Category: เศรษฐกิจ

  • TDRI ชี้ เศรษฐกิจไทย เสี่ยงถูกลืม! จี้เปลี่ยนโมเดลพัฒนาประเทศ

    TDRI ชี้ เศรษฐกิจไทย เสี่ยงถูกลืม! จี้เปลี่ยนโมเดลพัฒนาประเทศ

    TDRI ห่วงเศรษฐกิจไทยโตช้า กระทบปากท้องประชาชน ชี้หากไม่เปลี่ยนแนวทางการพัฒนาประเทศใหม่ เสี่ยงเป็น ‘ประเทศที่ถูกลืม’ คนไทยหมดหวังย้ายออกนอกประเทศ เตรียมเสนอโมเดลการพัฒนาใหม่ ผ่าน 5 โจทย์ท้าทาย ในเวทีสัมมนาสาธารณะในหัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” 17 พฤศจิกายนนี้

    วันนี้ (3 พฤศจิกายน) ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึง ความท้าทายทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนจากสงครามการค้าว่า ในสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่เปิดกว้างในอดีต ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการส่งออก

    แต่ปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับสงครามการค้าจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยในระดับที่สูง ดังนั้นหากไทยไม่ปรับโมเดลการพัฒนาประเทศใหม่ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจะช้าลงเรื่อย ๆ ตามที่มีการคาดการณ์ว่าในปี 2568-2569 นี้เศรษฐกิจจะโตไม่ถึง 2 % และอาจจะเติบโตต่ำที่สุดในเอเชียรองจากญี่ปุ่น

    ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า หากไทยมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจที่ช้าลง ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุในประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ประเทศเกิดความเสี่ยงที่จะไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับสวัสดิการผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาล และการยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ นอกจากนี้การทำมาหากินของประชาชนยังจะฝืดเคือง

    โดยกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบเร็วที่สุดภายใต้โครงสร้างที่มีความเหลื่อมล้ำมาก คือกลุ่มคนที่มีได้น้อย ซึ่งที่ผ่านมาก็รับผลกระทบกันไปบ้างแล้วจนวันนี้ปัญหาลามไปถึงกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมทั้งกลุ่มคนชั้นกลาง

    “เสียงบ่นดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารายได้ไม่พอกับรายจ่าย ธุรกิจเงียบเหงา ทำมาค้าขายไม่ค่อยดี สุดท้ายจะหนีไม่พ้นที่จะกระทบกับคนทุกกลุ่มในประเทศ หากเราไม่ทำอะไรเลย เราจะไม่ฟื้นจากเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ตลาดหุ้นที่อยู่ในภาวะซบเซาก็จะซบเซาต่อไป ประเทศไทยก็จะกลายเป็นประเทศอีกประเทศหนึ่งที่ถูกลืมไป เป็นสิ่งที่คนไทยคงไม่อยากเจอ และประชาชนคนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นความหวังทางเศรษฐกิจก็อาจจะย้ายออกไปทำมาหากินที่ต่างประเทศแทน” ดร.สมเกียรติระบุ

    ดร.สมเกียรติระบุว่า โจทย์สำคัญคือ คนไทยจะทำมาหากินต่อไปในอนาคตกันอย่างไรท่ามกลางสงครามการค้า และการทะลักเข้ามาตีตลาดไทยของสินค้าจากต่างประเทศ จากโจทย์ดังกล่าว ทีดีอาร์ไอจึงจัดงานสัมมนาสาธารณะประจำปีในหัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” ซึ่งจะมีการนำเสนอโมเดลใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปได้มากกว่านี้ กลับไปยืนในอัตราการเติบโตอยู่ที่ 4-5% ไม่ติดกับดักรายได้ปานกลางอย่างที่เป็นอยู่

    งานสัมมนาสาธารณะดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ เวลา 08.30-16.00 น. โดยทีมวิจัย TDRI เตรียมนำเสนอทางออกต่อ 5 ประเด็นท้าทายในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ประกอบด้วย

    • การสร้างเครื่องจักรการเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ
    • การสร้างนโยบายอุตสาหกรรมใหม่เพื่อสร้างการเติบโต
    • การกำหนดนโยบายการค้า-การลงทุนใหม่เพื่อสร้างการเติบโต
    • การพัฒนาทักษะและนวัตกรรมสู่โมเดลการพัฒนาใหม่
    • การปรับบทบาทภาครัฐไทยในโลกใหม่

    รวมถึงมีเวทีเสวนา ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลใหม่ในการพัฒนา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้กำหนดนโยบายของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tdri-thailand-slow-growth-forgotten-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YArY2kz0oX4oHbQ24HSyQ

  • TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ย. ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน แรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการผลิต หลังปัจจัยชั่วคราวคลี่คลาย ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ ทั้งการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ย. ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน แรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการผลิต หลังปัจจัยชั่วคราวคลี่คลาย ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ ทั้งการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: BoT, OAE, OIE, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • การส่งออกสินค้าในเดือน ก.ย. เร่งตัวขึ้นเป็น 19.2% YoY จาก 5.5% เดือนก่อน ขณะที่หากไม่รวมทองคำ การส่งออกสินค้ายังขยายตัวได้ดีที่ 13.5% จาก 3.0% เดือนก่อน ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าขยายตัวดีได้ต่อเนื่องที่ 18.0% จาก 14.7% เดือนก่อน ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าภายใต้ระบบดุลการชำระเงินที่ระดับ 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากที่เกินดุลเพียง 0.81 พันล้านในเดือนก่อน
    • ด้านดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) พลิกกลับมาขยายตัวได้ที่ 1.0% YoY จาก -4.2% เดือนก่อน มาจากปัจจัยชั่วคราวที่ทยอยคลี่คลาย โดยเมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า การผลิตในหมวดยานยนต์ (6.0%) ปิโตรเลียม (3.6%) ฟื้นตัวกลับมาขยายตัว ประกอบกับการผลิตในหมวดแผงวงจรและเซมิคอนดักเตอร์ (9.4%) ขยายตัวได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า (-11.7%) การก่อสร้างกับซีเมนต์ (-7.9%)  อาหารและเครื่องดื่ม (-2.0%) ยางและพลาสติก (-1.2%) ล้วนปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
    • รายได้เกษตรกรยังคงลดลงจากปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 โดยปรับลดลงมากขึ้นที่ -17.1% YoY จาก -11.7% ในเดือนก่อน โดยหลักเป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรที่ยังคงอ่อนแอต่อเนื่อง (-14.3% vs. -12.3% เดือนก่อน) พร้อมกับผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัวลง (-3.2% vs. 1.7% เดือนก่อน)
    • จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.23 ล้านราย ในเดือน ก.ย. จาก 2.58 ล้านรายเดือนก่อน โดยหากขจัดผลของฤดูกาล จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเร่งตัวขึ้น 5.8% MoM, sa (vs. 2.8% เดือนก่อน) ส่งผลให้รายรับนักท่องเที่ยวในรูปค่าเงินบาทปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 12.6% MoM, sa (vs. 3.3% เดือนก่อน)
    • การลงทุนภาคเอกชน (PII) หดตัวลงมาที่ -5.2% YoY (vs. 9.1% เดือนก่อน) ส่วนใหญ่เป็นผลจากการลงทุนหดตัวในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ (-12.2% YoY vs. 13.7% เดือนก่อน) ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าสินค้าทุนที่ชะลอตัวลง ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้าง (7.5% vs. 4.7% เดือนก่อน) และหมวดยานพาหนะ (4.2% vs. 0.2% เดือนก่อน) ยังขยายตัวได้
    • เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน (PCI) ชะลอตัวลง โดยขยายตัวได้ 2.3% YoY จาก 2.7% เดือนก่อน โดยส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายภาคบริการที่ชอละตัวลงที่ 3.2% YoY (vs. 3.8% เดือนก่อน)  ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดอื่ีนๆ ขยายตัว โดยเฉพาะหมวดสินค้าคงทนขยายตัวได้ (16.0% YoY vs. 3.7% เดือนก่อน) หมวดสินค้ากึ่งคงทน (2.3% vs. 0.1% เดือนก่อน) และหมวดสินค้าไม่คงทนกลับมาขยายตัวเล็กน้อย (0.1% vs. -0.1% เดือนก่อน)
    • Our views แม้ภาวะเศรษฐกิจไทยจะปรับดีขึ้นในเดือน ก.ย. แต่ภาพรวมในไตรมาสที่ 3 ยังสะท้อนภาพที่ชะลอลงจากไตรมาสก่อน โดยแรงกดดันในฝั่งอุปทานเกิดจากการปิดซ่อมบำรุงชั่วคราวของภาคการผลิตอุตสาหกรรม ส่งผลให้กิจกรรมภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องได้รับผลกระทบและปรับลดลงตาม ขณะที่ในด้านอุปสงค์ การลงทุนภาคเอกชนปรับลดลงตามความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ ส่วนรายรับจากภาคการท่องเที่ยวปรับลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ดี การส่งออกในหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้ายังสูงขึ้นต่อเนื่องตามกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ และคลาวด์ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกสินค้ายังขยายตัวสูงต่อเนื่อง แม้จะได้รับผลกระทบจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ บ้างแล้วในบางหมวดสินค้า โดยปัจจัยดังกล่าวยังคาดว่าจะเป็นแรงส่งต่อเศรษฐกิจไทยควบคู่ไปกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการแจกเงินของรัฐบาลในช่วงไตรมาสที่ 4
    • เราประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3/25 มีแนวโน้มขยายตัวได้ราว 1.6%YoY, ลดลง -0.5%QoQsa.
    • เราคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 2.1% สำหรับปี 2025 โดยผลกระทบเชิงลบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังน้อยกว่าคาด การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการแจกเงินของรัฐบาล รวมถึงการกลับมาเปิดสายการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่มีการปิดซ่อมบำรุงไปในช่วงก่อนคาดว่าจะเป็นปัจจัยที่เข้ามาหนุน ส่วนมุมมองเศรษฐกิจไทยในปี 2026F ยังคงไว้ที่ 1.6% ตามเดิม
    • ในด้านนโยบายการเงิน เราคาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยยบายลง 0.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% ณ สิ้นปี อย่างไรก็ตาม หากมีการประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการคลังเพิ่มเติมในช่วงต้นปี 2026 และหากมาตรการดังกล่าวมีขนาดใหญ่พอที่จะกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อในปี 2026F กลับขึ้นมาแตะกรอบล่างอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของ ธปท. ที่ 1.0% เราอาจต้องปรับประมาณการอัตราดอกเบี้ยสุดท้าย (Terminal rate) ของรอบนี้ขึ้นอีก 25bps ขึ้นมาเป็น 1.00% จาก 0.75%

    Today’s Data Releases

    • จีน, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) เดือน ต.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/03/590678/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t2UhRB9eA_Jqm_HVEi53z

  • ‘อัษฎางค์’เผยสื่อเกาหลีมองอนุทิน เป็นผู้นำสายปฏิบัติ ผู้วางหมากเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    ‘อัษฎางค์’เผยสื่อเกาหลีมองอนุทิน เป็นผู้นำสายปฏิบัติ ผู้วางหมากเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.21 น.

    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า นายกๆ อนุทินลงข่าวหน้าหนึ่ง Korea Herald เช้านี้

    ”ไทย–เกาหลีใต้ : เมื่อ “อนุทิน” พาไทยก้าวสู่เวทีโลก“

    “อนุทิน” กำลังพิสูจน์ว่า ไทยสามารถยืนในสนามโลก โดยไม่ต้องหมอบให้ใคร

    #อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ

    หลังการประชุม APEC 2025 ที่เกาหลีใต้ “สื่อเกาหลี” พาดหัวว่า“Thai PM aims for $30 billion trade with Seoul” 
    นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้ไปเกาหลีเพื่อถ่ายรูป แต่ไปเพื่อ “วางหมากเศรษฐกิจระดับภูมิภาค”
    ในฐานะผู้นำรัฐบาลใหม่ อนุทินประกาศเป้าหมายชัด

    • ยกระดับการค้าระหว่างไทย–เกาหลีใต้สู่ 30,000 ล้านดอลลาร์

    • เร่งปิดดีล CEPA (Comprehensive Economic Partnership Agreement) ที่ค้างมานานกว่า 20 ปี

    • ขยายความร่วมมือจาก “อุตสาหกรรมการผลิต” สู่ “เศรษฐกิจนวัตกรรม–เทคโนโลยี–พลังงานสะอาด”

