Category: เศรษฐกิจ

  • ครม.เศรษฐกิจ เคาะแก้หนี้ต่ำแสน 3.4 ล้านราย มูลค่ารวมกว่า 1.22 แสนล้าน

    ครม.เศรษฐกิจ เคาะแก้หนี้ต่ำแสน 3.4 ล้านราย มูลค่ารวมกว่า 1.22 แสนล้าน

    นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ได้มีการประชุมหารือโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา 

    โดยกำหนดให้ “การแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน” เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะต้องมีการแก้ไขโดยเร็ว เนื่องจากรัฐบาลได้พบว่า ปัจจุบันมีลูกหนี้รายย่อยบางส่วนกำลังประสบปัญหา ทั้งการมีภาระหนี้สูงโดยเฉพาะหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน การผ่อนชำระหนี้ไม่ไหวจนกลายเป็นหนี้ค้างชำระ การที่ลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายรายทำให้ถูกทวงหนี้จากเจ้าหนี้หลายแห่ง และทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถขอสินเชื่อเพิ่มเติมได้

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคสถาบันการเงิน จัดทำโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ขึ้น โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) เพื่อผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ หลุดพ้นจากสถานะการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยเร็ว และมีประวัติการชำระหนี้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต 

    นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนในครั้งนี้ มุ่งแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายที่มีภาระหนี้ NPLs ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยมีจำนวนประมาณ 3.4 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี เป็นภาระหนี้จำนวนประมาณ 122,000 ล้านบาท โดยมีแนวทางการให้ความช่วยเหลือได้ ดังนี้

    กลุ่มที่ 1 แก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้โดย AMC 

    ลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของ ธพ. และลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับ AMC ที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่ 

    • บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)
    • บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) 

    และกำหนดให้ AMC นำหนี้ดังกล่าวมาปรับโครงสร้างหนี้ผ่านการเสนอเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ผ่อนปรนและเหมาะกับความสามารถของคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่น การลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมการจ่ายชำระเพียงบางส่วนเพื่อปิดบัญชี เป็นต้น 

    กลุ่มที่ 2 ช่วยเหลือเพิ่มเติมโดย SFIs ดำเนินการเอง 

    SFIs จะมีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นมาตรการเฉพาะของแต่ละธนาคาร เพื่อบริหารจัดการหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ SFIs เนื่องจากลูกหนี้ของ SFIs กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ของ ธพ. หรือได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านกลไกอื่นแล้ว ดังนั้น SFIs จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เช่น 

    • มาตรการชำระบางส่วนเพื่อปิดบัญชี 
    • ลดเงินต้นยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด มาตรการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากกว่าเกณฑ์ปกติของธนาคาร
    • การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญสำหรับลูกหนี้ขาดศักยภาพ เป็นต้น 

    “การดำเนินการในสองส่วนนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้ภาครัฐมีโครงการเพื่อช่วยลูกหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และช่วยเหลือลูกหนี้ให้หลุดพ้นจากภาระหนี้ต่าง ๆ ได้โดยเร็ว ซึ่งในการดำเนินการทั้งสองส่วนนี้คาดว่ามีบัญชีลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้นประมาณ 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้านบาท” 

    นอกจากนี้ ในระยะต่อไปจะมีการพิจารณาขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ของผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-banks ตามหลักการเดียวกัน เพื่อให้นโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาทั้งหมด

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ในครั้งนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประชาชนรายย่อยซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาภาระหนี้จนกระทบต่อเนื่องเป็นปัญหาชีวิตและปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในภาพรวม สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

    ผ่านกลไกการให้ความช่วยเหลือของ AMC ได้รับการปรับโครงหนี้ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนและเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จนกลับมาเป็นลูกหนี้ที่มีประวัติชำระปกติมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต ไม่ต้องพึ่งพิงสินเชื่อนอกระบบที่อาจมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้โดยเร็วและยั่งยืน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643084&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z28qtY8DkWh3gNP61vCyT

