‘Fast Track ทางด่วนของคนอยากมีบ้าน’ ที่ออกแบบขั้นตอนซื้อบ้านหรือคอนโดให้สะดวก ง่าย รวดเร็ว และตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_wMs0mqj0d9fNWbHJrJ9L

  • เศรษฐกิจฝรั่งเศสโตเกินคาดใน Q3/68 ปัดเป่าความกังวล แม้การเมืองยังปั่นป่วน : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสโตเกินคาดใน Q3/68 ปัดเป่าความกังวล แม้การเมืองยังปั่นป่วน : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสกลับมาขยายตัวอย่างเหนือความคาดหมายในไตรมาสที่ 3/2568 ด้วยอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 ช่วยสยบความหวั่นวิตกว่าสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่ปั่นป่วนจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (Insee) เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นในวันนี้ (30 ต.ค.) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของฝรั่งเศส ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซน ขยายตัว 0.5% ในช่วงเดือนก.ค.ถึงก.ย. เร่งตัวขึ้นจาก 0.3% ในไตรมาสก่อนหน้า และยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.2%

    รายงานระบุว่า ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการค้าต่างประเทศและอุปสงค์ภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น โดยตัวเลขการส่งออกทะยานขึ้นถึง 2.2% ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากอุตสาหกรรมการบิน ขณะที่การนำเข้าลดลง 0.4% ส่งผลให้ภาคการค้าต่างประเทศมีส่วนช่วยหนุน GDP มากถึง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์

    ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคธุรกิจก็เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 0.9% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ช่วยชดเชยการบริโภคภาคครัวเรือนที่ขยายตัวอย่างซบเซาเพียง 0.1% แม้ว่าโดยปกติแล้วการบริโภคจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศก็ตาม

    ตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งนี้เกิดขึ้นสวนทางกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปราะบางอย่างยิ่ง โดยนายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการรักษาเสถียรภาพงบประมาณและหลีกเลี่ยงชะตากรรมซ้ำรอยนายกฯ สองคนก่อนหน้าที่ถูกสภาแห่งชาติลงมติไม่ไว้วางใจ

    สถานการณ์การคลังและการเมืองที่ย่ำแย่ลงได้ส่งผลให้ฝรั่งเศสถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดอันดับเครดิตหลายครั้ง ท่ามกลางคำเตือนจากผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศสที่ระบุว่า ประเทศกำลังเผชิญ “การถูกบีบรัดอย่างช้า ๆ” จากการไม่สามารถจัดการกับภาระหนี้ที่พอกพูนขึ้นได้

    ความเสี่ยงทางการเมืองเหล่านี้ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ครัวเรือน และนักลงทุน สะท้อนจากกิจกรรมภาคเอกชนที่หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ในเดือนต.ค. และต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในยุโรป

    ในภาพรวมของยูโรโซน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิก 20 ชาติจะขยายตัว 0.1% ในไตรมาสที่ 3/68 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคสามารถรับมือกับความวุ่นวายด้านกำแพงภาษีการค้าได้ค่อนข้างดี ในขณะเดียวกัน คาดว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ในการประชุมช่วงค่ำวันนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-UAbghY5Vg0i2pXGlSdHA

  • “ม.หอการค้าไทย” คาด “คนละครึ่งพลัส” ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 1.5 พันล้าน

    “ม.หอการค้าไทย” คาด “คนละครึ่งพลัส” ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 1.5 พันล้าน

    วันนี้( 30 ต.ค.68) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส ของรัฐบาลซึ่งมีการเริ่มใช้ไปเมื่อวันที่ 29 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา โดยการสำรวจจากผู้เข้าร่วมโครงการ 20 ล้านคนจะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และประเมินว่าการใช้จ่ายต่อวันในมาตรการดังกล่าวจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000-1,500 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศ

    นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวผลสำรวจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส 2568 ว่า โดยส่วนใหญ่ 86.8% เคยเข้าร่วมคนละครึ่งครั้งก่อน และ 64.6% ได้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการในกลุ่ม 2,000 บาท และ 75.1% คาดว่านำเงินไปใช้แบบเต็มจำนวน โดย 54.2% ใช้ภายในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และจากการสำรวจยังพบว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส คนส่วนใหญ่ยังมองว่ากระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิตได้ แต่ไม่ได้มากนัก และหากโครงการคนละครึ่งพลัส รอบสอง 83.9% เข้าร่วมแน่นอน 12.3% ไม่เข้าร่วม 3.8% ไม่แน่ใจ

