Category: เศรษฐกิจ

  • “ซีไอเอ็มบี ไทย” ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ไม่ถดถอย แต่ฟื้นตัวจำกัด

    “ซีไอเอ็มบี ไทย” ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ไม่ถดถอย แต่ฟื้นตัวจำกัด

    ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทางการเมืองในประเทศช่วงไตรมาส 3 แม้การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลจะทำได้รวดเร็วและฟื้นคืนความเชื่อมั่นมาได้บ้าง แต่บาดแผลเศรษฐกิจที่ซบเซาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รายได้ภาคเกษตรตกต่ำจากราคาสินค้าที่ตกต่ำ ตลอดจนรายได้จากภาคการก่อสร้างที่ทรุดตัวจากยอดขายคอนโดที่ลดลงต่อเนื่อง

    ก่อนที่สภาพัฒน์จะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในวันที่  17 พฤศจิกายน 2568 สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะขยายตัว 1.2% YoY หรือ -0.48% QoQ หลังปรับฤดูกาล ซึ่งแม้จะเป็นการหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับจากไตรมาส 4 ปี 2565

    แต่การหดตัวของเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงช่วงไตรมาส 3 ไม่น่าลากยาวไปสู่ไตรมาส 4 จนเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือเศรษฐกิจหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส สองไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่แทบไม่ขยายตัวเลยจากไตรมาสก่อน และมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสุทธิที่หดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโตดี แต่การนำเข้าก็เร่งแรงเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ปรับคาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทยปี 2568 เติบโตอยู่ที่ 2.2% และปี 2569 1.7% 

    ทั้งนี้ ความหวังของเศรษฐกิจไตรมาส 4 เหมือนจะอยู่ที่มาตรการภาครัฐและแรงส่งจากนโยบายการเงินเป็นหลัก

    แรงที่หนึ่ง คือ มาตรการคนละครึ่งพลัส ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ลดภาระใช้จ่ายกระตุ้นให้คนมาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น และรัฐบาลอาจมีมาตรการอื่นๆ มาสนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวด้วย เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งมาตรการทั้งหลายนี้น่าจะสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้พลิกกลับมาขยายตัวได้อย่างเร่งแรงขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด การกระตุ้นอาจทำได้ไม่มาก

    อีกทั้งให้ระมัดระวังการชะลอตัวของการบริโภคหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมาตรการต่างๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในช่วงมาตรการต่างๆ อาจไม่จับจ่ายใช้สอยหลังสิ้นสุดมาตรการ เพราะคนมักสต็อกสินค้าไว้ ส่งผลให้การบริโภคลดลงภายหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

    แรงที่สอง คือ การส่งผ่านนโยบายการเงินช่วงก่อนหน้า หรือการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับสูงสุดเมื่อปลายปี 2567 ที่ 2.50% สู่ระดับปัจจุบันที่ 1.50% ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต นอกจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในรอบการประชุมธันวาคมนี้ สู่ระดับ 1.25% ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยสามารถบริหารกระแสเงินหมุนเวียนและกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้ดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังว่ามาตรการต่างๆ นี้จะไม่ส่งเสริมให้คนหันกลับไปก่อหนี้จนเกินตัวอีก หรือเปิดช่องให้ผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้แต่กลับใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ในการลดหนี้

    ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเศรษฐกิจไตรมาส 4 สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า มาจากปัจจัยต่างประเทศผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งกระทบภาคการลงทุนของไทย 

    ความเสี่ยงแรก คือ การส่งออกสินค้าที่กำลังจะพลิกมาติดลบในช่วงไตรมาส 4 นี้ แม้ตัวเลขส่งออกล่าสุดเดือนกันยายนจะขยายตัวได้ดี ทั้งที่เป็นช่วงสหรัฐจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 19% แต่ส่วนหนึ่งมาจากคำสั่งซื้อไว้ก่อนแล้วและคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงผลิตและขนส่ง อีกส่วนมาจากสินค้าจากไทยที่แม้ถูกจับเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 19% แต่ยังนับว่าถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในสหรัฐหรือสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีน จึงยังพอให้มีความต้องการสินค้าอยู่บ้าง หรือมีการทะลักของสินค้าจีนผ่านไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐ แต่ต้องระวังการส่งออกช่วงต่อจากนี้ ที่อาจพลิกกลับมาหดตัว และอาจลากยาวไปถึงช่วงกลางปีหน้า  นั่นเพราะสหรัฐเองได้สต็อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีไว้มากและจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนนำเข้าสินค้าใหม่

