Category: เศรษฐกิจ

  • มาแน่ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 !  ช่วยกลุ่มตกหล่น ปลาย ธ.ค.นี้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    มาแน่ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ! ช่วยกลุ่มตกหล่น ปลาย ธ.ค.นี้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lWWerhhbIOriz24jQD3ZA

  • วิดีโอพิเศษ | สีจิ้นผิง: “ตั้งตารอพบกันที่เซินเจิ้นในปีหน้า”

    วิดีโอพิเศษ | สีจิ้นผิง: “ตั้งตารอพบกันที่เซินเจิ้นในปีหน้า”

    เช้าวันที่ 1 พฤศจิกายนตามเวลาท้องถิ่น ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าร่วมพิธีส่งมอบเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ครั้งที่ 32 พร้อมประกาศว่า จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่ 33 ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2026 ที่ เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง

    ประธานาธิบดี สีฯ เน้นย้ำว่า เอเปคเป็นกลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก และได้มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตและความมั่งคั่งของภูมิภาค การสร้าง “ประชาคมเอเชีย–แปซิฟิกที่มีอนาคตร่วมกัน” ถือเป็นหนทางสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเป็นเป้าหมายร่วมของทุกประเทศ

    จีนจะใช้โอกาสการเป็นเจ้าภาพเอเปคในปี 2026 นี้ เป็นเวทีในการร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก โดยเฉพาะในด้าน เขตการค้าเสรีเอเชีย–แปซิฟิก (FTAAP) การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน (Connectivity) เศรษฐกิจดิจิทัล และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมพลังและมอบโอกาสใหม่ให้แก่ประชาชนในภูมิภาค

    ประธานาธิบดี สีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมืองเซินเจิ้น ตั้งอยู่บนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ แต่ในเวลาไม่กี่ทศวรรษได้กลายเป็นมหานครนานาชาติสมัยใหม่ ซึ่งเป็น “ปาฏิหาริย์แห่งการพัฒนา” ของจีน และเป็นหน้าต่างสำคัญที่สะท้อนนโยบาย “เปิดกว้างเพื่อความร่วมมือและผลประโยชน์ร่วมกัน” ของประเทศ

    เขาได้กล่าวเชิญชวนว่า “ตั้งตารอให้ทุกฝ่ายได้มาพบกันที่เซินเจิ้นในปีหน้า เพื่อหารือแนวทางพัฒนาเอเชีย–แปซิฟิกร่วมกัน และร่วมสร้างอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นสำหรับภูมิภาคของเรา”

    ผู้นำจากเศรษฐกิจต่าง ๆ ในเอเปคได้แสดงการสนับสนุนจีนในฐานะเจ้าภาพปี 2026 และเห็นพ้องกับแนวคิดของจีนในการจัดการประชุม โดยคาดหวังว่า “ปีแห่งจีน” ของเอเปคจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และช่วยส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาค ตลอดจนการเติบโตและความรุ่งเรืองร่วมกัน

    ข้อเสนอแนะ/ข้อคิดเห็น สคต. เฉิงตู 

    โอกาสของประเทศไทยจากการประชุมเอเปคที่เซินเจิ้น (2026)

    1. ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI เซินเจิ้นเป็น “หุบเขาซิลิคอนแห่งจีน” การที่เอเปคจัดประชุมที่นี่ จะเปิดโอกาสให้ไทยขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การลงทุนในสตาร์ทอัพ และนวัตกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะในด้าน AI, FinTech, Smart Manufacturing และ Green Tech
    2. ยกระดับความเชื่อมโยงด้านการค้าและโลจิสติกส์ (Connectivity & Supply Chain) โครงการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค เช่น เส้นทางขนส่ง New International Land-Sea Trade Corridor ซึ่งเชื่อมจีนตะวันตกกับอาเซียนผ่านไทยและลาวจะยิ่งมีบทบาทสำคัญ ไทยสามารถใช้โอกาสนี้เป็น “จุดศูนย์กลางการกระจายสินค้า” ไปยังตลาดจีนตอนใน
    3. ผลักดันสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูงของไทย เซินเจิ้นเป็นศูนย์กลางนำเข้าอาหาร ผลไม้ และสินค้าเกษตรพรีเมียมจากทั่วโลก ไทยสามารถใช้เวทีเอเปคผลักดันแบรนด์ “Premium Thai” โดยเฉพาะผลไม้ไทย เครื่องดื่มสุขภาพ และอาหารฮาลาลคุณภาพสูง
    4. ขยายความร่วมมือในมิติ ESG และ Green Finance จีนให้ความสำคัญอย่างมากกับการเติบโตสีเขียว (Green Growth) การประชุมที่เซินเจิ้นจะเน้นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ไทยจึงมีโอกาสเข้าร่วมในโครงการความร่วมมือด้าน ESG Finance Circular Economy และพลังงานสะอาด
    5. เสริมบทบาท Soft Power ไทยในเวทีภูมิภาค ในฐานะประเทศสมาชิกเอเปคที่มีจุดแข็งด้านอาหาร วัฒนธรรม และบริการสร้างสรรค์ ไทยสามารถใช้โอกาสนี้ขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมผ่านการจัดกิจกรรม “Thai Festival” “Thai Select Cuisine” และการส่งเสริม Creative Economy ร่วมกับเมืองนวัตกรรมของจีน

                              —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    พฤศจิกายน 2568

    แหล่งข้อมูล :  CCTV Chinese International

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/rb1u3utmebwvpkegvzzyw4mw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lT5Fxn4WqUMJ0ONokgma1

  • น้ำป่าแม่วงก์หลากท่วมลาดยาว ลามเข้าเขตเศรษฐกิจ ประกาศงดลอยกระทง! | เดลินิวส์

    น้ำป่าแม่วงก์หลากท่วมลาดยาว ลามเข้าเขตเศรษฐกิจ ประกาศงดลอยกระทง! | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 พ.ย. จากกรณีที่เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำเทือกเขาแม่วงก์ ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมเขตอำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่กลางดึกที่ผ่านมา โดยเฉพาะถนนสายลาดยาว–แม่วงก์ ช่วงหน้าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอลาดยาวต่อเนื่องถึงสำนักงานเทศบาลตำบลลาดยาว ถูกน้ำท่วมเป็นระยะทางกว่า 800 เมตร ระดับน้ำบางจุดสูงกว่า 50 เซนติเมตร เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปิดการจราจรบางส่วน ติดตั้งป้ายเตือนน้ำท่วม วางแนวกั้นกระสอบทราย และเดินเครื่องสูบน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะลักเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ

    ล่าสุดช่วงเย็นที่ผ่านมามวลน้ำได้หลากเข้าสู่พื้นที่ตลาดลาดยาว ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญของอำเภอ ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรง แต่ชาวบ้านและผู้ประกอบการต่างช่วยกันนำกระสอบทรายมากั้นหน้าบ้านและหน้าร้านเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะลักเข้าภายใน ขณะเดียวกันหลายครัวเรือนได้เคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัย

    ส่วนบริเวณถนนสายหลักด้านหน้าที่ว่าการอำเภอลาดยาวและสถานีตำรวจภูธรลาดยาว มีน้ำท่วมขังสูงประมาณ 15–20 เซนติเมตร กินพื้นที่หนึ่งช่องทางการจราจรทำให้การสัญจรเป็นไปอย่างช้า เจ้าหน้าที่จึงนำป้ายแจ้งเตือนและกรวยยางมาตั้งเพื่ออำนวยความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน

    ด้านเทศบาลตำบลลาดยาวได้จัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยลงพื้นที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในหลายจุด โดยเฉพาะพื้นที่ตลาดและจุดลุ่มต่ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ พร้อมจัดเวรเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำเพิ่มสูงและขยายวงกว้างมากขึ้น

    โดยคาดว่าหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติมในช่วง 1–2 วันนี้ สถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลจะเริ่มทรงตัวและค่อยๆ ลดระดับลง แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงจับตาใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงหากเกิดฝนตกซ้ำในพื้นที่ตอนบนของอำเภอแม่วงก์อีกครั้ง

    ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า ทางเทศบาลตำบลลาดยาวได้มีมติประกาศยกเลิกการจัดงานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากหลายพื้นที่มีระดับน้ำสูงและกระแสน้ำแรง เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จึงขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ให้หลีกเลี่ยงการลอยกระทงหรือทำกิจกรรมใกล้แหล่งน้ำในช่วงนี้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5270506/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_9-V7ifEgE272WRpjKOkc

  • 1 เดือน ‘รัฐบาลอนุทิน’ โยกย้ายข้าราชการ  หวังตอบโจทย์ผลงาน-เร่งนโยบายเศรษฐกิจ

    1 เดือน ‘รัฐบาลอนุทิน’ โยกย้ายข้าราชการ หวังตอบโจทย์ผลงาน-เร่งนโยบายเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    05 พ.ย. 2025 เวลา 6:02 น.

    รัฐบาลอนุทินโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเศรษฐกิจหลายแห่งในช่วงเดือนแรก เพื่อเร่งรัดนโยบาย และสร้างผลงาน

    • รัฐบาลอนุทินโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเศรษฐกิจหลายแห่งในช่วงเดือนแรก เพื่อเร่งรัดนโยบาย และสร้างผลงาน
    • มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญในกระทรวงการคลัง, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.), และกระทรวงแรงงาน
    • การย้ายนายดนุชา พิชยนันท์ กลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศช. มีเป้าหมายหลักเพื่อขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย

    การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวง และหน่วยงานสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนให้แผน และนโยบายการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลประสบความสำเร็จ

    ช่วงการบริหารประเทศของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในช่วง 1 เดือนเศษที่ผ่านมา มีการโอน โยกย้ายข้าราชการในกระทรวง หน่วยงานเศรษฐกิจ หลายตำแหน่งเริ่มจากวันที่ 7 ต.ค.2568 มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงการคลัง 7 ตำแหน่ง ได้แก่ 

    นางสาวกุลยา ตันติเตมิท จากอธิบดีกรมศุลกากร เป็นอธิบดีกรมสรรพากร 

    นายปิ่นสาย สุรัสวดี จากอธิบดีกรมสรรพากร เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง 

    นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ จากผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นอธิบดีกรมศุลกากร 

    นายอัครุตม์ สนธยานนท์ จากรองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมธนารักษ์

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล จากผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) 

    นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ จากที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง 

    นายพนิต ธีรภาพวงศ์ จากที่ปรึกษากฎหมาย เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง

    ล่าสุด วันที่ 4 พ.ย.2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการอนุมัติโอนย้ายข้าราชการระดับสูงในหน่วยงานสำคัญอย่างสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และกระทรวงแรงงาน

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ 

    รับโอน นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สศช. และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร.เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป 

    นอกจากนั้น ครม.เห็นชอบโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของ สศช.เสนอ

    รับโอน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศช. สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    1 เดือน ‘รัฐบาลอนุทิน’ โยกย้ายข้าราชการ  หวังตอบโจทย์ผลงาน-เร่งนโยบายเศรษฐกิจ

    โยกย้ายแรงงาน 3 ตำแหน่ง

    นอกจากนั้น ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 3 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน และทดแทนตำแหน่งที่จะว่างลง โดยนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ได้แก่

    1.นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการจัดหางาน

    2.นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงแรงงาน

    3.นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม

    นอกจากนี้ ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ พิจารณาอนุมัติบรรจุ และแต่งตั้ง นางสาวสุภัค ไชยวรรณ ผู้ไปปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรีกลับเข้ารับราชการให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2568 เป็นต้นไป

    โอน “ดนุชา” กลับเดินหน้าแผนเข้า OECD 

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงโดยการโอนย้ายนายดนุชา จากเลขาธิการ สทนช.กลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศช.นั้นเนื่องมาจากมีงานที่ สศช.จะต้องดำเนินการต่อเนื่องในการขับเคลื่อนให้ไทยเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะต้องเข้าเป็นสมาชิกตามกรอบระยะเวลาในปี 2030 

    ทั้งนี้ นายดนุชาได้มีบทบาทในการทำเรื่องนี้มาต่อเนื่อง และนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญอย่างมากกับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในหลายๆ ด้านในระดับสากล และช่วยให้ประเทศไทยนั้นได้รับการยอมรับมากขึ้นทั้งในด้านการค้า และการลงทุน

    รวมทั้งการเข้าเป็นสมาชิก OECD นั้นมีขั้นตอนที่รัฐบาลต้องดำเนินการต่ออีกมาก รวมทั้งการขอเสียงสนับสนุนจากนานาประเทศ ซึ่งการที่นายดนุชากลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศช.นั้นจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้สำเร็จตามเป้าหมายของประเทศไทยที่กำหนดไว้

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า การโอนย้ายนายดนุชาในการกลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศช.นั้นนายกรัฐมนตรีมองว่าเป็นการใช้คนที่เหมาะกับงาน และถูกฝาถูกตัว

     เนื่องจากงานของรัฐบาลมีหลายเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนผ่านนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งนายดนุชาถือว่ามีประสบการณ์ในการเป็นเลขาธิการ สศช.มาเป็นระยะเวลานาน และสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการกลับเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้ยังมีภารกิจที่จะมาสานต่อ เช่น การทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ที่มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2569 