  • “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ผลักดันเศรษฐกิจฐานราก พร้อมชูอัตลักษณ์ “เมรัยไทย” สู่เวทีโลก

    “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ผลักดันเศรษฐกิจฐานราก พร้อมชูอัตลักษณ์ “เมรัยไทย” สู่เวทีโลก

    ไทยรัฐ เดินหน้าสานต่อ ผลักดันเศรษฐกิจฐานราก พร้อมชูอัตลักษณ์ “เมรัยไทย” สู่เวทีโลก กับการกลับมาอีกครั้งของ “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ยกระดับเมรัยไทยจากท้องถิ่นสู่เวทีโลก ในมหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทยครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 26–30 พฤศจิกายน 2568 ที่ The Emsphere

    ไทยรัฐ ในฐานะสื่อผู้นำของประเทศ เดินหน้าตอกย้ำบทบาทการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ผ่านการจัดงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” มหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทยครั้งยิ่งใหญ่ ที่รวมพลังผู้ผลิตสุราไทยจากทุกภูมิภาค เพื่อเชิดชูภูมิปัญญาการหมักและการกลั่นท้องถิ่น พร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจระดับประเทศและระดับโลก ผ่านกิจกรรมครบทุกมิติ ทั้งธุรกิจ วัฒนธรรม และความบันเทิง ย้ำแนวคิด “สังสรรค์อย่างสร้างสรรค์ เม้าเหล้า เม้าเบียร์ เม้ามันส์” โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 พฤศจิกายน 2568 ณ EM WONDER & SPHERE HALL ชั้น 5, Emsphere กรุงเทพฯ เข้าฟรีตลอดงาน

    หลังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในปี 2024 ที่ผ่านมา “เมรัยไทยแลนด์” กลายเป็นปรากฏการณ์ของวงการสุราไทยที่รวมพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตสุราชุมชน คราฟต์เบียร์ไทย ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภครุ่นใหม่ที่สนใจวัฒนธรรมการดื่มอย่างมีสติ ซึ่งไทยรัฐเชื่อมั่นว่านี่คือส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและยั่งยืน

    5 โซนหลักของงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025”

    เตรียมพบกับประสบการณ์เต็มรูปแบบของวัฒนธรรม “เมรัยไทย” ผ่าน 5 โซนสุดพิเศษ ได้แก่

    • ร้านค้าเมรัย รวมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์กว่า 50 แบรนด์จากทุกภาคทั่วไทย ให้เลือกเม้ากันครบทุกสไตล์
    • เสวนาร่ำเมรัย เวทีพูดคุยกับ “คนวงในของวงการสุราไทย” ทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมถกอนาคตอุตสาหกรรมเมรัยไทย
    • เมรัยไทยแลนด์ Competition 2025 การแข่งขันเพื่อยกระดับวงการสุราไทย ทั้ง Craft Beer และ Thai White Spirits พร้อมไฮไลต์พิเศษ กับผลงานการประกวดจาก “เมรัย COMPETITION 2025 LOGO & LABEL DESIGN”
    • เสพดนตรีเมรัย เวทีคอนเสิร์ตจัดเต็มจากศิลปินและดีเจระดับแนวหน้า ที่จะมาปลุกทุกอารมณ์แห่งความมันส์ให้ล้นเวทีตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน ศิลปินและดีเจ อาทิ Paradise Bangkok Molam International, Yokee Playboy, Apartment Khunpa, Yellow Fang, Stoondio, H3F, Landokmai, Guncharlie, Cornboi, Rattanakosin Breakin Crew, DJ Freudonidas, DJ Daokanong, DJ Tob, DJ Arman, DJ Onra และวงดนตรีจาก ม่วน บางกอก
    • เมรัย MOODTAIL BAR ค็อกเทลบาร์สุดครีเอทีฟ ที่จะผสมเครื่องดื่มจากสุราไทยตาม “อารมณ์ของคุณ” เพียงกระซิบบอก Bartender ว่าวันนี้อยู่ใน Mood ไหน ก็ได้แก้วที่ใช่ในแบบของคุณ!

