Category: เศรษฐกิจ

  • จับตา ครม.ตั้ง ‘อ้อนฟ้า’ หวนนั่งเลขาฯ ก.พ.ร. โยก ‘ดนุชา’ กลับสภาพัฒน์

    จับตา ครม.ตั้ง ‘อ้อนฟ้า’ หวนนั่งเลขาฯ ก.พ.ร. โยก ‘ดนุชา’ กลับสภาพัฒน์

    วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจับตาวาระการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะเสนอเข้ามาในการประชุมครม.วันนี้ ทั้งตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า สำนักงาน ก.พ.ร. จะเสนอขอรับโอน นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สศช. กลับมาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สำนักงาน ก.พ.ร. ที่ว่างอยู่ และจะขอรับโอน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สศช.

    ก่อนหน้านี้ในช่วงสิ้นสุดปีงบประมาณ 2568 ที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ได้มีมติรับโอน นายดนุชา พิชยนันท์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งเลขาธิการ สศช. ให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ตามที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นเป็นผู้เสนอ

    ต่อมาในการประชุมครม.เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ครม.ก็ได้มีมติอนุมัติรับโอน นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร. แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศช. สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ตามที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นเป็นผู้เสนอ

    สำหรับ นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ  และนายดนุชา พิชยนันท์ นั้น จากการตรวจสอบประวัติการทำงานพบว่า ทั้งสองคนมีอายุราชการเหลือเท่ากันคือ 5 ปี โดยจะครบกำหนดการเกษียณอายุราชการในปี 2573 และการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงครั้งนี้ จะทำให้การนับวาระการดำรงตำแหน่งเริ่มต้นใหม่ คือ 4 ปี และสามารถต่ออายุได้วาระละ 1 ปีได้ถึงอีก 2 ครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643114&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-i_LjE-3C7aKMz-2NFHz6

  • คอลัมน์การเมือง – รัฐบาลมีวุฒิภาวะนำประเทศไทย กลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก

    คอลัมน์การเมือง – รัฐบาลมีวุฒิภาวะนำประเทศไทย กลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก

    ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งร่วมรับประทานอาหารค่ำกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำเอเปก อีกหกชาติเป็นที่ประจักษ์ว่า รัฐบาลเฉพาะกาลได้นำประเทศไทยกลับเข้าเรดาร์ในสายตาชาวโลกแล้ว

    สำนักข่าวต่างประเทศและสื่อไทยรายงานตรงกันว่า วันที่ 29 ตุลาคม ที่โรงแรม Hilton Gyeongju นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกเป็นกรณีพิเศษเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีสหรัฐ (Special Dinner in Honor of the U.S. President and State Leaders)

    ภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation) ซึ่ง นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ โดยจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำเขตเศรษฐกิจพิเศษเอเปก

    งานเลี้ยงอาหารค่ำดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32โดยมีผู้นำจากเขตเศรษฐกิจสำคัญที่เข้าร่วมงานนี้ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ได้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ, นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้, นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา, นายคริสโตเฟอร์ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์, นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ และนายเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม

    ซึ่งช่วงก่อนงานเลี้ยงผู้นำทั้ง 8 ชาติ ได้พบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย ภายหลังอาหารค่ำ ผู้นำที่เข้าร่วมงานเลี้ยงได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation)

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีไทยได้กล่าวถ้อยแถลงในงานเลี้ยงอาหารค่ำสรุปสาระสำคัญดังนี้

    นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีอี แจ-มยอง สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำสุดพิเศษในครั้งนี้ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อยู่ท่ามกลางพันธมิตรและหุ้นส่วนจากทั่วภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ซึ่งต่างมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

    ทั้งนี้ ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือรอบด้านกับทุกพันธมิตร ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับอนุภูมิภาค และระดับภูมิภาค ผ่านกลไกต่างๆ เช่น อาเซียน กรอบความร่วมมือแม่โขง และความตกลง RCEP โดยไทยและเกาหลีใต้..

    ..นายกรัฐมนตรียังรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้าร่วมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อสันติภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาค พร้อมกล่าวขอบคุณที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน Joint Declaration เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยหวังว่าสหรัฐฯจะเห็นถึงความตั้งใจจริงและความพยายามอย่างสร้างสรรค์ของไทย เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯที่สมดุลและเกิดประโยชน์ร่วมกันต่อประชาชนของไทยและสหรัฐฯ

    สมาชิกเอเปกมี 21 ประเทศเป็นที่น่าสังเกตว่า มีผู้ได้รับเชิญเลี้ยงอาหารค่ำเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีทรัมป์เพียง 7 ชาติเท่านั้นและหนี่งในนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีไทย เป็นการเลือกแขกโดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ซึ่งเป็นเจ้าภาพหรือเลือกแขกร่วมโต๊ะโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ตามพิธีการทูตไม่สำคัญเท่ากับว่าทั้งเจ้าภาพและทรัมป์ได้นำประเทศกลับมาสู่เรดาร์ในสายตาโลก ตามเป้าหมายที่นายอนุทินกล่าว ในวันแถลงนโยบายต่อสภาว่า “รัฐบาลจะนำประเทศกลับสู่เรดาร์สายตาโลก”

    สาเหตุที่นายอนุทิน ยกประเด็นนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย อาจเป็นเพราะว่าสองปีที่ผ่านมาประเทศได้หายไปจากเรดาร์ในสายตาชาวโลก คือ สองปีที่ผ่านมาผู้นำรัฐบาลไทย ไม่เคยได้ทวิภาคีกับผู้นำระดับโลก แม้ได้ทวิภาคีกับประธานาธิบดีอิหร่าน ตอนนั้นนายกฯไทยได้กลายเป็นตัวตลกที่ยกไอแพดขึ้นมาร่วมเจรจา

    และในโอกาสที่ได้พบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิงแทนที่จะได้กระชับความสัมพันธ์ กลายเป็นสร้างความคลางแคลงใจเมื่อนายกรัฐมนตรีไทยไปเถียงประธานาธิบดีสี ที่เตือนถึงอันตรายการมีกาสิโนในประเทศ นายกฯไทยตอนนั้นเถียงท่านสีว่า “มีกาสิโนเพียง 10% ในสถานบันเทิงครบวงจร” ตั้งแต่นั้นมาประธานาธิบดีสี บินข้ามหัวประเทศไทยไปเวียดนาม กัมพูชา และมาเลเซียไม่ชายตามามองประเทศไทย

    ยังมีอีกหลายอย่างที่ผู้นำไทยกลายเป็นตัวตลกโลกในห้วงเวลาสองปี นี่คงเป็นสาเหตุให้นายอนุทินตัดสินใจสร้างภาพลักษณ์ใหม่โดยใช้คำว่า “นำประเทศไทยกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก”

    รัฐบาลนายอนุทิน นำประเทศไทยกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลก ตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อสภา ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสหประชาชาติ ฉีกหน้า นายปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า..