    อ่านข่าว : “คนละครึ่งพลัส” เงินสะพัดวันแรก 1,500 ล้าน คลังแย้มคนตกหล่นรอเฟส 2

    มท.หนุน “คนละครึ่ง พลัส” กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ชวนร้านค้า-OTOP ลงทะเบียน 

    ม.หอการค้าไทย คาดเงินสะพัด 9,677 ลบ. ลอยกระทงปี 68 ช่วงไว้อาลัย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HRUQnaSKj5fc653CLIy56

  • ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลสถาบันการเงินไทย

    ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลสถาบันการเงินไทย

    (29 ตุลาคม 2568) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ และผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกับ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย และผู้บริหารระดับสูงของธนาคารสมาชิก เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังมุมมองทางด้านเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายด้านการกำกับดูแลสถาบันการเงิน รวมถึงการประสานความร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกเพื่อผลักดันมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินของธุรกิจ SMEs และประชาชนรายย่อย การยกระดับการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมายผ่านช่องทางต่าง ๆ ของกลุ่มทุนเทา ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่าง ธปท. สมาคมธนาคารไทย รวมทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20251030.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw300r1qI7obgDBws0q2qstb

  • ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    sustainability

    ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    'เศรษฐกิจสีน้ำเงิน' พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ขุมทรัพย์แห่งการลงทุนใหม่

    ทรัพยากรธรรมชาติคือรากฐานของเศรษฐกิจโลก แต่การเสื่อมโทรมของมหาสมุทรกำลังสร้างความเสี่ยงมหาศาล ขณะเดียวกัน “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างยั่งยืน กลับเป็นทางออกที่สร้างผลตอบแทนมหาศาลและงานใหม่นับล้าน

    • เศรษฐกิจสีน้ำเงินคือแนวคิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อไทยที่ภาคส่วนนี้มีส่วนใน GDP ถึง 30%
    • โมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูธรรมชาติในเศรษฐกิจสีน้ำเงินสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจทั่วโลกได้ถึง 10.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสร้างงานใหม่เกือบ 400 ล้านตำแหน่งภายในปี 2573
    • มี 6 กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพการลงทุนสูง เช่น การอนุรักษ์มหาสมุทร การประมงยั่งยืน พลังงานหมุนเวียนจากทะเล และเศรษฐกิจหมุนเวียน
    • “การเงินสีน้ำเงิน” (Blue Finance) เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bonds) กำลังกลายเป็นตลาดการลงทุนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลที่ยั่งยืน

    ทรัพยากรธรรมชาติคือรากฐานของเศรษฐกิจโลก แต่การเสื่อมโทรมของมหาสมุทรกำลังสร้างความเสี่ยงมหาศาล ขณะเดียวกัน “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างยั่งยืน กลับเป็นทางออกที่สร้างผลตอบแทนมหาศาลและงานใหม่นับล้าน 

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ภาคส่วนนี้ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ มีส่วนใน GDP ถึง 30 % และกำลังเป็นพรมแดนใหม่ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

    มหาสมุทรคือสินทรัพย์ ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว

    ธรรมชาติเป็นพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด โดยเฉพาะ มหาสมุทร ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิตของโลก ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุด ดูดซับความร้อนส่วนเกินจากกิจกรรมของมนุษย์ได้กว่า 90% และเป็นที่มาของรายได้และการจ้างงานของประชากรหลายพันล้านคนทั่วโลก

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ได้ผลักดันให้โลกเข้าใกล้ “จุดพลิกผัน” (tipping points) ซึ่งรวมถึงการที่มหาสมุทรมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้ได้เปิดโปงความเสี่ยงเชิงระบบและระยะยาวต่อตลาดโลก โดยมีการประมาณการว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 44 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ GDP โลก ต้องพึ่งพาบริการจากธรรมชาติในระดับปานกลางถึงสูง