    นอกจากนั้นยังมีเรื่องการจัดทำแผนงบประมาณระยะปานกลาง ที่มุ่งเน้นลดการขาดดุลงบประมาณ และการสร้างเสถียรภาพการคลังระยะยาวมากขึ้น รวมทั้งการจัดทำกรอบงบประมาณปี 2570 ที่ต้องมีการร่วมกันทำระหว่าง 4 หน่วยงาน ทั้ง สศช. สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ที่จะร่วมกันจัดทำในส่วนนี้ ซึ่งนายดนุชา จะได้กลับเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแผนระดับประเทศในส่วนนี้ด้วย

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1206196&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G65rzX_IQAPLg2nqADKyQ

  • ‘ยาดม’ ธุรกิจที่หอมข้ามยุค กับเศรษฐกิจความเครียดของคนไทย

    ‘ยาดม’ ธุรกิจที่หอมข้ามยุค กับเศรษฐกิจความเครียดของคนไทย

    ไม่ว่าจะอยู่บนรถไฟฟ้า ในออฟฟิศ หรือระหว่างติดไฟแดงกลางกรุง ภาพคนหยิบยาดมขึ้นมาดมเหมือนเป็นพิธีกรรมเล็กๆ ของชีวิตประจำวัน ดูจะกลายเป็นสิ่งคุ้นตาในทุกยุคทุกสมัยของคนไทย

    ‘ยาดม’ คือสิ่งของเล็กๆ ที่ไม่เคยหลุดจากกระเป๋าคนไทยมานานหลาย 10 ปี และในยุคที่ทุกคนพูดถึง Wellness หรือการดูแลใจ ยาดมกลับกลายเป็นสินค้าพื้นบ้านที่สอดคล้องกับเทรนด์โลกอย่างน่าประหลาด

    แต่เบื้องหลังของกลิ่นหอมปลุกสติ แก้วิงเวียนนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องสุขภาพหรือความเคยชิน มันคือธุรกิจขนาดใหญ่ที่อยู่รอดจากการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย และยังสะท้อนสภาพจิตใจของสังคมไทยได้อย่างเฉียบคม

    ตลาดเล็กที่ไม่เล็ก

    แม้ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการที่รวมเฉพาะตลาด ‘ยาดม’ แต่จากผลการสำรวจของ AC Nielsen ตลาดยาดมไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3,300 ล้านบาทต่อปี และประชากร 70 ล้านคนใช้ยาดมอย่างน้อย 10% และใน 1 เดือนใช้อย่างน้อย 2 หลอด

    และจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยว่า ตลาดของผลิตภัณฑ์สมุนไพรในประเทศไทยในปี 2566 มีมูลค่าสูงถึง 56,940 ล้านบาท สำหรับมูลค่าการส่งออกปี 2566 พืชสมุนไพรมีมูลค่า 483.73 ล้านบาท และสารสกัดสมุนไพรมีมูลค่า 382.16 ล้านบาท และยาดมคิดเป็นส่วนสำคัญของตลาดนั้น

    จากเดิมที่เคยเป็นสินค้าของคนรุ่นพ่อแม่ ยาดมรีแบรนด์ตัวเองสู่สินค้ารุ่นใหม่ ทั้งในแง่ดีไซน์ การสื่อสาร และการเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์คนเมือง เช่น แบรนด์โป๊ยเซียน หงส์ไทย เซียงเพียวอิ๊ว เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ และเฌอเอม ต่างปรับตัวด้วยการเพิ่มรูปแบบใหม่ๆ ตั้งแต่ยาดมหลอดดีไซน์มินิมอล ไปจนถึงสเปรย์อโรมาที่พกพาได้ง่าย

    ตลาดใหม่ของกลิ่นหอม

    หากมองลึกลงไปในตลาดยาดมยุคนี้จะพบว่า ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยแบรนด์ใหญ่เพียงไม่กี่รายอีกต่อไป แต่ยังมีผู้เล่นรุ่นใหม่ที่เข้ามาสร้างสีสันและตีความยาดมในแบบร่วมสมัยมากขึ้น ตั้งแต่แบรนด์ออนไลน์เล็กๆ ที่ขายผ่าน Instagram และ TikTok ด้วยแพ็กเกจจิงน่ารัก เน้นจับกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มองว่ายาดมคือของใช้คู่ใจ ไปจนถึงแบรนด์ที่พัฒนาเป็น Wellness Gadget ผสมความเป็นอโรมาและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เช่น Diffuser พกพา หรือ Car Aroma Stick ที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองโดยเฉพาะ

    กระแสนี้สะท้อนผ่านช่องทางออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee หรือ Lazada มีสินค้ากลุ่มยาดมและอโรมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งในเชิงจำนวนร้านค้าและยอดสั่งซื้อ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดนี้ยังขยายได้อีกมาก จากสินค้าพื้นบ้านสู่ Emotional Product ที่ตอบโจทย์ยุคสังคมเร่งรีบ

    ยาดมจึงไม่ใช่ตลาดเก่าที่หยุดนิ่ง แต่คือพื้นที่ที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ใช้ความเข้าใจอารมณ์คน มากกว่าการเข้าใจตลาด เพื่อสร้างของใช้เล็กๆ ที่ช่วยปลอบประโลมใจคนรุ่นนี้ได้จริง

    ยาดมกับอัตลักษณ์ความเป็นไทย

    หากต้องเลือกสิ่งหนึ่งที่อธิบายความเป็นไทยได้โดยไม่ต้องพูดมาก ยาดมคงเป็นหนึ่งในนั้น และอยู่ในทุกบริบทของอารมณ์ ใช้ดมตอนเป็นลม ตอนเครียด ตอนเบื่อ หรือแม้กระทั่งตอน ‘เหนื่อยกับชีวิต’

    ในโลกออนไลน์ ยาดมยังกลายเป็น มีมวัฒนธรรม มีทั้งภาพตลก ‘ยาดมคือกำลังใจ’ หรือ ‘ดมเพื่อสติไม่หลุดตอนประชุม’ ความเป็นวัฒนธรรมร่วมนี้เอง ทำให้ยาดมไม่ใช่แค่ของใช้ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนไทยในสภาวะเหนื่อยล้าแบบถาวร

    ทำให้หลายคนมองว่า ในสังคมที่ทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา ยาดมคือการพักหายใจระหว่างทาง

    กลิ่นของการรีแบรนด์

    เมื่อก่อนยาดมคือสินค้าสำหรับ ‘คนเป็นลม’ แต่ในยุคนี้มันถูกวางใหม่ให้เป็นสินค้าสำหรับ ‘คนเป็นมนุษย์’ คือทุกคนที่ต้องการความผ่อนคลาย ความตื่นตัว หรือแค่ความรู้สึกว่าควบคุมชีวิตได้