    “เพื่อนกัมพูชาแถลงตรงข้ามความจริงโดยสิ้นเชิง ที่แสดงบทว่า กัมพูชาเป็นผู้ถูกกระทำ ในความเป็นจริงคือประเทศไทยเป็นผู้ถูกกระทำให้เสียหาย พลเรือนไทยทั้งผู้หญิง เด็กและคนชรา ได้รับบาดเจ็บ ล้มตายในร้านสะดวกซื้อ ในปั๊มน้ำมัน ในโรงพยาบาล จากการยิงถล่มด้วยจรวดและกระสุนปืนใหญ่ของทหารกัมพูชา..”

    นายสีหศักดิ์นักการทูตผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการต่างประเทศมากว่าสี่สิบปี ใช้ภาษาการทูตตอบโต้กัมพูชาอย่างมีวุฒิภาวะ ในเวลาเดียวกันในถ้อยแถลงของท่านได้เตือนสติสหรัฐและมาเลเซียว่า กัมพูชาปลิ้นปล้อนคบไม่ได้ โดยนายสีหศักด์ิกล่าวในถ้อยแถลงว่า “ผมต้องแก้ถ้อยแถลงจากที่เตรียมไว้ว่าเราจะมีถ้อยแถลงก้าวไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ด้วยกัน ดังตอนที่เราพบกันสี่ฝ่ายโดยมีสหรัฐฯและมาเลเซียร่วมเจรจา”

    ภาษาทางทูตในถ้อยแถลงวันนั้นทำให้สหรัฐลังเลใจว่า จะเดินหน้าแทรกแซงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาต่อไปหรือไม่ นั้นคือที่มาของนายอันวาร์ อิบราฮิม นำชื่อประเทศไทยไปขายให้สหรัฐฯแบบลดแลกแจกแถม เพื่อให้ประธานาธิบดีทรัมป์มาร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาระหว่างอาเซียนซัมมิต

    Politico สื่อการเมืองในอเมริการายงานว่า ต้นเดือนสิงหาคม นายอันวาร์ตระหนักว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย และประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซียจะไม่ร่วมอาเซียนซัมมิตตามที่นายอันวาร์คุยโม้ไว้ล่วงหน้า นายอันวาร์จำเป็นต้องรักษาหน้า โดยทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ไปร่วมอาเซียนซัมมิตให้ได้

    ต้นเดือนสิงหาคม นายอันวาร์ ประจบประแจงทำเนียบขาวว่า ทรัมป์ควรได้รับรางวัลโนเบลที่สามารถทำให้ไทย-กัมพูชาหยุดยิงได้ และสันติภาพในภูมิภาคคืบหน้าไทย-กัมพูชา จะลงนามสันติภาพระหว่างอาเซียนซัมมิต ซึ่งมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนจัดการให้ประธานาธิบดีสหรัฐเป็นประธานในพิธีลงนามครั้งประวัติศาสตร์นี้

    Politico รายงานว่าเมื่อได้การตอบสนองอย่างเย็นชาจากทำเนียบขาว นายอันวาร์รุกใหญ่ด้วยการโปรโมทลดแลกแจกแถม แต่ไม่ได้บอกว่า ประเด็นแร่หายากและเรื่องภาษีการค้า ตลอดถึงให้สหรัฐใช้ท่าเรือเรียมในกัมพูชาในการจูงใจสหรัฐหรือไม่

    กลางเดือนสิงหาคม ทำเนียบขาวมีหนังสือมาถึงรัฐบาลไทยให้หาข้อสรุปความขัดแย้งชายแดนก่อนอาเซียน ซัมมิต รัฐบาลไทยตอบหนังสือกลับไปว่า ยังหาข้อสรุปไม่ได้จนกว่า กัมพูชา ปฏิบัติตามเงื่อนไขสี่ข้อของไทยคือให้ถอนกำลังออกไป ร่วมมือกันเก็บทุ่นระเบิดปราบปรามสแกมเมอร์ และย้ายชาวกัมพูชาที่ล่วงล้ำดินแดนไทยออกไป

    Politico ไม่ได้รายงานว่า ทำเนียบขาวมีปฏิกิริยาต่อคำตอบของไทยอย่างไร และมารู้อีกทีเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์มาเป็นประธานในพิธีลงนาม “เส้นทางสู่สันติภาพ” (ตามคำจำกัดความของนายสีหศักดิ์) และแถมด้วย MOU แร่หายากกับมาเลเซีย ประเทศไทยและเวียดนาม

    การลงนามทั้งสองฉบับที่รัฐบาลยืนยันว่าไทยไม่เสียเปรียบกัมพูชาและสหรัฐโดยเฉพาะ MOUแร่หายาก ถือเป็นการเปิดช่องทางเจรจาทางการค้ากับสหรัฐให้กว้างขึ้น ส่วนการลงนามเส้นทางสู่สันติภาพ ประเทศถือไพ่เหนือกว่า คือประเทศไทยไม่เปิดด่านไม่ปล่อยเชลยศึก 18 คนจนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ข้อเป็นรูปธรรม

