Category: เศรษฐกิจ

  • “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีสรุปผลภารกิจประชุมอาเซียนและเอเปค ย้ำไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนไทย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 โดยมีรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทยร่วมคณะ

    นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ได้พบหารือกับผู้นำ 15 ประเทศ องค์การระหว่างประเทศ 3 แห่ง และผู้บริหารระดับสูงกว่า 20 บริษัทชั้นนำ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยย้ำว่าผลการเจรจาจะต่อยอดสู่รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนไทย

    ไทยได้วางยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก เพื่อเสริมบทบาทในฐานะ “ศูนย์กลางของภูมิภาค” ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร โลจิสติกส์ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งยังมีความคืบหน้าในการเปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตร เพิ่มโควตาแรงงานไทยในเกาหลีใต้ และขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับแคนาดา

    นอกจากนี้ มีข้อตกลงทวิภาคีสำคัญ อาทิ ความร่วมมือด้านการค้าข้าวกับสิงคโปร์ การผลักดันสินค้าเกษตรไทยในตลาดมาเลเซีย การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือกับบรูไนในด้านอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือในประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ อาทิ จีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

    สำหรับการหารือกับผู้นำสหรัฐอเมริกาและจีน นายอนุทินยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยจีนได้ตกลงเพิ่มโควต้าการนำเข้าข้าวไทยอีก 500,000 ตัน พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การดำเนินภารกิจทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ภายใต้หลักความถูกต้อง โปร่งใส และยึดมั่นในกฎหมายไทย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้มั่นคงและยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Heh-DS-dtBC8Q-ZY0BPun

  • มาเก๊าทำรายได้จากธุรกิจคาสิโนพุ่ง 15.9% ในเดือนต.ค. หนุนความหวังฟื้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    มาเก๊าทำรายได้จากธุรกิจคาสิโนพุ่ง 15.9% ในเดือนต.ค. หนุนความหวังฟื้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    รายได้จากธุรกิจคาสิโนของมาเก๊าในเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 15.9% จากปีก่อนหน้า สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ เนื่องจากจำนวนนักพนันที่กลับมาเล่นพนันเพิ่มขึ้นหลังสิ้นสุดช่วงวันหยุดโกลเดนวีคของจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเลวร้าย

    สำนักงานตรวจสอบและประสานงานการเล่นพนันของมาเก๊าเปิดเผยเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ว่า รายได้รวมจากการพนันอยู่ที่ 2.409 หมื่นล้านปาตากา หรือราว 3.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 11.7% และคิดเป็นประมาณ 91% ของระดับก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2562

    นักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ปและเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค. ระบุว่า หลังจากวันหยุดเนื่องในวันชาติของจีนในช่วงต้นเดือนต.ค. มาเก๊าพบว่ามีนักท่องเที่ยวที่กลับมาเล่นคาสิโนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เดิมทีคาดว่าช่วงวันหยุดโกลเดนวีคจะเป็นแรงหนุนรายได้จากการพนัน แต่กลับได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นและการแข่งขันรถสูตรหนึ่งรายการสิงคโปร์กรังด์ปรีซ์ 2568 ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวบางส่วนออกจากมาเก๊า

    มาเก๊ารายงานว่า ช่วงวันหยุดดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยต่อวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ราว 143,000 คน แต่รายได้จากคาสิโนกลับลดลงในช่วงครึ่งหลังของวันหยุด สะท้อนว่านักพนันรายใหญ่หลายรายกลับมาเล่นหลังสิ้นสุดวันหยุดแล้ว

    ทั้งนี้ ในเดือนก.ย. มาเก๊ามีนักท่องเที่ยวราว 2.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทางการจะประกาศข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวเดือนต.ค. ภายในเดือนนี้ ขณะที่การเติบโตของรายได้จากการพนันในช่วงต่อไปจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความยั่งยืนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของมาเก๊า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KmfhEqRpWWeCxXpqnqmdW

  • นำทีมไทยแลนด์เปิดตลาดสินค้าไทย เกษตร ท่องเที่ยว นวัตกรรม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    นำทีมไทยแลนด์เปิดตลาดสินค้าไทย เกษตร ท่องเที่ยว นวัตกรรม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y33VOuHNZvALgDqfYm5Cd

