Category: เศรษฐกิจ

  • หอการค้าฯแนะรัฐเร่งชงครม.แผนแก้แรงงานขาดแคลนหวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯแนะรัฐเร่งชงครม.แผนแก้แรงงานขาดแคลนหวั่นกระทบเศรษฐกิจ


    หอการค้าไทยชี้ปัญหาเร่งด่วน หลังแรงงานกัมพูชากลับประเทศจำนวนมาก จากปมร้อนชายแดน ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตทำเศรษฐกิจฟื้นช้า

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการฟื้นตัวและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการผลิตและภาคบริการ

    ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หอการค้าไทยฯ ได้นำเสนอหนังสือถึง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสะท้อนข้อกังวลและข้อเสนอเชิงนโยบายจากเครือข่ายหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า และหอการค้าต่างประเทศ โดยชี้ว่าปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชา เดินทางกลับประเทศเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้หลายภาคส่วนประสบปัญหาขาดแรงงานอย่างรุนแรง

    ทางหอการค้าไทยฯ จึงขอสนับสนุนรัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน เร่งดำเนินการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติมในรูปแบบ MOU ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้แรงงานสามารถทำงานได้อย่างมีระบบ มีใบอนุญาตและสอดคล้องกับกฎหมายไทย อาทิเช่น จาก บังคลาเทศ เนปาล ศรีลังกา อินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งกระทรวงแรงงานสามารถเร่งรัดการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้ เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไปและตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างทันเวลา

    “แรงงานเป็นกลไกสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร การผลิต การบริการ และการจ้างงานโดยรวมของประเทศ เราจึงสนับสนุนรัฐบาลให้ความสำคัญและดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อพยุงเศรษฐกิจและช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ”นายพจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29fg3MPftDh4VaAdwHH116

  • ชี้กับดักหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือน ติดวังวนบั่นทอนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ชี้กับดักหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือน ติดวังวนบั่นทอนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์หนี้ของคนไทยยังคงเป็นปัญหาที่เข้ามากดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยหนี้ครัวเรือนยังคงมีตัวเลขที่สูง จากการเร่งก่อหนี้มานานหลายปี ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ก็ถูกลดทอนลงด้วยภาวะเศรษฐกิจ ทำให้รายได้ของผู้ที่เป็นหนี้ลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีิวิตในแต่ละวัน

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยล่าสุดในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ อยู่ที่ 87.4% ต่อจีดีพีแม้จะปรับลดลงมาจากระดับใกล้ 90% แต่ยังคงอยู่ระดับสูง และต่อเนื่องมายังไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 87% เนื่องจากสินเชื่อครัวเรือนขยายตัวชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือของธนาคาร เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้มีการใช้หนี้คืนเข้ามา และธนาคารยังระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ เพราะความเสี่ยงด้านเครดิต หรือคุณภาพหนี้ครัวเรือนค่อนข้างน่าเป็นห่วง และอีกด้านคือคนไม่ใช้จ่าย เก็บเงินเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินและจำเป็น

    แต่! สถานการณ์หนี้ยังไม่สู้ดีนัก หากดูข้อมูลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมากลัับเพิ่มขึ้นมาจนเกือบแตะ 5.55 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.91% ต่อสินเชื่อรวม สาเหตุหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจเป็นหลัก โดยตามรายงานของ ธปท. ภาวะการเงินโดยรวมมีความตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางด้อยลง เนื่องจากส่วนหนึ่งได้รับแรงกดดันมาจากเศรษฐกิจ

    เอ็นพีแอลปรับเพิ่ม

    แม้เอ็นพีแอลในภาพรวมได้ปรับเพิ่มขึ้น แต่เอ็นพีแอลในกลุ่มอุปโภคบริโภคลดลงทุกประเภท เช่นเดียวกับหนี้ที่ใกล้เป็นเอ็นพีแอล หรือมียอดค้างชำระตั้งแต่ 30-90 วัน ที่เรียกว่าเอสเอ็ม โดยกลุ่มนี้ได้ปรับลดลงเกือบทุกประเภท ซึ่งเป็นการจัดชั้นหนี้ที่ดีขึ้นจากการกลับมาชำระหนี้ได้ โดยธปท.เชื่อว่าเอ็นพีแอลหลังจากนี้อาจเพิ่มขึ้น แต่ก็เชื่อว่าบรรดานายแบงก์จะจัดการได้ รวมไปถึงการมีมาตรการคุณสู้เราช่วย ที่ช่วยเหลือหนี้ครัวเรือนได้เป็นอย่างดี ทั้งลูกหนี้บ้าน รถ และบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อ

    ขณะที่กลุ่มที่ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และถือเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศ คือ ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะสัญญาณกลุ่มนี้อ่อนแรง หลังจากเศรษฐกิจชะลอตัว จากผลกระทบทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยิ่งเรื่องมาตรการภาษีสหรัฐ เข้ามากระทบธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงเวลาข้างหน้า ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระดมความคิดว่าจะช่วยกลุ่มนี้อย่างไรเพื่อให้ไปสู่การปรับตัว และอยู่รอดท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง

    แนวโน้มผิดนัดชำระ

    หากดูข้อมูลของ “ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี” เปิดพฤติกรรมการก่อหนี้ของครัวเรือนและแนวโน้มการผิดนัดชำระ มีด้วยกัน 3 ประเภทหลัก คือ กลุ่มเริ่มเข้าสู่วัยทำงานที่เริ่มต้นก่อหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นอันดับแรก ๆ มักมีแนวโน้มที่จะผิดนัดชำระหนี้มากกว่าเมื่อเทียบกับลูกหนี้ที่ถือสินเชื่อประเภทอื่น ส่วนลูกหนี้ที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล 2 บัญชีขึ้นไปมีความเชื่อมโยงกับคุณภาพเครดิตของลูกหนี้ที่ย่ำแย่ลง เป็นกลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 15.2% อีกทั้งลูกหนี้จะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 17.3% เมื่อถือสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มเป็น 3 บัญชี และสุดท้ายเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล 2 บัญชีผสมผสานกันระหว่างผู้ให้กู้ที่มาจากทั้งธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มนอนแบงก์ มักมีประวัติการผิดนัดชำระหนี้สูง