    สื่อเกาหลีมองอนุทิน ว่าเป็นผู้นำ “สายปฏิบัติ”

    ที่สามารถเปลี่ยนจากนักการเมืองในประเทศมาเป็น “นักยุทธศาสตร์ภูมิภาค” ได้อย่างรวดเร็ว
    เขาเพิ่งรับตำแหน่งไม่ถึงสองเดือน แต่กลับสร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลกได้ทันที ทั้งการเซ็น “ข้อตกลงหยุดยิง” ไทย–กัมพูชา (โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วม)
    และการยืนจับมือกับผู้นำเกาหลีใต้ พร้อมแถลงความร่วมมือในระดับ “Strategic Partnership” ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ กลาโหม และพลังงานสีเขียว

    เกาหลีใต้เห็นไทยในฐานะ “Strategic Gateway to ASEAN”

    ในบทสัมภาษณ์กับ The Korea Herald

    นายกฯ อนุทินย้ำว่า “ไทยพร้อมเป็นสะพานเชื่อมอินโด–แปซิฟิกกับอาเซียน”ขณะที่เกาหลีมองไทยว่าเป็น “พันธมิตรยุทธศาสตร์” ที่มีทั้งฐานอุตสาหกรรมแข็งแรงและทำเลทองในห่วงโซ่อุปทานโลก
    ทั้งสองประเทศตกลงเร่งเจรจา CEPA เพื่อเชื่อมอุตสาหกรรม EV, เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด โดยไทยเสนอให้ใช้โครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) เป็นศูนย์กลางการลงทุนร่วม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเกาหลีใต้ในการขยายฐานเทคโนโลยีสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    “กัมพูชา” และ “อาชญากรรมไซเบอร์”: เกมการทูตที่ลึกกว่าสงคราม

    ประโยคที่คนไทยอาจมองข้ามคือ

    “Thailand seeks closer cooperation with South Korea to curb transnational crime.”
    “ประเทศไทยมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือกับเกาหลีใต้เพื่อร่วมกันสกัดกั้นและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ”
    เพราะเบื้องหลังคือ การเชื่อมโยงปัญหากัมพูชา–ทุนเทา–คอลเซ็นเตอร์–ค้ามนุษย์ ซึ่งกำลังกลายเป็นภัยมั่นคงข้ามชาติ ไทยประกาศร่วมมือกับเกาหลีใต้ เมียนมา จีน และ UN เพื่อสกัดเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ 
    นี่คือการยกระดับ “สงครามชายแดน” ให้กลายเป็น “สงครามข้อมูลและทุนเทา” ที่ไทยต้องเล่นในสนามโลก
    กล่าวอีกอย่างคือ ไทยเลือก “รบด้วยกฎหมายและพันธมิตร”
    แทนที่จะรบด้วยปืน เพราะเข้าใจแล้วว่าศตวรรษที่ 21
    การป้องกันชาติไม่ได้อยู่ที่รถถัง แต่อยู่ที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์

    สรุป

    สื่อเกาหลีมองอนุทิน ว่าเป็นผู้นำ “สายปฏิบัติ” ผู้วางหมากเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ที่กำลังวางหมาก “ระเบิดทางเศรษฐกิจ” เพื่อให้ไทยยืนระหว่างจีน–อเมริกา–เกาหลี เขากำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์ไทยจาก “ประเทศที่มีข้อพิพาทชายแดน” โดยการรบด้วยกฎหมายและพันธมิตร” ให้ไทยเป็น “ประเทศศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมยุคใหม่และความร่วมมือข้ามชาติ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/925088&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sk-Ma0KDTGb9dRXKfz4UC

  • ลุ้นข้อมูลจ้างงานสหรัฐ ถ้อยแถลงของ Fed ดอลล่าร์ทยอยแข็งค่า | Investing.com

    ลุ้นข้อมูลจ้างงานสหรัฐ ถ้อยแถลงของ Fed ดอลล่าร์ทยอยแข็งค่า | Investing.com

    การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
    ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
    Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
    ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
    Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
    เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย

    © 2007-2025

    Fusion Media Limited ขอสงวนลิขสิทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200455153&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Aga3P26-6hfDDtxA_yMCl

  • ข้อความของรัฐมนตรีต่างประเทศเกี่ยวกับคำกล่าวเชิงความจริงของผู้อำนวยการใหญ่องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และรัฐมนตรีต่างประเทศโอมานในช่วงที่ผ่านมา

    ข้อความของรัฐมนตรีต่างประเทศเกี่ยวกับคำกล่าวเชิงความจริงของผู้อำนวยการใหญ่องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และรัฐมนตรีต่างประเทศโอมานในช่วงที่ผ่านมา

    ข้อความของรัฐมนตรีต่างประเทศเกี่ยวกับคำกล่าวเชิงความจริงของผู้อำนวยการใหญ่องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และรัฐมนตรีต่างประเทศโอมานในช่วงที่ผ่านมา
    🔻ใน 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา เรื่องโกหกอันน่าสะอิดสะเอียนที่พยายามใช้การโจมตีอิหร่านอย่างผิดกฎหมายโดยอิสราเอลและสหรัฐฯ มาอ้างว่าเป็น “ภัยคุกคามนิวเคลียร์ใกล้ตัว” ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน
    🔸ผู้อำนวยการใหญ่ของ IAEA ประกาศชัดเจนว่า อิหร่าน “ไม่ได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และไม่เคยทำเช่นนั้น”
    🔻คุณอัลบูซาอิดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน คู่เจรจาที่เชื่อถือได้ของทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ ก็ยืนยันว่า ไม่เคยมี “ภัยคุกคามนิวเคลียร์จากอิหร่าน” เกิดขึ้น
    🔸ไม่ใช่อิหร่านที่ทำลายการทูต แต่เป็นผู้ที่ทำลายโต๊ะเจรจาต่างหาก
    🔻อิสราเอลโจมตีการทูตเพราะกลัวว่า “โครงการสร้างศัตรูกับอิหร่านจะล้มเหลว”
    🔸ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้ารับตำแหน่งด้วยคำมั่นสัญญาที่จะยุติการหลอกลวงของเนทันยาฮูต่อโอบามาและไบเดน ยังไม่สายเกินไปที่จะปรับเส้นทางนี้