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยถูกโจมตีอย่างหนักทั้งเรื่องแร่หายาก และลงนามเส้นทางสันติภาพกับกัมพูชา แต่ถ้ามองจากความเป็นจริงด้วยใจเป็นธรรมพูดได้ว่า รัฐบาลประสบความสำเร็จในการนำประเทศไทยกลับสู่เรดาร์สายตาโลก

    นสพ.สเตรทไทม์มาเลเซีย ถึงกับกล่าวว่าประเทศไทยสามารถทำให้ทรัมป์ทำตามคำขอได้ สเตรทไทม์รายงานว่า ทรัมป์ได้ชื่อว่าตนคือศูนย์กลาง แต่เมื่อนายอนุทินแจ้งว่าสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคตจำเป็นต้องเลื่อนเวลาลงนามจากที่เตรียมไว้เร็วขึ้น 7 ชั่วโมงได้ไหม ทรัมป์ก็เลื่อนเวลาให้ตามความประสงค์ของไทย

    ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีไทยได้รับเกียรติร่วม ทานอาหารค่ำเป็นเกียรติแก่ทรัมป์ระหว่างเอเปกซัมมิต เชื่อว่ามาจากคำแนะนำของทรัมป์ที่เจ้าภาพเห็นดีเห็นงามว่า ถึงเวลายกระดับประเทศไทยให้อยู่ในเรดาร์สายตาโลก

    สุทิน วรรณบวร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64474&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BuAHxJasGX7OxI0iScI3t

  • ผู้นำการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านกล่าวว่า “วิธีแก้ไขปัญหาจำนวนมากและหนทางแห่งการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศอิหร่าน คือการทำให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งในด้านการบริหาร วิทยาการ กองทัพ และแรงจูงใจ

    ผู้นำการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านกล่าวว่า “วิธีแก้ไขปัญหาจำนวนมากและหนทางแห่งการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศอิหร่าน คือการทำให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งในด้านการบริหาร วิทยาการ กองทัพ และแรงจูงใจ

    ใกล้กับวัน 13 ออบอน์ (วันนักเรียนและวันชาติแห่งการต่อสู้กับจอมอหังการโลก) ท่านอายาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม ได้พบปะกับนักเรียนและนักศึกษาเป็นพัน ๆ คน รวมถึงครอบครัวของเหล่าวีรชนแห่งสงคราม 12 วัน ท่านถือว่า การแสดงออกของบุคคลที่ตะโกนสโลแกน “อเมริกาจงพินาศ” เป็นเหตุให้อเมริกาเป็นปรปักษ์ต่อประชาชนชาวอิหร่าน ท่านเรียกว่าเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ สโลแกนนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้อเมริกาต่อสู้กับประชาชนของเราปัญหาของอเมริกากับสาธารณรัฐอิสลามนั้นอยู่ที่ความไม่สอดคล้องด้านเนื้อแท้และขัดแย้งด้านผลประโยชน์

    ท่านยังชี้ถึงบางคนที่ถามว่า “เราจะไม่ยอมจำนนต่ออเมริกา แต่เราจะไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกับอเมริกาเลยหรือ?” ว่า ก่อนอื่น เนื้อแท้ของอเมริกาจอมอหังการไม่ยอมรับสิ่งใดนอกจากการยอมจำนน ซึ่งประธานาธิบดีอเมริกาทุกคนต้องการสิ่งนี้ แต่ไม่ได้พูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา แต่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้พูดออกมาอย่างชัดเจนและเผยให้เห็นถึงเนื้อแท้ของอเมริกา

    ท่านอายาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่าการคาดหวังให้ประชาชนอิหร่านยอมจำนน ทั้งที่มีทั้งความสามารถ ทรัพยากร ประสบการณ์ทางความคิดและความรู้ และมีเยาวชนที่ฉลาดและมุ่งมั่นนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ และท่านกล่าวว่า สำหรับอนาคตอันไกลนั้นไม่สามารถคาดเดาได้ แต่ในปัจจุบัน ทุกคนควรทราบว่าการแก้ไขปัญหาหลายอย่างขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง

  • ครม.เศรษฐกิจหารือโครงการซื้อหนี้เสีย 2.3 ล้านบัญชี มูลหนี้ 6.2 หมื่นล้านบาท

    ครม.เศรษฐกิจหารือโครงการซื้อหนี้เสีย 2.3 ล้านบัญชี มูลหนี้ 6.2 หมื่นล้านบาท

    วันที่ 4 พ.ย. 68 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ได้มีการประชุมหารือโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยกำหนดให้ “การแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน” เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะต้องมีการแก้ไขโดยเร็ว

    กระทรวงการคลัง
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ดังนั้น กระทรวงการคลังได้ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงิน จัดทำโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ขึ้น

    โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) เพื่อผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ หลุดพ้นจากสถานะการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยเร็ว และมีประวัติการชำระหนี้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต ซึ่งจะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตได้ในระยะยาวต่อไป

    อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนในครั้งนี้ มุ่งแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายที่มีภาระหนี้ NPLs ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยมีจำนวนประมาณ 3.45 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี เป็นภาระหนี้จำนวนประมาณ 122,000 ล้านบาท โดยมีแนวทางการให้ความช่วยเหลือได้ คือ

    กลุ่มที่ 1 การดำเนินการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้โดย AMC 

    ลูกหนี้ที่อยู่กับธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ลูกหนี้ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของ ธพ. และลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านกลไกการขายและโอนหนี้ให้กับ AMC ที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่ 

    • บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) 
    • บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) 

    และกำหนดให้ AMC นำหนี้ดังกล่าวมาปรับโครงสร้างหนี้ผ่านการเสนอเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ผ่อนปรนและเหมาะกับความสามารถของคนกลุ่มนี้มากขึ้น เช่น การลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมการจ่ายชำระเพียงบางส่วนเพื่อปิดบัญชี เป็นต้น 

    และกลุ่มที่ 2 การช่วยเหลือเพิ่มเติมโดย SFIs ดำเนินการเอง 
     
    ซึ่ง SFIs จะมีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นมาตรการเฉพาะของแต่ละธนาคาร เพื่อบริหารจัดการหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ SFIs เนื่องจากลูกหนี้ของ SFIs กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ของ ธพ. หรือได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านกลไกอื่นแล้ว ดังนั้น SFIs จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เช่น 