    ธุรกิจเล็กน่าห่วง

    ความน่ากังวลหนี้ของธุรกิจเอสเอ็มอี สะท้อนจากข้อมูล “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ที่ได้ออกมาวิเคราะห์ผ่านการใช้ข้อมูลเครดิตบูโร พบว่าธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ยิ่งมีปัญหาหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นชัดกว่ากลุ่มอื่น ๆ โดยในกลุ่มซูเปอร์ไมโครที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท มีเอ็นพีแอลมากถึง 14.81% ของสินเชื่อรวมตามมาด้วยกลุ่มไมโคร ยอดสินเชื่อ 5-20 ล้านบาท 12.11% และกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก 9.75% ในขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางอยู่ที่ 6.51% และขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.37%

    ส่วนกลุ่มภาคธุรกิจที่มีหนี้และน่าเป็นห่วง คือ…ภาคการผลิตและกลุ่มที่พักแรม ความน่ากังวลอยู่ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไป อยู่ในระดับสูงที่สุด และส่วนที่เป็นเอสเอ็มอีรายเล็ก-ย่อย เริ่มเห็นภาพหนี้ค้างชำระที่เพิ่มขึ้น แต่..จุดที่น่าสนใจ คือ สัดส่วนจำนวนบัญชีที่จัดอยู่ในกลุ่มสถานะปกติ เริ่มทยอยลดลงในช่วงหลังโควิด ส่วนกลุ่มดีสลับแย่และกลุ่มที่มีปัญหารุนแรงเพิ่มสูงขึ้น ที่เป็นผลจากปัญหาเศรษฐกิจหลายระลอกที่กระทบความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจไทย โดยธุรกิจยิ่งเล็ก ยิ่งมีสัดส่วนของบัญชีสินเชื่อกลุ่มสถานะปกติลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

    แม้การปรับโครงสร้างหนี้ จะช่วยชะลอการไหลลงไปสู่ชั้นหนี้เสียเอ็นพีแอล แต่การปรับโครงสร้างหนี้ จะมีประสิทธิผลที่สุดในการช่วยฟื้นธุรกิจก็ต่อเมื่อเข้าไปดูแลตั้งแต่ธุรกิจเริ่มมีสัญญาณการค้างชำระ ไม่ใช่เข้าไปดูแลหลังจากที่กลายเป็นเอ็นพีแอลไปแล้ว เพราะโอกาสการฟื้นตัวของหนี้เอ็นพีแอลกลับมาสู่การจัดชั้นที่ดีขึ้น ภายในกรอบระยะเวลา 1 ปีหลังจากปรับโครงสร้างหนี้ จะมีไม่ถึง 10%

    หนทางความอยู่รอด

    สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อให้หนี้ธุรกิจอยู่รอด ไทยควรจัดวางมาตรการดูแลหนี้ให้เหมาะสมกับลักษณะการชำระหนี้ของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยเพิ่มนโยบายสนับสนุนการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ชั่วคราวให้กับลูกค้าปกติที่ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้และเล็งเห็นปัญหาของธุรกิจตนตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมถึงอาจเตรียมทำโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ รอบใหม่ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกก่อนที่ลูกหนี้จะกลายเป็นเอ็นพีแอล

    เมื่อลูกหนี้กลายเป็นเอ็นพีแอลแล้ว สิ่งที่ควรทำคือส่งเสริมกระบวนการนอกศาล เช่น ตีโอนทรัพย์จบหนี้ โดยทางการสามารถช่วยสนับสนุนผ่านการลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน เป็นต้น ขณะที่เมื่อลูกหนี้มีวันค้างชำระนานขึ้น โอกาสจะตกชั้นลึกลงย่อมมีมากกว่าการฟื้นคืนชีพมาเป็นหนี้ดี ดังนั้น หากกระบวนการทางกฎหมายเร็วขึ้น ก็จะช่วยลูกหนี้และเจ้าหนี้ เห็นความชัดเจนเร็วขึ้น ลูกหนี้จะได้เริ่มธุรกิจใหม่เร็วขึ้นด้วย

    เร่งหลุดพ้นวังวน

    ขณะเดียวกันควรเพิ่มทางเลือกให้ลูกหนี้ผ่อนสินทรัพย์รอการขายของตนเองได้เป็นลำดับแรก ๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้กับลูกหนี้ที่ฟื้นฟูตัวเองได้ไว สามารถกลับมาเป็นเจ้าของทรัพย์เดิมได้ด้วยเช่นกัน แต่แนวทางนี้เป็นการฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้าเท่านั้น การแก้วังวนของปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธุรกิจที่ถาวรขึ้น ต้องอาศัยเงื่อนไขเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวย เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ มีความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว จึงจะเป็นการจัดการอย่างยั่งยืนแท้จริง

    เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน นอกจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ หรือคุณสู้เราช่วยแล้วควรมีแนวทางอื่นเพื่อเข้ามาเสริมเพิ่มเติมให้ครัวเรือนหลุดพ้นวังวนหนี้ หนึ่งในมาตรการที่น่าสนใจ คือการรับซื้อหนี้ประชาชน ตามแนวคิด “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แม้ในไทยได้มีบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี ค่อนข้างมาก ถ้าหากจัดตั้งเอเอ็มซี เพื่อมารับซื้อหนี้ขึ้นอีก คงต้องดูว่าจะออกมาในรูปแบบใด และจะสามารถแก้ไขปัญหาที่ยังวนเวียนได้จริงหรือไม่

    ปัญหาหนี้ธุรกิจและครัวเรือนถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่สำคัญต้องไม่ใช่เพียงแค่แก้หนี้ แต่ควรมาจากการสร้างทักษะใหม่และสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ ก่อนที่จะบั่นทอนเศรษฐกิจไทยจนเรื้อรังไปมากกว่านี้!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5048554/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xTI2aEwLGNw42WxYcCfTA

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.41-32.67 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นแรงของราคาทองคำ หลังผู้เล่นในตลาดต่างตีความถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ในงาน Jackson Hole Symposium ว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณว่าประธานเฟดพร้อมสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC เดือนกันยายน ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 17% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และมั่นใจว่า เฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า (ตลาดเริ่มให้โอกาสราว 7% ที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 4 ครั้ง ในปีหน้า)

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรับรู้ถ้อยแถลงของประธานเฟดในงาน Jackson Hole Symposium กดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงท้ายสัปดาห์