    นอกจากนี้ เชื่อว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนจะยังไม่ยุติ แม้มีข่าวดีในการพัฒนาด้านการเจรจาที่จีนจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ แต่ด้วยสหรัฐต้องการแยกห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตกับจีนเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต สหรัฐอาจจำเป็นต้องหามาตรการกีดกันทางการค้าหรือลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนลง จนทำให้บรรยากาศการค้าโลกซบเซาลงหลังจากนี้ ซึ่งไทยน่าจะเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐเพื่อลดความเสี่ยงนี้ต่อเนื่อง

    ทั้งการเปิดตลาดให้สหรัฐส่งออกมาไทยได้เสรีมากขึ้นและเจรจาในประเด็นการสวมสิทธิสินค้าจีนเพื่อป้องกันการถูกจัดเก็บอัตราภาษีที่สูงขึ้นในกรณี Transshipment  และเมื่อบรรยากาศการค้าโลกซบเซา อาจส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจากจีนอ่อนแอลง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงเช่นกัน ซึ่งจะกระทบรายได้ภาคบริการอีกทอดหนึ่ง

    ความเสี่ยงถัดมา คือ ภาคการลงทุน เมื่อการส่งออกหดตัว การผลิตก็มีแนวโน้มหดตัวตาม แม้จะมีการเร่งอนุมัติการลงทุนของ BOI แต่ก็ไม่อาจชดเชยความเสี่ยงด้านการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดตัวได้ อีกทั้งให้จับตาการเร่งระบายสินค้าจากจีนเข้ามาไทย ที่จะกระทบการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากการลงทุนด้านเครื่องจักรแล้ว ความเสี่ยงอีกด้านคือการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ยังมีแนวโน้มซบเซาจากคอนโดที่ล้นตลาดและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ขณะที่สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง อาจมีผลให้การออกโครงการใหม่เลื่อนออกไป

    เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ความหวังอยู่ที่มาตรการภาครัฐในการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ และให้ผู้บริโภคเร่งลงทุนและจับจ่ายใช้สอย มากกว่ารอคอยให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง อีกทั้งแรงส่งจากมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งมาตรการลดภาระหนี้ของผู้มีรายได้น้อยโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียด้านพฤติกรรมของผู้กู้และภาระทางการคลังระยะยาว ส่วนความท้าทายอยู่ที่ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เสี่ยงหดตัวหลังสหรัฐเร่งนำเข้าไปมากแล้วและจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจประทุขึ้นอีกจนกระทบบรรยากาศการค้าโลก ซึ่งบรรยากาศที่ซบเซาจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนทั้งด้านเครื่องจักรและการก่อสร้างให้หดตัวได้ช่วงปลายปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/260530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bE_T5gTlzhDNzazyX04Eq

  • ‘สี จิ้นผิง’ ชมนโยบายนายกฯอนุทิน ไม่เอากาสิโน

    ‘สี จิ้นผิง’ ชมนโยบายนายกฯอนุทิน ไม่เอากาสิโน

    “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ชื่นชมนโยบายนายกฯ อนุทิน “ไม่เอากาสิโน” ย้ำไม่คิดแทรกแซงนโยบายประเทศใด แต่จีนจะใช้มาตรการภายในไม่สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวจีน เดินทางมาเที่ยวเพราะคาสิโน พร้อมร่วมมือกับไทยปราบทุกภัยไซเบอร์ เชี่อปิดดิลเพิ่มขายข้าวไทย 5 แสนตัน

    31 ตุลาคม 2568 – เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Kolon เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือทวิภาคีกับนายสี จิ้นผิง (Mr. Xi Jinping) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ

    โอกาสนี้ ประธานาธิบดีจีน กล่าวถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกครั้ง นายกรัฐมนตรีกล่าว ขอบคุณและซาบซึ้งประธานาธิบดีสีจิ้น ผิง ที่ได้มีสารถวายความอาลัย และยังได้กล่าวด้วยถ้อยคำในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายต่อคนไทย ทั้งนี้ จะได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลทรงทราบด้วย

    นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับความสำเร็จของการประชุม Fourth Plenum ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ครั้งที่ 4 ซึ่งได้วางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีนในระยะ 5 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำว่าปี 2568 ถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในการร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยและรุ่งเรืองร่วมกัน

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยืนยัน และพร้อมผลักดันความร่วมมือกับไทยในทุกมิติ ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงระดับประชาชน ขณะที่ นายกรัฐมนตรีเห็นถึงศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และเกษตรเพื่ออนาคต