  • สหกรณ์เปิดจุดรับซื้อข้าวทั่วไทย พยุงราคา-ดันคาร์บอนต่ำ

    สหกรณ์เปิดจุดรับซื้อข้าวทั่วไทย พยุงราคา-ดันคาร์บอนต่ำ

    รมช.นเรศ ดันมาตรการพยุงราคาข้าวเปลือกปี 2568/69 เปิดจุดรวบรวมข้าวทั่วประเทศ หนุนสหกรณ์เป็นแกนกลางรับซื้อผลผลิตจากชาวนา ลดความเสี่ยง ราคาตกจากผลผลิตล้นตลาด พร้อมผลักดันการผลิตข้าวคุณภาพสูง-คาร์บอนต่ำ รองรับตลาดพรีเมียม สร้างรายได้มั่นคงระยะยาว

    นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เปิดจุดรวบรวมข้าวร่วมกับสหกรณ์ 428 แห่ง ใน 57 จังหวัด เพิ่มจากปีก่อน เพื่อรองรับข้าวเปลือกกว่า 4 ล้านตัน มูลค่า 4 หมื่นล้านบาท โดยทำผ่าน 2 โครงการหลัก ได้แก่
    • สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก
    • สินเชื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม
    ปัจจุบันเริ่มเปิดจุดรวบรวมแล้ว 233 จุด ใน 35 จังหวัด คาดช่วยชะลอการขายช่วงราคาตกต่ำ และเสริมอำนาจต่อรองให้ชาวนา

    ในระยะยาว กระทรวงเกษตรฯ เตรียมขับเคลื่อนการปลูกข้าวคุณภาพ ข้าวหอมมะลิ GAP และข้าวคาร์บอนต่ำ โดยให้กรมการข้าวร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อศึกษาระบบสนับสนุนการผลิตข้าวลดการปล่อยคาร์บอน สอดรับนโยบายยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดพรีเมียม

    พร้อมกันนี้ ยังมีแผนปรับพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม 10 ล้านไร่ทั่วประเทศ โดยเริ่มนำร่อง 1 ล้านไร่ ให้เปลี่ยนไปปลูกพืชผสมผสานหรือพืชเศรษฐกิจอื่น เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกร

    “สหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในการชะลอการขายข้าว ปรับสมดุลราคา และต่อยอดการผลิตข้าวคุณภาพให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดที่ดีกว่า”

    — รมช.นเรศ กล่าว

    moac-open-rice-purchasing-points-farmer-prices-low-carbon-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/moac-open-rice-purchasing-points-farmer-prices-low-carbon&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hu9LKg7bUNKeQ8d64Ulji

  • เศรษฐกิจเชียงราย สองเครื่องยนต์ ‘ท่องเที่ยว-ชายแดน’ ผลักดัชนีเชื่อมั่นให้ยืนสูง

    เศรษฐกิจเชียงราย สองเครื่องยนต์ ‘ท่องเที่ยว-ชายแดน’ ผลักดัชนีเชื่อมั่นให้ยืนสูง

    เชียงราย–ภาคเหนือ “เงยหน้ารับลมหนาวเศรษฐกิจ” ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตภาคเหนือแตะ 73.5 แรงหนุน “คนละครึ่ง พลัส” จ่อดันกำลังซื้อ-ท่องเที่ยวไฮซีซัน ขณะภาพรวมไทยโต 2.4% ปี 2568 แต่ต้องจับตาความเสี่ยงปี 2569

    เชียงราย, 1 พฤศจิกายน 2568 — ลมหนาวเที่ยวแรกแตะขอบดอยนางนอนในหุบเขาเชียงราย พร้อมข่าวดีจากส่วนกลางที่ส่งแรงกระเพื่อมถึงปลายน้ำ: ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (RSI) เดือนตุลาคม 2568 ของภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 73.5 สะท้อนมุมมอง 6 เดือนข้างหน้าที่ “ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” บนแรงหนุนสองขา—มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่กำลังเดินเครื่องในไตรมาสสุดท้าย และ ฤดูท่องเที่ยว ที่เข้าสู่ช่วงพีกของปี นัยนี้มีความหมายกับเชียงรายโดยตรง เพราะจังหวัดปลายสุดแดนเหนือกำลังยืนอยู่ “หน้าเคาน์เตอร์โอกาส” ทั้งจากการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ ร้านค้ารายย่อย ไปจนถึงซัพพลายเชนเกษตรและโลจิสติกส์ชายแดน

    ในมุมมหภาค กระทรวงการคลังคาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 โต 2.4% จากแรงกระตุ้นภาครัฐและการส่งออกที่คาดขยายตัว 10.0% ทว่า “ปีถัดไป” อาจไม่ราบรื่นเท่าเดิม เมื่อภาพรวมปี 2569 ถูกประเมินว่าจะ ชะลอมาที่ 2.0% สาเหตุหลักจากการเร่งส่งออกในปีนี้เพื่อหลบผลกระทบภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ชี้ว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างปี 2569 มีแนวโน้ม ‘ทรงตัว’ งบลงทุนรัฐลดลงและภาคเอกชนยังเปราะบาง—สัญญาณที่ผู้ประกอบการเชียงรายควรรู้ทันและปรับแผน

