Category: เศรษฐกิจ

  • สรรเพชญ ชวนร้านค้าฝากร้าน “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจ

    สรรเพชญ ชวนร้านค้าฝากร้าน “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจ

    สรรเพชญ ชวนร้านค้าฝากร้าน “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจ

    นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เชิญชวนร้านค้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยเปิดพื้นที่ใต้โพสต์ให้ผู้ประกอบการมาฝากร้าน พร้อมติดแฮชแท็ก #คนละครึ่งพลัส #ลดรายจ่าย #เพิ่มรายได้ร้านค้า (คลิ๊กอ่าน)

    ทั้งนี้ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มเปิดใช้สิทธิวันแรก 29 ตุลาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างเวลา 06.00–23.00 น. โดยรัฐบาลช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่ายเองอีก 50% เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปี

    โครงการครอบคลุมร้านค้าทั่วประเทศ รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะทั้งบก น้ำ และราง เช่น BTS, MRT, เรือโดยสาร และรถเมล์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าเดินทางของประชาชน และเพิ่มรายได้แก่ผู้ประกอบการในภาคขนส่ง

    สำหรับผู้ได้รับสิทธิรวม 20 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ยื่นภาษี 7.93 ล้านคน ได้รับสิทธิ 2,400 บาท และผู้ไม่ยื่นภาษี 12.07 ล้านคน ได้รับสิทธิ 2,000 บาท โดยต้องเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ ขณะนี้มีร้านค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 620,000 ร้าน และยังเปิดรับสมัครถึงวันที่ 19 ธันวาคม

    กระทรวงการคลังยืนยันว่า ยอดขายร้านค้าจะไม่ถูกส่งต่อให้กรมสรรพากร ด้านสมาคมผู้ค้าปลีกไทยและศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า โครงการนี้จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกกว่า 60,000–70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้.
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/732627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MPrp4HJfWFKp-mmbndv5q

  • เปิดภารกิจ ‘นายกฯ อนุทิน’ วันแรกตะลุยแดนกิมจิ

    เปิดภารกิจ ‘นายกฯ อนุทิน’ วันแรกตะลุยแดนกิมจิ

    โฆษกเผยภารกิจนายกฯ วันที่ 30 ต.ค. 2568 ก่อนเริ่มการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู เกาหลีใต้

    30 ต.ค.2568 – เวลา 08.26 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในห้วงก่อนเข้าสู่การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง

    สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ประกอบด้วย 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1. ภารกิจส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านการหารือกับบริษัทชั้นนำด้านวัคซีนและนวัตกรรม โดยเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรีหารือทวิภาคีกับประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SK Bioscience Co., Ltd. ณ โรงแรม Commodore Gyeongju ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตวัคซีนและมีผลิตภัณฑ์สำคัญ อาทิ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเซลล์เพาะเลี้ยง วัคซีนสุกใส วัคซีนงูสวัด และวัคซีนไข้ไทฟอยด์

    2. ภารกิจสร้างความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนต่างชาติ ในเวลา 10.10 น. นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมงานและพบหารือกับผู้แทนกลุ่มนักธุรกิจสหรัฐ สมาชิกองค์กร U.S.-APEC Coalition ณ Salon Heritage ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากบริษัทสหรัฐ ชั้นนำ อาทิ Citi, Moody’s, Google, Microsoft, JP Morgan เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสความร่วมมือระหว่างไทย–สหรัฐ ภายใต้กรอบเอเปก
    เวลา 16.30 น. นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปกประจำปี 2568 (2025 APEC CEO Summit) ณ Gyeongju Arts Center พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Bridge.Business.Beyond” ซึ่งจะสะท้อนบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนานวัตกรรม และความเชื่อมโยงในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