    แบรนด์รุ่นใหม่เริ่มหันมาใช้ดีไซน์และกลิ่นเป็นอาวุธทางการตลาด บางแบรนด์เลือกใช้แพ็กเกจแบบมินิมอล ดูคล้ายแบรนด์อโรมา บางรายจับมือกับศิลปินหรือดีไซเนอร์รุ่นใหม่ สร้าง Limited Edition ขณะที่แบรนด์ใหญ่ เช่น เซียงเพียวอิ๊ว เริ่มแตกไลน์สู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เช่น ยาดมดีไซน์เรียบ ขนาดเล็กพกพาง่าย ขายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ

    จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ยาดมกลายเป็นแฟชั่นเล็กๆ ที่ถือได้อย่างไม่ต้องอาย และนั่นทำให้ธุรกิจนี้ไม่เพียงอยู่รอด แต่หอมฟุ้งกว่าเดิม

    ยาดมกับเศรษฐกิจความเครียด

    เบื้องหลังความนิยมของยาดม อาจบอกได้ว่าเป็นอาการของสังคมยุคใหม่ จากข้อมูลของ SCB EIC รายงานว่า ตอนนี้ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของคนไทยสูงกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเป็นชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยที่ไต่ระดับสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2020 

    โดยในปี 2024 คนไทยทำงานเฉลี่ยถึง 43.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็นการทำงานเฉลี่ยราว 8 ชั่วโมง 36 นาทีต่อวัน หรืออาจมากกว่านั้น ซึ่งเมื่อทำงานมาก สิ่งที่ตามมาก็คือความเครียดในที่ทำงาน และความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นทุกปี

    และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยรายงานสุขภาพปี 2568 ว่า คนไทย 13.4 ล้านคนมีปัญหาสุขภาพจิต และมีการวินิจฉัยและติดตามผู้ป่วยซึมเศร้า วิตกกังวล และความเครียดเรื้อรัง เพิ่มขึ้นต่อเนื่องใน 5 ปีที่ผ่านมา

    เมื่อคนจำนวนมากต้องเผชิญความเครียดสะสม สิ่งเล็กๆ อย่างยาดมจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบำบัดฉุกเฉิน ให้ความรู้สึกผ่อนคลายภายในไม่กี่วินาที เป็น Instant Comfort ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีใดๆ และยิ่งสังคมเครียดมากเท่าไร ยาดมก็ยิ่งขายดีมากขึ้นเท่านั้น

    จากสมุนไพรสู่ Soft Power

    การที่ยาดมเริ่มถูกพูดถึงในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดเอเชียและยุโรป แสดงให้เห็นว่ายาดมไม่ได้เป็นแค่สินค้าพื้นบ้านอีกต่อไป แบรนด์ไทยหลายรายเริ่มวางตำแหน่งยาดมไทยเป็น Thai Wellness Product ชูจุดขายเรื่องสมุนไพรธรรมชาติ กลิ่นยูคาลิปตัส พิมเสน การบรรเทาความเครียด และเริ่มบุกตลาดในช่องทางใหม่ เช่น Duty Free, Health Store หรืออีคอมเมิร์ซต่างประเทศ

    ยาดมจึงมีศักยภาพจะกลายเป็นซฟต์พาวเวอร์แบบไทยๆ ที่ทั่วโลกหันมามองเอเชียผ่านวัฒนธรรมการบำบัดและสมดุลชีวิต เหมือนที่ญี่ปุ่นมีแพตช์มินต์ หรือเกาหลีมีแบรนด์เครื่องสำอาง ประเทศไทยก็มียาดมที่เป็นเอกลักษณ์ของการดูแลใจในแบบไทย

    อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยาดมในไทยคือภาพสะท้อนของสังคมที่พยายามหาวิธีหายใจในโลกที่เร่งรีบ ที่อยู่รอดเพราะเข้าใจอารมณ์ของคนมากกว่าเข้าใจตลาด และในวันที่โลกพูดถึง Wellness, Calm, Slow Life ยาดมไทยอาจไม่ใช่แค่ของใช้คู่บ้านอีกต่อไป แต่เป็นซอฟต์พาวเวอร์แบบกลิ่นที่บอกว่า ประเทศไทยไม่ได้ขายแค่ท่องเที่ยวหรืออาหาร แต่ยังขายวิธีปลอบใจตัวเองที่ไม่เหมือนใคร

    ที่มา:

    Tags: , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/business-herbal-inhaler/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zMopum4e4Uhzoc2hhUZEH

  • ครม.อนุทินโยกย้ายข้าราชการจัดวางทีมเศรษฐกิจขับเคลื่อนนโยบาย

    ครม.อนุทินโยกย้ายข้าราชการจัดวางทีมเศรษฐกิจขับเคลื่อนนโยบาย

    ครม.อนุทินโยกย้ายข้าราชการจัดวางทีมเศรษฐกิจขับเคลื่อนนโยบาย

    รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีการปรับโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในหลายกระทรวงและหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญตลอดเดือนตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน 2568 เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่

    เริ่มจากวันที่ 7 ตุลาคม 2568กระทรวงการคลังมีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงรวม7 ตำแหน่ง ได้แก่

    • น.ส.กุลยา ตันติเตมิท จากอธิบดีกรมศุลกากร เป็นอธิบดีกรมสรรพากร
    • นายปิ่นสาย สุรัสวดี จากอธิบดีกรมสรรพากร เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง
    • นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ จากผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดีกรมศุลกากร
    • นายอัครุตม์ สนธยานนท์ จากรองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมธนารักษ์
    • นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุลจากผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)
    • นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ จากที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
    • นายพนิต ธีรภาพวงศ์ จากที่ปรึกษากฎหมาย เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง

    ครม.อนุทินโยกย้ายข้าราชการจัดวางทีมเศรษฐกิจขับเคลื่อนนโยบาย

    ต่อมาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโอนย้ายข้าราชการระดับสูงเพิ่มเติมในหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และกระทรวงแรงงาน

    โดยมีรายละเอียดดังนี้

    รับโอน น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ จากเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร.
    รับโอน นายดนุชา พิชยนันท์ จากเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สศช.เพื่อสานต่อภารกิจเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศ

    ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง 3 ราย ได้แก่

    1.นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นอธิบดีกรมการจัดหางาน
    2.นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน
    3.น.ส.กาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม

    พร้อมกันนั้น ครม.ยังเห็นชอบให้ น.ส.สุภัค ไชยวรรณกลับเข้ารับราชการเป็นที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) ประจำสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

    ครม.อนุทินโยกย้ายข้าราชการจัดวางทีมเศรษฐกิจขับเคลื่อนนโยบาย

    ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การโอนย้ายนายดนุชากลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สศช. มีเป้าหมายเพื่อให้การดำเนินงานด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี2030เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ นายดนุชาเคยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันแผนเข้าเป็นสมาชิก OECD และเป็นผู้จัดทำ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่จะเสร็จในปี 2569 ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็น “คนที่เหมาะกับงาน” มีความเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจและสามารถประสานงานกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศได้ดี