  • SET ไซด์เวย์ จับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการแก้หนี้ประชาชน

    SET ไซด์เวย์ จับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการแก้หนี้ประชาชน

    SET ไซด์เวย์ กรอบ 1,300-1323 จุด ติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล โครงการแก้หนี้ประชาชนที่จะเข้า ครม. เศรษฐกิจในวันนี้ กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ TRUE และ KTB

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งตัวไซด์เวย์รอเบรก นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิเล็กน้อย ตลาดติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล โครงการแก้หนี้ประชาชนที่จะเข้า ครม. เศรษฐกิจในวันนี้ 

    ส่วนปัจจัยภายนอกสัปดาห์นี้ ตลาดติดตามตัวเลขภาคแรงงานสหรัฐฯ ที่สําคัญ เช่น JOLTS, ADP Employment, NFPS ที่มีผลต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ทางเทคนิค ตลาดแกว่งตัวในกรอบรอการเบรก กรอบล่างอยู่ที่ 1305-1300 ไม่ควรหลุดต่ำกว่า ส่วนกรอบบนอยู่ที่ 1320-1323 ยืนเหนือได้จึงจะขึ้นรอบใหม่

    ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ 1280-1345 จุด ปัจจัยในประเทศติดตามการเข้าสู่ฤดูกาลประกาศงบไตรมาส 3/2568 ของ บจ. กลุ่ม Real Sector หลังงบหุ้นธนาคารส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าตลาดคาด และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาล อาทิ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย โดยจะรับซื้อหนี้ที่ไม่มีหลักประกันและค้างชำระไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย ขณะที่เงินเฟ้อไทย ต.ค.2558 คาดติดลบต่ออย่างน้อย 0.5%ΥoΥ (จาก ก.ย. ที่ -0.7%YoY) 

    ปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น การจ้างงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ และดุลการค้า ต.ค.2568 หากออกมาแย่ ตลาดจะให้น้ำหนักเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงต่อใน ธ.ค.นี้ 2) การประชุม BoE คาดมีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย และ 3) งบไตรมาส 3/2568 บจ. ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ คาดจะดีกว่าตลาดคาด 

    ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ “Selective Buv” ใน 2 ธีมหลัก และ 4 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้

    1. หุ้น Earnings Play คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2568 จะยังเติบโตดี ทั้ง QoQ และ YoY และเราแนะนำ Outperform จากแนวโน้มธุรกิจดีและราคาหุ้นยังมี Upside ได้แก่ ADVANC BCP LHSC OR PTT TRUE

    2. หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยเราคาด กนง. จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายปีนี้อีก 1 ครั้งในเดือน ธ.ค. และปีหน้า 2 ครั้งในช่วงไตรมาส 1/2569 อาทิ หุ้นที่จะมีต้นทุนการเงินลดลง เพราะมีการะหนี้สินซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูง แนะนำ CENTEL GPSC TRUE และหุ้นที่จะมีต้นทุนการดำเนินการลด หรือ กำลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้น AP MTC TIDLOR รวมทั้งกลุ่ม REITS แนะนำ DIF FTREIT LHHOTEL

    3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่มีแนวโน้มจะประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ออกมาดีกว่าตลาดคาด แนะนำ BCPG TU GFPT CPALL BGRIM 

    2) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากทรัมป์และสีจีนผิงบรรลุข้อตกลงทางการค้าเบื้องต้นได้ แนะนำ IVL PTTGC SCC SCGP 

    3) หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากรัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ แนะนำ กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL ERW) จากมาตรการเที่ยวดีมีคืน, กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC TIDLOR) จากมาตรการพักหนี้และให้สินเชื่อรายย่อย 

    4) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากดอลลาร์อ่อนค่า (บาทแข็งค่า) แนะนำ กลุ่มโรงไฟฟ้า (BGRIM GPSC)

    สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ TRUE ราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากกำไรที่มีโอกาสเร่งตัวขึ้น มองการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และ FBB และการประหยัดต้นทุนจากการประมูลคลื่นความถี่ตั้งแต่เดือน ส.ค.2568 จะทำให้กำไรปกติในไตรมาส 3/2568 เติบโต YoY และ QoQ และแข็งแกร่งกว่า ADVANC เป้าหมายระยะสั้นที่ 11.80 บาท

    KTB มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากมีโอกาสจ่ายปันผลสูงขึ้น คาดเงินปันผลในปี 2568-2570 ราว 2.15-2.35 บาท/หุ้น หรือ Div. Yield ราว 7.9-8.6% และมี Upside จากโครงการซื้อหุ้นคืนและการลดประมาณการ Credit Cost av 5bps จากความเสี่ยง คุณภาพสินทรัพย์ที่ต่ำ ขณะที่มี Valuation ที่ไม่แพง เป้าหมายระยะสั้นที่ 28.50 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/732837&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HSTj7HzhbFaDpe_erf6fP

  • จับตา ครม.เศรษฐกิจ “เอกนิติ” ชงดึงเงิน FIDF ซื้อหนี้ NPL ต่ำกว่าแสน

    จับตา ครม.เศรษฐกิจ “เอกนิติ” ชงดึงเงิน FIDF ซื้อหนี้ NPL ต่ำกว่าแสน

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (3 พ.ย.68) เวลา 14:00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 หรือ ครม.เศรษฐกิจ เพื่อพิจารณานโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญหลายประเด็น

    หนึ่งในวาระที่ได้รับความสนใจ คือ ข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับมาตรการแก้ปัญหาหนี้เสียของประชาชนที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท โดยมีแนวทางนำเงินคงเหลือจาก กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ประมาณ 26,000 ล้านบาท มาซื้อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จากธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบการ Non-Bank

    กระทรวงการคลังเตรียมดำเนินการผ่าน บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ซึ่งเป็น AMC ภายใต้การกำกับของรัฐ เนื่องจากการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหม่อาจใช้เวลานาน