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และรอลุ้นการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนกรกฎาคม รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) ในเดือนสิงหาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ซึ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 17% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และมั่นใจว่า เฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า (ตลาดเริ่มให้โอกาสราว 7% ที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 4 ครั้ง ในปีหน้า) และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ รายงานผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศตลาดการเงินและการเคลื่อนไหวของหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนสิงหาคม และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ของยูโรโซน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า ECB มีโอกาสราว 36% ที่จะลดดอกเบี้ยอีก 25bps 1 ครั้ง ในปีนี้

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของพื้นที่กรุงโตเกียว ในเดือนสิงหาคม รวมถึงยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนกรกฎาคม โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 70% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25bps อีก 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนในฝั่งธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) นั้น บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า BOK อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.50% ขณะที่ ทางฝั่งธนาคารฟิลิปปินส์ (BSP) นักวิเคราะห์มองว่า BSP อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 25bps สู่ระดับ 5.00% ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการพิจารณาคดีนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคม นี้ ซึ่งอาจสร้างนำไปสู่ความวุ่นวายของการเมืองไทยในระยะสั้น โดยเฉพาะในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นนายกฯ ของนายกฯ แพทองธาร สิ้นสุดลง เนื่องจากจะต้องมีการลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯ คนใหม่ พร้อมกันนั้นก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ได้ โดยเรามองว่ามีโอกาสราว 60% ที่พรรคเพื่อไทยยังสามารถรวบรวมเสียงจากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อสนับสนุนแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย (คุณชัยเกษม นิติสิริ) เป็นนายกฯ คนถัดไป และมีโอกาสราว 25% ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจกลับมาเป็นนายกฯ ส่วนอีก 15% นั้น เราประเมินเป็นโอกาสที่จะเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า รวมถึงรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ในเดือนกรกฎาคม

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรายอมรับว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทได้มีกำลังมากขึ้น ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังผู้เล่นในตลาดตีความถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ว่าอาจมีการส่งสัญญาณพร้อมสนับสนุนการลดดอกเบี้ยของเฟด (โดยเฉพาะในการประชุม FOMC เดือนกันยายน) อย่างไรก็ดี เรากลับมองว่า ถ้อยแถลงของประธานเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณชี้ชัดต่อการลดดอกเบี้ยอย่างที่ตลาดประเมินและตัวแปรสำคัญยังคงอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง การจ้างงานเดือนสิงหาคม ซึ่งจะรับรู้ในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk (เคลื่อนไหวได้ทั้งด้านอ่อนค่าและแข็งค่า) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดซึ่งจะขึ้นกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด นับจากวันนี้ จนเข้าใกล้การประชุม FOMC เดือนกันยายน (รับรู้วันที่ 18 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย)

    นอกเหนือจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด เรายังคงมองว่า การเคลื่อนไหวของทั้งเงินหยวนจีน (CNY) และราคาทองคำ จะเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเงินบาทพอสมควร เนื่องจากในช่วงนี้ ทั้งสองสินทรัพย์ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทมาก นอกจากนี้ ควรติดตามสถานการณ์การเมืองไทย ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน โดยความวุ่นวายของการเมืองไทย หลังรับรู้ผลการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ อาจกระทบต่อฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติและสร้างความผันผวนให้กับเงินบาทได้ อนึ่ง ในกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าลงนั้น เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทมีการอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.65-32.70)

    อนึ่ง เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.65 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน (หรืออ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน)

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ในกรณีที่ รายงายข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาสดใสและอัตราเงินเฟ้อ PCE ปรับตัวสูงขึ้นกว่าคาด

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-32.75 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.50 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/951333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gG0Ss03TPLQ55iIH2Mkiq

  • รัฐเล็งออกมาตรการ “กระตุ้นท่องเที่ยว-ลดหย่อนภาษี” ปลายปี 68

    รัฐเล็งออกมาตรการ “กระตุ้นท่องเที่ยว-ลดหย่อนภาษี” ปลายปี 68

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังของปี 2568 รัฐบาลเตรียมออกมาตรการเสริมกำลังซื้อและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด โดยจะออกมา 2 มาตรการคือ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ระหว่างพูดคุยรายละเอียดให้ทันไตรมาส 4 เพื่อหนุนการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน ส่วนอีกมาตรการคือ มาตรการลดหย่อนภาษี

    รมช.คลัง ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเคยใช้มาตรการลดหย่อนภาษีมาแล้ว หากยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น กระทรวงการคลังจึงพร้อมพิจารณามาตรการเสริมเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดสมดุล ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเป็นประโยชน์ต่อแรงงาน ซึ่งทุกมาตรการเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า

    สำหรับเงินงบประมาณจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายในวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ที่ยังเหลืออีกประมาณ 26,000 ล้านบาท จะมีการนำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งกระทรวงการคลังมองว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ GDP ของประเทศเติบโตสูงกว่าร้อยละ 2

    อ่านข่าว

    เริ่มวันนี้! ลงทะเบียนผ่าน “ทางรัฐ” รับสิทธิ์รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

    ครบ 1 เดือนหยุดยิงตลาดชายแดนเริ่มคึกคัก ผู้ค้าปรับตัวลดลงทุน

    18 ก.ย.นี้ จับสลากโครงการบ้านเพื่อคนไทย รวมกว่า 1 หมื่นยูนิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355725&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cLUQ8YV8eUbVGqHMXh8-D

  • เตือนฟองสบู่หุ้นจีน หุ้นพุ่งสูงสวนทางสัญญาณเศรษฐกิจทรุด

    เตือนฟองสบู่หุ้นจีน หุ้นพุ่งสูงสวนทางสัญญาณเศรษฐกิจทรุด

    ต่างประเทศ

    เตือนฟองสบู่หุ้นจีน หุ้นพุ่งสูงสวนทางสัญญาณเศรษฐกิจทรุด

    ความเสี่ยงฟองสบู่หุ้นจีนสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นจีนทะยานขึ้นสวนทางกับความกังวลด้านเศรษฐกิจทรุดจากกำแพงภาษีศุลกากรของทรัมป์ และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยืดเยื้อ

    บลูมเบิร์ก รายงานวานนี้และอัปเดตวันนี้ (25 ส.ค. 68) ว่า เศรษฐกิจจีนกำลังทรุดตัวลงจากแรงกดดันด้านภาษีศุลกากรสหรัฐและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่หยั่งรากลึก แต่ตลาดหุ้นกลับยังคงทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความไม่สอดคล้องกันที่ก่อให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความแข็งแกร่งในการฟื้นตัวของราคาหุ้น