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องการใช้บุคลากรที่มีประสบการณ์ตรงเพื่อสานต่อภารกิจด้านเศรษฐกิจมหภาค เช่น การจัดทำกรอบงบประมาณระยะปานกลาง การลดการขาดดุลงบประมาณ และการสร้างเสถียรภาพทางการคลังร่วมกับ สศช.,สำนักงบประมาณ,ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)และ กระทรวงการคลัง

    การปรับโยกย้ายครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการจัดวาง “ทีมเทคนิคเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลอนุทิน เพื่อเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว ทั้งในระดับภายในประเทศและการยกระดับมาตรฐานสู่เวทีสากล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732942&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07RWDgNzVQbeb_E0ez3ln_

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะทูตสหภาพยุโรป ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และประเทศในเขตเชงเกนประจำประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะทูตสหภาพยุโรป ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และประเทศในเขตเชงเกนประจำประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะทูตสหภาพยุโรป ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และประเทศในเขตเชงเกนประจำประเทศไทย

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะทูตสหภาพยุโรป ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และประเทศในเขตเชงเกนประจำประเทศไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 4 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 4 พ.ย. 2568

    | 133 view

    เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับอุปทูตฯ คณะผู้แทนสหภาพยุโรป และเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและเขตเชงเกนประจำประเทศไทย (รวม 21 ประเทศ) ที่กระทรวงฯ

    ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคง เช่น อาชญากรรมไซเบอร์ และการหลอกลวงออนไลน์ รวมทั้งประเด็นในภูมิภาค เช่น สถานการณ์ไทย – กัมพูชา การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมา และความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรป โดยรัฐมนตรีฯ ย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยผ่านการการทูตเชิงรุก อาทิ การเจรจา FTA ไทย – สหภาพยุโรป และการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD)

    ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์โลกปัจจุบัน โดยต่างย้ำความสำคัญของระบบพหุภาคีและระเบียบระหว่างประเทศบนพื้นฐานของกฎกติกา นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ ได้สรุปสาระสำคัญจากการเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงกิจกรรมที่สำคัญในห้วงดังกล่าว โดยเฉพาะการลงนามถ้อยแถลง (Joint Declaration) ผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อย้ำเจตนารมณ์ในการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงไทย – กัมพูชา ซึ่งคณะทูตฯ แสดงการสนับสนุนอย่างเต็มที่

    การพบหารือครั้งนี้เป็นโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายได้ทบทวนผลการดำเนินการในช่วงการครบรอบ 1 ปี ตั้งแต่กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านไทย – สหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้ไปพลางก่อน และแสดงความพร้อมที่จะต่อยอดกิจกรรมและแสวงหาความร่วมมือระหว่างกันในมิติใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไป


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/fm-meets-eu-schengen-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fNPSw2IreRA9zK9hMat1E

  • สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการบรรยายสรุปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแก่คณะทูตและองค์การระหว่างประเทศ เรื่อง ผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการบรรยายสรุปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแก่คณะทูตและองค์การระหว่างประเทศ เรื่อง ผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการบรรยายสรุปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแก่คณะทูตและองค์การระหว่างประเทศ เรื่อง ผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32

    วันที่นำเข้าข้อมูล 4 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 4 พ.ย. 2568

    | 11 view

    สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการบรรยายสรุปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    แก่คณะทูตและองค์การระหว่างประเทศ เรื่อง ผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47
    และสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32

    โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.00 น.
    ณ ห้องแถลงข่าว และทาง Facebook/TIKTOK/Youtube LIVE กระทรวงฯ

    • วัตถุประสงค์ของบรรยายสรุปนี้เพื่อแจ้งให้คณะทูตและองค์การระหว่างประเทศทราบถึงบทบาทของไทยและผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 เมื่อวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ที่เมืองคยองจู สาธาณรัฐเกาหลี ตลอดจนแนวทางการดำเนินการของไทยในระยะต่อไปเพื่อขยายผลและผลักดันประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศ ภูมิภาค และประชาคมระหว่างประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปประกอบด้วยเอกอัครราชทูตหรือผู้แทนจาก 68 ประเทศ 1 องค์กร และ 6 องค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 100 คน

    1. ภาพรวม

    • การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นการประชุมระหว่างประเทศเวทีแรกของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีหลังเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการแนะนำตัวและนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์ของไทยต่อความท้าทายต่าง ๆ ที่ประชาคมโลกกำลังเผชิญ
    • แม้รัฐบาลจะมีระยะเวลาในการทำงานที่จำกัด แต่ก็มีเป้าหมายที่จะวางรากฐานการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในระยะยาว เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย ครอบคลุม และยั่งยืน
    • ประเทศไทยไปเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เพื่อผลักดันผลประโยชน์ของประเทศ แต่ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาคและระดับโลกด้วย เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมดิจิทัล และการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม
    • ดังนั้น กรอบการประชุมระหว่างประเทศระดับภูมิภาคอย่างอาเซียนและเอเปคนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภูมิภาคนิยม (Regionalism) และพหุภาคีนิยม (Multilateralism) ว่าไม่มีประเทศใดจะสามารถแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาคหรือระดับโลกเพียงคนเดียวได้ ซึ่งเป็นการย้ำจุดยืนของไทยที่จะสนับสนุนระบอบพหุภาคี
    • ประเด็นสำคัญที่ไทยผลักดันในทั้งสองเวที ได้แก่
      • ประเด็นสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค ไทยและกัมพูชาได้ลงนามในถ้อยแถลงร่วมฯ (Joint Declaration) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายที่จะยุติความขัดแย้งและฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับมาเป็นปกติ นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่ไทยและอาเซียนให้ความสำคัญอย่างมาก คือ ประเด็นเมียนมา ไทยสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียน โดยคำนึงว่า เมียนมาจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนธันวาคม 2568
      • ประเด็นความมั่นคงของมนุษย์ ไทยให้ความสำคัญกับการขจัดออนไลน์สแกมและอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่และเรื่องสำคัญ โดยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศในเรื่องนี้ (International Conference on Cybercrime) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการป้องกัน การบังคับใช้กฎหมาย การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการสถานการณ์ดังกล่าว โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปลายปีนี้
      • ประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไทยผลักดันความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางไซเบอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสีเขียว

    2. การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง

    • อาเซียนยังคงเป็นเสาหลักของนโยบายการต่างประเทศของไทย และการประชุมครั้งนี้มีเหตุการณ์สำคัญ คือ การรับติมอร์-เลสเตเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวอาเซียน ลำดับที่ 11 อย่างเต็มรูปแบบ
    • ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้นำประเทศคู่เจรจาและภาคีภายนอกที่สำคัญ ๆ หลายประเทศเข้าร่วมด้วย อาทิ สหรัฐฯ จีน อินเดีย (ผ่านทางออนไลน์) ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหภาพยุโรป แคนาดา บราซิล และแอฟริกาใต้ ซึ่งทุกประเทศต่างให้ความสำคัญกับความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN centrality) และพร้อมร่วมมือกับอาเซียนในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึง convening power ที่เปรียบเสมือน “แรง/พลังดึงดูด” ของเวทีอาเซียน ในการขับเคลื่อนการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคและของโลก การปรากฎตัวของผู้นำเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าอาเซียนยังคงมีความสำคัญอยู่
    • การประชุมเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “ยั่งยืนและครอบคลุม” หรือ “Inclusivity and Sustainability” ของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ประเทศไทยได้แสดงบทบาทในฐานะ “ผู้เล่นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และการพัฒนา” โดยได้ผลักดันประเด็นสำคัญ ได้แก่
      • การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ไทยเสนอจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านออนไลน์สแกม โดยข้อริเริ่มของไทยได้รับความสนใจจากหลายประเทศ ทั้งสหรัฐฯ จีน แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย
      • การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและดิจิทัล ไทยเสนอกรอบการเงินเพื่อพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น พร้อมทั้งเร่งรัดการจัดทำกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ซึ่งไทยเป็นประธานการเจรจา
      • การขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ประชุมเห็นชอบข้อริเริ่มความเกื้อกูลระหว่างวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045 กับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของสหประชาชาติ หรือ Complementarities Initiative 2.0 ซึ่งไทยเป็นผู้ยกร่าง
      • การแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5 โรคระบาด และภัยพิบัติทางธรรมชาติ

    3. สัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32

    • การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 มุ่งสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนและครอบคลุม พร้อมสนับสนุนการค้าเสรีภายใต้ระเบียบและกติกาสากล
    • ประเด็นสำคัญที่ไทยผลักดันในเวทีเอเปค ได้แก่
      • การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นประเด็นต่อเนื่องจากการประชุมสุดยอดอาเซียน โดยยืนยันข้อเสนอของไทยที่จะจัดการประชุมระหว่างประเทศในเรื่องนี้ ซึ่งเสนอในการประชุมสุดยอดอาเซียน โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับ Online Scams Information Exchange Forum ภายใต้กรอบเอเปค
      • การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและดิจิทัล รวมถึงความร่วมมือด้านธรรมาภิบาล AI การสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนและครอบคลุม รวมทั้งการต่อยอดเป้าหมายกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เมื่อครั้งไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคเมื่อปี 2565
      • การทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัล การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (ease of doing business) และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
      • การส่งเสริมระบบนิเวศที่เอื้อต่อธุรกิจ ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบการพัฒนาแรงงาน และการขับเคลื่อนนวัตกรรม โดยมุ่งส่งเสริมโครงการนำร่องอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในพื้นที่ต้นแบบ EEC หรือ EEC Sandbox
    • ในการประชุม APEC CEO Summit นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอนโยบาย “Quick Big Wins” ของรัฐบาล ที่มุ่งเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมและยั่งยืน ผ่านการแบ่งเบาหนี้ครัวเรือน การกระตุ้นการใช้จ่าย การเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตร่วมกับบริษัทชั้นนำระดับโลก

    4. การพบหารือทวิภาคี

    • ระหว่างการประชุมทั้งสองกรอบ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พบหารือกับผู้นำและผู้แทนระดับสูงของประเทศและองค์การต่าง ๆ จำนวน 15 ประเทศ 3 องค์การระหว่างประเทศ และอีกกว่า 20 บริษัท อาทิ
      • การพบหารือกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้พบกันตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การปะทะกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นโอกาสให้ฝ่ายไทยได้ย้ำความสำคัญของการแสดงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามออนไลน์สแกม และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ซึ่งขณะนี้ ได้มีการดำเนินการแล้วตามลำดับ ตามที่มีการแถลงโดยโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และเหล่าทัพ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล
      • การพบหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ (1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สำคัญและทำให้ไทยไม่ตกขบวนในห่วงโซ่อุปทานโลกในด้านนี้ และ (2) แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน โดยไทยได้ขอให้สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าที่เป็นคุณแก่ไทย เพื่อให้ภาคเอกชนไทยสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ และตลาดโลกได้ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยินดีที่จะนำไปพิจารณาต่อไป
      • การพบหารือกับประธานาธิบดีจีน โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมสานต่อความร่วมมือในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – จีนในปีนี้ รวมถึงการปราบปรามขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ และยินดีกับการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน หรือ ASEAN China FTA 3.0 ซึ่งเน้นเรื่องเศรษฐกิจอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ ไทยได้ขอบคุณจีนที่มีท่าทีเป็นกลางสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ
      • การพบหารือกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี โดยไทยได้ผลักดันประเด็นการค้า การลงทุน การเร่งรัดการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ไทย – สาธารณรัฐเกาหลี (CEPA) รวมถึงการป้องกันและปราบปรามออนไลน์สแกม และการเพิ่มโควต้าสำหรับแรงงานไทย
    • ในการประชุมทั้งสองกรอบ ประเทศไทยได้ขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของไทยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์ไทย – กัมพูชา การส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับมิตรประเทศต่าง ๆ รวมถึงมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ และจีน ตลอดจนการชักชวนให้ประเทศต่าง ๆ เพิ่มพูนมูลค่าการค้าและการลงทุนกับไทย
    • นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้แสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นข้อห่วงกังวลของประชาคมโลก รวมทั้งได้ยืนยันความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาคมระหว่างประเทศ ที่ตระหนักถึงวิสัยทัศน์และบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทย ถือเป็นการนำไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกได้อย่างดี

    สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/ThaiMFA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/press-briefing-on-fm-dip-corps-briefing%3Fcate%3D67403ea4d0cb7152ab4f9643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cwnbfH0gk-AsMOaqZiMRA

  • เวียดนามตั้งเป้าตลาดค้าปลีกขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 11.5 ต่อปี ภายในปี 2573 เดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ระบบการค้ายุคใหม่

    เวียดนามตั้งเป้าตลาดค้าปลีกขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 11.5 ต่อปี ภายในปี 2573 เดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ระบบการค้ายุคใหม่