    ภาพใหญ่ของประเทศ โตได้…แต่ไม่ง่าย

    สัญญาณข้างหน้า: กระทรวงการคลังประเมินปี 2568 ไทยขยายตัว 2.4% โดยมี “โครงการคนละครึ่ง พลัส” กับมาตรการเพิ่มวงเงินสวัสดิการรัฐเป็นแรงขับการบริโภคเอกชน (คาดโต 3.0%) และการส่งออกมูลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 10.0% ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุล 2.0 หมื่นล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 3.5% ของ GDP) และเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี -0.2% โดยได้รับอานิสงส์ต้นทุนพลังงานที่ลดลง

    จุดห่วงปี 2569: จีดีพีชะลอที่ 2.0% ส่งออกหดตัว -1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อกลับสู่แดนบวกแถว 0.5% นโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล—จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดหนี้ครัวเรือน หนุน SMEs เพิ่มออม และลงทุนเพื่ออนาคต—จึงถูกคาดหวังให้ยื้อแรงเฉื่อยเศรษฐกิจและสร้างฐานใหม่ระยะยาว

    คำเตือนเชิงนโยบาย: การค้าโลกที่ผันผวน มาตรการภาษีสหรัฐฯ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และหนี้ครัวเรือนยังสูง คือชุดความเสี่ยงที่อาจสั่นความเชื่อมั่นธุรกิจ—หากลามสู่ต้นทุนการเงินและพฤติกรรมบริโภค

    พื้นที่เศรษฐกิจภาคเหนือ ดัชนี 73.5 “โซนอ่อนไปทางดี” ท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมเครื่องยนต์คู่

    ตัวเลขชวนคิด RSI เดือน ต.ค. 2568

    • ภาคเหนือ 73.5: ได้แรงหนุนจาก บริการ–ท่องเที่ยว และ อุตสาหกรรม ในช่วงไฮซีซัน กอปรกับมาตรการรัฐ
    • ภาคตะวันออก 75.5 / EEC 78.7: สะท้อนบทเรียนว่าพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐาน–การลงทุนต่อเนื่อง มีความเชื่อมั่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
    • กทม.–ปริมณฑล 63.8: ยังต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ชี้ว่าการฟื้นตัว “ไม่เสมอหน้า” และกิจกรรมบางส่วนยังรอผลลัพธ์มาตรการ

    ความหมายต่อภาคเหนือ:

    1. การท่องเที่ยวกลับมาเป็น “เสาหลักรายได้กระจายตัวสูง” ตั้งแต่ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ งานเทศกาลท้องถิ่น ไปจนถึงสินค้าหัตถกรรม—ห่วงโซ่คุณค่าไหลถึงชุมชนรวดเร็ว
    2. อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร–เครื่องดื่ม–ยางพารา–อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วน มีแนวโน้มปรับกำลังผลิตตามคำสั่งซื้อช่วงปลายปีและต้นปีหน้า
    3. กำลังซื้อชาวบ้าน–แรงงานกลับบ้าน ช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน สนับสนุนเม็ดเงินหมุนเวียนท้องถิ่นอย่างเห็นรูปธรรม

    แต่ก็ยังมีโจทย์ท้าทาย: ความแปรปรวนสภาพอากาศที่กระทบผลผลิตเกษตร ค่าครองชีพในเมืองท่องเที่ยว และการขนส่งข้ามแดนที่ต้องลุ้นกับกฎระเบียบประเทศเพื่อนบ้านเมื่อภูมิรัฐศาสตร์ “ไหลแรง”

    โฟกัสเชียงราย เมืองชายแดน–เมืองท่องเที่ยว “สองเครื่องยนต์” ผลัก RSI ภาคเหนือให้ยืนสูง

    เชียงรายกำลังอยู่ใน จุดสมดุลใหม่ ของบทบาทสองประการ—เมืองท่องเที่ยวธรรมชาติ–วัฒนธรรม และเมืองโลจิสติกส์ชายแดนฝั่งแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ—ที่โอบรับฤดูกาลท่องเที่ยวและความต้องการบริโภคปลายปีพอดิบพอดี