    • มาตรการชำระบางส่วนเพื่อปิดบัญชี 
    • ลดเงินต้นยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด 
    • มาตรการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากกว่าเกณฑ์ปกติของธนาคาร
    • การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญสำหรับลูกหนี้ขาดศักยภาพ เป็นต้น 

    ทั้งนี้ การดำเนินการใน 2 ส่วนนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้ภาครัฐมีโครงการเพื่อช่วยลูกหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และช่วยเหลือลูกหนี้ให้หลุดพ้นจากภาระหนี้ต่าง ๆ ได้โดยเร็ว ซึ่งในการดำเนินการทั้งสองส่วนนี้คาดว่ามีบัญชีลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้น 2 ล้านราย ประมาณ 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้านบาท 

    นอกจากนี้ ในระยะต่อไปจะมีการพิจารณาขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ของผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-banks) ตามหลักการเดียวกัน เพื่อให้นโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาทั้งหมด

    อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ในครั้งนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประชาชนรายย่อยซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาภาระหนี้จนกระทบต่อเนื่องเป็นปัญหาชีวิตและปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในภาพรวม สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านกลไกการให้ความช่วยเหลือของ AMC ได้รับการปรับโครงหนี้ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนและเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จนกลับมาเป็นลูกหนี้ที่มีประวัติชำระปกติมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต ไม่ต้องพึ่งพิงสินเชื่อนอกระบบที่อาจมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้โดยเร็วและยั่งยืน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้ในอนาคต

    ทั้งนี้ ครม.เศรษฐกิจ ได้อนุมัติเห็นชอบในหลักการโครงการดังกล่าวแล้ว โดยจะนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง ธปท. สมาคมธนาคารไทย และบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ เพื่อกำหนดมาตรฐานกลางและเริ่มกระบวนการโอนหนี้อย่างเป็นทางการ

    ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้หากแต่ละหน่วยงานทำงานแยกกัน ดังนั้น ธปท. จึงได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย เพื่อดำเนินโครงการแก้ไขหนี้ครัวเรือนร่วมกัน พร้อมกันนี้นายวิทัย ระบุว่า โครงการนี้ใช้เวลาเตรียมการประมาณ 1 เดือนเศษ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนใน 2 มิติ คือ

    • มิติด้านปริมาณหนี้ ซึ่งมีสัดส่วนราว 87% ของจีดีพี
    • มิติด้านจำนวนลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหรือขอสินเชื่อใหม่ได้

    “กลุ่มลูกหนี้ที่เป็น NPL เหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตามปกติ โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งคิดเป็นกว่าครึ่งของลูกหนี้ NPL ทั้งหมด หรือราว 4.76 ล้านบัญชี” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

    อย่างไรก็ดี สำหรับระยะเฟสแรก โครงการจะเริ่มดำเนินการกับหนี้จำนวนรวมประมาณ 2.36 ล้านบัญชี โดยจะโอนไปบริหารจัดการใน 2 บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยหนี้ที่จะโอนเข้ามาเป็นหนี้เสียที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาเท่านั้น

    นอกจากนี้ นายวิทัย ชี้ว่า การบริหารจัดการหนี้ในครั้งนี้จะใช้แนวทางที่ “ผ่อนปรนมากเป็นพิเศษ” เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระคืนได้ตามศักยภาพ ทั้งการจ่ายปิดบัญชีครั้งเดียวหรือผ่อนชำระเป็นรายปี พร้อมอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงยึดหลักไม่ให้เกิดความเสียวินัยทางการคลัง

    ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า โครงการดังกล่าว มีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างแท้จริง โดยมีความแตกต่างจากการโอนหนี้หรือขายหนี้ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) แบบเดิม เนื่องจากครั้งนี้จะมีเงื่อนไขการผ่อนปรนเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถ “รอด” และกลับไปเริ่มต้นชีวิตหรือทำธุรกิจใหม่ได้อีกครั้ง

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังได้รับความร่วมมือจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ในการกำหนด “รหัสพิเศษ” ให้กับลูกหนี้ที่เข้าร่วม โดยจะใช้รหัส16 เพื่อระบุว่าเป็นกลุ่มลูกหนี้ในโครงการช่วยเหลือ ซึ่งจะไม่ถูกจำกัดว่าต้องมีประวัติการชำระหนี้ดีครบ 3 ปีก่อนจึงจะสามารถขอสินเชื่อใหม่ได้

    ขณะเดียวกัน หากลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการสามารถชำระหนี้ได้ดีต่อเนื่อง เช่น 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือน และสถาบันการเงินเห็นศักยภาพในการฟื้นตัว ก็สามารถพิจารณาปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทันที ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักและสร้างอนาคตใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือที่ตั้งใจจะให้โอกาสกับลูกหนี้อย่างแท้จริง และมาตรการนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เน้นให้ความสำคัญกับโครงสร้างและให้ ลูกหนี้เป็นจุดศูนย์กลาง  และดำเนินการบนหลักการเดียวกันคือ Level Play Field 

    ส่วนการโอนหนี้เข้า AMC จะใช้ราคามาตรฐานที่ตกลงกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ และจะมีโครงสร้างการแบ่งปันการเรียกเก็บเงิน (Revenue Sharing) ในอนาคต หากสามารถเรียกเก็บหนี้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/260717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZIx0RGljMLgtLJILqLfSL

  • เศรษฐกิจเกาหลีใต้พ้นวิกฤต อานิสงส์ส่งออกแกร่ง-รัฐทุ่มงบกระตุ้นกว่า 2 หมื่นล้านดอลล์ : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจเกาหลีใต้พ้นวิกฤต อานิสงส์ส่งออกแกร่ง-รัฐทุ่มงบกระตุ้นกว่า 2 หมื่นล้านดอลล์ : อินโฟเควสท์

    อี แจ-มย็อง ผู้นำเกาหลีใต้ (ภาพ: Thaigov.go.th)