    ขณะเดียวกัน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเสนอแนวนโยบาย “Quick Big Win” ชุดใหม่ มุ่งเน้นมาตรการดูแลภาคการเกษตร เช่น การสนับสนุนสินเชื่อ เพิ่มช่องทางการตลาด ยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร และรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าจำเป็น รวมถึงการจัดมหกรรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังจะรายงานผลการเจรจาทางเศรษฐกิจ ระหว่างการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ที่ประเทศมาเลเซีย และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (4 พฤศจิกายน 2568) คาดว่าจะมีการพิจารณามาตรการด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากวาระดังกล่าวยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาในการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีติดภารกิจต่างประเทศ

    ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม ครม.เศรษฐกิจ จะมีการแถลงข่าว นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่า มติจากการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ในวันนี้ โดยเฉพาะมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ จะสามารถเสนอเข้าที่ประชุม ครม.เต็มคณะในวันพรุ่งนี้ได้ทันหรือไม่

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/792826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DNP9NnRpGWTscAjh9DRgC

  • ไทยเร่งนัด ‘USTR’ เจรจาลดภาษีเพิ่ม เปิดข้อตกลงสหรัฐบีบเปิดตลาดเสรีเพิ่ม

    ไทยเร่งนัด ‘USTR’ เจรจาลดภาษีเพิ่ม เปิดข้อตกลงสหรัฐบีบเปิดตลาดเสรีเพิ่ม

    เศรษฐกิจ

    03 พ.ย. 2025 เวลา 6:05 น.

    ไทย–สหรัฐเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าแบบ “ต่างตอบแทน” หลังสหรัฐเก็บภาษีตอบโต้สินค้าไทย 19% โดยตั้งเป้าสรุปและลงนามภายในปี 2568 อนุทิน ใช้เวทีประชุมอาเซียนและเอเปคเข้าหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อขอลดภาษีและปรับเงื่อนไขทางการค้าให้ไทย

    • ไทย–สหรัฐเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้าแบบ “ต่างตอบแทน” หลังสหรัฐเก็บภาษีตอบโต้สินค้าไทย 19% โดยตั้งเป้าสรุปและลงนามภายในปี 2568
    • อนุทิน ใช้เวทีประชุมอาเซียนและเอเปคเข้าหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อขอลดภาษีและปรับเงื่อนไขทางการค้าให้ไทย
    • ขณะที่เอกนิติ มั่นใจทิศทางการเจรจาเป็นบวก หลังลงนาม MOU แร่หายากเปิดทางไทยเจรจาเพิ่ม
    • กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนที่ประกาศโดยทำเนียบขาวครอบคลุมการลดภาษี 99% ของสินค้าสหรัฐ ผ่อนคลายข้อจำกัดการลงทุนดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานแรงงาน–สิ่งแวดล้อม

    ความคืบหน้าการเจรจาภาษีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาภายหลังจากที่สหรัฐได้มีการประกาศเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ประเทศไทยที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเปิดทางให้มีการเจรจาเพิ่มเติมได้ก่อนที่จะมีการลงนามร่วมกันภายในปี 2568 นี้  

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ใช้โอกาสในการพบกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ 2 ครั้งในเวทีประชุมสุดยอดอาเซียน ที่มาเลเซีย และการประชุมเอเปค ที่ประเทศเกาหลีใต้ ขอให้สหรัฐพิจารณาลดภาษีให้ไทยให้ลดต่ำลงจากในระดับปัจจุบันที่ 19% รวมทั้งพิจารณาในเงื่อนไขที่ดีกว่า ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับปากที่จะแจ้งให้ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ไปพูดคุยกันต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่เป็นบวกสำหรับไทย

    “เอกนิติ” ยันทิศทางเจรจาเป็นบวก

    ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาภาษีกับสหรัฐ กล่าวว่าการเจรจากับสหรัฐในเรื่องภาษีตอบโต้นั้นมีสัญญาณเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ส่วนกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Framework for an Agreement on Reciprocal Trade) ที่ประกาศออกมาค่อนข้างเป็นบวกสำหรับประเทศไทย เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนต้องเผชิญภาษีในอัตราที่ใกล้เคียงกันทำให้ไทยไม่ได้เสียเปรียบประเทศอื่นๆในภูมิภาค

    ขณะที่การลงนามในข้อตกลง (MOU) เรื่องของแร่หายากที่ไทยได้ลงนามในความร่วมมือนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและแน่นแฟ้น เป็นการสร้างความร่วมมือที่ทำให้ไทยสามารถเจรจากับสหรัฐเพิ่มเติมถึงรายการสินค้าที่ไทยจะได้รับการยกเว้นภาษีเป็น 0% เมื่อส่งสินค้าไปขายยังสหรัฐ

    ส่วนการเจรจาต่อไปนั้นขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการนัดหมายกับ USTR เพื่อเจรจากันเพิ่มเติมในรายละเอียดต่างๆ โดยสิ่งที่ต้องมีการคุยกันเพิ่มเติมคือเรื่องของ Regional Value Content (RVC) และรายละเอียดอัตราภาษีศุลกากรที่ไทยจะยกเว้นภาษีให้สหรัฐตามข้อตกลง ซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่จะมีการเจรจากันต่อได้แม้จะมีการประกาศข้อตกลงออกมาแล้ว

    “ปัจจุบัน รัฐบาลไทยกำลังอยู่ระหว่างการ นัดหมายกับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เพื่อเจรจาเพิ่มเติมต่อไป โดยทั้งสองประเทศตั้งเป้าที่จะ เจรจาและสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนให้แล้วเสร็จ ในปีนี้ และเตรียมพร้อมสำหรับการลงนามและกระบวนการภายในประเทศก่อนที่ข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้” นายเอกนิติระบุ

    เปิดกรอบข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐ 

    ทั้งนี้ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเสร็จสิ้นการร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียน เว็บไซด์ทำเนียบขาว ได้เผยแพร่ กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐ (JOINT STATEMENT ON A FRAMEWORK FOR A UNITED STATES-THAILAND AGREEMENT ON RECIPROCAL TRADE)

    โดยมีเนื้อหาที่ระบุว่าสหรัฐอเมริกา และไทย ได้ตกลงกันใน กรอบความตกลงการค้าแบบต่างตอบแทน (Framework for an Agreement on Reciprocal Trade) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกของทั้งสองประเทศเข้าถึงตลาดของกันและกันในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ความตกลงนี้จะต่อยอดจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีมาอย่างยาวนาน อาทิ สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐฯ ปี 1966 และกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าและการลงทุนไทย–สหรัฐฯ ปี 2002  โดยประเด็นสำคัญของ “ความตกลงการค้าแบบต่างตอบแทน” ระหว่างสหรัฐฯ และไทย