    3. การหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก เพื่อยกระดับความร่วมมือรอบด้าน เวลา 15.30 น. นายกรัฐมนตรีพบหารือทวิภาคีกับนายอี แช มย็อง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ณ ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention (HICO) เมืองคยองจู เพื่อหารือกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการปราบ scammer

    เวลา 18.15 น. นายกรัฐมนตรีหารือทวิภาคีกับ นายมาร์ก คาร์นีย์ (The Right Honourable Mark Joseph Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ณ โรงแรม Commodore Gyeongju เพื่อหารือกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล

    “ภารกิจในวันนี้ นับเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความพร้อมของไทยในการเป็นพันธมิตรด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในอนาคต ควบคู่กับการกระชับความร่วมมือกับภาคธุรกิจและผู้นำเขตเศรษฐกิจสำคัญ อย่างเกาหลีใต้ และแคนาดา ก่อนเข้าสู่การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ซึ่งจะนำไปสู่ความก้าวหน้าเชิงรูปธรรมในระดับภูมิภาค” นายสิริพงศ์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/887125/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W3KxCRUZPL28fTD4z0wxo

  • เตือน ! คนละครึ่งพลัส ใครใช้ผิดวิธีระวังเจอโทษหนัก เปิดเงื่อนไขห้ามซื้อสินค้า – บริการใดบ้าง

    เตือน ! คนละครึ่งพลัส ใครใช้ผิดวิธีระวังเจอโทษหนัก เปิดเงื่อนไขห้ามซื้อสินค้า – บริการใดบ้าง

     
              รัฐบาลเตือนประชาชนและร้านค้า ห้ามใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ผิดวัตถุประสงค์ หากฝ่าฝืนอาจเจอโทษหนักทั้งจำ–ปรับ เช็กลิสต์สินค้า-บริการไหนที่ห้ามใช้

    คนละครึ่งพลัส

              วันที่ 30 ตุลาคม 2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงจุดประสงค์ของโครงการ คนละครึ่งพลัส คือเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อการศึกษา หรือวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดโดยเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

              ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์ โครงการคนละครึ่งพลัส จึงกำหนดสินค้าและบริการต้องห้ามไว้อย่างชัดเจน หากร้านค้าหรือผู้ใช้สิทธิฝ่าฝืนอาจถูกระงับสิทธิได้ทันที 

    สินค้ากลุ่มที่ห้ามใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ประกอบด้วย

              – สลากกินแบ่งรัฐบาล
              – เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด 
              – ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
              – บัตรกำนัล (Gift Voucher) และบัตรเงินสด 
              – ไม่สามารถใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า 

              นอกจากนี้ ห้ามผู้ประกอบการรับหรือเรียกรับ ทอนเป็นเงินสด หรือประโยชน์ในรูปแบบอื่นใดจากการขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านบริการ Food Delivery ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม และห้ามผู้ร่วมโครงการกระทำการใด ๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดต่อมาตรการ หรือก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการของรัฐ

              พร้อมเตือนประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัสแล้วนำมาขายสิทธิให้ผู้อื่น และร้านค้าหรือกลุ่มร้านค้าร่วมมือกับผู้ได้รับสิทธิ ทำการใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เป็นการกระทำที่มีความผิดฐาน ฉ้อโกง (มาตรา 341/342 ประมวลกฎหมายอาญา) มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐบาล รวมถึงต้องคืนเงินให้รัฐบาลด้วย

    คนละครึ่งพลัส

    ภาพจาก  O n E studio / Shutterstock.com

    ข่าวคนละครึ่งพลัสล่าสุด

              – คนละครึ่งพลัส ขึ้นแบบนี้ในเป๋าตัง แปลว่าอะไร หลังเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว 

              – คนละครึ่งพลัสใช้ยังไง ล่าสุดเฉลยแล้ว นำไปใช้ซื้อของที่ เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ไหม !?