    โอกาสทอง 10.1 ล้านล้าน จากโมเดลธุรกิจ “ฟื้นฟูธรรมชาติ”

    แม้จะมีความท้าทาย แต่ความหวังก็ยังคงมีอยู่ รายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ชี้ว่า โมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นการ “ฟื้นฟูธรรมชาติ” (nature-positive) สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ถึง 10.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี และสร้างงานใหม่ได้ถึง 395 ล้านตำแหน่งภายในปี  2573 

    การประชุมสมัชชาการอนุรักษ์โลก (World Conservation Congress) ซึ่งจัดโดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาล ธุรกิจ และภาคประชาสังคม จะต้องนำหลักการปฏิบัติที่มุ่งเน้นการฟื้นฟู (regenerative practices) มาใช้ในการดำเนินงาน

    ประเทศไทยกับ “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน”

    ข้อมูลจาก Beach Lover สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่ชายฝั่งและทะเลที่มีชีวิตชีวาใน 23 จังหวัดชายทะเล ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ถือเป็นรากฐานความมั่งคั่งที่สำคัญยิ่ง ภาคส่วนนี้มีส่วนในการสร้าง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถึงราว 30 % และสร้างการจ้างงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการประมง 

    แนวคิด “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” (Blue Economy) ซึ่งหมายถึงการใช้ การฟื้นฟู และการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ได้กลายเป็นวาระสำคัญของชาติ โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง ได้ให้ความสำคัญกับการบูรณาการแนวคิดนี้ในยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นหลักการสำคัญ 3 ด้าน คือ ระบบเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และความมั่นคง 

    6 กลุ่มธุรกิจแห่งอนาคต ที่มีศักยภาพในการลงทุนสูง

    รายงาน Making Waves in the Regenerative and Sustainable Ocean Economy จาก World Economic Forum ร่วมกับพันธมิตร ได้ระบุ 6 กลุ่มธุรกิจ ในเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่มีศักยภาพการลงทุนทั่วโลกสูงถึง 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี จนถึงปี  2573 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนในประเทศไทย ได้แก่

    • การอนุรักษ์มหาสมุทร: การลงทุนในพื้นที่คุ้มครองทางทะเล การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และธุรกิจ “คาร์บอนสีน้ำเงิน” (Blue Carbon)
    • การประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน: การใช้เทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการผลิตอาหารทะเลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน
    • เศรษฐกิจหมุนเวียนและเทคโนโลยีสีน้ำเงิน: ธุรกิจที่ป้องกันความเสื่อมโทรมของมหาสมุทร เช่น การนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ และการจัดการของเสีย
    • พลังงานหมุนเวียนจากมหาสมุทร: พลังงานคลื่น พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง และพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งในทะเลโดยไม่กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
    • โครงสร้างพื้นฐานสีน้ำเงินที่ยั่งยืน: การพัฒนาระบบขนส่งทางทะเล ท่าเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโซลูชัน “สีเขียว/สีน้ำเงิน”
    • “จากสันเขาถึงแนวปะการัง” (Ridge to Reef): การลงทุนในโซลูชันแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงการเกษตร การป่าไม้ และการจัดการการใช้ที่ดิน เข้ากับการจัดการชายฝั่ง

    การเงินสีน้ำเงิน ไม่ใช่แค่การกุศล แต่คือโอกาสทางการเงิน

    ปัจจุบัน มีการจัดสรรเงินทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินอย่างยั่งยืน น้อยกว่า 1% ของเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการและเงินบริจาคเพื่อการกุศลทั้งหมด ทำให้เกิดช่องว่างทางการตลาดขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีการลงทุนอย่างเพียงพอ

    อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี  2561  จำนวนกองทุนที่มุ่งเน้นมหาสมุทรได้เพิ่มขึ้นถึง สิบเท่า และมีการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bonds) ตัวอย่างเช่น ธนาคาร First Abu Dhabi Bank ได้ประกาศออกพันธบัตรมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

    การเงินคือ มหาสมุทรไม่ใช่ตลาดเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่เน้นผลกระทบ (Impact Investors) หรือองค์กรการกุศลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภาคส่วนที่มีศักยภาพสูงที่ผลตอบแทนทางการเงินสอดคล้องกับผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ

    ที่มา : World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1205142&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1237oR9EshwfzhDbO0SNll

  • สศค. คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

    สศค. คาด GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

    สศค. ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2568 โต 2.4% ชี้ได้แรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐช่วงปลายปี ขณะที่ GDP ปี 69 ชะลอตัว 2% จากเร่งส่งออกหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีสหรัฐฯ พร้อมเชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวโน้มจีดีพีไทยปี 2568 คาดว่าจะเติบโตที่ 2.4% ปรับเพิ่มจากครั้งก่อนคาดการณ์ที่ 2.2% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.9-2.9% หลังได้รับแรงหนุนจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และการส่งออกสินค้าในรูปแบบสกุลดอลลาร์สหรัฐขยายตัวที่ 10% รวมถึงการเร่งส่งออกของเอกชนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และจีนในไตรมาส 3 ปี 2568

    ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าจะอยู่ที่ -0.2% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากราคาพลังงานลดลงทั้งค่าไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง ตามนโยบายรัฐบาล และราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง และจากการประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อติดลบถึงไตรมาส 2 ปี 2569 ไม่เข้าสู่กรอบเงินเฟ้อขั้นต่ำ 1% แต่มองว่าหลายมาตรการที่รัฐบาลทำจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อไตรมาส 4 ซึ่งช่วยให้เงินเฟ้อดีขึ้นได้

    อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นสัญญาณการเกิดภาวะเงินฝืดอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ซึ่งภาวะเงินฝืดจะต้องเกิดอัตราเงินเฟ้อติดลบ จีดีพีชะลอตัว และกำลังลดลง แต่หลายมาตรการที่รัฐบาลออกมาในช่วงไตรมาส 4 จะยังช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนได้ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2568 คาดว่ามีจำนวน 33.5 ล้านคน สร้างรายได้ 1.56 ล้านล้านบาท ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 46,570 บาท/คน/ทริป

    สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ส่งสัญญาณค่อนข้างดี ทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังโตสูง โดยมาตรการต่างๆ ที่ออกมา และทั้ง 4 มาตรการ คือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, คนละครึ่งพลัส มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือ ฟรอนต์โหลด จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเติบโตเกิน 1% แน่นอน

    ส่วนปี 2569 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงที่ 2.0% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 1.5-2.5% เนื่องจากมีการเร่งส่งออก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวลง -1.5%

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 35.5 ล้านคน มีรายได้จากภาคการท่องเที่ยว 1.68 ล้านล้านบาท ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 47,280 บาท/คน/ทริป การบริโภคที่ขยายตัวดีขึ้นที่ 2.4% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 3.0% จากการเร่งเบิกจ่ายและลงทุนภาครัฐ

    นายวินิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารกรุงไทยมีระบบ Data Analytics เพื่อตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ซึ่งหากมีข้อมูลและหลักฐานเพียงพอจะระงับการใช้สิทธิ์ และระงับการจ่ายเงินร้านค้า พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะไม่มีการยอมความ เพื่อให้มั่นใจว่าการซื้อขายในโครงการตรงตามเป้าหมายที่ต้องการ เบื้องต้นเริ่มระงับสิทธิ์ผู้ต้องสงสัยที่เป็นร้านค้าไปแล้วประมาณ 6-7 ราย แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่จับกุม 3 รายเมื่อวานนี้ อย่างไรก็ตาม จะต้องมาตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่ามาจากสาเหตุใด หากสามารถชี้แจงได้ก็จะให้โอกาสคืนสิทธิ์เข้าโครงการฯ

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส มีการใช้จ่ายได้อย่างกระจายตัวทั่วประเทศ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีการใช้จ่ายมากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ภาคตะวันตกมีการใช้จ่ายน้อยที่สุดเนื่องจากปริมาณร้านค้าเข้าร่วมโครงการฯ มีจำนวนน้อย โดยขณะนี้มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 696,000 ร้านค้า ขอเชิญชวนร้านค้าว่ายังมีเวลาเข้าร่วมโครงการฯ และย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่ได้ทำมาเพื่อหลอกให้ใครมาโดนกับดักเพื่อเสียภาษี แต่เป็นโอกาสที่จะทำให้ได้ลูกค้ามากขึ้น จึงจะไม่เก็บภาษีร้านค้าย้อนหลังอย่างแน่นอน และในช่วงต่อไปจะมีเรื่องอัพสกิลให้ร้านค้าในแอปถุงเงิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อให้ร้านค้ามีการปรับตัว เข้าถึงเทคโนโลยี ทำบัญชีรายรับรายจ่ายออนไลน์ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการเข้าถึงสินเชื่อ และแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกู้หนี้นอกระบบ