    เนื้อข่าว 

    นาย Bui Thanh Son รองนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ได้ลงนามในคำสั่งของนายกรัฐมนตรี (Prime Ministerial Decision) เพื่ออนุมัติยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกของประเทศเวียดนามจนถึงปี 2573 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 (Strategy for the Development of Viet Nam’s Retail Market through 2030, with a Vision towards 2050) โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการปรับโครงสร้างภาคค้าปลีกให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัล และส่งเสริมการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซให้มีบทบาทเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ

    image.png

    ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำหนดเป้าหมายให้อัตราการเติบโตของยอดขายอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละร้อยละ 15–20 โดยภายในปี 2573 มูลค่ายอดขายอีคอมเมิร์ซจะมีสัดส่วนร้อยละ 15–20 ของยอดค้าปลีกสินค้าและบริการเพื่อการบริโภครวม พร้อมตั้งเป้าให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าร่วมในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในสัดส่วนร้อยละ 40–45 นอกจากนี้ เมื่อคำนวณตามมูลค่าราคาปัจจุบัน คาดว่ามูลค่าการค้าปลีกสินค้าและรายได้จากบริการเพื่อการบริโภครวมจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11–11.5 ต่อปี ภายในปี 2573

    ในด้านการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์มุ่งส่งเสริมให้สถานประกอบการทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคค้าปลีก โดยสามารถดำเนินกิจการในรูปแบบและขนาดที่เหมาะสมกับศักยภาพของตน พร้อมจัดตั้งกลุ่มกำลังหลักด้านการจัดจำหน่ายภายในประเทศ (Core Domestic Distribution Force) 
    เพื่อเป็นฐานสำคัญของระบบค้าปลีกในประเทศ โดยจะได้รับการสนับสนุนผ่านมาตรการด้านการเงินและนโยบายที่ดิน นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนากลุ่มวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้านการจัดจำหน่าย (Large Corporations in the Distribution Sector) โดยเฉพาะวิสาหกิจภายในประเทศ รวมถึงวิสาหกิจที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้กำหนดให้ภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด พร้อมสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สหกรณ์ ธุรกิจครัวเรือน และผู้ค้ารายย่อย เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น

    ยุทธศาสตร์ยังมุ่งพัฒนารูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Retail Models) และการค้าปลีกแบบผสมช่องทาง (Omnichannel Retail) ควบคู่กับการค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Retail Formats) โดยส่งเสริมให้ธุรกิจผสานการจำหน่ายสินค้าคงคลังกับกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ของผู้บริโภค พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนในศูนย์การค้าบริการแบบครบวงจร (Comprehensive Commercial-Service Centres) โดยให้ตลาดดั้งเดิม (Traditional Markets) เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับถนนการค้า (Commercial Streets) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความทันสมัยและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมการค้าของเวียดนาม

    ในด้านห่วงโซ่อุปทาน ยุทธศาสตร์ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตและการจัดจำหน่าย (Production–Distribution Linkages) โดยเน้นกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น ผลิตผลทางการเกษตรและอาหาร เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ควบคู่กับการบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเน้นการจัดตั้งระบบกระจายสินค้าจำเป็นที่มีประสิทธิภาพและมั่นคง

    ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงการผลิตและการจัดจำหน่ายอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมให้ห่วงโซ่อุปทานสอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพ (Quality Standards) ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และแนวทางการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally Friendly Practices) รวมถึงการใช้ฉลากสิ่งแวดล้อม (Eco-labelling) เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและสร้างภาพลักษณ์การค้าที่ยั่งยืน

    ในส่วนของการพัฒนาธุรกิจเชิงดิจิทัล ยุทธศาสตร์มุ่งส่งเสริมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและรูปแบบการค้าเชิงดิจิทัล (Digital-based Trading Platforms) เพื่อสร้างความหลากหลายของช่องทางค้าปลีก โดยครอบคลุมการขายผ่านโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ และแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อรองรับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการสร้างตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม แข็งแกร่ง และยั่งยืน (Healthy, Competitive and Sustainable E-commerce Market) โดยส่งเสริมการบริโภคผ่านแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลของภาคธุรกิจ และผลักดันการค้าข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) รวมถึงการค้าในพื้นที่ชายแดน (Border-area E-commerce) เพื่อขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจและยกระดับความเชื่อมโยงทางการค้าของเวียดนามในระดับภูมิภาคและนานาชาติ

     (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 23 ตุลาคม 2568)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกแห่งชาติจนถึงปี 2573 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 เพื่อยกระดับภาคค้าปลีกให้ทันสมัย ยั่งยืน และสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้ายอดค้าปลีกสินค้าและบริการเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 11–11.5 ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ และสร้างระบบการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ตลาดค้าปลีกเวียดนามกำลังกลายเป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยแนวทางพัฒนาการจัดจำหน่ายสมัยใหม่ที่ผสมผสานความยั่งยืนและนวัตกรรม รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้กลุ่มทุนค้าปลีกต่างชาติและนักลงทุนขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว

    ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (General Statistics Office) ระบุว่า ในปี 2567 ยอดขายปลีกสินค้าและบริการมีมูลค่า 6,391 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 เมื่อเทียบกับปี 2566 และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าอยู่ที่ 5,176 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการขยายตัวต่อเนื่องของกำลังซื้อและกิจกรรมการบริโภคภายในประเทศ

    ด้านอีคอมเมิร์ซ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ารายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 ตลาดธุรกิจขายตรงให้ผู้บริโภค (B2C) เติบโตร้อยละ 25–27 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ 3–7 โดยสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคที่เคลื่อนไหวเร็ว (FMCG) เครื่องใช้ไฟฟ้า และแฟชั่น เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ด้วยแนวโน้มดังกล่าว รัฐบาลได้ปรับเป้าหมายการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในปี 2568 เป็นร้อยละ 25.5 จากคาดการณ์เดิมร้อยละ 20–22

    ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ตั้งเป้าให้อีคอมเมิร์ซเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 15–20 ภายในปี 2573 และสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าร่วมในแพลตฟอร์มออนไลน์ในสัดส่วนร้อยละ 40–45 พร้อมเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า ระบบโลจิสติกส์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) และมาตรฐานการบริหารคุณภาพสินค้า เพื่อเชื่อมโยงระหว่างการผลิตและการจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

    เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามกำหนด 7 กลุ่มมาตรการสำคัญ ได้แก่

    1. ปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ (Legal and Policy Alignment with International Commitments)

    2. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานค้าปลีกและโลจิสติกส์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Retail Infrastructure and Green Logistics Development)

    3. ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs (Capacity Building for Enterprises, especially SMEs)

    4. เสริมสร้างระบบกำกับดูแลคุณภาพสินค้าและจัดตั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับชาติ (Quality Governance and National E-commerce Platforms)

    5. วางมาตรการทางเทคนิคเพื่อให้สินค้าภายในประเทศสอดคล้องมาตรฐานสากล (Technical Measures for Domestic Products to Meet International Standards)

    6. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเพื่อสร้างเครือข่ายค้าปลีกระดับภูมิภาค (Promoting Regional Retail Networks)