    และพิเศษสุดกับ “เมรัยไทยแลนด์ Business Matching Day” วันพิเศษสำหรับกลุ่มธุรกิจ HORECA (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่) ที่สนใจร่วมสนับสนุนและต่อยอดสินค้าเมรัยไทย สามารถเจรจาธุรกิจกับผู้ผลิตชุมชนจากทั่วประเทศโดยตรง สร้างความร่วมมือทางการค้าเพื่อขับเคลื่อน “เมรัยไทย” ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต พร้อมดีลเด็ดเฉพาะในงานเท่านั้น จัดขึ้นวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00–17.00 น.

    “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพของสุราและคราฟต์เบียร์ไทย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนจิตวิญญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาไทยที่พร้อมส่งต่อสู่สายตาโลกภายใต้เจตนารมณ์ของ ไทยรัฐ ที่มุ่งมั่นใช้พลังของสื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานรากและวัฒนธรรมไทยให้เติบโตอย่างมีคุณค่า

    สำหรับงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” จัดขึ้น ณ วันที่ 26–30 พฤศจิกายน 2568 ณ EM WONDER & SPHERE HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้า The Emsphere กรุงเทพฯ งานนี้เข้าฟรีตลอดงาน สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
    www.meraithailand.com/ | Facebook: เมรัยไทยแลนด์ | IG: meraithailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2893127&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c62_hy-FtkQWdbpLNp2yP

  • นายกฯ เผยในวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียงตอบรับประชาชน บอกดีใจได้ใช้คนละครึ่งพลัส สั่งคลังหาวิธีให้กลุ่มเปราะบาง-ตกหล่น ได้สิทธิเฟส 2 ก่อน

    นายกฯ เผยในวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียงตอบรับประชาชน บอกดีใจได้ใช้คนละครึ่งพลัส สั่งคลังหาวิธีให้กลุ่มเปราะบาง-ตกหล่น ได้สิทธิเฟส 2 ก่อน

    วันนี้ (3 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสรุปผลและมติที่ทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วมกับรัฐมนตรีพาณิชย์ ต่างประเทศ และสาธารณสุข เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ที่ประเทศมาเลเซีย และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก APEC ที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เปิดโอกาสลงทุน ขยายตลาดเดิม และสร้างโอกาสตลาดใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

    “ประเทศพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์มองว่าไทยเป็นประเทศแห่งโอกาสและมีศักยภาพ หากเราปฏิบัติสิ่งที่หารือ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้การลงทุนและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    ทั้งนี้ สัปดาห์ที่แล้วก็ต้องขอบคุณ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ที่เริ่มดำเนินนโยบายคนละครึ่งพลัส ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกกำลังใจดี โดยเวลาลงไปพื้นที่ไหนก็ได้รับเสียงตอบรับว่ามีความสุขและเต็มใจ ดีใจที่ได้ใช้เงินคนละครึ่ง ซึ่งตนก็รู้สึกว่ามันเป็นเงินที่สร้างความคึกคักในระบบเศรษฐกิจ

    เมื่อดูจากตัวเลขมีการใช้เงินมากพอสมควรทำให้เม็ดเงินกระจายทั่วประเทศ แต่ฝากคณะทำงานสำหรับผู้ที่เข้าไม่ถึงหรือเข้าไม่ได้ อาจจะต้องนำมาดำเนินการเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงได้อย่างทั่วถึง หากตนเป็นเขาก็จะเสียใจเหมือนกัน