    ไทยยกเลิกภาษีนำเข้าสหรัฐ 99% 

    โดยไทยจะยกเลิกภาษีนำเข้า สำหรับสินค้าประมาณ 99% ของทั้งหมด ครอบคลุมทั้งสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และเกษตรจากสหรัฐฯ สหรัฐฯ จะคงอัตราภาษีตอบแทนที่ 19% ตามคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14257 ลงวันที่ 2 เม.ย. 2025 (และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) สำหรับสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากไทย และจะกำหนดรายการสินค้าบางประเภทในภาคผนวก (Appendix III) ของคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14346 (5 ก.ย. 2025) ให้ได้รับอัตราภาษีตอบแทน 0%

    ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกัน แก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) โดยไทยให้คำมั่นว่าจะ ยอมรับยานยนต์ที่ผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยและมลพิษของสหรัฐฯ ยอมรับใบรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) สำหรับอุปกรณ์การแพทย์และยาออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลจากสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ปรับปรุงกฎหมายศุลกากร โดยยกเลิกระบบรางวัลเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่จับผิดการละเมิดกฎ ส่งเสริมหลักธรรมาภิบาลและมาตรฐานด้านกฎระเบียบที่ดี
     

    กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร-ปศุสัตว์

    ไทยจะดำเนินการ ลดอุปสรรคต่อสินค้าอาหารและเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น เร่งรัดการอนุญาตให้สินค้าปศุสัตว์และเนื้อสัตว์จากสหรัฐฯ ที่ผ่านการรับรองจาก Food Safety and Inspection Service (FSIS) เข้าสู่ตลาดไทย แก้ไขข้อกำหนดทางเทคนิคให้เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และการประเมินความเสี่ยง ยอมรับใบรับรองจากหน่วยงานกำกับของสหรัฐฯ ที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว

    ทั้งสองประเทศจะดำเนินการร่วมกันเพื่อ คุ้มครองสิทธิแรงงานสากล เช่น ปรับแก้กฎหมายเพื่อรับรองเสรีภาพในการรวมตัวและเจรจาต่อรองของแรงงาน เพิ่มการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีความเสี่ยงต่อการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ไทยให้คำมั่นว่าจะ รักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสูง และบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ปราบปรามการค้าไม้ผิดกฎหมาย สนับสนุนเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการตามความตกลง WTO ว่าด้วยการอุดหนุนภาคประมง ต่อต้านการทำประมงและการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

    ทั้งสองประเทศจะ ร่วมกันจัดการปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยไทยจะเร่งแก้ปัญหาที่ค้างคามานาน เช่น การละเมิดเครื่องหมายการค้า การละเมิดลิขสิทธิ์ องค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์เถื่อน การเลี่ยงมาตรการป้องกันทางเทคโนโลยี และปัญหาค้างสะสมในการขอจดสิทธิบัตร ไทยจะ ยกเลิกข้อจำกัดต่อการค้าและการลงทุนด้านดิจิทัล เช่น ไม่เก็บภาษีบริการดิจิทัลในรูปแบบที่เป็นการเลือกปฏิบัติกับสหรัฐ อนุญาตให้มีการโอนข้อมูลข้ามพรมแดนเพื่อประกอบธุรกิจ สนับสนุนการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ใน WTO

    ผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นต่างชาติในภาคโทรคมนาคม ไม่บังคับโควตาภาพยนตร์ (screen quota)  และยกเลิกข้อกำหนดให้ประมวลผลข้อมูลภายในประเทศสำหรับธุรกรรมบัตรเดบิต

    ทั้งสองประเทศจะร่วมกัน จัดการพฤติกรรมที่บิดเบือนของรัฐวิสาหกิจ เสริมความร่วมมือด้าน เศรษฐกิจและความมั่นคงระดับชาติ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและนวัตกรรม รวมถึงร่วมมือด้านการควบคุมการส่งออก การคัดกรองการลงทุน และการปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษี

    ไทยต้องนำเข้าสินค้าสหรัฐ 18.8 พันล้านดอลลาร์

    ทั้งสองประเทศรับทราบข้อตกลงเชิงพาณิชย์ระหว่างบริษัทสหรัฐฯ และไทยในหลายสาขา ได้แก่ การนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และธัญพืชแห้ง (DDGS) มูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี สาขาพลังงาน เช่น การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) น้ำมันดิบ และอีเทน มูลค่าประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และอากาศยาน จำนวน 80 ลำ รวมมูลค่าประมาณ 18.8 พันล้านดอลลาร์

    ทั้งนี้ในช่วงสัปดาห์ต่อจากนี้ สหรัฐฯ และไทยจะเร่งเจรจาและสรุป ความตกลงการค้าแบบต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade) เพื่อเตรียมลงนามและดำเนินกระบวนการทางกฎหมายภายในประเทศ ก่อนให้ความตกลงนี้มีผลบังคับใช้ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1205833&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ibLgNkj5W2NVGyqyFcwXc

  • เจาะลึกเศรษฐกิจโลกถดถอย | เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

    เจาะลึกเศรษฐกิจโลกถดถอย | เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

    เศรษฐกิจ

    เจาะลึกเศรษฐกิจโลกถดถอย | เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

    เจาะลึกเศรษฐกิจโลกถดถอย | เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

    สัปดาห์ที่แล้วผมสรุปความเห็นไอเอ็มเอฟเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกําลังชะลอและจะชะลอมากขึ้นในปีหน้า โดยความเสี่ยงสำคัญคือการถลําเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

    หมายถึง การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลดลงจนติดลบ นักธุรกิจที่เป็นแฟนคอลัมน์หลายคนเห็นด้วยว่า ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่ดี ทุกอย่างดูลดลงตกลง จึงอยากให้เจาะลึกเงื่อนไขที่จะผลักดันเศรษฐกิจโลกให้ถดถอยในปีหน้าเพื่อการเตรียมตัว นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีขณะนี้สัมผัสได้และมีให้เห็นไปทั่ว ในประเทศ กำลังซื้ออ่อนแอ ประชาชนประหยัด ไม่จับจ่ายใช้สอย ราคาสินค้าเกษตรตกตํ่า และประชาชนกังวลมากขึ้นเรื่องรายได้ การชําระหนี้และการมีงานทํา ต่างประเทศก็เช่นกัน เศรษฐกิจชะลอ การแข่งขันสูง กดดันให้ต้นทุนและราคาสินค้าต่างๆ ลดลง กระทบรายได้และกําไรของภาคธุรกิจ