              – คนละครึ่งพลัส ใช้บริการนวด ตัดผม ล้างรถ ได้ไหม รัฐบาลตอบแล้ว จะได้รู้ชัด

              – เปิด 5 ขั้นตอนคนละครึ่งพลัส ใช้จองรถไฟฟ้าบีทีเอส สะดวกรวดเร็ว เริ่มแล้ววันนี้ (29 ต.ค.)

              – เช็กเลย ! ร้านค้าคนละครึ่งพลัสใกล้ฉัน ค้นหาผ่าน www.คนละครึ่งพลัส.com

    ขอบคุณข้อมูลจาก TNN 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296123.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M98PlsG00fTyO32SlSsLD

  • กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงให้กับภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยทำงานร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน และมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส 

    ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสินค้าด้อยคุณภาพจำนวนมากที่แฝงตัวอยู่ในท้องตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทยซึ่งเป็นภัยเงียบที่คุกคามความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและระบบเศษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็กเส้น ปลั๊กไฟ หรือ หมวกกันน็อกที่ไม่ได้มาตรฐาน 

    อย่างไรก็ดี กระทรวงฯ จะใช้เครือข่ายเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด 76 จังหวัดลงพื้นที่ตรวจค้น กวาดล้างสินค้าไม่ได้มาตรฐานให้สิ้นซาก และจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำผิดทุกราย

    จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบการบังคับใช้กฎหมาย จะดำเนินการอย่างจริงจังตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หากตรวจพบว่าผู้ประกอบการรายใด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผู้ผลิต หรือร้านจำหน่าย เอาเปรียบผู้บริโภค จำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

    กระทรวงอุตฯรุกสกัดสินค้าด้อยคุณภาพทั่วไทย หลังเป็นภัยเงียบระบบเศรษฐกิจ

    และเป็นอันตรายต่อประชาชนจะสั่งหยุดทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น แต่ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่ปรับปรุงแก้ไขและปฏิบัติตามมาตรฐานที่ถูกต้องแล้ว ก็พร้อมจะปลดมาตรการทางกฎหมายโดยเร็ว หรือเปิดโอกาสให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นความยุติธรรมที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะมอบให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ดี

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนายกระดับสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ SMEs ให้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก.เอส) หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ สร้างโอกาสและความสามารถในการแข่งขันแก่ SMEs และผู้ผลิตในเศรษฐกิจฐานราก โดยการทำงานร่วมกัน ระหว่าง สมอ. และ สอจ. ทั้ง 76 จังหวัด จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านมาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ปัญหาที่หมักหมมมานาน และจัดระเบียบอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง โดยบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน ระหว่างกฎหมาย สมอ. และกฎหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาต มอก. แล้ว   แต่ผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน จะดำเนินการตามกฎหมายโรงงาน โดยสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมด

    ตามมาตรา 39 วรรค 1 จนกว่าจะปรับปรุงแก้ไขให้แล้วเสร็จ หรือ กรณีตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้ขอรับใบอนุญาต มอก.  มีการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ สมอ. จะไม่ดำเนินการออกใบอนุญาต มอก. ให้ เป็นต้น เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ควบคู่ไปกับการยกระดับภาคการผลิตไทยสู่มาตรฐานสากล พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นใน ทุกระดับ ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้ามาตรฐานในราคาที่เป็นธรรม

    นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า สมอ. มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภค แต่การบูรณาการกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจะทำให้ สมอ. มีพันธมิตรในการทำงานทุกจังหวัด เข้าถึงทุกพื้นที่ ในประเทศ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของ สมอ. ให้มากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pxNBEyYb5MGd1ln-QIsWl

  • “คลัง” ปรับเป้า GDP ปี 68 พุ่ง 2.4% แต่เตือนปี 69 เศรษฐกิจจ่อชะลอตัวหนัก เหลือ 2% เหตุส่งออกมีปัญหา