    นายกรัฐมนตรีชื่นชมความจริงจังของประธานาธิบดีสี ที่ให้คำมั่นกับไทยในการร่วมกันปราบปรามภัยไซเบอร์ (Cyber crime) ถือว่าเป็น อาชญากรรมทั้งทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ซึ่งไทยถือเป็นวาระแห่งชาติและจะระดมความร่วมมือจากภูมิภาคเพื่อที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนี้ด้วย

    นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดืสี ถึงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยง ซึ่งไทยกล่าวถึงความคืบหน้า การบริหารจัดการดำเนินการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน รวมถึง โครงการสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 2 (หนองคาย–เวียงจันทน์) ซึ่งเป็นสะพานทางราง เพื่อเชื่อมต่อรถไฟไทย-ลาว-จีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงระบบรางกับจีน ทำให้สินค้าสามารถเดินทางไปและกลับตั้งแต่จีนตอนล่างไปจนถึงแหลมมาลายู

    ในการหารือ นายกรัฐมนตรียังยืนยันกับท่านประธานาธิบดีสี ถึง รัฐบาลไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้คาสิโน มาเป็นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเชื่อมั่นว่า ด้วยความสามารถของคนไทย ผลิตภัณฑ์ไทย สินค้าไทย รวมทั้งเทคโนโลยีที่ไทยมีอยู่ ไทยมีทางเลือกอื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้น จึงได้หยุดการนำเสนอกฎหมายการพนันทุกชนิดและขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาเที่ยวอีกครั้ง โดยรัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยอย่างดี

    ประธานาธิบดีจีนกล่าวชื่นชมนโยบายไทยและย้ำว่า ไม่คิดแทรกแซงการดำเนินนโยบายภายในของประเทศใดๆ แต่จะใช้มาตรการภายในของตน ในการหยุดยั้งไม่ให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเพื่อท่องเที่ยวคาสิโน เท่านั้น เพราะจีน เห็นว่า ธุรกิจการพนันมีผลเสียต่ออย่างมากต่อวิถีชีวิตของคน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงนโยบายรัฐบาลชุดนี้และความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่ต้องการมีการพนันที่ถูกกฎหมายเช่นกัน

    นายกรัฐมนตรี ยังถือโอกาสนี้ ติดตามการเจรจา การซื้อข้าวไทยจำนวน 500,000 ตันซึ่งคณะเจรจาได้ทำงานมาระดับหนึ่ง ขณะที่จีนบริโภคทั้งประเทศเกือบ 150 ล้านตัน ชื่อว่ามีแนวโน้มในทางที่ดี

    นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เชิญนายกรัฐมนตรีจีน มาการประชุมแม่โขง- ล้านช้าง ที่ประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้ด้วย

    “ภาพรวม การหารือกับประธานาธิบดีจีนสังเกตได้ถึง บรรยากาศฉันท์มิตร ปฏิกิริยากลับมาของจีนซึ่งถือเป็นประเทศมหาอำนาจและและมีความสำคัญ เปลี่ยนแปลงทิศทางที่ดีขึ้น และคณะผู้บริหารที่ร่วมหารือก็มีความพึงพอใจ ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ที่หยุดชะงักไป ได้รื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ดีต้องมาจากพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/888119/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rJ4GdAQzJbbItJRakEpVJ

  • ตรวจความพร้อมมอเตอร์เวย์ M81  ฟรี! ตลอด 24 ชม. เริ่มวันนี้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ตรวจความพร้อมมอเตอร์เวย์ M81 ฟรี! ตลอด 24 ชม. เริ่มวันนี้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110370&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32Zq0G_NHL2qrSE1wSqbCi

  • นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืน


    1/11/2568 | 190 |

    วันนี้ (วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568) เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง 300C ชั้น 3 ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 2 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session II) ภายใต้หัวข้อ “Preparing a Future-Ready Asia-Pacific”

    ภายหลังประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีกล่าวเปิดการประชุม ได้เชิญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกล่าวถ้อยแถลง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงเป็นลำดับที่ 3 ต่อจากสหรัฐฯ

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลง โดยกล่าวชื่นชมสาธารณรัฐเกาหลีสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่น่าประทับใจ พร้อมระบุว่า ในช่วงกว่า 36 ปีที่ผ่านมา เอเปคเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาคให้เป็น “เครื่องยนต์แห่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก” แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และภูมิอากาศ ซึ่งล้วนท้าทายความสามารถในการรับมือของภูมิภาค ดังนั้น เอเปคจึงต้องคงไว้ซึ่งบทบาทในฐานะภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยไทยได้เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    1) ยึดมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเติบโตอย่างครอบคลุม เพราะความมั่งคั่งจะไม่มีความหมาย หากยังมีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไทยเชื่อว่าการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะช่วยให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคม

    2) ต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย ความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี AI และการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ไทยได้จัดทำแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics Guidelines) เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะถูกออกแบบมาให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม พร้อมกันนี้ เอเปคต้องทำให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหาและแพลตฟอร์มออนไลน์ จะได้รับการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่และเท่าเทียม เพื่อให้นวัตกรรมสามารถเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

    ขณะเดียวกัน ไทยยังได้เน้นย้ำถึงการเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกัน และการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม พร้อมขอบคุณสาธารณรัฐเกาหลีและสหรัฐอเมริกาสำหรับบทบาทนำในเรื่องนี้ โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และเวที APEC Online Scams Exchange Forum

    3) เอเปคต้องเสริมพลังให้กับทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ประชากรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงต้องส่งเสริมการจ้างงานที่ครอบคลุม มีระบบดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย สำหรับไทยได้ผลักดันนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุ การขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการวางแผนครอบครัวอย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในทุกช่วงวัย

    “ในยุคที่โลกไร้พรมแดนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีเขตเศรษฐกิจใดสามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง หากเอเปคสามารถปรับทิศทางร่วมกันได้ เอเปคจะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก แม้เส้นทางข้างหน้าจะไม่ง่าย แต่เอเปคจะเดินไปด้วยกัน ด้วยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและเป้าหมายร่วมกัน เพื่อสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง ยั่งยืน และพร้อมรับอนาคตอย่างแท้จริง” นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้าย

    โดยภายหลังการประชุมฯ ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน  จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ นครปูซานในเวลา 16.15 น. และจะเดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลาประมาณ 21.00 น.

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101786


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/437031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T8VEvC_D7Tyzdal7m1Lxs

  • โฆษกเผยภารกิจนายกฯ วันที่ 1 พ.ย. 2568 วันสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู เกาหลีใต้

    โฆษกเผยภารกิจนายกฯ วันที่ 1 พ.ย. 2568 วันสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู เกาหลีใต้

    โฆษกเผยภารกิจนายกฯ วันที่ 1 พ.ย. 2568 วันสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู เกาหลีใต้


    1/11/2568 | 52 |

    วันนี้ (วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568) เวลา 07.55 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในห้วงสุดท้ายของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง

    สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ คือ การเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 2 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session II) ภายใต้หัวข้อ “Preparing a Future-Ready Asia-Pacific” ในเวลา 10.00 น. ณ ห้อง 300C ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้นำเสนอแนวทางเสริมศักยภาพภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และสร้างสังคมทุกกลุ่มให้พร้อมรับอนาคต เพื่อภูมิภาคที่ยั่งยืนและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเมื่อการประชุมฯ เสร็จสิ้นมีการถ่ายภาพหมู่ของผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    จากนั้นในเวลา 16.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ (Gimhae Air Base) นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยเที่ยวบินพิเศษของกองทัพอากาศ เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยจะเดินทางถึงไทยเวลา 21.00 น.

    “การเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในวันสุดท้ายนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้ผลักดันประเด็นสำคัญในการเสริมศักยภาพภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และการตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่สร้างสรรค์และพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสิริพงศ์ กล่าว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101783


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/437022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GVbXJmVaTivOeVBb1iX92

  • สสส.-จุฬาฯ ดันร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพคนไทย

    สสส.-จุฬาฯ ดันร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพคนไทย

    สสส. สานพลังจุฬาฯ ขับเคลื่อน “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน” ยกระดับสิ่งแวดล้อมสร้างสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

    31 ตุลาคม 2568 – สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น “การพัฒนาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. …” ภายใต้โครงการพัฒนากฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและกฎหมายการจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมสยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเทล กรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายแม่บทด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ

    ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ (สำนัก 2) กล่าวว่า “สสส. เห็นความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน จึงได้กำหนดให้ “การลดมลพิษจากสิ่งแวดล้อม” เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ พร้อมสนับสนุนการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขับเคลื่อน ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ (ฉบับประชาชน) การเสนอร่างกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) รวมถึงการสนับสนุน ร่างกฎหมายสภาพภูมิอากาศที่เป็นธรรมและยั่งยืน เพื่อวางรากฐานด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะของประชาชนในระยะยาว ในส่วนของปัญหาขยะมูลฝอย
     