    ส่วนระบบการจ่ายเงิน เช่น การจ่ายกับรถไฟฟ้า ก็ยังยืนยันให้เป็นเกณฑ์เดิม ยอมรับว่าการทำคนละครึ่งเฟสนี้ มีเวลาค่อนข้างกระชั้น จึงเลือกใช้โมเดลเดิม ทั้งนี้ในอนาคตซึ่งอาจจะต้องดูว่าจะมีคนละครึ่งเฟสต่อไปหรือไม่ อาจจะมีการหาวิธีที่สะดวกสบายเพิ่มขึ้น ยืนยันว่าขั้นตอนที่ทำเพื่อต้องการป้องกันเรื่องการทุจริต

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KUZyZHxOtp_blxSITy-fe

  • “อภิสิทธิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยโตช้า เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัย ฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน

    “อภิสิทธิ์” ชี้เศรษฐกิจไทยโตช้า เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัย ฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน


    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ระบุเศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2% ต่อปี ต่ำสุดในภูมิภาค เหตุเครื่องยนต์ท่องเที่ยวยังไม่กลับมาทำงานเต็มกำลัง

    นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังเติบโตในอัตราที่ช้า เนื่องจาก “เครื่องยนต์ท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ ยังไม่กลับมาทำงานเต็มกำลัง โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ต่ำที่สุดในภูมิภาค ทั้งที่ในอดีตสามารถเติบโตได้ถึง 7–8% ต่อปี

    นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องจักรหลักของเศรษฐกิจไทย เห็นได้ชัดจากช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เมื่อการท่องเที่ยวสะดุด เศรษฐกิจทั้งระบบก็ได้รับผลกระทบทันที แม้หลายฝ่ายคาดว่าไทยจะฟื้นตัวได้รวดเร็วหลังโควิด แต่ปัจจุบันตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนวิกฤติที่เคยมีราว 40 ล้านคนต่อปี โดยปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังต่ำกว่าเป้า และมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน

    อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัญหาหลักที่กระทบต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวคือ การหายไปของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งก่อนโควิดเคยมีมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันยังไม่ฟื้นกลับมา ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย กลับได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มเดียวกัน โดยไม่ได้เกิดจากนโยบายของรัฐบาลจีน แต่เพราะ นักท่องเที่ยวจีนไม่รู้สึกปลอดภัยในการมาเที่ยวประเทศไทย หลังจากมีคลิปและข่าวในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการลักพาตัว การค้าอวัยวะ และการเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาในไทย

    “ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่จัดการอย่างจริงจังกับปัญหาความปลอดภัยและกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย จีนก็ยังไม่มั่นใจที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระบบราชการและเจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด เพื่อฟื้นภาพลักษณ์ประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา”
    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

    นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าเงินบาทที่แข็งเกินจริง ทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคา นักท่องเที่ยวจากจีนและรัสเซียจำนวนมากจึงหันไปเที่ยวเวียดนามและมาเลเซียแทน

    สำหรับแนวทางแก้ไขระยะยาว เขาเสนอ 5 ด้านสำคัญ เพื่อให้ไทยกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลกอีกครั้ง ได้แก่

    1. การกระจายตลาดนักท่องเที่ยวให้หลากหลายขึ้น

    2. การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    3. การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    4. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและบริการ

    5. การทำตลาดผ่านอินฟลูเอ็นเซอร์และสื่อดิจิทัล

    นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์ประเทศได้อีกครั้ง พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ไทยจะสามารถฟื้นกลับมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวหลักของโลกได้ไม่ยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZG7QNkLqE2UXgFifFgGJd

