Category: เศรษฐกิจ

  • ลุ้น “เศรษฐกิจ” ไทย ไม่ “ติดหล่ม” ปลายปี

    ลุ้น “เศรษฐกิจ” ไทย ไม่ “ติดหล่ม” ปลายปี

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ลุ้น “เศรษฐกิจ” ไทย ไม่ “ติดหล่ม” ปลายปี

    ลุ้น “เศรษฐกิจ” ไทย ไม่ “ติดหล่ม” ปลายปี

    3 พ.ย. 2568 04:28 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2892937&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35XMkv_5SEk8riOtNFO78A

  • จับตา! พายุโซนร้อน”คัลแมกี” พายุลูกใหม่

    จับตา! พายุโซนร้อน”คัลแมกี” พายุลูกใหม่

    (2พ.ย.68) กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานเส้นทางพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกเช้าวันนี้ ระบุว่า พายุโซนร้อน “คัลแมกี (KALMAEGI)” ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (ทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์) กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกที่คาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนกลางประเทศฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ 

    โดยในช่วง 6-8 พ.ย.68 จะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ฝั่งประเทศเวียดนาม แต่พอมาปะทะอากาศเย็น จะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว ยังต้องติดตามเป็นระยะๆ เนื่องจากทิศทางและกำลังพายุ ยังเปลี่ยนแปลงa

    ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา

    #ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/NbfJ1PpIY&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nePAmfbvjHwKIZt-RnDYJ

  • รัฐบาล ชวนกิน-ชวนเที่ยว ลดหย่อนภาษี มุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    รัฐบาล ชวนกิน-ชวนเที่ยว ลดหย่อนภาษี มุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    รัฐบาล ชวนกิน-ชวนเที่ยว ลดหย่อนภาษี มุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    วันนี้ (2 พ.ย. 68) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการทุกหน่วยงาน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “เที่ยวดี มีคืน” และเป้าหมาย “เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่”

    โดยมอบสิทธิ์ด้านภาษี สำหรับประชาชนทั่วไป ที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังนี้

    • นำ ค่าที่พักและค่าอาหาร หักลดหย่อนภาษี ได้ สูงสุด 20,000 บาท

    • หากเดินทางไป จังหวัดเมืองรอง สามารถ หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)

    “มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างความสุข สร้างความคึกคักให้บรรยากาศท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี ให้พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม  ถือเป็นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยมุ่งให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยจนถึงธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ และเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ “พาเงินออกนอกเมืองใหญ่” สู่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพรอการค้นพบ ซึ่งไม่ใช่แค่ทริป แต่เป็นการ “ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตจากมือของเราเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HT-8HKWXT9FxFE18Ky5jX

  • สายเที่ยว ลุย! เช็กพิกัด “เที่ยวดี มีคืน” ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท

    สายเที่ยว ลุย! เช็กพิกัด “เที่ยวดี มีคืน” ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท

    สายเที่ยว ลุย! เช็กพิกัด

    สายเที่ยว ลุย! เช็กพิกัด “เที่ยวดี มีคืน” ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท

    2 พ.ย. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการทุกหน่วยงาน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “เที่ยวดี มีคืน” และเป้าหมาย “เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่”

    โดยมอบสิทธิ์ด้านภาษี สำหรับประชาชนทั่วไป ที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังนี้

    • นำ ค่าที่พักและค่าอาหาร หักลดหย่อนภาษี ได้ สูงสุด 20,000 บาท
    • หากเดินทางไป จังหวัดเมืองรอง สามารถ หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)

    มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างความสุข สร้างความคึกคักให้บรรยากาศท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี ให้พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยมุ่งให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยจนถึงธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ และเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ “พาเงินออกนอกเมืองใหญ่” สู่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพรอการค้นพบ ซึ่งไม่ใช่แค่ทริป แต่เป็นการ “ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตจากมือของเราเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/609342&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F1YG9_zy_J1XB6gbtdPaf

  • ‘ศุภจี’ เผยไทยเนื้อหอมต่างชาติต่อคิวจีบ ชูจุดขายศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก

    ‘ศุภจี’ เผยไทยเนื้อหอมต่างชาติต่อคิวจีบ ชูจุดขายศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก

    “พาณิชย์” ร่วมคณะนายกฯ แถลงความสำเร็จเวทีอาเซียน–เอเปค นำไทยกลับสู่เวทีการค้าโลก มุ่งสู่ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างพันธมิตรใหม่–ขยายตลาดการค้า2

    2 พ.ย. 2568 – เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 21.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมแถลงผลการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) และการประชุมรัฐมนตรีเอเปคและผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ภายหลังกลับจากเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม โดยถือเป็นเวทีสำคัญที่กำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคและของโลก

    นางศุภจี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์และขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนแปลง ทำให้ทุกประเทศต้องเร่งหาพันธมิตรใหม่ คู่ค้าใหม่ และสร้างศักยภาพของตนเองขึ้นมาใหม่ รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีจึงพยายามยกระดับแนวทางการค้าและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคเกษตร ที่จากเดิมเรามุ่งเน้นการส่งออกสินค้าเกษตรต้นน้ำ เช่น ข้าว ยางพารา หรือมันสำปะหลัง ก็ได้ขยายแนวทางไปสู่การยกระดับให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก” (Food Security Hub)

    “เมื่อเราวางตำแหน่งเช่นนี้และสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศ ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะทุกประเทศกำลังมองหาความมั่นคงทางอาหารระยะยาว ซึ่งไทยมีศักยภาพและความพร้อมในเรื่องนี้” นางศุภจีกล่าว

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีของ 5 ประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้าและสร้างตลาดใหม่ ในขณะที่ นายกรัฐมนตรีได้หารือร่วมกับผู้นำประเทศต่างๆ รวม 12 ประเทศ และไทยยังมีโอกาสหารือกับ 3 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องที่จะร่วมมือกับไทยในประเด็นเศรษฐกิจและการค้าในทิศทางเดียวกัน

    นางศุภจี กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยมีบทบาทนำคือ การผลักดัน กรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement : DEFA) ซึ่งไทยทำหน้าที่เป็นประธานในการจัดทำกรอบความร่วมมือนี้ เพื่อเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลระหว่างประเทศสมาชิก ถ้าเราทำเรื่องนี้สำเร็จ อาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่มีกรอบดิจิทัลในการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งจะยกระดับภูมิภาคของเราให้โดดเด่นในเวทีโลก และประเทศไทยในฐานะประธานตั้งใจจะหารือเพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายนนี้ ก่อนเข้าสู่การตกลงร่วมกันในเดือนเมษายนปีหน้า

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่อาเซียนให้ความสนใจในการประชุมปีนี้ คือ Inclusivity (การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน) และ Sustainability (ความยั่งยืน) ส่วนการประชุมเอเปคมุ่งเน้น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ Connect (ความเชื่อมโยง) Innovation (นวัตกรรม) และ Prosperity (ความเจริญมั่งคั่งร่วมกัน) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล คือนโยบาย “Quick Big Win” โดยเน้น “กระตุ้นสั้น วางรากฐานยาว และกระจายตัว”

    “ดิฉันได้รับเกียรติให้กล่าวแทนท่านนายกรัฐมนตรี เนื่องจากท่านติดภารกิจสำคัญ คือพระราชพิธีฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ซึ่งจัดโดย สภาธุรกิจอาเซียน ซึ่งในเวทีนั้นได้รับความสนใจจากหลายประเทศอย่างมาก หลังจากนั้นหลายประเทศได้ขอเจรจาทวิภาคีเพิ่มเติม ทั้งอย่างเป็นทางการและกึ่งทางการ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของโลกอีกครั้ง และเราจะเดินหน้าผลักดันการค้าเพื่อช่วยพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด” นางศุภจีกล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/888829/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vvt5UGweCzL8Fd1nM2yUA

  • คึกคัก ! ประชาชน ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จับจ่ายซื้อของอุปโภค บริโภค

    คึกคัก ! ประชาชน ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จับจ่ายซื้อของอุปโภค บริโภค

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nK_jH691Bflude6zyR6HG

  • ‘เอเปค’เผชิญหนี้พุ่ง-การค้าอ่อนแรง   จีดีพีปี69โต2.9%สวนปี68โตเด่น3.1%

    ‘เอเปค’เผชิญหนี้พุ่ง-การค้าอ่อนแรง จีดีพีปี69โต2.9%สวนปี68โตเด่น3.1%

    เอเปคชี้ปีนี้โตเด่นเกิดคาด จีดีพีขยายตัว ได้ 3.1%ปัจจัยผวาภาษีทรัมป์ทำเร่งส่งออก ขณะดีมานด์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลพุ่ง แต่ห่วงปี69 ภาวะหนี้สาธารณะพุ่งแตะ110% ความไม่แน่นอนทางการค้าและความขัดแย้งทั่วโลกกดการค้าอ่อนแรง ทำจีดีพีโตได้แค่ 2.9%

    การประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก(Asia-Pacific Economic Cooperation) หรือเอเปค  ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของ 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นับเป็นเวทีการประชุมระดับผู้นำที่สามารถกำหนดทิศการเดินไปข้างหน้าของเศรษฐกิจภูมิภาคซึ่งจะสร้างผลกระทบไปทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย

     คาร์ลอส คูริยามะ ผู้อำนวยการหน่วยสนับสนุนนโยบายเอเปค เปิดเผยถึง รายงาน APEC Regional Trends Analysis ว่า 

    การเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเปคคาดว่าจะสูงถึง 3.1% ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่คาดไว้ว่าจะเติบโต 3.0% เนื่องจากกิจกรรมการค้าที่ต้องรับตัวรับความไม่แน่นอนในอนาคต และความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

    จีดีพีภูมิภาคเอเปคปี69 โตได้แค่2.9%​

          ในส่วนของคาดการณ์สำหรับปี 2569 รายงานระบุว่า เศรษฐกิจเอเปคจะชะลอตัวลงเล็กน้อยทำให้คาดการณ์จีดีพีปี2569อยู่ที่ 2.9% เนื่องจากปัจจัยหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น การค้าที่อ่อนแอลง และปัจจัยกระตุ้นชั่วคราวที่ค่อยๆ หายไป เช่น การส่งออกล่วงหน้าและการสะสมสินค้าคงคลังเพื่อรับมือกับข้อจำกัดทางการค้า

    “เศรษฐกิจเอเปค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจ ได้แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวอย่างโดดเด่นในการตอบสนองต่อเงื่อนไขทางการค้าและนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ความยืดหยุ่นนี้กำลังถูกทดสอบ เมื่อแรงกระตุ้นจากปัจจัยชั่วคราวเริ่มจางหายไป และแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่รุนแรงขึ้น เช่น หนี้สินที่เพิ่มขึ้นและการค้าที่ชะลอตัว เริ่มส่งผลให้เห็น”

    ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยที่ต้องติดตามคือ แม้ว่าจำนวนมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าจะเพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบรวมของมาตรการจำกัดทางการค้าที่เพิ่มขึ้นและมาตรการเยียวยาทางการค้าในขณะนี้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน 

          โดยการค้าสินค้าในเอเปคขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ด้วยมูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวถึง 6.5% และนำเข้าเพิ่มขึ้น 6.1%  ด้านปริมาณการค้าก็สูงขึ้นเช่นกัน โดยส่งออกขยายตัว 8.8% และนำเข้าขยายตัว8.5%

    จับตาหนี้สาธารณะพุ่ง 110%ต่อจีดีพี

    เกลเซอร์ นีโญ เอ. วาสเกซ นักวิจัยจากหน่วยสนับสนุนนโยบายและผู้ร่วมเขียนรายงาน กล่าวว่า  โมเมนตัมการค้าในปีนี้ค่อนข้างน่าพอใจ แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจเร่งส่งออกก่อนที่จะมีการบังคับใช้ข้อจำกัดใหม่ ดังนัั้น คาดว่าการเติบโตของการส่งออกสินค้าจะชะลอตัวลงเหลือประมาณ 1.1% ในปี2569 เนื่องจากปัจจัยชั่วคราวเหล่านี้คลี่คลายลงแต่ความตึงเครียดทางการค้ายังคงมีอยู่

    นอกจากนี้ รายงานเตือนถึงข้อจำกัดทางการคลังที่เพิ่มมากขึ้นทั่วภูมิภาค หนี้สาธารณะรวมของรัฐบาลกลางในเอเปคคาดว่าจะสูงกว่า 110 % ของ GDP ภายในปี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ สะท้อนถึงรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการระบาดที่ยังคงยืดเยื้อ การฟื้นตัวของรายได้ที่ช้าลง และการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและบริการสังคมเมื่อประชากรสูงอายุ

    รีอา ซี. เฮอร์นันโด นักวิเคราะห์จากหน่วยสนับสนุนนโยบาย และผู้ร่วมเขียนรายงาน กล่าวอีกว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นกำลังกัดกร่อนพื้นที่ทางการคลัง เช่นเดียวกับที่เศรษฐกิจจำเป็นต้องลงทุนในนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และทุนมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชากรสูงอายุต้องการการใช้จ่ายด้านสุขภาพ เงินบำนาญ และบริการสังคมที่สูงขึ้น 

    “การปฏิรูปที่เสริมสร้างกรอบการคลังและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเพียงพอ”

    เงินเฟ้อ-ราคาต่ำบริหารการคลังง่ายขึ้น 

    ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อในเอเปคยังคงอยู่ในระดับปานกลาง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2%  ในไตรมาสที่สามของปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานที่ดีขึ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ค่อนข้างคงที่ สิ่งนี้ทำให้ธนาคารกลางมีช่องทางในการผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยนโยบายและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แม้ว่าการรักษาสมดุลอันละเอียดอ่อนจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมแรงกดดันด้านราคา