    “สสส. ให้ความสำคัญไม่แพ้กับประเด็นอื่น เนื่องจากปัญหาขยะมูลฝอยเป็นวิกฤติเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแนวคิด “ทิ้ง–เก็บ–กำจัด” ไปสู่ “ลดใช้-ใช้ซ้ำ–หมุนเวียน” พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคร่วมรับผิดชอบต่อทรัพยากรอย่างยั่งยืน สสส. เชื่อมั่นว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ปกป้องสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมที่รู้คุณค่าทรัพยากรอย่างแท้จริง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยและโลกใบนี้” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

    ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “สถาบันฯ ได้ตระหนักถึงประเด็นปัญหาขยะที่กำลังเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่กระทบสุขภาพของประเทศไทยมาอย่างยาวนานและสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองและไม่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างและกฎหมายซึ่งทั่วโลกได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นแนวทางในการยกระดับการบริหารจัดการ “ขยะ” สู่การบริหารจัดการ “ทรัพยากร” ที่จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วยการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการลดของเสีย การใช้ซ้ำและรีไซเคิล ช่วยลดปัญหามลพิษจากของเสียและนำวัสดุโลหะมีค่าในผลิตภัณฑ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับมาแปรใช้ใหม่ รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ตามเป้าที่กำหนด ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้เคยประเมินไว้ว่า หากประเทศไทยมีการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมจะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศไม่น้อยกว่า 1% และสร้างงานได้มากกว่า 160,000 ตำแหน่ง และช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้ายั่งยืน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการส่งออกสามารถรักษาหรือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในตลาดสหภาพยุโรปที่เริ่มใช้กฏระเบียบด้าน CE (อาทิ ESPR, PPWR) มากำหนดเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าแล้ว การผลักดันให้มีกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงช่วยให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (ลดของเสีย เพิ่มแหล่งวัตถุดิบรอบสอง) ควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/all-news/888159/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RAMN48WY8hhb370W7OITf

  • เปิดเวทีระดมความเห็น “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน”

    เปิดเวทีระดมความเห็น “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน”

    เปิดเวทีระดมความเห็น “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน”

    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น “การพัฒนาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน” ภายใต้โครงการพัฒนากฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและกฎหมายการจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร เพื่อเปิดเวทีให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายแม่บทด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ

    ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ (สำนัก 2) กล่าวว่า “สสส. เห็นความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน จึงได้กำหนดให้ “การลดมลพิษจากสิ่งแวดล้อม” เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ พร้อมสนับสนุนการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขับเคลื่อน ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ (ฉบับประชาชน) การเสนอร่างกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) รวมถึงการสนับสนุน ร่างกฎหมายสภาพภูมิอากาศที่เป็นธรรมและยั่งยืน เพื่อวางรากฐานด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะของประชาชนในระยะยาว ในส่วนของปัญหาขยะมูลฝอย

    เปิดเวทีระดมความเห็น “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน”

    “สสส. ให้ความสำคัญไม่แพ้กับประเด็นอื่น เนื่องจากปัญหาขยะมูลฝอยเป็นวิกฤติเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแนวคิด “ทิ้ง–เก็บ–กำจัด” ไปสู่ “ลดใช้-ใช้ซ้ำ–หมุนเวียน” พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคร่วมรับผิดชอบต่อทรัพยากรอย่างยั่งยืน สสส. เชื่อมั่นว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ปกป้องสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมที่รู้คุณค่าทรัพยากรอย่างแท้จริง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยและโลกใบนี้” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

    เปิดเวทีระดมความเห็น “กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน”

    ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า สถาบันฯ ได้ตระหนักถึงประเด็นปัญหาขยะที่กำลังเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่กระทบสุขภาพของประเทศไทยมาอย่างยาวนานและสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองและไม่ยั่งยืน จำเป็นต้องมีการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างและกฎหมายซึ่งทั่วโลกได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นแนวทางในการยกระดับการบริหารจัดการ “ขยะ” สู่การบริหารจัดการ “ทรัพยากร” ที่จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วยการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการลดของเสีย การใช้ซ้ำและรีไซเคิล ช่วยลดปัญหามลพิษจากของเสียและนำวัสดุโลหะมีค่าในผลิตภัณฑ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับมาแปรใช้ใหม่ รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ตามเป้าที่กำหนด ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้เคยประเมินไว้ว่า หากประเทศไทยมีการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมจะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศไม่น้อยกว่า 1% และสร้างงานได้มากกว่า 160,000 ตำแหน่ง และช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้ายั่งยืน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการส่งออกสามารถรักษาหรือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในตลาดสหภาพยุโรปที่เริ่มใช้กฏระเบียบด้าน CE (อาทิ ESPR, PPWR) มากำหนดเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าแล้ว การผลักดันให้มีกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงช่วยให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (ลดของเสีย เพิ่มแหล่งวัตถุดิบรอบสอง) ควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968767&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OWLpFeSyd8WHuVHss7KJH