    ประธานาธิบดีอี แจ-มยองของเกาหลีใต้ กล่าวในวันนี้ (4 พ.ย.) ว่า เศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด หลังความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจลดลง ซึ่งส่งผลให้ดัชนี Kospi ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งทะลุระดับ 4,000 จุด

    ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ขยายตัว 1.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ไตรมาส หลังจากที่หดตัวในไตรมาสแรกของปีนี้ และเขากล่าวด้วยว่า เกาหลีใต้ได้พ้นจากภาวะวิกฤตแล้ว หลังรัฐบาลดำเนินมาตรการอย่างมุ่งมั่นตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงที่เกิดจากการประกาศกฎอัยการศึกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    เกาหลีใต้ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 4 ของเอเชียยังคงได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันอุปสงค์ภายในประเทศก็ฟื้นตัวขึ้นจากงบประมาณเสริมของรัฐบาลกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงมาตรการแจกเงินสด 2 รอบ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในร้านอาหารและภาคค้าปลีก

    สำหรับปี 2569 นั้น ปธน.อีเสนอให้เพิ่มงบประมาณรัฐบาลขึ้น 8.1% จากปีนี้ สู่ระดับ 728 ล้านล้านวอน (ประมาณ 5.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งสูงกว่าการขยายตัวของงบปี 2568 ถึงกว่า 3 เท่า

    ทั้งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้มีแผนจะมุ่งเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), เนื้อหาด้านวัฒนธรรมและบันเทิงของเกาหลี, อุตสาหกรรมต่อเรือ และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542564&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T-ld_xJh3l-OE5bXJXrP8

  • “ลี เซียนลุง” โพสต์เซลฟี่คู่ “อนุทิน” ย้ำสัมพันธ์ระดับท็อป ปักหมุดร่วมมือยุคเศรษฐกิจสีเขียว

    “ลี เซียนลุง” โพสต์เซลฟี่คู่ “อนุทิน” ย้ำสัมพันธ์ระดับท็อป ปักหมุดร่วมมือยุคเศรษฐกิจสีเขียว

    “ลี เซียน ลุง” โพสต์ภาพคู่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ชื่นชมสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมเล็งยกระดับความร่วมมือ

    ภายหลังเสร็จสิ้นการเยือนกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย นายลี เซียน ลุง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้โพสต์ข้อความลงในบัญชีส่วนตัว โดยเปิดเผยความรู้สึกยินดีที่ได้กลับมาเชื่อมสัมพันธ์กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งเป็นผู้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและได้เชิญดื่มชาที่ทำเนียบรัฐบาล นับเป็นการพบกันอีกครั้งหลังจากที่เคยพบกันเมื่อครั้งประเทศไทยเป็นประธานการประชุม APEC ในปี 2565

    เสริมศักยภาพในเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว

    นายลี เซียน ลุง ได้กล่าวถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งในการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศสิงคโปร์และประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของโลกในปัจจุบัน

    การพูดคุยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาคและประชาชนทั้งสองประเทศ การมีเป้าหมายร่วมกันในด้านเศรษฐกิจใหม่ ๆ จะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนได้อย่างกว้างขวาง

    ชื่นชมมิตรภาพไทย-สิงคโปร์ที่แข็งแกร่ง

    อดีตผู้นำสิงคโปร์ได้แสดงความขอบคุณต่อการต้อนรับอันอบอุ่นที่ได้รับขณะอยู่ในกรุงเทพฯ โดยย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์และไทยนั้นแข็งแกร่งมาโดยตลอด การพบปะในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความผูกพันอันดีงามและมิตรภาพที่ยาวนานระหว่างกัน

    นายลี เซียน ลุง ได้กล่าวสรุปในท้ายข้อความว่า ทางการสิงคโปร์ตั้งตารอที่จะเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนนี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต การสานต่อความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9854474/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ql5l92N-XAolAgI1YKE0M

  • นครพนม : เมืองผ่าน สู่ เมืองพัก พลิกเกมด้วย พลังดิจิทัล-เศรษฐกิจท้องถิ่น บรรจบกันริมโขง

    นครพนม : เมืองผ่าน สู่ เมืองพัก พลิกเกมด้วย พลังดิจิทัล-เศรษฐกิจท้องถิ่น บรรจบกันริมโขง

    ‘ของดีท้องถิ่น’ ติดปีกดิจิทัล: สร้างมูลค่าเพิ่มสู่ตลาดใหม่

    หัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนคือ ‘ผู้ประกอบการท้องถิ่น’ ที่นำของดีในพื้นที่มาต่อยอดให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

    วิศรุต สร้อยคำ เจ้าของร้าน Chewa Cafe By SK Sroikham ยกตัวอย่างการนำ กาละแม ของขึ้นชื่อของนครพนม มาครีเอตเป็นเมนูเครื่องดื่มและไอศกรีม หรือการแปรรูป ลิ้นจี่ นพ.1 (GI) จนได้รับการนำเสนอในห้างสรรพสินค้าใหญ่ ทำให้เกิดการหมุนเวียนรายได้กลับสู่ชุมชน และสร้างความภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

    นอกจากนี้ การทำธุรกิจในยุคดิจิทัลยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ ‘รีวิว’ และ ‘รางวัลการันตี’ อย่าง LINE MAN Wongnai Users’ Choice ที่เป็นเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคจริง ทำให้ผู้ประกอบการต้องรักษาคุณภาพและบริการอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันได้

    ‘คนละครึ่ง’ x LINE MAN: โอกาสทองในการสร้างลูกค้าประจำ

    บทบาทของภาครัฐผ่านโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ถูกมองว่าเป็นมาตรการที่สร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์และเป็น ‘โอกาสทองในการสร้างฐานลูกค้าประจำ’

    ผู้ประกอบการร้านอาหารยืนยันว่า โครงการคนละครึ่งในเฟสก่อนหน้านี้ทำ ให้ยอดขายหน้าร้านเพิ่มขึ้นถึง 100–150% และที่สำคัญคือได้ ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นราว 50% ซึ่งหากร้านอาหารสามารถรักษาคุณภาพได้ ลูกค้าใหม่เหล่านี้จะกลายเป็นลูกค้าประจำในระยะยาว