    1) ไฮซีซันท่องเที่ยว ฤดูขายประสบการณ์–ฤดูเก็บรายได้ฐานราก

    • ฤดูหนาว = ฤดูงาน: เทศกาลแสงสีริมโขง งานกาแฟ–ชา–เกษตร และทริปสายธรรมชาติ “กอดหมอก” ทำให้ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวที่พัก–อาหาร–เดินทางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    • คนละครึ่ง พลัส = คูณแรงในเมืองท่องเที่ยว: มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในไตรมาส 4 ช่วย “ปิดช่องว่างกำลังซื้อ” ของครัวเรือนท้องถิ่นและนักเดินทาง—ร้านอาหารรายย่อยและผู้ค้าชุมชนมีโอกาสจับจ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จสูงขึ้น
    • SMEs–OTOP–หัตถกรรมท้องถิ่น มีแนวโน้มได้ประโยชน์ทันที เมื่อดีมานด์ของที่ระลึก–ของฝากขยับตามจำนวนนักท่องเที่ยว การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลชำระเงินและการตลาดออนไลน์ช่วงแคมเปญ จะช่วยขยายวงเงินสะพัดได้ดีกว่าช่วงปกติ

    ผลลัพธ์คาดหวัง รายได้ท่องเที่ยว “ไหลลึก” ลงสู่ชุมชน—ตั้งแต่ผู้ให้บริการที่พักระดับครอบครัว ร้านอาหารท้องถิ่น คนขับรถรับจ้าง ไปจนถึงเกษตรแปลงเล็กที่ขายผลผลิตเข้าสายโภชนาการ–คาเฟ่

    2) เศรษฐกิจชายแดน แรงเสริมเมื่อค้าชายแดนฟื้นตัว

    แม้ข้อมูลปริมาณการค้ารายด่านล่าสุดไม่ได้ระบุในชุดข้อมูลนี้ แต่แรงส่งทั่วประเทศจากการส่งออกปี 2568 ที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัวสูง 10.0% ย่อมเอื้อให้ โซ่โลจิสติกส์เชียงราย—ทั้งด่านแม่สาย ด่านเชียงของ และท่าเรือเชียงแสน—รับโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบด้านเกษตรแปรรูป บรรจุภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้านและจีนตอนใต้

    ประเด็นต้องกางแผน ความผันผวนกฎระเบียบข้ามแดนและต้นทุนขนส่งที่อยู่ในระดับสูงทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้อง “ล็อกต้นทุน” ผ่านสัญญาระยะกลาง–ยาว และประสานเครือข่ายโลจิสติกส์ให้ยืดหยุ่นต่อข้อจำกัดหน้าด่าน

    3) ตลาดก่อสร้าง–อสังหาริมทรัพย์เชียงราย อ่านสัญญาณ “ทรงตัว” ก่อนวางเงินลงทุน

    บทวิเคราะห์ของ SCB EIC ที่ประเมินว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างปี 2569 “ทรงตัว” ราว 1.41 ล้านล้านบาท และการลงทุนภาครัฐลดแรงจากงบปี 2569 ส่งสารสำคัญถึงผู้พัฒนาโครงการในเชียงราย

    • ภาครัฐยังเดินหน้ามหาโปรเจกต์ แต่ความเร็วการเบิกจ่าย–เปิดประมูลอาจไม่เร่งเท่าที่หวัง
    • เอกชนที่อยู่อาศัยชะลอ ตามภาพอสังหาฯ ประเทศและค่าแรงที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากแรงงานข้ามชาติหดตัว
    • มาตรฐานวัสดุ–งานโครงสร้างถูกยกระดับ หลังเหตุแผ่นดินไหวในหลายพื้นที่—เพิ่มต้นทุนและเวลาควบคุมคุณภาพ

    คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับท้องถิ่น

    1. บริหาร Backlog ให้ยืดหยุ่น ปรับสัดส่วนงานรัฐ–เอกชน ลดความเสี่ยงจาก “ลูกค้าก้อนเดียว”
    2. ทำสัญญาซื้อวัสดุล่วงหน้า กับคู่ค้าคุณภาพ เพื่อคุมต้นทุนและลดความผันผวนราคา
    3. จับมือพันธมิตรต่างชาติ/เทคโนโลยี ยกมาตรฐานความปลอดภัย–ผลิตภาพ และใช้เป็น “แต้มความเชื่อมั่น” ในตลาด
    4. ตั้งเป้าการลด Emission และใช้วัสดุเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม—สอดรับทั้งข้อกำหนดใหม่และความต้องการลูกค้ารุ่นใหม่