  • ธปท.ยันแทรกแซงค่าบาทได้ แอ่นอกรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส3ตกหลุม-

    ธปท.ยันแทรกแซงค่าบาทได้ แอ่นอกรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส3ตกหลุม-

     น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปีนี้ ว่า ภาพรวมชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่เริ่มปรับดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส โดยในเดือน ก.ย. เศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น จากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากภาคการผลิตที่ทยอยกลับมาผลิตหลังจากการหยุดเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในช่วงก่อน การส่งออกและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้น โดยการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.9% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 19.2% จากระยะเดียวกันปีก่อน แม้ว่าจะมีการเริ่มเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ แล้ว 

     ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวดีขึ้น 5.8% จากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนยังคงชะลอลง 0.8% จากเดือนก่อนหน้า ในเดือนก.ย. การลงทุนภาคเอกชนชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า 4.5% ขณะที่การใช้จ่ายรัฐบาลกลางลดลง 2.5% โดยส่วนหนึ่งการชะลอของการใช้จ่ายมาจากรายได้เกษตรกรหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน 17.1% จากทั้งราคาและผลผลิตสินค้าที่ลดลง

    ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4 จะปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยมาตรการภาครัฐมีส่วนช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี โดยได้รับคำตอบจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวว่าจะขยายตัวดีขึ้น ตามการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว โดยเห็นยอดจองล่วงหน้า โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะไกล (long haul) และคาดว่ามาตรการภาครัฐ เช่น เที่ยวไทยคนละครึ่ง เที่ยวดีมีคืน จะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของคนไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจการค้าขยายตัว ตามการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี การฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีมาตรการภาครัฐ เช่น คนละครึ่งพลัส ที่จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ในขณะที่ภาคการผลิต และการก่อสร้างอาจจะได้รับผลดีน้อยกว่า

      ขณะที่ความเสี่ยงที่ต้องติดตามระยะต่อไปต้องติดตาม คือ การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม  2.ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจจะมีการเก็บเพิ่ม หรือลดภาษีในสินค้าอื่นๆ ในอนาคต 3. พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว และ 4.ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยธปท.ได้รวมผลจากโครงการคนละครึ่งพลัสเข้าไปในการประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ที่คาดจะโต 2.2% แล้ว

     ด้าน น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า เราได้เห็นว่าโครงการคนละครึ่งพลัส มีผลในด้านทำให้บรรยากาศของการค้าขาย และความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น คงต้องจับตาดูมาตรการนี้และมาตรการรัฐที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆที่จะมีผลช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้หรือไม่ นอกจากนั้น ยังต้องจับตาข้อตกลงการเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ ว่าจะมีผลเพิ่มเติมกับเศรษฐกิจไทยอย่างไร ทั้งในทางลบและทางบวก

     ขณะเดียวกัน ย้ำคำตอบในส่วนของข้อตกลงที่ธปท.ทำกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ว่า ไม่มีผลทำให้ธปท.ไม่สามารถแทรกแซงหรือเข้าดูแลค่าเงินบาทได้ เพราะตามหลักการของธปท.การเข้าดูแลค่าเงินบาทจะทำเพื่อลดความผันผวนที่รุนแรงเกินไปอยู่แล้ว เพื่อลดผลกระทบของธุรกิจ และเศรษฐกิจไทย ไม่ได้ทำเพื่อให้เงินบาทแข็งขึ้นหรืออ่อนค่าลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2892667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WT-1xTGccssQ6S-hP9S75

  • เศรษฐกิจไทย Q3 ชะลอตัว เหตุการผลิตภาคอุตฯหยุดชั่วคราว

    เศรษฐกิจไทย Q3 ชะลอตัว เหตุการผลิตภาคอุตฯหยุดชั่วคราว

    วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ไตรมาส 3/2568 และเดือนกันยายน 2568 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ปรับดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส โดยด้านอุปทานชะลอลงจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในบางสินค้า ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลง ส่วนด้านอุปสงค์ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ลดลง 1.0% ประกอบกับรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง 0.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 0.7%