    นครพนม : เมืองผ่าน สู่ เมืองพัก พลิกเกมด้วย พลังดิจิทัล-เศรษฐกิจท้องถิ่น บรรจบกันริมโขง

    การผนึกกำลังของโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่กับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีอย่าง LINE MAN ยิ่งถูกคาดการณ์ว่าจะสร้างการเติบโตครั้งใหญ่ โดย คุณวิศรุต คาดการณ์ว่ายอดขายน่าจะเพิ่มขึ้นได้อีก 150% หรืออาจพุ่งสูงถึง 300%

    LINE MAN ย้ำความสำเร็จด้วยการเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ร้านอาหารกว่า 75% เลือกเข้าร่วมโครงการ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคู่ค้า และยืนยันความสามารถของแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ร้านอาหารมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่าง 3–13.5 เท่า แม้หลังสิ้นสุดมาตรการภาครัฐ

    บทต่อไปของ มุ่งสู่ศูนย์กลาง MICE และ Wellness Tourism

    แม้จะประสบความสำเร็จในการเป็น ‘เมืองพัก’ แล้ว แต่ทิศทางการพัฒนาในระยะยาวของนครพนมยังคงมุ่งไปข้างหน้าอย่างมีกลยุทธ์

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ชี้ว่า การวางแผนในระยะยาว 3–20 ปี มุ่งเน้นไปที่การสร้าง ระบบนิเวศการท่องเที่ยว (Tourism Ecosystem) ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน พร้อมทั้งเร่งผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดประโยชน์ทั้ง “ขาไปและขากลับ” เพื่อสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

    ส่วน คุณชนนท์ มองว่า ‘โอกาสในอนาคต’ ของนครพนมคือการพัฒนาไปสู่:

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism): ต่อ ยอดจากธรรมชาติที่สมบูรณ์และสมุนไพรท้องถิ่น

    ธุรกิจการจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE): ขยายฐานนักท่องเที่ยวกลุ่มองค์กรและภาครัฐ

    อย่างไรก็ตาม การขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานที่รองรับการจัดงานขนาดใหญ่ยังเป็นโจทย์ที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันผลักดัน เพื่อให้ นครพนม สามารถก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการจัดงานระดับภูมิภาคได้อย่างสมบูรณ์และยั่งยืน

    นครพนม กำลังใช้จุดแข็งด้านยุทธศาสตร์และวัฒนธรรม ผนวกกับพลังของเทคโนโลยีดิจิทัล และการสนับสนุนจากภาครัฐ ในการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมีทิศทาง การเปลี่ยนจาก ‘เมืองผ่าน’ สู่ ‘เมืองพัก’ เป็นเพียงก้าวแรกของการเป็น “เมืองริมโขงแห่งโอกาส” อย่างแท้จริง

    นครพนม : เมืองผ่าน สู่ เมืองพัก พลิกเกมด้วย พลังดิจิทัล-เศรษฐกิจท้องถิ่น บรรจบกันริมโขง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/digital-marketing/860565&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36vICMpU5gZJpx9qscrbe7

  • นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานประชุมนโยบายเศรษฐกิจ Quick Big Win

    นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานประชุมนโยบายเศรษฐกิจ Quick Big Win

    นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานประชุมนโยบายเศรษฐกิจ Quick Big Win


    3/11/2568 | 21 |

    วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2568) เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 3/2568 โดยมีคณะรัฐมนตรี อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมด้วย 

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งในการประชุมแต่ละครั้ง รัฐบาลได้ออกมาตรการและมติที่สำคัญ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN และ APEC ซึ่งรัฐบาลได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการนำเสนอและขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทยต่อประเทศต่างๆ ทั้งในเวทีระดับผู้นำประเทศและผู้นำภาคเอกชน เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ เปิดตลาดใหม่ แนะนำประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และสร้างโอกาสการลงทุน รวมถึงลดอุปสรรคการกีดกันทางการค้า

    นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ประเทศไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีเรื่องสำคัญที่ต้องสานต่อจำนวนมาก และได้ย้ำให้ประเทศต่างๆ ทราบว่า รัฐบาลชุดนี้ดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจแบบ “Quick Big Win” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศต่าง ๆ ที่ได้พบ ถือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือ และมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโอกาสและศักยภาพสูง เราได้มีบทบาทของเราบนเวทีระหว่างประเทศและได้นำสิ่งที่หารือมา ปฏิบัติแก้ไขปัญหาเพื่อที่จะทำให้เกิดความสะดวกความมั่นใจในการมาลงทุน หรือมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและกระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับผู้นำหลายประเทศในเรื่องการขยายตลาด การส่งออกพืชผลทางการเกษตร และการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้สำเร็จเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด พร้อมขอบคุณรองนายกรัฐมนตรีเอกนิติ ที่ได้ดำเนินนโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งสร้างกำลังใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เมื่อลงพื้นที่ไปที่ไหน ก็ได้รับเสียงสะท้อนว่าประชาชนมีความสุขและดีใจที่ได้ใช้สิทธิคนละครึ่ง เป็นการสร้างความคึกคักเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ทำให้เม็ดเงินกระจายไปในทั่วประเทศ 