    ฉะนั้นขอฝากรองนายกฯ เอกนิติ กระทรวงมหาดไทย ไปหาวิธีแก้ไขและอาจจะให้กลุ่มที่พลาดในเฟส 1 ให้กลับมาในเฟส 2 โดยเน้นไปในกลุ่มเหล่านี้กลับเข้ามาเพื่อให้เขาได้รับการดูแลจากรัฐบาลให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยกระทรวงมาไทย อาจจะขอความร่วมมือผู้ว่าฯ นายอำเภอ หาคำแนะนำให้กับประชาชนให้เข้าถึงสิทธินี้ได้อย่างทั่วถึง

    ส่วนเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าชุมชน ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งขอบคุณกระทรวงพลังงาน ที่ได้เร่งแผนงานให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างเร็วที่สุด รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมเกษตร โดยในเรื่องพืชผลทางการเกษตรก็ขอฝากกระทรวงเกษตรฯ ในเรื่องปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร อาทิ มันสำปะหลัง ขอให้ทุกกระทรวงร่วมมือกันแก้ไข

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/vulnerable-phase-two-benefits-ordered/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qc9CjGJUK_D4U82q5Pvxs

  • นายกฯ โวกลางวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียง ปชช.ดีใจได้ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส”

    นายกฯ โวกลางวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียง ปชช.ดีใจได้ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส”

    นายกฯ โวกลางวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียง ปชช.ดีใจได้ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” สั่ง ก.คลัง หาวิธีให้กลุ่มเปราะบาง-ตกหล่น ได้สิทธิเฟส 2 ก่อน จี้ ก.เกษตรฯ แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร บอกชาวบ้านบ่นอุบ มันสำปะหลัง ราคาดิ่ง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวช่วงต้นการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยการประชุมทุกครั้งมติต่างๆที่ออกไปสามารถทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปด้วยความรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมาตนพร้อมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ที่ประเทศมาเลเซีย และประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเราได้ใช้โอกาสดังกล่าวนำเสนอขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลกับประเทศต่างๆ เพื่อขยายตลาดเดิมและเปิดโอกาสตลาดใหม่ แนะนำให้ประเทศไทยให้เขาได้รู้จักและสร้างโอกาสการลงทุน ลดการกีดกันทางการค้า ซึ่งประเทศไทย ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี รวมถึงเรื่องที่ต้องสานต่ออีกมากมาย โดยรัฐบาลชุดนี้ก็จะทำนโยบายควิกบิ๊กวิน เพื่อให้ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศ

    นายกฯ กล่าวอีกว่า ประเทศต่างๆ ที่พบเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ เขาบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศแห่งโอกาสและมีศักยภาพ ซึ่งหากเรามีบทบาทในเวทีนานาชาติเช่นนี้ และนำสิ่งที่หารือมาปฏิบัติแก้ไขเพื่อให้เขาเกิดความสะดวกมั่นใจในการมาลงทุนทำธุรกิจในไทย และจะทำให้เราฟื้นตัวในเรื่องเศรษฐกิจขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

    ทั้งนี้ ตนเองและกระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับผู้นำหลายประเทศ อาทิ เรื่องการขายพืชผลทางการเกษตร การเจรจาเอฟทีเอที่จะต้องทำให้เรียบร้อยเร็วที่สุด

    และสัปดาห์ที่แล้วก็ต้องขอบคุณนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่เริ่มดำเนินนโยบายคนละครึ่งพลัส ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกกำลังใจดี โดยเวลาลงไปพื้นที่ไหนก็ได้รับเสียงตอบรับว่ามีความสุขและเต็มใจ ดีใจที่ได้ใช้เงินคนละครึ่ง ซึ่งตนเองก็รู้สึกว่ามันเป็นเงินที่สร้างความคึกคักในระบบเศรษฐกิจ เพราะดูจากตัวเลขมีการใช้เงินมากพอสมควรทำให้เม็ดเงินกระจายทั่วประเทศ แต่ฝากคณะทำงานสำหรับผู้ที่เข้าไม่ถึงหรือเข้าไม่ได้ อาจจะต้องนำมาดำเนินการเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงได้อย่างทั่วถึง หากตนเองเป็นเขาก็จะเสียใจเหมือนกันฉะนั้นขอฝากรองนายกฯ เอกนิติ กระทรวงมาไทย ไปหาวิธีแก้ไขและอาจจะให้กลุ่มที่พลาดในเฟส 1 ให้กลับมาในเฟส 2 โดยเน้นไปในกลุ่มเหล่านี้กลับเข้ามาเพื่อให้เขาได้รับการดูแลจากรัฐบาลให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยกระทรวงมาไทย อาจจะขอความร่วมมือผู้ว่าฯ นายอำเภอ หาคำแนะนำให้กับประชาชนให้เข้าถึงสิทธิ์ฃนี้ได้อย่างทั่วถึง