    ส่วนเศรษฐกิจในเดือนกันยายนปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อน โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น หลังปัจจัยชั่วคราวทยอยคลี่คลาย ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาคการค้าแเละการขนส่ง ด้านอุปสงค์ต่างประเทศขยายตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพิ่มขึ้น 5.8% และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 12.6% โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัว 0.9% จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามอุปสงค์ในประเทศชะลอลงทั้งการลงทุนลดลง 4.5% และการบริโภคภาคเอกชน ลดลง 0.8%

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส 3 ติดลบ 0.74% จากหมวดอาหารสดและพลังงาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก ตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัวและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่วนเดือนกันยายนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนเล็กน้อย จากเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกลดลงจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งจากการทําโปรโมชั่นอาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัว

    อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หยุดผลิตทยอยกลับมา และส่งผลดีต่อภาคบริการที่เกี่ยวข้อง การส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว และผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    สำหรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 ของ ธปท. ที่ 2.2% ได้รวมมาตรการคนละครึ่งพลัส และการเปิดตลาดสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเป็น 99% จากเดิม 90% เข้าไปในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว ทั้งนี้ยังต้องรอดูผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัส หากมีการจับจ่ายมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 เติบโตมากกว่า 2.2%

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/924823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y4nEM6sF-f09R9Oo_B8do

  • จับตาตลาดจีนแนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่เปิดโอกาสให้สินค้าของไทยเข้าสู่ตลาดจีน   สคต.คุนหมิง

    จับตาตลาดจีนแนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่เปิดโอกาสให้สินค้าของไทยเข้าสู่ตลาดจีน สคต.คุนหมิง

                 จีนเดินหน้าสู่ “ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ” ภายใต้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงของรัฐบาลกลาง โดยอาศัยการขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และพฤติกรรมการบริโภค     รุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2568 ยังคงรักษาตำแหน่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2    ของโลก และเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกที่มีความสำคัญ แม้จะเผชิญความผันผวน     ทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยกำลังซื้อภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ    ทำให้จีนยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ รัฐบาลจีนมุ่งเน้น  การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในการส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัล และการยกระดับคุณภาพการบริโภค เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม      ที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดเข้าสู่จีนควรจับตามอง 10 กระแสสำคัญที่จะสะท้อนทิศทางของเศรษฐกิจจีนยุคใหม่ และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยและจีนในอนาคต

                1. เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ขยายสู่ระดับแลนด์มาร์ก เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ (Experience Economy) กำลังกลายเป็นแนวโน้มสำคัญในเมืองหลักของจีน เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง        และกว่างโจว ที่เน้นการสร้าง “ประสบการณ์เฉพาะตัว” ให้แก่ผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น โครงการ                   LV Giant Boat ในนครเซี่ยงไฮ้ ที่ผสมผสานแฟชั่น ศิลปะ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยวเมืองใหญ่ แนวโน้มนี้สะท้อนว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ในจีน         ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าทางอารมณ์” และ “ประสบการณ์ร่วม” ผู้ประกอบการควรพัฒนาแบรนด์   

    ให้มีเอกลักษณ์และเน้นประสบการณ์ เพื่อสร้างความจดจำในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

    Weixin Image_20251031162225_705_6.png

    2. การบริโภคอย่างมีเหตุผลและตลาดเฉพาะกลุ่มเติบโตต่อเนื่อง ผู้บริโภคจีนยุคใหม่           มีความละเอียดรอบคอบและเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ โดยมากกว่า 70% จะมีการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเปรียบเทียบราคาและรีวิวสินค้าตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ  อาหารออร์แกนิก และการบริการเฉพาะแต่ละบุคคล ผู้ประกอบการไทยควรใช้ข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่ม

                3. โอกาสและแนวโน้มทางธุรกิจหรือการค้ารูปแบบใหม่ๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัดหรือชนบท นโยบาย “การฟื้นฟูชนบท” (Rural Revitalization) ของรัฐบาลจีนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ระดับอำเภอและชนบทให้เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในมณฑลเสฉวน ยูนนาน และกุ้ยโจว ที่เริ่มมีรายได้ และกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ธุรกิจค้าปลีกและบริการขยายตัวต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดสู่ภูมิภาคภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