    “คลัง” ปรับเป้า GDP ปี 68 พุ่ง 2.4% แต่เตือนปี 69 เศรษฐกิจจ่อชะลอตัวหนัก เหลือ 2% เหตุส่งออกมีปัญหา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107054&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XpXx1pAvGfhNCus_MYzw7

  • คลังกำหนดมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    คลังกำหนดมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    คลังกำหนดมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ


    30/10/2568 | 15

    1. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 
    โทร. 0 2127 7000 ต่อ 4206 หรือ 6957 
       (กองบริหารการรับ – จ่ายเงินภาครัฐ กรมบัญชีกลาง)
    2. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โทร. 0 2298 5880 ต่อ 60110 
       (สำนักนโยบายและแผนรัฐวิสาหกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ)


    ไฟล์เอกสารประกอบ

    ข่าว2(18-24ต.ค.68).pdf |


    คะแนนโหวต :

    StarStarStarStarStar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/436160&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M0tO89Mbr2wournEKDfl4

  • Shutdown สหรัฐฯ ลากยาว! สำนักงบประมาณรัฐสภาชี้เศรษฐกิจอาจเสียหายถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

    Shutdown สหรัฐฯ ลากยาว! สำนักงบประมาณรัฐสภาชี้เศรษฐกิจอาจเสียหายถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

    By

    ตุลาคม 30, 2025

    สำนักงบประมาณรัฐสภา (CBO) ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นกลาง ได้ออกมาประเมินความเสียหายของภาวะ Government Shutdown ที่ยืดเยื้อ โดยระบุว่าอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระหว่าง 7 พันล้าน ถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และอาจฉุดให้ GDP ในไตรมาสที่สี่หดตัวลงถึง 2% เนื่องจากการใช้จ่ายของรัฐบาลที่หยุดชะงัก

    วิกฤตการเมืองยืดเยื้อ-ไร้ทางออก

    ในวันพุธนี้ การปิดทำการบางส่วนของรัฐบาลได้ล่วงเข้าสู่วันที่ 29 แล้วโดยยังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุด สถานการณ์ในสภายังคงตึงเครียด โดย ส.ว. รีพับลิกันเรียกร้องให้เดโมแครตสนับสนุนร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเพื่อต่ออายุหน่วยงานของรัฐไปจนถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน แต่ฝ่ายเดโมแครตก็ยังคงยืนยันข้อเรียกร้องเดิมที่ต้องการให้มีการเจรจาเพื่อต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีด้านสุขภาพ (Affordable Care Act) ที่กำลังจะหมดอายุ เพื่อช่วยเหลือชาวอเมริกัน

    เศรษฐกิจเสียหายถาวร-ข้าราชการเดือดร้อน

    CBO ประเมินว่าเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่รัฐบาลกลางไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนพนักงาน, ค่าสินค้าและบริการ รวมถึงสวัสดิการแสตมป์อาหารสำหรับผู้มีรายได้น้อย

    “แม้ว่าการหดตัวของ GDP ส่วนใหญ่จะฟื้นตัวกลับมาได้ในภายหลัง แต่ CBO ประเมินว่าจะมีเงินระหว่าง 7 พันล้าน ถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่จะสูญหายไปอย่างถาวร” ฟิลลิป สวาเกล (Phillip Swagel) ผู้อำนวยการ CBO กล่าวในจดหมาย

    เขากล่าวว่า หากการ Shutdown ยุติลงในสัปดาห์นี้ เศรษฐกิจจะเสียหายถาวร 7 พันล้านดอลลาร์ แต่หากลากยาว 6 สัปดาห์ (ถึง 12 พ.ย.) ความเสียหายจะเพิ่มเป็น 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และหากลากยาว 8 สัปดาห์ (ถึง 26 พ.ย.) ความเสียหายจะพุ่งไปถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