    ส่วนเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าชุมชน ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งขอบคุณกระทรวงพลังงาน ที่ได้เร่งแผนงานให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างเร็วที่สุด

    รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมเกษตร โดยในเรื่องพืชผลทางการเกษตรก็ขอฝากกระทรวงเกษตรฯ ในเรื่องปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร อาทิ มันสำปะหลัง ขอให้ทุกกระทรวงร่วมมือกันแก้ไข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/450816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31GI1RZ8tDSES5tI79-1Vg

  • เริ่มขยายแล้ว ถนนหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก ‘มนพร’ มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    เริ่มขยายแล้ว ถนนหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก ‘มนพร’ มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    สส.มนพร เจริญศรี หนุนพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก โดยกระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติงบฯเฟสแรก พร้อมผลักดันการพัฒนาต่อเนื่องระหว่างปี 2568- 2570 มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    สส.เดือน ‘มนพร เจริญศรี’ สส.เพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ได้เผยผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2568) ว่า หนุนพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก นครพนม โดยกระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติงบดำเนินการแล้วเฟสแรก พร้อมผลักดันการพัฒนาต่อเนื่องระหว่างปี 2568- 2570 มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    โครงการพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางระหว่าง ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม เชื่อม กับ อ.นาแก นับเป็นอีกโครงการสำคัญ ในการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคมสายหลัก สายรอง เชื่อมระหว่างจังหวัด อำเภอ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้ขับเคลื่อนมาตลอดไม่ว่าจะเป็นขั้วรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน เนื่องจากเป็นเส้นทางหลัก ที่ประชาชน นักท่องเที่ยว สัญจรไปมา ระหว่างตัวจังหวัดนครพนม กับตัวอำเภอ เคยมีปัญหาเกิดอบัติเหตุบ่อย เพราะเดิมเป็นเส้นทางสองช่องการจราจร ล่าสุดในปี 2568 รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้สนับสนุนกระทรวงคมนาคม อนุมัติงบประมาณกว่า 450 ล้านบาท เริ่มดำเนินการพัฒนาในเฟสแรก ขยายถนน 4 เลน ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร พร้อมมีการผลักดันการวางแผนพัฒนา ต่อเนื่อง จนถึงปี 2570 จนกว่าจะแล้วเสร็จ ตลอดสาย โดยจะต้องใช้งบผูกพันต่อเนื่อง เพราะมีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมือง แต่มั่นใจจะสามารถผลักดันการพัฒนา ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด รวมถึงเส้นทางหลักสายสำคัญ ในพื้นที่ของ นครพนม

    มั่นใจโครงการพัฒนาเส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก นครพนม จะเป็นเส้นทางสำคัญที่จะรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ของนครพนม อีกทั้งยัง เป็นการเพิ่มความปลอดภัย ทางถนน แก่ประชาชน นักท่องเที่ยว ผลักดันสู่นครพนม เป็นเมืองหลัก แห่งการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/Rp2o_RWyr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_qKbDYlIrdkteLUV0L43A

  • รัฐบาลชวนประชาชน “กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี 2568” กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงปลายปี

    รัฐบาลชวนประชาชน “กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี 2568” กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงปลายปี

    “เที่ยวดีมีคืน” รัฐบาลชวนประชาชน กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี 2568 กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงปลายปี มุ่งสร้างเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่

    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการทุกหน่วยงานเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “เที่ยวดีมีคืน” และเป้าหมาย “เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่” โดยมอบสิทธิ์ด้านภาษีสำหรับประชาชนทั่วไปที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังนี้

    • นำค่าที่พักและค่าอาหาร หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท
    • หากเดินทางไปจังหวัดเมืองรอง สามารถหักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท) นอกจากเมืองรอง หักลดหย่อนได้ 1 เท่า (ลดหย่อนสูงสุด 20,000 บาท)

    “มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างความสุข สร้างความคึกคักให้บรรยากาศท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี ให้พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยมุ่งให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยจนถึงธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ และเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบพาเงินออกนอกเมืองใหญ่ สู่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพรอการค้นพบ ซึ่งไม่ใช่แค่ทริป แต่เป็นการช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตจากมือของเราเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U4qpGy49juWG4rNWfgGIn

  • ทียู โกยกำไรไตรมาส3 ที่ 1,304 ล้านบาท สวนทางเศรษฐกิจโลก | เดลินิวส์

    ทียู โกยกำไรไตรมาส3 ที่ 1,304 ล้านบาท สวนทางเศรษฐกิจโลก | เดลินิวส์

    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ ทียู เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานการไตรมาส 3 ปี 68 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความท้าทาย และมียอดขายรวมอยู่ที่ 34,501 ล้านบาท จากแรงหนุนจากกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ขณะที่กำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโตเพิ่มขึ้น 12.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ยังมีกระแสเงินสดแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ 4,127 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปี68 

    “ผลประกอบการไตรมาส 3 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการปรับตัวของบริษัทท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน แต่ยังเห็นสัญญาณการเติบโต ปริมาณการขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นที่แข็งแกร่งในระดับ 19% สะท้อนว่ากำลังดำเนินกลยุทธ์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งในด้านการเพิ่มความคล่องตัวของการดำเนินงาน การเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก และการต่อยอดศักยภาพการแข่งขันของแบรนด์ในพอร์ตทั้งหมดของบริษัท”

    ทั้งนี้ โครงการของบริษัท ซึ่งได้แก่ โปรเจกต์โซนาร์ และ โปรเจกต์เทลวินด์ยังเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี73 โดยค่าใช้จ่ายจากโครงการดังกล่าวยังส่งผลต่อกำไรในระยะสั้น แต่คาดว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะทยอยลดลงตั้งแต่ปี69 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างการบริหารงานเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนในกระบวนการผลิต การจัดซื้อ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายสุทธิ 118 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 70

    อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มธุรกิจหลักของบริษัทยังปรับตัวได้ แม้ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป ยอดขายลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ปริมาณการขายยังทรงตัว ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ยอดขายเติบโต 5.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาสที่ 13.8% จากยอดขายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในหลายด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์น้ำที่ทั้งยอดขายและปริมาณการขายนั้นเติบโต สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง ยอดขายเติบโต 6.2% ในสกุลเงินบาท และเติบโต 14.2% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับปีก่อน ด้วยแรงหนุนจากยอดขายในสหรัฐฯ และยุโรปที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5264961/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZHKtmpuUXkmrOxeUDs-Jc

  • ทองฟิวเจอร์ร่วงกว่า $20 เช้านี้ หลังจีนยุติให้สิทธิประโยชน์ภาษีทองคำ : อินโฟเควสท์

    ทองฟิวเจอร์ร่วงกว่า $20 เช้านี้ หลังจีนยุติให้สิทธิประโยชน์ภาษีทองคำ : อินโฟเควสท์

    ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวลงกว่า 20 ดอลลาร์ในช่วงเช้าวันนี้ (3 พ.ย.) หลังจากรัฐบาลจีนประกาศยุติการให้สิทธิประโยชน์ภาษีทองคำ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในประเทศจีนซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดทองคำรายใหญ่ของโลก

    ณ เวลา 07.26 น.ตามเวลาไทยในวันนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 20.30 ดอลลาร์ หรือ 0.51% แตะที่ระดับ 3,976.20 ดอลลาร์/ออนซ์

    รัฐบาลจีนประกาศยุติการให้สิทธิประโยชน์ภาษีทองคำที่มีมานาน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในประเทศจีนซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดทองคำรายใหญ่ของโลก โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา (1 พ.ย.)

    ตามกฎเกณฑ์ใหม่ของกระทรวงการคลัง จีนจะไม่อนุญาตให้ผู้ค้าปลีกหักภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการขายทองคำที่ซื้อจากตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้อีกต่อไป ไม่ว่าจะขายโดยตรงในรูปทองแท่ง หรือผ่านกระบวนการผลิตเป็นเครื่องประดับก่อนขายก็ตาม

    ข้อบังคับนี้ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน เช่น ทองคำแท่ง ทองคำบริสุทธิ์ และเหรียญทองที่ได้รับการอนุมัติจากธนาคารกลางจีน รวมถึงทองคำที่ใช้ในภาคการผลิตเครื่องประดับและอุตสาหกรรมต่าง ๆ

    รัฐบาลจีนคาดว่าการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีครั้งนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาและเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตช้าลง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZLVgWa0d-Pn2EEhEkvLcO

  • วิกฤตซ้อนวิกฤต!! ประเทศไทยใต้เงา “ทุนเทา”

    วิกฤตซ้อนวิกฤต!! ประเทศไทยใต้เงา “ทุนเทา”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107747&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Rdp4EFNFmBgQeCwDFK1t9

  • “ราคาไข่” ดิ่งหนัก หน้าฟาร์มเหลือ 3 บาท ปรับลง 3 สัปดาห์ติด ต่ำสุดในรอบ 2 ปี แนวโน้มไหลลงยาว

    “ราคาไข่” ดิ่งหนัก หน้าฟาร์มเหลือ 3 บาท ปรับลง 3 สัปดาห์ติด ต่ำสุดในรอบ 2 ปี แนวโน้มไหลลงยาว

    “ราคาไข่ไก่” ดิ่งหนัก หน้าฟาร์มเหลือฟองละ 3 บาท ต่ำสุดในรอบ 2 ปี ภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน” ราคาไข่ปรับลง 20 สตางค์ ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ แนวโน้มไหลลงยาว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้ไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว , สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี , สหกรณ์ผู้เลี้ยงไกไข่เชียงใหม่-ลำพูน และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย แจ้งปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกร ลงอีก 20 สตางค์ ลงมาอยู่ที่ฟองละ 3 บาท หรือ แผงละ 6 บาท มีผลวันนี้ (3) ซึ่งเป็นการปรับราคาลง 20 สตางค์ ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ ในรัฐบาลอนุทิน และแนวโน้มคาดจะไหลลงอีก

    โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงไข่ไก่ ระบุว่า ปัญหาในตอนนี้ คือ รายใหญ่อมลูกไก่ไข่ไปเลี้ยงแล้ว ไม่สามารถขายได้ ก็ขายดัมพ์ราคาลงมา ส่วนพวกรายย่อยหาลูกไก่มาเลี้ยงยากมากๆ บางรายต้องลากไก่ยืนกรง ไป 100 สัปดาห์ เพราะกลัวไม่มีลูกไก่ และไก่สาวมาแทน ซึ่งเป็นความลำบากในฝั่งเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ส่วนผู้ทำการค้าไข่ต้องวางแผนดีๆ รู้กลไกตลาด ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แนวโน้มคาดการณ์ว่าราคาไข่ไก่จะลงอีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/450796&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WiMnZSgLrErEn_T2RBSVc