                4. เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ควบคู่กับอุตสาหกรรมร้านอาหาร อุตสาหกรรมอาหารจีนพัฒนาไปสู่ยุคของ “ประสบการณ์และคุณค่า” มีตัวอย่างชัดเจนอย่างร้าน Haidilao และร้าน Quanjude ที่นำเทคโนโลยีความจริงเสมือน (VR) มาใช้สร้างประสบการณ์รับประทานอาหารเสมือนจริงสร้างบรรยากาศการรับประทานอาหารที่แปลกใหม่ แนวโน้มนี้เปิดโอกาสให้ธุรกิจร้านอาหารไทยนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยควบคู่กับเทคโนโลยี และการนำเสนอวัฒนธรรมอาหารได้อย่างสร้างสรรค์

                5. การพัฒนารูปแบบธุรกิจที่เชื่อมโยงระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ จีนยังคงเป็นผู้นำในการเชื่อมโยงโลกออนไลน์และออฟไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ เช่น Alibaba และ JD.com    ที่พัฒนาโมเดลรูปแบบธุรกิจเชื่อมโยงระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ (O2O) อย่างเต็มรูปแบบ  โดยการใช้ AI และ Big Data ช่วยให้ร้านค้าสามารถคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค ได้อย่างแม่นยำ      และนำเสนอสินค้าได้ตรงกลุ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิด “ร้านค้าดิจิทัล” ที่สามารถปรับกลยุทธ์  แบบทันท่วงทีและได้อย่างมีประสิทธิภาพ

               6. การบริโภคยุคดิจิทัลขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้นโยบาย “แผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ พ.ศ. 2568” จีนมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เทคโนโลยี 5G IoT AI และ VR เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป   อย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคจีนกว่า 80% ใช้สมาร์ตโฟนในการซื้อสินค้าและบริการทุกประเภท ซึ่งเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดจีนได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางดิจิทัล

                7. แนวโน้มการบริโภคเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม นโยบาย “การพัฒนาแบบสีเขียว”      ของรัฐบาลจีนผลักดันให้ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก  บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ และพลังงานสะอาด ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย        และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบธรรมชาติและมาตรฐาน  การผลิตเพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                8. การพัฒนาโลจิสติกส์อัจฉริยะและห่วงโซ่อุปทาน จีนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ได้อย่าง         ก้าวกระโดด ด้วยการใช้เทคโนโลยีโดรน (เครื่องบินขนาดเล็กที่บินได้เองโดยใช้การบังคับผ่านอุปกรณ์)   รถขนส่งไร้คนขับ และคลังสินค้าอัจฉริยะ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่ง สอดคล้อง      กับยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” Belt and Road Initiative (BRI) เชื่อมโยงเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายดังกล่าวเพื่อขยายศักยภาพทางการค้า               และลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ในระยะยาว

    Weixin Image_20251031162304_706_6.png

               9. การขยายธุรกิจค้าปลีกจีนสู่ตลาดต่างประเทศ แบรนด์จีนหลายราย เช่น Shein Temu และ Miniso ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเจาะตลาดต่างประเทศด้วยกลยุทธ์การออกแบบ            ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการสนับสนุน      จากรัฐบาลผ่านข้อตกลงทางการค้า และการเจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยผลักดันให้แบรนด์จีน image.pngมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แนวโน้มนี้ถือเป็นการให้ผู้ประกอบการไทยเร่งพัฒนาศักยภาพแบรนด์      ของตนเองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

                10. การใช้ข้อมูลเป็นหลักของการดำเนินธุรกิจ ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุด  ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้ Big Data และ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การบริหาร          ห่วงโซ่อุปทาน และการวางกลยุทธ์ทางการตลาด สามารถช่วยลดต้นทุนเพิ่มยอดขาย และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการที่สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างเป็นระบบจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและตลาดในอนาคต

    ความคิดเห็น สคต.

                 แนวโน้มทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเติบโต        ของตลาดจีนและความนิยมในสินค้าเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดจีนที่มีศักยภาพสูง ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านคุณภาพของสินค้า มาตรฐานการผลิต และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยเป็นจุดขายในการเจาะตลาด นอกจากนี้              ยังมีแนวโน้มการค้าออนไลน์และการใช้ช่องทางดิจิทัลในการเข้าถึงผู้บริโภคจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบรนด์ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของสินค้า และการทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งนี้ ทาง สคต. นครคุนหมิง พร้อมให้        การสนับสนุนในด้านข้อมูลตลาด การจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่าง Quick-win Business Matching และการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้า   ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    *****************************************

    แหล่งที่มา 

    https://baijiahao.baidu.com/s?id=1842879504332331056&wfr=spider&for=pc

    สคต. ณ นครคุนหมิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xjes5zu1o9qux2xeifdu5im1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05K2LgfvrLZ-yNuylL_nmv