    4) โอกาส–ความเสี่ยงเฉพาะจังหวัด ทำการบ้านเชิงรุก

    • โอกาสฝั่งท่องเที่ยว: เชื่อม “สุขภาพ–นิเวศ–วัฒนธรรม” ให้เป็นแพ็กเกจเดียว เช่น เส้นทางวิ่ง–ปั่น–เดินป่า ตลาดชุมชน–คาเฟ่กาแฟ–ชา พร้อมพื้นที่กิจกรรมครอบครัว ช่วยยืดเวลาพำนักและเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อทริป
    • โอกาสฝั่งชายแดน: ต่อยอดคลังสินค้าเย็น–เกษตรแปรรูปคุณภาพสูง รองรับคำสั่งซื้อปลายปี–ตรุษจีน พร้อมมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ
    • ความเสี่ยงสำคัญ: สภาพอากาศสุดขั้วกระทบเกษตร, ราคาพลังงานและค่าขนส่ง, และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ–การค้าโลก
    • มาตรการกันชนที่ใช้ได้ทันที: ผู้ประกอบการรายย่อยใช้สิทธิ “คนละครึ่ง พลัส” และโปรโมชันร่วมเอกชนเพื่อดึงทราฟฟิกหน้าร้าน, เชื่อมดีลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล–อีเพย์เมนต์, ทำประกันภัยธุรกิจ–ทรัพย์สินที่ครอบคลุมภัยธรรมชาติ และจับสัญญาณเตือนจากระบบต้นแบบ “ดัชนีหมอกควัน–PM2.5” เพื่อออกแบบกิจกรรมกลางแจ้งอย่างยืดหยุ่น

    สะพานเชื่อม “นโยบาย–พื้นที่” ทำอย่างไรให้เม็ดเงินเข้าถึงชุมชนเชียงรายเร็วที่สุด

    • เร่ง “แปลงนโยบายเป็นแคมเปญพื้นที่”
      ภาคเอกชน–ชุมชน ควรจับมือกับหน่วยงานท้องถิ่น ออกแบบกิจกรรมใช้สิทธิคนละครึ่ง พลัสที่
    • ชัดเวลา–ชัดสถานที่–ชัดของดี เช่น ถนนคนเดินมิติใหม่ เมนูวัตถุดิบท้องถิ่น ซุ้มชิม–ช็อป–แชร์ ให้สิทธิประโยชน์ชัดเจนและตรวจง่าย
    • เชื่อม “โลจิสติกส์–ท่องเที่ยว”
      พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่ผูกกับจุดขนส่งชายแดน: นักเดินทางที่เข้า–ออกด่าน สามารถถูกดึงเข้ามาใช้ค่าใช้จ่ายเพิ่มในเมือง ผ่านแพ็กเกจคาเฟ่–มิวเซียม–ของฝาก และบริการสปา–สุขภาพ–แอดเวนเจอร์ระยะสั้น
    • ยกระดับอีโคซิสเต็มดิจิทัล
      สนับสนุนผู้ค้าใช้ QR พร้อมเพย์–บัญชีรับเงินธุรกิจ–เครื่องออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้ข้อมูลยอดขาย “สะท้อนจริง” ต่อการวางแผนสต็อกและขอสินเชื่อ

    ตัวเลขชวนคิด” เพื่อการตัดสินใจของเชียงราย

    • 73.5 = RSI ภาคเหนือเดือนตุลาคม 2568 — โซนบวกชัดใน 6 เดือนข้างหน้า
    • 2.4% = จีดีพีไทยปี 2568 (คาดการณ์) — เปิดช่องทำรายได้ปลายปี-ต้นปี
    • 10.0% = การส่งออกทั้งปีกลับมาโตแรง — โอกาสต่อซัพพลายเชนชายแดน
    • -0.2% → 0.5% = เงินเฟ้อ 2568→2569 — ปีหน้าแรงกดดันค่าใช้จ่ายอาจยกหัว
    • 1.41 ล้านล้านบาท = มูลค่าอุตสาหกรรมก่อสร้าง 2569 (คาด “ทรงตัว”) — บอกให้วางแผนลงทุนแบบคุมความเสี่ยง