    เพียงเดือนที่ผ่านมา หุ้นในประเทศมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเกือบล้านล้านดอลลาร์ ดัชนี Shanghai Composite พุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ และดัชนี CSI 300 พุ่งขึ้นจากจุดต่ำสุดของปีนี้ไปมากกว่า 20% ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเกือบทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการบริโภค ราคาบ้าน ไปจนถึงอัตราเงินเฟ้อ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับนักลงทุน

    การฟื้นตัวนี้ได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนที่มีเงินสดจำนวนมากที่หันไปลงทุนในหุ้นท่ามกลางภาวะที่ตลาดไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับการลงทุน

    แม้ว่าการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดอาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยงจากการปรับฐานกะทันหันนั้นยังคงต่ำ แต่นักวิเคราะห์บางคนก็เตือนว่ากำลังเกิดภาวะฟองสบู่ Nomura Holdings Inc กำลังเตือนถึง “การเข้าซื้ออย่างบ้าคลั่ง” ขณะที่ TS Lombard เรียกความไม่สอดคล้องกันนี้ว่าเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง “ตลาดกระทิงและตลาดหมี”

    “ตลาดอาจคาดการณ์ว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคจะดีขึ้น ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม” Homin Lee นักนักยุทธ์มหภาคอาวุโสของ Lombard Odier Ltd ในสิงคโปร์กล่าว “แต่ตลาดกระทิงจะไม่สามารถยั่งยืนได้หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ใกล้ 0% และอำนาจในการตั้งราคาสินค้าของบริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างรุนแรงจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ”

    กังวลภาวะเงินฝืด

    ภาวะเงินฝืดที่กัดกร่อนอำนาจในการตั้งราคาสินค้าในเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความสงสัยในความยั่งยืนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    ราคาผู้บริโภคทรงตัวในเดือนกรกฎาคม ราคาผู้ผลิตลดลงเป็นเดือนที่ 34 และGDP deflator ซึ่งเป็นตัววัดระดับราคาสินค้าทั้งเศรษฐกิจ ยังคงติดลบอย่างต่อเนื่อง 

    แม้ว่าปักกิ่งจะเริ่มต้นการรณรงค์เพื่อควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินและควบคุมสงครามราคา แต่จนถึงขณะนี้ยังส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย

    การเติบโตชะลอตัวลงทั่วกระดานในเดือนกรกฎาคม โดยกิจกรรมในโรงงาน การลงทุน และยอดขายปลีกไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งบ่งชี้ว่าการขับเคลื่อนที่เรียกว่า “ต่อต้านการแข่งขันกันมากเกินไป” รวมทั้งผลกระทบจากการเก็บภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ 

    ประมาณการกำไรล่วงหน้า 12 เดือนสำหรับบริษัทในดัชนี CSI 300 ลดลง 2.5% จากระดับสูงสุดของปีนี้ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทต่างๆ เช่น JD.com Inc และ Geely Automobile Holdings Ltd

    ภาพที่น่าวิตกกังวลนี้กระตุ้นให้เกิดความคาดหวังว่ารัฐบาลปักกิ่งจะเพิ่มการสนับสนุน แต่การดำเนินนโยบายจนถึงขณะนี้ชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่กำลังละทิ้งแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และหันไปใช้มาตรการเฉพาะจุดมากกว่า

    โนมูระ กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของราคาหุ้นยังทำให้การตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมาตรการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้น

    หวั่นซ้ำรอยฟองสบู่หุ้นแตกปี 2015

    ผู้สังเกตการณ์ตลาดยังเปรียบเทียบสถานการณ์กับช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้น-ขาลงในปี 2015  การซื้อขายหุ้นแบบมาร์จิ้นที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น ก่อนที่การปราบปรามกิจกรรมการกู้ยืมเงินเพื่อมาซื้อหุ้นจะก่อให้เกิดวิกฤตครั้งใหญ่

    แม้ว่าระดับการปรับตัวขึ้นปัจจุบันจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อทศวรรษที่แล้ว แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและดัชนีราคาผู้ผลิตที่ตกต่ำก็ทำให้เกิดความคล้ายคลึงกันที่น่าอึดอัดใจ เช่นเดียวกับกระแส AI ที่กำลังเฟื่องฟูในปัจจุบัน เทคโนโลยีใหม่ๆ ตั้งแต่โครงการ “Internet Plus” ไปจนถึงบิ๊กดาต้า ล้วนเป็นแรงผลักดันให้ตลาดคึกคักขึ้นในสมัยนั้น

    ยอดหนี้มาร์จิ้นคงค้างอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านหยวน (2.92 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เทียบกับ 2.3 ล้านล้านหยวนในช่วงสูงสุดปี 2015 การปรับตัวขึ้นของหุ้นในจีนมีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์อย่างมากกับสภาพคล่องและยอดคงค้างของบัญชีมาร์จิ้น

    “สภาพคล่องที่ล้นเหลือในตลาดและการตื่นตัวของสัญชาติญาณสัตว์ที่ค่อยๆ เตือนให้เรานึกถึงช่วงเวลาที่บ้าคลั่งเมื่อทศวรรษที่แล้ว” เฮา หง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Lotus Asset Management Ltd กล่าว “แน่นอนว่ามันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น”

    กระทิงช้าลง

    มีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องสามารถรักษาไว้ได้ อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นเป็นไปอย่างระมัดระวังกว่าวัฏจักรที่ผ่านมา และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การฟื้นตัวได้ขยายวงกว้างออกไปครอบคลุมตลาดในวงกว้าง แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมที่ยั่งยืนมากขึ้น

    “ฐานเงินฝากที่ใหญ่ขึ้น บริษัทเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งขึ้น และนโยบายช่วยเหลือตลาดโดยตรงที่มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้วมาก” จู เจิ้นซิน หัวหน้าฝ่ายวิจัยการลงทุน Asymptote ประจำกรุงปักกิ่งกล่าว

    แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคที่ไม่แน่นอนของจีนกำลังทำให้นักวิเคราะห์บางคนมีการเลือกซื้อหุ้นบางตัวมากขึ้น จัสมิน ต้วน นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสประจำ RBC Wealth Management Asia กล่าวว่า เธอกำลังหลีกเลี่ยงภาคธุรกิจที่กำไรของบริษัทได้รับผลกระทบจากภาวะเงินฝืด หรือภาคส่วนที่มีการแข่งขันสูงซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านกำไรมากขึ้น

    ตลาดกระทิงของจีน “เป็นเหมือนกล่องปริศนามากกว่าเรื่องราวการเติบโตแบบปกติ” เหอเป่ย์ เฉิน นักวิเคราะห์จาก Vantage Markets ในเมลเบิร์นกล่าว “ความเสี่ยงคือเมื่อความเชื่อมั่นจางหายไป นักลงทุนจะหนีออกไปในไม่ช้า”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1195657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NTBh0Cdt8oshmk6rx-koZ

  • ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดบวก 0.35% รับความหวังเฟดหั่นดอกเบี้ยหนุนศก.

    ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดบวก 0.35% รับความหวังเฟดหั่นดอกเบี้ยหนุนศก.

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ส.ค. 68)

    สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (22 ส.ค.) หลังจากเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจและความต้องการใช้ทองแดง

    ทั้งนี้ สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 1.6 เซนต์ หรือ +0.35% ปิดที่ 4.5275 ดอลลาร์/ปอนด์

    พาวเวลส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง เมื่อวันศุกร์ โดยเขากล่าวว่า “แม้อัตราการว่างงานของสหรัฐยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่ “นโยบายที่ยังคงเข้มงวด, แนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม และดุลความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจุดยืนด้านนโยบาย” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากกว่าครั้งก่อน ๆ ว่า พาวเวลกำลังพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

    หลังการกล่าวสุนทรพจน์ของพาวเวล นักลงทุนให้น้ำหนักกว่า 90% ต่อคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยจะเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจและอุปสงค์ทองแดง

    นักลงทุนซึมซับรายงานข่าวที่ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ที่สั่งระงับการโอนที่ดินซึ่งมีความสำคัญต่อการเดินหน้าโครงการเหมืองทองแดงขนาดใหญ่ของบริษัทริโอ ทินโต (Rio Tinto) และบีเอชพี (BHP) โดยการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมีขึ้นไม่นานหลังจากที่เขาพบปะกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารของทั้งสองบริษัท ซึ่งร่วมกันดำเนินโครงการเหมืองทองแดงในรัฐแอริโซนามาเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR7N0IQ0P744UC1MRKZ3BXH053MM0L1K&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ob6BeDgFxeB7CoIrnha38

  • เตือนไทย ปรับเกมสู้เวียดนาม  เร่งลงทุน – ส่งออก ยกเครื่องเศรษฐกิจ

    เตือนไทย ปรับเกมสู้เวียดนาม เร่งลงทุน – ส่งออก ยกเครื่องเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    เตือนไทย ปรับเกมสู้เวียดนาม เร่งลงทุน – ส่งออก ยกเครื่องเศรษฐกิจ

    25 ส.ค. 2025 เวลา 6:10 น.

    ครึ่งแรกปี 2568 เวียดนามดึงลงทุนต่างชาติพุ่ง 32.6% อุตสาหกรรมการผลิตและการประมง เข้าไปลงทุนมากสุด “ทีดีอาร์ไอ” ชี้ไทยเสี่ยงตกขบวนดึง FDI

    • ครึ่งแรกปี 2568 เวียดนามดึงลงทุนต่างชาติพุ่ง 32.6% อุตสาหกรรมการผลิตและการประมง เข้าไปลงทุนมากสุด 
    • “ทีดีอาร์ไอ” ชี้ไทยเสี่ยงตกขบวนดึง FDI โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำสาขาที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง 
    • จับตา จีน-เกาหลีใต้ สนใจลงทุนเวียดนามมากกว่าไทย 
    • แนะไทยเร่งปฏิรูป 3 ด้าน ค่าจ้างค่าแรง ทักษะ วิจัยและพัฒนา และลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคการลงทุน

    การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของเวียดนามยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ติดตามข้อมูลจากกระทรวงการวางแผนและการลงทุนเวียดนามรางานช่วง 6 เดือนแรกของปี2568 (ม.ค.-มิ.ย.) มีต่างประเทศเข้ามาลงทุนในเวียดนามมูลค่า 21,510 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 

    ทั้งนี้ เป็นโครงการใหม่ 1,988 โครงการ รวมมูลค่า 9,291 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งมีโครงการที่เพิ่มมูลค่าการลงทุน 826 โครงการ รวมมูลค่า 8,945 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.2 เท่า และโครงการที่นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นจากบริษัทเวียดนาม 1,708 โครงการ รวมมูลค่า 3,280 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73.6% 

    สำหรับสาขาที่ได้รับการลงทุนมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมการผลิตและการประมง 12,000 ล้านดอลลาร์ รองลงมาเป็นอสังหาริมทรัพย์  5,170 ล้าน ดอลลาร์ , กิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ 1,180 ล้าน ล้านดอลลาร์ และการจัดหาน้ำ การจัดการน้ำเสีย และของเสียรวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 902.9 ล้านดอลลาร์

    ประเทศที่เข้าลงทุนโครงการใหม่มากที่สุด คือ สิงคโปร์ มูลค่า 2,405 ล้านดอลลาร์ รองลงมาเป็นจีน 2,130 ล้านดอลลาร์ , สวีเดน 1,000 ล้านดอลลาร์ , ญี่ปุ่น มูลค่า 832.3 ล้านดอลลาร์ และไต้หวัน 725.8 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 14 จาก 92 ประเทศที่เข้ามาลงทุนในเวียดนาม มูลค่า 59.4 ล้านดอลลาร์

    ในขณะที่ FDI ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ช่วง 6 เดือน แรกของปี 2568 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริม 1,369 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 737,572 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 132% 

    สำหรับจำนวนโครงการต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนคิดเป็น 73% ของจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น 1,880 โครงการ ส่วนมูลค่าเงินลงทุน FDI คิดเป็น 70% ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้นที่ยื่นขอส่งเสริม (1.05 ล้านล้านบาท) 

    จำนวนโครงการ FDI ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมโลหะและวัสดุ 285 โครงการ คิดเป็น 21% ของจำนวนโครงการต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น รองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องจักรและยานยนต์ 269 โครงการ คิดเป็น 20% และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 255โครงการ คิดเป็น 19% 

    ในด้านของมูลค่าเงินลงทุน ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่ารวม 410,000 ล้านบาท คิดเป็น 56% ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น รองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่ารวม 125,555 ล้านบาท คิดเป็น 17% และอุตสาหกรรมโลหะและวัสดุ มูลค่ารวม 59,897 ล้านบาท คิดเป็น 8%