    ขณะนี้มีข้าราชการของรัฐบาลกลางประมาณ 750,000 คนที่ถูกพักงานนับตั้งแต่รัฐบาลขาดแคลนงบประมาณในวันที่ 1 ตุลาคม แม้ว่ารัฐบาลของทรัมป์จะได้ดำเนินมาตรการเพื่อจ่ายเงินให้กับทหาร, เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แต่พนักงานของรัฐบาลกลางคนอื่นๆ ก็ยังคงต้องทำงานต่อไปโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

    ที่มา: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/10/30/federal-shutdown-could-cost-us-economy-14-billion-cbo/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WEtBevIOh63Khm2Vf2yYD

  • Cloud Economy ระบบนิเวศเศรษฐกิจกับพลวัตเปลี่ยนโฉมหน้าภาคธุรกิจ

    Cloud Economy ระบบนิเวศเศรษฐกิจกับพลวัตเปลี่ยนโฉมหน้าภาคธุรกิจ

    Cloud Economy คือ ระบบที่ช่วยให้ธุรกิจ “Scale” ได้รวดเร็วขึ้น โดยใช้ Cloud เป็นฐานที่เข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บข้อมูลให้มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากนี้คลาวด์ยังช่วยลดต้นทุนไอทีองค์กรโดยเลือกขนาดที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร และยังช่วยให้การทำงานขององค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ยกตัวอย่าง Cloud Computing (การประมวลผล), Hosting (รับฝากเซิร์ฟเวอร์) และ Data Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล) คือ หลังบ้านสำคัญที่ทำให้แอปพลิเคชันและบริการออนไลน์ทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ


    เป็นที่รู้กันว่าองค์กรยุคใหม่ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cloud และได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเซิร์ฟเวอร์เอง เพราะสามารถเลือกใช้บริการเช่าใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลจากผู้ให้บริการคลาวด์ได้ตามความเหมาะสมของเราเอง
    นอกจากนั้น ยังปรับขนาดได้ตามความต้องการการใช้งาน ผู้ใช้งานสามารถขยายหรือลดขนาดคลาวด์ได้ตามความต้องการของการใช้งาน เช่น ถ้าในช่วงเวลานี้มีปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บเป็นจำนวนมากก็ขยายคลาวด์ แต่ถ้าไม่มีการจัดเก็บข้อมูลก็สามารถลดขนาดได้เช่นกัน แถมยังเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลและแอปพลิเคชันได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะช่วยในการอำนวยความสะดวกให้การทำงานนั้นง่ายขึ้น
    ดังนั้น ในโลกธุรกิจยุคใหม่ “Cloud” ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีไอทีอีกต่อไป แต่กลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่ธุรกิจทุกระดับ  ตั้งแต่สตาร์ตอัปไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ต้องพึ่งพาในการเติบโต และนี่คือสิ่งที่ทั่วโลกเรียกว่า Cloud Economy ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Cloud Computing, Hosting และ Data Infrastructure และหากเศรษฐกิจศตวรรษที่ 20 เติบโตจากไฟฟ้าและถนนหนทาง ศตวรรษที่ 21 ก็กำลังเติบโตบน “ก้อนเมฆ” หรือ ระบบ Cloud นี่เอง
    ยกตัวอย่างจากเดิมที่ธุรกิจต้องลงทุนซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เอง ทุกวันนี้บริการ “เช่าใช้” ผ่านระบบ Cloud ก็เริ่มต้นได้ทันทีใช้โมเดล Pay-as-you-go จ่ายเท่าที่ใช้ ปรับลด-ขยายตามความต้องการ เช่น ร้านกาแฟ SMEs ใช้ ระบบ POS บน Cloud แทนการลงทุนซอฟต์แวร์ราคาแพง ขณะที่ สตาร์ทอัพ e-commerce เปิดแพลตฟอร์มแล้วเพิ่มผู้ใช้จากหลักพันเป็นหลักล้านได้ในเวลาไม่กี่เดือน ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมเก็บข้อมูลจาก IoT Sensor ไว้บน Cloud เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการผลิตแบบเรียลไทม์ได้

    โดยสิ่งที่ทำให้สิ่งที่ทำให้ Cloud เป็น Game Changer ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ โมเดลธุรกิจ ที่เปลี่ยนสมการต้นทุน เวลา และ โอกาส ไม่ว่าจะเป็น
    • Pay-as-you-go: จากเดิมบริษัทต้องลงทุนซื้อ Server, Storage, และระบบ Network เองด้วยต้นทุนก้อนใหญ่ แต่บน Cloud ทุกอย่างเปลี่ยนเป็น จ่ายเท่าที่ใช้ จะเริ่มเล็กก็ได้ จะขยายก็ไม่ต้องลงทุนใหม่
    • มาตรฐานระดับโลก: ผู้ให้บริการ Cloud ใหญ่ ๆ อย่าง AWS, Microsoft Azure, Google Cloud ลงทุนสร้าง
    • ระบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัย มีความเสถียร ซึ่งองค์กรเล็กก็เข้าถึงได้ทันที
    • Scalability: รองรับลูกค้าจากหลักร้อยสู่หลักล้านโดยไม่ต้องเพิ่ม Server เอง
    • Speed-to-Market: เปิดตัวสินค้าใหม่ได้ในไม่กี่ชั่วโมง ไม่ต้องรอระบบหลังบ้าน
    ในตอนนี้ โลกทั้งใบจึงกำลังวิ่งด้วย Cloud ปี 2025 ตลาด Public Cloud ของโลกคาดว่าจะโตถึง 23% YOY แรงขับหลักคือ AI และ Generative AI  ที่ต้องใช้พลังประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมหาศาล จากรายงาน Work Trend Index Annual Report โดย Microsoft ร่วมกับ LinkedIn  พบว่า กว่า 75% ของพนักงานในองค์กรทั่วโลก ใช้ AI ในการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ Generative AI ขณะที่ฝั่งผู้บริโภคก็สร้างดีมานด์จากการใช้งาน Social Media, Streaming, และ Mobile App อย่างต่อเนื่อง
    และเพื่อรองรับคลื่นข้อมูลและระบบอัจฉริยะที่เติบโตแบบก้าวกระโดด องค์กรทั่วโลกกำลังย้ายสู่ Hybrid Cloud “สูตรผสมที่ลง ตัว” ระหว่างความยืดหยุ่นของ Public Cloud และความปลอดภัยของ Private Cloud โดย Gartner (2025) คาดว่า ภายในปี 2027 กว่า 90% ขององค์กรทั่วโลกจะใช้กลยุทธ์ Hybrid Cloud เพื่อรองรับการเติบโตของ GenAI และการจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