              แม้จะมีความท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้ รายงานฉบับนี้ยังเน้นย้ำว่าความร่วมมือยังคงเป็นเสาหลักสำคัญในการปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าทวีความรุนแรงขึ้นและความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ สภาพแวดล้อมทางนโยบายที่คาดการณ์ได้ควบคู่ไปกับการเจรจาอย่างเปิดเผยจะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วภูมิภาค

    “เอเปคต้องเดินหน้าบนเส้นทางที่ละเอียดอ่อนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปที่กล้าหาญเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น” คุริยามะกล่าว “ความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สามารถปรับตัวได้เป็นสิ่งจำเป็น และนี่คือจุดที่เอเปคมีบทบาทสำคัญ นั่นคือการจัดเตรียมแพลตฟอร์มสำหรับการเจรจาอย่างเปิดเผยและแนวทางแก้ไขร่วมกัน ซึ่งส่งเสริมกรอบการทำงานที่คาดการณ์ได้และโปร่งใสเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน”

    เอกชนร้องร่วมมือลดความไม่แน่นอน

    ด้านเวทีสภาที่ปรึกษาธุรกิจเอเปค (ABAC) คิวโฮ ลี ประธานABAC ประจำปี 2568 กล่าวว่า ในขณะที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความแตกแยกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงจำเป็นต้องเชื่อมช่องว่าง เสริมพลังให้ภาคธุรกิจ และสร้างเงื่อนไขแห่งความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวสำหรับทุกคน

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการประชุมในปีนี้คือหัวข้อ “Bridge, Business, Beyond” ซึ่งสะท้อนถึงข้อเรียกร้องของ ABAC ที่ต้องการสร้างความร่วมมือใหม่ระหว่างเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ ABAC เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการค้าที่อิงกฎเกณฑ์ ห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น และนวัตกรรมที่ยั่งยืนเพื่อสร้างความมั่นคงและโอกาสสำหรับทุกคน

    ABAC ได้พัฒนาข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง 41 ข้อสำหรับผู้นำเอเปค ซึ่งเป็นตัวแทนของเสียงจากภาคธุรกิจทั่วภูมิภาค ซึ่งประกอบด้วย ด้านการค้า : ระบบการค้าพหุภาคีที่อิงกฎเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง เร่งรัดการบังคับใช้เขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTAAP) อย่างจริงจัง และสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันมากขึ้นสำหรับผู้หญิงและกลุ่มอื่นๆ ส่งเสริมการค้าดิจิทัลที่ราบรื่นและสอดคล้องกัน และสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่แข็งแกร่งขึ้นและศูนย์ความเป็นเลิศเอเปคแห่งใหม่ด้านการค้าไร้กระดาษ

    เร่งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล 

    ด้านความยั่งยืน: ผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มุ่งมั่น สมจริง และครอบคลุม นำกรอบการค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อใช้ประโยชน์จากเครื่องมือทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานแบบหมุนเวียนและคาร์บอนต่ำ

    ด้านAI และนวัตกรรมดิจิทัล: การสร้างหลักประกันการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืนอย่างเท่าเทียม การกำหนดรูปแบบการใช้งานและการกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบและปลอดภัย และการพัฒนากฎเกณฑ์การค้าดิจิทัลที่ทำงานร่วมกันได้และสอดคล้องกัน

    ด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์: ระดมเงินทุนเพื่อปิดช่องว่างการลงทุนประจำปีมูลค่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการรับมือกับภัยพิบัติ พร้อมทั้งสร้างหลักประกันความสามารถในการคาดการณ์นโยบายและสนับสนุนแผนงานกระบวนการของรัฐมนตรีคลังที่มองการณ์ไกล

    ด้านชีวภาพและการดูแลสุขภาพ: ขยายการเข้าถึงการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียม อำนวยความสะดวกในการใช้ข้อมูลการดูแลสุขภาพ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเชิงปฏิรูป เช่น จีโนมิกส์และ AI เพื่อจัดการกับปัญหาประชากรศาสตร์

    ‘เอเปค’เผชิญหนี้พุ่ง-การค้าอ่อนแรง   จีดีพีปี69โต2.9%สวนปี68โตเด่น3.1%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1205819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YDmg4mYF2gd1skh8ziwY3

  • ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย: วิจัยกรุงศรี

    ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย: วิจัยกรุงศรี

    ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ มีโอกาสผ่อนคลายลงหลังการเจรจาสัปดาห์นี้ ขณะที่ปัจจัยภายในและภายนอกกดดันเศรษฐกิจจีนมากขึ้น

    •สหรัฐ
    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Shutdown และความตึงเครียดทางการค้ากับจีน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ขยับขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.9% สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2567 ที่ 3% YoY ในเดือนกันยายน แต่เป็นอัตราที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ 3.1% สู่ระดับ 3% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 53.6 ในเดือนตุลาคม