    “ขอฝากคณะทำงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาการเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน ต้องดำเนินการให้ครอบคลุมและทั่วถึง เนื่องจากระบบที่เป็นลักษณะ “first come, first serve” ทำให้ยังมีกลุ่มเปราะบางจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิได้ ต้องรวบรวมกลุ่มประชาชนที่ตกหล่นจากครั้งแรกกลับมาในเฟสสอง ให้ได้รับการดูแลจากรัฐบาลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอฝากกระทรวงมหาดไทย ประสานความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ลงไปถึงในระดับนายอำเภอ เพื่อช่วยเหลือ แนะนำและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบและใช้สิทธิได้อย่างทั่วถึง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัด “หน่วยเคลื่อนที่ครบวงจร” เพื่อขยายฐานร้านค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และขอให้กระทรวงพาณิชย์ติดตาม กำกับ และดำเนินคดี อย่างเด็ดขาดกับร้านค้าที่ทุจริต รับแลกเงิน หรือขึ้นราคาสินค้า ซึ่งรวมถึงชุดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ขอให้ช่วยในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์โครงการให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น และขอให้ดูแลหน่วยงานในกำกับให้ดำเนินการตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่าย (Front Load) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจ และนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ขอบคุณทางกระทรวงพลังงานที่เร่งพิจารณาแผนงานเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ขอให้เร่งดำเนินการต่อไป และขอให้ทุกกระทรวงบูรณาการร่วมมือกัน

    โอกาสนี้ ที่ประชุมได้รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจครั้งที่ 2 เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568 และรับทราบรายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณา ดังต่อไปนี้

    1. โครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company – AMC) โดยมีเป้าหมายหลักในการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) เพื่อผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ หลุดพ้นจากสถานะการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยเร็ว และมีประวัติการชำระหนี้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต ซึ่งจะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตได้ในระยะยาวต่อไป โดยครั้งนี้ มุ่งแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายที่มีภาระหนี้ NPLs ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยมีจำนวนประมาณ 3.4 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี เป็นภาระหนี้จำนวนประมาณ 122,000 ล้านบาท

    โดยคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบหลักการและแนวทางการดำเนินโครงการฯ และนำเสนอโครงการฯ เพื่อคณะรัฐมนตรีรับทราบหลักการและแนวทางการดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันแนวทางการดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของ AMC ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    2. แนวทาง มาตรการ และโครงการของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้นโยบาย Quick Big Win เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ในการรับมือกับมาตรการภาษี Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ โดยสามารถรักษาตลาดส่งออกไปสหรัฐฯ สกัดปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า เพิ่มการใช้ Local content ตลอดจนป้องกันและปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย กระทรวงพาณิชย์จึงได้จัดทำแนวทางและมาตรการ ได้แก่

    – โครงการเพิ่ม LOCAL CONTENT ไทย เพื่อรองรับการปรับปรุงกฎถิ่นกำเนิดสินค้าใหม่ของสหรัฐฯ และรักษาความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ

    – มาตรการตรวจสอบนิติบุคคล (นอมินี) ทั้งนี้ ปัญหานอมินีส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ แต่การตรวจสอบมีข้อจำกัดต้องการการบูรณาการ เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถที่หน่วยงานต้นทางในการตรวจสอบ

    โดยคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบในหลักการแนวทางการดำเนินการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าและการป้องกันการสวมสิทธิ และเห็นชอบในหลักการมาตรการตรวจสอบนิติบุคคล และมอบหมายกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้ประสานการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ทั้งนี้ ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องตาม “นโยบาย Quick Big Win” ไปแล้วหลายเรื่อง เช่น คนละครึ่ง พลัส และของกระทรวงพาณิชย์ในวันนี้ ที่เป็นการดำเนินการในเสาที่ 1 คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ เรื่อง มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน ซึ่งอยู่ในเสาที่ 2 คือ การลดภาระประชาชน และมาตรการส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งอยู่ในเสาที่ 5 คือ การลงทุนเพื่ออนาคต โดยนายกรัฐมนตรีได้ขอให้รองนายกฯ เอกนิติแถลงข่าวความคืบหน้าในการดำเนินการ “นโยบาย Quick Big Win” ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา รวมถึงสิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไปให้ประชาชนทราบด้วย

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101828


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/437749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K5kIUvsXye7hNrmH-Gjdz

  • โรบินสันไลฟ์สไตล์ สนองนโยบายรัฐ เปิดตัวโครงการ “กินดี มีคืน” ผนึกกำลังร้านอาหารกว่า 800 ร้าน หนุนเศรษฐกิจเติบโต ชวนคนไทยลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ

    โรบินสันไลฟ์สไตล์ สนองนโยบายรัฐ เปิดตัวโครงการ “กินดี มีคืน” ผนึกกำลังร้านอาหารกว่า 800 ร้าน หนุนเศรษฐกิจเติบโต ชวนคนไทยลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ

    โรบินสันไลฟ์สไตล์ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขานรับนโยบายภาครัฐผ่านมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในโครงการเที่ยวดี มีคืน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี 2568 เปิดตัวกิจกรรมใหม่ล่าสุด “โรบินสันไลฟ์สไตล์ กินดี มีคืน” เพื่อตอกย้ำเป้าหมายในการเป็น ศูนย์กลางชีวิตของทุกคน หรือ Central to Life มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนออกเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่ายภายในประเทศ พร้อมเชิญชวนใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 30,000 บาทเมื่อใช้บริการร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายในศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค. 68 – 15 ธ.ค.68 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ชุมชนทั้งในเมืองรองและเมืองหลักทั่วไทย

    โครงการเที่ยวดี มีคืนของรัฐบาลเป็นมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว อาทิ ค่าที่พัก โรงแรม โฮมสเตย์ หรือค่าอาหารจากร้านที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจริง โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มพื้นที่ ได้แก่เมืองรองและเมืองหลักซึ่งโรบินสันไลฟ์สไตล์ มีสาขาบริการครอบคลุม ดังนี้

    • สาขาเมืองรอง สามารถหักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า สูงสุด 30,000 บาท ได้แก่ สาขากำแพงเพชร ชัยภูมิ ตรัง แม่สอด นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ราชบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี สุรินทร์ และสกลนคร
    • สาขาเมืองหลักสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า สูงสุด 20,000 บาท ได้แก่ สาขาลาดกระบัง ราชพฤกษ์      ศรีสมาน สมุทรปราการ สระบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ชลบุรี บ่อวิน ฉะเชิงเทรา บ้านฉาง ฉลอง และถลาง