  • “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    เศรษฐกิจ

    “พาณิชย์” หนุนธุรกิจอาหารโตต่อเนื่อง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Quick Big Win 

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กระทรวงพาณิชย์ ร่วมเปิดงาน “แม็คโคร มหกรรมธุรกิจอาหารประเทศไทย ครั้งที่ 18” (Makro HoReCa 2025) งานแสดงสินค้าและนวัตกรรมอาหารครบวงจร จัดโดยบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ “แม็คโคร” เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง (HoReCa) ให้โตอย่างไม่สิ้นสุด ตามแนวคิดในการจัดงาน “Food Infinity” และพร้อมแข่งขันในตลาดยุคใหม่

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568  ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Makro HoReCa 2025 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพของไทยเนื่องจากมีจุดแข็งในด้านอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรม ซึ่งเป็น Soft Power ที่โดดเด่นของไทย ผนวกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมต่างๆ ที่ช่วยต่อยอดและพัฒนาสินค้าและบริการด้านอาหารและเครื่องดื่มให้มีมูลค่าเพิ่ม มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น และมีโอกาสทางการตลาดที่กว้างขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

    “จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กลุ่มธุรกิจ HoReCa มีการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ดำเนินการอยู่ รวม 40,136 ราย แบ่งเป็นกลุ่มโรงแรม (Hotel) 13,169 ราย กลุ่มร้านอาหาร (Restaurant) 26,229 ราย และกลุ่มบริการด้านจัดเลี้ยง (Catering) 738 ราย สามารถสร้างรายได้รวมตลอดปี 2567 กว่า 723,892.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 13% สะท้อนศักยภาพของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มไทยที่เข้มแข็ง ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้มีการส่งเสริมผู้ประกอบการกลุ่ม HoReCa ในหลายรูปแบบ อาทิ การมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหารไทย ทั้งในและต่างประเทศ และผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปของไทย เพื่อรับรองคุณภาพ รสชาติ วัตถุดิบ และการบริการที่สะท้อนความเป็นไทยแท้ อันเป็นการยกระดับมาตรฐานและประชาสัมพันธ์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จับมือกับ Chef’s Club by Makro เดินหน้าต่อยอดศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างเข้มข้น ผ่านหลักสูตร “Smart Restaurant Plus” มีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 1,539 ราย รวม 11 รุ่น มีส่วนช่วยให้ร้านอาหารไทยปรับตัวทันกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” รองปลัดจักรา กล่าว 

    งาน “Makro HoReCa 2025” ได้รวบรวมทั้งนิทรรศการแสดงสินค้าอาหาร รวมทั้งเทคโนโลยีครัว นวัตกรรมอาหาร และมีเวทีประกวดเชฟ พร้อมทั้งมีการนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษจากพันธมิตรในวงการอาหารกว่า 300 แบรนด์ จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่จะช่วยจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร เชฟรุ่นใหม่ และผู้สนใจธุรกิจอาหาร ให้ได้เปิดโลกธุรกิจ เรียนรู้เทรนด์อาหารแห่งอนาคต และต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่อาชีพที่มั่นคง รวมถึงผลักดันผลิตภัณฑ์อาหารไทยสู่ตลาดโลกในฐานะ Soft Power ที่ทรงพลังและยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของ Soft Power ด้านอาหารในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก ตลอดจนผลักดันธุรกิจอาหารของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ของรัฐบาล และเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเสริมแกร่งให้กับ SMEs และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย 

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับบริษัท CPAxtra และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการดูแลกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1) เกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตต้นน้ำ ดูแลราคาและผลักดันให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 2) ผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าไม่ว่าจะเป็นห้าง ร้านอาหาร ร้านขายของชำ ดูแลให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตยิ่งขึ้น และ 3) ประชาชน ดูแลให้ได้รับความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระค่าครองชีพ เพื่อให้เศรษฐกิจการค้าของไทยนั้นมีความเข้มแข็ง เป็นธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน 

    สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจเยี่ยมชมงาน Makro HoReCa 2025 ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Hall 6–8 โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 5985 สายด่วน 1570 และ www.dbd.go.th
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/452423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E9Le1JII828KX316laeqW