    ภาคบริการ–ผู้ประกอบการรายย่อยจะ “เกียร์ออโต้” ได้อย่างไร

    1. ดีลราคาล่วงหน้า กับซัพพลายเออร์ (เนื้อ–ผัก–กาแฟ–เบเกอรี่–น้ำมันปรุงอาหาร) ในกรอบ 3–4 เดือน เพื่อคุมมาร์จินช่วงพีก
    2. แพ็กเกจประสบการณ์ มากกว่า “ลดราคา” เช่น เซ็ตอาหารท้องถิ่น + เวิร์กช็อป + มุมถ่ายรูป + ส่วนลดร้านคู่ค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อบิล
    3. เวลาทำการยืดหยุ่น สอดรับเที่ยวบิน–รถทัวร์–ด่านชายแดน เปิดเช้าขึ้น/ปิดดึกขึ้นในช่วงสัปดาห์พีก
    4. ข้อมูลลูกค้า = ทองคำ: เก็บอีเมล/ไลน์ OA จากลูกค้าหน้าร้าน พร้อมคูปองคัมแบ็กไตรมาส 1/2569 เพื่อลดหลุมยอดขายหลังเทศกาล
    5. มาตรฐานสะอาด–ปลอดภัย–ยั่งยืน สื่อสารชัด (ขยะเปียกลดเหลือศูนย์/ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น/ลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว) ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ

    หน้าต่างแห่งโอกาส” ของเชียงรายในอีก 6 เดือน

    ดัชนี RSI ที่ 73.5 ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจะพุ่งแรงในชั่วข้ามคืน แต่มันบอกเราว่า โอกาสมีมากกว่าความเสี่ยง ในช่วงครึ่งปีข้างหน้า หากเชียงราย แปลงมาตรการกระตุ้น ให้เป็นกิจกรรมพื้นที่ที่เข้าถึงผู้ค้า–ชุมชนจริง ใช้ฤดูท่องเที่ยวเป็น “เครื่องเร่งการไหลเวียน” ของเงิน และยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดรับผู้บริโภคยุคใหม่ เม็ดเงินจะไหลลึกและยั่งยืนกว่าแค่ “ภาพคนแน่นงาน”

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้อง ไม่หลงลืมภาพปี 2569 ที่ท้าทายกว่า—จากการชะลอของจีดีพีและการหดตัวของส่งออกตามวัฏจักร—จึงควรเตรียมกันชนด้านเงินสด สัญญาวัสดุ–แรงงาน และผลิตภัณฑ์–ตลาดที่ยืดหยุ่นไว้แต่เนิ่น ๆ

    สารที่ควรถูกตอกย้ำ ถ้าภาคเอกชน–ชุมชน–ท้องถิ่นจับมือกัน “ออกแบบเศรษฐกิจหน้าร้าน” ให้สอดรับมาตรการใหญ่ของรัฐ เชียงรายจะไม่เพียง “รับลมหนาวเศรษฐกิจ” แต่จะสามารถ ชี้ทางลม ให้ไหลผ่านชุมชนอย่างเป็นธรรม สร้างรายได้ กระจายโอกาส และวางฐานใหม่สำหรับปีหน้าที่ท้าทายกว่า

    เค้าโครงข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการรายงาน

    • ประมาณการเศรษฐกิจไทย 2568–2569 (ต.ค. 2568/ต.ค. 2569f)
      • จีดีพี 2568 = 2.4%, 2569f = 2.0%
      • บริโภคเอกชน 2568 = 3.0%, 2569f = 2.4%
      • เงินเฟ้อทั่วไป 2568 = -0.2%, 2569f = 0.5%
      • ส่งออกสินค้าและบริการ (Real term) 2568 = 7.6%, 2569f = -1.7%
      • ดุลบัญชีเดินสะพัด 2568 = 20.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ, 2569f = 15.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
        (ตัวเลขตามเอกสารอินโฟกราฟิกของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่เผยแพร่ ณ ตุลาคม 2568/2569f)
    • ดัชนี RSI ต.ค. 2568
      • ภาคเหนือ 73.5 | ตะวันออก 75.5 | EEC 78.7 | อีสาน 73.9 | ตะวันตก 72.8 | ใต้ 72.7 | ภาคกลาง 68.5 | กทม.–ปริมณฑล 63.8
      • องค์ประกอบที่หนุนภาคเหนือ บริการ–ท่องเที่ยว และ อุตสาหกรรม บนแรงส่งไฮซีซันและมาตรการรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/northern-rsi-economy-stimulus-tourism-forecast/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s872GWXxHaIaBdU4ictnf

  • คนละครึ่งพลัส ใช้ในห้างสรรพสินค้าได้ไหม หลายคนคิดว่าไม่ได้ อาจต้องคิดใหม่

    คนละครึ่งพลัส ใช้ในห้างสรรพสินค้าได้ไหม หลายคนคิดว่าไม่ได้ อาจต้องคิดใหม่

              คนละครึ่งพลัส ใช้ในห้างสรรพสินค้าได้ไหม หลายคนคิดว่าไม่ได้ งานนี้อาจต้องคิดใหม่ เงื่อนไขอะไรบ้างที่ใช้ได้ ใช่ว่าจะใช้ได้ทุกร้าน