    โดยโรบินสันไลฟ์สไตล์ ร่วมกับพันธมิตรร้านอาหารแบรนด์ดังยอดนิยมในศูนย์การค้าทั่วประเทศกว่า 800 ร้าน จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เปิดตัวกิจกรรม “โรบินสันไลฟ์สไตล์ กินดี มีคืน” โดยมีร้านเข้าร่วม อาทิ แหลมเจริญซีฟู้ด, MK, Yayoi, The Pizza Company, Bonchon, Sizzler, Swensen’s, GAGA, Shabushi, Oishi Ramen, KFC, Pepper Lunch, Starbucks, S&P, Fuji, Chester’s, Santa Fe, Bar B Q Plaza, Sushiro, Salad Factory, Mister Donut, The Alley, Yoguruto และ ปังสยาม เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้อย่างคุ้มค่าในทุกมื้ออาหาร และสัมผัสประสบการณ์แห่งความอร่อย พร้อมส่งต่อความคึกคักให้เศรษฐกิจไทยทั่วทุกภูมิภาค ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิ์สามารถขอใบกำกับภาษีจากร้านค้าภายในศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อใช้ประกอบการยื่นลดหย่อนภาษีได้

    ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคใดของประเทศ โรบินสันไลฟ์สไตล์ในฐานะศูนย์การค้าชั้นนำมีสาขาครอบคลุม ทั้งในเมืองรองและเมืองหลักเรามุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยเป้าหมายการเป็น ศูนย์กลางชีวิตของทุกคน หรือ Central to Life พร้อมขานรับนโยบายของรัฐบาลและเปิดตัว “โรบินสันไลฟ์สไตล์ กินดี มีคืน” ส่งเสริมกิจกรรมการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีอย่างคุ้มค่า

    โรบินสันไลฟ์สไตล์ ขอเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในกิจกรรม “โรบินสันไลฟ์สไตล์ กินดี มีคืน” เพื่อสัมผัสประสบการณ์การกิน–ช้อป–ท่องเที่ยวสุดคุ้ม พร้อมมีส่วนร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนตลอดช่วงปลายปีนี้ โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้ที่ร้านอาหารภายในศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 68 – 15 ธ.ค.68

    ติดตามข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมใหม่ ของศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ผ่านทาง Facebook Page: Robinson Lifestyle (https://www.facebook.com/RobinsonLifestyleMall)

    #โรบินสันไลฟ์สไตล์ #RobinsonLifestyle #เที่ยวดีมีคืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1545314&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e2vILBiDS_2v5iewy44JD

  • จีนขึ้นภาษีทองคำ!! คนมีของเอาไงต่อ!? – InterGold

    จีนขึ้นภาษีทองคำ!! คนมีของเอาไงต่อ!? – InterGold

    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 22.44 น.

    สัญญาณ ทองคำพักฐานยาวกรอบ $200 เหรียญ

    .

    ———————————————————————————————————————–

    .

    ภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยการปฏิวัติเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีต ที่ซึ่งระบบนิเวศและวิธีการบริหารจัดการของรัฐจะถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังเป็นผู้นำตลาด ธุรกิจแบบดั้งเดิมจำนวนมากกำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันและอาจถึงจุดสิ้นสุด นอกจากนี้ ความซับซ้อนของเศรษฐกิจโลกยังถูกซ้ำเติมด้วยความอ่อนแอทางการเมืองในประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งการเมืองที่มีความเข้มข้นสูงระหว่างฝ่ายซ้ายและขวาจัดได้นำไปสู่การหยุดชะงักของรัฐบาล (Government Shutdown) เป็นระยะเวลานานเกือบทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงเช่นนี้มักเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในระยะยาว

    .

    ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวสำคัญหลายประเด็นที่ส่งผลต่อตลาด โดยคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ส่งสัญญาณว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีกสองครั้งในปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับการคาดการณ์จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียงสองครั้งเมื่อต้นปี โดย Fed ยังคงติดตามภาวะเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดต่อไป ในขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถดถอย (recession) ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นเวลานานเกินไป ส่วนในเอเชีย จีนได้ประกาศยกเลิกการลดหย่อนภาษีทองคำ 13% ซึ่งหมายความว่าผู้ซื้อทองคำจะต้องเสียภาษีเต็มอัตรา การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีนี้มีแนวโน้มที่จะลดปริมาณการทำธุรกรรมทองคำทั้งการซื้อและการขาย และทำให้การเก็งกำไรทองคำในจีนทำได้ยากขึ้นอย่างมาก

    .

    สำหรับเทคนิคการลงทุนทองคำในสถานการณ์ปัจจุบัน นักลงทุนควรมีทองคำอยู่ในพอร์ตเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ระบบเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสในการสะสมของ (ทยอยซื้อ) โดยโซนราคาที่เหมาะสมสำหรับการเข้าซื้อในช่วงการเคลื่อนไหวแบบไซด์เวย์ (Sideway) คือบริเวณตั้งแต่ต่ำกว่า 4,000 ลงไปจนถึง 3,800 หากพิจารณาจากราคาทองคำไทย โซนสะสมที่สวยงามมากจะอยู่ที่ประมาณ 60,000 บาท และบริเวณ 61,000-61,500 บาท ก็เป็นโซนที่แนะนำให้ทยอยซื้อ เทคนิคการเข้าซื้อที่แนะนำคือการใช้กลยุทธ์แบบ “Time Base” หรือการทยอยซื้ออย่างสม่ำเสมอเมื่อราคาเข้าสู่โซนที่เรากำหนด วิธีนี้เป็นการกระจายความเสี่ยง และช่วยให้ได้ราคาถัวเฉลี่ยที่ดีโดยไม่ต้องพยายามจับจังหวะราคาต่ำที่สุด คาดว่าช่วงเวลาการปรับฐานเพื่อเก็บของอาจใช้เวลาประมาณสามเดือน และราคาทองคำอาจเริ่มวิ่งขึ้นไปสู่ระดับ 70,000 บาทได้อีกครั้งในช่วงเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ปีหน้า

    .

    รับชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/gFYfbEWGKOc 

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold  

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-03-11-25/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3x05EmeAW5ZKZLQddF7jZI