    ส่วนในแง่ของการลงทุนด้าน Data Center และ Cloud Service  กำลังเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ
    • ปี 2567 มีมูลค่าคำขอส่งเสริมกิจการ Data Center และ Cloud Service กว่า 240,000 ล้านบาท
    • ครึ่งปีแรกของ 2568 การลงทุน Data Center และ Cloud Service เพิ่มเป็นกว่า 521,000 แสนล้านบาท โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง AWS, Google, Equinix (สหรัฐฯ), NEXTDC (ออสเตรเลีย), Huawei Technologies,
    • Beijing Haoyang (จีน) และ Empyrion Digital (สิงคโปร์) เป็นต้น สิ่งนี้สะท้อน “มุมมองเดียวกัน” ว่า ประเทศไทยคือฐานสำคัญของ Digital Infrastructure แห่งอาเซียน
    Cloud จึงไม่ใช่แค่พื้นที่เก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ที่เปลี่ยนทุกอุตสาหกรรมให้พร้อมวิ่งบนเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งลดข้อจำกัดเดิม เพิ่มแต้มต่อทางธุรกิจ ไม่ต้องลงทุนระบบใหญ่ ก็เข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้ และธุรกิจที่ใช้ Cloud อยู่แล้วจะปรับใช้ AI ได้เร็วกว่า มีแต้มต่อในการแข่งขัน จนสามารถส่งให้ไทยกลายเป็น Infrastructure สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน ทั้งในมิติ Data, AI และ Digital Services
    และในวันนี้ Cloud กำลังกลายเป็น ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ
    • สำหรับ SMEs: จากเดิมที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ยากและต้นทุนสูง วันนี้สามารถใช้ ERP, CRM หรือระบบ Data Analytics บน Cloud ได้ในราคาที่จับต้องได้ ทำให้ SME ไทยยกระดับมาตรฐาน
    • สำหรับแรงงานไทย: Cloud Economy กำลังสร้างตำแหน่งงานใหม่อย่าง Cloud Engineer, Data Scientist, Cybersecurity Specialist เป็นแรงผลักดันให้เกิด Upskill/Reskill บุคลากรไทย
    • สำหรับสังคม: Telemedicine หรือ E-learning ที่ขยายบริการสู่ต่างจังหวัดผ่าน Cloud
    ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Cloud Economy ของภูมิภาค สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ได้ปรับเกณฑ์ และสิทธิประโยชน์ใหม่ในปี 2025 เพื่อดึงดูดการลงทุนในธุรกิจ Data Center, Data Hosting และ Cloud Service ให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจในปัจจุบันมากขึ้น และมุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์ต่อการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลของไทยอย่างชัดเจน
    โดย บีโอไอ ได้มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการต่อยอดให้เศรษฐกิจด้วยการพัฒนาบุคลากรไทย ผู้ลงทุนต้องดำเนินโครงการให้เสร็จตามแผนก่อนใช้สิทธิยกเว้นภาษี เช่น จัดทำหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษา สนับสนุนการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ไทย ใช้อุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพิ่มเติมด้วย ดังนี้
    • ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี ในกิจการที่ใช้อุปกรณ์ที่มีความสามารถในการประมวลผลขั้นสูง (Advanced Computing Capabilities) และมีการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
    • ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร สิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงความสะดวกด้านวีซ่าและ work permit สำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เป็นต้น
    • เพิ่มเงื่อนไขให้โครงการที่จะขอรับการส่งเสริม ต้องเสนอแผนพัฒนาบุคลากรไทย เช่น การจัดทำหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษา การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs หรือการใช้อุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ

    ที่มา : บทความเรื่อง “Cloud Economy เศรษฐกิจบนก้อนเมฆ กำลังเปลี่ยนอนาคตธุรกิจไทย” จาก Facebook : BOI News


    อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีที่ทุกธุรกิจต้องตามให้ทัน

    เศรษฐกิจสีเขียว : พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ

    8 แนวคิด ESG ปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้เติบโตอย่างมีคุณค่า

    10 เทคโนโลยีน่าจับตา..มาแน่! พลิกโฉมธุรกิจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    Post Views: 130

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/29/cloud-economy-new-ecosystem-of-thai-business/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WyVKHFCDqB0WLIE_u9xQy

  • วันแรกประชาชนเริ่มใช้ “คนละครึ่งพลัส” นายกฯ เชิญชวนช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางให้ทั่วถึง

    วันแรกประชาชนเริ่มใช้ “คนละครึ่งพลัส” นายกฯ เชิญชวนช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางให้ทั่วถึง

    29 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้งานวันนี้เป็นวันแรก โดยแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่จะได้ใช้สิทธิตามโครงการเป็นระยะเวลา 2 เดือนต่อจากนี้ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับคนไทยทั่วประเทศ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” รัฐบาลจะเร่งหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อนำข้อมูลและเสียงสะท้อนจากประชาชนผู้ใช้งานมาพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันหรือใช้เครื่องมือสื่อสารรุ่นเก่า เพื่อให้ได้รับสิทธิ์อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    ส่วนกรณีร้านค้าบางรายอาจอาศัยช่องโหว่แลกรับสิทธิ์เป็นเงินสด นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย และขัดต่อเจตนารมณ์ของโครงการที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมสั่งการให้มีการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ร้านค้าและประชาชนให้มากขึ้น หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจะต้องมีการสอบสวนอย่างจริงจัง โดยย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัสถือเป็นโอกาสของประชาชนทุกคนในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงขอให้ใช้สิทธิ์อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60060&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3quN6quxdoCOfs5E-mZLvW