    คนละครึ่งพลัส ใช้ที่ห้างสรรพสินค้าได้ไหม
    ภาพจาก Sorbis / Shutterstock.com

              เริ่มใช้จ่ายกันอย่างคึกคักขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับคนละครึ่งพลัส โดยกฎคร่าว ๆ คือ การใช้จ่ายซื้อสินค้า บริการจากร้านค้าทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการได้ ในวงเงินรวมไม่เกินวันละ 400 บาท แต่ไม่สามารถซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อได้

              วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 หลายคนมีข้อสงสัยว่า แล้วการใช้คนละครึ่งในห้างสรรพสินค้า สามารถทำได้ไหม ทางกระปุกดอทคอม ไปค้นหาคำตอบมาให้แล้ว คำตอบคือ “ทำได้ แบบมีเงื่อนไข”

              เงื่อนไขที่ว่าคือ สามารถใช้ในห้างสรรพสินค้าได้ แต่ไม่ใช่ทุกร้าน ต้องเป็นร้านของบุคคลทั่วไปที่มาเปิด และสมัครเข้าร่วมโครงการ ไม่ใช่ร้านจากแบรนด์ใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ร้านขายอาหารตามบูธในห้าง เป็นต้น

    ข่าวคนละครึ่งพลัส ที่เกี่ยวข้องล่าสุด

              – โครงการคนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เริ่มรับเงิน 1 พ.ย. นี้ ไม่ต้องสแกน ไม่ต้องแอปฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296182.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XxW4IBW_6nNl85i2kA9ej

  • รัฐบาล เผยยอดใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” พุ่ง! ร้านค้าทะลุ 7.8 แสนราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท

    รัฐบาล เผยยอดใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” พุ่ง! ร้านค้าทะลุ 7.8 แสนราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 5.4 พันล้านบาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2htFk2UMrfVKoX6GpBdyd4

  • ‘พิพัฒน์’ ดัน ‘สะพานมโนราห์’ ข้ามทะเลสาบสงขลาปักหมุดตอกเสาเข็มธ.ค. 68

    ‘พิพัฒน์’ ดัน ‘สะพานมโนราห์’ ข้ามทะเลสาบสงขลาปักหมุดตอกเสาเข็มธ.ค. 68

    ‘พิพัฒน์’ ตรวจงานถนนเชื่อม ‘หาดชลาทัศน์–เก้าเส้ง’ เติมเต็ม Thailand Riviera เชื่อม ‘เพชรบุรี–นราธิวาส’ ปักหมุดสร้าง ‘สะพานมโนราห์’ ข้ามทะเลสาบสงขลา ธ.ค. 68 หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่างสู่ศูนย์กลาง ‘ประตูเศรษฐกิจอ่าวไทย’

    1 พ.ย.2568-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ ( เก้าเส้ง) พัฒนาโครงข่ายถนนสำคัญในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ตอนล่าง ว่า จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวแต่ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมยังมีข้อจำกัดหลายประการ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้จังหวัดสามารถยกระดับสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจฝั่งอ่าวไทย” ได้อย่างแท้จริง

    สำหรับโครงสร้างพื้นฐานคือจุดเริ่มต้นของโอกาส ถ้าเรามีถนนที่ดี มีเส้นทางเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ การค้าขายจะสะดวกขึ้น การท่องเที่ยวจะคึกคักขึ้น และประชาชนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังเดินหน้าคือ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) ทางหลวงชนบท สข.2004 ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร(กม.)แบ่งเป็น ส่วนถนน 1.4 กม.ส่วนสะพานข้ามคลอง 0.4 กม.ขนาด 2 ช่องจราจรมาตรฐาน

    “โครงการนี้จะช่วยเชื่อมย่านท่องเที่ยวชายฝั่งกับถนนสายหลักของจังหวัดสงขลา เสริมการเดินทางระหว่างเมืองเก่าสงขลา–เก้าเส้ง–หัวนายแรง และเติมเต็มแนว “เส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย (Thailand Riviera)ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้ชุมชนชายฝั่งอย่างทั่วถึง ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขั้นตอน ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA และเตรียมก่อสร้างโดยกระทรวงคมนาคมจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และเริ่มต้นโครงการภายในปี พ.ศ. 2570” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนา “Thailand Riviera” เป็นแนวคิดการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย มีแนวคิดว่าถ้าเริ่ม ตั้งแต่ เพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์– ชุมพร–สุราษฎร์ธานี– นครศรีธรรมราช -สงขลา– ปัตตานี- นราธิวาส ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์ เราต้องการให้ชายฝั่งอ่าวไทยกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่คนไทยภาคภูมิใจ ขับรถเที่ยวได้ทั้งเส้น เห็นความงดงามของทะเล วัฒนธรรม และชุมชนตลอดแนว โครงการในสงขลาเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางนี้ เพราะเป็นประตูสู่ภาคใต้ตอนล่าง  และจะเชื่อมต่อการเดินทางทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยเข้าด้วยกัน

    สำหรับโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (ตำบลเกาะใหญ่ – จองถนน จังหวัดสงขลา – พัทลุง) อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา-อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ) ระยะทาง 7 กม. วงเงิน 4,841 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4,700 ล้านบาท และค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้าง 141 ล้านบาท ตามเป้าหมายเพื่อให้แล้วเสร็จในปี 71 เตรียมลงนามสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ในเดือน ธันวาคม 2568 คาดแล้วเสร็จในปี 71 ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนรอคอยมานานกว่า 30 ปี

    นอกจากนี้ ยังมีโครงข่ายถนนรอบทะเลสาบสงขลาครอบคลุมพื้นที่กว่า 142 ท้องถิ่น ครอบคลุม 3 จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา เพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่างชุมชน ตลาด และแหล่งท่องเที่ยวให้เดินทางสะดวกมากขึ้น สำหรับพื้นที่โดยรอบสะพานจะได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมจัดตั้ง ศูนย์อนุรักษ์และอนุบาลปลาโลมาอิรวดี เพื่อศึกษาดูแลและขยายพันธุ์โลมาในทะเลสาบสงขลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในประเทศ ถือเป็นโครงการที่ผสานทั้งมิติของคมนาคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/888505/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_-qHE-OSU3NFIAZwGMc–

  • โอนเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่มอีก 850 บาท ผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคน

    โอนเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่มอีก 850 บาท ผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคน

    ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน เฮ รัฐบาลโอนเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มเดือนละ 850 บาทเป็นเวลา 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค. เริ่มโอนวันนี้ (1 พ.ย.2568) รวมเป็นเงิน 1,700 บาทต่อคน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คาดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 22,780 ล้านบาท

    วันนี้ (1 พ.ย.2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2568 เป็นต้นไป ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านคน จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมเดือนละ 850 บาทต่อคน เป็นเวลา 2 เดือน รวม 1,700 บาทต่อคน ซึ่งจะถูกโอนเข้าบัญชีอัตโนมัติในวันที่ 1 พ.ย.2568 และ 1 ธ.ค.2568 คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 22,780 ล้านบาท ตลอดโครงการ

    โดยรัฐบาลประเมินว่า จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนในภูมิภาค สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในภาคค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีแรงส่งสำคัญต่อ GDP ไตรมาสสุดท้ายของปี ใช้ได้เฉพาะร้านธงฟ้า–สินค้าอุปโภคบริโภค

    ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรฯ ยังคงได้รับสิทธิตามเดิม โดยสามารถใช้วงเงินเพิ่มเติมได้ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าที่เข้าร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม โดยวงเงินที่ได้รับในแต่ละเดือนจะไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้

    นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ คาดว่าจะเริ่มในช่วงต้นปี 2569 โดยจะมีการปรับเกณฑ์คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในปัจจุบัน เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือเข้าถึง กลุ่มเปราะบาง และ กลุ่มรายได้น้อยจริง ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเอกชนมองว่า การอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาทในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี จะช่วยพยุงการบริโภคภาคครัวเรือน ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในภาวะที่การส่งออกยังชะลอตัว แต่ก็มีนักวิเคราะห์บางส่วนออกมาเตือนว่า มาตรการในลักษณะเงินโอนชั่วคราว ควรถูกออกแบบให้มีความยั่งยืนมากขึ้น เช่น การผูกกับโครงการสร้างงานหรือทักษะอาชีพ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นเพียงการ อัดฉีดระยะสั้น ที่ไม่สร้างผลคูณทางเศรษฐกิจระยะยาว

    อ่านข่าว:

     พณ.เร่งกระตุ้นกำลังซื้อท้ายปี หนุนนโยบายรัฐ “บัตรสวัสดิการ-คนละครึ่งพลัส”

    รัฐบาลยืนยัน “คนละครึ่งพลัส” ไม่จำกัดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำต่อวัน

    เตือนผู้ค้า “คนละครึ่งพลัส” ขายของเกินราคา เจอโทษปรับ-จำคุก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16oL9b3aXE6rq11rjkoNCq