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปกคลุมจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานราชการ (government shutdown) ที่ยังคงยืดเยื้อ รวมถึงความขัดแย้งทางการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้นหลังทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติมและควบคุมการส่งออกซอฟแวร์เพื่อตอบโต้จีนที่ขยายมาตรการส่งออกแร่หายาก อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาผลการประชุมนอกรอบระหว่างผู้นำของสหรัฐฯ และจีนที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม ว่าจะช่วยคลายความขัดแย้งทางการค้าได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงและเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ วิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดจะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้สู่ระดับ 3.50-3.75%

    •ญี่ปุ่น
    นโยบายการคลังเชิงรุกของรัฐบาลทาคาอิจิคาดช่วยหนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงปลายปี การส่งออกของญี่ปุ่นพลิกฟื้นจากหดตัวในเดือนก่อนที่ -0.1% กลับมาขยายตัว 4.2% YoY ในเดือนกันยายน ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (National CPI) เดือนกันยายนปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน อยู่ที่ 2.9% YoY แต่สอดคล้องกับตลาดคาดการณ์ ขณะที่ดัชนี PMI ภาคการผลิตหดตัวมากขึ้นจากเดือนก่อนที่ 48.5 สู่ระดับ 48.3 ในเดือนตุลาคม

    แม้ว่าการบริโภคยังคงอ่อนแอจากแรงกดดันเงินเฟ้อสะท้อนจากยอดค้าปลีกที่หดตัวมากสุดในรอบ 4 ปี แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากความเชื่อมั่นของผู้ผลิตรายใหญ่ที่ปรับตัวดีขึ้น ภาคธุรกิจยังคงขยายแผนการลงทุน รวมถึงการส่งออกที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน จากแรงหนุนของการอ่อนค่าของเงินเยนและการส่งออกไปเอเชียที่ดีขึ้นนอกจากนี้ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ปัญหาค่าครองชีพ และเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ที่เข้ามาช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงปลายปีนี้ จากความคาดหวังดังกล่าวอาจเพิ่มโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ในช่วงปลายปีนี้

    •จีน
    แรงส่งการเติบโตของจีนแผ่วลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้ง GDP ในไตรมาสที่ 3 (+4.8% YoY จาก 5.2% ในไตรมาสที่ 2) ยอดค้าปลีกสินค้าในเดือนกันยายน (+3% จาก +3.4% YoY ในเดือนสิงหาคม) และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรช่วง 9 เดือนแรก (หดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิดที่ -0.5%) สำหรับผลการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนระบุว่า จะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ การกระจายรายได้ การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และ AI รวมถึงการพัฒนาตลาดแห่งชาติ (Unified National Market) ตลอดจนการแก้ไขปัญหาการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง (Price involution) และปัญหาอุปทานส่วนเกิน

    เครื่องชี้ด้านการบริโภคและการลงทุนชะลอตัวต่อเนื่อง ภาคอสังหาฯ ยังคงอ่อนแอ อีกทั้งการส่งออกมีบทบาทน้อยลงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดย contribution to GDP growth ของการส่งออกสุทธิลดลงจาก 46% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2567 เหลือ 25% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 นอกจากนี้ จีนเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากภาษีสวมสิทธิ์ของสหรัฐฯ การควบคุมการส่งออกสินค้าสำคัญ และการขึ้นค่าธรรมเนียมท่าเรือ ดังนั้น ความหวังสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนจึงขึ้นอยู่กับประสิทธิผลในการฟื้นการบริโภคภายในประเทศทั้งจากมาตรการอุดหนุนการแลกซื้อสินค้าใหม่ประกอบกับมาตรการหนุนการบริโภคในภาคบริการ

    •เศรษฐกิจไทย
    ทางการเตรียมผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เกิดเร็วขึ้น ขณะที่หลายปัจจัยสะท้อนโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้

    BOI มีแผนเร่งรัดการลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท เพื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะข้างหน้า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมติเห็นชอบแนวทางเร่งรัดการดำเนินงานของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี พ.ศ. 2566–2567 แต่ยังประสบอุปสรรคในการเริ่มดำเนินการ รวมจำนวนกว่า 70 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท นอกจากนี้ เห็นชอบให้จัดตั้งระบบ “Thailand Fast Pass” เป็นกลไกเชิงรุกในการเร่งรัดและอำนวยความสะดวกต่อโครงการลงทุนสำคัญโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    การเร่งรัดการลงทุนของ BOI ผ่านกลไกดังกล่าว คาดว่าจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในกระบวนการอนุมัติและขออนุญาตต่างๆ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ตลอดจนแก้ไขอุปสรรคทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ จุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนเติบโตและมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้มากขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดพบว่ามูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 1.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 139% YoY นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์สมัยใหม่ ส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ขอรับส่งเสริมลงทุนฯ มีมูลค่า 7.38 แสนล้านบาท ขยายตัว 132% นำโดยสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน

    วิจัยกรุงศรีคาดดอกเบี้ยนโยบายยังมีโอกาสปรับลดลงสู่ระดับ 1.25% ภายในปลายปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ของปีนี้อาจหดตัว -0.5% QoQ หรือ +1.5% YoY ก่อนจะกลับมาขยายตัว 0.5% QoQ หรือ +1.3% YoY ในไตรมาสสุดท้ายของปี ส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2568 เติบโต 2.2% และคาดว่าจะชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 จากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กดดันภาคการส่งออกมากขึ้น

    หลายปัจจัยสะท้อนถึงโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อาทิ
    (i) แนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน รวมถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจและการค้าโลกอาจชะลอตัวในระยะต่อไป
    (ii) อัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ล่าสุดอยู่ที่ -0.72% เดือนกันยายน ด้านธปท.คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ได้ภายในไตรมาส 2 ปี 2569 และ
    (iii) ภาวะการเงินที่ตึงตัวซึ่งเห็นได้จากการหดตัวของสินเชื่ออย่างต่อเนื่องและต้นทุนการกู้ยืมที่แท้จริง (รวมผลของเงินเฟ้อ) อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริงโดยเฉพาะภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังคงเผชิญภาระหนี้สูงและข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
    วิจัยกรุงศรีประเมินว่ามีโอกาสที่ธปท.อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ในเดือนธันวาคมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระทางการเงินของภาคเอกชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253937&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21azJGGC9ACkevCraOuZ5x

  • “เซี่ยงไฮ้” ปารีสตะวันออก : มหานครแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน

    “เซี่ยงไฮ้” ปารีสตะวันออก : มหานครแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน

    “เซี่ยงไฮ้เป็น 1 ใน 4 มหานครใหญ่ของจีน (เทียนจิน ฉงชิ่ง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง) ที่ผมมีโอกาสไปเยือนครบทุกมหานคร ในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนับแต่จีนเริ่มนโยบาย 4 ทันสมัยโดยเติ้งเสี่ยวผิง วันนี้กลับมาเซี่ยงไฮ้อีกครึ่ง จึงถือโอกาสเล่าเรื่องราวของมหานครแห่งนี้”

    เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) คือมหานครที่เล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งของจีน ผ่านภูมิทัศน์ที่สะท้อนความขัดแย้งและความผสมผสานระหว่างสองยุคสมัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ “ปารีสแห่งตะวันออก” ในอดีต และ “ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก” ในปัจจุบัน เป็นเมืองที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนได้อย่างชัดเจนที่สุด 
    จากหมู่บ้านริมน้ำเล็กๆ สู่ “ปารีสแห่งตะวันออก” และกลายมาเป็น ศูนย์กลางการเงินระดับโลก ในปัจจุบัน ด้วยจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า 24 ล้านคน เซี่ยงไฮ้จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและเวทีโลก

    จากหมู่บ้านประมงสู่ “ปารีสแห่งตะวันออก”

    ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 เซี่ยงไฮ้มีสถานะเป็นเพียงเมืองค้าขายขนาดเล็ก แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลังสงครามฝิ่น (1842) เมื่อเซี่ยงไฮ้ถูกเปิดเป็นเมืองท่าสนธิสัญญา
    อิทธิพลตะวันตก : มหาอำนาจตะวันตกได้เข้ามาจัดตั้ง เขตสัมปทาน (Concessions) ทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่ภายใต้กฎหมายและการบริหารของชาวต่างชาติ ก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใคร
    สัญลักษณ์ยุคเก่า : เดอะบันด์ (The Bund) คือภาพสะท้อนของยุคทองนี้ ด้วยอาคารสไตล์ Art Deco และ Neoclassical ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินและบริษัทการค้าระดับโลก
    จุดสิ้นสุด : ความรุ่งเรืองต้องหยุดชะงักลงเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ในปี 1949 บทบาทและอิทธิพลในระดับโลกของเซี่ยงไฮ้จึงถูกจำกัดลง


    ปัจจุบัน : สร้างอนาคตใหม่

    ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 รัฐบาลจีนได้กำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเป็นหน้าเป็นตาของชาติ โดยเฉพาะการสร้าง เขตผู่ตงใหม่ (Pudong New Area) ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
    สถาปัตยกรรมแห่งอนาคต : ผู่ตงเปรียบเสมือนภาพความทะเยอทะยานของจีน ด้วยกลุ่มตึกระฟ้าที่ล้ำยุค เช่น เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ซึ่งมีความสูงถึง 632 เมตร กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย
    มหานครคู่ขนาน : ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้มีภูมิทัศน์ที่โดดเด่น คือ การเผชิญหน้ากันของ เดอะบันด์ (อดีต) และ ผู่ตง (อนาคต) ข้ามแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งสะท้อนการผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