    “ญี่ปุ่น-จีน”สนในจลงทุนไทยน้อยลง

    นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันดึงดูดการลงทุน และการวางนโยบายของประเทศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้มีความชัดเจนขึ้น และเป็นนโยบายที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งในอนาคตจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด เช่น การปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ในขณะที่ขทยนั้นแม้ว่าในวงวิชาการจะทราบถึงปัญหาของประเทศและนำเสนอแนวทางการแก้ไขตามวาระต่างๆ แต่กลับกลายเป็นว่าการปฏิรูปต่างๆ มักจะไม่เกิดผล เป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจไทย 

    รวมทั้งโครงการที่มีอยู่ก็เน้นที่ประชานิยมแจกเงินระยะสั้น หรือจะทำโครงการเศรษฐกิจก็เน้นที่เศรษฐกิจที่ไม่ค่อยยั่งยืน เช่น กัญชา กาสิโน สุราเสรีที่เป็นนโยบายที่ส่งผลกระทบทางสังคมและสุขภาพสูง และนโยบายแลนด์บริดจ์ที่มีงานศึกษาว่าไม่คุ้มค่า เป็นต้น

    ทั้งนี้ เมื่อมองในอนาคตอันใกล้นี้ทั้งจีนและเกาหลีใต้เหมือนจะให้ความสนใจกับเวียดนามมากกว่าไทย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเป็นแบรนด์ผู้ชนะในโลกยุคดิจิทัล และจีนจะเริ่มเป็นผู้นำในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับสหรัฐ หากไทยยังไม่สามารถปฏิรูปได้ดีแบบเวียดนามก็มีความเสี่ยงที่ไทยอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้ และกลายเป็นประเทศที่ช้ากว่าเวียดนามก็เป็นได้

    ชี้จุดอ่อนไทย3ด้านดึง FDI

    นอกจากนี้ เมื่อดูในเรื่องของการดึงการลงทุน FDI จากดัชนี ASEAN FDI Attractiveness แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนที่ประเทศไทยต้องพัฒนา 3 ด้านหลักๆเพื่อดึง FDI เข้าประเทศ ได้แก่

    1.แรงงาน และค่าจ้างแรงงาน (labor & wage) คือ ค่าจ้างต้องเหมาะสมเมื่อเทียบกับผลิตภาพแรงงาน โดยเมื่อไทยเป็นประเทศที่รายได้เฉลี่ยสูงกว่าเวียดนาม ย่อมมีค่าแรงสูงกว่า แปลว่าไทยต้องเก่งกว่าเวียดนามให้ได้ไม่น้อยกว่าค่าแรงที่สูงกว่า

    2.ความสามารถในการ วิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรม (Talent& Innovation) การทำวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรม โดยต้องสนับสนุนการสร้าง และดึงคนเก่งจากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของอนาคตของโลก เช่น AI เซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor) การแพทย์ อาหารอนาคต เป็นต้น รวมไปถึงการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อยกระดับเทคโนโลยี การทำวิจัยและพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง

    3.เรื่องกฎระเบียบ กฎหมาย ต้องยกเลิกที่ไม่จำเป็น ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาลงทุน การสนับสนุนการแข่งขัน ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดคอร์รัปชั่นที่ทำให้ภาพลักษณ์การทำธุรกิจ และการลงทุนของไทยดูไม่ดีในสายตาของคนภายนอก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

    จับตาเมกะโปรเจ็กต์ดึงลงทุนเวียดนาม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เวียดนามกำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยหากหากไทยยังไม่เร่งดำเนินการอะไรอย่างจริงจังจะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังและตามขบวนการพัฒนาของภูมิภาคไม่ทัน เนื่องจากทุกประเทศต่างก็ทำอย่างเต็มที่เพื่อดึงดูดการลงทุนแล้ว

    ทั้งนี้ เวียดนามประกาศแผนลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ มูลค่าสูงถึง 10% ของ GDP หรือ 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต 8% ในปี 2568 และก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 เป็นสัญญาณที่ไทยต้องตื่นตัวเร่งด่วน

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า แม้แผนลงทุนดังกล่าวของเวียดนามจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อไทยระยะสั้น เพราะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา 3-5 ปี ในการดำเนินการ แต่แผนที่ชัดเจนนี้ได้ทำให้ทั่วโลกหันมาจับตามองเวียดนามมากขึ้น และอาจทำให้กลุ่มนักลงทุนที่ยังไม่รีบตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุนชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูความคืบหน้าของโครงการ

    อย่างไรก็ตาม ทุกประเทศในภูมิภาคกำลังปรับตัวจริงจังเพื่อดึงดูดลงทุนจากต่างชาติ โดยสิงคโปร์ที่ร่วมมือกับมาเลเซียจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (Johor-Singapore Special Economic Zone – JS-SEZ) เพื่อใช้จุดแข็งเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศมาผสมผสานเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1195646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VrQiYIoEocre_V0syRAmS

  • “ข่าวร้าย”ปน“ข่าวดี” เศรษฐกิจไทยครึ่งปี 2568

    “ข่าวร้าย”ปน“ข่าวดี” เศรษฐกิจไทยครึ่งปี 2568

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,125 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.8% ชะลอลงจากไตรมาส 1/2568 ที่ขยายตัว 3.2% ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.8-2.3% (ค่ากลางประมาณ 2%) การชะลอตัวเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ได้แก่ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลต่อกิจกรรมการค้าชายแดน, ปัญหาอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน และ เชียงราย ทำให้บ้านเรือน โรงงาน และ ชุมชนได้รับผลกระทบ

    *** เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 86.6 ลดลงจาก 87.7 ในเดือนมิถุนายน 2568 โดยสาเหตุหลักมาจากข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และอุทกภัย ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการค้าและการผลิต มูลค่าการค้ารวมเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า  และ ลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว โดยเฉพาะสินค้าคงทน เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรกล

    *** ขณะที่ “ปัจจัยลบกระทบเศรษฐกิจ” มีทั้ง 1.กรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กระทบการค้าชายแดนและความเชื่อมั่นนักลงทุน ส่งผลต่อผู้ประกอบการที่มีธุรกิจใกล้แนวชายแดน 2.อุทกภัยภาคเหนือ จังหวัดน่าน และ เชียงราย เผชิญน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมบ้านเรือน โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน 3.แรงกดดันจากภาษี Reciprocal Tariff ที่อัตราภาษี 36% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 ส่งผลกระทบความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจ และ SMEs 4.ปัจจัยงบประมาณและกำลังซื้อ เกิดความกังวลเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568, กำลังซื้อภายในประเทศชะลอตัว โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคคงทน 