  • วาณิชธนกิจฟอร์มแกร่ง ดันกำไร “ดอยช์แบงก์” Q3 โต 7% สวนคาดการณ์ตลาด : อินโฟเควสท์

    วาณิชธนกิจฟอร์มแกร่ง ดันกำไร “ดอยช์แบงก์” Q3 โต 7% สวนคาดการณ์ตลาด : อินโฟเควสท์

    ดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank) ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ประกาศผลกำไรสุทธิไตรมาส 3 ที่ 1.56 พันล้านยูโร (1.82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เติบโตขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากผลการดำเนินงานอันแข็งแกร่งของหน่วยธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ที่มีรายได้พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ผลประกอบการดังกล่าวซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.34 พันล้านยูโร ถือเป็นสัญญาณบวกในช่วงโค้งสุดท้ายของแผนปฏิรูปองค์กรระยะเวลา 3 ปี ที่เคยถูกตั้งข้อสงสัยจากนักวิเคราะห์บางส่วนว่าจะไม่สามารถทำได้สำเร็จ โดยคริสเตียน เซวิง ซีอีโอดอยช์แบงก์ กล่าวว่า “เรากำลังอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินปี 2568 ของเราได้สำเร็จ”

    ธุรกิจวาณิชธนกิจซึ่งดำเนินงานทั่วโลกนี้ ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักของธนาคาร โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 18% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 10.8% โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจซื้อขายตราสารหนี้และปริวรรตเงินตราที่เติบโตขึ้น 19% ขณะที่ธุรกิจที่ปรึกษาและจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้น 27%

    ผลงานที่โดดเด่นนี้สะท้อนถึงการกลับมาทำกำไรได้อย่างเกือบต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การนำของเซวิงที่พยายามกอบกู้เสถียรภาพของธนาคารหลังจากขาดทุนอย่างหนักเป็นเวลาหลายปี และเกิดขึ้นในขณะที่นักลงทุนกำลังจับตามองว่า บรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ในยุโรปจะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา ค่าเงินยูโรที่แข็งค่า และสงครามการค้าได้อย่างไร ซึ่งผลประกอบการของคู่แข่งอย่างบีเอ็นพี พารีบาส์ (BNP Paribas) ออกมาต่ำกว่าคาด และบาร์เคลย์ส (Barclays) มีผลประกอบการที่ผสมผสาน

    ขณะที่รายได้ในสายธุรกิจหลักอื่น ๆ ของดอยช์แบงก์ยังเติบโตไม่มากนัก โดยธุรกิจลูกค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น 4% ส่วนธุรกิจลูกค้าองค์กรมีรายได้ลดลง 1% อย่างไรก็ตาม DWS ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ในเครือดอยช์แบงก์ กลับมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 34%

    ซีอีโอเซวิงได้เรียกปี 2568 ว่าเป็นปีชี้ชะตา เนื่องจากเป็นเส้นตายที่ดอยช์แบงก์จะต้องบรรลุเป้าหมายด้านต้นทุนและความสามารถในการทำกำไร ขณะเดียวกัน ธนาคารกำลังอยู่ระหว่างการกำหนดเป้าหมายทางการเงินสำหรับปี 2569 และปีต่อ ๆ ไป ซึ่งจะมีการเปิดเผยรายละเอียดในเดือนพ.ย. นี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KFfQC-uyecGrYhlnqx02g