    บทบาททางเศรษฐกิจ : ฟันเฟืองของโลก

    เซี่ยงไฮ้มีบทบาทสำคัญในสามมิติหลัก ได้แก่ การเงิน การค้า และ นวัตกรรม ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตจนมี GDP ต่อปีสูงกว่า 4 ล้านล้านหยวน
    1. ศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub)
    ตลาดทุน : เป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดรวมใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สุดของจีน
    สกุลเงินหยวน : รัฐบาลใช้เซี่ยงไฮ้เป็นฐานในการผลักดันสกุลเงินหยวนให้เป็นสากลมากขึ้น โดยมุ่งเป้าให้เป็นศูนย์กลางสกุลเงินหยวนโลก

    2. ศูนย์กลางการขนส่งและการค้า (Logistics Hub)
    ท่าเรืออันดับหนึ่ง : ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าโลก โดยมีปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ (TEUs) สูงกว่า 40 ล้าน TEUs ต่อปี ซึ่งถือว่าคับคั่งที่สุดในโลก
    การเชื่อมต่อ : ทำหน้าที่เป็นประตูหลักเชื่อมต่อพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอันอุดมสมบูรณ์ในลุ่มแม่น้ำแยงซีกับตลาดโลก
    3. ศูนย์กลางนวัตกรรม (Innovation Hub)
    เทคโนโลยีขั้นสูง : เซี่ยงไฮ้เป็นฐานที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์อัจฉริยะ (Robotics) โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่ารายได้ในอุตสาหกรรมนี้สูงถึง 5 หมื่นล้านหยวน ในเขตผู่ตง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อิงกับความรู้และนวัตกรรม เซี่ยงไฮ้จึงเป็นมากกว่าเมืองหลวงทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานอดีตเข้ากับความยิ่งใหญ่ของอนาคต เพื่อขับเคลื่อนจีนในฐานะผู้นำบนเวทีเศรษฐกิจโลก

    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


    Post Views: 139

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/11/02/shanghai-drives-china-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rWcsRIz_XdvvE0fXZs_jz

  • MOU แร่หายาก เพิ่มความเสี่ยงไทยเข้าไปเกี่ยวสงครามเทคโนโลยี จีน-สหรัฐ

    MOU แร่หายาก เพิ่มความเสี่ยงไทยเข้าไปเกี่ยวสงครามเทคโนโลยี จีน-สหรัฐ

    MoU แร่หายาก เพิ่มความเสี่ยงของไทยในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามเทคโนโลยีจีนสหรัฐฯ หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม

    ได้ประโยชน์น้อยหากไทยไม่มีอุตสาหกรรมไฮเทคต่อเนื่องมูลค่าสูง ขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ทำการลงทุนอุตสาหกรรมฐานนวัตกรรมชะลอ เสนอโมเดลพัฒนายั่งยืนแบบประชาธิปไตย ทุนมนุษย์ คือ ปัจจัยชี้ขาด

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลไทยไปทำบันทึกความเข้าใจกับสหรัฐอเมริกาหรือทำ MoU แร่หายากจะเพิ่มความเสี่ยงของไทยในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา

    อาเซียนรวมทั้งไทยจะกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของมหาอำนาจ หากไทยเปิดรับการลงทุนด้านการสำรวจและผลิตแร่หายากตาม MoU จะทำให้ “ไทย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของสหรัฐฯ ซึ่งจะแข่งขันโดยตรงกับจีนที่มีอำนาจผูกขาดอยู่ในโครงสร้างตลาดขณะนี้ 

    จีนครองส่วนแบ่งตลาด 86% ของแปรรูปแร่หายาก นอกจากนี้ การที่ ไทย ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีในการสำรวจ สกัด คัดแยกและผลิต ก็จะเป็นเปิดช่องทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติทางด้านนี้และสหรัฐอเมริกาเข้ามาครอบงำอุตสาหกรรมแร่หายากและเศรษฐกิจไทย ความอ่อนแอในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยจะเปิดโอกาสให้มีการตักตวงส่วนเกินทางเศรษฐกิจโดยบรรษัทข้ามชาติผ่านระบบการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้ 

    โครงการลงทุนเหมืองแร่หายากจะเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุด ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยจะไม่คุ้มกับความทรุดโทรมของสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน กากพิษจากกระบวนการผลิตจะถูกทิ้งไว้ในแผ่นดินไทย ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขโดยแนวทางการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและเตรียมการสำหรับการรองรับการลงทุนให้ดีพอ  