    7. เสริมบทบาทสมาคมการค้าในฐานะกลไกเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับหน่วยงานรัฐ (Trade Associations as Linkages between Private Sector and Government Agencies)

    ยุทธศาสตร์นี้คาดว่าจะสร้างเศรษฐกิจการบริโภคคุณภาพสูง (High-quality Consumption Economy) ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคค้าปลีกภายในประเทศ และสนับสนุนการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซทั้งในตลาดภายในประเทศและข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) อีกทั้งการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียวและมาตรฐานคุณภาพสินค้าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและนักลงทุน และเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้จัดจำหน่ายอย่างยั่งยืน

    ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกของเวียดนามจนถึงปี 2573 เป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังวางรากฐานเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ยั่งยืน สนับสนุนการบริโภค เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางค้าปลีกสมัยใหม่ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกของเวียดนามจนถึงปี 2573 เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมตลาดค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซของเวียดนาม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า และแฟชั่น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูง (FMCG และ Consumer Electronics) ความต่อเนื่องของกำลังซื้อและกิจกรรมการบริโภคในเวียดนาม สะท้อนถึงความต้องการสินค้าไทยคุณภาพสูง และความพร้อมของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

    ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการขยายธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ที่รัฐบาลเวียดนามสนับสนุน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ไทยสามารถเข้าร่วมในสัดส่วนที่รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายไว้ร้อยละ 40–45 ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง นอกจากนี้ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียวและมาตรฐานคุณภาพสินค้าของเวียดนามยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการจัดส่งและการบริหารคุณภาพ ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนจัดส่งสินค้าข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                      ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับนโยบายของเวียดนาม เช่น การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาด การวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภคและการใช้ข้อมูลเชิงลึกจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดเวียดนามได้อย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x0lq3u0o8y4zgz1d2v1uv6lw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RsOL4gyyoumofbNGtAvMN

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนสิงหาคม ปี 2568

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนสิงหาคม ปี 2568

                      1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – ไปรษณีย์ออสเตรเลียเริ่มกลับมาให้บริการจัดส่งพัสดุไปยังสหรัฐอเมริกาและบริการบางส่วนไปในเปอร์โตริโกอีกครั้ง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568  

    – ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 โครงการ Home Guarantee Scheme ของรัฐบาลกลาง เริ่มมีผลบังคับใช้โดยยกเลิกข้อจำกัดด้านรายได้ และเพิ่มเพดานราคาที่พักอาศัยเพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงที่พักอาศัยได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้ชาวออสเตรเลียจำนวนมากสามารถซื้อบ้านหลังแรกด้วยเงินมัดจำเพียงร้อยละ 5 ของราคาบ้านโดยมีรัฐบาลเป็น Guarantor และไม่ต้องชำระค่าประกันสินเชื่อ (Lenders Mortgage Insurance) คาดว่า ในปีแรกผู้มีสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 70,000 คน 

    – ธนาคารกลางออสเตรเลียรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 3.60 เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาสเดือนมิถุนายนที่ดีเกินคาด ความกดดันด้านค่าครองชีพเริ่มลดลง ทำให้ภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 3 อีกทั้งตลาดแรงงานที่ทรงตัว และมีแนวโน้มสูงจะธนาคารกลางออสเตรเลีจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงภายในสิ้นปี

    – นาย Anthony Albanese นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาในวันที่ 20 ตุลตาคม 2568 เพื่อร่วมประชุมกับนาย Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกเพื่อเจรจาความร่วมมือในข้อตกลง Aukus ลงนามในโครงการ Critical minerals project และกระชับความสัมพันธ์สองฝ่ายให้แน่นฟ้นยิ่งขึ้น

                        2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของออสเตรเลีย [1] 

    ปี 2568 เดือนมกราคม-สิงหาคม สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 218,396 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หดตัวร้อยละ 4.07) เป็นการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 27.77) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ 27.49) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 11.84) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 4.99) และข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 3.20) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และอังกฤษ สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 (น้ำมันปิโตรเลียมดิบ ข้าวสาลีและเมสลิน ทองแดงบริสุทธิ์  อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปและเนื้อสัตว์สำหรับบริโภค)

    ปี 2568 เดือนมกราคม-สิงหาคม การนำเข้าสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 190,074 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 1.21) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 14.45) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 13.82) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 11.68) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 10.71) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 4.90) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ปี 2568 เดือนมกราคมสิงหาคม ออสเตรเลียได้ดุลการค้า 28,322 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 7 มีมูลค่า 7,686 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หดตัวร้อยละ 14.06) (สินค้านำเข้าหลักจากไทย 5 อันดับแรกได้แก่ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ ยางรถยนต์ใหม่ และทูน่ากระป๋อง) และ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 4,569 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (146,208 ล้านบาท)  

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลียในเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่า 26,867 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หดตัวร้อยละ 5.31) โดยเป็นผลมาจากการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 28.95) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ 28.28) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 8.32) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 5.64) และข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 2.74) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้  สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 (ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป น้ำมันปิโตรเลียมดิบ ทองแดงบริสุทธิ์ อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป และเนื้อสัตว์สำหรับบริโภค)

    สำหรับการนำเข้าสินค้าของออสเตรเลียในเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่า 25,013 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 6.28) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 15.07) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 12.57) น้ำมันปิโตรเลียมที่ได้จากแร่ บิทูมินัส (ดีเซล)  (ร้อยละ 11.64) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือสำหรับเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 10.48) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 4.53) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2568 ออสเตรเลียได้ดุลการค้าที่ 1,854 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 7 (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับการเปลี่ยนและการส่ง หรือการสร้างเสียง ภาพหรือข้อมูลอื่นๆ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป และยางรถยนต์ใหม่) 

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-ออสเตรเลีย [2] 

    Screenshot 2025-11-04 145303.jpg

     [1] Source: Global Trade Atlas

    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

                          4. การค้าระหว่างไทย-ออสเตรเลียเดือนสิงหาคม 2568 

    • การส่งออกสินค้าไทยไปออสเตรเลียเดือนสิงหาคม ปี 2568 มีมูลค่า 1,102.11 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (35,267.5 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 0.33 เป็นการลดลงของสินค้าเครื่องปรับอากาศ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิวและเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แต่การส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋องและรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น       

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากออสเตรเลียเดือนสิงหาคม ปี 2568 มีมูลค่า 404.79 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (12,953 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.02 เป็นการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินแร่โลหะอื่นๆ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี ถ่านหิน น้ำมันดิบพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผักและผลไม้ แต่การนำเข้าสินค้าก๊าซธรรมชาติ นมและผลิตภัณฑ์นม และเคมีภัณฑ์ลดลง    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mihs883k8ce10odmsqu55u8o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VP59sgwWDV_mEWPUMGo7W