    แม้ในประเทศที่การขยายตัวดูเข้มแข็งเช่น สหรัฐ บริษัทใหญ่ๆ ก็ประกาศลดพนักงาน กระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงตามไปด้วย ทั้งเพราะตลาดแรงงานที่อ่อนแอมากขึ้นและเงินเฟ้อในหมวดสินค้าจําเป็นที่ยังสูง

    ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดก็ตระหนักความอ่อนแอนี้ ล่าสุดได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกร้อยละ 0.25 ในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว ให้เหตุผลว่าความอ่อนแอในตลาดแรงงานมีมากขึ้น ทั้งด้านอุปสงค์คือความต้องการจ้างงานของภาคธุรกิจลดลง สะท้อนเศรษฐกิจที่อาจชะลอมากขึ้น

    และด้านอุปทานที่กําลังแรงงานลดลงจากนโยบายส่งกลับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายและสังคมสูงวัย ส่งผลให้การจ้างงานใหม่ลดลง เพิ่มแรงกดดันมากขึ้นต่ออัตราค่าจ้าง ทั้งหมดทําให้อัตราเงินเฟ้อที่สูงในสหรัฐจะยิ่งลดลงยาก

    ความอ่อนแอที่เศรษฐกิจโลกมีขณะนี้ บวกกับปัจจัยเสี่ยงที่มีมากที่ล้วนจะส่งผลทางลบต่อเศรษฐกิจโลกถ้าปะทุขึ้น เหล่านี้คือเชื้อไฟที่จะผลักดันเศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ภาวะถดถอย จุดชนวนโดยการทํานโยบายที่ผิดพลาดที่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน เรามาดูความล่อแหลมของเรื่องนี้ในแต่ละปัจจัย

    1.ความอ่อนแอของเศรษฐกิจ ไอเอ็มเอฟประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะชะลอลงจากปีที่แล้วที่ขยายตัวร้อยละ 3.3 เป็นขยายตัวร้อยละ 3.2 ปีนี้และร้อยละ 3.1 ปีหน้า ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม เศรษฐกิจสหรัฐดูเข้มแข็งมากสุด ขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 2.0 ปีนี้และร้อยละ 2.1 ปีหน้า 

    ปีนี้การใช้จ่ายภาคเอกชนในสหรัฐขยายตัวดี ขับเคลื่อนด้วยการกู้ยืมและการปรับขึ้นของราคาหุ้น ภาครัฐก็กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษี ไม่แก้ปัญหาการคลังที่ประเทศมี ขณะที่การขึ้นภาษีนําเข้าและความไม่แน่นอนของนโยบายก็กระทบการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ที่ดีหน่อยคือ การลงทุนด้านเอไอที่บูมมาก ดังนั้นโดยรวมการเติบโตปีนี้มาจากปัจจัยระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืนและคงสร้างปัญหาตามมา

    สำหรับเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยูโรขณะนี้อ่อนแอมากสุด ขยายตัวร้อยละ 1.2 ปีนี้และร้อยละ 1.1 ปีหน้า เป็นผลจากต้นทุนพลังงานที่สูง การผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการค้าโลกที่ชะลอ นโยบายการคลังที่มีข้อจํากัดจากระดับหนี้ที่สูง สังคมสูงวัย และผลกระทบของสงครามยูเครนต่อความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ อังกฤษก็มีปัญหาคล้ายกันแต่ซํ้าเติมด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูง

    ขณะที่จีน ปัญหาโครงสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์และหนี้รัฐบาลท้องถิ่นยังกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจ ซํ้าเติมด้วยข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ไม่มีข้อยุติ ทำให้เศรษฐกิจจีนจะชะลอเหลือร้อยละ 4.8 ปีนี้และร้อยละ 4.2 ปีหน้า ญี่ปุ่นก็เช่นกันจะขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 0.1 ปีหน้าจากผลของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอและเงินเฟ้อในประเทศที่สูง

    กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ชะลอเช่นกันรวมถึงในเอเซียที่แม้ขยายตัวดี ความอ่อนแอทั้งหมดทําให้เศรษฐกิจโลกขณะนี้เปราะบางและอาจถูกกระทบรุนแรงถ้าความเสี่ยงที่มีในเศรษฐกิจโลกปะทุขึ้นเป็นปัจจัยลบ

    2.ความเสี่ยงที่จะผลักดันเศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะนี้มีมากและทุกความเสี่ยงมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น อันที่สําคัญคือ ภาษีการค้าของทรัมป์ที่ยังไม่จบ ที่จะเพิ่มต้นทุนและกดดันเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจขยายวงหรือรุนแรงมากขึ้น ผลต่อเศรษฐกิจโลกที่ยังเหลืออยู่จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงในอดีต 

    ปัญหาการคลังและความสามารถในการชําระหนี้ของประเทศที่มีหนี้สาธารณะมาก เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และสหราชอาณาจักร รวมถึงหนี้ภาคเอกชนและหนี้ครัวเรือนในบางประเทศที่สูง ที่การชําระหนี้อาจเป็นปัญหาในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอ เหล่านี้คือ ความไม่แน่นอนที่เศรษฐกิจโลกมีที่เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก

    3.โดยทั่วไป ในภาวะที่เศรษฐกิจอ่อนแอ ความเสี่ยงมีมาก และเศรษฐกิจเปราะบางต่อผลกระทบจากภายนอกหรือ Negative shock ในลักษณะนี้ เศรษฐกิจจะยังสามารถไปต่อได้ คือ ไปต่อแบบเปราะบางแต่ไม่เกิดวิกฤติ ถ้าความเสี่ยงที่มีไม่ปะทุขึ้น หรือปะทุขึ้นแต่นักลงทุนมั่นใจในความสามารถของเศรษฐกิจและรัฐบาลที่จะปรับตัวปรับนโยบายรับผลกระทบ 