    *** ท่ามกลางปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ ก็ยังมี “ปัจจัยบวก” จากโครงการของรัฐ ได้แก่ 1.โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2568” ที่มีจำนวน 500,000 สิทธิ์ งบประมาณ 1,750 ล้านบาท ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและท้องถิ่น 2.การลงทุน ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 1.06 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 138% จากปีก่อน ช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานภาคอุตสาหกรรม 2.ราคาน้ำมันทรงตัว ช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ 3. มาตรการพลังงานและค่าครองชีพ ค่าไฟฟ้าตรึงอยู่ที่ 3.94 บาทต่อหน่วย (ก.ย.-ธ.ค.68), ส่งเสริมติดตั้ง Solar Rooftop ลดต้นทุน, รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (เริ่ม 1 ต.ค. 68) บรรเทาภาระค่าครองชีพ

    *** ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ดังนี้ 1.เร่งเยียวยาผู้ประกอบการชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยการ สนับสนุนให้กลับมาดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว, ลดความเสี่ยงการลงทุนในระยะยาว 2.สนับสนุนสินเชื่อและสภาพคล่อง ด้วยมาตรการดอกเบี้ยต่ำหรือเงื่อนไขผ่อนปรน, ช่วย SMEs และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาษี Reciprocal Tariff 3.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำ ด้วยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยภาคเหนือ, เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักและกระจายน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำอย่างยั่งยืน

    *** เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรก 2568 ขยายตัวชะลอตัวจากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งข้อพิพาทชายแดน อุทกภัย และ แรงกดดันทางการค้าระหว่างประเทศ แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการรัฐ การลงทุนภาคอุตสาหกรรม และ มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยสรุป… “เศรษฐกิจไทย” ยังมีแนวโน้มเติบโต แต่ต้องเผชิญแรงเสียดทานสูงจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก การประคับประคองด้วยมาตรการรัฐและ การลงทุนภาคเอกชน จะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและขยายตัวอย่างยั่งยืนในปี 2568

                                       “ข่าวร้าย”ปน“ข่าวดี” เศรษฐกิจไทยครึ่งปี 2568

    *** ไปที่…สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ยังสั่นสะเทือนวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ที่ต้องเผชิญทั้งเสียงปืนใหญ่-กับระเบิด และ การอพยพหลบภัยอย่างไม่คาดคิด ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกรัฐบาล สรุปสถานการณ์ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2568 ว่า ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า มีประชาชนกว่า 779,000 คน ได้รับผลกระทบ ครอบคลุม 262,551 ครัวเรือน ใน 7 จังหวัด 45 อำเภอ 336 ตำบล 4,081 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 705 หลัง ซ่อมแซมแล้ว 331 หลัง (46.9%), รัฐบาลอนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินแล้ว 201 ล้านบาท ครอบคลุมค่าอาหาร ที่พักพิง ค่ารักษาพยาบาล และการจัดการศพ, การเยียวยาโดยตรงแก่ผู้ประสบภัยจ่ายแล้วกว่า 17.6 ล้านบาท, สิ่งของบรรเทาทุกข์กว่า 2 ล้านหน่วย ถูกลำเลียงสู่พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพ เครื่องนุ่งห่ม ตลอดจนเครื่องจักรกลสาธารณภัย, จังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และ สุรินทร์ ซึ่งกลายเป็นแนวหน้าของทั้งการเผชิญเหตุ และ การรองรับผู้พลัดถิ่นจากการอพยพ

    *** สำหรับการดำเนินการของรัฐบาล ดำเนินการควบคู่ทั้งการช่วยเหลือ และ การรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้น 3 ด้านสำคัญคือ 1.การดำเนินคดีตามกฎหมายระหว่างประเทศ เอาผิดผู้ที่ละเมิดอธิปไตย 2.การเก็บกู้วัตถุระเบิด-ตรวจสอบโดรน เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำและสร้างพื้นที่ปลอดภัย 100% สำหรับการอพยพ 3.การบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ต่อผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบบินโดรน หรือ ฝ่าฝืนประกาศข้อห้าม ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญความยากลำบากจากการอพยพและความไม่แน่นอน กระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งเปิด “ช่องทางการตลาด-การค้าชายแดน” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท้องถิ่น ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่ให้ซ้ำเติมวิกฤติความมั่นคง

    *** วิกฤติชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ อาจยังไม่จบง่าย ๆ แต่สิ่งที่ชัดเจน คือ ภาครัฐได้ขับเคลื่อนเต็มกำลัง ทั้ง ด้านความมั่นคง กฎหมาย มนุษยธรรม และ เศรษฐกิจ เพื่อดูแลประชาชนเกือบ 8 แสนคน ที่ได้รับผลกระทบ “ว.เชิงดอย” มองว่า ท่ามกลางความตึงเครียดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เสียงของชาวบ้านที่ชายแดน คือ สิ่งที่สะท้อนความจริงที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว “ความมั่นคงของรัฐ” ไม่ได้วัดกันแค่การปกป้องแผ่นดิน แต่ต้องวัดจากการดูแลชีวิตคนตัวเล็กตัวน้อยให้ อยู่เย็น เป็นสุข ด้วยเช่นกัน…
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/than-society/636893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eOv_OMVtf9m1W2wRyTbBJ

  • เมืองใหม่ “ภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์” รับตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะ

    เมืองใหม่ “ภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์” รับตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะ

    เมืองใหม่ “ภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์” รับตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะ

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการฯ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการฯ ตลอดจนกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม โดยนางสาวกษมา กองสมัคร รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เข้าร่วมชี้แจงในวาระการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

    เมืองใหม่

    ที่ประชุมบอร์ดดีอี มีมติเห็นชอบต่อประกาศรับรองเมืองอัจฉริยะ 1 พื้นที่ คือ “ภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์” โดย บริษัท ภูเก็ตภิวัตน์ และเห็นชอบประกาศการต่ออายุตราสัญลักษณ์ฯ 16 เมือง เป็นระยะเวลา 2 ปี ได้แก่