    “ไทย” ในฐานะผู้ผลิตอันดับ 4 ของโลกจะกลายเป็น “หมาก” สำคัญในการเปลี่ยนเกมการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ  เราไม่ควรเป็นเพียง “หมาก” และ ผลประโยชน์จากการลงทุนจะเกิดต่อสาธารณชนโดยรวม เราต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายที่เหมาะสม มีการเตรียมความพร้อมและมีแนวทางชัดเจนในการรองรับผลกระทบด้านลบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้ง การรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ วางตัวเป็นกลาง และ หลีกเลี่ยงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสงครามทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯกับจีน

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์น้อยมากจากการเปิดให้มีการสำรวจและผลิตแร่หายากเพิ่มเติม หากไทยไม่มีอุตสาหกรรมไฮเทคต่อเนื่องมูลค่าสูง ไม่สามารถมีกระบวนการและกลไกในการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเรียนรู้การสำรวจ การแปรรูป การผลิต 

    ผลกระทบด้านบวกจากการทำ MoU นั้นประกอบไปด้วย ผลประโยชน์จากการลงทุนต่อเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรมสำรวจ แปรรูปแร่ เพิ่มรายได้ภาครัฐ เกิดการพัฒนาต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้ง อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนผลกระทบด้านลบ อาจเกิดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีหลายมิติ การทำเหมืองแร่อาจก่อให้เกิดการทำลายพื้นที่ป่า พื้นที่ลุ่มน้ำ พื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางด้านการเกษตรกรรมอาจเปลี่ยนสภาพไป อาจเกิดมลพิษทางอากาศและทางน้ำ มีผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตประชาชนได้ ระบบการกำกับดูแลและระบบกฎหมายของไทยยังมีช่องโหว่และอาจสร้างปัญหาความปลอดภัยของชีวิตและสิ่งแวดล้อมในวงกว้างได้  

    นอกจากนี้การกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยี ต้องให้มีการใช้เทคโนโลยีสำรวจและผลิตที่ก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต่อว่า ข้อน่ากังวลต่อ MoU นี้ คือ ไทยค่อนข้างเสียเปรียบ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิการสำรวจและการลงทุน เงื่อนไขการยกเลิก รวมทั้ง ความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมและทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจุบัน ไทยยังไม่มีวิธีการจัดการกากกัมมนตภาพรังสีที่ชัดเจน 

    หากกากแร่กัมมันตภาพรังสีเหล่านี้ปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดินและแหล่งน้ำผิวดินต่างๆจะเกิดผลกระทบรุนแรงในวงกว้าง สาธารณชนส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตแร่หายากอันดับ 4 ของโลกและมีมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างไร โดยมีการนำเข้าหินจากเมียนมาและออสเตรเลีย แปรรูปแล้วส่งออก เป็นทางผ่าน ไม่ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยมากนัก 

    อย่างไรก็ตาม การจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เราต้องมีการลงทุนทางด้านนวัตกรรมเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไทยขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ล่าสุด อุปสงค์ของแรงงานทักษะสูงเองชะลอตัวลงจากภาคการลงทุนชะลอตัวลง ภาคการลงทุนเติบโตช้าลงก็เป็นผลจากการที่เราขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ผลิตภาพโดยรวมจึงต่ำทำให้ขาดศักยภาพในการลงทุน ปัญหาจึงวนเวียนอยู่เช่นนี้ รัฐจึงควรกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมให้ชัดเจนและสร้างกลไกให้เกิดแรงจูงใจให้เอกชนไทยลงทุนพัฒนานวัตกรรม

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า การที่รัฐบาลไทยไปทำข้อตกลงใดๆกับรัฐบาลต่างชาติต้องผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนและกลไกรัฐสภาก่อน ส่วนการทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน หรือ MoU เรื่อง “แร่หายาก” นั้น แม้นยังไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องสำคัญ 

    ฉะนั้น รัฐบาลจึงต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนก่อนการลงนาม การไปทำข้อตกลงใดๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ ขอเสนอให้ใช้โมเดลพัฒนายั่งยืนแบบประชาธิปไตย เป็นโมเดลการพัฒนาที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เอา “คุณภาพชีวิต” ของประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา การพัฒนายั่งยืนแบบประชาธิปไตยจะช่วยสนองความจำเป็นของปัจจุบันโดยไม่ต้องเบียดบังความจำเป็นของอนุชนรุ่นหลัง ภาครัฐจะเปิดรับภาคประชาสังคมในการเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย มีการประนีประนอมผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มต่างๆตามหลักการประชาธิปไตย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2892945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MHv-YihdVbsB6B6Q5d-K2