    แต่ความมั่นใจนี้จะหายไปถ้านักลงทุนเห็นว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายผิดพลาด จะถอนการลงทุนและเปลี่ยนสถานการณ์ที่เปราะบางเป็นวิกฤติ กรณีเศรษฐกิจโลกขณะนี้ก็เช่นกัน การขาดความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะเปลี่ยนการชะลอตัวของเศรษฐกิจเป็นภาวะถดถอย และนี่คือ กลไกที่จะนําเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

    ถ้าถามว่ามีโอกาสไหมที่การดําเนินนโยบายของประเทศหลักจะผิดพลาด นําเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย คําตอบผมคือ มี ทั้งภาษีทรัมป์ที่ไม่นิ่ง ที่อาจมีเพิ่มเติมออกมาเหนือความคาดหมาย ซํ้าเติมเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่จบแบบรุนแรง ความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายวงนำโลกเข้าสู่สถานการณ์สงคราม

    การขาดวินัยการคลังของประเทศที่มีหนี้มากทําให้ตลาดการเงินหมดความเชื่อมั่น และนโยบายการเงินของเฟดที่มองข้ามความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ นําเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะ Stagflation คือ เศรษฐกิจชะลอพร้อมอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งมักเป็นฉากทัศน์แรกของเศรษฐกิจถดถอย

    ทั้งหมดคือความเป็นไปได้ ที่ไม่มีใครบอกล่วงหน้าได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้น ตลาดการเงินจะหวั่นไหว และที่น่าห่วงสุดคือความผิดพลาดเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันหลายเรื่อง ทําลายความเชื่อมั่นของตลาดการเงินแบบทวีคูณ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

    นี่คือสิ่งที่ประมาทไม่ได้ เพราะทั้งหมดเป็นผลจากการตัดสินใจของมนุษย์ที่ผิดพลาดได้ ตลาดการเงินจึงตั้งการ์ดสูงเรื่องนี้ เห็นได้จากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสองครั้งติดต่อกัน เราเองในฐานะนักลงทุนก็ควรต้องตระหนักและระมัดระวังเช่นกัน

    เจาะลึกเศรษฐกิจโลกถดถอย | เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1205783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xr8mJOAkIPoOcY36–gfl

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.47 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.47 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.47 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.29-32.49 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ยังคงทยอยแข็งค่าขึ้น ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งภาพดังกล่าว กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังได้กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนหลุดโซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังผู้เล่นในตลาดรับรู้ผลการประชุม FOMC ล่าสุดของเฟด ที่มีลักษณะ “Hawkish Cut”

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP และ ดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ พร้อมติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ในช่วงทุกๆ ต้นเดือน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ทว่า รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อาจถูกเลื่อนประกาศไปก่อน จากผลกระทบภาวะ Government Shutdown (รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ จากหน่วยงานรัฐ) ทำให้ผู้เล่นในตลาดจะอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งเอกชน ในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP ในเดือนตุลาคม ที่ตลาดจะให้ความสำคัญมากขึ้น รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนตุลาคม และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) สำหรับเดือนพฤศจิกายน และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด

    ▪ ฝั่งยุโรป – ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยบรรดานักวิเคราะห์รวมถึงเรา ต่างประเมินว่า BOE อาจมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.00% หลังอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษก็ยังอยู่ในระดับสูง ทว่าสัญญาณการชะลอตัวลงของตลาดแรงงานอังกฤษก็อาจทำให้ BOE สามารถทยอยลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ โดย RatingDog (หรือเดิมคือ Caixin PMI) ในเดือนตุลาคม รวมถึงรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของจีน ในเดือนตุลาคม เช่นกัน ส่วนการประชุมธนาคารกลางที่น่าสนใจ จะประกอบไปด้วย การประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ทั้ง RBA และ BNM อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.60% และ 2.75% ตามลำดับ แต่อาจลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ในปีหน้า หากเศรษฐกิจออสเตรเลียและมาเลเซีย ชะลอตัวลงมากกว่าคาด ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตค่าจ้าง (Wage Growth) โดยหลังการประชุม BOJ ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ และให้โอกาสราว 48% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 0.75% ในการประชุมเดือนธันวาคม

    ▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนตุลาคม จะยังคง “ติดลบ” ต่อเนื่อง ที่ระดับ -0.79% (-0.12%m/m) ตามการปรับตัวลงของทั้งราคาเนื้อสัตว์และราคาพลังงานจากเดือนก่อนหน้า อีกทั้งฐานราคาสินค้าและบริการในปีก่อนยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะชะลอตัวลงบ้าง ทว่าเรายังไม่เห็นความเสี่ยงภาวะเงินฝืด หรือสัญญาณการปรับตัวลงของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ทำให้อัตราเงินเฟ้อจะยังไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนตุลาคม

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทกลับมามีกำลังบ้าง หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกับจังหวะย่อตัวลงของราคาทองคำ (เราขอย้ำว่า ราคาทองคำได้เข้าสู่ช่วงการพักฐาน) ตามการปรับลดความคาดหวังแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ทว่า เงินดอลลาร์แม้จะแข็งค่าขึ้นต่อได้ แต่ก็ต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งควรย้ำจุดยืนว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่ตลาดคาดหวัง ถึงทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดเพิ่มเติม ทำให้ เงินดอลลาร์ก็ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด อีกทั้งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจเริ่มทยอยปรับลดสถานะถือครองหรือขายทำกำไรการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมาได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซนแนวต้าน 100 จุด (หากแข็งค่าทะลุโซนดังกล่าว ก็อาจเห็นดัชนี DXY ปรับตัวขึ้นต่อทดสอบโซน 102 จุด ได้ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงการอ่อนค่าของเงินบาท เข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์)

    ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หรือขายทำกำไรสถานะ Short THB บ้าง และหากอ้างอิงกลยุทธ์ Trend-Following เรามองว่า เงินบาทจะกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่า อีกครั้ง เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 32.75 บาทต่อดอลลาร์ (หรือปรับตัวขึ้นเหนือโซนเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์) ได้อย่างชัดเจน

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.20-32.80 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.55 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/968396&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L7AW8y1bYhrP1KIMNFiWi