    (1) โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ จ.ลำปาง

    (2) โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะรอบ คลองผดุงกรุงเกษม กรุงเทพมหานคร

    (3) ยะลาเมืองอัจฉริยะเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน จ.ยะลา

    (4) สามย่านสมาร์ทซิตี้ กรุงเทพมหานคร

    (5) ขอนแก่นเมืองอัจฉริยะ จ.ขอนแก่น

    (6) เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง

    (7) นครเชียงรายสู่เมืองอัจฉริยะ จ.เชียงราย

    (8) ภูเก็ตเมืองอัจฉริยะ จ.ภูเก็ต

    (9) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมืองอัจฉริยะ จ.เชียงใหม่

    (10) เมืองศรีตรัง จ.ตรัง

    (11) โคราชเมืองอัจฉริยะ จ.นครราชสีมา

    (12) แสนสุขสมาร์ตซิตี้ จ.ชลบุรี

    (13) เมืองน่านสู่เมืองอัจริยะ จ.น่าน

    (14) การพัฒนาเมืองเก่าอย่างชาญฉลาด จ.เชียงใหม่

    (15) กระบี่เมืองอัจฉริยะ จ.กระบี่

    (16) ฉะเชิงเทราเมืองน่าอยู่ จ.ฉะเชิงเทรา

    การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเป็นภารกิจหลักของ depa ในฐานะประธานกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คณะอนุกรรมการฯ มีหน้าที่พิจารณาและเห็นชอบต่อแผนการพัฒนาเมืองรายพื้นที่เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมฯ ให้การอนุมัติ เพื่อส่งเสริมสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ แก่เมืองที่มีแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 

    นอกจากนี้ บอร์ดดีอี ยังเห็นชอบ ร่างนโยบายและเป้าหมายด้านยุทธศาสตร์ข้อมูลของประเทศไทยในช่วงสามปีข้างหน้า และที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะด้านเพื่อขับเคลื่อนแผนด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ภายใต้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน มีเป้าประสงค์หลัก 3 ด้าน ได้แก่

    การสร้างคนและเทคโนโลยี การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการสร้างผลกระทบที่ดีทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้มีกลไกในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานการพัฒนา AI ของประเทศมีความต่อเนื่องและยั่งยืน รวมถึงการพิจารณา และยังได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง และเห็นชอบในหลักการแนวทางการบริหารจัดการโครงข่ายเน็ตประชารัฐและส่วนต่อขยายฯ ตามหลักการโครงข่ายแบบเปิด (Open Access Network) และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ดำเนินการตามแนวทางที่นำเสนอต่อไป

    โครงการ “ภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์” (Phuket Tinicon Valley) เกิดขึ้นจากแนวคิดการพัฒนาเมืองภูเก็ตให้เป็น เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ตามนโยบาย Thailand 4.0 ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชน ล่าสุดได้ผ่านการรับรองให้ใช้ ตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะ ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นเมืองต้นแบบด้านการจัดการและนวัตกรรม โครงการนี้มีจุดเด่นที่การออกแบบโครงข่ายดิจิทัลแบบเปิด (Open Access Network) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทั้งยังอยู่ภายใต้การกำกับและสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (DEPA)

    เบื้องหลังการก่อตั้งภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์ ยังมีแรงผลักดันจากภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัท ภูเก็ตภิวัตน์ และบุคคลสำคัญอย่าง “ทอมมี่” มนต์ทวี หงษ์หยก ที่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาให้ที่นี่เป็นเมืองอัจฉริยะเอกชนแห่งแรกของภูเก็ต ทำให้โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นแผนงานด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นภาพสะท้อนการผนึกกำลังระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่เมืองใหม่ที่รองรับธุรกิจไฮเทค สตาร์ทอัพ และการลงทุนด้านดิจิทัลในอนาคต ทั้งยังต่อยอดจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการวางภูเก็ตให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729264&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mOD_haJa98Xfzbpm5w9LU

  • รมว. กต. เยือน สวีเดน ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สู่เศรษฐกิจสีเขียว

    รมว. กต. เยือน สวีเดน ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สู่เศรษฐกิจสีเขียว

    วันนี้ (24 สิงหาคม) มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงยัง กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน  ในโอกาสเยือนสวีเดนอย่างเป็นทางการ  ระหว่างวันที่ 24 – 26 ส.ค. 2568 การเดินทางเยือนสวีเดนครั้งนี้ นับเป็นการเยือนระดับรัฐมนตรีครั้งแรกในรอบ 7 ปี และจะร่วมลงนามในเอกสารความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ไทย-สวีเดน (Thailand-Sweden Strategic Partnership)

    รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดเผยว่า การเยือนสวีเดนครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างไทยกับสวีเดนมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น และพัฒนาความร่วมมือในทุกมิติให้เป็นยุทธศาสตร์ที่แท้จริง เพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน  

    ทั้งนี้สวีเดนเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่ม สหภาพยุโรป  เป็นประเทศที่อยู่ในสแกนดิเนเวียและอยู่ในกลุ่มนอร์ดิก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในหลายมิติ ทั้งในด้านวิชาการ วิทยาศาสตร์ การพัฒนาทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชี่ยวชาญทางด้านเกษตรกรรม ซึ่งต่อไปในอนาคตการเกษตร จะต้องเป็นสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) และจำเป็นจะต้องเข้าใจการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเกษตรสีเขียว ปราศจากการทำลายสิ่งแวดล้อม 

    รัฐบาลภายใต้การนำของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  มีเป้าหมายสำคัญ ในด้านนโยบาย การเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) ที่จะนำประเทศไทยก้าวสู่ การส่งเสริม ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ (Green Economy) และ ‘เทคโนโลยีสีเขียว’ (Green Technology ) เนื่องจากภายในปีหน้าสหภาพยุโรปจะเริ่มวางมาตรการ คุณสมบัติทางด้านการค้าการลงทุน อยู่บนพื้นฐานของการใช้เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด  ซึ่ง Green Transition นี้ จะรวมมิติต่างๆ ของการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของ Green Transition  ซึ่งจะครอบคลุมไปถึง การเงินสีเขียว (Green Finance), พลังงานสีเขียว (Green Energy), ชุมชนสีเขียว (Green Community) ตลอดจนการพัฒนาทางด้าน AI และเศรษฐกิจดิจิทัล

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-sweden-strategic-partnership-green-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hzrlASSRxWVZqM9wA96qf